• thitimedia
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thitimedia@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-30
  • จำนวนเรื่อง : 403
  • จำนวนผู้ชม : 2196450
  • จำนวนผู้โหวต : 1396
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1396 คน
<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน 2554
Posted by thitimedia , ผู้อ่าน : 3028 , 20:30:44 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ni_gul , thitimedia โหวตเรื่องนี้

ขอนำเสนอ ภาพประกอบเพียง ๑ รูป นะ ครับ ที่ท่านเห็น ว่างๆ นั้น คือ ภาพประกอบครับ

แต่ผมไม่ได้นำมาลง ขออภัย ท่าน ผู้ชม ด้วย นะ ครับ




 

ผู้แต่ง : Friedrich Wilhelm Nietzsche 1883
แปลและเรียบเรียงบางส่วน : กีรติ บุญเจือ ๒๕๒๔

คำนำ 


               นิตเช่ (Friedrich Nietzsche ๑๘๔๔ - ๑๙๐๐) นับได้ว่าเป็นนักเขียนที่นักอ่านไทยได้ยินชื่อบ่อยที่สุดคนหนึ่งในบรรดานักเขียนเยอรมัน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือทางด้านปรัชญา วรรณคดี หรือประวัติศาสตร์ ผู้อ่านย่อมจะพบชื่อนิตเช่อยู่เป็นประจำ ถ้าได้รู้แนวความคิดของนิตเช่บ้าง ก็คงจะช่วยให้ผู้อ่านรู้เรื่องราวได้เรื่องราวได้อย่างน่าอภิรมย์ยิ่งขึ้น เนื่องจากหนังสือ ซาราทุสตราตรัสไว้ดังนี้ (ยร. Also Sprach Zarathustra - Thus Spake Zarathustra) เป็นหนังสือที่แสดงความรู้สึกนึกคิดของนิตเช่ที่สำคัญไว้เกือบทั้งหมด ความคิดปลีกย่อยนั้นมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์เกือบจะทุกตอน นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ยังมีคุณค่าอย่างสูงในวรรณคดีเยอรมันอีกด้วย จึงเห็นว่าน่าจะแปลออกเป็นภาษาไทยให้นักอ่านได้มีตัวบทอ่านในพากษ์ไทยอย่างกว้างขวาง
               ครั้นจะแปลเฉพาะตัวบท ก็เห็นว่าจะให้ประโยชน์น้อย เพราะนักอ่านส่วนมากไม่มีเวลาค้นคว้าจนเข้าถึงอรรถรสได้พอควร ผู้แปลจึงได้พยายามแปลจากต้นฉบับเดิม และเพิ่มเติมคำอธิบายให้เท่าที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับนักอ่านทั่วไปที่จะเข้าใจความลึกตื้นหนาบางของนิตเช่ได้อย่างสะดวกและสนุกสนาน
               ผู้เชี่ยวชาญเรื่องของนิตเช่แล้วคงจะเห็นว่าไม่จำเป็น แต่ผู้แปลเชื่อว่าคงจะมีน้อย และท่านเหล่านี้ก็คงไม่ต้องการอ่านฉบับแปลเป็นแน่ จุดหมายของหนังสือเล่มนี้ในพากษ์ไทยจึงมุ่งให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทั่วไปอย่างกว้างขวางที่สุดเป็นประเด็นสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญอาจตำหนิว่าให้คำอธิบายยืดยาวเกินไปก็เป็นได้ ก็ขอให้ถือว่าเป็นความตั้งใจของผู้แปลก็แล้วกัน ผู้ที่ไม่ต้องการคำอธิบายก็อาจจะเลือกอ่านเฉพาะแต่ตัวบทก็ได้ เพราะได้จัดพิมพ์ให้เด่นชัดอยู่แล้ว


               นิตเช่ไม่เคยสอนปรัชญาและไม่เคยเขียนตำราปรัชญา ความคิดของนิตเช่ซึ่งเป็นความคิดสร้างสรรค์อยู่มากจึงกระจัดกระจายไม่เป็นระบบอยู่ในหนังสือและบทความต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีคุณค่าทางวรรณกรรมทั้งสิ้น ความคิดของนิตเช่จึงไม่กระทัดรัดตายตัว แต่เป็นความคิดที่กระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์ต่อไปได้หลายทาง จึงไม่แปลกอะไรที่มีนักปรัชญาหลายลัทธิอ้างถึงนิตเช่ในฐานะเป็นผู้นำหน้าหรือเป็นผู้ริเริ่มของตน ในบรรดาลัทธิเหล่านี้ที่สำคัญได้แก่ลัทธิอัตถิภาวนิยม ( existentialism
- discussions ) เนื่องจากผู้แปลเห็นว่าปรัชญาลัทธินี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับทุกคนในปัจจุบัน เพราะลัทธินี้กำลังมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางที่สุดต่อคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า และผู้แปลเองก็ถือเอาลัทธินี้เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาของผู้แปลอยู่ด้วย ผู้แปลจึงขออธิบายความคิดของนิตเช่ตามทัศนะและแนวปรัชญาของผู้เขียนเป็นหลัก
               อาจจะมีผู้วิจารณ์ว่าผู้แปลมีความลำเอียง ก็ขอชี้แจงเสียเลยว่ามีใครที่อธิบายนิตเช่ได้โดยไม่ลำเอียงบ้างเล่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ขอให้เห็นใจผู้แปลเถิด
              อย่างไรก็ตาม ผู้แปลเชื่อว่าการอธิบายตามแนวนี้จะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุด ถ้าหากไม่เกิดประโยชน์จริงก็คงเป็นเพราะผู้แปลยังมีความสามารถไม่เพียงพอเท่านั้น จึงว่าแม้ผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวอธิบายนี้ก็คงจะอ่านได้ประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็จะได้เข้าใจจิตใจของคนรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น ส่วนผู้ที่เห็นด้วยก็คงจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ เพราะจะได้เข้าใจอุดมคติของตนได้ดีขึ้น และรู้จักวางตนให้เหมาะสมกับอุดมคติอันแท้จริงของตนได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น


               ที่นิตเช่เอาซาราทุสตราผู้เป็นศาสดาของศาสนาของชาวเปอร์เซียโบราณมาเป็นชื่อหนังสือของตน ก็เพียงแต่ให้เป็นกระบอกเสียงของตนเองเท่านั้น บทบาทของซาราทุสตราในท้องเรื่องเป็นบทบาทรวม ๆ ของศาสดาทั้งหลายของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเยซูคริสต์ ซึ่งนิตเช่ถือว่าเป็นผู้นำและคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของตน ภูมิประเทศได้แก่คาบสมุทรอิตาลี เวลาที่ดำเนินเรื่องราวก็เป็นสมัยของนิตเช่นั่นเอง ส่วนคำสอนเป็นของนิตเช่เองทั้งสิ้น
               รวมความว่าตัวพระเอกจริง ๆ ของเรื่องคือนิตเช่ ในบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่นิตเช่กำลังประสบอยู่ นิตเช่จึงสามารถวาดฉากได้อย่างมีชีวิตชีวาชวนสร้างจินตนาการคล้อยตามยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม นิตเช่มีความรู้เรื่องศาสดาซาราทุสตราอย่างดีพอสมควร ดังนั้นเรื่องราวของซาราทุสตราจริง ๆ จึงมีแทรกปะปนอยู่ด้วย นิตเช่สามารถผสมผสานกันได้อย่างมีศิลป์ นับเป็นคุณค่าทางวรรณกรรมส่วนหนึ่งของงานชิ้นนี้


              เนื่องจากนิตเช่เขียนเรื่องนี้ ด้วยโวหารของผู้บันทึกคำสอนของศาสดาเพื่อให้เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้แปลจึงเห็นควรใช้ราชาศัพท์ และพยายามให้เป็นสำนวนคัมภีร์เท่าที่จะสามารถทำได้ ส่วนในตอนที่เป็นคำอรรถาธิบายก็จะใช้โวหารสารคดีกึ่งวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้มีสาระและไม่หนักเกินไป

แนวปรัชญา 

               แนวความคิดของนิตเช่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีขึ้นในเอกภพ เป็นการแสดงออกของพลังดิ้นรนอันเป็นธาตุแท้ของความเป็นจริง ซึ่งนิตเช่เรียกว่าเป็นเจตจำนงที่จะมีอำนาจ (The Will – to – Power) พลังนี้เมื่อแสดงออกเป็นหน่วย ๆ แล้วก็สำแดงฤทธิ์เดชออกให้เห็นว่า ต่างก็ดิ้นรนเพื่อเป็นใหญ่เหนือกันและกัน แต่ทว่าหน่วยต่าง ๆ มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน ส่วนใดเข้มข้นมากกว่าก็จะเอาเปรียบหน่วยที่เข้มข้นน้อยกว่า เช่นพืชเอาเปรียบแร่ธาตุ สัตว์เอาเปรียบแร่ธาตุและพืช มนุษย์เอาเปรียบแร่ธาตุ พืช และสัตว์ ในหมู่มนุษย์ด้วยกันเองก็มีพลังดิ้นรนเข้มข้นไม่เท่ากัน คนที่มีพลังเข้มข้นมากกว่าจะฉลาดกว่าหรือเข้มแข็งมากกว่า และจะเอาเปรียบคนที่โง่กว่าหรืออ่อนแอกว่า
               การเอาเปรียบเหล่านี้แหละที่ศาสดาทั้งหลายเรียกว่ากิเลส บางคนกิเลสหนาแต่ก็รู้จักแสดงเป็นคนกิเลสบางเพื่อได้รับการยกย่องสรรเสริญและได้เปรียบคนอื่น นั่นเป็นความฉลาดของเขา บุคคลใดบรรลุญาณวิเศษก็จะเห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้แจ่มแจ้งชัดเจน

               ศาสดาหลายท่านในอดีตได้เห็นข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้ว แต่ท่านไม่อาจสอนได้ตรง ๆ ครั้นสอนไปแล้วก็ถูกเข้าใจผิด คำสอนของท่านถูกบิดเบือน อย่างเช่นศาสดาซาราทุสตราองค์จริงเป็นตัวอย่าง คำสอนของท่านถูกสาวกบิดเบือนราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ นิตเช่คิดว่าตนก็มีญาณวิเศษ เห็นสัจธรรมแจ่มแจ้งและชัดเจนเช่นเดียวกับศาสดายิ่งใหญ่ทั้งหลายของโลก และตนเองก็มีโอกาสดีกว่าเพราะอยู่ในสมัยปัจจุบัน อาจจะใช้ภาษา

สื่อความหมายได้ดีกว่าศาสดาทั้งหลายในอดีต จึงอยากจะทดลองสอนดู
               อย่างไรก็ตาม นิตเช่รู้ตัวดีว่าแม้ตนเองอาจจะอธิบายได้ดีกว่าศาสดาในอดีตก็จริง เพราะสามารถใช้ภาษาที่ทันสมัยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต่อไปข้างหน้าจะไม่มีใครอธิบายชี้แจงได้ดีกว่า ทั้งนี้ก็เพราะภาษาที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อความนั้น ในขณะเดียวกันก็เป็นอุปสรรคก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ การศึกษาให้รู้ถึงขอบเขตความสามารถของภาษาจะทำให้เราสื่อความหมายกันอย่างสมบูรณ์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ


             นิตเช่แบ่งมนุษย์ออกเป็น ๓ ประเภท หรือ ๓ ระดับ คือ
 

             ๑) ระดับทาส มนุษย์ในระดับนี้จะไม่เป็นตัวของตัวเองเพราะกลัวความรับผิดชอบ ไม่กล้ามีความคิดของตัวเอง จึงนิยมเดินตามอุดมการที่คนส่วนมากยอมรับ ไม่กล้าทำอะไรผิดแผกไปจากผู้อื่นเพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนประเภทนี้ส่วนมากคิดว่าการถือตามศีลธรรมแบบทาส (slave morality) เช่นนี้เป็นวิธีที่ได้เปรียบที่สุดแล้ว เพราะปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องคิดและไม่ต้องรับผิดชอบ เพียงแต่ยอมให้เกียรติคนบางคนที่มีอำนาจเหนือตนก็พอแล้ว นิตเช่ถือว่าพวกนี้คิดสั้น คิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความฉลาด แต่นั่นหาใช่อุดมการของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ 

             ๒) ระดับนาย มนุษย์ระดับนี้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงเพื่อความเป็นใหญ่เหนือคนอื่น เขาจะทำอะไรตามใจ โดยถือคติว่าตายเสียดีกว่ายอมจำนน เมื่อเขากล้าเสี่ยงเช่นนี้ มนุษย์ระดับทาสก็จะเกรงกลัวยึดถือเป็นที่พึ่งและยอมให้เป็นนาย เขาจึงถือศีลธรรมแบบนาย (master morality) ตราบเท่าที่ไม่มีคู่แข่ง ครั้นมีคู่แข่งก็จะต้องต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แต่ถ้าหากพบผู้ที่มีพลังเข้มข้นแสดงความเป็นนายเหนือตนมาก ๆ เห็นว่าไม่มีประตูสู้แน่ ๆ เขาจะยอมจำนนโดยถือศีลธรรมแบบทาส ทั้งนี้เพื่อจะได้มีโอกาสใช้ศีลธรรมแบบนายกับผู้ที่อ่อนแอกว่าต่อไปได้โดยสะดวก บางครั้งเขาอาจจะยอมจำนนต่อคู่แข่งที่มีพลังไล่เรี่ยกับตนชั่วคราว เพื่อหาโอกาสล้มล้างในเวลาต่อมา
               นิตเช่คิดว่ามนุษย์ในระดับนายมีพลังเข้มข้นกว่ามนุษย์ระดับทาส จึงเอาเปรียบทุกคนและทุกสิ่งที่อ่อนแอกว่าตนในทุกวิถีทาง พวกนี้ทำความเจริญให้แก่มนุษยชาติ แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งมนุษย์ระดับทาสและระดับนายต่างก็มีกิเลสเป็นเครื่องนำทาง จึงต่างก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ด้วยกันทั้งสิ้น
 

             ๓) ระดับอภิมนุษย์ (superman หรือ overman ตรงข้ามกับ subman หรือ last man - wbm) มนุษย์ในระดับนี้ได้แก่นักปราชญ์ผู้เห็นแจ้งในสัจธรรม รู้ว่าเบื้องหลังของสิ่งที่ปรากฎทั้งหลายคือเจตจำนงที่จะมีอำนาจ รู้ว่าพลังหน่วยย่อยทั้งหลายดิ้นรนเอาเปรียบกันอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงตกเป็นเหยื่อแห่งการเอาเปรียบกันอย่างไม่รู้จบสิ้น นิตเช่คิดว่าศาสดายิ่งใหญ่ทั้งหลานในอดีตได้เห็นสัจธรรมนี้มาแล้ว แต่ไม่สามารถพูดออกตรง ๆ อาจเป็นเพราะยังไม่พบคำศัพท์ที่เหมาะสมหรืออาจจะกลัวผู้ฟังไม่เข้าใจ นิตเช่คิดว่าตนเองเห็นแจ้งในสัจธรรมเช่นกันและจะทดลองเสี่ยงพูดตรง ๆ ดู

             อภิมนุษย์ย่อมมีใจอุเบกขา มีใจสงบ ไม่ตะเกียกตะกาย เพราะรู้ข้อเท็จจริง

ทางปฏิบัติ 

             มนุษย์เราเกิดมาจะอยู่ในระดับทาสหรือระดับนายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าได้ส่วนแบ่งจากพลังธรรมชาติมาเข้มข้นเพียงไร ไม่ว่าจะเกิดมาในระดับใดก็ย่อมไม่อยู่ในระดับที่สมบูรณ์ หากไม่ปรับปรุงตัวเองก็จะมีความทุกข์และก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เพราะต่างก็เห็นแก่ตัว พยายามดิ้นรนเอารัดเอาเปรียบกันและกัน ทางพ้นทุกข์มีอยู่อย่างเดียวคือ แต่ละคนจะต้องมุ่งปรับปรุงตัวเองให้เป็นอภิมนุษย์ วิธีปรับปรุงก็คือศึกษาปรัชญาให้รู้สัจธรรมอันแท้จริง และฝึกฝนตนให้มีใจอุเบกขาและสงบ หากในโลกนี้ทุกตนเป็นอภิมนุษย์กันทั้งหมด มนุษย์เราจะอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

ความเห็นของผู้แปล 

             ผู้แปลไม่เชื่อว่าสัจธรรมหรือแก่นแท้ของความเป็นจริงจะเป็นเพียงเจตจำนงที่จะมีอำนาจ ผู้แปลเชื่อว่าปรมัตถ์จะต้องเป็นอะไรที่มากกว่านี้และสูงส่งกว่านี้ เราไม่อาจรู้ว่าเป็นอะไรอย่างแท้จริง เจตจำนงที่จะมีอำนาจอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงระดับต่ำ ๆ ปรมัตถ์จะต้องเป็นความเป็นจริงที่สูงส่งกว่านี้
             ผู้แปลใคร่จะขอยืนยันว่า สิ่งสูงสุดที่ประมวลได้จากคำสอนของศาสดาทั้งหลายรวมกันนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรมัตถ์ที่แท้จริง ผู้แปลไม่คิดว่าเราจะศึกษาก็ได้จากงานนิพนธ์ของนิตเช่ แต่ทว่าแนวทางปฏิบัติตนเพื่อบรรลุถึงความเป็นอภิมนุษย์ของนิตเช่นั้นน่าสนใจมาก กล่าวคือแต่ละคนจะต้องศึกษาค้นคว้าให้เข้าใจด้วยตนเอง และปรับปรุงตัวอยู่เสมอจนกว่าจะถึงขั้นอภิมนุษย์ การเป็นอภิมนุษย์สำหรับเราก็คือ การเข้าถึงปรมัตถ์และควบคุมใจให้สงบเป็นอุเบกขาได้อย่างเด็ดขาดแต่ทว่าเข้มแข็งอยู่เสมอในการทำความดี

             อนึ่ง การวิจารณ์และการกระแนะกระแหนกิเลสทั้งหยาบและละเอียดอ่อนของมนุษย์ นิตเช่ทำได้ดีมากทั้งในด้านการวิเคราะห์และการใช้สำนวนโวหาร ผู้แปลจึงคิดว่าการอ่านหนังสือของนิตเช่เล่มนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นความลี้ลับของกิเลสของตนเอง เพื่อจะได้ขัดเกลาได้อย่างแนบเนียนขึ้น และโวหารของนิตเช่คงจะช่วยกระตุ้นให้อยากปรับปรุงตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ ไป ไม่ว่าผู้อ่านจะนับถือศาสนาใดอยู่หรือไม่ หากอ่านหนังสือเล่มนี้ของนิตเช่ตามทัศนคติดังกล่าวนี้ ก็น่าจะได้ประโยชน์คุ้มค่า

             อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้อ่านสังเกตไว้ตั้งแต่ในขณะนี้ว่า นิตเช่เองมิได้ทำใจอุเบกขาได้จริง เมื่อสอนแล้วไม่ได้ผลดังคาดก็เศร้าโศกเสียใจมาก กล่าวว่าความหวังดีของตนเองนั้นกลับทำลายความเป็นอภิมนุษย์ของตนเอง นิตเช่ผิดหวังและเสียใจจนมีอาการโรคประสาทในที่สุด ผู้หวังดีทั้งหลายพึงมีใจเย็นมากกว่านี้


 

 


บทที่ ๑

ก.ปฐมพจน์ของซาราทุสตรา


นิตเช่เริ่มเปิดฉากโดยแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักศาสดาซาราทุสตรา
ผู้ทรงบำเพ็ญพรตบนภูเขาห่างไกลจากสังคมมนุษย์ ดังต่อไปนี้


 

       ๑.๑ ครั้นเมื่อ พระซาราทุสตรา มีพระชนมายุได้ ๓๐ พรรษา ได้เสด็จขึ้นไปบำเพ็ญพรตบนภูเขา เป็นเวลา ๑๐ ปีมาแล้วที่พระองค์ เสวยแต่ญาณ ในความโดดเดี่ยวอย่างไม่เหนื่อยหน่าย แต่แล้วอยู่มาน้ำพระทัยของพระองค์ก็เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน เช้าวันนั้นพระองค์ทรงตื่นจากบรรทม ณ รุ่งอรุณ ประทับยืนเบื้องหน้าพระอาทิตย์ ตรัสกับพระอาทิตย์ว่าดังนี้ 

             อายุ ๓๐-๔๐ ปี - นิตเช่กำหนดให้ซาราทุสตราเริ่มขบคิดหาปรัชญาของตนเองเมื่ออายุ ๓๐ ปี และเริ่มเสนอความคิดต่อประชาชนเมื่ออายุได้ ๔๐ ปี ซึ่งตรงกับชีวิตของนิตเช่เอง คือเริ่มเขียนหนังสือเมื่ออายุได้ ๒๗ ปี และเผยแพร่หนังสือเล่มนี้เมื่ออายุ ๓๙-๔๑ ปี หมายความว่านิตเช่ถือว่าช่วงระยะเวลาอายุระหว่างประมาณ ๓๐๔๐ ปีของตนนั้นเป็นช่วงเวลาทดลองหาแนวปรัชญาของตนเองและเริ่มมั่นใจว่าตนพบปรัชญาของตนเองอย่างแท้จริงเมื่ออายุประมาณ ๔๐ ปีซึ่งก็หมายความว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่นิตเช่มั่นใจว่าเสนอความคิดที่เป็นปรัชญาของตนเองแล้วอย่างแท้จริง หนังสือเล่มนี้จึงนับว่ามีค่าควรแก่การอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์เล่มหนึ่ง

              ทำไมนิตเช่จึงใช้ซาราทุสตราเป็นพระเอกของเรื่อง ศาสดาซาราทุสตราเป็นผู้ปฏิรูปศาสนาในแดนอิหร่านโบราณทางภาคตะวันออก (แถบประเทศอาฟกานิสถานในปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ ๖ ก.ค.ศ. ประวัติและคำสอนดั้งเดิมมีเหลือบันทึกอยู่ในเพลงสดุดี ๑๗ บทของคัมภีร์อาเว็สตา ( Avesta ) ต่อมาภายหลังถูกบิดเบือนไปมากทั้งประวัติและคำสอน ซาราทุสตราปฏิรูปศาสนาแบบพหุเทวนิยมเดิมมาเป็นเอกเทวนิยม แต่ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นทวินิยม เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติตนเพื่อความหลุดพ้นจากการบวงสรวงบูชายัญมาเป็นการเสริมสร้างปัญญา แต่ก็ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นศาสนาที่เฟื่องทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ เปลี่ยนมาตรการความประพฤติดีจากการเชื่อฟังประกาศิตมาเป็นการสร้างตนเองโดยการตัดสินใจเลือกทำการด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบ แต่ก็ถูกบิดเบือนเสียจนกลายเป็นศาสนาที่นับถือประกาศิตยิ่งกว่าเดิมไปอีก 
  สองเรื่องหลังนี้แหละที่ถูกใจนิตเช่มาก และเป็นพื้นฐานความคิดทั้งหมดของนิตเช่ก็ว่าได้ นอกจากนั้นซาราทุสตรายังเป็นศาสดาที่ถูกลืม ถูกเข้าใจผิด และถูกบิดเบือน ซึ่งชะตากรรมเหล่านี้นิตเช่เชื่อว่าเป็นชะตากรรมเดียวกันกับของตน นิตเช่จึงถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนให้ซาราทุสตราเป็นกระบอกเสียงอย่างแนบเนียนและอย่างมีศิลป์

              ทะเลสาบและภูเขา - นิตเช่คงจะคิดถึงทะเลสาบและภูเขาอันงดงามชวนให้หลงใหลของสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลีที่ตนได้ไปท่องเที่ยวมา ในถิ่นเกิดของศาสนาซาราทุสตราก็มีภูเขาและทะเลสาบ พระเยซูก็ได้ทรงขึ้นไปบำเพ็ญพรตบนภูเขาแล้วก็เสด็จลงมาสอนตามแถบริมทะเลสาบเป็นส่วนมาก นิตเช่คงได้ตจระหนักและซาบซึ้งดีว่า บนภูเขาเป็นที่เหมาะสำหรับตรึกตรองแสวงหาสัจธรรมลึกซึ้ง และทะเลสาบเป็นบรรยากาศที่น่าเคลิบเคลิ้มสำหรับประกาศความคิดใหม่

              เสวยแต่ญาณ - หมายความว่าตลอดเวลา ๑๐ ปีที่อยู่บนภูเขาสูง ซาราทุสตราใช้เวลาตรึกตรองใคร่ครวญหาสัจธรรมจนพบ นิตเช่เองก็ใช้เวลาท่องเที่ยวตรึกตรองใคร่ครวญจนสามารถมองทะลุถึงสัจธรรม เหมือนกับได้ญาณวิเศษดังที่ซาราทุสตราได้รับการยกย่อง

              ตรัสกับพระอาทิตย์ - ดวงอาทิตย์เป็นบ่อเกิดแห่งแสงสว่าง จึงถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งปรีชาญาณ หมายถึงว่านิตเช่รำพึงกับญาณวิเศษของตนเอง ซึ่งนิตเช่เชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความคิดที่จะสอนต่อไป
  ขอให้ผู้อ่านหลับตานึกวาดภาพเห็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ ยืนตระหง่านบนหน้าผา อาทิตย์อุทัยสาดแสงกระทบองค์ท่านเป็นประกาย ท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่นยามเช้า อบอวลด้วยกลิ่นไม้ป่าเคล้ากับเสียงนกและสัตว์ป่ากู่ขันกันวังเวง นิตเช่ต้องการปรากฎโฉมขึ้นทักทายผู้อ่านในบรรยากาศเช่นนี้

 ๑.๒ โอ้ดาวมหาฤกษ์ ท่านจะมีความสุขจากไหนได้เล่า ถ้าหากไม่ได้จากการที่มีผู้รับแสงสว่างของท่าน

               ความสุขของนิตเช่ นิตเช่ต้องการที่จะประกาศให้ผู้อ่านทั้งหลายทราบว่า ที่เขียนหนังสือเผยแพร่ความคิดออกไปนั้น มิได้มีจุดประสงค์อื่น นอกจากรู้สึกว่า ความคิดดี ๆ ที่ได้มานั้นจะไร้คุณค่า หากไม่เผยแผ่เจือจานให้ผู้อื่นได้มีส่วนได้รับความสว่างด้วย นิตเช่ไม่มีความสุขใดเทียมเท่าความสุขที่จะได้เผื่อแผ่เจือจานความคิดให้แก่มนุษยชาติ เหมือนดวงอาทิตย์ที่มีโชคดีได้ส่องแสงทำประโยชน์แก่มนุษย์ทั่วโลก

            
๑.๓ เป็นเวลา ๑๐ ปีมาแล้วที่ท่านส่องแสงขึ้นมาจนถึงถ้ำของข้าพเจ้า ท่านคงจะเบื่อแสงสว่างของท่านและการเดินทางของท่านเป็นแน่ หากไม่มีพวกเราอยู่ที่นี่ คือตัวข้าพเจ้าเอง นกอินทรีของข้าพเจ้า และงูของข้าพเจ้า

            
เบื่อแสงสว่าง - นิตเช่คิดว่าตนคงจะเบื่อจนทนไม่ไหวหากจะเก็บความคิดของตนเอาไว้ในใจ คือจะเบื่อความคิดของตนจนทนไม่ไหว แลเมื่อเผยแผ่ออกไปแล้ว ไม่มีใครรับฟังเลยก็คงจะเบื่อการเผยแผ่เช่นกัน นิตเช่จึงอยากจะเห็นว่าความคิดของตนมีผู้รับฟังและนำเอาไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ นั่นจะเป็นความสุขที่สุดของตน ไม่ต้องการอะไรมากกว่านั้น
             นกอินทรีและงู - ถือกันว่าเป็นสัตว์ฉลาด มีไหวพริบ มนุษย์ดึกดำบรรพ์หลายเผ่านับถือเป็นเทพเจ้า นิตเช่จึงกำหนดให้เป็นเพื่อนผู้ร่วมค้นหาสัจธรรมของซาราทุสตรา อาจจะมีเหตุผลอื่นอีกที่ผู้เขียนยังไม่ทราบ

            
๑.๔ ทว่าเราคอยท่านอยู่ทุกเช้า เพื่อรับเศษเล็กเศษน้อยจากแสงสว่างของท่าน และเราก็ซาบซึ้งในพระคุณอย่างยิ่งแล้ว

             
เศษจากแสงสว่าง - นิตเช่ตระหนักดีว่า สัจธรรมที่ตนเข้าถึงมาได้นั้นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยแต่เป็นสัจธรรมแท้ ยังมีสัจธรรมอีกมากมายซึ่งตนเข้าไม่ถึง แต่ก็เป็นส่วนของสัจธรรม เดียวกัน จึงหวังว่าผู้อ่านจะรับฟังสัจธรรมของตนเพื่อนำไปพัฒนาให้เข้าถึงสัจธรรมที่สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น

            
๑.๕ บัดนี้ ข้าพเจ้าอิ่มด้วยสัจธรรมแล้ว เหมือนผึ้งที่ได้ดูดน้ำหวานไว้จนเกินตัว ข้าพเจ้าอยากจะให้….ให้ให้ไปเสีย

            
อิ่มตัวด้วยสัจธรรม - นิตเช่ตระหนักดีว่าไม่มีใครจะเข้าถึงสัจธรรมได้ทั้งหมด นอกจากจะเป็นอภิมนุษย์ แต่ทว่าขณะนี้ยังไม่มีใครเป็นอภิมนุษย์ มีแต่ผู้กำลังก้าวเข้าหาสภาวะแห่งอภิมนุษย์ นิตเช่คิดว่าตนสามารถเข้าใกล้สภาวะอภิมนุษย์ยิ่งกว่าใคร แต่ก็ยังไม่เป็นอภิมนุษย์ รู้สึกอิ่มตัวแม้จะได้สัจธรรมไม่สมบูรณ์
             นิตเช่จึงรู้สึกว่าตนมีภาระต้องเปิดเผยสัจธรรมที่ตนเข้าถึง เพื่อจะได้ช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้เข้าใกล้สภาวะอภิมนุษย์มากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วจะมีผู้ที่ใคร่ครวญตรึกตรองต่อจากสัจธรรมของตนไปจนได้สัจธรรมที่สมบูรณ์มากขึ้น ด้วยประการฉะนี้มนุษย์จะเข้าใกล้สภาวะอภิมนุษย์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ

            
๑.๖ ข้าพเจ้าอยากจะบริจาคเจือจานสัจธรรมที่ล่วงรู้มาจนกว่าคนฉลาดจะพอใจกับความโง่ของตน และคนยากจนจะพอใจในสมบัติของตนในที่สุด

            
คนฉลาดและคนยากจนพอใจ - นิตเช่คิดว่าคน ๒ จำพวกนี้ อาจจะสอนให้มีความพอใจและพบความสุขได้ แต่ความพอใจจะมีผลต่างกันคือ คนฉลาดจะต้องพอใจกับความรู้ที่ตนมีอยู่โดยยอมรับว่าความรู้ที่ตนมีนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยของสัจธรรม ให้พอใจในฐานะที่ตนยังไม่เป็นอภิมนุษย์ เข้าถึงสัจธรรมได้บ้างก็ควรพอใจแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันจะต้องมุ่งมั่นแสวงหาต่อไปด้วยใจสงบ เพื่อให้ได้สัจธรรมที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ไป ส่วนคนจนนั้นให้พอใจกับทรัพย์สินที่ตนมีอยู่โดยถือว่าเท่านั้นก็มากพอแล้ว มากกว่านั้นเป็นสิ่งเหลือเฟือไม่จำเป็น ไม่พึงมุ่งมั่นหาให้มากกว่านั้น คนอีก ๒ จำพวกคือคนโง่กับคนรวยนั้น นิตเช่ถือว่าไม่อาจจะสอนให้มีความพอใจได้

            
๑.๗ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นจะต้องลงไปสู่ที่ต่ำ เหมือนกันที่ท่านจมลงไปทุกเย็นที่ใต้ทะเล เพื่อนำแสงไปส่องใต้โลก ท่านผู้เป็นดาวที่ร่ำรวยอย่างล้นเหลือ

            
ลงไปสู่ที่ต่ำ - นิตเช่ตระหนักดีว่า ตนมิได้มีสัจธรรมสมบูรณ์เหมือนกับแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ แต่ภารกิจของท่านก็เปรียบได้กับภารกิจของดวงอาทิตย์ คือจะต้องส่องสว่างทุกหนทุกแห่ง แม้ว่าส่วนมากจะส่องอย่างไร้ผล และในที่บางแห่งอาจจะถูกสาปแช่งเพราะความเข้าใจผิด หรือเพราะขัดผลประโยชน์ของคนบางคนเข้า นิตเช่คิดว่าตนจะต้องยอมทน ดวงอาทิตย์ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าตนมากยังยอมได้ ตนเป็นเพียงหิ่งห้อยไฉนจะยอมไม่ได้เล่า

            
๑.๘ ข้าพเจ้าจำต้องตกเหมือนท่าน ตามสำนวนของพวกมนุษย์ที่ข้าพเจ้าอยากไปหา

            
ตกเหมือนท่าน - ตามสำนวนที่ว่าตะวันตกดินนิตเช่คิดว่าตนเองก็จำเป็นต้องลดตัวตกต่ำลงไปพูด สำนวนชาวบ้านเพื่อให้ สัจธรรมแก่ชาวบ้าน ดังนั้นในหนังสือเล่มนี้ นิตเช่จะหลีกเลี่ยงศัพท์วิชาการ เพื่อชักจูงให้ผู้อ่านทุกระดับค่อย ๆ เข้าถึงสัจธรรมตามอัตภาพ จึงควรเป็นตัวอย่างสำหรับผู้มีอุดมการสูงทั้งหลายพึงพิจารณา

            
๑.๙ โปรดอวยพรแก่ข้าพเจ้าด้วย ท่านผู้เป็นดวงเนตรที่สงบสุข ท่านมองเห็นผู้อื่นมีความสุขเท่าไร ท่านก็ไม่หวั่นไหวด้วยจิตริษยา ไม่หวั่นไหวด้วยจิตริษยา

            
นิตเช่ถือว่ามนุษย์คือ เจตจำนงที่จะมีอำนาจที่เข้มข้นกว่าสัตว์โลกอื่น ๆ มนุษย์จึงดิ้นรนแข่งขันกันสร้างอำนาจเหนือกันและกันอย่างไม่ปรานีปราศรัย ความหวังดีต่อกันระหว่างมนุษย์ด้วยบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นิตเช่คิดว่าหาไม่ได้ ผู้มีความสุขหรือมีอำนาจเหนือกว่าอาจจะแสดงความเห็นใจผู้มีอำนาจหรือมีความสุขต่ำกว่าตน ทั้งนี้เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของตนและเพื่อสร้างบุญคุณบารมี (ความสุขก็เป็นอำนาจอย่างหนึ่ง) ครั้นเห็นผู้ใดมีอำนาจหรือมีความสุขเหนือตน ก็อยากจะแข่งขัน แข่งไม่ได้ก็ริษยาอยู่ในใจ อาจจะแสดงภายนอกว่าสวามิภักดิ์ ทั้งนี้ก็เพื่อใช้เป็นทางไต่เต้าเพื่อแข่งบารมีในที่สุด ผู้มีอำนาจหรือมีความสุขเหนือทุกคนอยู่แล้วก็พร้อมที่จะเกื้อกูลผู้ที่ตนคิดว่าไม่มีวันจะแข่งบารมีกับตนได้ยิ่งกว่าจะเต็มใจเกื้อกูลผู้ที่มีแววว่าจะล้ำหน้าตนในภายหลัง
             รวมความว่าสำหรับนิตเช่ ความหวังดีต่อกันด้วยบริสุทธิ์ใจในหมู่มนุษย์ไม่มีจริง นิตเช่คิดว่าตนค้นพบสัจธรรม ๒ อย่างคือ ทุกคนเห็นแก่ตัว และแต่ละคนจะต้องมุ่งสร้างตัวเอง อย่าหวังพึ่งใครอย่างตาบอด ผู้เขียนเห็นด้วยกับนิตเช่ว่าแต่ละคนจะต้องสร้างภาวะทางจิตใจของตนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยตัวเอง แต่ไม่เห็นด้วยที่ว่า ความหวังดีด้วยบริสุทธิ์ใจหาไม่ได้ในหมู่มนุษย์ เพราะผู้เขียนเชื่อว่า ความรักแท้และความหวังดีต่อกันอย่างแท้จริงมีได้จริง อาจจะหาได้ยากในสภาพบริสุทธิ์ ๑๐๐ % แต่ทว่าในความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้นเอง มีความรักแท้ ความเสียสละแท้ และความหวังดีด้วยจริงใจ เจือปนอยู่ไม่มากก็น้อย ผู้อ่านจึงไม่ควรมองมนุษย์ในแง่ร้ายเกินไปเช่นนิตเช่

             ดวงเนตรที่สงบสุข - นิตเช่คงจะรู้สึกริษยาดวงอาทิตย์อยู่ในใจ นิตเช่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอภิมนุษย์จะต้องรักษาจิตใจสงบได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นิตเช่คิดว่าตนเองบรรลุญาณวิเศษเป็นอภิมนุษย์ด้วยคนหนึ่ง แต่รู้สึกตัวดีว่าไม่อาจจะรักษาจิตใจให้สงบและอุเบกขาได้ดังปรารถนา เพราะนิตเช่ไม่อาจวางเฉยต่อความล้มเหลวในการเผยแพร่ความคิดของตน นิตเช่ยังมีใจริษยาผู้ที่อาจจะทำได้ดีกว่าตน ดวงอาทิตย์ที่นิตเช่แสดงความริษยาไว้นี้ คงจะเป็นสัญลักษณ์หมายถึงศาสดาทั้งหลายที่นิตเช่รู้สึกว่าทำได้ดีกว่าตนทั้งในด้านการทำใจอุเบกขาและความสำเร็จในการหาสาวก แต่นิตเช่ไม่เชื่อว่าศาสดาท่านใดพบสัจธรรมสมบูรณ์กว่าตน หรืออย่างน้อยก็ไม่มีท่านใดสามารถชี้แจงได้ดีกว่าตน


            
๑.๑๐ โปรดอวยพรภาชนะที่เต็มปรี่ ขอให้น้ำสายทองที่ไหลรินออกไป ได้นำเอาภาพสะท้อนแห่งสันติสุขของท่านไปเผยแพร่แก่มนุษย์ทุกรูปทุกนาม

            
ภาชนะที่เต็มปรี่ - หมายถึงจิตใจของนิตเช่ที่เต็มปรี่ไปด้วยความเข้าใจสัจธรรม (ตามความเชื่อของนิตเช่เอง)
             น้ำสายทอง - คือคำพูดที่นิตเช่ระบายออกเพื่อสอนสัจธรรมที่มีอยู่ในใจ
             ภาพสะท้อนแห่งสันติสุขของดวงอาทิตย์ - คือภาพแห่งอภิมนุษย์ นิตเช่เปรียบให้ดวงอาทิตย์เป็นอภิมนุษย์ในอุดมการ


            
๑.๑๑ โปรดรู้ไว้ด้วยเถิดว่า ภาชนะนี้อยากจะเหือดแห้ง ซาราทุสตราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะคืนสู่สภาพมนุษย์ธรรมดา

            
เหือดแห้ง - นิตเช่รู้สึกอยู่ในใจว่า ความหวังดีที่ท่านมีต่อมนุษย์นั้น ในที่สุดจะทำให้จิตใจของท่านเสื่อมทรามลง เหมือนผู้มีหน้าที่อบรมนักโทษ นิสัยจะค่อย ๆ หยาบกระด้างลงโดยไม่รู้ตัว แต่นิตเช่ก็ยอม เพราะไม่อาจจะเก็บสัจธรรมที่คิดค้นได้ไว้ในใจเพื่อเสวยสุขเพียงคนเดียว
             เรื่องนี้ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับนิตเช่นัก จริงอยู่มีผู้หวังดีเป็นจำนวนมากที่ให้บริการแก่ประชาชนจนลืมตัว จนตัวเองเลวลง ๆ อย่างไม่รู้ตัว แต่ผู้ที่ให้บริการแก่ประชาชนด้วยสติสัมปชัญญะด้วยความไม่ประมาทตามที่พระพุทธเจ้าเตือนสติไว้ การให้บริการแก่ประชาชนกลับจะช่วยขัดเกลาจิตใจให้ผ่องแผ้ว และนำจิตใจเข้าสู่สัจธรรมที่ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้น

            
๑.๑๒ พระซาราทุสตราเริ่มตกต่ำด้วยประการเช่นนี้

            
ตกต่ำ - ซาราทุสตราได้เพียรบำเพ็ญ ศีล ปัญญา สมาธิ จนกลายเป็นอภิมนุษย์แล้ว เมื่อกลับลงมาสัมผัสกับสังคมมนุษย์ ก็จะค่อย ๆ กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาไป เพราะความผิดหวังบ้าง เพราะการถูกเข้าใจผิดบ้าง และเพราะตัวอย่างเลว ๆ บ้าง
             นิตเช่ระบายความรู้สึกในใจของตนเอง ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยมากนัก
 


 

 

 



 

 ๒.๑ พระซาราทุสตราเสด็จลงจากภูเขาโดยลำพัง ตลอดทางจะหาใครสักคนก็ไม่มี ครั้นถึงป่าเชิงเขา ทันใดก็ทอดพระเนตรประสบนักพรตเฒ่ารูปหนึ่ง ซึ่งออกมาเก็บฟืนนอกกระท่อมศักดิ์สิทธิ์ นักพรตเฒ่าเอื้อนเอ่ยวาจาเชิงทักทายพระซาราทุสตรา ดังนี้ 

              ไม่มีใครบนภูเขา - ผู้ที่แสวงหาสัจธรรมให้ถูกวิธีอย่างนิตเช่ ยังไม่เคยมีมาก่อนเลย (ในทัศนะของนิตเช่) ภูเขาเป็นสัญลักษณ์หมายถึงวิธีอุตรญาณตามความเข้าใจของนิตเช่ มีแต่นิตเช่แต่ผู้เดียวเท่านั้นที่ดำเนินวิธีถูกต้องจนได้ญาณวิเศษอันแท้จริง อันได้แก่อุตรญาณ บนภูเขานั้นจึงหาใครไม่ได้สักคนนอกจากซาราทุสตรา (นิตเช่)

               นักพรตเฒ่าที่เชิงเขา - นักพรตผู้นี้เป็นสัญลักษณ์ถึงบรรดานักพรตบางคณะของศาสนาคริสต์ ที่ปลีกตัวจากโลกเพื่อบำเพ็ญภาวนาและฝึกปัสสนาการ(contemplation) นิตเช่คิดว่านักพรตพวกนี้ดำเนินวิธีถูกต้องแล้วเพื่อบรรลุสัจธรรม หากแต่ขัดข้องอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่า นักพรตพวกนี้ยังติดข้องอยู่กับความคิดเรื่องพระเจ้า พวกเขาจึงอยู่ที่เชิงเขาเท่านั้น หามีผู้ใดย่างเท้าขึ้นสู่ภูเขาแห่งสัจธรรมไม่ นิตเช่จะสรุปข้อวิจารณ์ของตนต่อพวกนี้ว่า น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้ว่า พระเจ้าตายแล้ว(๒.๒๒)

               กระท่อมศักดิ์สิทธิ์ - แสดงว่านิตเช่ให้ความเคารพแก่นักพรตประเภทนี้อยู่พอสมควร แต่ก็อดนึกสมเพชอยู่ในใจไม่ได้ เพราะคิดว่าตนเข้าถึงสัจธรรมมากกว่า

              
๒.๒ คนเดินทางผู้นี้เราก็พอรู้จัก เขาได้ผ่านทางนี้ไปหลายปีแล้ว ดูเหมือนจะชื่อว่าซาราทุสตรา แต่ทว่าดูเขาเปลี่ยนไป

             เปลี่ยนไป - ตอนขึ้นภูเขาซาราทุสตราเป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยแววแห่งปรีชาญาณ

             
๒.๓ ครั้งหนึ่งท่านแบกร่างอันเป็นขี้เถ้าของท่านขึ้นบนภูเขา บัดนื้ท่านคิดจะนำไฟลงไปเผาผลาญที่ราบให้ราบเรียบหรือ ท่านไม่กลัวข้อหาวางเพลิงหรือ

              ขี้เถ้า - ตอนขึ้นเขา ซาราทุสตราไม่มีแววแห่งปรีชาญาณเลย เป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เหมือนนิตเช่เมื่อก่อนจะสนใจแสวงหาสัจธรรม "
             ไฟ - แต่ตอนนี้เพียงแต่มองดูภายนอกก็รู้ว่าซาราทุสตรา(นิตเช่)มีความเร่าร้อนและความกระตือรือร้นที่จะเผยแพร่สัจธรรมที่ตนได้พบ อยากจะเปลี่ยนแปลงทั้งโลก อยากจะเรียกร้องให้ใครต่อใครทุกรูปทุกนามเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดให้ถูกต้องตามแนวแห่งสัจธรรมที่ตนค้นพบ เพื่อให้ทุกคนเป็นอภิมนุษย์แล้วความเดือดร้อนทุกอย่างจะหมดสิ้น มนุษย์จะหลุดพ้นความทุกข์
 

 

              ไม่กลัวข้อหาวางเพลิงหรือ - ผู้เฒ่ามีประสบการณ์มามาก กลัวว่าความวู่วามดั่งไฟของซาราทุสตราจะขัดผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในสังคมที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ผู้เฒ่ารู้ดีว่าพวกเหล่านี้มีพิษสงปานใด ประสบการณ์และความรอบคอบของผู้เฒ่าสะท้อนให้เห็นความท้อใจของนิตเช่เอง เมื่อพยายามเผยแพร่ความคิดของตนซึ่งคิดว่าดีเลิศแล้ว แต่กลับผิดหวัง

ประสบการณ์และข้อคิดของผู้เฒ่าในตอนนี้จึงเป็นประสบการณ์และข้อคิดของนิตเช่เองในตอนปลายของชีวิต ความรู้สึกเช่นนี้แหละที่ทำให้นิตเช่กล่าวถึงการลงจากภูเขาของซาราทุสตราว่าพระซาราทุสตราเริ่มตกต่ำด้วยประการฉะนี้”(๑.๑๒)

             
๒.๔ ข้าฯ จำซาราทุสตราได้ดี ตาซื่อ ปากไร้มลทิน นั่นแน่ะ เขาเดินมาอย่างลิงโลด

              ตาซื่อ ปากไร้มลทิน - นิตเช่ต้องการประกาศให้รู้ว่า ผู้ไร้เบื้องหลังอย่างผู้เฒ่านี้แหละ จะมองเห็นได้ว่านิตเช่มีความหวังดีและมีความจริงใจเพียงใด

             
๒.๕ ซาราทุสตราเปลี่ยนไปมาก ซาราทุสตรากลายเป็นเด็ก ซาราทุสตราตื่นแล้ว ท่านจะมัวหวังอะไรได้จากคนนอนหลับอยู่ไปใยเล่า

              ตื่นแล้ว หมายความว่านิตเช่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ผู้อ่านจะลังเลใจอยู่ใย จงสนใจรับฟังคำสอนของนิตเช่ให้เต็มที่เถิด นักปราชญ์อื่น ๆ ไม่รู้แจ้งเห็นจริงเหมือนกับคนหลับ จะได้รับรู้ก็แต่เพียงเสียงละเมอไร้แก่นสาร

             
๒.๖ นี่แน่ะ ท่านซาราทุสตรา ก่อนหน้านี้ท่านอยู่คนเดียวเหมือนอยู่กลางทะเลและทะเลก็รับน้ำหนักท่านไว้ อนิจจา ท่านอยากจะขึ้นฝั่งละหรือ อนิจจา ท่านอยากขึ้นไปแบกน้ำหนักตัวเองอีกหรือ

              นิตเช่รำพึงกับตัวเองว่า แกว่งเท้าหาเสี้ยนแท้ ๆ ทีเดียว ถ้าตนเองรู้แล้วเก็บไว้หาความสุขเพียงคนเดียวก็จะไม่มีอะไรต้องเดือดร้อน การเสนอความคิดเพื่อชี้แจงให้ผู้อื่นได้มีส่วนร่วมรู้และได้ประโยชน์จากสัจธรรมนี่แหละ นำความเดือดร้อนมาสู่ตน

             
๒.๗ พระซาราทุสตราตอบว่า เรารักมวลมนุษย์

              นิตเช่คงจะนึกถึงคำพูดของพระเยซูตอนหนึ่งว่า เราสงสารฝูงชน” (I have pity on the crowd) นิตเช่ต้องการจะประกาศให้ทราบว่าที่ตนคิดจะเสนอความคิดต่อไปนี้ กระทำด้วยความหวังดีต่อมนุษยชาติจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่ตัวเอง

             
๒.๘ นักพรตกล่าวตอบว่าก็ที่อาตมามาหลบอยู่คนเดียวในป่าเปลี่ยวเช่นนี้ มิใช่เพราะรักมนุษย์มากจนเกินไปดอกหรือ

              ให้สังเกตว่าความคิดเห็นของนักพรตรูปนี้ เป็นความคิดของนิตเช่เองที่รำพึงโต้ตอบกับตัวเองในใจ นิตเช่เคยผิดหวังกับความหวังดีต่อมนุษย์มาแล้ว ดังนั้นการที่จะต้องดำเนินการเผยแพร่ความคิดเพื่อบริการแก่มนุษยชาติมากขึ้นไปอีกนั้น นิตเช่คิดว่าเป็นเรื่องต้องตัดใจและปลงตกเอาอย่างมาก

             
๒.๙บัดนี้อาตมารักพระเจ้า อาตมาไม่รักมนุษย์อีกต่อไปแล้ว อาตมารู้สึกว่ามนุษย์ไม่น่ารักเสียเลย รักมนุษย์ทำให้อาตมาสำลักตาย


              ตอนนี้นิตเช่แยกใจของตัวเองที่เป็นนักพรต ไปใส่ใจนักพรตจริง ๆ ที่แยกตัวจากสังคมไปอยู่โดดเดี่ยวในป่า นิตเช่จึงมองเห็นไปว่านักพรตเหล่านี้แยกตัวออกไปก็เพราะเข็ดหลาบต่อมนุษย์ เพราะมนุษย์มีแต่ความอกตัญญูและความเห็นแก่ตัว ที่นิตเช่กล่าวเช่นนี้หมายถึงมนุษย์ในระดับศีลธรรมทาสและศีลธรรมนายตามความคิดของนิตเช่เองเท่านั้น นิตเช่อยากจะชี้แนะและกระตุ้นให้ปรับตัวขึ้นเป็นอภิมนุษย์

             
๒.๑๐ พระซาราทุสตราตอบว่าเรามิได้บอกท่านสักนิดว่าเราจะเอาความรักไปให้มนุษย์ เราจะขนของขวัญให้มนุษย์ต่างหากเล่า

              นิตเช่บอกไว้ข้างต้นว่า รักมนุษย์แต่นิตเช่เห็นว่าการให้ความรักแก่มนุษย์ อย่างที่พระเยซูปฏิบัติมาแล้วนั้น ตามทัศนะของนิตเช่ ไม่เกิดประโยชน์แก่มนุษย์ พระเยซูจึงสิ้นพระชนม์ไปเปล่า ๆ นิตเช่คิดว่าตนเองมีคำสอนที่เป็นรูปธรรมมากกว่า และนิตเช่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์จริง ๆ

             
๒.๑๑ นักพรตกล่าวว่าท่านอย่าไปคิดให้อะไรแก่มนุษย์เลย ขอทีเถอะ พวกเขามีภาระมากอยู่แล้ว ให้ช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขาไปแบกแทนพวกเขาบ้าง พวกเขาจะขอบใจมากที่สุด แต่ก็ระวังตัวท่านเองจะบี้แบนไปใต้ภาระนั้น

              นิตเช่คิดท้อแท้ใจ ไม่เห็นทางจะทำให้มนุษย์เห็นคุณค่าของคำสอนของตน มนุษย์จำเป็นต้องรู้คำสอนของตนอย่างที่สุด แต่มนุษย์คงจะเห็นว่าไร้ค่า และอยากได้อะไรเป็นเงินเป็นทองเป็นข้าวเป็นของมากกว่า

             
๒.๑๒และถ้าท่านคิดจะให้จริง ๆ ละก็ จงให้เป็นทานไปเถิด และควรจะให้พวกเขาเป็นฝ่ายขอก่อน

              ให้เป็นทาน - คือให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเพราะมนุษย์ไม่รู้จักตอบแทนใครด้วยใจจริง ให้พวกเขาเป็นฝ่ายขอก่อน เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ให้ แต่เรื่องนี้นิตเช่ไม่เชื่อความสำนึกของตัวเอง กลับเผยแพร่ความคิดแก่ทุกคนอย่างไม่เลือกหน้า และนิตเช่รู้สึกผิดหวังมาก

             
๒.๑๓ พระซาราทุสตราตรัสตอบว่า หามิได้ เราจะมิให้แค่ทาน เพราะเรามิได้ยากจนขนาดนั้น

              นิตเช่เล่นคำ ให้ทานหมายความว่าให้น้อย ๆ นิตเช่ตั้งใจจะให้ความคิดของตนเองทั้งหมดแก่มนุษย์ จึงมิใช่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ

             
๒.๑๔ พวกนักพรตหัวเราะเยาะพระซาราทุสตรา พลางกล่าวว่างั้นก็เชิญขนขุมทรัพย์ของท่านไปมอบหมายให้พวกเขาตามแผนการของท่านเถิด แต่โปรดระลึกว่าพวกมนุษย์ไม่หวังอะไรจากพวกฤาษีชีไพรง่าย ๆ นักหรอก พวกเขาไม่เชื่อง่าย ๆ หรอกว่าเราจะมีของขวัญไปให้พวกเขา

              นิตเช่หมายถึงนักพรตประเภทแยกตัวจากสังคมของศาสนาคริสต์ในสมัยของนิตเช่ นักพรตพวกนี้จะเข้ามาสู่สังคมก็เพื่อบอกบุญเรี่ยไรเป็นส่วนมาก ผู้ที่ไม่อยากทำบุญจึงพยายามหลบหน้า

             
๒.๑๕ เสียงเดินของพวกเราบันดาลความวังเวงไปตามถนนสำหรับพวกเขา เหมือนเสียงคนเดินที่พวกเขาได้ยินขณะนอนในเตียงยามดึกสงัด พวกเขาจะนึกอยู่ในใจว่า ขโมยมันกำลังจะไปทางไหนหนอ

              ชาวบ้านกลัวนักพรตเรี่ยไร เหมือนกลัวขโมยขึ้นบ้าน เป็นการเปรียบเทียบตามทัศนะของนิตเช่เอง

             
๒.๑๖ อย่าไปเลย อยู่ป่าต่อไปดีกว่า อยู่กับสิงสาราสัตว์ต่อไปเถิด ทำไมจึงไม่ทำเหมือนอาตมาเล่า ทำตัวเป็นหมีกับหมี เป็นนกกับนกก็หมดเรื่อง

              ความคิดท้อถอยที่ชวนให้นิตเช่อยู่ต่อไปตามสบายอย่างไร้ความรับผิดชอบ

             
๒.๑๗ พระซาราทุสตราตรัสทวนถามขึ้นว่า อยู่ในป่าเพื่ออะไรกันเล่า?”

              นิตเช่หวนคิดไปอีกแง่หนึ่งว่า ชีวิตที่ไร้ความรับผิดชอบจะดีหรือ

 ๒.๑๘ นักพรตตอบว่า อาตมาคิดเพลงและร้องมันเรื่อยเปื่อยไป พลางก็หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง คร่ำครวญบ้าง อาตมาถือว่าการทำเช่นนี้เป็นการสรรเสริญพระเจ้าทั้งสิ้น อาตมาสรรเสริญพระเจ้าของอาตมาโดยการร้องเพลง โดยการร้องไห้ และโดยการคร่ำครวญอย่างนี้แหละ ไหนท่านว่า ท่านมีอะไรดีมาให้นะ

              การสรรเสริญพระเจ้าแบบนี้ ปรากฎในประวัตินักบุญฟรันเช็สโกแห่งอัสซีซี (
มีภาพยนตร์เชิงประวัติของนักบุญองค์นี้ Brother Sun, Sister Moon (1973) - wbm ) และกลายเป็นวิธีหนึ่งที่ยอมรับรู้ในคริสตศาสนาในสมัยของนิตเช่ นิตเช่วิจารณ์ว่าเป็นวิธีการที่ไร้สาระ นิตเช่ต้องการทำสิ่งที่มีความรับผิดชอบมากกว่านี้

 ๒.๑๙ ครั้นพระซาราทุสตราได้สดับฟังดั่งนี้ ก็ทรงอำลานักบุญแบบนั้นไป โดยตรัสว่าเรามีอะไรจะให้ท่านได้อยู่หรือ ขออนุญาตให้เราจากท่านไปโดยเร็วจะดีกว่า มิฉะนั้นแล้ว เราอาจจะเอาอะไรของท่านไปก็ได้”- แล้วทั้งสองก็ร่ำลากัน หยอกเอินกันเหมือนเด็ก ๆ

              อาจจะเอาอะไรของท่านไป - นิตเช่ให้ซาราทุสตรากล่าวประโยคนี้ ทั้งเพื่อเหน็บแนมและแสดงความหวาดกลัว เหน็บแนมนักพรตผู้เฒ่าซึ่งนิตเช่ถือว่างมงายอย่างฝังหัว อายุก็มากกว่าเกินกว่าที่จะชักจูงให้เปลี่ยนทัศนคติใด ๆ ได้ แต่ทว่าในขณะเดียวกันนิตเช่ก็แสดงความหวาดกลัวว่า ความงมงายตามแบบของนักพรตเฒ่าผู้นี้มีสมรรถนะจูงใจสูง หากไม่รีบจากไปเสียก่อน ขืนคลุกคลีอยู่ต่อไป อาจจะคล้อยตามไปได้โดยไม่รู้ตัว นิตเช่คิดว่าตนจะต้องคอยระวังสิ่งที่คาร์ลมาร์กซ์เรียกว่าเป็น ฝิ่น (คือการนับถือศาสนาอย่างไร้วิจารณญาณ)

              หยอกเอินกันเหมือนเด็ก ๆ - นิตเช่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เป็นตัวของตัวเองอย่างใจจริง แม้ความคิดเห็นจะตรงกันข้ามกัน ก็หามีอันตรายต่อกันไม่ ในเรื่องอื่นอาจจะร่วมมือกันได้อย่างสนิทสนม ดังนั้นขอให้แต่ละคนเป็นตัวของตัวเองด้วยบริสุทธิ์ใจและเคารพกันและกันเถิด มนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมนุษย์

             
๒.๒๐ เมื่อประทับอยู่แต่ลำพังองค์เดียวโดดเดี่ยว พระซาราทุสตราก็ทรงรำพึงอยู่ในพระทัยว่า เป็นไปได้เทียวหรือที่นักพรตเฒ่ารูปนี้ มัวแต่บำเพ็ญพรตในป่าเสียจนไม่ได้ยินคำประกาศกึกก้องว่า พระเจ้าตายไปแล้ว

              พระเจ้าตายไปแล้ว - ประโยคนี้ถือได้ว่าเป็นคำกุญแจ (Key word) ในทฤษฎีอภิมนุษย์ของนิตเช่ นิตเช่เองขีดเส้นใต้ประโยคนี้ นิตเช่ปักจิตปักใจเชื่อเหลือเกินว่า คริสตศาสนิกชนในสมัยของท่านพากันนับถือพระเจ้าอย่างงมงายเหลือเกิน และเรื่องนี้นิตเช่ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญข้อแรกต่อการก้าวขึ้นสู่อภิมนุษย์ นิตเช่จึงปวารณาตัวจะแก้ไขความงมงายนี้ให้จงได้

              นิตเช่เขียนหนังสือต่าง ๆ ขึ้นเพื่อแก้ไขจุดนี้เป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเล่มที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ ประโยคนี้ของนิตเช่ต้องนับว่าห้าวหาญมากในบรรยากาศขณะนั้น แต่ก็เป็นบรรยากาศที่สร้างความกระเทือนเลือนลั่นไปทั่วคริสตจักรและศาสนจักรอื่น ๆ ที่มีการนับถือพระเจ้า คนจำนวนไม่น้อยที่ปาฐกและเขียนประนามนิตเช่อย่างสาดเสียเทเสีย ในหลายวงการงานนิพนธ์ของนิตเช่ถูกถือว่าเป็นหนังสือต้องห้าม

              แต่แล้วอยู่ ๆ มาในหมู่ชาวคริสต์ซึ่งโจมตีนิตเช่มากที่สุดนั้นเองเริ่มมีผู้มองเห็นว่านิตเช่พูดถูกแล้ว ต่อมาก็มีผู้เห็นตามด้วยในแนวใหม่นี้มากขึ้นทุกที จนกลายเป็นว่านิตเช่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักคิดผู้เฉียบแหลม มองเห็นอะไรลึกซึ้งกว่าคนธรรมดา จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่นิตเช่จะรู้สึกว่าตนเป็นนักปราชญ์ผู้ถูกเข้าใจผิดเหมือนซาราทุสตรา เหมือนพระเยซูและและเหมือนอัจฉริยบุคคลเป็นจำนวนมากในอดีต
              พวกที่มองเห็นกลับตาลปัตรเช่นนี้คือ พวกนักอัสสมาจารย์นิยมใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักอัตถิภาวนิยมแบบนับถือศาสนา หรือที่นิยมเรียกกันว่านักอัตถิภาวนิยมแบบเทวะ(Theistic Existentialistm) พวกนี้ชี้แจงว่านิตเช่พูดถูกแล้ว พระเจ้าแบบที่เชื่อกันอย่างงมงายนั้นสมควรจะตายไปอย่างยิ่ง เพื่อให้พระเจ้าที่ถูกต้องเข้าครอบครองจิตใจมนุษย์ แล้วมนุษย์จะเป็นนักอัตถิภาวนิยมกันทั่วหน้า ต่างมุ่งหน้าเข้าสู่อภิมนุษย์ ซึ่ง เตยารด์ เดอ ชาร์แด็ง (Pierre Teihard de Chardin ๑๘๘๑-๑๙๕๕) เรียกว่า จุดโอเมกา (Omega Point)
              พวกนี้จึงมองเห็นว่านิตเช่มิใช่เป็นคนไร้ศาสนา หากแต่ว่านิตเช่ปฏิเสธศาสนาที่ไม่ถูกต้อง และเสนอทัศนคติที่ถูกต้องมากกว่าสำหรับการนับถือศาสนาที่จะให้คุณต่อจิตใจของมนุษย์อย่างแท้จริง เชิญฟังนิตเช่ต่อไปโดยใช้ซาราทุสตราเป็นกระบอกเสียง
 


 

 



 


 ๓.๑ เมื่อพระซาราทุสตราเสด็จลงมาจากภูเขาถึงเมืองแรกซึ่งอยู่ชายป่า ทอดพระเนตรเห็นฝูงชนจำนวนมากชุมนุมกันอยู่ในบริเวณท้องสนามหลวง เพราะก่อนหน้านั้นมีข่าวป่าวประกาศว่าจะมีการแสดงเต้นรำบนเส้นเชือก พระซาราทุสตราจึงถือพระวโรกาสปราศรัยกับฝูงชนว่าเราขอประกาศให้พวกท่านทั้งหลายรู้เรื่อง อภิมนุษย์คนเรามีชีวิตอยู่ก็เพื่อชนะสภาพเดิม ท่านทั้งหลายเล่า ได้กระทำอะไรบ้างเพื่อชนะสภาพเดิมของท่านทั้งหลาย

              นิตเช่กำหนดให้ซาราทุสตราเริ่มประกาศคำสอนของตนอย่างไร้เดียงสา ผลก็คือล้มเหลวในที่สุด ต่อไปซาราทุสตราจะรอบคอบมากขึ้น นิตเช่คงต้องการระบายความล้มเหลวของตนในการเสนอความคิดเห็นในระยะแรก ๆ เนื่องจากเถรตรงเกินไป ในหนังสือเล่มนี้นิตเช่จึงให้ซาราทุสตราแสดงบทบาทสำนึกความผิดพลาดและดำเนินวิธีใหม่ในตอนหลังแทนตนเสียและได้ผลดีขึ้น

             
๓.๒ โปรดมองดูสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายในโลกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าทุกสิ่งดิ้นรนเพื่อชนะสภาพเดิมของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แล้วท่านเองจะมัวต่อปล่อยตัวถอยหลังเข้าคลองกันอยู่หรือ ท่านทั้งหลายจะอยากถอยหลังกลับไปเป็นสัตว์เดรัจฉานยิ่งกว่าจะก้าวขึ้นให้สูงกว่าความเป็นมนุษย์ของท่านกระนั้นหรือ?

              ตามกฎวิวัฒนาการทุกสิ่งทุกอย่างวิวัฒน์ขึ้นสู่สภาพที่ดีขึ้น แต่นิตเช่สังเกตเห็นว่ามนุษย์จำนวนมากเดินตามสัญชาตญาณยิ่งกว่าจะใช้สติปัญญาตรึกตรองให้เห็นสิ่งควรหรือไม่ควรกระทำ แต่ก็นั่นแหละ เรื่องนี้เป็นเรื่องของนานาจิตตํ มีนักปราชญ์จำนวนไม่น้อยที่คิดว่านิตเช่ปฏิบัติอย่างไม่เหมาะไม่ควร เราจึงควรมองและฟังให้กว้างและรอบคอบมากกว่านิตเช่

             
๓.๓ สำหรับมนุษย์ ลิงคืออะไร? มิใช่เป็นสัตว์ที่น่าขบขันและน่าเหยียดหยามอย่างร้ายกาจดอกหรือ มนุษย์สำหรับอภิมนุษย์ก็เช่นกัน เป็นตัวตลกน่าเหยียดหยามอย่างร้ายกาจไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย

              การเปรียบเทียบผู้ไม่เห็นด้วยกับตนว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและเป็นลิงเช่นนี้ แสดงถึงความมีหัวรุนแรงของนิตเช่ ความใจร้อนของนิตเช่นี่เองที่ทำลายนิตเช่ ทั้งในด้านสุขภาพและความสำเร็จในชีวิต ผู้อ่านพึงฝึกตนเองเป็นคนใจเย็นไว้ เรามั่นใจว่ามีของดีอยู่ในตัวแล้วไม่ต้องรีบร้อน เพราะโอกาสเป็นของเราแล้ว เร็วช้าเป็นเรื่องเล็ก

             
๓.๔ ท่านทั้งหลายได้พยายามดั้นด้นจนพ้นสภาพหนอนมาเป็นมนุษย์แล้ว ท่านยังจะปล่อยให้มีคุณสมบัติของหนอนอยู่ในตัวท่านอีกมากมายทำไมกันเล่า แต่ก่อนท่านเคยเป็นลิงมาระยะหนึ่ง แต่แม้ขณะนี้เองมนุษย์ก็ยังมีคุณสมบัติของลิงยิ่งกว่าลิงจริง ๆ เสียอีก

              นิตเช่ใช้ความสามารถทางปากร้ายของตนเปรียบเปรยผู้ไม่เห็นด้วยกับตนต่อไป ยิ่งเปรียบเผ็ดร้อนเท่าไร ก็ยิ่งมีคุณค่าทางวรรณคดี แต่ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปมากเท่านั้น

             
๓.๕ แม้ผู้ที่ฉลาดที่สุดในพวกท่านก็เป็นเพียงมนุษย์ไม่สมประกอบ กึ่งพืชกึ่งภูติ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่าจะเป็นพืชหรือภูติก็ให้เป็นจริง ๆ เสียอย่างหนึ่งจะดีกว่า

             นักปราชญ์ในอดีตหลายคนยกย่องมนุษย์ว่าเป็นอนุภพ เพราะในมนุษย์มีสิ่งที่เป็นตัวแทนของทุกสิ่งในเอกภพ ดูเหมือนกับว่ามนุษย์แต่ละคนเป็นเอกภพที่ย่อส่วนลงมา จึงถือว่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ นี่แหละคือศูนย์กลางของเอกภพ นิตเช่เห็นตรงข้ามว่า การที่มนุษย์อยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี้ทำความยุ่งยากแก่มนุษย์และเปิดโอกาสให้มนุษย์แก้ตัวนานาประการ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อวิวัฒนาการของตนเอง เปรียบได้กับเรื่องนกมีหูหนูมีปีก

             
๓.๖ ดูก่อน เราเปิดเผยเรื่องอภิมนุษย์ให้ท่านทั้งหลายรู้ อภิมนุษย์ทำให้โลกมีเป้าหมาย ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งปณิธานเถิดว่า "อภิมนุษย์จงเป็นเป้าหมายของโลก"

              นิตเช่ประกาศเรื่องอภิมนุษย์ด้วยโวหารสง่ายิ่งใหญ่ เทียบได้กับสำนวนประกาศ "พระราชัยแห่งสวรรค์" ของพระเยซู
              อภิมนุษย์จงเป็นเป็นหมายของโลก - ถ้าหากทุกคนหรือมนุษย์ส่วนมากมุ่งปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเป็นอภิมนุษย์ สังคมมนุษย์จะน่าอยู่กว่านี้ ชีวิตมนุษย์จะมีความสุขกว่านี้ เรื่องนี้เป็นความจริงเหมือนกำปั้นทุบดิน แต่ทว่าจะปรับปรุงอย่างไร นี่คือปัญหา

             
๓.๗ พี่น้องทั้งหลาย เราขอสาบานต่อหน้าท่านเพื่อยืนยันว่า ขอท่านทั้งหลายจงยึดมั่นอยู่กับโลก ใครมาเกลี้ยกล่อมให้หวังอะไรเหนือโลก จงอย่าเชื่อเด็ดขาด พวกเขาเหล่านั้นนำยาพิษมาโปรยให้ท่าน ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามว่าตนกำลังให้ยาพิษ

              นิตเช่เชื่อว่าศาสดาทั้งหลายสอนด้วยความหวังดี คือต้องการสอนมนุษย์ให้มีความสงบสุข การใช้ภาษาภาพพจน์ของศาสดาทำให้สาวกเข้าใจผิด คิดว่าสวรรค์นรกและโลกหน้าเป็นเรื่องจริงจัง เปิดโอกาสให้คนฉลาดต่อมาใช้เป็นเครื่องมือหากิน
               นิตเช่คิดว่าตนมีภารกิจอันทรงเกียรติในการฉุดดึงบรรดาผู้หลงใหลเข้าใจผิดเช่นนี้ให้พ้นจากความงมงายเข้าสู่สัจธรรมของตน ซึ่งนิตเช่คิดว่ามีอยู่เพียงสัจธรรมเดียวที่ถูกต้อง และไม่ต้องใช้ภาษาภาพพจน์อย่างเช่น สวรรค์ นรก พระเจ้า ฯลฯ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและการยึดมั่นอย่างผิด ๆ ได้ง่าย ผู้เขียนคิดว่านิตเช่เองก็หลงใหลในความคิดของตนเองมากเกินไป ความจริงแล้วภาษาศาสนาเป็นภาษาธรรมย่อมมีความหมายลึกซึ้งกว่าภาษาคนจึงควรใช้หลักแห่งการประนีประนอมเพื่อได้หลักสัจธรรมที่ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ทุกคนและทุกฝ่าย

             
๓.๘ พวกเผยแพร่คำสอนเช่นนั้นเป็นพวกเบื่อโลก เป็นพวกรอความตาย เป็นพวกถูกยาพิษ พวกนี้เป็นพวกหนักแผ่นดิน ตายไปเสียเร็ว ๆ ได้ยิ่งดี

               นิตเช่แสดงอารมณ์ร้อน เกรี้ยวกราดพวกนักพรตนักบวชที่สอนเรื่องโลกหน้า เพราะคิดว่าพวกนี้เป็นอุปสรรคร้ายกาจต่อการเผยแพร่ความคิดของตน การมีอารมณ์ร้อนนี่แหละเป็นจุดอ่อนสำคัญของนิตเช่ เมื่อผิดหวังก็ไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ จับเจ่าครุ่นคิดและเคียดแค้นจนเป็นโรคประสาทไปในที่สุด ขอให้ท่านผู้อ่านเลือกส่วนดีของนิตเช่เก็บไว้ ซึ่งมีอยู่มากมายดังจะสาธยายต่อไป ส่วนจุดอ่อนหรือจุดเสียให้เรียนรู้แล้วทิ้งไป อย่าเอามายึดถือเป็นอารมณ์จะเป็นผลเสียต่อตัวท่านเอง

             
๓.๙ แต่ก่อนใครด่าว่าพระเจ้าถือว่าทำผิดฉกาจที่สุด ทว่าพระเจ้าตายไปแล้ว พวกด่าว่าพระเจ้าก็เลยสูญพันธุ์ไปด้วย บัดนี้ใครด่าว่าโลกนับว่าร้ายกาจที่สุด

              เช่นเดียวกันกับพวกที่สนใจเรื่องลึกลับยิ่งกว่าความหมายของโลก การด่าว่าพระเจ้า ย่อมกระทบกระเทือนจิตใจของผู้ที่นับถือพระองค์ นิตเช่ทึกทักเอาว่าถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะเลิกเชื่อและนับถือพระเจ้า แม้ยังไม่เป็นจริงนิตเช่ก็เชื่อเอาเองว่าจะเป็นจริงในไม่ช้า เมื่อถึงเวลานั้นการด่าว่าพระเจ้าก็ย่อมจะไร้ความหมาย ไม่มีใครโกรธเคือง ไม่มีใครถือเป็นอารมณ์ ด่าก็เหมือนไม่ด่า ความหมายของโลก นิตเช่อยากให้มนุษย์ทั้งโลกหันมามีศรัทธาต่อความก้าวหน้าของโลกแทนศรัทธาที่เคยมีต่อศาสนาต่าง ๆ ทั้งหลาย ใครไม่สนใจถือว่าทำผิดอย่างหนักเหมือนกับที่เคยเชื่อกันว่าทำบาปผิดต่อพระเจ้า

             
๓.๑๐ แต่ก่อนวิญญาณเคยดูถูกเหยียดหยามร่างกาย ใครทำเช่นนี้เคยได้รับการยกย่องอย่างสูงส่ง วิญญาณจึงพยายามทำร่างกายให้ผ่ายผอม ดูน่าเกลียด หิวโซ วิญญาณเองคิดหาทางแต่จะหนีให้พ้นจากร่างกายและจากโลก

              แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีคนอีกมิใช่น้อยที่เทิดทูนยกย่องผู้สละโลก ผู้ควบคุมร่างกายอย่างเคร่งครัด ไม่ให้มันได้รับความพึงพอใจเลย และยิ่งพูดแสดงความปรารถนาอยากจะตาย ๆ ไปเสียให้พ้นจากชีวิตนี้ ไม่มีอะไรติดข้องหรือเสียดายอะไรในชีวิตนี้อีกแม้แต่น้อย ก็จะยิ่งมีผู้เคารพเทิดทูนและขอยึดเป็นที่พึ่งมากยิ่งขึ้น พระพุทธเจ้าเองก็เคยทรงทดลองวิธีนี้มาแล้วและทรงตระหนักว่าล้มเหลว จึงทรงหันมามุ่งทางเรืองปัญญาโดยให้ศีลและสมาธิเป็นเพียงวิถีสู่ปัญญา พระเยซูคริสต์ก็เคยทรงประนามความเคร่งครัดแบบฟารีเซ

             
๓.๑๑ อา ! วิญญาณที่ทำเช่นนี้ ตัวเองยิ่งผ่ายผอม ดูน่าเกลียด หิวโซ แล้วก็หาทางออกโดยชื่นชอบความทารุณโหดร้าย

              นิตเช่และคนอื่น ๆ อีกมากสังเกตได้ว่า ผู้ที่โหดร้ายต่อตัวเอง ก็มักจะโหดร้ายกับผู้อื่นด้วย จึงไม่ใช่ผู้มีคุณธรรมอย่างแท้จริง ผู้มีคุณธรรมแท้จะต้องรู้จักควบคุมตัวเองอย่างยืดหยุ่น โดยรู้และยอมรับสภาพความเป็นจริงของตนเองและสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ผู้มีทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง

             
๓.๑๒ พี่น้องทั้งหลาย ตัวท่านล่ะ? โปรดบอกเราหน่อยซิว่า ร่างกายของท่านชี้บ่งถึงอะไรในวิญญาณของท่านบ้าง น่าสมเพชมิใช่หรือ โสโครกมิใช่หรือ โซเซอย่างน่าทุเรศมิใช่หรือ?

              ซาราทุสตราเทศน์อย่างไม่มีศิลป์เลย มาด่าและดูถูกกันตั้งแต่แรกพบเช่นนี้ใครจะอยากฟังต่อไป ผลก็คือถูกเยาะเย้ยและถูกไสหัวไปอย่างไม่มีเยื่อใย

             
๓.๑๓ เราขอบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มนุษย์คือกระแสตม จำต้องมีทะเลมหาสมุทรมาช่วยดูดซับ จึงจะแก้ความสกปรกได้โดยตัวเองไม่แปดเปื้อน

              ซาราทุสตราเปรียบเทียบตัวเองกับทะเลมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลที่สามารถละลายความเหลวแหลกของมนุษย์ได้ทุกคน โดยตนเองมีจิตใจมั่นคงพอที่จะไม่คลอนแคลน นิตเช่เองเคยมั่นใจเช่นนั้น แต่การประกาศให้ความช่วยเหลือแบบยกตนข่มท่านเช่นนี้ ย่อมไม่มีใครอยากฟัง เมื่อบังเอิญได้ยินเข้าก็ย่อมจะเยาะเย้ยดูถูก

             
๓.๑๔ ดูกร เราขอประกาศคำสอนเรื่องอภิมนุษย์แก่ท่านทั้งหลาย อภิมนุษย์คือทะเลมหาสมุทรดังกล่าว อภิมนุษย์นี่แหละที่จะดูดซับการเยาะเย้ยดูถูกได้ทั้งหมดโดยไม่ได้รับความกระทบกระเทือน

              นิตเช่ในตอนแรกได้เคยมั่นใจเหมือนซาราทุสตราในตอนนี้ว่า ตนเองสำเร็จเป็นอภิมนุษย์แล้ว มั่นใจว่าจะสามารถทนต่อการต่อต้านแม้การดูถูกเหยียดหยามได้ทุกอย่างโดยไม่หวั่นไหว พูดง่าย ๆ ก็คือว่านิตเช่ในตอนนั้นเชื่อว่าตนสำเร็จเป็นพระอรหันต์หรือนักบุญแล้ว แต่ครั้นโดนเข้าจริง ๆ กลับรู้สึกว่าทนไม่ไหว ต้องถอยหลังไปปรับปรุงตัวใหม่และดำเนินนโยบายใหม่
                 บังเอิญนิตเช่โชคไม่ดี สุขภาพจิตไม่อำนวย จึงไม่อาจปรับปรุงตัวได้สมประสงค์ ก็น่าเห็นใจนิตเช่ เพราะเรื่องสุขภาพเป็นลาภอย่างหนึ่ง ถ้าหากนิตเช่ไม่ถูกโรคประสาทเล่นงาน อาจจะปรับปรุงตัวในบั้นปลายไปอย่างไรเราไม่อาจจะเดาได้ หากเราโชคดีกว่านิตเช่ในเรื่องนี้ก็ควรโมทนาสาธุ ทางพุทธคงกล่าวได้ว่าบุญบารมีของนิตเช่ได้สั่งสมไว้เพียงเท่านั้น เราเห็นตัวอย่างเช่นนี้แล้ว พึงมุ่งสร้างและสะสมบุญบารมีไว้ในขณะที่มีโอกาสดีกว่านิตเช่

             
๓.๑๕ เหตุการณ์ใดเล่าจะมีอิทธิพลต่อการดำรงชีพของท่านทั้งหลาย เท่ากับเหตุการณ์ในช่วงขณะแห่งการดูถูกเหยียดหยามอันยิ่งใหญ่ ในชั่วขณะที่ท่านจะเบื่อความสุขของท่านเอง เบื่อการใช้ความคิดของท่าน และเบื่อแม้กระทั่งคุณธรรมของท่าน

              การดูถูกเหยียดหยามอันยิ่งใหญ่ - นิตเช่แยกการดูถูกเหยียดหยามของผู้ฟังออกเป็น ๒ ชนิด คือ การดูถูกเหยียดหยามผู้สอนซึ่งนับเป็นการดูถูกเหยียดหยามอย่างธรรมดา เรื่องนี้ในชั้นแรกนิตเช่คิดว่าตนจะพยายามรับทนและเชื่อว่าจะทนได้ แต่ก็ทนไม่ได้ดังได้กล่าวมาข้างต้น การดูถูกเหยียดหยามอีกแบบหนึ่งซึ่งนิตเช่เรียกว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามอันยิ่งใหญ่ เพราะนิตเช่หวังว่าหากเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้วจะทำให้ผู้นั้นยิ่งใหญ่ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้มีความรู้สึกเช่นนั้นจะต้องกล้ากระโดดให้พ้นสภาพนั้นขึ้นสู่สภาพของอภิมนุษย์
             และนี้คือลักษณะอัตถิภาวนิยมในความคิดปรัชญาของนิตเช่ นิตเช่สอนเหมือนกับนักอัตถิภาวนิยมทั้งหลายว่าความเบื่อ (ความเอียน ความเซ็ง ความกังวลใจ ฯลฯ) เป็นอาการเบื้องต้นของผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้าถึงทางสองแพร่ง (คีร์เคกอร์ด- Kierkegaard) อนาคตอยู่ในมือของเขา แล้วแต่ว่าเขาจะเลือกตัดสินใจอย่างไร หากเขาตัดสินใจกระโดดไปข้างหน้า เขาจะมีอัตถิภาวนิยมแท้ มุ่งสู่ความเป็นอภิมนุษย์ หากเขาย่อท้อด้วยความท้อแท้ใจ ตัดสินใจก้าวถอยหลัง เขาจะตกอยู่ในสภาพอัตถิภาวะเทียม จะเป็นทาสของตัวเองและของผู้อื่น เขาจะยึดถือศีลธรรมทาสไปจนตาย กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปชาติหนึ่ง

             
๓.๑๖ ในขณะที่ท่านจะกล่าวว่า ความสุขของฉันหาความหมายอันใดมิได้อีกแล้ว มันเป็นเพียงสิ่งน่าสมเพช โสโครกและโซเซอย่างน่าทุเรศ ทว่าความสุขแท้ของฉันจะต้องอยู่ที่การได้ใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม
              ๓.๑๗ ในขณะที่ท่านจะกล่าวว่า การใช้ชีวิตของฉันหาความหมายอันใดมิได้อีกแล้ว สติปัญญาของฉันกระหายความรู้เหมือนสิงโตหิวเหยื่อก็หาไม่ มันเป็นเพียงสิ่งน่าสมเพช โสโครกและโซเซอย่างน่าทุเรศ
              ๓.๑๘ ในขณะที่ท่านจะกล่าวว่า คุณธรรมของฉันหาความหมายอันใดมิได้อีกแล้ว มันทำให้ฉันกลายเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ อะไรไม่รู้ ฉันแสนระอาเรื่องความดีและความชั่วแล้วละ เพราะมันมิใช่อะไรอื่นนอกจากสิ่งน่าสมเพช โสโครกและโซเซอย่างน่าทุเรศ
              ๓.๑๙ ในขณะที่ท่านจะกล่าวว่า ความยุติธรรมของฉันหาความหมายอันใดมิได้อีกแล้ว ฉันไม่รู้สึกอีกต่อไปแล้วว่าฉันมีใจรุ่มร้อน ก็ใครที่ยุติธรรมจะต้องแสดงอาการรุ่มร้อนมิใช่หรือ
              ๓.๒๐ ในขณะที่ท่านจะกล่าวว่า ความกรุณาของฉันหาความหมายอันใดมิได้อีกแล้ว ก็ความกรุณาได้แก่ไม้กางเขนที่ผู้รักเพื่อนมนุษย์จะต้องถูกตรึงมิใช่หรือ ส่วนฉันนั้นมิได้ถูกตรึงเพราะความกรุณาใดเลย


             นิตเช่ใช้สำนวนซ้ำความเลียนแบบสำนวนของไบเบิ้ล
 

เพื่อเน้นให้เห็นว่าเป็นตอนสำคัญ และเป็นการสร้างบรรยากาศการเทศน์ของซาราทุสตราให้คล้ายคลึงกับการเทศน์บนภูเขาของพระเยซู ( เทียบ มัตเทอุส, ) มีการยกสำนวนการตรึงกางเขนของพระเยซูเพราะความกรุณาต่อมนุษยชาติมาล้อเลียนนิด ๆ ด้วย

 

              แต่สิ่งที่นิตเช่ต้องการจริง ๆ ก็คือ ต้องการชี้แจงให้เห็นตามที่ตนมีประสบการณ์มาว่า การเอือมระอาต่อมาตรการเก่าที่ยึดถือมานี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจิตใจไปในทางที่ดี ซึ่งสำหรับนิตเช่ได้แก่การมุ่งหน้าเป็นอภิมนุษย์ ยัง ปอล ซาร์ต (Jean Paul Sartre ๑๙๐๕-๑๙๘๐) จะกล่าวในทำนองเดียวกันต่อมาว่า ความเอียนเป็นจุดเริ่มต้นของนักอัตถิภาวะ (ดูปรัชญาลัทธิอัตถิภาวนิยม)

             
๓.๒๑ ท่านทั้งหลายพากันพูดเช่นนี้แล้วจริงไหม? ท่านทั้งหลายได้ร้องเป็นเสียงเดียวกันเช่นนี้จริง อา ! เราอยากได้ยินท่านทั้งหลายพูดเช่นนี้จริง ๆ เทียวหนอ !

             ซาราทุสตราใจร้อน เทศน์แล้วก็อยากเห็นผลทันตา ความกระตือรือร้นรุนแรงจูงใจให้เชื่อมั่นว่าได้ผลดังที่คาดหมายไว้แน่ นิตเช่ได้รู้สึกเช่นนี้มากับตนเอง จึงนำมาบันทึกไว้ในบทบาทของซาราทุสตรา

             
๓.๒๒ โปรดอย่าเข้าใจผิด การกระทำของท่านเช่นนั้นมิใช่ความประพฤติผิด แต่เป็นความอิ่มตัวของท่านเองที่ร้องขึ้นสู่สวรรค์ เป็นความปรารถนาของท่านเองที่ร้องขึ้นสู่สวรรค์จากกองบาป
             ๓.๒๓ ฟ้าจะแลบมาเลียท่านทั้งหลาย ความบ้าคลั่งจะมาฉวยฉกท่านทั้งหลายไปร่วมวงไพบูลย์ หมายความว่ากระไร?
             ๓.๒๔ ดูกร เราสอนให้ท่านทั้งหลายรู้จักอภิมนุษย์ อภิมนุษย์คือฟ้าแลบและความบ้าคลั่งที่ทำหน้าที่ดังกล่าว


             ซาราทุสตรากล่าวปิดท้ายด้วยโวหารของนักเข้าฌาน นิตเช่สมมุติให้ซาราทุสตราลงท้ายคำเทศน์ในอารมณ์เข้าฌาน สำหรับผู้เลื่อมใสจะเป็นคำพูดศักดิ์สิทธิ์ มีค่ายิ่งยวด แต่ทว่าซาราทุสตรายังไม่มีผู้เลื่อมใสเลย ผลปรากฏว่าไม่มีใครเข้าใจคำพูดของซาราทุสตรา จึงมีแต่ผู้ดูถูกเยาะเย้ย

             
๓.๒๕ ครั้นเมื่อพระซาราทุสตราได้ตรัสสั่งดังนี้ บุรุษผู้หนึ่งก็ตะโกนขึ้นท่ามกลางฝูงชนว่า "ท่านแนะนำนักแสดงกลเพียงพอแล้ว ขอให้ออกมาแสดงเสียที ณ บัดนี้" และทุกคนพากันเยาะเย้ยพระซาราทุสตรา บัดนั้นเองนักแสดงกลคิดว่าถูกเรียกตัว เขาก็เริ่มเปิดฉากการแสดงขึ้นทันที

             นับว่าซาราทุสตราประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการเทศน์ครั้งแรกนี้ ซาราทุสตราจำต้องกล้ำกลืนความผิดหวังไว้ในใจด้วยความขมขื่น แต่ก็ไม่แสดงอาการสิ้นหวังอย่างสามัญชน ยังคงดูการแสดงพลางคิดคำนึงหาลู่ทางต่อไป นี่คือจิตใจของผู้ยิ่งใหญ่จริง ๆ ซึ่งนิตเช่ปั้นขึ้นมาเป็นแบบอย่างของผู้บรรลุถึงสภาวะอภิมนุษย์ แต่ตัวนิตเช่เองไม่อาจจะปฏิบัติตามได้


 

 






 ๔.๑ พระซาราทุสตราทอดพระเนตรมองดูฝูงชนด้วยความประหลาดในพระทัย ตรัสดังต่อไปนี้ "มนุษย์คือเส้นเชือกที่ขึงอยู่ระหว่างสัตว์กับอภิมนุษย์ เชือกเส้นนี้ขึงข้ามเหวลึก

              มนุษย์ได้พัฒนาพ้นสภาพของสัตว์มาแล้ว และกำลังจะพัฒนาไปสู่สภาพอภิมนุษย์ แต่ถ้าหากมนุษย์ทำอะไรโง่ ๆ อยู่เรื่อยก็อาจจะไม่บรรลุเป้าหมายก็ได้ เหมือนคนเดินบนเส้นเชือกอาจจะตกเสียกลางทางก็ได้

             
๔.๒เดินข้ามเหวก็มีอันตราย เดินบนเส้นเชือกก็มีอันตราย เหลียวหลังก็มีอันตราย กลัวและหยุดเดินก็มีอันตราย

              รวมความว่ามีอันตรายรอบด้าน

             
๔.๓ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์อยู่ที่ว่า มนุษย์เป็นสะพาน ไม่ใช่ภาวะสุดท้าย มนุษย์น่ารักอยู่ที่ว่าเขาเป็นทางผ่านและทางหายนะ

              นิตเช่เลียนสำนวนปัสกัล (
Pascal ) ที่ว่า มนุษย์ยิ่งใหญ่ที่ว่า เขาเป็นไม้อ้อที่รู้ว่าตนถูกทำร้ายโดยสิ่งอื่นในธรรมชาติ แต่ก็เพิ่มเติมว่ามนุษย์มีหวังจะควบคุมธรรมชาติได้ในที่สุด

             
๔.๔เรายกย่องผู้ที่มีชีวิตอย่างเสี่ยงตาย เพราะเมื่อเขาตายเขาย่อมชนะตัวเอง

              ข้อความนี้ยืนยันปรัชญาของนิตเช่ว่า ธาตุแท้ของมนุษย์และของทุก ๆ สิ่งคือ พลังดิ้นรนหรือเจตจำนงที่จะมีอำนาจ ไม่ใช่เจตจำนงที่จะมีชีวิตดังที่โชเปนเอาเออร ์(
Schopenhauer , Arthur 1788-1860 German philosopher ) ได้แถลงก่อนหน้า

             
๕.๕ เรายกย่องผู้สละโลกอย่างจริงจัง เขาเหล่านั้นน่านับถืออย่างยิ่ง พวกเขาเป็นเหมือนธนูนำความปรารถนาพุ่งไปสู่ฟากโน้น

              ฟากโน้น - คือความเป็นอภิมนุษย์อันเป็นเป้าหมายของมนุษย์ทุกคน ผู้ไม่รู้ความจริงก็ไม่ปรารถนาจะมุ่งหน้าไปสู่ ผู้รู้ก็ยังไปไม่ถึง นอกจากเขาผู้นั้นจะเป็นผู้สละอบายมุขทั้งหลายอย่างจริงจัง ซึ่งนิตเช่คิดว่าตนเป็นผู้หนึ่งที่สละแล้ว

             
๔.๖เรายกย่องผู้ที่ไม่จำเป็นต้องแสวงหาถึงแดนนอกเอกภพให้เป็นเป้าหมายแห่งการยอมตายและความเสียสละ หากแต่ยอมอุทิศตนเพื่อโลกนี้ เพื่อให้โลกกลายเป็นดินแดนแห่งอภิมนุษย์

              นิตเช่ต้องการเหน็บแนมชาวคริสต์ในสมัยของตนว่าจะทำอะไรสักหน่อยก็ต้องอ้างว่าทำเพื่อความสุขในโลกหน้า ซึ่งนิตเช่เปรียบเทียบว่าเป็นดินแดนนอกเขตเอกภพ เลยบริเวณดาวทุกดวงในท้องฟ้า นิตเช่อยากจะเรียกร้องให้อุทิศตนเพื่อสร้างโลกนี้ให้ดีขึ้น ชาวคริสต์ในปัจจุบันจำนวนมากก็เปลี่ยนท่าทีมาสร้างโลกนี้ให้เป็นสวรรค์สืบต่อกับโลกหน้า ก็นับว่าความใฝ่ฝันของนิตเช่เป็นจริงขึ้นแล้ว หากแต่ชาวคริสต์เหล่านั้นถือว่าสภาวะอภิมนุษย์จะเป็นจริงในอันตวาระ (
eschatology - [N] คำสอนในศาสนาที่เกี่ยวกับวิญญาณของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับความตาย การพิพากษานรกสวรรค์. LEXiTRON Dictionary )

             
๔.๗เรายกย่องผู้มีชีวิตเพื่อหาความรู้ และหาความรู้เพื่อให้เกิดอภิมนุษย์ขึ้นสักวันหนึ่ง เขายอมทำลายตัวเองด้วยการกระทำของเขาเอง

              คนดีในทัศนะของนิตเช่คือ ผู้ที่ยังไม่พอใจกับสภาพปัจจุบันของตน แต่อยากให้แปรสภาพไปสู่สภาพที่ดีกว่าจนถึงสภาพที่ดีที่สุด คือสภาพอภิมนุษย์ เมื่อมีอภิมนุษย์แล้วมนุษย์ธรรมดาก็หมดความหมาย นิตเช่ชักชวนให้ยอมสละสภาพมนุษย์ธรรมดาเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์

             
๔.๘เรายกย่องผู้ที่ทำการหรือแสวงหาวิธีการเพื่อสรรค์สร้างที่อยู่อาศัยให้อภิมนุษย์ได้อยู่ในวันข้างหน้า รวมทั้งผู้ที่ตระเตรียมโลก สัตว์ และพืช ไว้ให้อภิมนุษย์ได้อยู่อย่างสะดวกสบาย เขายอมทำลายตนเองด้วยการกระทำของเขาเอง
             ๔.๙เรายกย่องผู้ยกย่องคุณธรรม เพราะคุณธรรมก็คือการยอมสละตนเพื่อมุ่งไปสู่อุดมการ
             ๔.๑๐เราชอบผู้ที่ไม่คิดจะสงวนท่าทีไว้แม้แต่สักนิดเดียวสำหรับตัวเอง แต่ทำตัวเองให้กลายเป็นแก่นของคุณธรรม ในสภาพเช่นนี้แหละเขาจะข้ามสะพานสำเร็จ
             ๔.๑๑เรายกย่องผู้ที่ทำให้คุณธรรมกลายเป็นความโน้มเอียงประจำตัวและเป็นชะตากรรมของตน ถึงขนาดที่ว่าเขาจะยอมมีชีวิตและยอมตายเพื่อคุณธรรมของเขาคนดียอดเยี่ยมในทัศนะของนิตเช่คือคนหัวรุนแรงยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่ออุดมคติที่ตนเองยึดถือว่าเป็นคุณธรรมประจำตัว เขาจะยอมมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ว่าจะยากลำบากสักปานใดเพื่อยืนหยัดคุณธรรมของเขา และเมื่อเขาจะต้องตายเพื่อคุณธรรมของเขา เขาก็ยอมอย่างเต็มใจที่สุด
             ๔.๑๒ เรายกย่องผู้มีคุณธรรมน้อยชนิด มีคุณธรรมชนิดเดียวย่อมเป็นผู้ทรงคุณธรรมเข้มข้นกว่ามีคุณธรรม ๒ ชนิด เพราะปมคุณธรรมจะแข็งแกร่งกว่า สามารถกำหนดวิถีทางได้มั่นคงกว่า


              นิตเช่ตำหนิการจับปลาหลายมือว่าทำให้พลังกระจัดกระจาย หากมุ่งหน้าแฏิบัติอุดมคติเดียวแล้ว พลังจะเข้มข้นแข็งแกร่ง ความจริงการปฏิบัติคุณธรรมอย่างเดียวอย่างจริงจัง คุณธรรมอื่น ๆ จะตามมาเองโดยอัตโนมัติ

             
๔.๑๓เรายกย่องผู้มีใจกว้างขนาดไม่รู้จักขอบใจใครหรือตอบแทนบุญคุณใคร เพราะตลอดชีวิตของเขามีแต่ให้จนไม่มีอะไรจะเหลือ๔.๑๔เรายกย่องผู้ที่รู้สึกละอายใจ เมื่อจับสลากเป็นฝ่ายได้และถามตัวเองว่านี่ฉันโกงเขาหรือเปล่านะ?’ เพราะใจของเขามุ่งแต่จะยอมเสียเพียงอย่างเดียว
             ๔.๑๕เรายกย่องผู้ที่ทำดีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มพรั่งพร้อมด้วยวาจาอ่อนหวาน เพราะใจของเขามุ่งแต่จะยอมเสียอย่างเดียว


              นิตเช่คิดได้ พูดได้ แต่ปฏิบัติไม่ได้ คำเหน็บแนมของนิตเช่จึงเจ็บแสบถึงขั้วหัวใจ

             
๔.๑๖ เรายกย่องผู้ที่แก้ตัวเผื่อไว้ให้ตนในอนาคต และตอบโต้แทนบุคคลในอดีต เพราะใจของเขามุ่งแต่จะยอมถูกคนในปัจจุบันเหยียบย่ำ
              ๔.๑๗เรายกย่องผู้ที่ลงโทษพระเจ้าของตนเพราะรักพระองค์ แน่นอนทีเดียวว่าพระเจ้าของเขาจะเอาเรื่องเขาจนถึงที่สุดด้วยพระพิโรธ


              นิตเช่ต้องการเหน็บแนมชาวคริสต์ที่หลงนับถือพระเจ้าที่มีกิเลส นิตเช่คิดว่าถ้าเขาดีจริงเขาพึงเสียสละตนโดยฝืนน้ำพระทัยของพระองค์ โดยหวังว่าพระองค์อาจจะสำนึกตนดีขึ้น นิตเช่เข้าใจพระเจ้าตามตัวอักษรในระดับสมมติสัจจะ ถ้าหากไม่มีปรมัตถสัจจะให้เข้าใจก็น่าจะเห็นด้วยกับนิตเช่อย่างยิ่ง

             
๔.๑๘ เรายกย่องผู้มีจิตใจลึกซึ้ง จนรู้สึกปวดร้าวใจและอาจจะตายได้ด้วยความกระทบกระเทือนใจเพียงเล็กน้อย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาพร้อมที่จะข้ามสะพานอย่างเต็มใจ

              นิตเช่ระบายความรู้สึกละเอียดอ่อนในส่วนลึกของหัวใจตนเอง จิตใจเช่นนี้มีอันตราย เพราะอาจจะควบคุมความรู้สึกไม่ได้เมื่อผิดหวัง จึงไม่ใช่จิตใจของผู้เข้มแข็งจริง

             
๔.๑๙เรายกย่องผู้ที่มีดวงวิญญาณเปี่ยมล้นจนถึงกับลืมตัวเองและสุมทุกอย่างไว้ในตัว ทุกอย่างเหล่านี้จะนำหายนะมาสู่ตัวเขา

              นิตเช่ระบายความคับแค้นในจิตใจของตนเองที่อยากรับผิดชอบจนเกินตัว ผิดหลักทางสายกลางของศาสดาทั้งหลาย

             
๔.๒๐เรายกย่องผู้มีจิตและใจอิสระ สมองของเขาเป็นเพียงเครื่องมือของหัวใจ และหัวใจจะนำเขาไปสู่ความตาย

              ผู้มีพลังเจตจำนงที่จะมีอำนาจเข้มแข็ง สติปัญญาของเขาจะเป็นทาสของพลังนี้ และจะปฏิบัติตามแรงผลักดันของพลังนี้จนตัวตาย

             
๔.๒๑เรายกย่องทุกคนที่มีสภาพเหมือนหยดน้ำ ที่ตกลงมาทีละหยด ๆ จากเมฆดำอันปกคลุมเหนือเหล่ามนุษย์ หยดน้ำเหล่านี้บอกให้รู้ว่าสายอสุนีบาตกำลังจะมาถึง และหยดน้ำก็สูญหายไปในฐานะผู้แจ้งข่าว
              ๔.๒๒ ดูกร ท่านทั้งหลาย เรานี้แหละคือผู้แจ้งข่าวสายอสุนีบาต เราเป็นเพียงหยดน้ำหยดหนึ่งอันตกลงมาจากเมฆ สายอสุนีบาตที่เราแจ้งให้ท่านทั้งหลายทราบคือ อภิมนุษย์
 


 

 ๕.๑ ครั้นเมื่อพระซาราทุสตราตรัสสอนจบแล้ว ก็ทอดพระเนตรเฝ้าสังเกตดูอากัปกิริยาของฝูงชนอย่างดุษณี พลางทรงรำพึงอยู่ในพระทัยว่า ดูเอาหรือ พวกเขาพากันหัวเราะขบขัน พวกเขามิได้เข้าใจคำสอนของเราเลย เราหาใช่โอษฐ์สำหรับหูของพวกคนเหล่านี้ไม่
              ๕.๒ ต้องทะลวงหูของพวกเขาเสียก่อนละกระมัง พวกเขาจะได้รู้จักฟังด้วยตา หรือว่าจะต้องตีฉิ่งตีฉาบและร้องตะโกนอย่างนักเทศน์ในเทศกาลมหาพรต พวกเขายอมเชื่อสิ่งงี่เง่าเท่านั้นละกระมัง


              พระเยซูตรัสว่า ถ้าตาทำให้หลงทางสวรรค์ก็ให้ควักลูกตาทิ้ง เพื่อไปถึงสวรรค์อย่างตาบอดยังจะดีกว่าตกนรกอย่างตาดี ในทำนองเดียวกันกับเท้า ฯลฯ นิตเช่จึงอยากให้ชาวเมืองรู้ความจริงอย่างหูหนวกดีกว่าโง่อย่างหูดี

              นักเทศน์ในเทศกาลมหาพรต - ระหว่างฉลองคาร์นิวัลกับฉลองอีสเตอร์ ชาวคริสต์เรียกว่าเทศกาลมหาพรต (Lent) ซึ่งมีเวลาประมาณ ๔๐ วัน ระหว่างนี้คริสตจักรจะชักชวนให้คริสตชนเสียสละโลกียสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และหันมาทำบุญทำทาน เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจฉลองอีสเตอร์ ระหว่างเวลาดังกล่าวนักเทศน์ฝีปากดี ๆ จะแสดงฝีไม้ลายมือเต็มที่ ตามโบสถ์ใหญ่ ๆ จะกระหึ่มไปด้วยสุ้มเสียงของนักเทศน์เหล่านี้ ส่วนมากจะใช้เหตุผลจูงใจแบบชาวบ้าน จึงมักจะล้ำแดนไปทางยกเรื่องปรำปราที่ชาวบ้านเชื่อถือและเลื่อมใส ทั้งนี้เพื่อผลเฉพาะหน้า นิตเช่เองคงเคยได้ยินได้ฟังการเทศน์แแบบนี้มามาก

             
๕.๓ พวกเขามีอยู่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาภูมิใจ เรียกกันว่าอย่างไรนะ สิ่งที่พวกเขาภูมิใจกันนักหนาน่ะ อ๋อ ก็วัฒนธรรมอย่างไรล่ะ การมีวัฒนธรรมทำให้พวกเขาอยู่เหนือคนเลี้ยงแกะ (ตรงกับสำนวนไทยว่า เด็กเลี้ยงควาย)

              นิตเช่เหน็บแนมผู้อ้างตนว่ามีวัฒนธรรม แต่ก็ไม่เข้าใจคำสอนเรื่องอภิมนุษย์อยู่นั่นเอง

             
๕.๔ เพราะเหตุนี้เอง พวกเขาจึงไม่ชอบฟังใครประนามพวกเขาว่า งี่เง่าถ้าเช่นนั้นเราจะทดลองปราศรัยกับพวกเขาดูถึงเรื่องที่จะทำให้พวกเขาภูมิใจได้
              ๕.๕ เราจะทดลองปราศรัยกับพวกเขาถึงเรื่องที่งี่เง่าที่สุด นั่นคือเรื่อง อัปมนุษย์


              นิตเช่ให้ซาราทุสตราทดลองวิธีใหม่ ซึ่งก็คงจะเป็นการทดลองที่นิตเช่เคยใช้มาเองและก็ประสบความล้มเหลว นิตเช่จึงถ่ายทอดประสบการณ์ความล้มเหลวของตนดังกล่าวให้กับซาราทุสตรา คือให้ซาราทุสตราคิดเหมือนตนว่าความล้มเหลวครั้งแรกมีสาเหตุมาจากการพูดถึงอภิมนุษย์ ซึ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนต่ำต้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพที่สูงกว่า คราวนี้ลองพูดถึงสิ่งที่ต่ำต้อยกว่าดูบ้าง เมื่อเทียบกันแล้วจะได้ดูเหมือนว่าผู้ฟังสูงส่ง น่าภูมิใจ ซึ่งก็จะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน

             
๕.๖ และพระซาราทุสตราก็ตรัสแก่ฝูงชนดังนี้ในกาลครั้งหนึ่งมนุษย์ได้เริ่มรู้จักกำหนดเป้าหมายของตน ในกาลครั้งนั้นมนุษย์ได้เริ่มรู้จักเพาะเชื้อแห่งความหวังอันสูงสุดของตน

              ซาราทุสตราหวนกลับไปพูดถึงตอนที่เผ่าพันธุ์มนุษย์เพิ่งจะเป็นมนุษย์ ซาราทุสตราคิดว่าในระยะนั้นมนุษย์มีพลังเจตจำนงอันบริสุทธิ์ที่ได้รับจากธรรมชาติ มนุษย์ในตอนนั้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในระดับธรรมดา คือยังไม่มีวี่แววแห่งความเป็นอภิมนุษย์ แต่เนื่องจากขาดพัฒนาการตามที่ควรจะพัฒนาคงจะเป็นเพราะขาดผู้ชี้บอกนั่นเอง มนุษย์จึงเสื่อมสภาพลงสู่สภาพอัปมนุษย์ บางคนรู้ตัวก็จะพยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่มีวัฒนธรรมในขณะที่เพื่อนร่วมโลกมากมายอยู่ในสภาพอัปมนุษย์

             
๕.๗ เนื้อดินของพวกเขายังเหมาะสมอยู่พอสมควรสำหรับเพาะเชื้อดังกล่าว แต่น่าเสียดายที่ต่อมาเนื้อดินกลับเลวลงและจืดชืด ไม่อาจจะผลิตต้นไม้ใหญ่ได้
              ๕.๘ อนิจจา ขณะนั้นมนุษย์จะไม่ยิงลูกธนูแห่งความปรารถนาของตนออกไปเลยขอบเขตของความเป็นมนุษย์เลย เพราะสายธนูทำงานได้แค่นั้น
              ๕.๙ เราขอบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า มนุษย์มีความสับสนภายในตัว จึงได้ให้กำเนิดดาวเต้นออกมา เราขอบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายขณะนี้ยังมีความสับสนอยู่


              ดาวเต้น (Tranzend Stern) - ผู้แปลไม่แน่ใจว่านิตเช่ตั้งใจหมายถึงอะไร แต่จากบริบทที่ว่าดาวเต้นเกิดจากความสับสนซึ่งผู้ฟังคำปราศรัยของซาราทุสตราในขณะนั้นก็ยังมีอยู่ ผู้แปลจึงขอสันนิษฐานว่าดาวเต้นได้แก่สิ่งลวงตาทั้งหลายที่มวลมนุษย์พากันถือว่าเป็นวัฒนธรรม เช่น การเล่นกลกึ่งกายกรรมที่ผู้ฟังซาราทุสตรากำลังคอยชมอยู่ นิตเช่อาจจะหมายถึงการสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่นิตเช่คิดว่าไม่ถูกต้องแต่มวลมนุษย์พากันยกย่องด้วยความหลงใหล เช่น ศาสนา ปรัชญา ศิลป ฯลฯ ดังจะเห็นชัดมากขึ้นในประโยคต่อไปนี้

             
๕.๑๐ แต่อนิจจา ต่อมามนุษย์ก็หมดสมรรถภาพแม้แต่จะผลิตดาวเต้น อนิจจา มีอยู่ระยะหนึ่งที่มนุษย์เราตกต่ำอย่างที่สุด ตกต่ำถึงขนาดที่ไม่อาจจะรู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าตนตกต่ำ
              ๕.๑๑ ดูกร เราขอชี้แจงให้ท่านทั้งหลายฟังถึงเรื่องราวของอัปมนุษย์ ดังต่อไปนี้
ความรักน่ะรึ สร้างสรรค์น่ะรึ ใฝ่ฝันน่ะรึ ดาวน่ะรึ
อัปมนุษย์ว่าแล้วก็ขยิบตาข้างหนึ่ง


             อัปมนุษย์ (Subman)- อภิมนุษย์เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดตามทัศนะของนิตเช่ฉันใด อัปมนุษย์ก็ได้แก่มนุษย์ที่เลวที่สุด มีภาวะตกต่ำที่สุดในทัศนะของนิตเช่ฉันนั้น มนุษย์พวกนี้ไม่รู้จักความรัก ไม่รู้จักสร้างสรรค์ ใฝ่ฝันก็ไม่เป็น แสดงบทบาทอะไรก็ไม่ได้ เป็นพวกที่หาความดีและความสามารถอะไรไม่ได้เลย มนุษย์ไม่เคยตกต่ำถึงขนาดดังกล่าว แต่ผู้ที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย อย่างเช่นชาวเมืองที่กำลังชุมนุมกันดูการเล่นผาดโผนและซาราทุสตรามาพบเข้า พวกเขาชอบฟังเรื่องอัปมนุษย์และไม่สนใจฟังเรื่องอภิมนุษย์เลย แสดงว่าจิตใจของเขาไม่มีแววมุ่งสู่อภิมนุษย์แม้แต่น้อย หากแต่กำลังดำดิ่งลงสู่ความเป็นอัปมนุษย์เข้าไปทุกที นิตเช่รู้สึกอนาถใจยิ่งนักกับคนประเภทนี้ นิตเช่คิดจะบรรยายเรื่องอัปมนุษย์เพื่อประชดให้รู้ตัวกันเสียบ้าง
              ขยิบตาข้างหนึ่ง - แสดงอาการไม่สมประกอบ พูดอะไรสักคำก็ขยิบตาตามคำพูด

             
๕.๑๒ โลกจะแคบลงอย่างมาก อัปมนุษย์จะโขยกเขยกไปมา ทำอะไรก็ทำเล็ก ๆ เผ่าพันธุ์นี้จะอยู่ทนทานไม่แพ้ตัวเห็บ อัปมนุษย์คงเผ่าพันธุ์อยู่ได้นานที่สุด

              โลกแคบ - เพราะว่าอัปมนุษย์ไม่รู้จักเดินทางไกล ไม่รู้เรื่องแดนไกล มีชีวิตในวงแคบเหมือนในกะลาครอบ ผิดกับอภิมนุษย์ซึ่งจะครอบครองทั้งจักรวาล
              โขยกเขยก - เดินไม่มีสง่าราศรี ผิดกับอภิมนุษย์ซึ่งจะยืดอกน่าเกรงขามในทุกหนทุกแห่ง
              ทำเล็ก ๆ - เพราะไม่มีปัญญาและไม่มีทรัพยากรจะทำอะไรเกินความจำเป็นเฉพาะหน้า
              อยู่ได้นานที่สุด - เพราะไม่รู้จักปรับตัวให้ก้าวหน้าขึ้น จึงคงเผ่าพันธุ์เดิมอยู่เช่นนี้ตลอดกาล จะสูญพันธุ์ก็ไม่สูญเพราะมีความต้องการน้อยที่สุด (
คงเหมือนแมลงสาบ- wbm )

             
๕.๑๓ เราได้พบความสุขแล้วพวกอัปมนุษย์กล่าวพลางขยิบตา ความสุขของพวกเขาคืออย่างไร

              โปรดอ่านข้อความต่อไปซึ่งซาราทุสตราพูดเพื่อเหน็บแนมฝูงชน และนิตเช่ต้องการเหน็บแนมผู้อ่านที่ไม่ยอมปรับปรุงตัวเอง

             
๕.๑๔ พวกเขาพากันละทิ้งเมือง พวกเขาทนอยู่ในเมืองไม่ไหว เพราะร้อนไม่พอ พวกเขายังรักกันและกันอยู่โดยเสียดสีกันให้เกิดความร้อน
              ๕.๑๕ การป่วยไข้และการสนเท่ห์จะถูกถือว่าเป็นบาป พวกเขาระมัดระวังการเดินเหินอย่างมาก ใครสะดุดหินหรือเหยียบเท้าคนอื่นจะถูกกล่าวหาว่าเสียสติ


              นิตเช่ต้องการประนามการถืออะไรอย่างงมงายและระมัดระวังเกินจำเป็นแบบถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น

             
๕.๑๖ พวกเขาจะเสพยาพิษนิดหน่อยเป็นประจำ เพื่อจะฝันหวานในขณะมีชีวิต และเมื่อจะตายก็เสพมาก ๆ เพื่อให้ตายอย่างเคลิบเคลิ้ม
              ๕.๑๗ พวกเขายังจะทำงานอยู่บ้างเพื่อเป็นการหย่อนใจ แต่ก็ระมัดระวังที่จะไม่หย่อนใจจนเกิดอาการเหนื่อย
              ๕.๑๘ พวกเขาจะไม่ยอมรวยและไม่ยอมจน เพราะจะรวยหรือจนก็มีความเดือดร้อนพอ ๆ กัน ไม่มีใครอยากปกครอง ไม่มีใครอยากถูกปกครอง เพราะทั้งสองฝ่ายเดือดร้อนพอ ๆ กัน
              ๕.๑๙ ฝูงสัตว์มีอยู่ฝูงเดียว ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนปรารถนาเหมือนกันและเท่ากัน ใครมีความรู้สึกอะไรผิดไปจากคนอื่นจะรู้ตัวเองว่าผิดปกติ จะไปเข้าโรงพยาบาลโรคจิตด้วยตนเอง
              ๕.๒๐ เมื่อก่อนมีแต่คนบ้าว่ะอัปมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดจะกล่าว พลางขยิบตา
              ๕.๒๑ พวกนี้ฉลาดพอจะรู้เรื่องราวทุกอย่างในอดีต พวกเขาจึงมีแง่เปรียบเทียบได้อย่างไม่รู้จบ พวกเขาถกเถียงกันบ้างเหมือนกัน แต่ก็ปรองดองกันได้เร็ว เพราะกลัวว่าอาหารจะไม่ย่อย
              ๕.๒๒ พวกเขาหาความสำราญนิดหน่อยระหว่างเวลากลางวัน และหาความสำราญนิดหน่อยระหว่างเวลากลางคืน แต่พวกเขาจะระมัดระวังอย่างยิ่งมิให้กระทบกระเทือนสุขภาพ
              ๕.๒๓เราได้พบความสุขแล้วพวกอัปมนุษย์กล่าวพลางขยิบตา


              นิตเช่คงต้องการชี้ให้เห็นว่า สาเหตุพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นอัปมนุษย์ก็คือความเกียจคร้าน ขาดความกระตือรือร้นในการแสวงหา ทั้ง ๆ ที่อยู่ในวิสัยที่จะแสวงหาได้ แต่พวกเขาก็พากันนอนหลับทับสิทธิ์ ไม่ยอมเหนื่อยยากปรับปรุงตัว มนุษย์ปัจจุบันจึงอยู่ในภาวะกลางระหว่างอัปมนุษย์กับอภิมนุษย์ หากไม่มุ่งสู่ภาวะอภิมนุษย์ก็จะมุ่งไปสู่ภาวะอัปมนุษย์ จะคงอยู่ในภาวะเดิมเรื่อยไปไม่ได้ เหมือนคนเดินบนเส้นลวด จะต้องเดินไปทางใดทางหนึ่ง หากอยู่กับที่จะตกลงเบื้องล่างถึงกาลดับสูญ

             
๕.๒๔ จบคำปราศรัยแรกของซาราทุสตราเพียงเท่านี้ นิยมเรียกคำปราศรัยแรกนี้ว่า คำนำที่ต้องจบลงก็เพราะขณะนั้นมีเสียงกู่ร้องตู้วู้จากฝูงชนสอดแทรกขึ้นมา พอจะจับความได้ว่า เอาอัปมนุษย์มาแสดงเถิด ซาราทุสตรา อภิมนุษย์ไม่เอาทุกคนกระโดดโลดเต้นและเดาะลิ้นเรียกร้อง พระซาราทุสตราทรงรู้สึกเศร้าในพระทัย พลางรำพึงในพระทัยว่า พวกนั้นไม่ยอมเข้าใจอะไรเสียเลย ปากของเราช่างไม่เหมาะกับหูของพวกเขาเอาเสียจริง ๆ เชียวนะ

              ซาราทุสตราผิดหวังที่ฝูงชนพากันเข้าใจผิดคิดเป็นเรื่องการแสดงเสียหมด แม้พูดเหน็บแนมให้สำนึกก็ยังไม่เข้าใจว่าถูกเหน็บแนม

             
๕.๒๕เราไปอยู่บนภูเขาเสียนาน เราได้ยินแต่เสียงน้ำไหลและเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ เรามาพูดกับคนพวกนี้จึงเหมือนพูดกับคนเลี้ยงแพะ

              ซาราทุสตรากับฝูงชนสื่อความหมายกันไม่ได้ เพราะซาราทุสตราพูดอย่างนักเทศน์ต้องการให้ความหมายทางด้านจิตใจ ซึ่งถ้าผู้ฟังเป็นชาวชนบทก็คงจะเข้าใจ เพราะหมกมุ่นอยู่กับฝ่ายเรื่องจิตใจ แต่ฝูงชนพวกนี้เป็นชาวเมือง หายใจเป็นธุรกิจและการบันเทิง พวกเขาจึงตีความไปตามประสาของตน

             
๕.๒๖ เราจะไม่ยอมท้อถอย จิตใจของเราแจ่มใสราวกับภูผายามเช้า แต่พวกเขากลับคิดว่าเราเยือกเย็นและเป็นตัวตลกร้าย

              ฝูงชนชาวเมืองคิดว่าซาราทุสตราเป็นนักแสดงสมัครเล่น จะมาแสดงเป็นรายการแถมดังที่นักแสดงสมัครเล่นชอบมาแสดงเพื่อปลูกฝังความนิยมไว้ก่อน เพื่อเตรียมลู่ทางไว้จัดรายการจริงในกาลต่อไป

             
๕.๒๗ ดูซิ พวกเขามองเราแล้วพากันยิ้มเยาะ ไม่เพียงแต่ยิ้มเยาะเท่านั้น พวกเขาแสดงอาการเกลียดชังด้วยแล้วละ เพราะพวกเขายิ้มเยาะอย่างเย็นเฉียบ

              เมื่อนักแสดงประกาศว่าจะแสดงแล้วไม่แสดง ย่อมถูกผู้สนับสนุนโห่ว่าไม่แน่จริง เป็นเรื่องน่าอัปยศยิ่งนัก ความจริงซาราทุสตราไม่ได้ประกาศว่าตนจะแสดง แต่ฝูงชนเข้าใจผิดไปเอง ซาราทุสตราเป็นแพะรับบาปไปโดยปริยาย เหตุเพราะเตือนสอนอย่างไม่ถูกกาละเทศะ

              ซาราทุสตราประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในฉากแรกเหมือนพระเยซูในการเทศน์ครั้งแรกที่นาซาเร็ท ซาราทุสตราจะต้องจำเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขวิธีเสนอคำสอนต่อไป วิธีการที่นิตเช่กำหนดให้ซาราทุสตรานั้นเป็นไปในแนวเดียวกับวิธีการของพระเยซู คือ ต้องหาสาวกและอบรมสาวกไว้เป็นตัวแทน การอบรมสาวกก็มีทั้งการสอนเฉพาะสาวกและการสาธิตการสอนประชาชนให้สาวกได้เห็นได้ฟัง
 


 

 



 

 ๖.๑ ขณะนั้นเหตุการณ์สำคัญก็เริ่มขึ้น ทุกคนเงียบกริบ ตาจ้องมองไปจุดเดียว นักไต่ลวดได้เริ่มการแสดงของเขาแล้ว เขาก้าวออกมาจากประตูเล็ก ๆ ย่างก้าวไปบนเส้นลวดที่ขึงอยู่ระหว่าง ๒ หอคอย พาดไปเหนือลานซึ่งเต็มไปด้วยผู้ชมการแสดง ขณะที่เขาเดินไปได้ครึ่งทางพอดี ประตูเล็กก็เปิดอีกครั้งหนึ่ง มีตัวตลกปราดเปรียว สวมเสื้อผ้าหลากสี (bunter Gasell) โผล่ออกมาทำท่าตลก ๆ กระโดดออกมาจากประตู ก้าวอาด ๆ ไล่หลังคนแรก พลางร้องสำทับด้วยเสียงน่ากลัวว่า รีบหน่อยซี ไอ้ง่อย ก้าวหน่อยไอ้เป๋ ไอ้คนงุ่มง่าม ไอ้หน้าไก่ต้ม ระวังจะโดนเตะเอาง่าย ๆ เอ้ามางุ่มง่ามอยู่บนเส้นลวดอยู่ใย เจ้าน่าจะไปอยู่ในหอคอยจองจำไว้เสียให้พ้นหูพ้นตา จะได้ไม่มากีดขวางทางผู้ยิ่งใหญ่พูดไป เท้าก็ก้าวสวบ ๆ ใกล้เข้าทุกที อีกก้าวเดียวจะทันกันอยู่แล้ว ขณะนั้นเหตุการณ์สำคัญก็เริ่มขึ้น ทุกคนเงียบกริบ ตาจ้องมองไปที่จุดเดียวกัน มันแผดเสียงราวกับปีศาจ แล้วกระโดดข้ามนักไต่ลวดที่ขวางหน้าอยู่ เมื่อเห็นคู่แข่งชนะขาดลอยเช่นนั้น นักไต่ลวดก็หัวเสียและเสียหลัก เขาเหวี่ยงไม้ทานน้ำหนักทิ้ง แล้วตัวเขาก็พุ่งหลาวลงสู่ห้วงอากาศอย่างรวดเร็ว มือเท้าไขว่คว้าพัลวัน ฝูงชนในลานแตกตื่นราวกับทะเลเป็นบ้า หนีกันไปคนละทิศละทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงจุดตก -

              เส้นลวด - คือวิถีทางสู่อภิมนุษย์
              นักไต่ลวด - เป็นตัวอย่างของสามัญชนที่ตะเกียกตะกายอยู่บนเส้นลวดแห่งชีวิต
              ตัวตลก - เป็นตัวอย่างของอัจฉริยบุคคลซึ่งวิ่งอย่างคล่องแคล่วและปลอดภัยบนเส้นลวดวิถีสู่อภิมนุษย์ เขาเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สามัญชนผู้ใดขวางทางของเขาจะตายเปล่าเหมือนนักไต่ลวด คนฉลาดพึงร่วมมือกับอัจฉริยบุคคลโดยยอมตัวเป็นลูกมือ จะได้มีชีวิตได้ต่อไป ได้พัฒนาตัวเอง และได้ร่วมมือกับอัจฉริยบุคคลในการนำมนุษยชาติไปสู่หลักชัยแห่งการเป็นอภิมนุษย์
              ฝูงชนแตกตื่น - ไม่มีใครสงสารผู้แพ้ มีแต่ผู้สมน้ำหน้า แหละนี่คือตัวอย่างของผู้ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับผู้นำ ย่อมจบชีวิตลงอย่างไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้ ในสังคมนิตเช่ต้องการให้มีผู้นำซึ่งปรารถนาอะไรก็ล้วนแต่เป็นแนวปฏิบัติผลักดันมนุษยชาติไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์ (
ฟังคล้ายเรื่องลัทธิความเหนือกว่าของเผ่าพันธุ์อารยันของ นาซี- wbm ) และผู้อื่นจะต้องตัดสินใจให้ความร่วมมือ ไม่ว่าผู้นำจะพาไปทางใด นี่คือศีลธรรมแบบนาย (master-morality) ของนิตเช่ การอ้างหลักธรรมขึ้นมาควบคุมทุกคนรวมทั้งผู้นำด้วยนั้น นิตเช่ถือว่าเป็นศีลธรรมแบบทาส (slave-morality) เป็นข้ออ้างของคนอ่อนแอที่กลัวผู้แข็งแรงกว่าและไม่อยากให้ความร่วมมือ จึงอ้างคุณธรรมสากลขึ้นป้องกันตัวเอง

             
๖.๒ ส่วนพระซาราทุสตราประทับยืนนิ่งอยู่กับที่ ร่างกายของนักไต่ลวดผู้เคราะห์ร้ายตกลงใกล้ ๆ พระองค์นั่นเอง กระดูกหัก เนื้อตัวบอบช้ำแสนสาหัสเจียนตาย สักครู่หนึ่งคนเจ็บก็รู้สึกตัวลืมตามองเห็นพระซาราทุสตราประทับคุกเข่าข้าง ๆ ตัวเขา ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นว่า ทำไมท่านจึงไม่รีบหนีไปเสีย ข้ารู้อยู่แก่ใจว่าสักวันหนึ่งปีศาจจะต้องหักกระดูกข้า มันกำลังจะลากข้าลงนรกอยู่แล้ว ท่านจะอยู่ห้ามมันกระนั้นหรือ?”

              นิตเช่ถือว่าเรื่องผีสางนางฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของศีลธรรมแบบทาส ผู้ที่ถือศีลธรรมแบบนี้จะมีแต่ความกลัวครอบงำในจิตใจ ยิ่งกำลังใกล้ตายอย่างนักไต่ลวดก็ยิ่งกลัวหนักขึ้น แทนที่จะหลับตาตายลงอย่างสงบไร้กังวล นิตเช่คิดว่าผู้มีจิตใจสูงเป็นอภิมนุษย์จะตัดความกังวลดังกล่าวได้อย่างเด็ดขาด แต่ไม่ปรากฏว่านิตเช่ทำใจสงบไร้กังวลได้ดังที่ตนเองปรารถนา

             
๖.๓ พระซาราทุสตราตรัสตอบว่า สหายเอ๋ย เราขอรับรองด้วยเกียรติว่า เรื่องที่ท่านพูดมานั้นหามีจริงไม่ ขอรับรองว่าไม่มีปีศาจและไม่มีนรกอะไรทั้งสิ้น วิญญาณของท่านจะตายก่อนร่างกายด้วยซ้ำ อย่ากลัวอะไรอีกเลย

              วิญญาณตายก่อนร่างกาย พอสิ้นลมหายใจ นิตเช่ถือว่าวิญญาณตายและสูญหายไปทันที ในขณะที่ร่างกายยังมีองค์ประกอบครบถ้วน บางส่วนเช่นผมและเล็บยังเติบโตต่อไปอีกระยะหนึ่ง ร่างกายมลายลงเมื่อใดจึงถือว่าร่างกายตาย

             
๖.๔ ชายคนนั้นจ้องมองพลางถามอย่างสงสัย หากจริงตามที่ท่านพูด เมื่อข้าพเจ้าตายลง ข้าพเจ้าก็คงไม่สูญเสียอะไรเลยนะซิ ข้าพเจ้าเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งที่ถูกบังคับให้เต้นให้รำด้วยไม้เรียว กระนั้นหรือ?”
              ๖.๕ พระซาราทุสตราตอบว่า มิได้ ท่านได้ยึดเอาการเสี่ยงตายเป็นอาชีพ นับว่าไม่เลวเลย บัดนี้ท่านกำลังจะตายในหน้าที่ เราจะฝังท่านด้วยมือของเราเอง

              
นิตเช่ยกย่องผู้กล้าเสี่ยง แต่เสียดายที่นักไต่ลวดที่กล้าเสี่ยงตายมาตลอดชีวิตโดยมิได้สำนึกถึงความยิ่งใหญ่ของตน

              ๖.๖ เมื่อพระซาราทุสตราตรัสเช่นนั้นแล้ว ผู้กำลังจะตายไม่ตอบว่ากระไรอีก ได้แต่ไขว่คว้าเอาพระหัตถ์ของพระองค์มาจับเพื่อแสดงความขอบคุณ
 


 

 



 

 ๗.๑ รัตติกาลคลานคืบเข้ามาแล้ว ความมืดปกคลุมทั่วท้องสนามหลวง ฝูงชนค่อย ๆ สลายตัวไป เพราะความอยากรู้และความกลัวคลี่คลายลงแล้ว แต่พระซาราทุสตรายังคงนั่งประทับอยู่กับพื้นดินใกล้ ๆ ศพ ทรงใช้ความคิด มิได้ทรงตระหนักว่าเวลาผ่านไปเท่าใดแล้ว ล่วงยามดึก ลมเย็นโชยพัดมากระทบพระวรกาย มีพระองค์แต่ผู้เดียวประทับอยู่ ณ ที่นั้น พระองค์ทรงลุกขึ้นประทับยืนพลางรำพึงอยู่ในพระทัยว่า
            ๗.๒ จริง ๆ นะ วันนี้ซาราทุสตราทำการประมงได้ผลงดงาม จับคนไม่ได้เลยสักคน ได้แต่ศพ


              นิตเช่ต้องการล้อเลียนพระดำรัสของพระเยซูที่ตรัสแก่สาวกรุ่นแรกว่า จงตามเรามา เราจะทำให้ท่านเป็นชาวประมงจับคน


               ๗.๓ชีวิตมนุษย์ช่างเปราะเสียนี่กระไรและมักจะไร้ความหมายอยู่เสมอ เศษฟางเพียงนิดเดียวก็อาจจะก่อเรื่องใหญ่ขึ้นได้
              ๗.๔เราใคร่จะสอนให้มนุษย์รู้ถึงความหมายแห่งความมีอยู่ของเขา อยากจะแนะนำให้เขารู้จักอภิมนุษย์ว่าเป็นเสมือนสายฟ้าแลบจากกลุ่มเมฆทึบของมนุษยชาติ
              ๗.๕ แต่ทว่า เรายังอยู่ห่างไกลจากพวกเขาเสียเหลือเกิน ความเข้าใจยังไม่อาจจะสัมผัสกัน พวกเขาพากันคิดว่าเราครึ่งบ้าครึ่งตาย
             ๗.๖ ราตรีนี้ช่างมืดมิดจริงหนอ และความหวังของซาราทุสตราก็มืดมิดดุจกันจริงหนอ มาเถอะ เจ้าเพื่อนยากที่เย็นเฉียบและแข็งทื่อ เราอยากจะลากเจ้าไปฝังด้วยหัตถ์ของเราเอง


              นิตเช่บรรยายความรู้สึกของซาราทุสตราเหมือนความรู้สึกของพระเยซูในสวนมะกอกก่อนจะถูกจับและถูกตัดสินประหารชีวิต เป็นความรู้สึกของผู้เข้าใจอะไรมากกว่าสามัญชนเกินไป จึงรู้สึกว้าเหว่ เศร้าใจที่ไม่มีใครเข้าใจ หาเพื่อนใจไม่ได้ ถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับความผิดหวังแต่ผู้เดียว แต่ก็ไม่ท้อถอย มุมานะที่จะต่อสู้ต่อไป นิตเช่คิดว่าตนเองก็จะต้องกระทำอย่างนี้
               นี่แหละคือจิตารมณ์ของนักอัตถิภาวนิยม ไม่มีคำว่าท้อถอย ผิดหวังแล้วก็เริ่มใหม่เรื่อยไป กล้าเผชิญปัญหา กล้าประเมินค่านิยม และกล้าตัดสินใจทำการด้วยความรับผิดชอบ สามสิ่งนี้คืออาหารประจำวันของนักอัตถิภาวนิยม ซึ่งนิตเช่ถือว่าเป็นทางนำไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์ในที่สุด
 


 

 



 

 ๘.๑ เมื่อพระซาราทุสตรารำพึงในพระทัยจบลงด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ทรงยกศพขึ้นบ่าแบกไปจากที่ตรงนั้น ครั้นเสด็จพระราชดำเนินไปได้ไม่ถึง ๑๐๐ ก้าว ก็ทรงรู้สึกว่ามีคนหนึ่งไล่หลังมากระซิบที่พระกรรณ เจ้าตัวตลกจากหอคอยนั่นเอง มันกล่าวกับพระองค์ว่า นี่แน่ะ เจ้าซาราทุสตราตัวดี จงออกไปจากเมืองเสียโดยเร็วเถิด เพราะคนเกลียดเจ้ามีมากเกินไปเสียแล้ว คนดีและคนชอบธรรมล้วนแต่เกลียดเจ้า และถือว่าเจ้าเป็นศัตรู พวกเขาหาว่าเจ้าดูถูกพวกเขา ผู้นับถือศาสนาเที่ยงแท้ก็เกลียดเจ้าและถือว่าเจ้าเป็นอันตรายต่อประชาชน โชคยังเข้าข้างเจ้าอยู่บ้างที่ถูกเยาะเย้ยและความจริงเจ้าก็พูดอย่างน่าขบขันสิ้นดี โชคยังเข้าข้างเจ้าอยู่บ้างที่เข้าพวกเจ้าสุนัขตายโหงตัวนี้ เจ้าลดตัวลงได้อย่างนี้ก็เอาตัวรอดไปได้ชั่ววันนี้เท่านั้นแหละ รีบออกไปเสียจากเมืองนี้จะดีกว่า ขืนโอ้เอ้ถึงพรุ่งนี้ข้าอาจจะกระโดดถีบหลังเจ้าให้ตายตามไปเสียอีกก็ได้นะ คนเป็นถีบคนตายไงล่ะพูดจบมันก็หายวับไป พระซาราทุสตรายังคงเสด็จพระราชดำเนินไปตามทางมืดของพระองค์ต่อไป

              เจ้าตัวตลก - เป็นตัวปริศนา เป็นสัญญลักษณ์แห่งอำนาจมืดที่ป้วนเปี้ยนอยู่ในสังคม บันดาลให้คนดี ๆ เห็นผิดเป็นชอบ นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาจิตใจมวลมนุษย์ (
คำอธิบายตรงนี้ดูขัดแย้งกับที่อธิบายในข้อ ๖.๑ - wbm ) นิตเช่คิตว่าตนประสบความล้มเหลวในการเสนอความคิดพัฒนาจิตใจมนุษย์ในสมัยของตน ก็เพราะมารตัวนี้แหละ อันได้แก่การยึดมั่นในทัศนะเก่า ๆ ไม่ยอมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทัศนคติ จิตารมณ์แบบนี้ฆ่าผู้เดินทางไปสู่การเป็นอภิมนุษย์ได้ครึ่งทางมามากต่อมากแล้ว
              มันขู่จะทำลายแม้กระทั่งพระซาราทุสตรา แต่พระองค์บรรลุถึงแล้ว พระองค์จึงไม่หวั่นไหว กระนั้นก็ดีมันก็สามารถขัดขวางการดำเนินการของพระซาราทุสตราได้อย่างจริงจัง พระองค์จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินการ คือหันมามุ่งอบรมสาวก นิตเช่คงปรารถนาจะทำเช่นนั้น แต่หาสาวกไม่ได้ จึงได้แต่เพ้อฝันออกมาเป็นเรื่องราวของพระซาราทุสตราอบรมสาวก ดังเราจะเห็นกันต่อไป

             
๘.๒ ที่ประตูเมือง พระซาราทุสตราทรงพบกลุ่มสัปเหร่อ พวกเขายื่นคบมาส่องดูพระพักตร์ของพระองค์ ครั้นจำหน้าได้พวกเขาก็พากันพูดเยาะเย้ยถากถางพระองค์ว่า อ้อ ซาราทุสตราแบกซากสุนัขน่ะเองแหละ ขอแรงหน่อยเถอะพ่อคุณ ช่วยเป็นสัปเหร่อให้หน่อยเถอะ เพราะมือพวกเราไม่ต่ำถึงกับจะยอมฝังเปรตตัวนี้ ซาราทุสตราคิดจะช่วงชิงเหยื่อจากปากของปีศาจมิใช่หรือ? สวัสดี เจริญ ๆ เถอะ ข้ากลัวอยู่แต่ว่าปีศาจมันจะเดินแต้มเหนือกว่าซาราทุสตราเท่านั้นแหละ แล้วมันก็จะฉกไปเสียทั้ง ๒ คน หม่ำเพลินไปเลยว่าแล้วก็พากันสรวลเสอย่างสนุกสนานพลางสั่นศีรษะด้วยความระอาใจ

             สัปเหร่อกลุ่มนี้เป็นตัวแทนของคนประเภทมือถือสากปากถือศีล เที่ยวเยาะเย้ยถากถางผู้ทำดีด้วยบริสุทธิ์ใจ ทำให้เกิดความท้อแท้ใจแก่ผู้คิดจะทำดีด้วยจริงใจ ส่วนทำดีเพียงผิวเผินก็เกาะกลุ่มกันแน่นหนาเพื่อครองสัมปทานการทำดีแบบของตน

             
๘.๓ พระซาราทุสตราทรงพระราชดำเนินผ่านสัปเหร่อกลุ่มนั้นไปโดยมิได้ทรงเผยพระโอษฐ์ตอบโต้แม้แต่น้อย พระองค์ทรงพระราชดำเนินผ่านป่าและหนองบึงมาสัก ๒ ชั่วโมงเห็นจะได้ ระหว่างทางทรงได้ยินแต่เสียงหอนที่แสดงความหิวโหยสาหัสของเหล่าหมาป่า พระองค์เองก็ทรงรู้สึกหิวขึ้นมาเสียแล้ว พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นบ้านหลังหนึ่งมีแสงไฟริบหรี่ จึงทรงมุ่งหน้าเข้าไปคิดจะขออาศัย

             หมาป่าแม้จะหิวโหยสักปานใดก็ยังไม่หิวเท่าคนหน้าไหว้หลังหลอกหิวการโจมตีผู้ทำดีด้วยจริงใจ ซาราทุสตรารู้สึกจะรังเกียจสังคมของหมาป่าน้อยกว่าสังคมของพวกมือถือสากปากถือศีล

             
๘.๔ พระซาราทุสตราทรงรำพึงในพระทัยว่า ความหิวโจมตีเราเยี่ยงโจร ดูเอาเถอะในป่าและหนองบึงเวลาค่ำคืนเช่นนี้แหละมันมาโจมตีเรา
             ๘.๕ ความหิวเช่นนี้ช่างโจมตีเราอย่างไม่รู้จักกาละเทศะเอาเสียจริง ๆ เทียวหนอ บางครั้งมันมาหลังจากเรารับประทานใหม่ ๆ วันนี้ทั้งวันไม่โผล่โฉมหน้ามาเยี่ยมกรายเลย ไม่รู้ว่าไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหน


             โรคหิวไม่เป็นเวลาคงหมายถึงโรคประจำตัวของนิตเช่เองที่เป็นอุปสรรคทำให้นิตเช่ปฏิบัติภารกิจไม่สะดวกเท่าที่ควร

             
๘.๖ ขณะที่รำพึงอยู่ในพระทัยเช่นนั้น พระซาราทุสตราก็ทรงเคาะที่ประตูบ้านหลังนั้น ชายชราคนหนึ่งปรากฏร่างให้เห็นโดยถือโคมออกมาส่องดูด้วย พลางถามว่า ใครกันนั่น ทำไมจึงมารบกวนข้าในยามวิกาลอย่างนี้?”
             ๘.๗ คนเป็นหนึ่ง คนตายหนึ่งพระซาราทุสตราตรัสตอบ ขออะไรให้ดื่มให้กินสักหน่อยหนึ่งเถิด ข้ายุ่งมากตลอดวันจนลืมนึกถึงมัน มีคำพังเพยกล่าวไว้ว่า ใครเลี้ยงคนหิว ตัวเองก็จะอิ่ม
             ๘.๘ ชายชราหายเข้าไปสักครู่หนึ่งแล้วก็ออกมาใหม่พร้อมกับนำขนมปังและเหล้าองุ่นมาถวายพระซาราทุสตรา พลางกล่าวออกตัวว่า ที่นี่แย่หน่อยนะสำหรับคนหิว เพราะเหตุนี้ข้าจึงมาตั้งบ้านอยู่ที่ตรงนี้ ข้าอยู่คนเดียวแต่ก็มีคนและสัตว์มาหาข้าบ่อย ๆ เอ้า ! บอกให้เพื่อนของท่านกินและดื่มเสียซี รู้สึกว่าเขาจะเหนื่อยมากกว่าท่านนะพระซาราทุสตราตรัสตอบว่า เพื่อนของข้าเป็นศพไปแล้ว เขาคงไม่ฟังข้าหรอก” “ไม่เป็นไรชายชรากล่าว ใครมาถึงบ้านข้า ก็มีให้กินตามมีตามเกิดอย่างนี้แหละ เชิญตามสบายก็แล้วกัน


             ชายชราคนนี้เป็นบุคคลลึกลับอีกคนหนึ่ง เขามีความดีเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีใครสอนใครสั่ง ในสายตาของนิตเช่ บุคคลผู้นี้เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถือศีลธรรมแบบนาย เป็นตัวของตัวเอง แต่เนื่องจากมีปัญญาน้อยและไม่คิดจะศึกษาหาความรู้ เขาไม่รู้จักแยกแม้กระทั่งศพกับคนเป็น เขาจึงไม่อยู่ในทางแห่งอภิมนุษย์ ซาราทุสตราจึงผ่านเขาไปโดยมิได้ตำหนิแต่ประการใด

             
๘.๙ จากนั้นพระซาราทุสตราก็เสด็จพระราชดำเนินต่อไปอีก ๒ ชั่วโมง โดยมีทางเดินและแสงดาวนำร่อง เพราะทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินยามราตรีเช่นนี้เป็นประจำและทรงโปรดดูหน้าคนหลับทุกคน กว่าจะถึงรุ่งสางก็เข้าถึงป่าลึกและไม่มีทางเดินให้เสด็จพระราชดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว พระองค์จึงทรงเสือกศีรษะของศพเข้าไปในโพรงไม้เพื่อมิให้สุนัขป่ารบกวน ทรงเอนพระวรกายลงบนหญ้ามอส ณ ที่ตรงนั้นเอง บรรทมไปอย่างรวดเร็วด้วยความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย และพระวิญญาณของพระองค์เข้มแข็งเสมอ

             ทรงโปรดดูหน้าคนหลับ คนหลับไม่อาจจะเสแสร้ง ไม่อาจจะปั้นหน้า ใบหน้าของคนหลับจึงเป็นใบหน้าที่แสดงลักษณะของบุคคลอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ผู้รู้จักใบหน้าจะอ่านได้ชัดเจนที่สุดจากใบหน้าของคนหลับ เวลาตื่นแล้วอ่านกันยาก เพราะไม่อาจจะรู้ได้ว่าใบหน้าของใครเสแสร้งหรือไม่เพียงใด
 


 

 



 

 ๙.๑ พระซาราทุสตราทรงบรรทมไปนาน นานจนรุ่งเช้า แล้วก็สาย ในที่สุดทรงเบิกพระเนตรขึ้น พระซาราทุสตราทรงทอดพระเนตรดูป่าอันสงบเงียบด้วยความรู้สึกใหม่ ทรงลุกขึ้นอย่างฉับพลันราวกับชาวเดินเรือทะเลมองเห็นแผ่นดินโดยบังเอิญ พระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงขึ้นก้องป่าด้วยความพอพระทัย เพราะพระองค์ได้พบความจริงใหม่แล้ว พระองค์ทรงรำพึงในพระทัยว่า
             ๙.๒ เราเห็นทางสว่างแล้ว เราจำเป็นต้องมีเพื่อนร่วมทางที่มีชีวิต ไม่ใช่คนตายและซากศพ จะได้มีผู้ติดตามไปในทุกหนทุกแห่ง


              คนตาย - เปรียบได้กับสาวกที่เชื่อตามโดยไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ส่วนผู้ติดตามที่มีชีวิตได้แก่สาวกที่มีความคิดของตนเอง เป็นตัวของตัวเอง เดินด้วยเท้าของตนเอง

             
๙.๓เราต้องการเพื่อนร่วมทางที่มีชีวิต ชนิดที่ติดตามเราไปด้วยความปรารถนาของตนเอง และไปในทุกแห่งที่เราไป
             ๙.๔ เราเห็นทางสว่างแล้ว ซาราทุสตราไม่พึงสอนฝูงชน แต่พึงสอนสาวก ซาราทุสตราจะต้องไม่ทำตัวเป็นคนเลี้ยงแกะหรือสุนัขเฝ้าแกะ


             คนเลี้ยงแกะ - พระเยซูเคยตรัสว่าเราคือคนเลี้ยงแกะที่ใจดีนิตเช่คิดว่าตนจะไม่ทำอย่างพระเยซู คือจะไม่สอนสามัญชนที่มีความรู้ต่ำ แต่จะสอนปัญญาชนเท่านั้น นิตเช่จึงไม่คิดจะแข่งคริสตศาสนาในเรื่องจำนวน และคงคิดว่าไม่อาจจะแข่งขันได้ด้วย

             
๙.๕ เรามาเพื่อทำให้แกะจำนวนมากแตกฝูง ฝูงชนและฝูงแกะจะโกรธเคืองเราก็ตามใจเถิด ซาราทุสตราอยากจะเป็นโจรในสายตาของคนเลี้ยงแกะเสียด้วยซ้ำ

             คนเลี้ยงแกะทั้งหลาย - นิตเช่คงตั้งใจหมายถึงผู้รับผิดชอบแทนพระเยซูในคริสตจักร พระเยซูเคยตรัสว่าโจรทำให้ฝูงแกะของพระองค์แตกตื่น

             
๙.๖เราเรียกพวกเขาว่าคนเลี้ยงแกะ แต่พวกเหล่านั้นเรียกตัวเองว่าผู้มีศรัทธาถูกต้อง เราเรียกพวกเขาว่าคนเลี้ยงแกะ แต่พวกเหล่านั้นเรียกตัวเองว่าผู้มีความเชื่อถูกต้อง
             ๙.๗ เชิญพิจารณาคนดีและเที่ยงธรรมดังกล่าวหน่อยซิว่า พวกเขาเกลียดชังผู้ใดมากที่สุด มิใช่ผู้ทำลายตารางค่านิยมของพวกเขาดอกหรือ ที่พวกเขาประนามว่าเป็นผู้ทำลายทุกสิ่งและเป็นโจรนั่นแหละ อันที่จริงก็คือผู้สร้างสรรค์ละ


             ผู้สร้างสรรค์ - นิตเช่ถูกฝ่ายคริสตจักรคว่ำบาตรรุนแรง แต่ก็มั่นใจว่าตนคือผู้สร้างสรรค์แนวความคิดใหม่ จึงจะยกระดับจิตใจของมนุษย์ได้ถึงขั้นอภิมนุษย์

             
๙.๘เชิญพิจารณาดูผู้มีศรัทธาในทุกรูปแบบกันหน่อยซิว่า พวกเขาเกลียดชังผู้ใดมากที่สุด มิใช่ผู้ทำลายตารางค่านิยมของพวกเขาดอกหรือ ที่พวกเขาประนามว่าเป็นผู้ทำลายทุกสิ่งและเป็นโจรนั่นแหละ อันที่จริงก็คือผู้สร้างสรรค์ละ
             ๙.๙ผู้สร้างสรรค์ย่อมต้องการผู้ร่วมงานที่มีชีวิตไม่ใช่ต้องการซากศพ ไม่ต้องการฝูงแกะหรือผู้มีศรัทธา หากต้องการผู้ร่วมมือสร้างสรรค์ ผู้ที่จะช่วยกันจารึกคุณค่าใหม่ ๆ ลงบนศิลาแผ่นใหม่


             ฝูงแกะ - พระเยซูเปรียบเทียบคริสตชนเป็นฝูงแกะ และพระองค์เป็นเจ้าของฝูงแกะ นิตเช่ต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่าสาวกนิตเช่ที่ต้องการมิใช่ผู้ตาม แต่ทุกคนจะต้องเป็นผู้นำ เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ เป็นผู้เดินทางร่วมกันไปสู่สภาวะอภิมนุษย์
             ศิลาแผ่นใหม่ - คัมภีร์ไบเบิลเล่าว่าพระเจ้าได้ทรงจารึกพระบัญญัติลงบนแผ่นศิลาให้นำประกาศแก่มวลชน นิตเช่คิดว่าบัญญัติเหล่านั้นล้าสมัยเสียแล้ว นิตเช่ต้องการให้เลิกล้มเสียแล้วเขียนบัญญัติกันใหม่ทั้งหมด นิตเช่จึงต้องการศิลาแผ่นใหม่ไม่ใช่แก้ไขหรือลบของเก่าแล้วเขียนอักษรใหม่บนศิลาแผ่นเก่า หากแต่ต้องการเขียนอักษรใหม่บนศิลาแผ่นใหม่เลยเสียทีเดียว บัญญัตซึ่งนิตเช่คิดว่าเป็นบัญญัติใหม่ถอดด้ามของตนเองก็คือว่า แต่ละคนจะต้องแสวงหาทางของตน แต่ละคนจะต้องสร้างความเป็นอภิมนุษย์ในตัวเองและโดยตนเอง

             
๙.๑๐ ผู้สร้างสรรค์ย่อมต้องการเพื่อนร่วมกิจการเพื่อช่วยกันเก็บเกี่ยว เพราะรอบ ๆ ตัวเขาพบข้าวสุกเหลืองอร่ามพร้อมให้เก็บเกี่ยวได้ ควรมีสัก ๑๐๐ มือเคียวช่วยกันเก็บเกี่ยว เขาทึ้งรวงข้าวขึ้นมาได้กำหนึ่งแล้วขว้างลงดินอย่างคนอารมณ์เสีย

             นิตเช่เลียนสำนวนพระเยซูว่า ข้าวในนาสุกมาก แต่ผู้เก็บเกี่ยวมีน้อยซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงต้องการสาวกสำหรับช่วยเผยแพร่คำสอนของพระองค์อีกจำนวนมาก นิตเช่คิดว่าตนก็ต้องการในทำนองเดียวกัน

             
๙.๑๑ ผู้สร้างสรรค์ย่อมต้องการเพื่อนร่วมกิจการที่รู้จักลับเคียวให้คมกริบ ซึ่งจะได้ชื่อว่าผู้ทำลายล้างความดีและความชั่ว พวกเขาจะขะมักเขม้นเก็บเกี่ยว ต่อจากนั้นก็จะได้พักผ่อน

             นิตเช่คิดว่าคำสอนของตนอยู่เหนือคำสอนของพระเยซูและศาสดาทั้งหลายที่เคยมีมา ศาสดาเหล่านั้นสอนศีลธรรมอันเป็นหลักเกณฑ์ตัดสินความดีความชั่ว แต่นิตเช่ถือว่าคำสอนของตนนั้นอยู่โพ้นขอบเขตของความดีและความชั่ว เป็นหลักธรรมอันจะทำให้มนุษย์มุ่งไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์ จึงต้องถอนรากถอนเหง้าความเชื่อถือและความยึดมั่นในหลักการตายตัวลงเสีย ผู้จะช่วยทำเช่นนีได้ก็ต้องมีลิ้นคมกริบเหมือนเคียวที่หมั่นลับอยู่เสมอ
             พักผ่อน - ตายแล้วทุกอย่างก็จบสิ้น ไม่ต้องกังวลถึงความทุกข์หรือความสุขให้ยุ่งยากใจอีกต่อไป จะเหลืออยู่สิ่งเดียวคือพลังดิ้นรนแห่งเอกภพ ซึ่งนิตเช่เรียกว่าเจตจำนงที่จะมีอำนาจ

             
๙.๑๒ พระซาราทุสตราย่อมทรงต้องการเพื่อนร่วมสร้างสรรค์ เพื่อนร่วมเก็บเกี่ยว และเพื่อนร่วมพักผ่อน คนเลี้ยงแกะก็ดี ฝูงแกะก็ดี ซากศพก็ดี ไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไรได้

             นิตเช่ไม่ต้องการตั้งตัวเป็นศาสดา จึงไม่ต้องการมีสาวกอย่างพระเยซูและศาสดาทั้งหลาย นิตเช่ต้องการเพื่อนร่วมความคิดไม่มีใครเป็นใหญ่กว่ากัน นิตเช่จึงถากถางเยาะเย้ยสำนวนของชาวคริสต์เรื่องคนเลี้ยงแกะ(คณะสงฆ์) ฝูงแกะ(สัตบุรุษ) และการที่ชาวคริสต์ทะนุถนอมศพโดยการปลงศพอย่างสง่าด้วยพิธีรีตอง นิตเช่ถือว่าไร้สาระทั้งสิ้น

             
๙.๑๓ เจ้าเพื่อนยากคนแรกของข้าเอ๋ย จงพักผ่อนให้สบายเถิด ข้าได้ฝังเจ้าไว้ในโพรงไม้ที่ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าหมาป่าจะมารบกวนเจ้าได้
             ๙.๑๔ ถึงเวลาแล้วนะที่ข้าจำต้องทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ ระหว่างพลบค่ำกับรุ่งอรุณที่ผ่านมานี้ ข้าได้ความคิดใหม่แล้ว
             ๙.๑๕ ข้าจะไม่ทำตัวเป็นคนเลี้ยงแกะ และไม่ทำตัวเป็นสัปเหร่ออีกต่อไป ทั้งจะไม่ปราศรัยต่อหน้าฝูงชนอีกต่อไปด้วย ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเถอะสำหรับการพูดกับคนตาย
             ๙.๑๖ ข้าจะรวบรวมผู้สร้างสรรค์ และผู้จะเก็บเกี่ยว และผู้จะพักผ่อนหลังเสร็จธุระ ข้าจะชี้ให้พวกเขาดูสายรุ้งในท้องนภา และชี้แจงให้พวกเขาตระหนักถึงขั้นตอนที่จะก้าวไปสู่การเป็นอภิมนุษย์
             ๙.๑๗ ข้าจะกล่อมใจผู้แยกตัวจากสังคมเพื่ออยู่คนเดียวหรือสองคน ใครที่อยากฟังเรื่องแหวกแนว ข้าจะกรอกความสุขใจของข้าสู่หัวใจของเขา
             ๙.๑๘ ข้าจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายของข้า ข้าจะกระโดดข้ามคนงุ่มง่ามพะว้าพะวง การเดินหน้าของข้าจะทำให้พวกนี้ตกเชือกไปตาม ๆ กัน


           นิิตเช่ต้องการออกแถลงการณ์โดยอาศัยซาราทุสตราเป็นกระบอกเสียงว่า อภิมนุษย์นอกจากจะเป็นผู้เห็นแจ้งและเดินตามสัจธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังจะต้องสามารถชนะและขจัดทุกคนที่กีดขวางทางของตนได้ด้วย เรื่องนี้นิตเช่ให้ซาราทุสตราเรียนรู้จากการได้เข้าหาประสบการณ์ในหมู่มนุษย์
           ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไปซาราทุสตราของนิตเช่จะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ ผู้จะตั้งหน้าอบรมศิษย์ด้วยศีลธรรมแห่งอภิมนุษย์ซึ่งสูงกว่าศีลธรรมแบบนายและศีลธรรมแบบทาสตามลำดับ ซาราทุสตราจะจ้ำจี้จ้ำไชชี้บ่มอบรมลูกศิษย์ให้ตระหนักว่าศีลธรรมทั้งแบบนายและแบบทาสนั้นยังไม่เพียงพอ ยังต้องพัฒนากันต่อไปด้วยการตรึกตรองให้ถ่องแท้และเห็นแจ้งด้วยอัชฌัตติกญาณของตนเอง อภิมนุษย์คือผู้เป็นศาสดาของตนเอง คำสอนของซาราทุสตราเป็นเพียงคำกระตุ้นใจและชี้แนะเท่านั้น (
อัชฌัตติก- ว. ภายใน, เฉพาะตัว, เช่น อัชฌัตติกปัญญา [ป.] ) 


 

 





๑๐
 

 ๑๐.๑ ซาราทุสตราคำนึงในพระทัยดังนี้แล้ว พระอาทิตย์ก็ขึ้นตรงเหนือเศียรพอดี นกตัวหนึ่งร้องเสียงแหลมเบื้องบน พระซาราทุสตราทรงแหงนพระพักตร์ทอดพระเนตรหาเจ้าของเสียง นกอินทรีตัวหนึ่งบินวนเป็นวงกว้างในห้วงนภากาศ งูตัวหนึ่งห้อยหัวลงมา ไม่มีอาการว่าเป็นเหยื่อ แต่เป็นเพื่อนกัน เพราะงูพันรอบคอนก
             ๑๐.๒ "เจ้าสัตว์เพื่อนยากของเราน่ะเอง" พระซาราทุสตราตรัสด้วยพระทัยร่าเริง
             ๑๐.๓ "เจ้าสัตว์ที่มีสง่าราศรีที่สุดภายใต้ดวงอาทิตย์ มันมาสำรวจน่ะเองแหละ"
             ๑๐.๔ "มันมาสำรวจดูว่าซาราทุสตรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เอ ! แล้วเรายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่านะนี่?"


              ซาราทุสตราเริ่มสงสับว่าการแทรกตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ในสังคมเป็นสิ่งพึงกระทำหรือไม่สำหรับผู้บรรลุความเป็นอภิมนุษย์แล้ว ซาราทุสตราเริ่มรู้สึกว่าการแทรกตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ในสังคม ทำให้ความเป็นอภิมนุษย์ของตนลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนถึงกับสงสัยว่ายังมีอยู่ในตัวอีกหรือไม่
             นิตเช่เองรู้สึกตัวว่าไม่อาจบรรลุถึงความเป็นอภิมนุษย์ที่ตนปรารถนา คงจะรู้สึกอยู่ในใจว่าเป็นเพราะมัวยุ่งเกี่ยวกับสังคมมนุษย์นั่นเองทำให้เสียสมาธิและทำให้เสียพลังอัชฌัตติกญาณ และตนเองก็อดยุ่งเกี่ยวไม่ได้เสียด้วย

             
๑๐.๕ เมื่อทรงคำนึงอย่างนี้แล้วก็ทรงระลึกได้ถึงคำพูดของฤษีในป่า ทรงถอนพระทัยและทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า
             ๑๐.๖ "ขอให้ตัวเราฉลาดกว่านี้ ขอให้ตัวเราฉลาดสมบูรณ์เหมือนเจ้างูของเรา"
             ๑๐.๗ "แต่อธิษฐานอย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้แน่ เราจะขออธิษฐานเสียใหม่เช่นนี้ว่า ขอให้ความเป็นตัวของตัวเองอยู่ควบคู่กับปรีชาญาณในตัวเรา
             ๑๐.๘ "และหากเมื่อใดก็ตามที่ปรีชาญาณหลุดลอยไปจากตัวเรา ซึ่งก็น่าเสียดายที่มันชอบบินหนีไปเสียด้วยซี ในสภาพเช่นนั้นก็ขอให้ความเป็นตัวของตัวเองหนีให้พ้นความโง่ของเราเถิด อย่าร่วมวงไพบูลย์กันเลย"


             ความเป็นตัวของตัวเอง - มีนกอินทรีเป็นสัญญลักษณ์ เช่นเดียวกับปรีชาญาณมีงูเป็นสัญญลักษณ์ อภิมนุษย์ต้องมีคุณสมบัติทั้ง ๒ อย่างอย่างสมบูรณ์ และซาราทุสตราก็มีสมบูรณ์ทั้งสองอย่าง ขณะที่ถือสันโดษบนยอดเขา สัตว์ทั้งสองจึงอยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา ครั้นลงมาแทรกตัวในหมู่มนุษย์ คุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้ก็ค่อย ๆ หายไปจากตัวซาราทุสตรา เหมือนกับสัตว์ ๒ ตัวนั้นหายไป นาน ๆ จึงจะกลับมาเยี่ยมกรายให้เห็นสักประเดี๋ยวหนึ่ง
              แต่พระซาราทุสตราก็เหมือนกับนิตเช่คือจมไม่ลง หรือถอนตัวไม่ขึ้น ซาราทุสตรามุมานะจะสอนมนุษย์ ยิ่งสอนก็ยิ่งเสื่อมถอยจากปรีชาญาณและความเป็นตัวของตัวเองเข้าทุกที นิตเช่เองรู้สึกเช่นนั้น ซาราทุสตราจึงมิได้เป็นศาสดาที่สำคัญมากนัก นิตเช่จึงสรุปชะตากรรมของซาราทุสตราไว้ในประโยคสุดท้ายของคำนำนี้ว่า

             
๑๐.๙ และดั่งนี้ พระซาราทุสตราก็ทรงเริ่มเสื่อมลง ( จากความเป็นอภิมนุษย์ ) 

 


 

 



บันทึกท้ายเล่ม
 


                ซาราทุสตราแบ่งออกเป็น ๔ ภาค ภาคแรกมี ๒๒ กัณฑ์ ภาคสองมี ๒๒ กัณฑ์ ภาคสามมี ๑๖ กัณฑ์ ภาคสี่มี ๒๐ กัณฑ์ รวมทั้งหมดเป็น ๘๐ กัณฑ์ด้วยกัน

ภาคแรกมี ๒๒ กัณฑ์ มีชื่อกัณฑ์ดังต่อไปนี้
(ก.คำนำ คือเนื้อเรื่องที่จบในเล่มนี้)
 

  • ว่าด้วยการแปลง ๓ ร่าง
  • ว่าด้วยเก้าอี้คุณธรรม
  • ว่าด้วยผู้เห็นโลกหน้า
  • ว่าด้วยผู้เหยียดหยามร่างกาย
  • ว่าด้วยความอยากสุขและทุกข์
  • ว่าด้วยอาชญากรขี้ขลาดตาขาว
  • ว่าด้วยการอ่านและการเขียน
  • ว่าด้วยต้นไม้บนภูเขา
  • ว่าด้วยนักเทศน์เรื่องความตาย
  • ว่าด้วยสงครามและผู้กระหายสงคราม
  • ว่าด้วยเทวรูปใหม่
  • ว่าด้วยแมลงวันในตลาดสด
  • ว่าด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
  • ว่าด้วยเพื่อน
  • ว่าด้วยเป้าหมายร้อยแปด
  • ว่าด้วยความรักเพื่อนมนุษย์
  • ว่าด้วยวิถีของผู้สร้าง
  • ว่าด้วยสาวแก่แม่ม่าย
  • ว่าด้วยงูพิษกัด
  • ว่าด้วยทารกแลวิวาห์
  • ว่าด้วยความตายอาสา
  • ว่าด้วยทานธรรม 

ภาคสองมี ๒๒ กัณฑ์ มีชื่อกัณฑ์ดังต่อไปนี้

  • เด็กถือกระจกเงา ณ เกาะมหาโชค
  • ว่าด้วยผู้มีเมตตาจิต
  • ว่าด้วยคณะสงฆ์
  • ว่าด้วยผู้ทรงคุณธรรม
  • ว่าด้วยฝูงชน
  • ว่าด้วยแมงมุมพิษ
  • ว่าด้วยนักปราชญ์มีชื่อ
  • เพลงกลางคืน
  • เพลงลีลาศ
  • เพลงฌาปนะ
  • ว่าด้วยการชนะตน
  • ว่าด้วยผู้มีจิตใจสูง
  • ว่าด้วยแดนวัฒนธรรม
  • ว่าด้วยความรู้ที่ไร้มลทิน
  • ว่าด้วยผู้คงแก่เรียน
  • ว่าด้วยกวี
  • ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญ
  • ว่าด้วยศาสดาพยากรณ์
  • ว่าด้วยการไถ่บาป
  • ว่าด้วยความเฉลียวฉลาดของมนุษย์
  • ว่าด้วยเวลาที่สงัดที่สุด 

ภาคสามมี ๑๖ กัณฑ์ มีชื่อกัณฑ์ดังต่อไปนี้ 

  • คนเดินทาง
  • ว่าด้วยการเห็นและปริศนา
  • ว่าด้วยโชคที่ไม่พึงปรารถนา
  • ก่อนรุ่งอรุณ
  • ว่าด้วยคุณธรรมที่ทำให้ตกต่ำ
  • บนภูเขามะกอก
  • ว่าด้วยการผ่าน
  • ว่าด้วยผู้ถูกคว่ำบาตร
  • การกลับถิ่นฐาน
  • ว่าด้วยความชั่วร้าย ๓ อย่าง
  • ว่าด้วยจิตใจที่หนักแน่น
  • ว่าด้วยตารางเก่าและใหม่
  • ผู้ฟื้นไข้
  • ว่าด้วยความคิดถึงยิ่งใหญ่
  • เพลงเต้นรำอีกบทหนึ่ง
  • ตรา ๗ ดวง 

ภาคสี่มี ๒๐ กัณฑ์ มีชื่อกัณฑ์ดังต่อไปนี้ 

  • ถวายบูชาด้วยน้ำผึ้ง
  • เสียงร้องขอความช่วยเหลือ
  • สนทนากับบรรดากษัตริย์
  • ปลิง
  • หมอเสน่ห์
  • พร้อมบริการ
  • คนน่าเกลียดที่สุด
  • ขอทานสมัครใจ
  • เงา
  • เที่ยง
  • ทักทาย
  • อาหารมื้อค่ำ
  • ว่าด้วยมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี
  • เพลงโศก
  • ว่าด้วยความรู้
  • ที่บ้านเหล่าหญิงสาวในทะเลทราย
  • การตื่น
  • สมโภชลาโง่
  • เพลงขี้เมา
  • ลาง 


 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน