• thitimedia
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thitimedia@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-30
  • จำนวนเรื่อง : 403
  • จำนวนผู้ชม : 2195057
  • จำนวนผู้โหวต : 1395
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1395 คน
<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน 2554
Posted by thitimedia , ผู้อ่าน : 5141 , 20:50:26 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน thitimedia โหวตเรื่องนี้


หยุดโลก : บทเรียนจากดอนฮวน

THE JOUNEY TO IXTLAN :
LESSONS OF DON JUAN 
ผู้แต่ง :Carlos Castaneda ๑๙๗๑
ผู้แปล : พยับแดด ๒๕๒๖



CARLOS CASTANEDA

ขออภัยด้วย ครับ ที่ ลง ภาพประกอบ เพียงแค่นี้ ครับ




 เกือบยี่สิบปีมาแล้ว เพื่อนที่เคยติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนานหลายปี ได้ยุติความสัมพันธ์กับผมไปอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ

              เมื่อคิดทบทวนไตร่ตรองในภายหลัง เหตุผลอาจเป็นเพราะเธอคงเบื่อหน่ายเต็มทีที่ผมเวียนวนอยู่แต่ใน 'โลกของความคิด' ซ้ำซากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แถมยังคิดว่ารู้อะไร ๆมากกว่าคนอื่น วัน ๆ เฝ้าประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำหรู ๆ สร้างภาพสาไถยโอ้อวดอัตตาตัวเอง โดยไม่ยอมลงมือกระทำอะไรให้เป็นรูปธรรมเสียที
 

            ก่อนจะจบสิ้นความสัมพันธ์อันมีมายาวนานนั้น เธอส่งหนังสือเล่มหนึ่งให้ผมเป็นอนุสรณ์ชิ้นสุดท้ายและบอกเพียงว่าเอาไว้อ่านสนุก ๆ ซึ่งผมต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าที่จะตระหนักว่า เธอได้ 'แนะท่า' ในการ 'หยุดโลก' ให้ผมแล้ว และการที่ผมจะเข้าถึงมันได้ผมจำต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ก้าวเข้ามาอยู่ใน 'โลกของการกระทำ' เสียก่อน

              มีบางสิ่งที่จิตใจอันซึมเซาไม่อาจมองเห็นหรือเข้าใจได้ผ่านความรู้จากการจดจำหรือการนึกคิดไตร่ตรองด้วยตรรกะ ก่อนหน้านั้นผมมักรู้สึกขุ่นเคืองท่านอาจารย์กัมมัฏฐานที่ตอกย้ำผมครั้งแล้วครั้งเล่า " 'จิต' ของคุณมัน 'โง่' มันถึงไม่ยอมเห็นอะไรเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เล่าเรียนเขียนอ่านมามากน้อยแค่ไหน นั่นไม่สำคัญ มันเป็นเพียงความรู้ของโลกภายนอกที่จำมาเท่านั้น แต่จิตของคุณมันยัง 'โง่' อยู่นั่นเอง " ตอนนั้นผมไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดมันหมายถึงอะไร ผมจึงได้แต่รู้สึกขุ่นข้องเก็บกดเอาไว้ในใจเรื่อยมา
 

            แน่นอน หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ Best Seller ที่จริงมันอยู่ในหมวดหนังสือประเภท'ขายไม่ออก' ด้วยซ้ำ เพราะครั้งหลังเมื่อพบในร้านขายหนังสือเก่า ผมเจอมันซ้อนอยู่กับพื้นตั้งใหญ่ ผมซื้อเก็บเอาไว้หลายเล่ม คิดว่าวันหนึ่งอาจจะได้แบ่งปันให้เพื่อนคนอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ผมเคยได้รับจากเพื่อนผู้เป็นเสมือนครูคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คาดหวังให้ใครจะเข้าใจ เข้าถึง หรือสนุก กับมันแค่ไหน เพราะเนื้อหาของมันเป็นเรื่องของการลงมือกระทำ ที่ต้อง "ประจักษ์" ด้วยตัวเอง แต่สำหรับผู้ที่เคยผ่านวิถีแห่งการแสวงหามาบ้างสักครั้งในชีวิต ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีพลังที่คมชัดที่จะเปิดประตูการรับรู้อย่างใหม่ขึ้นมาได้หากจิตของเราเปิดกว้างพอ 

            บางส่วนในคำนำของหนังสือของ คาสตาเนด้า ในภาคภาษาไทยเล่มถัดมาชื่อว่า "วิถีแห่งพลัง" แปลโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์ พาดพิงถึงหนังสือ "หยุดโลก" เอาไว้ว่า

               
 "......งานเขียนของคาสตาเนด้า ๒ เล่มแรก ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ที่เขาทำส่งให้มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียจนได้รับปริญญาเอกในสาขามานุษยวิทยานั้น เน้นความสำคัญของประสบการณ์ที่ได้มาจากการเสพสมุนไพรหลอนจิตของอินเดียนแดง ตัวคาสตาเนด้าเองนั้นก็เข้าใจผิดคิดว่าสมุนไพรหลอนจิตคือแก่นสำคัญในการเข้าโลกของหมอผี ในภายหลังเขาได้มาทำความเข้าใจกับคำสอนของดอนฮวนใหม่ และตระหนักว่าสมุนไพรหลอนจิตเป็นเพียงแค่อุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งของดอนฮวนเท่านั้น หาใช่หัวใจหลักไม่ คาสตาเนด้าจึงเขียนหนังสือขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง เป็นเล่มที่ ๓ เพื่อแก้ความเข้าใจผิดนี้เสียใหม่ นั่นคืองานเขียนอันลือลั่นเรื่อง Journey to Ixtlan:/ Lesson of Don Juan ซึ่ง "พยับแดด" แปลไว้เป็นภาษาไทยในชื่อ หยุดโลก : บทเรียนจากดอนฮวน (ดังนั้น ในกรณีของคาสตาเนด้า ความจริงที่น่าขบขัน ทว่าสอดรับกับสภาพการณ์ของตัวเขาก็คือ คุณวุฒิทางความรู้ของโลกตะวันตกระดับสูงสุดที่เขาได้รับคือปริญญาเอกนั้น มีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจผิด...)" 

            หนังสือเล่มหลังนี้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมในรายละเอียดเกี่ยวกับวิถีแห่งพลังและขยายขอบเขตความเข้าใจในการรับรู้ให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง จากขั้นตอนการแตกทำลายความจริงขั้นสมมุติหรือคำบรรยายโลกในระบบภาษาของหมอผีและ "เห็น" ถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ใน "หยุดโลก" มาสู่การผนวกสิ่งทั้งสองเข้าด้วยกันด้วยปัญญาความรู้แจ้งอันเป็นความจริงขั้นอริยสัจจะ

            แต่อย่างไรก็ดี สำหรับตัวผมแล้ว "หยุดโลก" ก็ยังนับเป็นหนังสือที่มีคุณูปการอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมเองอยู่เสมอ

            ความจริงแท้นั้นเป็นสากล ไม่ว่ามันจะถูกปิดทับไว้ด้วยชื่อเรียกตามบัญญัติภาษา จารีตประเพณี หรือลัทธิศาสนาใด ๆ ต่อเมื่อใดที่ "เห็น" เนื้อแท้ของมันแล้วก็ไม่มีอะไรต่างกัน เว้นเสียแต่เราจะถูกครอบงำและยึดมั่นอยู่กับ"คำอธิบายโลก" ของแต่ละสังคมวัฒนธรรมเท่านั้น
 

 


 


คำนำเสนอ

            ในปี ๑๙๖๑ นักมานุษยวิทยาหนุ่ม คาร์ลอสคาสตาเนด้า จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ได้เดินทางไปยังชุมชนของชาวอินเดียนแดงในทะเลทรายทางภาคใต้แถวมณฑลอะริโซน่าของอเมริกาและมลรัฐโซโนร่าของเม็กซิโกเพื่อหาข้อมูลสำหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ในหัวข้อที่เกี่ยวกับสมุนไพร
             สมุนไพรที่คาสตาเนด้าสนใจเป็นพิเศษคือปุ่มของกระบองเพชรชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกว่าเปโยติ ต้นกระบองเพชรชนิดนี้เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะเป็นยาหลอนประสาททำให้เมา และเป็นที่เชื่อกันในหมู่ของชาวอินเดียนแดงว่าขณะที่เมาเปโยตินั้น ประตูแห่งการรับรู้ชนิดใหม่จะเปิดออก ทำให้ผู้เสพก้าวเข้าสู่ความหลุดพ้น ดังนั้นเปโยติจึงเป็นสมุนไพรที่จะมาเปิดประตูเพื่อเข้าสู่การตรัสรู้
              ชาวอินเดียนแดงพากันปกปิดสมุนไพรชนิดนี้ไว้เป็นความลับ บางกลุ่มถึงกับนับถือว่าเปโยติเป็นเทพเจ้า และเรียกตัวเองว่าผู้ถือลัทธิเปโยติ

             คาสตาเนด้าพยายามเสาะหาผู้ที่อาจให้ข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้ ในที่สุดเขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับบรูโจ หรือหมอผี หมอเวทมนตร์หรือผู้รู้แจ้งชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคี(Yaqui)คนหนึ่ง ในตอนหลังคาสตาเนด้าเรียกชายแก่อายุประมาณ ๗๐ ปีคนนี้โดยชื่อสมมุติว่าดอนฮวน (Don Juan - Don เป็นคำนำหน้าชื่อเพื่อแสดงความเคารพนับถือในภาษาสเปน)
             ดอนฮวนอยู่ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัว มีชีวิตค่อนข้างลึกลับแม้แต่กับชาวอินเดียนแดงด้วยกันเอง เป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเกียวกับสมุนไพร และเป็นบรูโจคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนในถิ่นทะเลทรายแถบนั้น

             เมื่อพบกับดอนฮวนเป็นครั้งแรก คาสตาเนด้าคุยเขื่องในเรื่องของสมุนไพรที่ได้เล่าเรียนมาในมหาวิทยาลัย แต่ต้องหุบปากลงโดยฉับพลันจากการมองของชายแก่คู่สนทนา การจ้องมองของดอนฮวนทำให้ความคิดอันมีเล่ห์เหลี่ยมของคาสตาเนด้าหยุดลง
              จากประสบการณ์ที่ประหลาดมากนี้เอง ที่ทำให้คาสตาเนด้ากลับมาดอนฮวนอีก และการมาพบในครั้งหลัง ๆ ยิ่งทำให้คาสตาเนด้าประทับใจในบุคลิก ความรอบรู้และความเป็นอยู่ของดอนฮวนมากยิ่งขึ้น ในที่สุดคาสตาเนด้าถึงกับยอมเป็นศิษย์ฝึกฝนเพื่อจะเป็นหมอผีภายใต้การแนะนำของดอนฮวนโดยแทบจะลืมจุดมุ่งหมายเดิมคือมาหาข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรหมดสิ้น คาสตาเนด้าจึงเป็นคนผิวขาวคนแรกที่ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์อันลึกลับนี้ และนั่นย่อมหมายถึงการต่อสู้เพื่อเปรียบเทียบคุณค่าอารยธรรมตะวันตกกับอารยธรรมแห่งการตรัสรู้ของคนผิวเหลืองชาวอินเดียนแดง ที่ถูกฝ่ายแรกเหยียบย่ำทำลายอีกด้วย

             บทบาทและวิธีการที่ดอนฮวนนำมาใช้เพื่อฝึกฝนคาสตาเนด้าน่าสนใจมาก คาสตาเนด้าต้องเสพสมุนไพรสวงจิตแล้วมองเห็นโลกในอีกลักษณะหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อทำลายทัศนะเดิมที่เขามีต่อโลก เขาต้องเร่ร่อนไปในทะเลทรายกับดอนฮวน ทำกับดักสัตว์ พบกับสิ่งลึกลับ เอาตัวเป็นเหยื่อล่อสิงโตทะเลทราย เผชิญกับสิ่งที่เขาไม่รู้มาก่อน ฯลฯ
              ดอนฮวนทำให้เกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อสอนคาสตาเนด้าให้เป็นหมอผี คาสตาเนด้าฝึกฝนอยู่ใต้การแนะนำของดอนฮวนเป็นเวลา ๑๐ ปี และเขาได้เขียนหนังสือต่อเนื่องกันออกมา ๓ เล่ม เรียบเรียงขึ้นจากบันทึกที่เขาจดเอาไว้ตลอดเวลาที่เร่ร่อนไปกับดอนฮวน สองเล่มแรกเป็นรายงานที่เกี่ยวกับกับประสบการณ์ในการเสพสมุนไพรลวงจิต หนังสือเล่มที่สามเป็นคำสอนของดอนฮวนเกี่ยวกับการ "หยุดโลก" คาสตาเนด้าเขียนหนังสือออกมาอีกสองเล่มหลังจากนั้นซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ "เห็น" เป็นประสบการณ์ของคาสตาเนด้าเองหลังจากจบการฝึกฝนตามวิธีการของดอนฮวนแล้ว

             วิทยานิพนธ์อันประกอบกันเข้าเป็นหนังสือสามเล่มแรกที่เสนอต่อมหาวิทยาลัยลอสแอนเจลิส ทำให้คาสตาเนด้าได้รับปริญญาเอกในสาขาวิชามานุษยวิทยา และเมื่อพิมพ์ออกมาเป็นเล่มก็ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะที่เป็นหนังสือคู่มือที่อาจนำมาใช้สอบสวน เรียนรู้และทำความเข้าใจโลกและชีวิต โดยเฉพาะหนังสือเล่มที่สามซึ่งคาสตาเนด้าได้แก้ไขความเข้าใจผิดที่ได้เสนอไว้ในหนังสือสองเล่มแรก หนังสือเล่มที่สามถือว่าเป็นสรุปคำสอนที่ถูกต้องที่สุดของ ดอนฮวน และเรื่องราวที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นคำแปลจากหนังสือเล่มนี้

             ข้าพเจ้าเพียรแปลเรื่องนี้ขึ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีสาระ นักศึกษารุ่นใหญ่ทางพุทธศาสนาหลายท่านบอกว่าดอนฮวนพูดเหมือนกับพระอาจารย์เซ็นบางรูปในประเทศจีนและญี่ปุ่น เมื่อได้อ่านเรื่องนี้โดยตลอดแล้วย่อมจะเห็นจริงกับคำกล่าวนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นชวนให้น่าติดตาม ไม่น่าเบื่อเหมือนกับหนังสือปรัชญาและศาสนาโดยทั่วไป สิ่งที่ดอนฮวนทำขึ้นเพื่อหลอกล่อให้คาสตาเนด้าเรียนรู้ในสิ่งใหม่นั้นน่าตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา และเรื่องนี้อาจจะมองในฐานะที่เป็นคำสอนที่นำไปสู่สภาวะรู้แจ้งอันสูงสุดในชีวิต เป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดลึกลับของผู้คนในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เป็นภาพสัญญลักขณ์เหนือจริงที่ต้องแปลความ หรือเป็นเรื่องธรรมชาติอ่านเอาสนุกสำหรับผู้ไม่ต้องการจะคิดมากอีกด้วย

             คำแปลที่ข้าพเจ้าเสนอออกมานี้ พยายามรักษาต้นฉบับเดิมให้ใกล้เคียงที่สุด มีคำหลายคำที่ฟังดูแปร่งหูไปบ้าง คำเหล่านี้ใช้ในระบบคำสอนในวิชาหมอผี เรื่องทั้งหมดนี้จริงเท่าที่คาสตาเนด้าจำได้และบันทึกเอาไว้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่คำพูดของดอนฮวนทั้งหมด ส่วนความผิดพลาดในคำแปลซึ่งคงมีอยู่มากเป็นความอ่อนภาษาของผู้แปลเองและหวังว่าผู้รู้จะกรุณาแจ้งให้ทราบ แต่โดยส่วนรวมของเรื่องทั้งหมดก็หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย

             
"พยับแดด" ๒๕๒๖ 


 




คำนำ
คาลอส คาสตาเนด้า




      ในวันเสาร์ที่ ๒๒ เมษายน ๑๙๗๑ ผมเดินทางไปยังมลรัฐโซโนร่า ประเทศเม็กซิโก เพื่อพบกับ ฮวน มาธุส หมอผีชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคี ผู้ซึ่งผมติดต่อเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่ปี ๑๙๖๑ ผมคาดว่าการมาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้ คงไม่แตกต่างจากการที่ผมมาพบกับแกนับสิบ ๆ ครั้ง ตลอดเวลาสิบปีที่ผมเป็นศิษย์ของหมอผีคนนี้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นและวันต่อ ๆ มามีความสำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับผม และในครั้งนี้เองที่การเป็นศิษย์ฝึกฝนที่จะเป็นหมอผีของผมสิ้นสุดลง นี่มิใช่การที่ผมผละไปโดยพลการ แต่เป็นการยุติสภาพความเป็นศิษย์ลงอย่างแท้จริง

              ผมได้เสนอเรื่องราวของผมในหนังสือสองเล่มก่อนหน้านี้ คือ :- คำสอนของดอนฮวน (The Teaching of Don Juan) และ โลกที่ต่างออกไป (A Separate Reality) ข้อสรุปเบื้องต้นของผมในหนังสือสองเล่มนี้คือ จุดที่เห็นได้ชัดในการเรียนรู้ที่จะเป็นหมอผี อยู่ตรงการตกอยู่ในสภาวะของความจริงอันมิใช่ความจริงอย่างธรรมดา ซึ่งทำให้เกิดขึ้นได้จากการเสพสมุนไพรลวงจิตบางชนิด ในข้อนี้ ดอนฮวน เป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรลวงจิต ๓ ชนิดคือ Datura Inoxia ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าหญ้าจิมสัน, Lophophora williamsi หรือเป็นที่รู้กันในนามเปโยติ, และเห็ดที่เสพเข้าไปแล้วเมาชนิดหนึ่งในตระกูล (genus) Phylocybe.

              ความรับรู้ต่อโลกอันเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้เสพสมุนไพรลวงจิตเหล่านี้ พิลึกพิลั่นมหัศจรรย์และประทับใจมาก จนผมต้องสรุปว่า สภาวจิตที่ตกอยู่ในอาการมึนเมาเช่นนั้นเป็นทางเดียวที่จะใช้สื่อสารและเรียนรู้ถึงสิ่งที่ดอนฮวนพยายามสอนผมอยู่
แต่ข้อสรุปข้างต้นของผมเป็นข้อสรุปที่ผิดพลาด ! และด้วยเจตนาในอันที่จะขจัดความเข้าใจผิดประการต่าง ๆ ที่มีในหนังสือที่ผมเขียนเกี่ยวกับดอนฮวน ผมจึงอยากจะทำให้ปัญหาบางประเด็นชัดแจ้งขึ้นมาในตอนนี้ เท่าที่ได้เสนอออกไปแล้ว

              ผมไม่เคยใช้ความพยายามที่จะยัดเยียดให้ดอนฮวนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมของแก ความจริงที่ดอนฮวนบอกว่าแกเป็นอินเดียนแดงเผ่ายาคี ก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้ในวิชาหมอผีเป็นที่รู้จักหรือฝึกฝนกันอยู่โดยทั่วไปในหมู่อินเดียนแดงเผ่ายาคีแต่อย่างใดทั้งสิ้น

              ส่วนคำสนทนาที่ผมแลดอนฮวนพูดคุยกัน ตลอดเวลาที่ผมฝึกฝนในเรื่องนี้ใช้ภาษาสเปน และเพราะเหตุที่ดอนฮวนพูดภาษานี้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ผมสามารถรับการถ่ายทอดคำอธิบายอันซับซ้อนในระบบความเชื่อของแกได้
                ผมตั้งชื่อการฝึกฝนชนิดนี้โดยกล่าวถึงระบบว่าเป็นหมอผี และกล่าวถึงดอนฮวนว่าเป็นหมอผีอีกเช่นกัน เพราะนี่เป็นการแยกระบบที่ดอนฮวนใช้อยู่
                ในเมื่อผมสามารถที่จะบันทึกเรื่องราวเกือบทั้งหมดที่ดอนฮวนพูด นับตั้งแต่สมัยแรกที่ผมเข้ามาเป็นศิษย์ รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่แกพูดในสมัยหลัง ผมจึงรวบรวมบันทึกทั้งหมดที่ได้จากสภาพที่เกิดขึ้นจริงไว้ได้อย่างมากมาย
                การที่จะเสนอบันทึกเหล่านี้ออกมาให้น่าอ่าน และในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งความน่าตื่นเต้นในคำสอนของดอนฮวน ผมจึงต้องลำดับเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แต่บันทึกส่วนที่ผมคัดออกไปนั้น ก็เชื่อได้ว่ามิใช่ข้อมูลที่ตรงกับหัวข้อที่ผมจะเสนอออกมา งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับดอนฮวนนี้ ผมก็จำกัดความพยายามของตัวเองเพียงการมองดอนฮวนในฐานะที่เป็นหมอผี และการที่จะได้มาซึ่ง สมาชิกภาพ ในความรู้ที่แกมีอยู่เท่านั้น สำหรับจุดมุ่งหมายในการเสนอข้อโต้แย้งของผมนั้น

              ผมจำต้องอธิบายแนวคิดพื้นฐานในวิชาหมอผีที่ดอนฮวนแสดงไว้กับผมเสียก่อนเป็นลำดับแรก ดอนฮวนบอกว่า สำหรับหมอผี โลกดังที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี้ หรือโลกที่อยู่ข้างนอก ไม่จริง ดังที่เราเคยเชื่อมาก่อน หมอผีเชื่อว่า สิ่งที่บอกว่าเป็น ความจริง หรือโลกที่เราทุกคนทราบกันดีนี้เป็นเพียง คำบรรยายโลก เท่านั้น
                เพื่อที่จะทำให้แนวคิดดังกล่าวน่าเชื่อขึ้นมา ดอนฮวนเพียรใช้ความพยายามเท่าที่มีมาโน้มน้าวให้ผมเห็นตามด้วยจริง ๆ ว่าสิ่งที่ผมยึดอยู่ในใจว่าที่เห็นอยู่นี้เป็นโลกนั้น เป็นเพียงคำบรรยายโลก และผมถูกขังไว้ด้วยคำบรรยายชนิดนี้นับตั้งแต่ผมเกิดทีเดียว
              ดอนฮวนชี้ให้เห็นว่า คนทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเด็กจะเป็นครูผู้มาพรรณนาโลกให้เด็กได้รับรู้ จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง เด็กก็จะรู้จักโลกในลักษณะที่ได้รับทราบจากคำบรรยายนั้น ดอนฮวนบอกว่า เราจำช่วงที่เรารับรู้อย่างประหลาดนั้นไม่ได้ เพราะว่าไม่มีใครเลยที่มีสิ่งที่นำมาอ้างเพื่อเปรียบเทียบระหว่างโลกที่รับรู้อยู่นั้นกับความจริงอย่างอื่นอีก นับตั้งแต่นั้น เด็กคนนั้นก็จะเป็น สมาชิก คนหนึ่งของโลก เด็กรู้จักคำบรรยายโลก และ สมาชิกภาพ ของเด็กจะเป็นไปอย่างเต็มที่ เมื่อเขาสามารถแปลความสิ่งที่รับรู้ได้อย่างเหมาะสมลงรอยกับคำบรรยายในสิ่งนั้นและสอดคล้องกับมันด้วย

              ดังนั้น สำหรับดอนฮวน ความจริงในชีวิตของเราในแต่ละวัน ประกอบด้วยกระแสไหลไปอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดของการแปลความสิ่งที่รับรู้ ซึ่งพวกเรา-เราแต่ละคนผู้มีส่วนใน สมาชิกภาพ อันนี้ได้เรียนรู้ที่จะแปลความออกมาในลักษณะเดียวกัน แนวคิดที่ว่า การแปลความสิ่งที่รับรู้ประกอบกันเข้าเป็นโลกนั้น ไหลต่อเนื่องเป็นกระแสก็สอดคล้องกับความจริงที่เกิดอยู่ คือ การแปลความเหล่านั้นดำเนินไปโดยไม่ถูกขัดจังหวะ และน้อยครั้งหรือเกือบจะไม่มีครั้งใดที่เราจะหยุดตั้งปัญหาเพื่อสอบสวนในเรื่องนี้ ความจริงแล้ว ความจริงของโลกอย่างที่เราทราบกัน เรายอมรับโดยไม่มีการใคร่ครวญว่าถูกต้องแล้ว จนทำให้แนวคิดพื้นฐานของหมอผีที่ว่า ความจริงอย่างของเราเป็นเพียงคำบรรยายโลกลักษณะหนึ่งเท่านั้นเกือบจะไม่ถูกนำมาวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงอย่างจริงจังแต่อย่างใด

             นับเป็นโชคดี เพราะในกรณีของการฝึกฝนที่จะเป็นหมอผีของผม ดอนฮวนไม่สนใจเลยว่าผมจะใส่ใจอย่างจริงจังในแนวคิดที่แกเสนอมาให้พิสูจน์ แต่แกรุดไปข้างหน้าเพื่อทำให้ปัญหาที่แกเสนอนั้นแจ่มแจ้งขึ้นมา แม้ว่าผมจะคัดค้าน แสดงความไม่เชื่อ หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่แกพูดออกมาเลย ดังนั้น ในฐานะที่เป็นครูในวิชาหมอผี ดอนฮวนเพียรพยายามบรรยายโลกในแนวใหม่ให้ผมได้รับรู้ นับตั้งแต่เราได้สนทนากันเป็นครั้งแรก
                 ความยุ่งยากของผมที่จะทำความเข้าใจแนวคิดและวิธีการของแกงอกเงยขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า คำบรรยายโลกแนวใหม่ของดอนฮวนแต่ละหน่วย แตกต่างและลงรอยกันไม่ได้เลยกับคำบรรยายเดิมที่ผมรู้จักดี คำยืนยันของดอนฮวนคือ แกสอนให้ผม "เห็น" ในลักษณะที่เป็นตรงกันข้ามกับ "การดู" อย่างธรรมดาได้อย่างไร และ "การหยุดโลก" เป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่ "การเห็น" ชนิดนั้น

              หลายปีทีเดียวที่ผมถือว่าแนวคิดเรื่อง "การหยุดโลก" เป็นเพียงคำอุปมาอุปไมยที่เป็นปริศนาเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรอย่างจริงจัง แต่เมื่อได้สนทนากันอย่างไม่มีพิธีรีตองในสมัยก่อนที่จะสิ้นสุดชีวิตการเป็นศิษย์ของผม ที่ผมรู้ชัดขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยมในขอบเขตและความสำคัญของเรื่องนี้ว่า มันเป็นแนวคิดหลักความรู้ในวิชาหมอผีของดอนฮวนทีเดียว ผมกับดอนฮวนพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ในลักษณะเป็นกันเองไม่มีขอบเขตรูปแบบของหัวข้อสนทนาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

              ผมเลยเล่าให้แกฟังถึงเรื่องราวของเพื่อนของผมคนหนึ่ง ที่มีปัญหาเกี่ยวกับลูกชายวัย ๙ ขวบของเขา เด็กคนนี้อยู่กับแม่ ๔ ปี ต่อมาย้ายมาอยู่กับเพื่อนคนนี้ ปัญหาอยู่ที่จะจัดการกับเด็กอย่างไรดี เท่าที่ได้รับทราบจากเพื่อน ลูกของเขาไม่เหมาะที่จะเข้าโรงเรียน เด็กขาดสมาธิในการเรียนและไม่สนใจในสิ่งใดทั้งสิ้น แกมีความประพฤติรุนแรงชอบทำลายและมักจะหนีออกจากบ้าน              
              "เพื่อนของคุณมีปัญหาจริง ๆแหละ" ดอนฮวน พูดพร้อมกับหัวเราะ
              ผมอยากจะเล่าถึงความประพฤติอัน "เลวร้าย"ของเด็กต่อไปอีก แต่ดอนฮวนพูดขัดขึ้นมา "ไม่จำเป็นที่จะมานินทาเด็กที่น่าสงสารคนนนั้นอีก" แกพูด "คุณและผม ไม่จำเป็นที่จะตัดสินการกระทำของแกในความคิดของเราว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้"
              ท่าทางของดอนฮวนเปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน และน้ำเสียงของแกหนักแน่น แต่ต่อมาแกยิ้ม
              "เพื่อนของผมจะทำอย่างไรล่ะ? ผมถาม
              "สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เพื่อนของคุณทำลงไปคือ บีบบังคับให้เด็กเห็นด้วยกับเขา" ดอนฮวนบอก
              "คุณหมายความว่าอย่างไร ดอนฮวน?"
              "ผมหมายถึงว่า เมื่อเด็กไม่ประพฤติตัวในลักษณะที่พ่อของแกต้องการ เขาก็ไม่ควรเฆี่ยนตีหรือทำให้เด็กหวาดกลัวขึ้นมา"             
               "แล้วเขาจะสอนลูกของเขาได้อย่างไร ถ้าเขาไม่เข้มงวดกับเด็ก?"
              "เพื่อนของคุณควรจะให้คนอื่นเฆี่ยนเด็ก"
              "เขาไม่ยอมให้ใครแตะต้องลูกชายของเขาหรอก!" ผมบอกและรู้สึกแปลกใจในคำแนะนำของแกมาก
              "เพื่อนของคุณไม่ใช่นักรบ" ดอนฮวนพูด "ถ้าเขาเป็นนักรบ เขาจะรู้ว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์ทำลงไป คือจัดการกับผู้อื่นทื่อ ๆ"
             "แล้วนักรบทำอย่างไรล่ะ?"
              "นักรบกระทำสิ่งต่าง ๆอย่างมียุทธวิธี"
              "ผมก็ยังไม่เข้าใจอีกนะแหละ"
              "ผมหมายถึงว่า ถ้าเพื่อนของคุณเป็นนักรบ เขาก็จะช่วยให้ลูกชายของเขา หยุดโลก เสีย"
              "เพื่อนของผมจะทำได้อย่างไรล่ะ?"
              "เขาจำเป็นต้องมีพลังส่วนตัว และต้องเป็นหมอผีด้วย"
              "แต่เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรเลย"
              "ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องใช้เครื่องมือธรรมดา ๆนี่เองมาช่วยทำให้ลูกชายของเขาเปลี่ยนแนวคิดที่แกมีต่อโลก มันไม่ใช่การ หยุดโลก แต่ผลที่ออกมาเหมือนกัน"

              ผมขอให้แกอธิบายข้อความที่กล่าวออกมา
              "ถ้าผมเป็นเพื่อนของคุณ" ดอนฮวนกล่าวแนะนำ "ผมจะเริ่มด้วยการไปว่าจ้างคนอีกคนหนึ่งมาตีเจ้าหนูนั่น ผมจะไปที่แหล่งมั่วสุมของคนจรจัด แล้วจ้างชายที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดเท่าที่ผมจะหาได้มาคนหนึ่ง"
              "มาทำให้เด็กกลัวหรือ?"
              "คุณน่ะโง่ ไม่เพียงมาทำให้เด็กกลัวเท่านั้น เจ้าหนูนั่นจะต้องถูกทำให้ หยุด และการที่พ่อของแกเฆี่ยนตีแก จะไม่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น -             
               "ถ้าคุณต้องการ หยุด เพื่อนมนุษย์ คุณต้องอยู่ภายนอกวงที่จะมาบีบพวกเขาเสมอไป หากทำเช่นนี้ คุณจะเป็นผู้กำกับว่าจะบีบอย่างไร"              
              ความคิดนี้วิตถารอยู่ไม่น้อย แต่ผมคิดว่าเป็นไปได้อยู่มาก ดอนฮวนเอามือซ้ายเท้าคาง ส่วนมือขวาที่วางอยู่บนลังไม้เตี้ย ๆ ที่ใช้เป็นโต๊ะนั้นยันอยู่กับอก แกหลับตาแต่ลูกตาของแกกลิ้งไปมา ผมรู้สึกเหมือนกับว่าแกกำลังมองผ่านหนังตามาทางผม ความคิดนี้ทำให้ผมกลัวขึ้นมา

              "บอกผมอีกต่อไปหน่อยว่าเพื่อนของผมจะทำอย่างไรกับลูกชายของเขาอีก?"
              "บอกให้เขาไปที่ย่านของคนจรจัด แล้วสรรหาชายที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดมาให้ได้คนหนึ่ง" แกบอก "บอกเพื่อนของคุณด้วยว่า เลือกเอาคนมี่หนุ่มหน่อย คนที่ยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่บ้าง"
              ต่อมาดอนฮวนคิดวางแผนการณ์ที่แปลกประหลาดมากขึ้นมา ผมต้องแนะนำเพื่อนของผมว่า เขาต้องให้ชายคนนั้นแกะรอยตามเขาไปหรือคอยเขาอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งตอนที่เขากับลูกชายเดินไปด้วยกัน ชายคนนั้นจะต้องแสดงบทบาทที่เตรียมไว้แล้วเป็นการล่วงหน้าที่จะแก้ความประพฤติไม่ดีของเด็ก คือต้องกระโดดออกมาจากที่ซ่อน ฉวยเอาตัวเด็กมาแล้วตีอย่างไม่ไว้หน้า
              "หลังจากที่ชายคนนั้นทำให้เด็กตกใจมากแล้ว เพื่อนของคุณต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อปลอบให้เด็กมีความมั่นใจเหมือนเดิม ถ้าเพื่อนของคุณทำอย่างนี้สัก ๓-๔ ครั้ง ผมมั่นใจให้คำมั่นใจกับคุณได้เลยว่า เด็กจะรู้สึกต่อทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แกจะเปลี่ยนแปลงทัศนะเดิม ๆที่แกมีต่อโลก"
              "ถ้าความตกใจทำให้เด็กเสียไปเลยล่ะ?"
              "ความตกใจไม่เคยทำอันตรายใคร สิ่งที่มาทำอันตรายวิญญาณคือ การยอมให้ผู้อื่นเกาะแน่นอยู่บนหลังไม่ยอมลง แล้วเฆี่ยนตีหรือสั่งการให้คุณทำสิ่งนั้น อย่าทำสิ่งนี้
              "เมื่อเด็กระงับสติอารมณ์ได้แล้ว คุณต้องแนะให้เพื่อนของคุณทำอีกสิ่งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เขาต้องหาทางไปที่ศพของเด็ก อาจจะเป็นที่โรงพยาบาลหรือที่คลีนิคของหมอ เขาต้องพาลูกชายไปที่นั่นแล้วให้แกดูเด็กที่ตายนั้น ให้แกเอามือซ้ายแตะที่ศพตรงไหนก็ได้นอกจากบริเวณท้องน้อย เมื่อเด็กทำเช่นนี้แล้ว แกจะเปลี่ยนแปลงใหม่หมด โลกจะไม่เหมือนเดิมสำหรับแกอีกต่อไป"

              ถึงตอนนี้ ผมทราบชัดแจ้งขึ้นมาว่า ตลอดเวลาหลายปีที่เรามีความสัมพันธ์กัน ดอนฮวนใช้ยุทธวิธีเดียวกันกับที่แกบอกให้ผมแนะนำเพื่อนเพื่อใช้กับลูกชายของเขากับผมด้วย แม้จะอยู่ในระดับที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ผมถามดอนฮวนในเรื่องนี้ แกบอกว่าแกใช้ความพยายามตลอดมาที่จะสอนผมให้ 'หยุดโลก' ให้ได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ
              "แต่คุณยังหยุดไม่ได้เลย" แกพูดพร้อมกับยิ้ม "วิธีการไหนก็ดูจะไม่เกิดผลเพราะคุณเป็นคนรั้นเอามาก ๆ ถ้าคุณรั้นน้อยกว่านี้สักหน่อย บางทีตอนนี้คุณก็น่าจะ หยุดโลก ได้แล้วด้วยกลวิธีต่างๆ ที่ผมสอนคุณ"
              "กลวิธีไหนอีกล่ะ ดอนฮวน?"
              "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมบอกให้คุณทำเป็นกลวิธีที่จะทำให้ หยุดโลก ทั้งสิ้น"

             สองสามเดือนผ่านไป หลังจากที่ได้สนทนากันในครั้งนั้น ดอนฮวนก็สำเร็จกิจที่แกต้องทำในอันที่จะสอนให้ผม 'หยุดโลก' เหตุการณ์สำคัญที่อุบัติขึ้นในชีวิตของผมในคราวนั้นเร่งให้ผมตรวจดูบันทึกที่จดไว้ตลอดเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออ่านดูแล้ว ผมก็ทราบชัดว่าข้อสรุปเดิมที่ให้ไว้เกี่ยวกับบทบาทของสมุนไพรลวงจิตนั้นผิดพลาดไปเสียแล้ว สมุนไพรเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดเพื่อก่อให้เกิดคำบรรยายที่หมอผีมีต่อโลก แต่อาจจะพูดได้ว่า สมุนไพรลวงจิตเป็นเพียงสิ่งที่มาเชื่อมประสานคำบรรยายโลกของหมอผีซึ่งผมรับรู้มันไม่ได้เลย
                 ความดื้อรั้นของผมที่ยึดแน่นอยู่กับการแปลความสิ่งที่รับรู้อยู่โดยทั่ว ๆไปนั้น ทำให้ผมเกือบจะบอดใบ้ต่อจุดมุ่งหมายประการต่าง ๆของดอนฮวน ดังนั้น การที่ผมไม่ไวพอที่จะรับรู้นี่เองที่ทำให้ผมนำสิ่งที่ดอนฮวนสอนมาใช้อย่างเชื่องช้า
              จากการตรวจดูบันทึกใหม่หมดอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมทราบว่า ดอนฮวน ได้ให้คำบรรยายโลกในแนวใหม่ซึ่งแกเรียกว่า "กลวิธีในการหยุดโลก" กับผมอย่างมากมายนับตั้งแต่เราติดต่อสัมพันธ์กันมา ผมปัดเรื่องเหล่านี้ออกไปในหนังสือสองเล่มแรก เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สมุนไพรลวงจิต แต่ในเล่มนี้ผมนำเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเสนอเป็นคำสอนของดอนฮวนอย่างเต็มรูปใหม่ทั้งหมด และคำสอนเหล่านี้มีอยู่ ๑๗ บทในภาคแรก ส่วนสามบทสุดท้ายเป็นบันทึกที่ครอบคลุมเรื่องราวอันเป็นจุดสุดท้ายในการ "หยุดโลก" ของผม
              เมื่อกล่าวโดยสรุป ผมอาจจะบอกได้ว่า ในสมัยแรกที่ผมเริ่มฝึกฝนในวิชาหมอผีนั้น มีความจริงชนิดหนึ่งหรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ มีคำบรรยายโลกอย่างของหมอผีซึ่งผมไม่รู้มาก่อนเลย ดอนฮวน ในฐานะที่เป็นหมอผีและเป็นครูด้วยได้สอนคำบรรยายใหม่นี้ให้ผม ดังนั้นตลอดเวลา ๑๐ ปีของการเป็นศิษย์ ผมต้องฝึกฝนทำให้เกิดความจริงส่วนที่ไม่รู้จักมาก่อนนั้นด้วยการคลี่คำบรรายาของมันออก พร้อมกับเพิ่มเติมส่วนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ล่วงไป และจุดสุดท้ายของการฝึกฝนก็หมายความว่า ผมได้เรียนรู้คำบรรยายโลกชนิดใหม่นั้นว่าเชื่อได้ และเป็นจริงอย่างนั้น ดังนั้น ผมจึงสามารถที่จะล้วงเอาความรับรู้ใหม่ออกมาให้สอดคล้องกับคำบรรยายโลกชนิดใหม่นั้นด้วย พูดอีกนัยหนึ่ง ผมได้เข้าร่วมใน สมาชิกภาพ ของโลกชนิดนั้นแล้ว
              ดอนฮวน กล่าวออกมาว่าการจะเข้าถึง "การเห็น" เราต้อง "หยุดโลก" ให้ได้เสียก่อน "การหยุดโลก" จึงเป็นการแสดงออกอย่างเหมาะเจาะของสภาวะของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่ความจริงในชีวิตประจำวันถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป เพราะกระแสของการแปลความซึ่งปกติแล้วจะไหลไปเรื่อย ๆ * ถูกทำให้หยุดลงโดยสภาพแวดล้อมชุดใหม่ที่แตกต่างออกไปจากประแสของการแปลความเดิม ที่ว่าสภาพแวดล้อมชุดใหม่ที่แตกต่างจากกระแสของการแปลความเดิมคือคำบรรยายโลกของหมอผีนั่นเอง เงื่อนไขล่วงหน้าของดอนฮวนที่จะทำให้ "หยุดโลก" คือ เราต้องเชื่อก่อน พูดอีกนัยหนึ่ง เราต้องเรียนรู้ถึงคำบรรยายโลกในแนวใหม่โดยตลอด เพื่อใช้เป็นกับดักทำลายแนวบรรยายโลกในแนวเดิม และการทำเช่นนี้จะทำให้ความมั่นใจอย่างฝังหัวชนิดเดิม ๆ ซึ่งเราทุกคนมีส่วนร่วมรับรู้แตกทำลายลง จนถึงกับว่าความเป็นไปได้ในสภาวะรับรู้อย่างใหม่ หรือความจริงของโลกชนิดใหม่นั้นไม่เป็นที่สงสัยคลางแคลงใจอีกต่อไป

              หลังจาก "หยุดโลก" ได้แล้ว ก้าวต่อไปคือ "การเห็น" ที่กล่าวเช่นนี้ ดอนฮวนหมายถึงสิ่งที่ผมอยากจะแยกประเภทออกมาว่าเป็น "การสนองตอบต่อคำเชิญชวนที่รับรู้ได้ต่อโลกที่อยู่นอกคำบรรยายซึ่งเราเรียนรู้แล้ว" และเรียกว่ามันเป็นความจริงชนิดหนึ่งนั่นเอง สิ่งที่ผมเสนอมาให้พิจารณาก็คือ ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะเป็นที่เข้าใจได้ เมื่อเสนอออกมาในลักษณะที่เป็นคำบรรยายที่ดอนฮวนเพียรพยายามที่จะมอบให้กับผมตั้งแต่เริ่มแรก ดังนั้นผมจึงให้คำสอนของแกเป็นเสมือนประตูที่จะนำเข้าสู่สิ่งนั้น และด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงคงถ้อยคำเดิมของดอนฮวนไว้ เพื่อให้มันบอกกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ออกมาเอง

คาลอส คาสตาเนด้า ๑๙๗๒
*
สันตติ การสืบต่อ 

ภาคหนึ่ง : หยุดโลก





๑. คำยืนยันจากโลกรอบ ๆ ตัวของเรา 



             "
ผม เข้าใจว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี" ผมกล่าวขึ้นกับชายแก่ชาวอินเดียนแดงที่อยู่เบื้องหน้า เพื่อนคนหนึ่งของผมได้นำเราให้พบกัน แล้วเขาก็เดินออกไปจากห้อง เราแนะนำตัวเองแก่กันและกัน ชายแก่บอกกับผมว่า ชื่อของแกคือ ฮวน มาธุส

             "เพื่อนของคุณบอกไว้อย่างนั้นรึ" แกถามอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
             "ครับ เขาบอกอย่างนั้น"
             "ผมเก็บสมุนไพร หรือน่าจะเป็นว่าสมุนไพรยอมให้ผมเก็บเสียมากกว่า" แกพูดอย่างอ่อนโยน

             เราอยู่ในห้องพักผู้โดยสารของสถานีขนส่งในอะริโซน่า ผมถามชายชราด้วยภาษาสเปนอย่างสุภาพว่า แกจะอนุญาตให้ผมถามปัญหาได้หรือไม่
              "ท่านสุภาพบุรุษ (caballero*) จะกรุณาอนุญาตให้ผมถามคำถามบางข้อได้ไหมครับ?"

                     (*caballero ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า caballo แปลว่า ม้า เดิมคำนี้หมายถึงนักขี่ม้า หรือคนชั้นสูงบนหลังม้า)

               แกมองมายังผมด้วยสายตาถามไถ่ "ผมคือนักขี่ม้าที่ไม่มีม้า" แกพูดออกมาพร้อมกับยิ้มอย่างกว้างขวางแล้วพูดต่อ "ผมบอกคุณแล้วว่า ชื่อของผมคือ ฮวน มาธุส"

             ผมชอบยิ้มของแก ผมคิดว่าชายแกเป็นคนชอบความตรงไปตรงมาอย่างเห็นได้ชัด และผมตัดสินใจที่จะจู่โจมแกด้วยคำขอร้องเลยทีเดียว

             ผมบอกแกว่า ผมสนใจการเก็บรวบรวมและศึกษาเกี่ยวกับพืชสมุนไพร ผมบอกว่า ที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือประโยชน์ของต้นตะบองเพชรชนิดหนึ่งที่เป็นยาเสพแล้วเมา มีชื่อเรียกกันว่าเปโยติ ซึ่งผมศึกษามามากพอสมควรจากมหาวิทยาลัยแห่งลอสแอนเจลิส ผมคิดว่าข้อเสนอของผมที่กล่าวออกไปนั้นจริงจังมาก ผมคิดว่าผมรู้มากแล้ว และในความรู้สึกของตัวเองดูจะเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในตัวตนอย่างเต็มที่

             ชายแก่สั่นหัวไปมาอย่างช้า ๆ ผมเองเมื่อถูกสะกดโดยอาการนิ่งของคู่สนทนาจึงพูดเสริมออกมาว่า คงจะเป็นประโยชน์สำหรับเราทั้งสองเป็นอย่างมากหากว่าจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรปิโยติ

             ในขณะนั้นเองที่ชายแก่เงยหน้าของแกขึ้นมาแล้วมองตรงเข้าไปในดวงตาของผม มันเป็นสายตาที่น่าเกรงขาม แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น มันก็หาได้น่าหวาดกลัวหรือน่าหวาดเสียวแต่อย่างใด มันเป็นสายตาที่มองผมอย่างทะลุปรุโปร่ง ผมกลายเป็นคนไม่มีปากและไม่อวดโอ่เกี่ยวกับตัวเองได้อีกต่อไป นั่นเป็นการยุติการพบปะของเรา แต่ชายแก่ยังทิ้งร่องรอยแห่งความหวังเอาไว้ แกพูดว่า บางทีสักวันหนึ่งผมอาจจะไปเยี่ยมแกที่บ้านก็ได้

             มันเป็นการยากที่จะประเมินผลกระทบอันเกิดจากการมองของดอนฮวน ถ้าหากจะไม่นำเอาประสบการณ์อันหลายหลากของผมมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นนี้

             เมื่อผมเริ่มศึกษาวิชามานุษยวิทยา (และด้วยเหตุนี้เองที่นำผมมาพบกับดอนฮวน) ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการ "กะล่อนเอาตัวรอดไปได้ทุกแห่ง" ผมออกจากบ้านมาหลายปีแล้ว และนั่นหมายถึงการตีค่าตัวเองว่าเอาตัวรอดได้ เมื่อผมได้รับการปฏิเสธในสิ่งใด ผมจะคาดคั้นเอาจนได้ หรือไม่ก็ทำให้มีการยินยอมขึ้น โต้เถียง โกรธ และถ้าหากการกระทำเช่นนั้นไม่ก่อให้เกิดความสำเร็จ ผมรู้ดีว่าผมควรจะทำอะไรขึ้นมาในสถานการณ์ไหน และในชีวิตของผมไม่เคยมีมนุษย์คนใดมาหยุดความเคลื่อนไหวของผมได้รวดเร็วและชะงัดแน่นอนเช่นเดียวกับที่ดอนฮวนกระทำในบ่ายวันนั้น มันไม่ใช่การเงียบลงอย่างธรรมดา มีอยู่หลายคราวที่ผมไม่กล่าวถ้อยคำใด ๆ เข้าใส่คู่ปรปักษ์ด้วยเหตุที่ว่ามีความนับถือฝังใจอยู่ในคน ๆ นั้น ในกรณีเช่นนี้ ความโกรธและความหงุดหงิดยังคงมีอยู่ในความคิด แต่ว่าการมองของดอนฮวนทำให้ผมเป็นใบ้จนถึงขนาดที่ว่าผมไม่อาจคิดให้ติดต่อกันได้เลย

             ผมถูกแทรกแซงด้วยการมองอันแปลกประหลาดนั้นและตัดสินใจว่าจะค้นหาตัวของดอนฮวน ผมตระเตรียมตัวเองเป็นเวลาถึงหกเดือนหลังจากการพบกันในครั้งแรก ผมอ่านวิธีใช้เปโยติในหมู่ชาวอินเดียนแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอินเดียนที่ถือลัทธิเปโยติในแถบที่ราบ ผมค้นเกี่ยวกับหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้แทบทุกเล่มเท่าที่จะหาได้ และเมื่อรู้ตัวว่าพร้อมผมจึงเดินทางกลับไปอะริโซน่า


วันเสาร์ที่ ๑๗ ธันวาคม ๑๙๖๐….


                 ผมพบบ้านของดอนฮวนหลังจากการถามหาอย่างยืดยาวและเอาเป็นเอาตายกับชาวอินเดียนแดงในท้องถิ่นนั้น
                 ผมไปถึงในตอนบ่าย จอดรถไว้หน้าบ้าน ผมเห็นดอนฮวนนั่งอยู่บนลังไม้ใส่นม ดูแกจะจำได้และกล่าวคำทักทายเมื่อผมก้าวลงจากรถ

                 เราแลกเปลี่ยนการปฏิสันถารตามมรรยาทสังคมชั่วขณะหนึ่ง ต่อมาผมสารภาพด้วยถ้อยคำง่าย ๆว่า ผมพูดวกวนกับแกในการพบปะกันครั้งแรก ผมได้แต่โอ้อวดว่าผมมีความรู้เกี่ยวกับเปโยติอย่างมากมายซึ่งอันที่จริงแล้วผมไม่รู้อะไรเลย ดอนฮวนจ้องมองดูผม ดวงตาของแกฉายแววแห่งเมตตา

                 ผมบอกกับแกว่า ผมอ่านเพื่อตระเตรียมตัวเองให้พร้อมในการพบปะกันคราวนี้เป็นเวลาถึงหกเดือน และครั้งนี้ผมมีความรู้มากจริง ๆ ดอนฮวนหัวเราะ เห็นได้ชัดว่า มีบางสิ่งในคำพูดของผมทำให้แกรู้สึกขบขัน แกหัวเราะเยาะผม ผมรู้สึกสับสนและคิดว่าถูกเหยียดหยามอยู่บ้าง
                 แกสังเกตเห็นความไม่สบายใจของผม จึงกล่าวปลอบออกมาว่า ถึงแม้ผมจะมีความตั้งใจดีมากมายเพียงใดก็ตามที แต่ไม่มีทางใดเลยจริง ๆที่จะเตรียมตัวเพื่อการพบปะของเรา

                 ผมพะวงอยู่ว่า เป็นการเหมาะสมหรือ ที่จะถามว่าข้อความที่แกพูดออกมานั้นมีความหมายซ่อนเร้นอยู่บ้างหรือไม่ แต่ผมไม่ถามออกมา ดอนฮวนดูจะเข้าใจความรู้สึกของผมดี แกจึงอธิบายความหมายของสิ่งที่แกได้พูดออกมา

                 แกกล่าวว่า ความพยายามของผมทำให้แกระลึกถึงเรื่องราวของประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกประหารชีวิตลงในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แกเล่าว่า ในท้องเรื่อง ทั้งประชาชนที่ถูกฆ่าและผู้ที่จะมาฆ่าพวกเขาไม่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันเลย เว้นไว้แต่พวกที่ถูกประหารจะถูกขอร้องให้เปล่งเสียงคำบางคำในลักษณะที่แปร่งออกไปเฉพาะในหมู่ของพวกเขาเท่านั้น แน่นอนการออกเสียงผิดไปนี่เองเปิดเผยตัวเขาออกมา
                พระราชาโปรดให้มีการตั้งด่านกั้นถนนตามจุดที่สำคัญซึ่งจะมีเจ้าพนักงานมาประจำอยู่เพื่อถามทุกคนที่เดินผ่านให้ออกเสียงคำที่กำหนด คนที่ออกเสียงคำได้ชัดอย่างเดียวกับพระราชาก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ส่วนคนที่ออกเสียงไม่ถูกต้องจะถูกประหาร จุดสำคัญของเรื่องมีอยู่ว่า
                 ชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจตระเตรียมตัวเองเพื่อผ่านด่านกั้นถนน โดยการหัดออกเสียงคำรหัสที่นำมาใช้ทดสอบในลักษระที่พระราชาต้องการ

                 ดอนฮวนพูดพร้อมกับยิ้มอย่างกว้างขวางว่า ความจริงแล้วชายหนุ่มคนนั้นเตรียมตัวฝึกฝนออกเสียงจนช่ำชองอยู่ถึง"หกเดือน"ทีเดียว และเมื่อวันแห่งการทดสอบสำคัญนั้นมาถึง ชายหนุ่มก็เดินอย่างมั่นใจมาที่ด่านกั้นถนน แล้วคอยให้เจ้าพนักงานบอกให้เขาออกเสียงคำ ๆนั้น
                 เมื่อมาถึงจุดนี้ ดอนฮวนหยุดเล่าเรื่องหมายจะให้ตื่นเต้นแล้วมองมาทางผม การหยุดของแกเป็นไปโดยเจตนาและดูจะครึไปหน่อยสำหรับผม แต่ถึงอย่างไรผมก็ร่วมแสดงไปกับแกด้วย

                 ผมรู้ถึงจุดสุดท้ายของเรื่องนี้มาก่อน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำจัดชาวยิวในเยอรมัน และวิธีที่จะบอกว่าใครเป็นยิวก็ตรงที่พวกเขาออกเสียงคำบางคำ ผมรู้แม้แต่บรรทัดที่สำคัญด้วยคือ….ชายหนุ่มกำลังจะถูกจับกุมเพราะเจ้าพนักงานลืมคำรหัสและบอกให้เขาออกเสียงคำอีกคำหนึ่งซึ่งคล้ายกันมาก คำ ๆนี้ชายหนุ่มไม่ได้ฝึกออกเสียงได้อย่างถูกต้องมาก่อน….

                 ดอนฮวนดูเหมือนจะคอยให้ผมถามว่าอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงถามว่า
                 "แล้วอะไรเกิดขึ้นกับชายหนุ่มคนนั้นล่ะ?" ผมพยายามทำเป็นไม่รู้เรื่องมาก่อนและสนใจในเนื้อเรื่องอย่างเต็มที่

                 "ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนเหลี่ยมจัดจริง ๆ" แกพูด "เมื่อรู้ชัดว่าเจ้าพนักงานลืมคำที่กำหนดไว้ และก่อนที่เจ้าพนักงานคนนั้นจะมีโอกาสพูดออกมา เขาก็สารภาพออกมาเลยว่า เขาตระเตรียมเรื่องนี้อยู่ถึงหกเดือน" ดอนฮวนหยุดเล่าอีกครั้ง แล้วทอดสายตามาทางผมด้วยแววตาที่ซุกซน คราวนี้แกกลับเอาชนะผมได้
                 คำสารภาพของชายหนุ่มเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ และผมก็ไม่ทราบว่าเรื่องจะจบลงในลักษณะใด "อ้าว แล้วอะไรเกิดขึ้นล่ะ?" ผมถามขึ้นด้วยความสนใจเต็มที่
                 "ชายหนุ่มคนนั้นก็ถูกประหารในทันทีนะสิ" แกตอบแล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ผมชอบวิธีการที่ดอนฮวนทำให้ผมเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุด ผมชอบวิธีการที่แกสัมพันธ์เรื่องดังกล่าวกับเรื่องของผม ความจริงแล้วแกกุเรื่องขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับตัวผม แกล้อเลียนผมในลักษณะที่ซับซ้อนและมีศิลปะ ผมหัวเราะร่วมไปกับแกด้วย
                 ต่อมาผมบอกกับแกว่า แม้ว่าผมจะดูโง่เขลาเพียงใดก็ตามที ผมก็สนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรอย่างจริงจัง "ผมชอบการเดินมาก" แกพูด

                 ผมคิดว่าดอนฮวนมีเจตนาที่จะเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม ผมเองก็ไม่ต้องการที่จะเป็นปฏิปักษ์กับแกด้วยคำเร่งรัดของผม
                 แกถามผมว่า ผมอยากเดินในระยะทางสั้น ๆในทะเลทรายกับแกไหม ผมบอกอย่างกระตือรือร้นว่าผมอยากจะเดินเล่นในทะเลทรายเหมือนกัน
                 "นี่ไม่ใช่การไปปิกนิคนะคุณ" แกบอกด้วยน้ำเสียงที่เป็นการเตือน ผมบอกกับแกว่า ผมมีความสนใจอย่างจริงจังที่สุดที่จะร่วมงานกับแก ผมบอกว่า ผมต้องการข้อมูลชนิดใดก็ได้ที่เกี่ยวกับประโยชน์ของพืชสมุนไพร และตั้งใจจะจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนแก่แรงงานและเวลาที่แกต้องสูญเสียไปด้วย
                 "คุณต้องทำงานให้กับผม" ผมพูด " และผมจะจ่ายค่าแรงให้กับคุณ"
                 "คุณจะจ่ายให้ผมเท่าไหร่ล่ะ?" แกถาม ผมจับความโลภในน้ำเสียงของแกได้
                 "เท่าที่คุณเห็นสมควรก็แล้วกัน" ผมตอบ
                 "จงจ่ายค่าเสียเวลาของผม….ด้วยเวลาที่คุณเสียไป" แกพูด ผมคิดว่าแกเป็นคนที่แปลกประหลาดที่สุด

                 ผมบอกแกว่าคำพูดของแกหมายความว่าอย่างไร แกตอบว่า ไม่มีอะไรเลยที่จะต้องพูดเกี่ยวกับสมุนไพร ดังนั้นการรับเอาเงินจากผมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในสมองของแกเลย แกมองดูผมอย่างกับจะแทงทะลุเข้าไป

                 "คุณทำอะไรในกระเป๋าของคุณล่ะนั่น?" แกถามพร้อมกับย่นหน้าผาก "คุณเล่นกับอะไรของคุณหรือ?" ดอนฮวนพูดถึงการจดบันทึกของผมในกระดาษแผ่นเล็ก ๆที่อยู่ในกระเป๋าใหญ่ของเสื้อกันลมของผม เมื่อผมบอกแกว่าผมทำอะไรอยู่ แกหัวเราะออกมาอย่างพอใจ
                 ผมบอกว่า ผมไม่ต้องการที่จะรบกวนแกโดยการเขียนบันทึกขณะที่อยู่ต่อหน้าแก
                 "เมื่อคุณต้องการเขียนก็เขียนสิ" แกพูด "คุณไม่ได้รบกวนผมเลย"

                 เราเดินอยู่ในทะเลทรายละแวกนั้นจนเกือบเย็น ดอนฮวนไม่ได้ชี้ให้ผมดูพืชสมุนไพรหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เราหยุดพักชั่วคราวข้างพุ่มไม้พุ่มโต
                 "พืชเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก" แกพูดออกมาโดยไม่มองออกมายังผม "มันมีชีวิตชีวาและมีความรู้สึก" ขณะที่แกพูดเช่นนั้น
                 ลมแรงพัดมาวูบหนึ่งทำให้พุ่มไม้เตี้ย ๆ ในทะเลทรายสั่นไหวไปมา พุ่มไม้เหล่านั้นทำให้เกิดเสียงหวีดหวิว "คุณได้ยินเสียงนั่นไหมล่ะ?" แกถามพลางยกมือขวาขึ้นป้องที่หูเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น
                 "ใบไม้และสายลมเห็นด้วยกับคำพูดของผม"

                 ผมหัวเราะ เพื่อนคนที่นำเราให้มารู้จักกันบอกผมว่าให้คอยเฝ้าดู เพราะชายแก่คนนี้เป็นคนผิดธรรมดาเอามาก ๆ ผมคิดว่า "การเห็นด้วยของใบไม้" เป็นความผิดธรรมดาประการหนึ่งของชายแก่คนนี้

                 เราเดินต่อไปไกลกว่าเดิม แต่แกก็ไม่ได้บอกผมเกี่ยวกับสมุนไพร และไม่ได้เก็บพืชสมุนไพรใด ๆด้วย แกเพียงแหวกพุ่มไม้แล้วสัมผัสมันอย่างแผ่วเบา
                 ต่อมาแกหยุดเดินแล้วนั่งลงบนก้อนหิน แล้วบอกให้ผมพักผ่อนและสำรวจดูรอบ ๆ ผมอยากจะคุยต่อ อีกครั้งหนึ่งที่ผมบอกให้แกรู้ว่า ผมต้องการที่จะเรีบนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสมุนไพรเปโยติ ผมขอร้องให้แกเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินค่าตอบแทน
                 "คุณไม่ต้องจ่ายให้ผมหรอก" แกพูดออกมา "คุณจะถามอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะทราบ ผมจะบอกในสิ่งที่ผมรู้ และต่อจากนั้นผมจะบอกกับคุณว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง"
                 แกถามผมว่า ผมเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้หรือไม่ ผมรู้สึกพอใจ
                 จากนั้นดอนฮวนได้พูดข้อความที่เป็นปริศนาออกมาว่า
                 "บางทีนะ ไม่มีอะไรที่จะต้องเรียนเอาเลยเกี่ยวกับสมุนไพร เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องพูดเกี่ยวกับพืชเหล่านี้"

                 ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่แกพูดเลย และไม่ทราบความหมายของมันด้วย
                 "คุณว่าอะไรนะ?" ผมถาม ดอนฮวนกล่าวถ้อยคำนั้นซ้ำ ๆอีกสามครั้ง พอแกพูดจบ ทั่วทั้งบริเวณนั้นก็สั่นสะเทือนขึ้นเนื่องจากเสียงกระหึ่มของเครื่องบินขับไล่ไอพ่นที่บินผ่านมาในระยะต่ำ
                 "นั่นไงล่ะ ! โลกเห็นด้วยกับผมแล้ว" แกพูดพร้อมกับยกมือขึ้นป้องหู ผมเห็นว่าแกเป็นคนที่น่าขบขัน เสียงหัวเราะของแกชวนให้ผู้อื่นรู้สึกตามด้วย

                 "คุณเป็นชาวอะริโซน่าใช่ไหม ดอนฮวน?" ผมถามในความพยายามที่จะให้หัวข้อในการสนทนาวนเวียนอยู่กับตัวของแหล่งข้อมูลของผม
                 แกมองผมแล้วผงกหัวรับ ดวงตาของแกมีแววเหนื่อยหน่าย ผมมองเห็นแม้จุดสีขาวเบื้องล่างลูกตาดำของแก
                 "คุณเกิดในท้องถิ่นแถบนี้หรือ?" แกผงกหัวรับอีกครั้งโดยไม่กล่าวตอบ นั่นจะดูเป็นท่าตอบรับ แต่มันก็ดูเป็นการสั่นหัวในลักษณะหงุดหงิดของคนที่กำลังครุ่นคิดด้วย
                 "แล้วคุณมาจากไหนล่ะ?" แกถาม
                 "ผมมาจากอเมริกาใต้" ผมตอบ
                 "ที่นั่นเป็นที่ที่กว้างใหญ่มาก คุณมาจากที่ทั้งหมดนั้นหรือ?" แววตาของแกทิ่มแทงเข้ามาอีกครั้งขณะที่แกมองดูผม

                 ผมเริ่มอธิบายสภาพแวดล้อมที่ผมเกิด แต่ดอนฮวนพูดสอดขึ้นมาว่า
                 "ในกรณีนี้ เราก็เหมือนกันนั่นแหละ" แกพูด "ผมอยู่ที่นี่ ขณะนี้ แต่จริง ๆนั้นผมเป็นคนเผ่ายาคีที่มาจากซอนอร่า"
(*ซอนอร่า เดิมเป็นถิ่นของอินเดียนแดงเผ่ายาคี ขณะนี้เป็นรัฐหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก มีชายแดนติดกับรัฐอะริโซน่าของอเมริกา)
                 "อ้อ อย่างนั้นรึ ! ผมเองก็มาจาก……"
                 แกไม่ยอมให้ผมพูดจนจบ
                 "ผมรู้แล้ว รู้แล้วแหละน่า" แกพูด "คุณก็เป็นคุณและมาจากที่คุณมา เหมือนกับผมที่เป็นคนเผ่ายาคีที่มาจากซอนอร่า"

                 ดวงตาของแกส่องประกายแวววาว และเสียงหัวเราะของแกแปลกเหมือนกับไม่ตั้งใจ ดอนฮวนทำให้ผมรู้สึกราวกับตัว-ถูกจับได้ว่าโกหก ผมประสบเข้ากับความรู้สึกที่แปลกและมีพิรุธ ผมรู้ว่าแกทราบถึงอะไรบางอย่างทีผมเองไม่รู้ หรือบางสิ่งที่ผมไม่อยากจะพูดออกมา

                 ความอึดอัดถีบทวีขึ้นเรื่อย ๆ ดอนฮวนคงจะสังเกตเห็นความรู้สึกดังกล่าว เพราะแกลุกขึ้นแล้วถามผมว่า ผมอยากไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารในเมืองหรือเปล่า


                 การที่เราเดินกลับมาที่บ้านแล้วขับรถเข้าไปในเมือง ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกปลอดโปร่งเท่าใดนัก ผมรู้สึกเหมือนกับว่าถูกข่มขู่ ทั้ง ๆที่ผมไม่อาจจะชี้ให้ชัดลงไปได้ถึงเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้

                 ผมต้องการที่จะซื้อเบียร์จากภัตตาคารให้กับแก ดอนฮวนบอกว่าแกไม่ดื่มของมึนเมาแม้แต่เบียร์ ผมหัวเราะกับตัวเอง เพื่อนที่แนะนำให้เรารู้จักกันบอกว่า "ชายแก่ปกปิดตัวเองไว้เกือบตลอดเวลา" ผมไม่ใส่ใจเอาเลยจริง ๆว่าแกจะโกหกผมบ้างว่าไม่ดื่มของมึนเมา ผมชอบแก มีบางสิ่งบางอย่างในตัวของชายแก่คนนี้ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น

                 ผมคงมีแววที่ส่อความสงสัยอยู่บนใบหน้า เพราะต่อมาแกอธิบายว่า แกเคยดื่มสมัยที่แกยังหนุ่ม แต่แล้ววันหนึ่งแกเลิกมันเฉย ๆ
                
                 "
คนทั่ว ๆไปเกือบจะไม่ทราบเอาเลยว่า เขาอาจจะเลิกละสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตขณะใดก็ได้ เหมือนอย่างนี้ " แกดีดนิ้ว
                 "คุณคิดว่าเราจะหยุดดื่ม หรือหยุดสูบบุหรี่ได้ง่าย ๆอย่างนั้นหรือ?" ผมถาม
                 "แน่นอน !" แกตอบด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่ "
การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่มีความหมายจริง ๆ ถ้าเราจะเลิกมัน "
                 ขณะนั้น น้ำที่เดือดอยู่ในหม้อต้มกาแฟทำให้เกิดเสียงดังคลั่ก ๆ
                 "ฟังเสียงนั่นสิ !" ดอนฮวนอุทานออกมา ดวงตาของแกส่องประกาย "น้ำเดือดนั่นเห็นด้วยกับผม"
                 หลังจากที่หยุดพูดไปชั่วครู่ แกกล่าวต่อไปว่า
                 "มนุษย์อาจจะได้รับคำเห็นพ้องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเขา"
                 ในขณะวิกฤติเช่นนั้น หม้อต้มกาแฟทำให้เกิดเสียงปู๊ดป๊าดน่าเกลียดออกมา ดอนฮวนมองไปที่หม้อต้มน้ำ แล้วพูดออกมาเบา ๆ ว่า "ขอบคุณ" พลางผงกหัวแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดัง ๆ
                 ผมตะลึง เสียงหัวเราะของแกออกจะดังมากไปหน่อย แต่ผมก็รู้สึกขำจากสิ่งทั้งหมดนี้

                 การพบปะสนทนากันจริง ๆ เป็นครั้งแรกระหว่างผมกับ "แหล่งข้อมูล" ของผมก็ยุติลง ดอนฮวนกล่าวคำอำลาที่ประตูภัตตาคาร ผมบอกกับแกว่าผมต้องไปเยี่ยมเพื่อน และผมอยากจะพบกับแกอีกสักครั้งหนึ่งในปลายสัปดาห์หน้า
                 "เมื่อไหร่ล่ะที่คุณจะอยู่บ้าน?" ผมถาม แกพิจารณาดูผม
                 "อยู่เมื่อคุณมา"
                 "ผมบอกแน่นอนลงไปไม่ได้ว่าจะไปเมื่อไหร่"
                 "ถ้างั้น ก็มาก็แล้วกัน อย่ากังวลไปเลย"
                 "ถ้าหากคุณไม่อยู่ล่ะ"
                 "ผมจะอยู่ที่บ้าน"

                 แกพูดพร้อมกับยิ้มแล้วเดินจากไป ผมวิ่งตามแล้วถามออกมาว่า แกจะขัดข้องหรือไม่ถ้าผมจะเอากล้องถ่ายรูปมาด้วย เพื่อจะถ่ายภาพบ้านและตัวของแก
                 "นั่นเป็นไปไม่ได้เลย" แกพูดพร้อมกับย่นหน้า
                 "แล้วเครื่องเทปล่ะ คุณจะขัดข้องไหม?"
                 "ผมรู้สึกว่า นั่นก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน"

                 ผมเริ่มหงุดหงิดแล้วเริ่มแสดงท่าว่าหัวเสีย ผมพูดว่า ไม่มีเหตุผลที่สมควรอะไรที่แกไม่อนุญาต ดอนฮวนสั่นหัวไม่เห็นด้วย
                 "ลืมมันเสีย" แกพูดเชิงบังคับ "และถ้าหากคุณยังต้องการที่จะพบกับผมอยู่ ก็ขออย่าได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีก"

                 ผมแสดงความอ่อนแอเป็นคำบ่นเป็นครั้งสุดท้าย ผมบอกว่าภาพถ่ายและคำบันทึกคำสนทนาเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับงานค้นคว้าของผม แกบอกว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ขาดไม่ได้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ ดอนฮวนเรียกสิ่งนั้นว่า "วิญญาณ"
                 "เราจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีวิญญาณ" แกพูด " คุณเองไม่ได้มีสิ่งนี้ จงกังวลกับสิ่งนี้ให้มาก ไม่ใช่ไปวุ่นวายอยู่กับรูปถ่าย"
                 "อะไรล่ะที่คุณหมาย….."
                 แกขัดจังหวะด้วยการโบกมือ แล้วเดินถอยหลังไปสองสามก้าว
                 "มาให้ได้นะ" แกพูดเบา ๆ แล้วโบกมืออำลา
 


 

TOP BOTTOM




๒. การลบประวัติส่วนตัวทิ้งไปเสีย 



พฤหัสบดีที่ ๒๒ ธันวาคม ๑๙๖๐


                  ดอนฮวนนั่งอยู่บนพื้นข้างประตูบ้าน หันหลังพิงฝา แกพลิกลังใส่นมขึ้นมาแล้วบอกให้ผมนั่งและทำใจให้สบาย ผมเอาบุหรี่ให้แก ผมซื้อบุหรี่มาห่อหนึ่ง ดอนฮวนบอกว่าแกไม่สูบบุหรี่ แต่แกก็รับเอาของกำนัลนั้นไว้ เราคุยกันถึงความหนาวเย็นในทะเลทรายในเวลากลางคืนและเรื่องสัพเพเหระโดยทั่ว ๆไป ในการสนทนา

                  ผมถามแกว่า ผมมารบกวนกิจวัตรประจำวันของแกหรือเปล่า แกมองผมด้วยใบหน้าบึ้งตึงแล้วพูดว่า แกไม่มีกิจวัตรประจำวัน และดังนั้นผมอาจจะอยู่กับแกตลอดทั้งบ่ายหากว่าผมต้องการ

                  ผมได้เตรียมตารางแสดงตระกูลและเครือญาติที่ผมต้องการบรรจุข้อความลงไปด้วยความช่วยเหลือของดอนฮวน ผมได้รวบรวมรายการอันยืดยาวเกี่ยวกับลักษณะทางวัฒนธรรมอันเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นของชาวอินเดียนแดงในท้องถิ่นนี้จากหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาชาติวงศ์วิทยาผมต้องการที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้ร่วมกับดอนฮวน และกาเครื่องหมายในหัวข้อที่แกคุ้นเคย

                  ผมเริ่มต้นจากตารางเครือญาติ
                  "คุณเรียกบิดาของคุณว่าอะไรครับ?" ผมถาม
                  "ผมก็เรียกแกว่า พ่อ" แกตอบด้วยใบหน้าขึงขัง ผมเริ่มหงุดหงิด แต่ผมต้องถามต่อไปโดยสรุปเอาว่าแกยังไม่เข้าใจ

                  ผมเอาตารางที่ใช้กรอกข้อความให้แกดู แล้วอธิบายว่า ช่องว่างด้านหนี่งใช้สำหรับบิดา ส่วนอีกด้านหนึ่งใช้สำหรับมารดา ผมให้ตัวอย่างของคำที่ใช้เรียกพ่อและแม่ที่มีในภาษาอังกฤษและภาษาสเปน

                  ผมคิดว่า ผมน่าจะเริ่มทางฝ่ายมารดาก่อน
                  "คุณเรียกมารดาของคุณว่าอะไร?"
                  "ผมก็เรียกแกว่า แม่" แกตอบด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ
                  "ผมหมายถึงคำอื่น ๆ ที่คุณใช้เรียกบิดามารดาของคุณน่ะ มีบ้างไหม? คุณเรียกแกว่าอะไร?" ผมถาม พยายามอย่างยิ่งที่จะอดทนและสุภาพ
                  ดอนฮวนเอามือเกาหัวแล้วมองมาทางผมด้วยใบหน้าท่าทางที่แสดงความทึ่ม
                  "ว้า" แกพูดออกมา " ผมจอดเลยกับคำถามแบบนี้ ขอคิดดูก่อนนะ"

                  หลังจากที่ทำรีรออยู่ชั่วครู่ ดูเหมือนแกจะรื้อฟื้นความจำขึ้นมาได้ ผมเตรียมพร้อมที่จะจดลงไป
                  "เอาละ" แกพูดออกมาราวกับว่ากำลังใช้สมองอย่างหนัก "ผมจะเรียก พ่อ แม่ ด้วยคำ ๆ ไหนอีกล่ะ? ผมก็เรียกแกว่า นี่ พ่อ! นี่ นี่ แม่ ! นะสิ"

                  ผมหัวเราะออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่อยากหัวเราะ การแสดงหน้าตาของแกน่าขันเสียจริง ๆ และในขณะเช่นนั้นผมเองก็ไม่ทราบเอาเลยว่าแกเป็นตาแก่บ้า ๆ บอ ๆ หรือว่าแกซื่ออย่างบริสุทธิ์ ด้วยความพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้ความอดทนเท่าที่มี ผมพยายามอธิบายกับดอนฮวนว่า ข้อความเหล่านี้เป็นคำถามที่จริงจังมาก และการกรอกข้อความลงไปเป็นเรื่องสำคัญสำหรับงานของผม ผมพยายามอธิบายให้แกเข้าใจแนวความคิดเกี่ยวกับวงศ์ญาติและประวัติส่วนตัว
                  "บิดา มารดา ของคุณมีชื่อเรียกว่าอย่างไร?" ผมถาม
                  แกมองดูผมด้วยดวงตาที่สดใสและมีเมตตา
                  "อย่าไปเสียเวลาของคุณในเรื่องไร้สาระ" แกพูดออกมาเบา ๆ แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยพลัง

                  ผมพูดไม่ออก มันเหมือนกับว่าช่วงก่อนหน้านี้ คนอีกคนหนึ่งเป็นผู้กล่าวถ้อยคำนั้นออกมา เขาเป็นไอ้คนอินเดียนแดงที่โง่เซอะ เกาหัวตัวเองอยู่แกรก ๆ แต่ในขณะเดี๋ยวเดียวต่อมา เขากลับเปลี่ยนบทบาท และผมกลับกลายเป็นไอ้โง่ ดอนฮวนจ้องมองมาทางผมด้วยแววตาที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ ไม่ใช่แววตาที่หยิ่งผยองหรือท้าทาย หรือเกลียดชัง หรือเหยียดหยาม นัยน์ตาของแกมีแววอ่อนโยน แจ่มใสและแทงหยั่งลึกลงไป

                  "ผมไม่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตัวเอง" แกพูดหลังจากที่นิ่งเงียบไปนาน "วันหนึ่ง ผมพบว่า ประวัติส่วนตัวไม่จำเป็นสำหรับผมอีกต่อไป และก็เหมือนการดื่มของมึนเมานั่นแหละ ผมละมันไปเฉย ๆ"

                  ผมไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของสิ่งที่แกพูด ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีและรู้สึกว่าถูกคุกคาม ผมกล่าวเตือนความจำของแกว่า แกรับปากกับผมไว้ว่า ผมอาจจะถามคำถามอะไรกับแกก็ได้ แกกล่าวย้ำอีกครั้งว่า แกก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
                  "ผมไม่มีประวัติส่วนตัวอีกต่อไป" แกพูดแล้วมองมาทางผมด้วยสายตาที่ถามไถ่ "ผมทิ้งมันไปในวันหนึ่งเมื่อผมรู้ว่า มันไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว"
                  "เราจะลบประวัติของเราออกไปๆได้อย่างไรล่ะ?" ผมถามด้วยอารมณ์ที่อยากจะโต้เถียง
                  "เราต้องมีความอยากที่จะลบมันออกไป" แกตอบ "หลังจากนั้น เราก็ตัดทอนมันลงไปทีละนิด ๆ ให้ประสานและสอดคล้องตามลำดับ"
                  "แล้วทำไม ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่เถอะ ต้องมีความอยากที่จะทำเช่นนั้นด้วยล่ะ?" ผมอุทานออกมา
                  ผมเองมีความยึดมั่นอยู่กับประวัติของตัวเองอย่างรุนแรง โคตรตระกูลของครอบครัวผมยาวนาน พูดตามความสัตย์จริง ถ้าหากไม่มีประวัติส่วนตัวแล้ว ชีวิตของผมจะไม่มีการสืบต่อหรือจุดมุ่งหมายใด ๆเลย

                  "บางทีนะ คุณน่าจะบอกผมถึงความหมายของการลบประวัติส่วนตัวทิ้งเสีย" ผมพูด
                  "การกำจัดมันออกไป นี่คือสิ่งที่ผมหมายถึง" แกตอบห้วน ๆ
                  ผมยืนกรานว่าผมไม่เข้าใจข้อความที่กล่าวออกมานั้นเลย
                  "เช่นยกตัวอย่างว่า" ผมอธิบาย "คุณเป็นคนเผ่ายาคี คุณก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นคนเผ่าอื่นได้เลยนี้นะ"
                  "ผมเป็นพวกยาคีรึ?" แกถามพร้อมกับยิ้ม "คุณรู้ได้อย่างไรล่ะ"
                  "ก็มันเป็นความจริงนี่นา" ผมพูด "ผมไม่อาจรู้ได้แน่นอนลงไปในขณะนี้ แต่คุณเองทราบเรื่องนี้ดี ตรงนี้แหละที่มันมีความหมายขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประวัติส่วนตัวขึ้นมา"

                  ผมรู้สึกว่า ผมได้พูดตอกย้ำลงไปอย่างแน่นหนาจนไม่มีทางจะแก้ตัว
                  " ความจริงที่ว่า ผมรู้ว่าผมเป็นคนเผ่ายาคีหรือไม่นั้น ไม่ได้ทำให้เกิดประวัติส่วนตัวขึ้นมา" แกตอบ "ต่อเมื่อคนอื่นรู้เรื่องนี้เท่านั้น มันจึงจะเป็นประวัติส่วนตัว และผมยืนยันกับคุณได้เลยว่า ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง"

                  ผมจดบันทึกถ้อยคำที่ดอนฮวนพูดอย่างงุ่มง่าม ผมหยุดเขียนแล้วมองไปที่แก ผมไม่อาจประเมินชายคนนี้ได้เลย ความรู้สึกประทับใจในตัวชายแก่ผ่านเข้ามาในใจ - แกมีท่าทีลึกลับไม่อาจคาดคะเนได้ขณะที่แกมองดูผม เมื่อเราพบกันครั้งแรก, ความมีเสน่ห์เมื่อแกอ้างว่าแกได้รับคำรับรองจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว, อารมณ์ขันที่น่ารำคาญและความตื่นตัวของแก, ท่าทางที่โง่เซอะโดยสุจริตใจเมื่อผมถามถึงบิดามารดาของแก และยิ่งไปกว่านั้น คำพูดที่ทรงพลังของแกที่ฉีกผมเป็นชิ้น ๆ

                  "คุณไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรไม่ใช่หรือ?"แกถามราวกับว่าแกอ่านความคิดของผมออก "คุณไม่มีวันรู้ได้เลยว่าผมเป็นใคร หรือเป็นอะไร เพราะผมไม่มีประวัติส่วนตัว"
                  แกถามว่าผมมีบิดาใช่ไหม ผมตอบว่ามี แกบอกว่า พ่อของผมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แกมีอยู่ในใจ แกกระตุ้นให้ผมรื้อฟื้นในสิ่งที่พ่อคิดเกี่ยวกับตัวผม
                  "พ่อของคุณรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวคุณ" แกพูด "ดังนั้น แกเห็นภาพของคุณอย่างชัดแจ้ง แกรู้ว่าคุณเป็นใคร คุณทำอะไร และไม่มีอำนาจใด ๆ ในโลกนี้มาทำให้แกเปลี่ยนความคิดของแกเกี่ยวกับตัวคุณได้"

                  ดอนฮวนพูดว่า ทุกคนที่รู้จักผมมีทัศนะเกี่ยวกับตัวของผม และผมเองก็ได้เพาะเชื้อให้กับทัศนะเหล่านั้นด้วยการกระทำประการต่างๆ ของผม "คุณไม่เห็นหรือว่า" แกถามอย่างมีชัย "คุณต้องรื้อฟื้นประวัติส่วนตัวของคุณด้วยการเล่าถึงการกระทำทุกอย่างของคุณให้พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อน ๆ ของคุณฟังเรื่อยไป แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากคุณไม่มีประวัติส่วนตัว คำอธิบายถึงการกระทำต่างๆ ก็ไม่มีความจำเป็น ไม่มีใครโกรธหรือชัดแจ้งในการกระทำของคุณ และเหนือสิ่งอื่นใด จะไม่มีใครตรึงคุณไว้ในความคิดของเขา"

                  แนวคิดเช่นนี้กระจ่างชัดขึ้นมาในใจของผมทันที ผมเกือบจะเข้าใจในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ว่าผมไม่ได้สำรวจดูมันด้วยตัวเองเท่านั้น การไม่มีประวัติส่วนตัวเป็นแนวคิดที่มีเหตุผล อย่างน้อยที่สุดก็ในระดับที่ใช้มันสมอง อย่างไรก็ตาม มันทำให้ผมเกิดความเปล่าเปลี่ยว ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความรู้สึกที่คุกคามและไม่ค่อยชอบเอาเลย ผมอยากจะพูดเรื่องนี้กับดอนฮวน แต่ผมก็ควบคุมตัวเองไว้ มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์เช่นนั้น และผมเองก็รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องตลกที่จะพยายามถกเถียงปัญหาทางปรัชญากับชายชราชาวอินเดียนผู้ไม่มี "ความแพรวพราวในเหตุผล" อย่างนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้กระนั้นก็ตาม ดอนฮวนได้ดึงผมให้เขวไปจากความตั้งใจเดิม คือจะมาถามถึงเรื่องเกี่ยวกับวงศ์ตระกูลของแก

                  "ผมไม่ทราบว่าจะยุติการคุยในเรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ผมต้องการคือชื่อต่าง ๆ ที่จะต้องกรอกลงในตารางเหล่านี้" ผมพูด พยายามที่จะเบนคำสนทนาให้กลับเข้ามาสู่หัวข้อที่ผมต้องการ
                  "ง่ายมาก" แกบอก "วิธีที่จะยุติการพูดคุยในเรื่องนี้ก็โดยคำพูดของผมที่ว่า การที่จะถามคำถามที่เกี่ยวกับอดีตของคนนั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระ"
                  น้ำเสียงของแกหนักแน่น ผมรู้ว่าไม่มีทางที่จะให้แกยอมตามได้ง่าย ๆ ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนแปลงยุทธวิธี

                  "แนวคิดที่จะไม่มีประวัติส่วนตัวนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ชนเผ่ายาคีปฏิบัติกันอยู่ใช่ไหม?" ผมถาม
                  "มันเป็นสิ่งที่ผมทำอยู่"
                  "คุณเรียนเรื่องนี้มาจากไหน"
                  "ผมเรียนมันจากชีวิตของผม"
                  "พ่อของคุณสอนเรื่องนี้ให้กับคุณหรือเปล่า?"
                  "เปล่านี่ พูดก็ได้ว่าผมเรียนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และเดี๋ยวนี้ผมกำลังจะบอกกับคุณถึงความลึกลับของมัน เพื่อว่าคุณจะไม่จากไปมือเปล่าในวันนี้"

                  แกผ่อนเสียงลงให้เป็นกระซิบกระซาบอย่างน่าตื่นเต้น ผมหัวเราะในการแสดงของแก ผมต้องยอมรับว่าดอนฮวนยิ่งใหญ่มากในเรื่องนี้ ความคิดผ่านวูบเข้ามาว่า ผมกำลังอยู่เบื้องหน้านักแสดงโดยกำเนิด
                  "จดลงไปสิ" แกพูดอย่างวางท่า "อ้าว ทำไมล่ะ? คุณดูจะมีความสุขมากเมื่อได้เขียนอะไรลงไป"
                  ผมมองดูแก และสายตาของผมต้องมีแววที่ส่อถึงความสับสน แกเอามือตบต้นขาแล้วหัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ
                  "มันเป็นการดีที่สุดที่จะลบประวัติส่วนตัวทิ้งเสีย" แกพูดช้า ๆ เหมือนกับจะให้ผมมีเวลาจดลงไปด้ยท่าทีที่ค่อนข้างจะงุ่มง่าม "เพราะว่า การกระทำเช่นนี้จะทำให้เราเป็นอิสระจากความคิดหนักอกหนักใจที่คนอื่นมีต่อเรา"

                  ผมเกือบจะไม่เชื่อว่าดอนฮวนพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจริง ๆ ผมสับสนไปชั่วขณะ แกต้องมองเห็นความวุ่นวายที่แสดงออกมาในสีหน้าของผม แกจึงฉวยโอกาสกับความรู้สึกเช่นนี้ในทันที
                  "ยกตัวอย่างของคุณก็ได้" แกพูดต่อ " ขณะนี้คุณไม่ทราบบว่าจะอยู่หรือไปดี และที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าผมลบประวัติส่วนตัวของผมทิ้งเสียแล้ว ผมได้สร้างเมฆหมอกคลุมรอบตัวของผมและชีวิตของผมทีละนิด ๆเดี๋ยวนี้ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดได้เลยว่าผมเป็นใคร หรือกำลังทำอะไรอยู่"
                  "แต่ว่าตัวของคุณเองรู้ไม่ใช่หรือว่าคุณเป็นใคร" ผมสอดขึ้นมา
                  "คุณแน่ใจหรือว่าผมอย่าดีกว่า" แกร้องออกมา แล้วกลิ้งตัวอยู่กับพื้นพร้อมกับหัวเราะในท่าทางที่แสดงความประหลาดใจของผม

                  แกหยุดพูดไปนานจนผมเชื่อว่า แกจะบอกว่าแกรู้ประวัติของแกเองดังที่ผมบอกไป ความลับลมคมในของแกคุกคามผมมาก ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ
                  "นี่คือความลับเล็ก ๆ น้อย ๆที่ผมจะบอกกับคุณในวันนี้" ดอนฮวนพูดออกมาด้วยเสียงต่ำ ๆ "ไม่มีใครที่รู้ประวัติส่วนตัวของผม ไม่มีใครทราบว่าผมเป็นใคร หรือผมทำอะไร แม้แต่ตัวของผมเอง"

                  แกชำเลืองมองมาทางผม แกไม่ได้จ้องตรงมาที่ตัวผม แต่มองเลยเหนือไหล่ขวาของผมออกไป แกนั่งขัดสมาธิ ลำตัวตั้งตรง แต่กระนั้นก็มีลักษณะผ่อนคลาย ในขณะนั้น ภาพของแกเป็นภาพของความดุร้าย ผมคิดไปว่าดอนฮวนเป็นหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง เป็น "นักรบผิวสีแดง" ในนิยายโลดโผนแถบชายแดนในวัยเด็กของผม ความฝันพาผมล่องลอยไปไกล และความรู้สึกคลุมเครือสับสนที่ชอนไชอยู่ในใจนั้นห่อหุ้มผมอยู่ ผมอาจจะกล่าวออกมาด้วยความจริงใจได้ว่า ผมชอบดอนฮวนมาก และในความรู้สึกดังกล่าว ผมอาจจะกล่าวได้อีกว่า ผมรู้สึกกลัวชายแก่คนนี้เท่าเทียมกัน
                  แกมองผมในลักษณะเช่นนั้นเป็นเวลานาน

                  "ผมจะรู้ว่าผมเป็นใครได้อย่างไร ในเมื่อผมเป็นสิ่งทั้งหมดนี้" แกพูด พร้อมกับเอี้ยวศีรษะไปรอบ ๆ
                  ต่อมาแกชำเลืองมาที่ผมแล้วยิ้ม
                  "คุณต้องสร้างเมฆหมอกขึ้นรอบ ๆ ตัวของคุณทีละเล็กละน้อย คุณต้องลบทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆตัวของคุณออกไป จนกระทั่งว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่คุณทึกทักเอาว่า เป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีสิ่งใดเลยที่มาทำให้เกิดความมั่นใจหรือเป็นจริงอีกต่อไป ปัญหาของคุณในขณะนี้ก็คือว่า คุณจริงเสียเหลือเกิน ความพยายามของคุณทั้งหลายจริงเกินไป อารมณ์ของคุณก็จริงมาก อย่าได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นเช่นนั้น คุณจะต้องเริ่มลบตัวตนของคุณออกไป"
                  "เพื่ออะไรล่ะ?" ผมถามกวน ๆ

                  ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าดอนฮวนกำลังกำหนดรูปแบบความประพฤติให้กับผม ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของผม ผมจะพุ่งขึ้นสู่จุดที่เป็นอันตราย เมื่อใครก็ตามพยายามที่จะบอกให้ผมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้เพียงคิดเอาว่ามีคนมาบอกให้ผมทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมก็จะปกป้องตัวเองในทันที
                  "ก็คุณบอกผมว่าคุณอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร" ดอนฮวนพูดออกมาอย่างสงบ "คุณต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่ศึกษาอะไรเลยจะได้หรือ คุณคิดว่าสิ่งนี้คืออะไร? เราตกลงกันแล้วว่า คุณจะถามคำถามและผมจะตอบในสิ่งที่ผมรู้ ถ้าหากว่าคุณไม่ชอบ เราก็ไม่มีอะไรจะพูดกันอีก"

                  ความตรงไปตรงมาชนิดกำปั้นทุบดินของแกทำให้ผมรู้สึกโกรธ แต่ผมก็ยอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักว่าดอนฮวนพูดถูก
                  "เอาอย่างนี้ดีกว่า" แกพูดต่อไป "ถ้าหากคุณจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร และเนื่องจากว่าไม่มีอะไรเลยจริง ๆที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ให้ลบประวัติส่วนตัวของคุณทิ้งเสียก่อน"
                  "ทำอย่างไรล่ะ?" ผมถาม
                  "จงเริ่มต้นด้วยสิ่งง่าย ๆเช่น ไม่เปิดเผยสิ่งที่คุณทำอยู่ ต่อมาคุณต้องละจากคนที่คุณรู้จักดี การทำเช่นนี้ คุณจะทำให้เกิดเมฆหมอกพรางรอบตัวของคุณ"
                  "แต่การทำอย่างนั้นน่ะ เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ" ผมค้าน "ทำไมคนอื่น ๆจะมารู้จักกับผมไม่ได้ มันผิดอะไรหรือ?"
                  "ที่ว่าผิดก็คือ เมื่อคนเหล่านั้นรู้จักกับคุณแล้ว ตัวของคุณเองจะเป็นสิ่งที่พวกเขาทึกทักเอาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และจากนั้นคุณไม่อาจทำลายความผูกพันที่มีในความคิดของพวกเขาได้ ตัวของผมเองชอบที่จะมีอิสรภาพสูงสุดโดยการที่จะไม่เป็นที่รู้จัก ไม่มีใครรู้จักผมอย่างมั่นใจจริง ๆในลักษณะเดียวกับที่คนอื่นรู้จักคุณ นี่เป็นตัวอย่าง"
                  "แต่นั่นเป็นการโกหกนี่นา"
                  "ผมไม่ใส่ใจกับเรื่องโกหกหรือเรื่องจริงหรอก" แกพูดอย่างเคร่งเครียด "การพูดไม่จริงเป็นการโกหกก็ต่อเมื่อคุณมีประวัติส่วนตัวเท่านั้น"

                  ผมกล่าวโต้ว่า ผมไม่ชอบที่จะทำตัวให้เป็นลึกลับโดยเจตนาหรือทำให้ผู้อื่นไขว้เขว คำตอบของดอนฮวนคือ จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ ผมทำให้ผู้อื่นไขว้เขวอยู่แล้ว
                  ชายแก่แตะตรงจุดที่ปวดร้าวในชีวิตของผม ผมไม่หยุดเพื่อจะถามแกว่า แกหมายความว่าอย่างไรในการกล่าวออกมาเช่นนั้นหรือถามว่าแกรู้ได้อย่างไรว่าผมทำตัวให้เป็นคนลับ ๆ ล่อ ๆ กับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ผมกลับมีปฏิกิริยาต่อคำกล่าวหาของแกและปกป้องตัวเองด้วยคำอธิบายประการต่าง ๆ ผมบอกว่า ผมสำนึกอย่างปวดร้าวที่ครอบครัวและเพื่อน ๆของผมเชื่อว่าผมเป็นคนที่เชื่อถือไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วผมไม่เคยโกหกเลยในชีวิต
                  "คุณรู้อยู่ตลอดไปแหละน่าว่าจะโกหกอย่างไร" แกบอก "มีสิ่งเดียวที่ขาดไป นั่นก็คือคุณไม่รู้ว่า ทำไมคุณจึงต้องโกหก แต่เดี๋ยวนี้คุณรู้แล้ว"
                  ผมกล่าวค้าน
                  "คุณไม่เห็นบ้างหรือว่า ผมระอาเอาเสียจริง ๆและเบื่อหน่ายคนที่คิดว่าผมเป็นคนที่เชื่อไม่ได้" ผมพูด
                  "แต่คุณก็เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว" แกพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
                  "ลงนรกไปเสีย แก! ผมไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น !" ผมตะโกนออกมา

                  แทนที่อารมณ์ที่ผมแสดงออกมาจะบีบให้ดอนฮวนมีความจริงจังขึ้นมาบ้าง แกกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ผมรู้สึกเหยียดหยามชายแก่คนนี้ในความทะลึ่งของแกจริง ๆ แต่ก็นับเป็นโชคร้ายที่แกพูดถูกแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับตัวของผม
                  หลังจากนั้นอีกครู่หนึ่ง ความพลุ่งพล่านของผมระงับลง ดอนฮวนจึงพูดต่อไป
                  "เมื่อคุณไม่มีประวัติส่วนตัวแล้ว" แกอธิบาย "ก็จะไม่มีคำพูดใดที่คุณกล่าวออกไปเป็นคำโกหก ปัญหาของคุณก็คือ ต้องอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างกับคนทุกคน แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องการความบริสุทธิ์และความใหม่ในทุก ๆสิ่งที่คุณทำ ก็ในเมื่อคุณไม่มีความตื่นเต้นใด ๆจากการที่ได้อธิบายสิ่งที่คุณทำลงไป คุณก็พูดไม่จริงได้เพื่อจะดำรงอยู่ต่อไป"

                  ผมรู้สึกหัวหมุนจริง ๆในขอบเขตของหัวข้อการสนทนาของเรา ผมบันทึกรายละเอียดทั้งหมดในคำโต้ตอบเท่าที่จะทำได้ โดยใส่ใจในสิ่งที่ดอนอวนพูดมากกว่า แทนที่จะหยุดพิจารณาถึงอคติที่ผมมีหรือความหมายของสิ่งที่แกพูด
                  "นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป" แกพูด "คุณต้องแสดงกับผู้อื่นในส่วนที่คุณต้องการให้เขาทราบเท่านั้น โดยไม่ต้องชี้ลงไปให้ชัดแจ้งว่า คุณทำสิ่งนั้นลงไปได้อย่างไร"
                  "ผมรักษาความลับไว้ไม่ได้หรอก..!" ผมโวยวายออกมา "สิ่งที่คุณพูดน่ะ ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับผมเลย"
                  "ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียสิ!" แกพูดสวนออกมา นัยน์ตาของแกมีแววดุดัน

                  มองดูแล้ว แกเหมือนกับสัตว์ป่าที่แปลกประหลาด แม้กระนั้นก็ตาม ความคิดของแกมีความต่อเนื่องดีมาก และได้ความหมาย ความรำคาญของผมกลับเปลี่ยนไปเป็นความสับสนอย่างขัดเคือง
                  "คุณเห็นหรือยังว่า" ดอนฮวนพูดต่อ "เรามีทางเลือกอยู่เพียงสองทางเท่านั้น นั่นก็คือ เราถือว่าทุกสิ่งเที่ยงแท้หรือจริง หรือไม่เราก็จะไม่ยืนยันเช่นนั้น หากว่าเราเชื่อตามลักษณะแรก ชีวิตของเราจะจบลงด้วยความเบื่อหน่ายตัวของเราเองและเบื่อหน่ายโลกอย่างถึงที่สุด แต่ถ้าหากเราเชื่อตามลักษณะที่สองและได้ลบประวัติส่วนตัวทิ้งไปเสียแล้ว เราก็สร้างเมฆหมอกพรางรอบตัวของเรา นั่นเป็นสภาวะที่น่าตื่นเต้น ลึกลับ ซึ่งไม่มีใครรู้แม้แต่ตัวของเราเอง ว่าเมื่อไหร่เจ้ากระต่ายจะโผล่พรวดออกมา"

                  ผมเถียงว่า การลบประวัติของตัวเองทิ้งไปเสียนั้นรังจะเพิ่มพูนความรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย
                  "เมื่อไม่มีสิ่งใดแน่นอนลงไป เราก็จะตื่นตัวอยู่เสมอ ระวังระไวอยู่ตลอดไป" แกพูด "แทนที่จะประพฤติราวกับว่าเรารู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะน่าตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าที่จะไม่ทราบเลยว่าพุมไม้พุ่มไหนที่เจ้ากระต่ายตัวนั้นซ่อนอยู่"


                  ……ดอนฮวนไม่พูดอะไรอีกเลยเป็นเวลานาน หนึ่งชั่วโมงคงผ่านไปแล้วในความเงียบ ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะถามอะไรอีก ในที่สุดแกลุกขึ้นแล้วขอให้ผมขับรถไปส่งที่เมืองที่อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น
                  ผมไม่ทราบว่าเพราะสาเหตุอะไร แต่การสนทนาของเราได้ถ่ายเอาพลังของผมออกไปหมดสิ้น ผมรู้สึกเหมือนกับจะฟุบหลับลงไป แกบอกให้ผมหยุดกลางทางแล้วบอกว่าถ้าผมต้องการจะพักผ่อนแล้ว ผมต้องปีนไปยังที่ราบบนยอดเนินเล็ก ๆที่อยู่ข้างทางแล้วนอนคว่ำลง หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก

                  ดูเหมือนแกจะมีความรู้สึกรีบร้อนบางประการ ผมเองก็ไม่ต้องการที่จะโต้แย้ง ผมคงเหนื่อยมากแม้แต่จะอ้าปากพูด ผมจึงปีนขึ้นไปบนเนินเขาแล้วทำตามที่แกบอก
                  ผมหลับไปประมาณสองสามนาที แต่นั่นเป็นการเพียงพอแล้วที่จะเรียกเอาพลังกลับคืนมา
                  ผมขับรถเข้าไปจนถึงใจกลางเมือง ดอนฮวนบอกให้ผมจอดรถให้แกลง
                  "มาอีกนะ" แกพูดขณะที่ก้าวลงจากรถ "อย่าลืมกลับมาเยี่ยมผมอีก"
 


๓. การสูญเสียความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ 

 ผม ได้เล่าถึงการที่ผมได้มีโอกาสพบปะกับดอนฮวนทั้งสองครั้งกับเพื่อนคนที่แนะนำให้เราทั้งสองรู้จักกัน เพื่อนคนนนั้นมีความเห็นว่าผมจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
                  ผมเล่าให้เขาฟังถึงรายละเอียดและขอบเขตของเรื่องที่เราพูดคุยกัน เขาบอกว่าผมพูดเกินความเป็นจริง และทำให้ตาแกคร่ำครึที่โง่เขลากลายเป็นคนพิเศษขึ้นมา

                  สำหรับผม ยากนักที่จะพูดเกินเลยไปในเรื่องของชายชราที่มีลักษณะประหลาดมากคนนี้ ผมรู้สึกขึ้นมาอย่างแท้จริงว่า คำวิจารณ์ของแกเกี่ยวกับบุคคลิกของผมนั้นบั่นทอนความชอบของผมที่มีต่อแกเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นก็ตาม ผมต้องยอมรับว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นเรื่องสมควร มีความคมคายและถูกต้องตามที่พูดออกมาทีเดียว

                  ปมยุ่งยากของความลังเลไม่แน่ใจของผมในขณะนี้ก็คือผมไม่สู้จะเต็มใจยอมรับว่า ดอนฮวนสามารถที่จะทำลายทัศนะเดิม ๆ ที่ผมมีต่อโลกนี้ได้ และไม่อยากเชื่อด้วยว่า ผมเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนคนนั้นที่ว่า "อินเดียนแก่คนนั้นเป็นคนที่บ้า ๆ บอ ๆ คนหนึ่งเท่านั้น"
                  ผมรู้สึกว่าต้องไปหาดอนฮวนอีกสักครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะตัดสินใจให้เด็ดขาดลงไป

พุธที่ ๒๘ ธันวาคม ๑๙๖๐

                  ทันทีที่ผมมาถึงบ้านของแก ดอนฮวนพาผมเดินผ่าเข้าไปในดงพุ่มไม้เตี้ย ๆ ในทะเลทราย แกไม่มองดูแม้แต่ถุงใส่ของชำที่ผมซื้อมาฝาก ดูราวกับว่าแกกำลังคอยผมอยู่

                  เราเดินอยู่นานหลายชั่วโมง ดอนฮวนไม่ได้เก็บสมุนไพรหรือบอกผมเกี่ยวกับต้นพืชเหล่านั้นเลย แต่อย่างไรก็ตาม แกสอนผมถึง "การเดินที่ถูกวิธี" แกบอกว่า ผมต้องงอนิ้วมือเข้ามาเล็กน้อยขณะที่เดิน เพื่อว่าผมจะได้ใส่ใจในทางเดินและสิ่งที่อยู่รอบตัว แกบอกว่าท่าเดินของผมตามปกตินั้นทำให้เหนื่อยง่าย เราต้องไม่ถืออะไรไว้ในมือเลย และถ้ามีสิ่งของไปด้วยก็ควรใช้เครื่องหลัง หรือย่ามก็ได้ ดอนฮวนให้ความเห็นว่า การบิดมือในลักษณะพิเศษดังกล่าวจะทำให้เดินได้ทนกว่าเดิม และมีความรู้สึกตัวสูงด้วย

                  ผมไม่ทราบจะเถียงไปเพื่ออะไรจึงงอนิ้วมือในลักษณะที่แกบอกและตั้งใจเดินต่อไป ความรู้สึกตัวของผมก็ไม่แตกต่างไปกว่าเดิม และความอดทนก็ไม่ดีขึ้นด้วย

                  เราเริ่มออกเดินกันในตอนเช้าและหยุดพักในราวเที่ยงวัน ผมเหงื่อตกจึงหมายจะดื่มน้ำจากกระติกแต่ดอนฮวนห้ามผมไว้ แกบอกว่าผมจะรู้สึกสบายขึ้นหากผมจิบน้ำทีละนิดเท่านั้น แกเด็ดเอาใบไม้จากพุ่มไม้สีเหลืองเตี้ย ๆ แล้วใส่ปากเคี้ยว แกเอามาให้ผมด้วยและแนะว่ามันวิเศษมาก ถ้าหากผมเคี้ยวช้า ๆ ความกระหายน้ำจะหายไป ความกระหายน้ำไม่ได้หายไปจริงอย่างที่พูด แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด

                  ดอนฮวนดูจะอ่านความคิดของผมออกจึงอธิบายว่า ที่ผมไม่รู้สึกถึงประโยชน์ของ "การเดินที่ถูกวิธี" หรือประโยชน์ของการเคี้ยวใบไม้ชนิดนี้ เพราผมยังเป็นคนหนุ่มและแข็งแรง ร่างกายของผมไม่รู้สึกในสิ่งใดเพราะมันค่อนข้างโง่ แกหัวเราะออกมา

                  ผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะหัวเราะ นั่นยิ่งทำให้ดอนฮวนขบขันยิ่งขึ้น แกแก้คำพูดที่พูดออกไปแล้วว่าร่างกายของผมไม่ถึงกับโง่หรอก แต่มันยังเฉื่อยอยู่

                  ขณะนั้นอีกาตัวโตบินผ่านศีรษะของเราไปพร้อมกับร้องออกมา มันทำให้ผมสะดุ้งและหัวเราะขึ้นมา ผมคิดว่าโอกาสเช่นนั้นควรแก่การหัวเราะ
                  แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจอย่างสูงสุดก็คือดอนฮวนเขย่าแขนของผมอย่างแรง พลางบอกให้ผมเงียบเสียงลง สีหน้าของแกเครียดและจริงจังมาก "นั่นมันไม่ใช่เรื่องตลก" แกกล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด ราวกับว่าผมเข้าใจในสิ่งที่แกกำลังพูดอยู่

                  ผมขอคำอธิบาย ผมบอกกับแกว่า การที่แกโกรธที่ผมหัวเราะอีกานั้นไม่ถูกกาละเทศะเอาเสียเลย ในเมื่อเราหัวเราะหม้อต้มกาแฟมาแล้ว
                  "สิ่งที่คุณเห็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงอีกา" แกร้องออกมา
                  "แต่ผมก็มองเห็นมันด้วยตา มันก็เป็นอีกานี่นะ" ผมยืนยัน
                  "คุณไม่เห็นอะไรหรอก คุณนะไอ้โง่" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระด้าง

                  ความหยาบคายของแกไม่มีเหตุผลที่สมควรเอาเลย ผมบอกแกว่าผมไม่ชอบทำให้คนอื่นโกรธหรอก บางทีน่าจะเป็นการดีถ้าผมจะผละไปเสีย ในเมื่อแกดูจะไม่มีอารมณ์ที่จะมีเพื่อนร่วมทางเอาเสียเลย

                  แกหัวเราะลั่นขึ้นมาเหมือนกับว่าผมเป็นตัวตลกมาแสดงให้แกดู ความหงุดหงิดไม่สบายใจของผมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ
                  "คุณเป็นคนรุนแรงมาก" แกตั้งข้อสังเกตขึ้นมาลอย ๆ "คุณยึดถือในตัวของคุณเองเป็นอย่างมาก"
                  "คุณก็ทำอย่าางเดียวกันไม่ใช่หรือ?" ผมสอดขึ้นมา "คุณก็ยึดถือตัวของคุณเองขณะที่คุณโกรธผม"
                  แกบอกว่า การที่จะโกรธผมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ห่างจากจิตใจของแกอย่างที่สุด แกมองมายังผมด้วยสายตาที่ทิ่มแทง

                  "สิ่งที่คุณเห็นไม่ได้เป็นคำเห็นพ้องจากโลก" แกพูด "อีกาที่กำลังบินอยู่หรือร้องออกมาไม่เคยเป็นคำรับรอง แต่มันเป็นลาง!"
                  "เป็นลางเกี่ยวกับอะไรล่ะ?"
                  "มันเป็นเครื่องทำนายเกี่ยวกับตัวของคุณ" แกตอบออกมาอย่างคลุมเครือ
                  ขณะนั้นลมพากิ่งไม้แห้งตรงมาที่เท้าของเรา
                  "นี่เป็นคำรับรอง!" แกอุทานพร้อมกับมองมาทางผมด้วยดวงตาเป็นประกาย แกหัวเราะออกมาเต็มเสียง

                  ผมรู้สึกว่าแกกำลังยั่วผมอยู่ ด้วยการสร้างกฎเกณฑ์ประหลาด ๆ ขึ้นมาเองขณะที่เราไปด้วยกัน ดังนั้นมันเป็นเรื่องถูกที่แกจะหัวเราะ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของผมหรอก ความหงุดหงิดของผมงอกเงยขึ้นมาอีก และผมบอกกับดอนฮวนในสิ่งที่ผมคิด แกไม่ได้ฉุนเฉียวหรือมีความขุ่นเคืองแต่อย่างใด แกหัวเราะ

                  เสียงหัวเราะของแกทำให้ผมโกรธและหงุดหงิดยิ่งขึ้น ผมคิดว่าดอนฮวนจงใจที่จะเหยียดหยามผม ผมตัดสินใจในทันทีว่า ผมขอเลิก "งานค้นคว้า" ของผมดีกว่า
                  ผมลุกขึ้นพร้อมกับพูดออกมาว่าผมจะเดินกลับละ เพราะผมต้องเดินทางไปลอสแอนเจลิส

                  "นั่งลง !" แกบังคับ
                  "คุณแสดงความโกรธออกมาเหมือนกับยายเพิ้ง ตอนนี้คุณยังไปไม่ได้ เรื่องมันยังไม่จบเลย" ผมเกลียดแก
ผมคิดว่าแกเป็นคนที่น่าเหยียดหยามอย่างที่สุด

                  ดอนฮวนครวญเพลงพื้นเมืองเม็กซิกันบ้า ๆ บอ ๆออกมา แกร้องเลียนแบบนักร้องที่มีชื่อเสียง แต่แกให้เสียงบางพยางค์ยาวออกไปและบางพยางค์สั้นทำให้มันเป็นเพลงที่ฟังแล้วน่าขันมาก ฟังดูแล้วตลกจนหัวเราะออกมาในที่สุด
                  "นั่นไงล่ะ คุณหัวเราะกับเพลงบ้า ๆ บอ ๆ" แกพูดออกมา "แต่นักร้องที่ร้องออกมาในลักษณะนี้และคนที่จ่ายเงินเพื่อฟังเพลงนี้จะไม่หัวเราะ พวกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงจังเอามาก ๆ"
                  "คุณหมายความว่าอย่างไร" ผมถาม
                  ผมคิดว่าแกตั้งใจที่จะกุเรื่องขึ้นมาอีก เพื่อจะบอกกับผมว่าที่ผมหัวเราะอีกานั้นไม่มีความจริงจังเหมือนกับที่ผมไม่จริงจังกับเพลงที่แกร้อง แต่ดอนฮวนก็ทำให้ผมผิดคาดอีกครั้ง แกบอกว่าผมก็เหมือนกับนักร้องคนนั้นและคนที่ชอบฟังเพลงของเขา คนพวกนี้ยึดถือในตัวเองและจริงจังอย่างมากมายในเรื่องเหลวไหล ชนิดที่คนที่อยู่ในสภาวะจิตที่เป็นปกติจะไม่เอาใจใส่เลยแม้แต่นิดเดียว

                  ต่อมาแกกล่าวย้ำถึงเรื่องทั้งหมดที่แกเคยพูดถึงในเรื่อง "การเรียนรู้เรื่องสมุนไพร" เหมือนกับจะรื้อฟื้นความทรงจำของผม แกเน้นลงไปอีกว่า ถ้าผมต้องการที่จะเรียนรู้ในเรื่องนี้ ผมต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผมเกือบทั้งหมด

                  "คุณยึดถือตัวเองเอามาก ๆ" แกพูดช้า ๆ "คุณคิดว่าคุณเป็นคนสำคัุญที่สุด สิ่งนี้ต้องเปลี่ยนแปลง! คุณมีความสำคัญเหลือล้นจนกระทั่ง คุณรู้สึกว่ามีเหตุผลสมควรที่จะหงุดหงิดกับทุกสิ่งทุกอย่าง คุณมีความสำคัญเสียเหลือเกินจนกระทั่งคุณพร้อมที่จะผละหนีไปถ้าหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สอดคล้องเป็นไปตามที่คุณต้องการ ผมเข้าใจว่า นั่นคือสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นเครื่องแสดงถึงบุคคลิกภาพของคุณนะสิ นั่นมันเรื่องเหลวไหล! คุณเป็นคนอ่อนแอและยึดมั่นในตัวเองมาก"

                  ผมพยายามหาเหตุผลมาคัดค้าน แต่ดอนฮวนไม่ยอมง่าย ๆ แกชี้ให้เห็นว่าตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยทำอะไรได้สำเร็จเพราะเหตุอันเนื่องมาจากความรู้สึกที่ว่า ตัวมีความสำคัญเกินส่วนที่ผมยึดอยู่

                  ผมรู้สึกตกตลึงในความมั่นใจที่แกกล้ากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา แน่นอนละ สิ่งที่แกพูดมานั้นถูกต้อง และนั่นไม่เพียงจะทำให้ผมโกรธเพียงอย่างเดียว ผมรู้สึกว่าตนถูกคุกคามด้วย
                  "ความรู้สึกที่ว่าตนเท่านั้นที่สำคัญที่สุด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องละเช่นเดียวกับประวัติส่วนตัว" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจัง

                  แน่นอนผมไม่ต้องการที่จะถกเถียง เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าผมอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก ดอนฮวนจะไม่เดินกลับบ้านจนกว่าแกจะพร้อมและผมเองก็ไม่รู้ทาง ผมจำต้องอยู่กับแก แกไหวตัวอย่างฉับพลันและประหลาดใจมาก แกทำเหมือนว่ากำลังสูดดมอากาศที่อยู่รอบ ๆ หัวของแกสั่นเล็กน้อยเป็นจังหวะ ดูแกจะอยู่ในสภาพที่ตื่นตัวอย่างผิดธรรมดา แกหันหน้าแล้วจ้องดูผมด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกและมีแววใคร่รู้ แกกวาดสายตาขึ้น ๆ ลง ๆตามตัวของผมแล้วผลุดลุกขึ้นและออกเดินอย่างรวดเร็ว

                  แกเดินเร็วมากจนเกือบจะเป็นวิ่ง ผมตามแกไปติด ๆ ดอนฮวนเดินด้วยก้าวที่รีบร้อนเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดแกหยุดเดินข้างเนินเขาหินแล้วเรานั่งลงใต้พุ่มไม้เตี้ย ๆ การเดินอย่างเร็วทำให้ผมเหนื่อยมาก แม้ว่านั่นทำให้อารมณ์ของผมดีขึ้นก็ตาม การที่เปลี่ยนอารมณ์ไปเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก ผมมีความรู้สึกรื่นเริง แต่ตอนที่เริ่มออกเดินหลังจากที่ได้ถกเถียงกันนั้น ผมโมโหดอนฮวนมาก
                  "พิลึกจริง" ผมบอก "แต่ผมก็รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ"

                  ผมได้ยินเสียงร้องของอีกาห่างออกไป ดอนฮวนยกนิ้วขึ้นมาที่หูขวาแล้วยิ้มออกมา
                  "นั่นเป็นลาง" แกบอก
                  ก้อนหินก้อนเล็ก ๆกลิ้งลงมาตามเนินเขา และทำให้เกิดเสียงดังโครมเมื่อมันชนกับพุ่มไม้ ดอนฮวนหัวเราะออกมาดังลั่นและชี้มือไปยังทิศทางที่เกิดเสียง
                  "นั่นเป็นคำเห็นด้วย"

                  หลังจากนั้นแกถามผมว่า ผมพร้อมหรือยังที่จะพูดกันถึงเรื่องการให้ความสำคัญกับตัวเอง ผมหัวเราะ ความรู้สึกโกรธเคืองดูจะอยู่ห่างไกลออกไปมากจนผมไม่รู้เอาเลยว่า ผมฉุนเฉียวในตัวของดอนฮวนมากมายอย่างไรบ้าง

                  "ผมไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเลย" ผมบอก "ผมโกรธมาก แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ผมไม่โกรธอีกต่อไป"
                  "โลกที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราเป็นสิ่งลึกลับมหัศจรรย์มาก" แกพูด "มันจะไม่ยอมเปิดเผยความลับออกมาง่าย ๆ"

                  ผมชอบคำพูดที่เป็นปริศนาของแก มันมีความลึกลับและท้าทาย ผมไม่อาจบอกชัดลงไปได้ว่ามันมีความหมายซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ หรือเป็นเพียงคำพูดธรรมดา ๆเท่านั้น
                  "ถ้าหากว่าคุณมีโอกาสกลับมาที่ทะเลทรายนี้อีก" แกพูด "จงหยุดให้ห่างจากภูเขาหินที่เรานั่งพักกันในวันนี้ หนีมันไปเหมือนกับหนีกาฬโรค"
                  "อ้าว ทำไมล่ะ มีเหตุผลอะไรหรือ?"
                  "มันยังไม่ถึงเวลาที่จะมาอธิบาย" แกบอก "ขณะนี้เรายังผูกพันอยู่กับการสูญเสียความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีความสำคัญ
ตราบใดที่คุณรู้สึกว่า คุณเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก คุณจะไม่รู้สึกซาบซึ้งต่อสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของคุณ คุณจะเป็นเหมือนกับม้าที่มีบังตา สิ่งทั้งหมดที่คุณเห็นคือตัวของคุณที่แยกตัวเองออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่าง " แกสำรวจดูผมชั่วครู่

                  "ผมจะพูดกับเพื่อนตัวเล็ก ๆ ของผมที่อยู่ที่นี่" แกพูดพร้อมกับชี้ไปที่พืชต้นเล็ก ๆ แกคุกเข่าลงเบื้องหน้าต้นไม้เล็ก ๆ ต้นนั้นแล้วใช้มือโอบประคองและพูดกับมัน ตอนแรกผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด ต่อมาแกเปลี่ยนภาษา แกพูดกับต้นไม้เป็นภาษาสเปน แกพล่ามคำพูดไร้สาระนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้น
                  "ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะพูดกับต้นไม้เรื่องอะไร" แกพูด "คุณอาจคิดสร้างคำต่าง ๆขึ้นมา สิ่งสำคัญคือความรู้สึกว่าชอบมันและปฏิบัติตัวต่อมันเหมือนกับคนที่เท่าเทียมกัน"

                  ดอนฮวนอธิบายว่า คนที่เก็บสมุนไพรต้องขอโทษพืชทุกครั้งเมื่อเขาเก็บมัน และเขาต้องให้คำรับรองแก่พืชว่า สักวันหนึ่งร่างกายของเขาก็จะมาเป็นปุ๋ยสำหรับพืชด้วย
                  "ดังนั้น จากทั้งหมดที่พูดมานี้ พืชและตัวเรามีความเท่าเทียมกัน" แกบอก "ไม่ใช่พืช หรือตัวเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความสำคัญกว่า"

                  "มาสิ มาพูดกับต้นไม้เล็ก ๆนี่" แกยุผม "จงบอกกับมันว่าคุณไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญอีกแล้ว"
                  ผมทำได้เพียงคุกเข่าลงเบื้องหน้าพืชต้นนั้น แต่บังคับตัวเองให้พูดกับมันไม่ได้ ผมรู้สึกขำจึงหัวเราะออกมา ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่รู้สึกโกรธแต่อย่างใด

                  ดอนฮวนตบที่ไหล่ของผมแล้วบอกว่า ดีแล้ว อย่างน้อยที่สุด ผมก็ควบคุมตัวเองไว้ได้
                  "นับแต่นี้เป็นต้นไป จงพูดกับพืชต้นเล็ก ๆเหล่านั้น" แกพูด "พูดกับมัน จนกระทั่งว่าคุณสูญเสียความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีความสำคัญ จงพูดกับมันจนกระทั่งว่าคุณอาจทำได้ต่อหน้าคนอื่น"
                  "จงไปที่เนินเขาลูกโน้น แล้วฝึกคนเดียว"

                  ผมถามว่าถ้าผมพูดในใจกับพืชจะได้ไหม แกหัวเราะแล้วเอามือมาเคาะเบา ๆ ที่หัวของผม "ไม่ได้หรอก" แกตอบ
                  "คุณต้องพูดกับมันดัง ๆ ชัดถ้อยชัดคำ ถ้าหากว่าคุณต้องการให้พืชตอบคุณ"

                  ผมเดินไปที่บริเวณดังกล่าวพลางหัวเราะกับตัวเองในความแปลกประหลาดของดอนฮวน ผมพยายามที่จะพูดกับพืชเหมือนกัน แต่ความรู้สึกขำมีมากกว่า

                  หลังจากคิดว่าได้นั่งอยู่นานพอสมควรแล้ว ผมก็กลับมาหาดอนฮวน ผมแน่ใจว่า แกรู้ดีที่ผมไม่ได้พูดกับพืชแต่อย่างใด
                  "จงตั้งใจดูผมสิ" แกบอก "ผมจะพูดกับเพื่อนตัวนิด ๆของผม"
                  แกคุกเข่าลงหน้าต้นไม้เล็ก ๆ เวลาผ่านไปหลายนาทีขณะที่แกเคลื่อนไหวและบิดตัวไปมาพร้อมกับพูดและหัวเราะ ผมคิดว่าแกถ้าจะไม่ปกติเสียแล้ว
                  "พืชต้นเล็ก ๆนี้ให้ผมบอกกับคุณว่า หล่อนใช้กินได้" แกพูดออกมาพร้อมลุกขึ้นจากท่าคุกเข่า "เธอยังพูดอีกว่า กินเธอเพียงกำมือเดียวจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี และเจ้าหล่อนยังบอกอีกว่า มีพวกเธออีกกลุ่มหนึ่งขึ้นที่โน่น" ดอนฮวนชี้ไปยังเนินเขาห่างออกไปประมาณร้อยหลา "ไปเถอะ ไปหาพวกมัน"

                  ผมหัวเราะการแสดงของแก ผมมั่นใจว่าเราจะพบพืชชนิดนี้ เพราะดอนฮวนเป็นผู้เชี่ยวชาญภูมิประเทศแถบนั้น และรู้ดีว่าตรงไหนจะมีพืชชนิดกินได้หรือเป็นยาขึ้นอยู่บ้าง

                  ขณะที่เราเดินไปยังบริเวณดังกล่าว ดอนฮวนบอกกับผมไปพลางว่า ผมควรจะสังเกตพืชชนิดนี้เพราะมันเป็นทั้งอาหารและยาด้วย ผมถามกึ่งล้อเลียนว่า พืชต้นนั้นคงบอกกับแกอีกละสิ
                  แกหยุดเดินแล้วสำรวจดูผมด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แกโคลงศีรษะไปมา
                  "อา !" แกอุทานออกมาพร้อมกับหัวเราะ "ความฉลาดของคุณ ทำให้คุณเขลายิ่งกว่าที่ผมจะคิดไปถึงเสียอีก พืชเล็ก ๆ ต้นนั้นจะบอกผมตอนนี้ได้อย่างไรในสิ่งที่ผมรู้แล้วตลอดชีวิต"

                  แกอธิบายถึงคุณสมบัติประการต่างๆ ของพืชชนิดนั้นอีกด้วย และเล่าว่ามันเพิ่งบอกกับแกเดี๋ยวนี้เองว่ามีเพื่อนของมันขึ้นอยู่ในบริเวณที่แกชี้ให้ผมดู และมันไม่ขัดข้องเลยถ้าแกจะบอกเรื่องนี้กับผม
                  เมื่อเรามาถึงเนินเขาแห่งนั้น ผมก็พบกับพืชชนิดนั้นขึ้นอยู่หนาแน่น ผมอยากจะหัวเราะ แต่ดอนฮวนก็ไม่ให้เวลาผมได้หัวเราะ แกอยากให่ผมขอบคุณต้นไม้เล็ก ๆกลุ่มนั้น

                  ผมรู้สึกมีตัวตนขึ้นมาอย่างรุนแรงและผมทำไม่ได้ ดอนฮวนยิ้มอย่างปลอบโยนแล้วกล่าวถ้อยคำที่เป็นปริศนาขึ้นมาอีก แกพูดอย่างนั้นซ้ำอยู่ถึงสามสี่ครั้งราวกับว่าจะให้เวลาผมหาความหมายของมัน


                  "โลกรอบ ๆตัวเราเป็นสิ่งลึกลับ" แกพูด "และมนุษย์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าหากพืชต้นเล็ก ๆ เอื้อเฟื้อต่อเรา เราต้องขอบคุณเธอ ไม่เช่นนั้นแล้ว บางทีนะ เธออาจจะไม่ยอมให้เราออกจากที่นี่ไปก็ได้"
                  ท่าทางที่แกมองมาทางผมขณะที่แกพูดทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบ ผมรีบโน้มตัวลงเหนือพุ่มไม้กลุ่มนั้นแล้วพูดว่า "ขอบคุณครับ" ด้วยเสียงอันดัง
                  ดอนฮวนหัวเราะในลักษณะที่คุมเอาไว้และไม่ดังนัก

                  เราออกเดินต่อไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วจึงเริ่มเดินกลับบ้าน ตอนหนึ่งผมเดินตามแกไม่ทัน และแกต้องหยุดคอย ดอนฮวนตรวจดูนิ้วมือของผมเพื่อดูว่าผมงอมันเข้าไปหรือว่าผมไม่ได้งอนิ้ว แกจึงบอกเชิงบังคับว่า เมื่อใดก็ตามที่ผมออกเดินไปกับแก ผมต้องสังเกตและทำตามท่าทางที่แกเดิน หรือไม่เช่นนั้นก็อย่าตามแกมาจะดีกว่า
                  "ผมไม่อาจหยุดคอยคุณราวกับว่าคุณเป็นเด็ก ๆ"
                  แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงต่อว่า คำพูดของแกทำให้ผมตลึงและละอายมาก เป็นไปได้อย่างไรที่ชายแก่อายุเท่านี้เดินเก่งกว่าผมมาก และแกต้องหยุดคอยเพื่อให้ผมตามทัน ผมงอนิ้วเข้าไป และแปลกอะไรเช่นนั้น ผมสามารถเดินทันก้าวอันรวดเร็วของดอนฮวนโดยไม่ต้องใช้ความพยายามแม่แต่น้อย ในบางครั้งผมรู้สึกว่า มือทั้งสองของผมถูกดึงไปข้างหน้า

                  ผมรู้สึกตื่นตัวเต็มที่ และมีความสุขมากที่ได้เดินอย่างไร้จุดหมายกับชายชราที่แปลกประหลาดชาวอินเดียนแดง ผมเริ่มพูดและถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่า แกจะชี้ให้ผมดูสมุนไพรเปโยติได้ไหม แกมองมาทางผมแต่ไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียว
 


 

TOP BOTTOM




๔. ความตายคือผู้ที่จะมาตักเตือน
 

 

พุธที่ ๒๕ มกราคม ๑๙๖๑


                "สักวันหนึ่งนะ ดอนฮวน คุณจะสอนผมในเรื่องของสมุนไพรเปโยติหรือเปล่า?" ผมถาม
                 แกไม่ตอบ และเหมือนกับที่แกเคยทำกับผมมาก่อน คือมองดูผมราวกับว่าผมสติวิปลาสไปแล้ว
                 ผมเอ่ยถึงเรื่องนี้กับดอนฮวนในการคุยกันในเรื่องทั่ว ๆ ไปหลายครั้ง ทุกครั้งแกจะย่นหน้าและสั่นหัว นั่นไม่ใช่อาการที่แสดงว่ารับหรือปฏิเสธ แต่ดูจะเป็นการแสดงออกถึงความสิ้นหวังและไม่เชื่อเอาเลย

                 ดอนฮวนผลุดลุกขึ้นอย่างกระทันหัน เรานั่งกันอยู่ที่พื้นดินหน้าบ้านของแก การโยกศีรษะที่เกือบไม่เป็นที่สังเกตนั้นถือเป็นการเชื้อเชิญให้ผมตามไป เราเดินลัดไปตามป่าละเมาะในทะเลทรายทางทิศใต้
                 แกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกขณะที่เดินไปด้วยกันว่า ผมต้องสำนึกถึงความไร้สาระของการให้ความสำคัญกับตัวเองและประวัติส่วนตัวของผม

                 "เพื่อน ๆ ของคุณ" แกพูดออกมา "พวกที่รู้จักคุณมานานนั่นนะ คุณต้องหลีกหนีพวกเขาไปเสีย" ผมคิดว่า แกถ้าจะบ้าเสียแล้ว และข้อเร่งรัดของแกนั้นบ้าอย่างที่สุด แต่ผมก็ไม่พูดอะไรออกมา
                 ดอนฮวนจ้องดูผมแล้วหัวเราะ หลังจากที่ได้เดินมาเป็นเวลานาน เราหยุดพัก ผมกำลังจะนั่งลง แต่ดอนฮวนสั่งให้ผมเดินต่อไปอีกราว ๒๐ หลาแล้วให้ผมพูดด้วยเสียงอันดังกับพืชกระจุกหนึ่งที่นั่น ผมรู้สึกหมดกำลังและหวาดวิตกมาก
                 ความต้องการพิลึกพิลั่นของดอนฮวนเกินกว่าที่ผมจะทนได้ ดังนั้นผมจึงบอกกับแกว่า ผมพูดกับพืชไม่ได้หรอกเพราะผมรู้สึกขำ ดังนั้นข้อสังเกตของแกจึงมีว่า ความรู้สึกที่ผมเห็นว่าตัวเองสำคัญนั้นยังมีมาก แกคงตัดสินใจอย่างฉับพลันแล้วพูดว่า ผมไม่ควรจะพูดกับพืชจนกว่าผมจะรู้สึกสบายใจและทำได้เองตามธรรมชาติ
                 "คุณอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรแต่คุณกลับไม่อยากจะทำอะไรเอาเสียเลย" แกพูดปรักปรำ "แล้วอะไรล่ะ ที่คุณพยายามที่จะทำอยู่จริง ๆ"

                 ผมให้คำอธิบายว่า ผมต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเท่านั้น ดังนั้นผมจึงขอร้องให้แกบอกข้อมูลเหล่านี้ ผมถึงกับเสนอที่จะจ่ายเงินค่าตอบแทนเวลาและความยุ่งยากของแก
                 "คุณรับเอาเงินนั่นก็แล้วกัน" ผมเสนอ "ในลักษณะเช่นนี้เราทั้งสองฝ่ายจะมีความรู้สึกดีต่อกันขึ้นมาได้ และจากนั้นผมอาจจะถามคุณได้ในสิ่งที่ผมต้องการ เพราะคุณทำงานให้ผม และผมก็จ่ายเงินให้กับคุณ คุณคิดอย่างไรล่ะ?"

                 แกมองมาทางผมอย่างเหยียดหยาม แล้วทำเสียงน่าเกลียดออกมาจากปากด้วยการทำให้ริมฝีปากล่างและลิ้นสั่นสะเทือนด้วยการสูดลมเข้าไปอย่างแรง

                 "นั่นคือสิ่งที่ผมคิดละ" แกตอบ และหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งที่เห็นความประหลาดใจอย่างยิ่งซึ่งคงปรากฏออกมาทางใบหน้าของผม

                 เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า ดอนฮวนไม่ใช่คนที่ผมจะเข้าต่อเชิงด้วยง่าย ๆ ในวัยขนาดนั้นแกยังแข็งแรงและว่องไวอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเคยคิดว่า ในวัยชราเช่นนี้แกคงเป็น "ผู้บอกข้อมูล"ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าคนแก่เป็นผู้ให้ข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีที่สุด เพราะคนชราอ่อนแอในการทำสิ่งต่าง ๆ ยกเว้นการคุย
                 แต่ตรงข้าม ดอนฮวนกลับเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดความทุกข์ได้มาก ผมรู้สึกว่าแกเป็นคนที่จะบังคับควบคุมไม่ได้ง่าย ๆ และมีอันตรายเอาด้วย เพื่อนคนที่แนะนำให้เรารู้จักกันพูดถูกแล้ว ดอนฮวนเป็นชายแก่ชาวอินเดียนแดงที่ผิดธรรมดาแม้ว่าแกจะไม่ปิดปากเงียบอยู่ตลอดเวลาดังที่เพื่อนคนนั้นบอกไว้ แต่แกก็ร้ายกาจมากอยู่ดี แกเป็นคนบ้าที่สุด
                 ผมรู้สึกสงสัยและกลัวมากเหมือนกับที่เคยรู้สึกมาก่อนแล้วซึ่งผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้สึกเช่นนี้อีก ความจริงผมก็ไม่มีความลำบากใจอะไรในการที่จะบอกกับตัวเองว่าผมอยากพบกับดอนฮวน ความคิดจึงผุดขึ้นมาว่า จะอย่างไรก็แล้วแต่ บางทีผมเองก็บ้าอยู่ไม่ใช่น้อยเมื่อรู้ตัวว่าชอบอยู่กับชายแก่คนนี้ ความเห็นของแกที่บอกกับผมว่า ความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญคืออุปสรรคอย่างหนึ่ง ความคิดนี้ฝังอยู่ในใจของผมขึ้นมาจริง ๆ
                 แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เรื่องนี้ก็เป็นเพียงเรื่องคิด ๆ เอาเท่านั้นสำหรับผม และขณะใดก็ตามที่ผมพบกับพฤติกรรมที่ประหลาด ๆ ของแก ผมจะหวาดกลัวและอยากผละหนีไป
                 ผมบอกแกว่า ผมแน่ใจว่าเราทั้งสองแตกต่างกันมากจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะร่วมงานกัน


                 "คนหนึ่งคนใดในระหว่างเราทั้งสองต้องเปลี่ยนแปลง" แกพูดพลางจ้องไปที่พื้นดิน
                 "และคุณก็ทราบดีแล้วว่าคนนั้นคือใคร"
                 แกเริ่มครวญเพลงพื้นเมืองเม็กซิกันแล้วผงกหัวขึ้นมาอย่างกระทันหัน จ้องมาทางผม ดวงตาของแกมีแววดุร้ายและลุกโพลง
                 ผมอยากจะเบือนหน้าหนีหรือไม่ก็หลับตา แต่ด้วยความประหลาดใจอย่างสูงสุด ผมไม่อาจละสายตาไปจากการจ้องของแกได้เลย

                 แกสั่งให้ผมบอกกับแกว่า ผมเห็นอะไรหรือเปล่าในตาของแก ผมบอกว่าผมไม่เห็นอะไร แต่แกคงเร่งเร้าให้ผมบอกกับแกว่านัยน์ตาของแกทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรบ้าง

                 ผมพยายามที่จะทำให้แกเข้าใจว่า มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่นัยน์ตาของแกทำให้ผมรู้สึก นั่นคือความอึดอัด และการที่แกจ้องมองผมนั้นทำให้ผมรู้สึกไม่สบายด้วย
                 ดอนฮวนไม่ยอมง่าย ๆ แกจ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น มันไม่ใช่การมองอย่างข่มขู่หรือเหยียดหยาม แต่ดูจะเป็นการมองที่มีแววลึกลับและทำให้อึดอัดมาก

                 แกถามผมว่า แกทำให้ผมได้ระลึกถึงนกตัวหนึ่งหรือเปล่า
                 "นกหรือ?" ผมอุทานออกมา

                 แกหัวเราะคิก ๆ ออกมาเหมือนเด็ก แล้วเลื่อนสายตาออกไปจากตัวผม
                 "ใช่แล้ว" แกพูดค่อย ๆ "นกตัวหนึ่ง นกที่น่าขำมาก!"
                 แกจ้องเขม็งมาที่ผมอีกแล้วสั่งให้รำลึกขึ้นมาให้ได้
                 แกพูดด้วยความมั่นใจเป็นพิเศษว่า "รู้ดี" ว่าผมเคยมองในลักษณะนี้มาก่อน


                 ขณะนั้นผมคิดขึ้นมาว่า ชายแก่คนนี้กระตุ้นผมขึ้นมาทุกคราวที่แกอ้าปากพูดโดยที่ผมไม่มีความต้องการโดยบริสุทธิ์ใจเอาเลย ผมจ้องกลับไปเพื่อแสดงให้เห็นชัดว่าท้าทาย แต่แทนที่แกจะโกรธแกกลับหัวเราะ แกตบตะโพกแล้วร้องลั่นเหมือนกับว่าแกกำลังขี่ม้าป่า ต่อมาแกเอาจริงเอาจังขึ้นมาอีก
                 แกบอกกับผมว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ผมต้องหยุดสู้รบกับแก แล้วพยายามจำนกที่น่าขันที่แกพูดถึงให้ได้

                 "จงมองเข้าไปในตาผม" แกสั่ง นัยน์ตาของแกมีแววดุร้ายเป็นพิเศษ ความรู้สึกชนิดหนึ่งซ่อนอยู่ในดวงตานั้นซึ่งทำให้ผมระลึกขึ้นมาได้จริง ๆ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ ผมตรึกตรองอยู่ชั่วครู่
                 และในทันใดนั้นผมทราบขึ้นมาได้เอง มันไม่ใช่รูปลักษณะของนัยน์ตาหรือศีรษะของแกหรอกที่ทำให้ผมรู้ แต่เป็นแววตาอันดุร้ายเย็นชาในการจ้องมองของแกนั่นเอง มันทำให้ผมระลึกได้ถึงดวงตาที่จ้องลงมาของเหยี่ยวตัวหนึ่ง

                 ชั่วขณะที่ผมจำได้นั้น ดอนฮวนทำชายตามาทางผม และจิตของผมสับสนไปชั่วแวบหนึ่ง
                 ผมคิดว่ามองเห็นรูปร่างของเหยี่ยวตัวนั้นแทนที่จะเห็นตัวของดอนฮวน ภาพนั้นแวบเข้ามาและผมก็ยังสับสนเอามาก ๆ เกินกว่าจะมาใส่ใจดูอย่างจริงจัง

                 ผมบอกกับดอนฮวนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า ผมสาบานได้เลยว่าผมเห็นรูปนกเหยี่ยวที่ใบหน้าของแก แกหัวเราะก้องขึ้นมาอีกครั้ง ผมมองเห็นแววตาที่มองลงมาของอีเหยี่ยว


                 ผมเคยล่าเหยี่ยวเมื่อผมยังเป็นเด็ก และปู่ของผมบอกว่าการที่ผมทำเช่นนั้นผมเป็นเด็กดี อีเหยี่ยวเป็นศัตรูของลูกไก่และปู่มีฟาร์มลูกไก่เล็กฮอร์น การยิงเหยี่ยวจึงไม่เพียงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่เป็นการกระทำที่ "ถูกต้อง" ด้วย
                 ผมลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ในช่วงหนึ่งแววตาของอีเหยี่ยวหลอกหลอนผมอยู่หลายปี แต่นั่นก็เป็นอดีตที่ผ่านมานานซึ่งผมคิดว่าลบออกไปจากความทรงจำเสียแล้ว


                 "ผมเคยล่าเหยี่ยว" ผมบอก
                 "ผมทราบแล้ว" ดอนฮวนตอบอย่างกับรู้จริง ๆ
                 น้ำเสียงของแกมีความมั่นใจจนผมต้องหัวเราะออกมา ผมคิดว่าแกเป็นคนที่น่าทึ่งคนหนึ่ง แกมีประสาทที่สัมผัสได้เป็นพิเศษราวกับว่า แกรู้ว่าผมเคยล่าเหยี่ยว ผมรู้สึกเหยียดหยามแกมาก

                 "ทำไมคุณโกรธขึ้นมาล่ะ?" แกถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีความห่วงใยอย่างแท้จริง ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะสาเหตุอะไร
                 แกเริ่มหยั่งดูผมในลักษณะที่แปลกมาก แกขอให้ผมมองดูผมอีกครั้งหนึ่งแล้วบอกกับแกถึง "นกที่น่าขัน" ตัวที่แกทำให้ผมระลึกขึ้นมาได้ตัวนั้น

                 ผมสู้รบกับแก และด้วยความรู้สึกที่เหยียดหยาม ผมบอกกับแกว่าผมไม่มีอะไรจะพูดออกมาอีก แต่ขณะต่อมาผมกลับทนไม่ได้ที่ถามแกว่าทำไมแกจึงทราบว่าผมเคยล่าเหยี่ยว แต่แทนที่แกจะตอบคำถามของผม แกกลับออกความเห็นถึงความประพฤติของผม

                 แกพูดว่า ผมเป็นคนรุนแรงมากชนิดที่จะ "น้ำลายฟูมปาก" ด้วยความโกรธแม้เพียงแต่มองเห็นหมวกหล่นลงมาจากหัว ผมค้านว่านั่นไม่จริงเลย ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ออกจะอ่อนโยน ง่าย ๆ ตามสบาย จึงเป็นความผิดของแกเองที่บีบผมด้วยถ้อยคำและการกระทำชนิดที่คาดไม่ถึง นี่ทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้

                 "แต่ทำไมถึงต้องโกรธ?" แกถาม
                 ผมเปิดเผยถึงเหตุของความรู้สึกและปฏิกิริยาที่แสดงออกมา
                 ความจริงผมไม่น่าจะโกรธดอนฮวน แต่แกเร่งเร้าให้ผมมอง เข้าไปที่นัยน์ตาของแกอีกครั้งแล้วให้บอกแกเกี่ยวกับ "นกเหยี่ยวที่แปลกประหลาด" ตัวนั้น
                 แกเปลี่ยนคำ แกพูดในตอนแรกว่า "นกที่น่าขำมาก" ต่อมาแกใช้คำว่า "นกเหยี่ยวที่แปลกประหลาด" การเปลี่ยนคำเป็นการเปลี่ยนอารมณ์ของผมด้วย ผมรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที


                 ดอนฮวนหรี่ตาจนกระทั่งดูเหมือนกับจะแง้มออกเป็นช่องสองช่อง แล้วพูดด้วยเสียงที่แกล้งแสดงเกินจริงว่า แก "เห็น" อีเหยี่ยวที่แปลกประหลาดมากตัวนั้น แกพูดประโยคนี้ซ้ำ ๆ ถึงสามครั้งราวกับว่าแกมองเห็นมันอยู่เบื้องหน้าจริง ๆ
                 "คุณจำมันไม่ได้หรือ?" แกบอก ผมจำเรื่องที่แกกล่าวออกมาไม่ได้เลย
                 "มีอะไรล่ะที่พิเศษออกไปเกี่ยวกับเหยี่ยวตัวนั้น" ผมถาม
                 "คุณต้องบอกผมเอง" แกตอบ

                 ผมยืนกรานว่า ผมไม่มีทางรู้ในสิ่งที่แกพูดถึงได้เลย ดังนั้นผมจึงบอกอะไรกับแกไม่ได้
                 "อย่ารบกับผม!" แกบอก "จงสู้รบกับความซึมกะทือและความจำของคุณเอง"

                 ผมพยายามอย่างจริงจังที่จะรู้ในสิ่งที่แกพูดถึงให้ได้อยู่ครู่หนึ่ง แต่ผมก็จำอะไรไม่ได้เลย
                 "มีอยู่ช่วงหนึ่งละ ที่คุณเห็นนกมากมาย" แกบอกเหมือนกับจะแนะทาง


                 ผมบอกกับแกว่า ถ้าเช่นนั้นผมน่าจะไม่มีความลำบากอะไรในการรื้อฟื้นความทรงจำถึงนกที่น่าขบขันทั้งหลายที่ผมล่า แกมองมายังผมด้วยสายตาที่มีคำถามราวกับว่าแกได้บอกเงื่อนสุดท้ายให้กับผมแล้ว


                 "ผมเคยล่านกมามาก" ผมบอก "แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จำเรื่องนี้ไม่ได้"
                 "นกตัวนี้พิเศษมาก" แกบอกเกือบจะเป็นกระซิบ "มันเป็นนกเหยี่ยว"

                 ผมครุ่นคิดที่จะมองให้เห็นภาพที่ดอนฮวนพยายามจะให้เห็น หรือว่าแกกำลังหยอกเย้าผมเล่นกระมัง แกจริงจังในเรื่องนี้หรือเปล่า

                 หลังจากที่ได้ทิ้งช่วงครู่หนึ่ง ดอนฮวนเร่งเร้าให้พยายามรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาให้ได้อีกครั้ง ผมรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วที่จะหยุดยั้งความพยายามของแกในเรื่องนี้ มีสิ่งเดียวที่ผมทำได้คือร่วมแสดงไปกับแกเท่านั้น

                 "คุณกำลังพูดถึงอีเหยี่ยวที่ผมเคยล่าใช่ไหม?"
                 "ใช่" แกกระซิบออกมาขณะที่หลับตา
                 "ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่ผมเป็นเด็กใช่หรือเปล่า?"
                 "ใช่"
                 "แต่คุณก็บอกว่า คุณเห็นเหยี่ยวอยู่ข้างหน้าของคุณในขณะนี้"
                 "ผมเห็นมันอยู่จริง ๆ"
                 "คุณพยายามจะทำอะไรกับผมละนี่ ดอนฮวน?"
                 "ผมพยายามที่จะทำให้คุณจำขึ้นมาให้ได้"
                 "อะไรนะ? เพื่ออะไรล่ะ?"


                 "นกเหยี่ยวไวเหมือนกับแสง" แกพูดพร้อมกับมองตรงเข้ามาที่นัยน์ตาของผม ผมรู้สึกราวกับว่าหัวใจจะหยุดเต้น
                 "เอาละ มองมาที่ผม" แกบอก ผมไม่มอง ผมได้ยินเสียงของแกแผ่ว ๆ ความทรงจำยิ่งใหญ่บางชนิดอุบัติขึ้นมาชัดแจ้งและ เหยี่ยวเผือก ตัวนั้น!


                เรื่องทั้งหมดเริ่มจากการที่ปู่ของผมโกรธมาก สาเหตุเนื่องมาจากลูกไก่เล็กฮอร์นของแกหายไปอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทราบสาเหตุ ปู่เรียกคนมาและเฝ้าดูอย่างระมัดระวังด้วยตัวเอง หลายวันผ่านไป จากการที่ได้เฝ้าสังเกตอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดเราเห็นนกตัวโตสีขาวบินหนีไปพร้อมกับลูกไก่ในกรงเล็บ
                 นกตัวนั้นเร็วมากและเห็นได้ชัดว่ามันรู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี มันโฉบลงมาจากต้นไม้ต้นหนึ่ง ขยุ้มเอาลูกไก่แล้วบินออกไปทางช่องในระหว่างทุ่งเลี้ยงวัว มันเร็วมากจนปู่เกือบจะไม่เห็น แต่ผมเห็นมันชัดและรู้ว่ามันเป็นเหยี่ยว ปู่จึงบอกว่าถ้าเช่นนั้นนกตัวนี้คือเหยี่ยวเผือกนั่นเอง

                 เราเริ่มรณรงค์กับเหยี่ยวเผือกฉลาดตัวนั้น สองครั้งที่ผมคิดว่าได้ตัวของมันแล้ว มันถึงกับทิ้งลูกไก่ลงมาแต่มันก็หนีไปได้ มันเร็วมากสำหรับผมและฉลาดมากด้วย เหยี่ยวเผือกไม่มาล่าเหยื่อที่ฟาร์มของปู่อีก

                 ผมน่าจะลืมนกตัวนี้หากปู่ไม่เร่งเร้าให้ผมล่ามันให้ได้ เป็นเวลาถึงสองเดือนที่ผมตามเจ้าเหยี่ยวเผือกทั่วทั้งหุบเขาที่เราอาศัย ผมเรียนรู้นิสัยของมันและทราบได้เลยถึงทิศทางที่มันจะออกบิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ความรวดเร็วของมัน ความกระทันหันขณะที่มันปรากฏตัวให้เห็นทำให้งง ผมอาจคุยได้ว่าทุกครั้งที่เราพบกัน ผมขัดขวางไม่ให้มันจับเหยื่อ แต่ผมเองก็ไม่อาจเอาตัวมันมาได้เหมือนกัน

                 ในช่วงสองเดือนที่ผมทำสงครามประหลาดนี้กับเจ้าเหยี่ยวเผือก ผมเข้าใกล้ตัวของมันได้เพียงครั้งเดียว วันนั้นผมตามมันไปทั้งวันจนเหนื่อย ผมนั่งลงพักแล้วหลับไปใต้ต้นยูคาลิปตัส
                 เสียงร้องของเหยี่ยวปลุกให้ผมตื่นขึ้น ผมลืมตาโดยไม่เคลื่อนไหวส่วนใด ๆ ของร่างกายผมเห็นนกสีขาวจับอยู่บนกิ่งที่สูงที่สุดของต้นยูคาลิปตัส มันคือเหยี่ยวเผือกตัวนั้น การล่าจะสิ้นสุดลงแล้ว
                 การยิงทำได้ลำบากมาก ผมนอนราบอยู่กับพื้น ส่วนมันหันด้านหลังให้กับผม ลมพัดมาวูบหนึ่งและผมใช้เสียงลมเพื่อซ่อนเสียงที่ผมยกปืนไรเฟิล.๒๒ ลำกล้องยาวขึ้นมาประทับเล็ง ผมอยากจะคอยจนกว่ามันจะหันมาหรือเริ่มบิน เพื่อว่าผมจะไม่ยิงพลาด แต่มันก็ไม่ขยับเขยื้อน เพื่อที่จะยิงได้แม่นยำขึ้นผมจำต้องเคลื่อนไหว แต่มันเร็วมากเกินกว่าที่จะยอมให้ผมทำเช่นนั้น ผมคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของผมคือคอย และผมคอยอยู่เป็นเวลานาน นานไม่มีที่สิ้นสุด
                 มีสิ่งหนึ่งกระทบใจผม คงเนื่องมาจากการรอคอยที่ยาวนานหรือเป็นเพราะความเปล่าเปลี่ยวของสถานที่ก็เป็นได้ ผมรู้สึกเย็นเยียบไปตามกระดูกสันหลัง และโดยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ผมลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ผมไม่ทำแม้แต่จะมองกลับมาดูว่าเหยี่ยวตัวนั้นบินหนีไปหรือยัง


                 ผมไม่เคยให้ความสำคัญใด ๆ ต่อการที่ได้เดินจากเหยี่ยวตัวนั้นไปในตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่แปลกมากที่ผมไม่ยิงมัน ผมเคยยิงเหยี่ยวมาหลายสิบตัวก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ และในฟาร์มที่ผมเติบโตขึ้นมานั้น การยิงนกหรือล่าสัตว์ถือเป็นธรรมดา

                 ขณะที่ผมเล่าเรื่องของเหยี่ยวเผือก ดอนฮวนรับฟังอย่างตั้งใจ
                 "คุณรู้เรื่องเหยี่ยวเผือกตัวนี้ได้อย่างไร ดอนฮวน?" ผมถามออกมาเมื่อเล่าจบ
                 "ผมเห็นมันนะสิ" แกตอบ
                 "เห็นที่ไหน"
                 "ตรงนี้แหละ เห็นตรงหน้าของคุณ"
                 ผมไม่มีอารมณ์ที่อยากจะถกเถียงอีกต่อไป
                 "ทั้งหมดนี้หมายถึงอะไร?" ผมถาม


                 แกบอกว่า นกสีขาวนั้นคือลางชนิดหนึ่ง และการไม่ยิงมันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง
                 "ความตายของคุณได้มาเตือนคุณบ้างแล้ว" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงบ่งถึงความลึกลับ "และมันเข้าในลักษณะที่เป็นความเย็นเยียบเสมอไปแหละ"
                 "คุณพูดถึงอะไร?" ผมถามออกมาด้วยความกลัว คำพูดที่น่าหวาดเสียวของแกทำให้ผมประสาทเสียขึ้นมาได้จริง ๆ


                 "คุณรู้เรื่องเกี่ยวกับนกมากทีเดียว" แกพูด "คุณฆ่ามันมามาก รู้ด้วยว่าจะรอคอยอย่างไร คุณคอยอย่างอดทนนับเป็นชั่วโมง ผมรู้ดี และเห็นมันด้วย"

                 คำพูดของดอนฮวนทำให้ผมเกิดความรู้สึกสับสน ผมคิดว่าสิ่งมารบกวนผมมากที่สุดในส่วนที่เกี่ยวกับดอนฮวนก็คือความมั่นใจของแก ผมทนไม่ได้เลยในความมั่นใจชนิดที่แจ่มชัดลงไปในเรื่องสำคัญ ๆ ใจชีวิตของผม ซึ่งแม้แต่ตัวของผมเองไม่มีความมั่นใจเอาเลย

                 ผมรู้สึกเหี่ยวแห้งใจจนผมรู้สึกมองไม่เห็นตอนที่ดอนฮวนโน้มตัวมาทางผม จนกระทั่งแกกระซิบอะไรบางอย่างที่หูของผม ตอนแรกผมไม่เข้าใจ แกกระซิบอีกครั้ง แกบอกให้ผมหันไปมองอย่างผาด ๆ ตรงก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งทางซ้ายมือ
                 แกบอกว่าความตายของผมอยู่ที่นั่น มันกำลังมองมา และถ้าผมหันไปดูขณะที่แกให้สัญญาณผมก็จะเห็นตัวความตาย แกให้สัญญาณด้วยหางตา ผมหันไปดู
                 ผมคิดว่าผมเห็นการเคลื่อนไหวแวบหนึ่งเหนือหินก้อนนั้น ความเย็นยะเยียบวิ่งผ่านร่างของผม กล้ามเนื้อตรงท้องน้อยหดเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ผมรู้สึกถึงการกระแทกเข้ามาและการกระตุกอย่างแรง หลังจากนั้นอีกขณะหนึ่งความรู้สึกตัวตามปกติจึงกลับมา และผมกล่าวแก้ตัวว่าที่ผมรู้สึกว่ามองเห็นเงาวูบหนึ่งนั้นเป็นภาพลวงตาเกิดจากการเอี้ยวศีรษะไปดูอย่างกระทันหัน

                 "ความตายเป็นสหายของเราตลอดไป" ดอนฮวนพูดออกมาด้วยท่าทางจริงจัง
                 "มันอยู่ทางซ้ายมือของเราตลอดเวลา ความตายเฝ้าคุณอยู่ขณะที่คุณรอคอยเหยี่ยวเผือกตัวนั้น ความตายกระซิบที่หูของคุณ และคุณรู้สึกถึงความเย็นยะเยียบอย่างที่คุณรู้สึกในวันนี้ ความตายกำลังเฝ้าดูคุณอยู่เสมอไป มันเฝ้าคุณไม่ห่างไปไหนจนกระทั่งวันนี้ มันจะยื่นมือของมันออกมาแตะที่ตัวของคุณ"

                 แกยื่นมือออกมาแตะเบา ๆ ที่ไหล่ของผมพร้อมทำเสียงจุ๊ปากด้วยลิ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทารุณมาก ผมไม่สบายเข้าไปจนถึงในกระเพาะลำไส้
                 "คุณคือเด็กที่ออกล่าและรู้จักรอคอยอย่างอดทนเหมือนกับที่ความตายกำลังคอยคุณอยู่ คุณรู้ดีว่าความตายอยู่ทางซ้ายมือในลักษณะเดียวกันกับที่คุณเฝ้าอยู่ทางซ้ายมือของเหยี่ยวเผือกตัวนั้น" คำพูดของแกมีพลังประหลาดชนิดที่จะเหวี่ยงผมจมลงสู่ความกลัวอันไม่มีเหตุผล สิ่งที่มาคุ้มครองเพียงอย่างเดียวคือบังคับตัวเองให้เขียนทุกสิ่งที่ดอนฮวนพูดออกมา

                 "
เราจะเห็นตัวเองมีความสำคัญได้อย่างไร ในเมื่อเรารู้ว่าความตายกำลังล่าเราอยู่? " แกถาม ผมรู้สึกว่าแกไม่ได้ต้องการคำตอบ อย่างไรก็ตามผมก็ไม่น่าจะต้องพูดอะไรออกไป ความรู้สึกชนิดใหม่เกาะกุมผมเอาไว้

                 "
สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทำเมื่อคุณไม่มีน้ำอดน้ำทน " แกพูดต่อไป " คือ หันหน้าไปทางซ้ายมือแล้วขอคำแนะนำจากความตายของคุณ ความคับแคบจำนวนมหึมาจะมลายไปหากความตายกวักมือเรียกคุณ หรือเมื่อคุณมองเห็นมันแวบหนึ่ง หรือแม้เพียงคุณมีความรู้สึกว่าสหายของคุณอยู่ที่นั่น กำลังเฝ้าดูคุณอย ู่"

                 แกโน้มตัวลงมาทางผมอีกครั้งแล้วกระซิบที่หูของผมว่า หากผมหันไปทางซ้ายอย่างเร็วเมื่อแกให้สัญญาณแล้ว ผมจะเห็นความตายของผมที่หินก้อนนั้นอีก
                 ผมบอกแกว่าผมเชื่อ และแกไม่จำเป็นต้องบีบคั้นผมในเรื่องนี้เพราะผมกลัวแล้ว
                 แกหัวเราะออกมาเต็มเสียง แกบอกว่า ความตายยังไม่บีบเราเท่าที่ควรหรอก ผมแย้งแกว่า การอยู่กับความตายนั้นไม่มีความหมายสำหรับผม เพราะความคิดเช่นนี้ทำให้ผมอึดอัดและหวาดกลัวเท่านั้นเอง

                 "คุณน่ะมีแต่เรื่องเหลวไหล!" แกร้องบอกออกมา "
ความตายคือผู้ที่มาแนะนำตักเตือนที่ฉลาดที่สุดเพียงผู้เดียวที่เรามี คราวใดที่คุณเกิดความรู้สึกชนิดที่เป็นอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่กับร่องกับรอย หรือคุณกำลังถูกทำลายให้ย่อยยับลงไป ก็จงหันไปหาความตายแล้วถามว่า มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ความตายจะบอกกับคุณว่าคุณคิดผิดไปแล้ว ไม่มีอะไรเลยที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาจริง ๆ ที่ยิ่งไปกว่าสัมผัสของความตาย ความตายของคุณจะบอกกับคุณอีกว่า ' ฉันยังไม่ได้ยื่นมือมาสัมผัสคุณเลย '" แกสั่นหัวและดูจะคอยคำตอบจากผม

                 ผมไม่มีคำพูดที่จะพูดออกมา ความคิดของผมวิ่งโครมคราม ดอนฮวนได้ฟาดฟันอัตตาของผมให้ทรุดลงไป และความรู้สึกหยุมหยิมไร้สาระที่ผมแสดงออกกับดอนฮวนเป็นสิ่งเลวร้ายเมื่อผมคิดถึงความตาย

                 ผมรู้ว่าดอนอวนทราบดีถึงการที่ผมเปลี่ยนความรู้สึกไป แกจึงเปลี่ยนกระแสความรู้สึกให้เป็นชอบขึ้นมาด้วย แกยิ้ม แล้วครวญเพลงทำนองเม็กซิกันออกมา
                 "ใช่แล้ว" แกพูดออกมาค่อย ๆ หลังจากที่เงียบไปนาน
                 "
เราคนใดคนหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย เราคนใดคนหนึ่งต้องเรียนรู้ว่าความตายคือผู้ล่า และความตายอยู่ทางซ้ายมือของเราเสมอไป เราคนใดคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่ต้องขอคำแนะนำจากความตาย และละความคับแคบไร้สาระทั้งหลายที่มนุษย์มีอยู่ โดยใช้ชีวิตราวกับว่าความตายจะไม่ยื่นมือมาสัมผัสที่ตัวของพวกเขานั้นเสีย "


                 เราเงียบกันไปกว่าชั่วโมง ต่อมาเราออกเดินต่อ เราเดินลดเลี้ยวไปตามพุ่มไม้หลายชั่วโมง ผมไม่ได้ถามดอนฮวนว่ามีจุดมุ่งหมายอื่นใดหรือไม่ในการเร่ร่อนไปเช่นนี้ มันไม่จำเป็นเลย จะอย่างไรก็ตามแกทำให้ผมระลึกถึงความรู้สึกเดิม ๆ ขึ้นมาอีก เป็นความรู้สึกที่ลืมไปนานแล้ว นั่นคือความรู้สึกเริงร่าบริสุทธิ์ในการที่ได้เดินเฉย ๆ ไม่มีความคิดใด ๆ อีก

                 ผมอยากให้ดอนฮวนช่วยให้ผมเห็นเงาแวบหนึ่งที่ผมเห็นเหนือหินก้อนใหญ่ก้อนนั้น
                 "ช่วยให้ผมเห็นเงาชนิดนั้นอีกได้ไหมดอนฮวน" ผมพูด
                 "คุณหมายถึงความตายของคุณใช่ไหม?" แกพูดออกมาเหมือนกับจะประชด
                 "ใช่" ผมพูดออกมาในที่สุด"ช่วยให้ผมดูตัวความตายของผมอีกสักครั้งสิ"
                 "ไม่ใช่เดี๋ยวนี้" แกตอบ "คุณทึบตันมากเกินไป"

                 "ขอโทษ นั่นหมายความว่าอย่างไร?"
                 แกหัวเราะ และจากเหตุผลที่ไม่ทราบได้ เสียงหัวเราะของแกไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกขุ่นเคืองหรือเห็นว่ามีเลศนัยดังที่เคยคิดมาก่อน ผมไม่เห็นว่าเสียงหัวเราะนั้นต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง ความดัง หรืออารมณ์ที่มันแสดงออกมา แต่ปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของผม ทัศนะที่ว่า ความตายอยู่ใกล้นิดเดียวนั้น ทำให้ความกลัวและความหงุดหงิดทั้งหลายเป็นเรื่องไร้สาระ

                 "ถ้าอย่างนั้นให้ผมพูดกับพืชก็แล้วกัน" ผมพูด แกหัวเราะก้องออกมาอีก
                 "ตอนนี้คุณดีเกินไปเสียแล้วละ" แกพูดออกมาขณะที่หัวเราะ
                 "คุณเคลื่อนจากปลายสุดด้านนี้ไปสู่ปลายสุดอีกด้านหนึ่ง จงอยู่นิ่ง ๆ ไม่จำเป็นที่จะพูดกับต้นไม้นอกจากว่าคุณต้องการทราบความลึกลับของมัน และการที่จะทำเช่นนั้น คุณจำต้องมีความตั้งใจจริงไม่ยอมลดละจนถึงที่สุด
                 "ดังนั้นจงประคองความปรารถนาของคุณไว้ และไม่จำเป็นต้องเห็นตัวความตายของคุณด้วย นับว่าเพียงพอแล้วที่จะรู้สึกถึงการปรากฏตัวของมันใกล้ชิดอยู่กับตัวของคุณ"
 


๕. การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ 

อังคารที่ ๑๑ เมษายน ๑๙๖๑


             
ผม มาถึงบ้านของดอนฮวนเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน
           "อรุณสวัสดิ์ ดอนฮวน" ผมกล่าวคำทักทาย "ผมดีใจที่ได้มาเยี่ยมคุณอีก!"
           แกมองมายังผมแล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ ขณะที่ผมจอดรถ แกเดินเข้ามาหาแล้วดึงประตูรถให้เปิดออกในระหว่างที่ผมรวบรวมเอาถุงใส่อาหารที่ผมซื้อมาฝากแก
           เราเดินไปที่ตัวบ้านและนั่งลงข้างประตู

           ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้ตัวดีว่าผมมาทำอะไรที่นี่ สามเดือนทีเดียวที่ผมรอคอยอย่างจดจ่อที่จะกลับมาสู่ "สมรภูมิ" แห่งนี้อีก ราวกับว่าระเบิดเวลาที่ติดไว้กับตัวผมระเบิดขึ้น และทันใดนั้นเองผมก็จำได้ถึงบางสิ่งที่เหนือธรรมดา ผมจำได้อีกว่า ครั้งหนึ่งผมเคยอดทนและมีความสามารถมากทีเดียว
 

  ก่อนที่ดอนฮวนจะพูดอะไรออกมา ผมป้อนคำถามที่รุมเร้าอยู่ในใจของผมเข้าใส่แกทันที สามเดือนทีเดียวที่ผมหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาความทรงจำเรื่องเหยี่ยวเผือกตัวนั้น ดอนฮวนทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรในเมื่อผมลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
            แกหัวเราะและไม่ตอบคำถาม ผมอ้อนวอนให้แกตอบ
            "ไม่เห็นมีอะไรนี่" แกตอบในลักษณะที่ชวนให้อยากติดตามเหมือนเคย "ใคร ๆ ก็อาจจะบอกได้ว่าคุณเป็นคนแปลก คุณเป็นคนทื่อ ๆ ก็เท่านั้นเองแหละ"
            ผมรู้ว่าแกกำลังจะทำให้ผมควบคุมตัวเองไว้ไม่ได้แล้วแกจะต้อนเข้ามุมง่าย ๆ ผมไม่อยากอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเลย
            "เป็นไปได้หรือที่จะเห็นความตายของเรา ดอนฮวน" ผมถาม พยายามที่จะให้วนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม
            "แน่นอน แกตอบพร้อมกับหัวเราะ "ความตายอยู่กับเราที่นี่แหละ"
            "คุณรู้ได้อย่างไรล่ะ?"
            "ผมเป็นคนอายุมากแล้ว จากวัยที่ล่วงเลยไป คุณเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง"
            "ผมรู้จักคนแก่มากมาย แต่คนเหล่านั้นไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้ คุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?"
            "พูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ผมเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเพราะผมไม่มีประวัติส่วนตัว และผมไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญกว่าสิ่งอื่น ๆ และเพราะว่าความตายของผมนั่งอยู่กับผมที่นี่" แกเหยียดแขนซ้ายออกไปแล้วกระดิกนิ้วเหมือนกับว่ากำลังแตะอะไรอยู่จริง ๆ
            ผมหัวเราะ ผมรู้ว่าแกจะพาผมไปสู่จุดไหน เจ้าปีศาจแก่ตัวนี้กำลังจะเล่นงานผมอีกแล้ว บางทีอาจจะเล่นงานด้วยความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญของผมนั่นเอง แต่คราวนี้ผมไม่สนใจ ความทรงจำที่ว่า ครั้งหนึ่งผมมีความอดทนอย่างยิ่งเกิดขึ้น นั่นทำให้มีความปลาบปลื้มที่แปลกประหลาดอยู่เงียบ ๆ สิ่งนี้เข้ามาขับไล่ความหงุดหงิด ความรู้สึกที่ทนไม่ได้ในตัวของดอนฮวนออกไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นใหม่คือความประหลาดในพฤติกรรมของแก

            "ถามจริง ๆเถอะ คุณเป็นใคร?" ผมถาม
            ดูแกจะประหลาดใจมาก แกเบิกตาโตแล้วกระพริบตาเหมือนกับนก คือปิดเปลือกตาเหมือนกับบานที่ปิดเปิด มันเลื่อนลงมาแล้วดึงขึ้นไป ส่วนดวงตานั้นเพ่งมองอยู่ที่จุด ๆ หนึ่ง การหยั่งเชิงของแกทำให้ผมกลัวและผมต้องถอยออกมา ดอนฮวนหัวเราะด้วยเสียงที่ปล่อยเต็มที่เหมือนกับเด็ก
            "สำหรับคุณ ผมก็คือ ฮวน มาธุส และผมพร้อมที่จะรับใช้คุณเสมอ" แกพูดออกมาด้วยท่าทางที่แสร้งทำเป็นสุภาพ
            ดังนั้นผมจึงป้อนอีกคำถามหนึ่งที่คุกรุ่นอยู่ในใจของผม
            "คุณทำอะไรกับผมในวันแรกที่เราพบกัน ดอนฮวน?"
            ผมหมายถึงการจ้องมองของแกในวันนั้น
            "ผมรึ ไม่ได้ทำอะไรนี่" แกตอบด้วยเสียงที่แสดงความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่
            ผมบรรยายให้แกทราบถึงอาการที่เกิดขึ้น ขณะที่แกมองมายังผม มันช่างปั่นป่วนสับสนอย่างที่สุดที่การมองนั้นทำให้ผมไม่มีปากจะพูด
            ดอนฮวนหัวเราะจนน้ำตาไหลลงมาตามแก้ม อีกครั้งหนึ่งละที่ความเกลียดท่วมท้นขึ้นมา ผมคิดว่า ผมมีความจริงจังและพินิจพิจารณาเป็นอย่างดีแล้ว แต่แกช่างเป็น "อินเดียนแดง" เสียจริงในบุคคลิกหยาบ ๆ ของแก
            เห็นได้ชัดว่าแกทราบความรู้สึกของผมและแกหยุดหัวเราะทันที

            หลังจากรีรออยู่นานผมก็บอกกับแกว่า เสียงหัวเราะของแกรบกวนผมมาก ทั้งนี้ก็เพราะผมจริงจังมากที่จะเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับผม
            "ไม่เห็นจะมีอะไรต้องเข้าใจ" แกตอบโดยไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด
            ผมให้ข้อสังเกตกับแกถึงเหตุการณ์วิสามัญหลายอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมานับตั้งแต่ผมพบแก เริ่มต้นจากการมองที่ลึกลับ การจำเหยี่ยวเผือกได้ และการเห็นเงาบนก้อนหินซึ่งแกบอกว่าเป็นความตายของผม
            "คุณทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กับผมทำไม? ดอนฮวน" ผมถาม
            คำถามของผมไม่มีลักษณะชวนทะเลาะ ผมเพียงแต่สงสัยว่าทำไมมันจึงเป็นผม
            "คุณขอร้องให้ผมบอกคุณในสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับสมุนไพรนี่นา" แกพูด
            ผมจับน้ำเสียงที่เยาะเย้ยได้ ดูราวกับแกเย้าผมเล่น
            "แต่สิ่งที่คุณบอกผมจนถึงบัดนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับสมุนไพรเอาเลย"
            คำตอบของแกคือ ผมต้องใช้เวลาบ้างในการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้

            ผมรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาโต้คารมกับดอนฮวน ตอนนี้ผมรู้ว่าข้อสังเกตง่าย ๆ และเหลวไหลที่ผมเสนอขึ้นมานั้นเป็นเรื่องโง่เขลามาก เมื่ออยู่ที่บ้านผมสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะไม่หัวเสียหรือรำคาญในตัวของดอนฮวน แต่พอเผชิญหน้ากับแกจริง ๆ เข้าขณะที่แกยั่วผม ผมก็ฉุนเฉียวขึ้นมาอีก ผมรู้ว่าไม่มีทางที่ผมจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับแกได้เลย และนี่ทำให้ผมโกรธ

  "ตอนนี้ขอให้คิดถึงความตายของคุณ" แกพูดขึ้นมาในทันใด "ดังนั้น จริง ๆ แล้ว คุณไม่มีเวลาสำหรับความคิดหรือหมกมุ่นในอารมณ์ที่ไร้สาระ ไม่มีใครเลยที่มีเวลาที่มีเวลาสำหรับเรื่องชนิดนี้
            "คุณอยากทราบไม่ใช่หรือว่า ผมทำอะไรกับคุณในวันแรกที่เราพบกัน ผมเห็นคุณ ผมเห็นว่าคุณคิดว่าคุณกำลังโกหกผมอยู่ แต่คุณโกหกไม่ได้จริง ๆ"
            ผมบอกว่า คำอธิบายของแกทำให้ผมสับสนยิ่งขึ้น แกตอบว่า นั่นเป็นเหตุผลที่แกไม่ต้องการคำอธิบายการกระทำของแก และคำแธิบายทั้งหลายไม่จำเป็นเลย   แกพูดว่า สิ่งที่มีความหมายเพียงประการเดียวคือ กระทำลงไป ทำแทนที่จะพูด "

            แกลากเสื่อฟางออกมาแล้วนอนลงไป เอาหัวหนุนห่อของ แกนอนอย่างสบายแล้วบอกกับผมว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำถ้าหากต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร
            "คุณผิดพลาดในตัวคุณ เมื่อผมเห็นคุณ และนั่นเป็นความผิดพลาดของคุณในขณะนี้ คือคุณไม่อยากรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ" ดอนฮวนพูดช้า ๆ   ราวกับว่าจะให้เวลาผมทำความเข้าใจในสิ่งที่แกพูด "เมื่อคุณบอกกับผมในเรื่องต่าง ๆ ที่สถานีขนส่งนั้น คุณรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องโกหก ทำไมคุณถึงโกหก"
            ผมอธิบายว่า จุดมุ่งหมายของผมในตอนนั้นก็คือ "ผู้บอกข้อมูลที่ถูกต้อง" สำหรับงานค้นคว้าของผม

            ดอนฮวนยิ้มแล้วฮัมทำนองเพลงพื้นเมืองเม็กซิกัน
            " เมื่อใครก็ตามตกลงใจที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เขาต้องทำมันจนถึงที่สุด " แกพูด " และเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป ไม่ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นอะไรก็แล้วแต่ เขาต้องทราบเป็นเบื้องแรกว่าเขาทำสิ่งนั้นทำไม และต่อมาเขาต้องทำสิ่งนั้นต่อไปด้วยการกระทำที่ไม่มีข้อสงสัยหรือเสียใจใด ๆ อีก "
            แกสำรวจดูผม ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไป ในที่สุดผมก็เสี่ยงที่จะออกความเห็นซึ่งเกือบจะเป็นคำคัดค้าน
            "และนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ !"
            แกถามว่า ทำไมล่ะ ผมตอบว่า บางทีเป็นเรื่องของอุดมคติเท่านั้นเองกระมังที่เราคิดว่าควรจะทำสิ่งนี้ พอทำเข้าจริง ๆ เราก็ไม่มีทางพ้นไปจากความสงสัยหรือความเศร้าเสียใจได้เลย"
            "มีสิ มีแน่ ๆ เลย" แกตอบด้วยความมั่นใจ
            "ดูที่ผมก็แล้วกัน" แกพูด "ผมไม่มีความสงสัยหรือเศร้าเสียใจในสิ่งใด ทุกสิ่งที่ผมทำลงไปเป็นข้อตกลงใจของผมและเป็นความรับผิดชอบของผมด้วย ยกตัวอย่างในสิ่งที่ง่ายที่สุดที่ผมทำคือ พาคุณออกเดินในทะเลทราย การทำเช่นนี้อาจหมายถึงความตายของผม ความตายกำลังล่าผมอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่มีช่องทางให้กับความสงสัยหรือเสียใจอีก หากว่าผมจะต้องตายจากการพาคุณออกเดินในทะเลทรายแล้ว ผมก็ต้องตายเท่านั้น
"ในทางตรงข้าม คุณรู้สึกเอาว่าคุณจะไม่ตาย และ ข้อตัดสินของคนที่จะไม่ตายนั้นอาจยกเลิกได้หรือมีความเสียใจ หรือ สงสัย นี่แน่ะสหายรัก ในโลกที่มีความตายเป็นผู้ล่านี้ ไม่มีเวลาสำหรับความสลดใจหรือสงสัยใด ๆ อีก มีแต่เวลาในการตัดสินใจเท่านั้น "
            ผมแย้งขึ้นมาด้วยความจริงใจว่า ในความเห็นของผม นั่นเป็นโลกที่ไม่จริงเพราะเหตุที่ว่า มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลโดยการใช้รูปแบบของพฤติกรรมอันเป็นอุดมคติแล้วบอกว่านั่นเป็นวิถีทางที่ชีวิตควรจะดำเนินไป

            ผมเล่าเรื่องราวของพ่อของผมให้ดอนฮวนฟัง พ่อของผมอบรมโดยตลอดถึงความมหัศจรรย์ของการมีจิตใจที่แจ่มใสในร่างกายที่สมบูรณ์ และพร่ำสอนถึงว่าคนหนุ่มควรจะฝึกฝนร่างกายของตนอย่างแข็งขันและด้วยการแข่งขันชิงชัยในการเล่นกีฬาอย่างไรบ้าง พ่อยังหนุ่มมาก เมื่อผมอายุ ๘ ขวบนั้นแกมีอายุ ๒๗ ปีเท่านั้น 
            ตามปกติแล้วในช่วงฤดูร้อนแกถือเป็นกฎทีเดียวที่จะออกจากเมืองที่แกเป็นครูสอนในโรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนที่ฟาร์มของปู่และย่าที่ผมพักอยู่ด้วย และเดือนนั้นจะเป็นเดือนที่ผมตกนรก ผมบอกกับดอนฮวนถึงตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับความประพฤติของพ่อ ที่ผมคิดว่าอาจจะนำมาอ้างถึงในสถานการณ์ที่เราคุยกันอยู่

            เกือบจะในทันทีที่พ่อมาถึงฟาร์ม แกจะเร่งให้ผมออกเดินทางไกลไปกับแกเพื่อว่าเราจะพูดถึงสิ่งต่าง ๆ ขณะที่เราเดินไปด้วยกันนั้นแกก็จะกะโครงการไว้สำหรับเราในการที่จะออกไปว่ายน้ำทุกวันในเวลาหกโมงเช้า ในตอนกลางคืนพ่อก็จะตั้งนาฬิกาปลุกไว้เวลา ๕.๓๐ น. เพื่อว่าจะได้มีเวลาเพียงพอ เพราะว่าเราจะต้องอยู่ในน้ำเวลาหกโมงตรง และเมื่อเวลานาฬิกาปลุกขึ้นมาจริง ๆ ในตอนเช้ามืด พ่อก็จะลุกขึ้นจากที่นอน สวมแว่นเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก

  ผมจำได้แม้แต่คำพูดที่แกพูดกับตัวเอง
"อืมมหมอกลงจัดไปหน่อยวันนี้ ฟังนะ พ่อจะนอนต่ออีกสัก ๕ นาที ๕ นาทีเท่านั้นแหละ ตกลงนะ ไม่เกิน ๕ นาทีหรอกน่า ! พ่อเพียงอยากจะเหยียดเนื้อเหยียดตัวเพื่อจะตื่นให้เต็มตาเท่านั้น"
            และแกก็จะหลับต่อไปอีกจนกระทั่งสิบโมงเช้าหรือเที่ยงเป็นประจำ

            ผมบอกกับดอนฮวนว่า สิ่งที่รบกวนจิตใจของผมมากก็คือการที่พ่อปฏิเสธที่จะยกเลิกความตั้งใจเดิมที่เห็นได้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องเหลวทั้งเพ พ่อจะกล่าวซ้ำ ๆ เป็นกิจวัตรทุกเช้า จนในที่สุดผมทำให้แกเจ็บใจด้วยการไม่ตั้งนาฬิกาปลุก
            "นั่นไม่ใช่การตกลงใจที่ไม่จริง" ดอนฮวนพูดออกมา แกเข้าข้างพ่อของผมอย่างเห็นได้ชัด "แกไม่ทราบว่าจะลุกออกจากที่นอนได้อย่างไรเท่านั้นเอง"
            "จะอย่างไรก็ตามเถอะ" ผมพูด "ผมเอือมกับความตั้งใจที่ไม่จริงจังเสมอไปแหละ"
            "ถ้าอย่างนั้น อะไรล่ะที่เป็นข้อตกลงที่จริงจัง" แกถามออกมาพร้อมกับยิ้ม
            "พ่ออาจจะบอกกับตัวเองว่า แกออกไปว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้าไม่ได้ แต่บางทีแกอาจไปได้ในเวลาบ่ายสามโมง"
            "ข้อตกลงใจของคุณทำร้ายจิตใจมาก" ดอนฮวนพูดด้วยท่าทางที่ขึงขังจริงจังมาก
            ผมคิดว่าจับความรู้สึกเศร้าในน้ำเสียงของแกได้ เรานั่งเงียบอยู่นาน ความฉุนเฉียวที่เกิดขึ้นหายไป และผมคิดถึงพ่อ
            "แกไม่อยากออกไปว่ายน้ำในเวลาบ่ายสามโมง คุณไม่เห็นความจริงในข้อนี้หรือ" ดอนฮวนบอก

            คำพูดของแกทำให้ผมโพล่งออกมา ผมบอกแกว่า พ่อของผมอ่อนแอ และโลกของแกเป็นโลกของการกระทำในอุดมคติซึ่งไม่อาจทำได้จริง ผมเกือบจะตะโกนถ้อยคำเหล่านี้ออกไป
            ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แกสั่นหัวช้า ๆ เป็นจังหวะ ผมรู้สึกสลดใจอย่างรุนแรง การนำเรื่องของพ่อมาคิดทำให้เกิดความรู้สึกกัดกร่อนเข้าไปเสมอ

            "คุณคิดว่าคุณเป็นคนที่เข้มแข็งกว่าใช่ไหม" แกถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา ๆ
            ผมตอบว่าใช่ ผมเล่าถึงความรู้สึกปั่นป่วนสับสนที่พ่อทำให้เกิดขึ้นอีกด้วย แต่ดอนฮวนพูดขัดขึ้นมา
            "แกเลวทรามกับคุณหรือเปล่า"
            "เปล่า"
            "แกมีใจคับแคบกับคุณหรือ"
            "เปล่า"
            "แกทำทุกสิ่งที่แกทำได้หรือเปล่าล่ะ"
            "ทำ"
            "ถ้าอย่างนั้น อะไรล่ะที่ผิดพลาดไปในตัวพ่อของคุณ"
            ผมตะโกนออกมาอีกว่า แกอ่อนแอ แต่ผมยั้งตัวเองไว้ได้และลดเสียงลง ผมรู้สึกตัวเองเป็นตัวตลกอยู่บ้างเมื่อถูกสอบถามจากดอนฮวน
            "คุณถามในเรื่องเหล่านี้เพื่ออะไร" ผมถาม "เข้าใจว่าเราจะพูดกันถึงเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรเสียอีก"
            ผมรู้สึกหัวหมุนและเหี่ยวแห้งใจยิ่งกว่าเดิม ผมบอกกับแกว่าไม่ใช่ธุระของแก และคุณสมบัติของแกยังห่างไกลมากที่จะมาตัดสินพฤติกรรมของพ่อของผม นั่นทำให้ดอนฮวนหัวเราะออกมาเต็มเสียง
            "เมื่อคุณโกรธ คุณรู้สึกว่าตัวเองถูกต้องเสมอไป ใช่หรือไม่ล่ะ"
แกถามแล้วหรุบเปลือกตาเหมือนนก

            แกพูดถูก ผมมีแนวโน้มว่าตัวเองถูกต้องแล้วที่จะโกรธ
            "ถ้าอย่างนั้นอย่าพูดกันถึงเรื่องของพ่อของผมเลย" ผมพูด แล้วแกล้งทำเหมือนว่าอยู่ในอารมณ์ที่ร่าเริง "เราคุยกันเรื่องสมุนไพรดีกว่า"
            "ไม่หรอก เราจะคุยกันในเรื่องพ่อของคุณ" แกยืนกระต่ายขาเดียว "นี่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับวันนี้ ถ้าหากคุณคิดว่าคุณเข้มแข็งกว่าพ่อของคุณแล้ว ทำไมคุณไม่ออกไปว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้าเสียเองล่ะ"
            ผมบอกกับดอนฮวนว่า ผมไม่เชื่อว่าพ่ออยากให้ผมออกไปว่ายน้ำในตอนเช้าจริง ๆ ผมคิดอยู่เสมอว่าการว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้าเป็นเรื่องของพ่อ ไม่ใช่ของผม
            "มันเป็นเรื่องของคุณด้วยนับตั้งแต่ตอนที่คุณรับเอาความคิดของแก" ดอนฮวนพูดสวนออกมา
            ผมบอกว่า ผมไม่เคยยอมรับความคิดนี้ และผมรู้ดีว่าพ่อไม่เคยจริงจังกับตัวของแกเอง   ดอนฮวนถามขึ้นมาอย่างจริงจังว่าแล้วทำไมผมถึงไม่แสดงความเห็นของผมออกมาในตอนนั้น
            "คุณไม่พูดกับพ่อของคุณในเรื่องอย่างนี้หรอก" ผมตอบด้วยคำแก้ตัวที่อ่อนมาก
            "อ้าวทำไมล่ะ"
            "เราไม่พูดเรื่องอย่างนี้ในบ้านของเรา เท่านั้นเอง"
            "คุณเคยทำสิ่งที่เลวกว่านี้ในบ้านของคุณ" แกประกาศออกมาราวกับว่าเป็นผู้พิพากษานั่งบัลลังก์ " มีสิ่งเดียวที่คุณไม่เคยทำ คือขัดเกลาวิญญาณของคุณเอง "
          มีพลังทำลายชนิดหนึ่งในคำพูดของดอนฮวนซึ่งสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจของผม มันทำให้คำป้องกันตัวของผมไม่มีความหมายเอาเลย ผมไม่อาจถกเถียงกับแกได้อีกต่อไป ผมจึงหาที่พึ่งจากการจดบันทึก

            ผมพยายามที่จะอธิบายด้วยเหตุผลที่อ่อนมากเป็นครั้งสุดท้าย ผมบอกว่า เท่าที่ผ่านมา ผมพบคนชนิดเดียวกับพ่อหลายคน คนเหล่านั้นก็เหมือนกับพ่อของผม คือผูกมัดผมไว้ด้วยโครงการของพวกเขา และตามแบบฉบับ ผมจะถูกปล่อยให้เฝ้าโยงโครงการอยู่อย่างนั้น
            "คุณกำลังบ่น" แกพูดออกมาเบา ๆ "คุณคร่ำครวญอยู่ตลอดชีวิตของคุณเพราะว่าคุณไม่ได้ทำตัวให้มีความรับผิดชอบในข้อตกลงของคุณเอง ถ้าหากคุณมีความรับผิดชอบในความคิดของพ่อของคุณที่จะออกไปว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้า คุณน่าจะออกไปว่ายน้ำ ว่ายมันคนเดียวถ้าจำเป็น หรือไม่คุณน่าจะบอกกับพ่อของคุณให้ลงนรกไปเสียขณะที่แกจะอ้าปากพูดในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่คุณก็ไม่พูดอะไรออกมาเลย ดังนั้นคุณเองก็เป็นคนอ่อนแอเหมือนกับพ่อของคุณนะแหละ"
            " การที่จะรับผิดชอบต่อข้อตกลงใจของตนหมายถึงว่า คุณพร้อมที่จะตายเพื่อข้อตกลงอันนั้น "
            "เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน !" ผมพูดออกมา "คุณกำลังจะเบนเรื่องนี้ไปอีกทางหนึ่ง"
            แกไม่ยอมให้ผมพูดจนจบ ผมกำลังจะบอกกับแกว่า ผมยกเอาเรื่องของพ่อมาพูดถึงเพียงเพื่อเป็นตัวอย่างของลักษณะการกระทำที่ไม่จริง และไม่มีใครที่อยู่ในสภาวะจิตปกติอยากจะทำเรื่องบ้า ๆ เช่นนั้น
            " ไม่สำคัญเลยว่าข้อตกลงใจนั้นจะเป็นอะไร " แกพูด " ไม่มีอะไรที่มีความจริงจังมากหรือจริงจังน้อยกว่าอีกสิ่งหนึ่ง คุณไม่เห็นหรือว่า ในโลกที่ความตายเป็นผู้ล่านี้ ไม่มีข้อตกลงใจที่เล็กน้อยหรือข้อตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ มีแต่ข้อตัดสินใจที่เรากระทำเบื้องหน้าความตายซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น "

            ผมพูดไม่ออก เวลาคงผ่านไปแล้วสักหนึ่งชั่วโมงกระมัง ดอนฮวนนอนไม่กระดุกกระดิกบนเสื่อ แกไม่ได้นอนหลับ
            "ทำไมคุณจึงบอกเรื่องเหล่านี้กับผมล่ะ ดอนฮวน" ผมถาม "คุณทำเช่นนี้กับผมทำไม"
            "คุณมาหาผม" แกพูด "ไม่หรอก ไม่ใช่เช่นนั้น คุณถูกนำมาหาผมต่างหาก และผมแนะท่าให้กับคุณ"
            "ขอโทษ คุณว่าอะไรนะ"
            "คุณน่าจะแนะท่าให้กับพ่อของคุณโดยการออกไปว่ายน้ำ แต่คุณก็ไม่ทำ บางทีอาจเป็นเพราะคุณยังเด็กเกินไปก็ได้ ผมมีชีวิตอยู่มานานกว่าคุณ ผมไม่มีอะไรค้างคาอยู่ในใจ ไม่มีอะไรที่จะรีบร้อนในชีวิต ดังนั้นผมจึงสามารถที่จะแนะท่าให้กับคุณบ้างตามสมควร"

            ในตอนบ่ายเราออกเดิน ผมเดินตามแกได้ทันโดยไม่ลำบากนัก และรู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่ไม่วายในเรื่องเรี่ยวแรงอันมหาศาลของแก ดอนฮวนเดินได้อย่างคล่องแคล่วและด้วยย่างก้าวที่สม่ำเสมอ ขณะที่ผมเดินตามติดแกไปนั้นผมเปรียบเสมือนเด็กเล็ก ๆ เราเดินไปทางทิศตะวันออก ผมสังเกตว่าแกไม่อยากจะพูดในขณะที่เดิน ถ้าผมพูดกับแกแกก็จะหยุดเดินเพื่อตอบคำถาม
            พอเดินมาได้ราวสองชั่วโมงเรามาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง ดอนฮวนนั่งลงแล้วทำท่าให้ผมนั่งข้างตัวแก แกประกาศออกมาอย่างขึงขังแกมตลกว่า แกจะเล่านิทานให้ผมฟัง

            แกเล่าว่า…กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงที่สิ้นเนื้อประดาตัวและมาอาศัยอยู่ปนกับคนผิวขาวในเมืองแห่งหนึ่ง เขาไม่มีบ้าน ไม่มีญาติพี่น้องและไม่มีเพื่อน เขาเข้ามาในเมืองเพื่อเผชิญโชค แต่สิ่งที่เขาพบคือความทุกข์ยากและความปวดร้าวเท่านั้น เขาหาเงินได้ไม่กี่สตางค์เป็นครั้งคราวด้วยการทำงานหนักเหมือนลา เงินที่ได้มาเกือบไม่พอซื้อขนมปังสักชิ้น ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงต้องนั่งลงขอทานหรือไม่ก็ต้องขโมยเขากินอย่างแน่นอน

            ดอนฮวนเล่าต่อว่า.. วันหนึ่งชายหนุ่มไปที่ตลาด เขาเดินกลับไปกลับมาตามถนนด้วยความงงงวย ตาของเขาลุกเมื่อมองเห็นของดี ๆ วางขายอยู่ที่นั่น ชายหนุ่มคลั่งจนมองไม่เห็นว่าตัวเองเดินอยู่ที่ไหน ในที่สุดก็เหยียบลงบนกระจาดแล้วล้มทับลงไปที่ชายแก่คนหนึ่ง

          ชายแก่คนนั้นหาบน้ำเต้า
 1 ลูกโตมาสี่ลูก แกเพิ่งนั่งลงพักเพื่อกินอาหาร
           ดอนฮวนยิ้มเหมือนกับจะรู้ทันแล้วเล่าต่อไปว่าชายแก่รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่แปลกเอามาก ๆ ที่ชายหนุ่มเอาหัวทิ่มลงมาที่แก แกไม่โกรธที่ถูกรบกวนแต่ตะลึงที่เห็นชายหนุ่มล้มทับแก แต่ชายหนุ่มกลับโกรธมากและสั่งให้ชายแก่หลีกทางไป เขาไม่เข้าใจว่าสาเหตุที่ตัวเขาเองและชายแก่มาเจอกันได้นั้นเพราะอะไรกันแน่ และเขาก็ไม่ได้ดูด้วยว่าทางที่เขาเดินกับทางที่ชายแก่นั่งอยู่ไม่ใช่ทางเดียวกัน

           
ดอนฮวนทำเสียงล้อเลียนการเคลื่อนไหวของคนที่ไล่เก็บเอาของที่กลิ้งหนีไป แกบอกว่า น้ำเต้าของตาแก่คว่ำลงและกลิ้งไปตามท้องถนน  
           ชายหนุ่มเมื่อมองเห็นน้ำเต้าเหล่านั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าเขาพบอาหารสำหรับวันนี้แล้ว เขาพยุงชายแก่ให้ลุกขึ้น แล้วเสนอตัวที่จะช่วยชายแก่แบกน้ำเต้าที่หนักมากเหล่านั้นไปให้ ชายแก่บอกว่าแกกำลังจะกลับบ้านที่อยู่บนภูเขา ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังรบเร้าที่จะไปกับแก อย่างน้อยที่สุดสักพักหนึ่งก็ยังดี

            ชายแก่เดินไปตามทางที่มุ่งไปสู่ภูเขา ขณะที่เดินไปนั้น แกแบ่งอาหารที่แกซื้อมาจากตลาดให้กับชายหนุ่มส่วนหนึ่ง ชายหนุ่มกินอาหารนั้นจนอิ่ม และเมื่ออิ่มเต็มที่แล้วเขาก็รู้สึกว่าน้ำเต้าที่แบกมานั้นช่างหนักเสียนี่กระไร เขาต้องกอดมันไว้แน่น

            ดอนฮวนลืมตาขึ้น ยิ้มยิงฟันอย่างน่าเกลียดแล้วเล่าต่อไป.. ชายหนุ่มถามออกมาว่า "ตาใส่อะไรไว้ในน้ำเต้าเหล่านี้ล่ะ" ชายแก่ไม่ตอบแต่แกบอกกับชายหนุ่มว่า แกกำลังจะชี้ให้ชายหนุ่มดูสหายหรือเพื่อนที่จะมายกความโศกเศร้าทั้งหลายที่เขามีออกไป และจะมาแนะนำสั่งสอนชายหนุ่มเกี่ยวกับดำเนินชีวิตในโลก
            ดอนฮวนทำท่าทางด้วยมือทั้งสองข้างเหมือนกับว่าเป็นผู้วิเศษแล้วเล่าต่อ…. ชายแก่เรียกเอากวางที่สวยที่สุดเท่าที่ชายหนุ่มเคยเห็นออกมา กวางตัวนั้นเชื่องมาก มันเดินมาที่ชายหนุ่มแล้วเดินวนรอบตัวเขา ผิวของมันเป็นมันเลื่อมระยับและส่องประกาย ชายหนุ่มถึงกับตะลึงและเริ่มรู้สึกขึ้นมาในทันทีนั้นว่ามันคือ "กวางผีสิง" นั่นเอง ต่อมาชายแก่บอกกับเขาว่า ถ้าหากเขามีความประสงค์ที่จะมีเพื่อนตัวที่เห็นอยู่นั้น และต้องการสติปัญญาจากมันแล้ว เขาต้องวางน้ำเต้าเหล่านั้นลงเสียก่อน

           อาการยิ้มแสยะที่ดอนฮวนแสดงออกมาชี้ให้เห็นถึงความโลภ แกบอกว่า ความโลภอันน่าเกลียดของชายหนุ่มถูกกระทบเมื่อได้ยินคำขอร้องนั้น
            นัยน์ตาของดอนฮวนหรี่ลงเหมือนตาของปีศาจขณะที่แกออกเสียงของชายหนุ่มที่ถามออกมาว่า "ตาใส่อะไรไว้ในน้ำเต้าลูกโตทั้งสี่ลูกนี้ล่ะ" ดอนฮวนพูดว่า ชายแก่ตอบอย่างอารมณ์เย็นว่า มี "ปีโนเล่"
 2 และน้ำในน้ำเต้าเหล่านั้น
           ดอนฮวนหยุดเล่า แกเดินไปรอบ ๆ เป็นวงกลมสองครั้ง ผมไม่ทราบว่าแกทำเช่นนั้นทำไม แต่ก็เห็นได้ชัดว่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่เล่า วงกลมดูจะเป็นเจตนาของชายหนุ่มคนนั้น
           
ดอนฮวนบอกว่า แน่นอนละ ชายหนุ่มไม่เชื่อคำพูดของชายแก่เลย เขาเดาว่า ชายแก่คนนี้ซึ่งเห็นอยู่แล้วว่าเป็นพ่อมดต้องการที่จะเอาน้ำเต้าเหล่านี้ให้กับ"กวางผีสิง"ตัวนี้แล้ว น้ำเต้าเหล่านี้ต้องเต็มไปด้วยพลังมหาศาลอย่างแน่นอน 3 

           ดอนฮวนทำหน้าตาบิดเบี้ยวแล้วแสยะยิ้มอีกครั้งพลางเล่าต่อไปว่า…. ชายหนุ่มประกาศออกมาว่า เขาต้องการน้ำเต้าเหล่านี้ แกหยุดเล่าไปนานซึ่งดูเหมือนว่า เรื่องจบลงแล้ว

           
แกนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ผมก็แน่ใจว่าแกต้องการให้ผมถามออกมา ผมจึงถามว่า
            "เกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มคนนั้นล่ะ"
            "เขาก็แบกเอาน้ำเต้าไปนะสิ" แกตอบพร้อมกับยิ้มด้วยความพอใจ

            แกหยุดเล่าอีกนาน ผมหัวเราะ รู้สึกว่านี่คงจะเป็น "การเล่าเรื่องแบบอินเดียนแดง" อย่างแท้จริง นัยน์ของดอนฮวนแวววาวขณะที่แกยิ้มกับผม มีลักษณะที่ไร้เดียงสาในตัวของแก แกหัวเราะเบา ๆ แล้วถามผมว่า "คุณไม่อยากทราบอะไรเกี่ยวกับน้ำเต้าเหล่านั้นบ้างหรือ"
            "แน่นอน ผมอยากรู้เหมือนกัน ผมคิดว่านั่นเป็นตอนจบของเรื่อง ใช่หรือเปล่า"
            "โอ ไม่ใช่หรอก" แกบอก มีแววซุกซนในดวงตาของแก "ชายหนุ่มแบกเอาน้ำเต้าเหล่านั้นวิ่งไปยังที่เปลี่ยวแห่งหนึ่งแล้วเปิดฝาน้ำเต้าเหล่านั้นออก"
            "เขาพบอะไรล่ะ" ผมถาม
            ดอนฮวนชำเลืองดูผม ผมรู้ว่า แกคงทราบดีถึงการเล่นเอาเถิดที่มีอยู่ในสมองของผม แกสั่นหัวแล้วหัวเราะคัก ๆ ออกมา
            "เอาละ" ผมกระตุ้นให้แกพูดออกมา "น้ำเต้าเหล่านั้นไม่มีอะไรอยู่เลยใช่ไหม"
            "มีสิ มีอาหารและน้ำเท่านั้นเอง" แกตอบ "และด้วยความโกรธ ชายหนุ่มฟาดน้ำเต้าเหล่านั้นกับก้อนหิน"

            ผมบอกว่า การกระทำของชายหนุ่มเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็ตามตกอยู่ในสภาวะเช่นนั้นก็น่าจะทำอย่างเดียวกันมิใช่หรือ
            แต่คำตอบของดอนฮวนมีว่า ชายหนุ่มเป็นคนโง่ เขาไม่รู้ว่าตัวเองแสวงหาอะไร เขาไม่ทราบว่า "พลัง" คืออะไร ดังนั้นเขาจึงบอกไม่ได้ว่าเขาพบพลังแล้วหรือยัง เขาไม่รับผิดชอบในการตัดสินใจของตน ดังนั้นเขาจึงโกรธความโง่เซอะของตัวเอง เขาหวังในสิ่งหนึ่งแต่กลับได้รับอีกสิ่งหนึ่ง
            ดอนฮวนเดาขึ้นมาว่าถ้าผมเป็นชายหนุ่มคนนั้น หรือผมทำตามสิ่งที่ผมคิดแล้ว ในที่สุดผมต้องโกรธและเศร้าเสียใจ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของผม ผมจะเสียใจในสิ่งที่ผมสูญเสียไปอย่างแน่นอน
            ดอนฮวนย้อนมาอธิบายการกระทำของชายแก่ แกเลี้ยงชายหนุ่มอย่างเต็มคราบเพื่อจะให้ชายหนุ่ม "กระเดือกจนพุงกาง" ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มพบว่าน้ำเต้าเหล่านั้นบรรจุแต่อาหารไว้เท่านั้น เขาก็ทุบมันทิ้งด้วยความโกรธ
            " ถ้าชายหนุ่มรู้สึกตัวดีถึงสิ่งที่เขาตัดสินใจลงไปและมีความรับผิดชอบในข้อตัดสินใจอันนั้น" ดอนฮวนพูด "เขาน่าจะเก็บอาหารนั้นไว้ และบางทีนะ เขาอาจจะรู้ชัดแจ้งขึ้นมาว่า อาหารก็คือพลังเหมือนกัน "

 


1น้ำเต้า ชาวอินเดียนแดงหรือชาวเม็กซิกันจะใส่อาหารหรือน้ำในลูกน้ำเต้าแห้งที่ควัดเอาเนื้อในออกแล้ว
2 ปิโนเล่ (Pinole) เป็นชื่ออาหารชนิดหนึ่ง
3 พลัง เป็นของดีที่ชาวอินเดียนแดงพากันแสวงหา เหมือนกับเหล็กไหล หรือ เขี้ยวหมูตันในบ้านเรา
 


TOP BOTTOM





๖. การทำตัวให้เป็นพราน 

ศุกร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๑๙๖๑


             
เมื่อ ผมนั่งลง ผมพุ่งคำถามเข้าใส่ดอนฮวนในทันที แกไม่ตอบและโบกมือด้วยความเบื่อหน่ายเพื่อให้ผมเงียบลง ดูแกจะตกอยู่ในอารมณ์ที่เคร่งเครียดเป็นพิเศษ
              “ผมคิดอยู่ว่า คุณไม่เปลี่ยนแปลงเอาเลยนับตั้งแต่คุณพยายามจะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรแกบอกด้วยน้ำเสียงตำหนิ

              แกเริ่มอ้างถึงการเปลี่ยนแปลงบุคคลิกทั้งหมดที่แกแนะให้ผมทำด้วยเสียงอันดัง ผมบอกกับแกว่า ผมพิจารณาในเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว และเห็นว่า ผมทำไม่ได้ เพราะแต่ละเรื่องที่แกแนะตรงกันข้ามกับธรรมชาติที่แท้จริงของผม แกบอกว่า เพียงการพิจารณาเท่านั้นไม่เป็นการเพียงพอ และไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่แกพูดกับผมไม่ได้พูดกันเล่น ๆ เท่านั้น ผมกล่าวยืนยันขึ้นมาอีกว่า แม้ผมจะปรับวิถีชีวิตส่วนตัวของผมให้สอดคล้องกับแนวทางของแกได้เพียงเล็กน้อยก็ตามที แต่ผมก็มีความจริงใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องสมุนไพรอย่างแท้จริง

              หลังจากที่ได้เงียบไปนานด้วยความอึดอัด ผมกล้าถามแกว่าคุณจะสอนผมเรื่องการใช้เปโยติหรือเปล่า? ดอนฮวน
              แกบอกว่า ความตั้งใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ การที่จะศึกษาเกี่ยวกับเปโยติ (แกเรียกมันว่า เมสคาลิโตเป็นครั้งแรก)* มันเป็นเรื่องที่ต้องจริงจังมาก ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกในเรื่องนี้

              อย่างไรก็ตาม ในตอนหัวค่ำของวันนั้นดอนฮวนทดสอบผมอย่างหนึ่ง แกมีปัญหาแต่ไม่บอกเงื่อนงำที่จะนำมาแก้ปัญหานั้น ปัญหาก็คือ ให้หาบริเวณหรือจุดที่ ดี จากบริเวณหน้าประตูบ้านที่แกนั่งคุยกับผมอยู่บ่อย ๆ บริเวณแห่งนั้นจะเป็นจุดที่ทำให้ผมมีความสุขและสดชื่นอย่างแท้จริง ช่วงกลางคืน ขณะที่ผมหาบริเวณดังกล่าวด้วยการกลิ้งตัวไปมาบนพื้น ผมมองเห็นการเปลี่ยนสีบนพื้นตรงจุดที่มืดที่สุดและสกปรกด้วยสองครั้ง

              การเสาะหาจุดดังกล่าวทำให้ผมเหนื่อยมากและหลับไปตรงจุดแห่งหนึ่งที่ผมเห็นการเปลี่ยนสี ดอนฮวนปลุกผมขึ้นมาในตอนเช้าแล้วบอกว่าผมทำได้สำเร็จเพราะผมไม่เพียงพบบริเวณที่ดีเท่านั้น แต่ยังพบบริเวณตรงกันข้ามคือจุดที่เป็นปฏิปักษ์หรือจุดที่เป็นศัตรูอีกด้วย และสีที่ผมมองเห็นนั้นก็สัมพันธ์กับคุณลักษณะของจุดทั้งสองนี้ด้วย


เสาร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๑๙๖๑


              เราเดินเข้าไปในป่าละเมาะตั้งแต่เช้ามืด ขณะเดินอยู่นั้นดอนฮวนอธิบายว่า การหาบริเวณที่ ดีหรือที่เป็น ปฏิปักษ์นั้นเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่มาอยู่ในป่าเขา ผมอยากจะเบนหัวข้อสนทนามาเป็นเรื่องของเปโยติ แต่ดอนฮวนปฏิเสธออกมาตรง ๆ ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ แกเตือนผมว่า ขออย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกนอกจากแกจะพูดถึงมันขึ้นมา

              เรานั่งพักใต้เงาของต้นไม้สูงต้นหนึ่งในแถบที่มีต้นไม้หนาแน่น พุมไม้เตี้ย ๆ ที่ขึ้นอยู่รอบตัวของเราไม่ถึงกับแห้งเหี่ยวเสียทีเดียวนัก วันนั้นร้อนอบอ้าวและแมลงวันเฝ้าไต่ตอมตัวผม แต่ดูเหมือนมันไม่ไปรบกวนดอนฮวนเอาเสียเลย ผมสงสัยว่าคงจะเป็นเพราะแกไม่ใส่ใจกับพวกมัน แต่เมื่อผมสังเกตดู แมลงวันไม่บินไปจับที่หน้าของดอนฮวนเลย

              "ในบางคราว ถือเป็นเรื่องจำเป็นมากที่จะต้องหาจุดที่ดีให้ได้โดยรวดเร็วในที่ดล่งดอนฮวนพูดต่อไป หรือเราอาจมีความจำเป็นที่จะเลือกในทันมีว่า จุดที่คุณนั่งพักนั้นเป็นจุดที่ดีหรือเลว ในคราวที่เรานั่งพักข้างเนินเขาแห่งหนึ่งและคุณโกรธผมมาก คุณอารมณ์เสียด้วย ที่ตรงนั้นเป็นปฏิปักษ์กับคุณ อีกาตัวเล็ก ๆ ร้องเตือนคุณแล้ว จำได้ไหมล่ะ

              ผมจำได้ว่า แกชี้ให้ผมเห็นโดยบอกให้ผมเลี่ยงจากบริเวณแห่งนั้นในอนาคต ผมยังจำได้ดีว่า ผมโกรธมากเพราะแกไม่ยอมให้ผมหัวเราะ
              “ผมคิดว่าอีกาตัวที่บินข้ามหัวเราไปนั้นเป็นลางเฉพาะของผมคนเดียวแกพูดผมน่าจะไม่สงสัยว่า อีกาก็เป็นเพื่อนที่ดีของคุณด้วยเช่นกัน
              “คุณพูดถึงอะไรดอนฮวน?”
              “อีกาถือเป็นลางอย่างหนึ่งแกพูดต่อถ้าคุณทราบในเรื่องที่เกี่ยวกับอีกา คุณจะเลี้ยงจากที่ตรงนั้นเหมือนกับที่คุณเลี่ยงจากกาฬโรคเลยทีเดียว แต่อีกาไม่ได้บินมาเพื่อเราเสมอไป ดังัน้นคุณต้องเรียนรู้ถึงการหาจุดที่ดีเพื่อตั้งแคมป์หรือที่นั่งพักด้วยตัวคุณเอง

              แกหยุดพูดอยู่นาน ทันใดนั้นแกหันมาทางผมแล้วบอกว่าการที่จะหาจุดที่ดีสำหรับพักนั้นสิ่งที่ผมต้องทำก็คือ การมองไขว้สายตา แกมองมาทางผมด้วยสายตาที่แสดงว่ารู้ดี และด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแกบอกอีกว่า ขณะที่ผมกลิ้งตัวบนพื้นบริเวณหน้าบ้านของแกผมก็ทำอย่างนี้ ดังนั้นผมจึงพบจุดทั้งสองรวมทั้งสีของจุดทั้งสองนั้นด้วย แกบอกให้ผมรู้อีกว่าแกประทับใจในความพยายามจนสำเร็จของผมมาก

              “ผมไม่ทราบเลยจริง ๆ ว่าผมทำอะไรลงไปผมพูด
              “คุณต้องมองไขว้สายตาแกพูดอย่างมั่นใจ นั่นคือเทคนิคในเรื่องนี้ คุณต้องทำเช่นนี้แม้ว่าคุณจะจำไม่ได้แล้ว

              ต่อมาดอนฮวนอธิบายถึงวิธีมองซึ่งแกบอกว่าต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะทำได้ดี เทคนิคการมองนั้นคือ การบังคับนัยน์ตาอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้มองเห็นภาพที่ดูอยู่นั้นแยกจากกัน การมองที่ไม่เห็นภาพเป็นหนึ่งทำให้เกิดการรับรู้ดลกในลักษณะที่เป็นคู่ ตามแนวคิดของดอนฮวน การเห็นโลกในลักษณะที่เป็นคู่ทำให้เรามีโอกาสในการตัดสินการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งโดยปกติแล้วการมองอย่างธรรมดาไม่อาจเห็นเช่นนี้ได้

              แกคะยั้นคะยอให้ผมทำดู แกรับรองกับผมว่าการทำเช่นนี้ไม่มีอันตรายต่อสายตาแต่อย่างใด แกแนะว่าผมควรจะเริ่มด้วยการกวาดตามองในระยะใกล้ด้วยหางตา แกชี้ไปยังพุ่มไม้พุ่มโตแล้วแสดงให้ผมดูว่าควรจะทำอย่างไร ผมเกิดความรู้สึกที่ประหลาดมากเมื่อเห็นตาของดอนฮวนชำเลืองออกไปอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อยังต้นไม้ต้นนั้น นัยน์ตาของแกทำให้ผมนึกถึงตาของสัตว์ที่กำลังหนีภัย คือมองตรง ๆไม่ได้

              เราเดินต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงขณะที่ผมพยายามที่จะไม่เพ่งสายตาไปสู่จุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะลงไป ต่อมาดอนฮวนบอกให้แยกสิ่งที่มองดูอยู่นั้นโดยให้เห็นด้วยตาแต่ละข้าง เมื่อทำไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ผมปวดตาอย่างรุนแรงจนต้องหยุด

              “คุณคิดว่า คุณจะบอกที่ ๆ เหมาะสมสำหรับพักเดินด้วยตัวของคุณเองได้หรือยังแกถาม

              ผมไม่ทราบเลยว่า อะไรคือข้อตัดสินว่าเป็น บริเวณที่เหมาะสมดอนฮวนอธิบายต่อไปอย่างอดทนว่า การมองด้วยการชำเลืองอย่างรวดเร็วทำให้ตาสามารถจับภาพตรงที่ผิดปกติออกไปได้
              “เช่นผิดปกติอย่างไรล่ะ?”
              “มันไม่เชิงจะเป็นภาพแกบอก มันเป็นความรู้สึกมากกว่า ถ้าคุณมองไปที่พุ่มไม้ ต้นไม้หรือก้อนหินตรงที่คุณจะพัก ตาของคุณจะบอกได้เองถึงความรู้สึกที่ว่า ตรงนั้นเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับการพักหรือเปล่า

              ผมเร่งเร้าให้แกอธิบายถึงความรู้สึกชนิดนั้นอีก แต่แกไม่อธิบายหรือไม่อยากอธิบายก็เป็นได้ แกบอกว่าผมน่าจะฝึกดูดดยชี้จุดที่ต้องการแล้วแกอาจจะบอกกับผมได้ว่า ตาของผมใช้การได้หรือยัง

              ชั่วแวบหนึ่งที่ผมเห็นสิ่งหนึ่งซึ่งคงจะเป็นก้อนกรวดที่สะท้อนแสงออกมา ถ้าผมเพ่งดูจะไม่เห็นแสงนี้ แต่ถ้าผมกวาดตามองไปอย่างรวดเร็ว ผมจะเห็นประกายชนิดหนึ่งส่องแววออกมา ผมชี้ที่ตรงนั้นให้ดอนฮวนดู มันอยู่ตรงกลางของที่โล่ง ไม่มีร่มเงา ไม่มีพุ่มไม้ ดอนฮวนหัวเราะก้องแล้วถามว่า ทำไมผมจึงเลือกเอาที่ตรงนั้น ผมบอกวาผมเห็นแสงประกายส่องออกมา
              “ผมไม่สนใจกับสิ่งที่คุณมองเห็นหรอกแกพูด คุณอาจมองเห็นช้างก็ได้ แต่ที่สำคัญคือคุณรู้สึกอย่างไรกับที่ตรงนั้นมากกว่า

              ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ดอนฮวนมองที่ผมด้วยสายตาที่มีปริศนาแล้วพูดว่า แกอยากจะขอบใจผมแล้วนั่งลงพักกับผมที่จุดนั้นแต่แกจะไปนั่งที่อื่นขณะที่ผมทดสอบจุดที่ผมเลือก

              ผมนั่งลงที่นั่น ดอนฮวนมองดูผมด้วยความใคร่รู้จากที่อีกแห่งหนึ่งห่างออกไปประมาณ ๓๐ - ๔๐ ฟุต ไม่กี่นาทีต่อมาแกหัวเราะออกมาอย่างดัง เสียงหัวเราะของแกนั่นเองทำให้ผมหงุดหงิด มันทำให้ผมควบคุมตัวเองไว้ไม่ได้ ผมรู้สึกว่าดอนฮวนกำลังหัวเราะเยาะผมอยู่ ผมโกรธขึ้นมา ผมเริ่มถามตัวเองถึงสาเหตุที่มานั่งอยู่ที่นี่ ความพยายามทั้งหมดที่ผมทำลงไปอันเนื่องมาจากดอนฮวนต้องผิดพลาดอย่างแน่นอน ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือของแก

              ทันใดนั้น ดอนฮวนพุ่งมาทางผมด้วยการวิ่งเต็มฝีเท้าแล้วจับแขนผมลากออกไปไกลถึงสิบหรือสิบสองฟุต แกฉุดให้ผมยืนขึ้นแล้วเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก ผมเห็นว่าแกวิ่งเต็มฝีเท้าจริง ๆ แกเอามือตบที่ไหล่ของผมแล้วบอกว่าผมเลือกที่ผิด ดังนั้นแกต้องช่วยผมอย่างรีบด่วนจริง ๆ เพราะแกเห็นว่า จุดที่ผมนั่งอยู่นั้นจะกลืนเอาความรู้สึกทั้งหมดของผม ผมหัวเราะออกมา ภาพที่ดอนฮวนจู่โจมเข้ามาหาผมนั้นน่าขำมาก แกวิ่งเหมือนกับคนหนุ่ม และเท้าทั้งสองของแกเคลื่อนไปราวกับว่าจะยึดดินร่วนสีแดงในทะเลทรายไว้ให้แน่นเพื่อดันลำตัวให้พุ่งมาทางผม ผมเห็นแกหัวเราะเยาะผม แต่ประเดี๋ยวเดียวต่อมาแกกลับลากผมออกไป

              ครู่ต่อมาแกเร้าให้ผมหาที่ที่เหมาะสมต่อ เราเดินต่อไป แต่ผมก็ไม่เห็นหรือไม่ รู้สึกอะไรเอาเลย บางทีถ้าผมรู้สึกผ่อนคลายลงไปมากกว่านี้ ผมอาจจะเห็นหรือรู้สึกในบางสิ่งบางอย่างก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่โกรธดอนฮวนอีกต่อไป ในที่สุดแกชี้ไปที่ก้อนหินบางก้อน และเราหยุดเดิน

              “อย่าเพิ่งหมดหวังแกปลอบมันต้องใช้เวลานานกว่าจะฝึกสายตาได้อย่างถูกต้อง
              ผมไม่พูด ผมไม่ได้ผิดหวังในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเอาเลย แต่กระนั้นก็ตาม ผมต้องยอมรับว่าตั้งแต่ผมพบกับดอนฮวน ผมโกรธมากถึงสามครั้ง และขณะที่ผมนั่งตรงจุดที่แกบอกว่าไม่ดีนั้น ผมรู้สึกปั่นป่วนมากแทบจะป่วยลงไปทีเดียว

              “เคล็ดในเรื่องนี้ก็คือ คุณต้องรู้สึกให้ได้ด้วยตาแกพูดข้อขัดข้องของคุณในขณะนี้ก็คือ คุณไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ถึงจะอย่างไรก็ตามเถอะ มันจะเกิดกับคุณเองจากการฝึกฝน
              “บางทีนะดอนฮวน คุณน่าจะบอกกับผมได้ว่าผมจะรู้สึกอย่างไร
              “ไม่ได้หรอก
              “ทำไมล่ะ
              “ไม่มีใครบอกกับคุณได้หรอกว่าคุณน่าจะรู้สึกอย่างไร มันไม่ใช่ความร้อน ไม่ใช่แสง ไม่ใช่แสงที่วูบวาบออกมา ไม่ใช่สี มันเป็นสิ่งอื่น
              “คุณอธิบายได้ไหมล่ะ
              “ไม่ได้หรอก สิ่งที่ผมทำได้คือบอกกับคุณถึงวิธีการ เมื่อคุณเรียนรู้ถึงการแยกภาพที่เห็นออกจากกันได้และมองเห็นทุกสิ่งเป็นสองภาพแล้ว คุณต้องเพ่งความสนใจไปที่ช่องในระหว่างภาพทั้งสองนั้น ในบริเวณนั้น
              “ความผิดปกติชนิดไหนล่ะ
              “นั่นไม่สำคัญหรอก ความรู้สึกที่คุณได้รับสำคัญกว่า และทุกคนก็รู้สึกได้ต่างกันไป วันนี้คุณมองเห็นแสงแวบออกมา แต่นั่นไม่มีความหมายอะไรเพราะไม่มีความรู้สึกร่วมอยู่ด้วย ผมบอกไม่ได้หรอกว่าคุณควรจะรู้สึกอย่างไรบ้าง คุณต้องศึกษาจากตัวของคุณเอง

              เราพักในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ดอนฮวนเอาหมวกปิดที่หน้าไม่กระดุกกระดิกราวกับว่าแกหลับไป ผมหมกมุ่นอยู่กับการจดบันทึกจนกระทั่งดอนฮวนไหวตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันจนผมสะดุ้งสุดตัว แกลุกขึ้นนั่งในทันทีแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผมพร้อมกับย่นหน้าผาก

              “คุณมีหัวในทางการเป็นพรานแกพูดออกมาและการเป็นพรานคือสิ่งที่คุณควรศึกษาเรียนรู้การล่าเอาไว้ เราจะไม่พูดกันในเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรอีกต่อไป

              เราใช้เวลาที่เหลือของวันนั้นเดินไปในทิศทางต่าง ๆ พร้อมกันนั้นดอนฮวนได้บรรยายรายละเอียดแทบไม่น่าเชื่อเกี่ยวกับงูกะปะ มันทำรังอย่างไร เคลื่อนไหวอย่างไร นิสัยของมันในฤดูต่าง ๆ และพฤติกรรมพิเศษของมัน จากนั้นแกกลับมาอธิบายอย่างละเอียดในแต่ละหัวข้อ ในที่สุดแกจับงูกะปะตัวโตได้ตัวหนึ่งแล้วฆ่ามัน แกตัดหัวของมันออก ทำความสะอาดตับไตไส้พุง ถลกหนังแล้วย่างงูตัวนั้น การเคลื่อนไหวของแกน่าดูและทำอย่างชำนาญมาก น่าเพลิดเพลินที่ได้อยู่กับแก ผมฟังแกพูดและดูแกทำลงไปเหมือนกับว่าถูกสะกดจิต ความใส่ใจของผมเป็นไปอย่างสมบูรณ์จนสิ่งอื่น ๆ หายไปจากความรับรู้หมดสิ้น

              การกินเนื้องูเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับการกินอยู่โดยทั่วไป ผมรู้สึกว่าจะอาเจียนออกมาให้ได้ มันรู้สึกปั่นป่วนอย่างร้ายกาจ แม้เนื้องูจะอร่อยมากก็ตามแต่ท้องของผมดูจะเป็นอวัยวะที่มีอิสระออกไป ผมเกือบจะกลืนไม่ลง ผมคิดว่าดอนฮวนน่าจะหัวใจวายเนื่องจากการหัวเราะอย่างหนัก

              ต่อมาเรานั่งพักอย่างสบายภายใต้เงาของก้อนหิน ผมจดบันทึก และจากเรื่องราวที่ได้รับฟังมานั้นทำให้ผมทราบว่าดอนฮวนให้ความรู้เกี่ยวกับ งูกะปะมากมายแทบไม่น่าเชื่อ

              “วิญญาณของนักล่ากลับมาหาคุณแล้วดอนฮวนพูดขึ้นมาอย่างกระทันหัน หน้าตาของแกแสดงถึงความจริงจังมาก ตอนนี้คุณติดเบ็ดแล้วละ
              “อะไรนะผมอยากให้แกขยายคำพูดที่ว่า ติดเบ็ดแต่แกหัวเราะแล้วพูดประโยคนั้นซ้ำอีก
              “ผมติดเบ็ดได้อย่างไรผมเร่งเอาคำตอบ
              “พรานจะต้องล่าเสมอไปแกพูด ผมเองก็เป็นพราน
              “คุณหมายถึงว่า คุณล่าเพื่อจะมีชีวิตอยู่ใช่ไหม
              “ผมล่าเพื่ออยู่ ผมสามารถดำรงอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ตรงไหนก็ได้แกทำท่าด้วยศีรษะอันบ่งถึงบริเวณทั้งหมดการเป็นพรานได้นั้นหมายถึงการที่คุณต้องรู้มากทีเดียวแกพูดต่อมันหมายถึงการที่คุณเห็นโลกในลักษณะที่ต่างออกไป การที่จะเป็นพรานได้นั้น คุณจะต้องมีดุลยภาพอย่างสมบูรณ์กับสิ่งอื่น ๆ ทุกสิ่ง มิฉะนั้นแล้วการล่าจะเป็นงานประจำซ้ำซากไร้ความหมาย ยกตัวอย่างเช่นในวันนี้เราฆ่างูตัวนั้น ผมต้องขอโทษมันที่ต้องตัดชีวิตของมันโดยฉับพลันและแน่นอน ผมทำในสิ่งที่ผมทราบดีว่า สักวันหนึ่ง ชีวิตผมก็จะต้องถูกตัดออกในลักษณะที่ใกล้เคียงกันนี้ คือถูกตัดออกโดยฉับพลันและแน่นอน ดังนั้นทั้งหมดนี้ เราและงูอยู่ในระดับเดียวกัน งูตัวหนึ่งทำให้เราอิ่มในวันนี้
              “เมื่อผมล่าสัตว์ ผมไม่เคยคิดถึงดุลยภาพที่คุณพูดถึงผมพูด
              “นั่นไม่จริงหรอก เพราะคุณไม่เพียงแต่ล่าสัตว์มาได้เท่านั้น ครอบครัวของคุณกินเนื้อสัตว์เหล่านั้นด้วย

              คำพูดของดอนฮวนทำให้รู้สึกว่ามีคนร่วมด้วย แน่นอนแกพูดถูก หลายครั้งที่ผมแบ่งเนื้อสัตว์ที่ได้มาโดยบังเอิญนั้นให้กับคนอื่นในครอบครัวด้วย ผมรีรออยู่ชั่วครู่แล้วถามออกมาว่า
              “คุณรู้ได้อย่างไรล่ะ ดอนฮวน
              “มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมรู้ขึ้นมาเฉย ๆ ผมเองก็บอกคุณไม่ได้ว่าผมรู้ขึ้นมาได้อย่างไรแกตอบ

              ผมบอกกับแกว่า ลุงและป้าของผมจะเรียกบ่งลงไปเลยว่านกที่ผมล่ามาได้นั้นเป็น ไก่ฟ้า
              ดอนฮวนบอกว่าแกจินตนาการเอาได้อย่างง่ายดายว่า ลุงและป้าของผมจะเรียกนกนางแอ่นว่า ไก่ฟ้าเล็กแล้วแกเพิ่มตัวอย่างว่าทั้งสองคนนั้นจะเคี้ยวไก่ฟ้าเล็กอย่างไร การเคลื่อนไหวขากรรไกรของแก ทำให้ผมเห็นว่าแกกำลังเคี้ยวนกอยู่ทั้งตัว เคี้ยวทั้งกระดูกและส่วนอื่น ๆ
              “ผมมีความรู้สึกจริงจังขึ้นมาว่า คุณมีแววในการล่าสัตว์แกประกาศออกมาไม่ทุกคนหรอกที่พยายามหาแล้วพบสีและจุดที่ต้องการในขณะเดียวกัน

              การเป็นพรานฟังดูเข้าทีและโรแมนติคไม่น้อย แต่มันน่าตลกในเมื่อผมไม่สนใจในการล่าสัตว์เป็นพิเศษแต่อย่างใด
              “คุณไม่จำเป็นต้องสนใจในการล่าหรือชอบที่จะล่าสัตว์แกไขข้อข้องใจที่ผมพ่นออกไปคุณมีแนวโน้มอยู่แล้วตามธรรมชาติ ผมคิดว่าพรานที่ดีที่สุดไม่เคยชอบการล่าสัตว์ แต่เขาล่าได้ดีเท่านั้นเอง

              ผมทราบดีว่าดอนฮวนสามารถอ้างเหตุผลไปทางใดก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นแกคงยืนยันว่าแกไม่ชอบพูดเอาเลย
              “นั่นก็เหมือนกับการที่ผมบอกคุณเกี่ยวกับพรานนั่นเองแกพูดผมไม่จำเป็นจะต้องชอบพูด
              ผมเพียงแต่มีความสามารถเฉพาะในทางนี้และผมทำมันได้ดีเท่านั้นผมเห็นความมีปัญญาอันฉับไวของแกเป็นเรื่องน่าขันจริง ๆ

              “
พรานต้องเป็นคนที่รัดกุมเป็นพิเศษแกพูดต่อ พรานให้โอกาสกับโชคเพียงเล็กน้อย ผมพยายามโดยตลอดในการที่จะโน้มน้าวคุณว่า คุณต้องเรียนรู้การที่จะมีชีวิตอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป จนบัดนี้ผมยังไม่พบความสำเร็จในความพยายามนั้น แต่ตอนนี้มันต่างออกไป ผมเรียกเอาวิญญาณนักล่าของคุณกลับมา บางทีนะ จากสิ่งนี้คุณจะเปลี่ยนแปลงได้

              ผมค้านว่าผมไม่อยากเป็นนายพรานหรอก ผมเตือนแกให้ระลึกถึงว่า นับแต่เริ่มแรกผมเพียงแต่อยากให้แกบอกผมเกี่ยวกับพืชสมุนไพร แต่แกทำให้ผมเฉออกไปไกลจากจุดมุ่งหมายเดิม จนกระทั่งผมเองก็ไม่อาจระลึกได้อย่างชัดแจ้งอีกต่อไปว่า ผมต้องการเรียนรู้ในเรื่องสมุนไพรต่อไปอีกหรือไม่
              “ก็ดีแล้วนี่แกพูด ดีจริง ๆ แหละ ถ้าคุณไม่มีภาพพจน์ที่ชัดแจ้งว่าคุณต้องการอะไรอย่างแท้จริงแล้วคุณอาจจะเป็นคนถ่อมตัวยิ่งขึ้น
              “เอาอย่างนี้ดีกว่า สำหรับจุดมุ่งหมายของคุณนั้น มันไม่สำคัญจริงจังอะไรหรอกว่าคุณจะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพรหรือเกี่ยวกับการล่าสัตว์ คุณบอกผมเองว่า คุณสนใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นบอกกับคุณไม่ใช่หรือ?”

              ผมเคยพูดเช่นั้นจริง ๆ กับแกตอนที่ผมพยายามที่จะให้คำจำกัดความของขอบเขตและเนื้อหาของวิชามานุษยวิทยา เพื่อว่าดอนฮวนจะเป็นตัวอย่างข้อมูลที่ผมต้องการ
              แกหัวเราะหึ ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าแกควบคุมเอาไว้

              “
ผมเองก็เป็นพรานแกพูดราวกับว่าแกอ่านความคิดของผมออก ผมปล่อยโอกาสไว้กับโชคเพียงนิดเดียวเท่านั้น บางที่ผมควรจะบอกกับคุณว่า ผมเรียนรู้การที่จะเป็นพรานมาเหมือนกัน ผมหาได้มีชีวิตอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ช่วงหนึ่งในชีวิตของผม ผมต้องเปลี่ยนแปลง และตอนนี้ผมชี้ทางให้กับคุณ ผมแนะนำคุณ ผมทราบว่าผมพูดอะไรอยู่ มีคนบางคนสอนผมในเรื่องเหล่านี้ ผมไม่ได้คิดเอาเองหรอก
              “คุณหมายถึงว่า คุณมีครูใช่ไหมดอนฮวน?”
              “พูดได้ว่า มีคนบางคนสอนให้ผมรู้จักล่าในลักษณะที่ผมอยากจะสอนคุณอยู่เดี๋ยวนี้แกพูดออกมาแล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

              “ผมคิดว่า กาลครั้งหนึ่งการล่าเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์แกพูด พรานทุกคนเป็นผู้ที่มีพลังมหาศาล
ความจริงแล้วพรานต้องมีพลังเป็นจุดเริ่ม เพื่อว่าจะมีความอดทนต่อชีวิตที่เคร่งครัดเช่นนั้นทันใดนั้นผมเกิความสงสัยขึ้นมาหรือว่าดอนฮวนอ้างถึงกาลเวลาก่อนหน้าที่จะมีการยึดครองของพวกผิวขาวกระมัง ผมเริ่มหยั่งดูท่าที
              “เวลาที่คุณพูดถึงนั่นเมื่อไหร่กันแน่?”
              “ก็กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
              “เมื่อไหร่ล่ะ? ‘กาลครั้งหนึ่งหมายถึงอะไร?”
              “มันก็หมายถึงกาลครั้งหนึ่งนะสิ หรือไม่ก็หมายถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่สำคัญหรอกว่าเมื่อไหร่ ครั้งหนึ่งทุกคนทราบดีว่าชีวิตนายพรานนั้นเป็นชีวิตที่เยี่ยมยอดที่สุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ทุกคนหรอกที่ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ดี ผมรู้และสักวันหนึ่งคุณก็จะรู้ พอทราบความหมายที่ผมพูดหรือยังล่ะ?”
              “ชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีรู้สึกเกี่ยวกับพวกพรานอย่างนี้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ผมอยากรู้
              “ไม่จำเป็นหรอก
              “แล้วพวกปีม่าล่ะ?”
              “ก็ไม่ทุกคน แต่บางคนรู้

              ผมเอ่ยชื่อชาวอินเดียนแดงเผ่าอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ผมต้องการให้ดอนฮวนบอกออกมาให้ชัดว่า การล่าเป็นความรู้สึกร่วมกันและปฏิบัติร่วมกันเฉพาะในชนเผ่าใดเผ่าหนึ่ง แต่แกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของผมตรง ๆ ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนหัวข้อของการสนทนา
              “คุณทำสิ่งเหล่านี้กับผมทำไมล่ะดอนฮวน?”
              แกถอดหมวกออกแล้วเกาหัวในลักษณะที่แกล้งทำเป็นงง

              “ผมกำลังแนะท่าให้กับคุณแกพูดเบา ๆ คนอื่นก็แนะท่าในลักษณะเดียวกันนี้ให้กับคุณด้วย และสักวันหนึ่ง คุณเองก็จะแนะท่าให้กับคนอื่น ๆ เช่นกัน บอกได้ว่ามันเป็นคราวที่ผมกระทำกับคุณ
วันหนึ่งผมพบว่าหากผมต้องการเป็นพรานที่มีค่าควรแก่การที่จะเคารพตัวเองได้ ผมต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผม ผมเคยคร่ำครวญ เคยบ่นมามาก ผมมีเหตุผลเพียงพอที่จะรู้สึกว่าตัวเองถูกคดโกง ผมเป็นชาวอินเดียนแดง และชาวอินเดียนแดงถูกเหยียดหยามเหมือนกับสุนัข ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะมาผ่อนคลายความรู้สึกเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งเดียวที่ผมเหลืออยู่คือความทุกข์ แต่แล้วโชคได้ช่วยผมไว้ คน ๆ หนึ่งสอนให้ผมรู้สึกการล่าและผมรู้สึกชัดแจ้งขึ้นมาว่า วิถีชีวิตที่ผมดำเนินอยู่นั้นไม่มีค่าควรแก่การมีชีวิตอยู่ต่อไปดังนั้นผมจึงเปลี่ยนแปลงมันเสีย 
              “แต่ผมมีความสุขกับชีวิตของผมนี่นะดอนฮวน ทำไมผมต้องเปลี่ยนมันล่ะ?”
              แกเริ่มร้องเพลงเม็กซิกันค่อย ๆ แล้วออกเสียงเอื้อนทำนอง ศีรษะของแกผงกขึ้น ๆ ลง ๆ ตามจังหวะเพลง
              “คุณคิดว่า ผมกับคุณเป็นคนที่เท่าเทียมกันหรือเปล่า?” แกถามออกมาด้วยเสียงที่แหลมชัด

              คำถามของแกดังขึ้นในขณะที่ผมเผลอ ผมได้ยินเสียงก้องกังวานที่แปลกมากในรูหูราวกับว่าแกตะโกนถ้อยคำเหล่านั้นออกมา แต่ดอนฮวนไม่ได้ตะโกน ถึงอย่างนั้นก็มีเสียงคล้ายโลหะกระทบกันในน้ำเสียงที่แกพูดออกมาดังก้องอยู่ในหูของผม

              ผมแยงหูด้วยปลายนิ้วก้อยมือซ้าย ผมคันหูอยู่ตลอดเวลาและผมมีวิธีแยงหูเป็นจังหวะขยุก ๆ ด้วยนิ้วก้อยของมือทั้งสองข้าง การแยงหูนั้นถึงกับทำให้แขนไหวไปมาได้
              ดอนฮวนมองดูท่าแยงหูของผมด้วยความสนเท่ห์

              “เอาละเราเป็นคนที่เท่าเทียมกันหรือเปล่าล่ะ?”
              “แน่นอน เราเป็นคนที่เท่าเทียมกัน
              ผมรู้สึกว่าถ่อมตัวลงมาได้เอง ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกไปยังดอนฮวน ถึงแม้ว่าหลายครั้งที่เดียวผมไม่ทราบว่าจะจัดการอย่างไรกับแก อย่างไรก็ตาม ผมยังยึดถืออะไรไว้ในใจแม้ว่าผมจะไม่พูดออกมา ผมยังยึดอยู่ในความเชื่อที่ว่าผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นชาวตะวันตกที่มีอารยะแล้ว ย่อมเหนือกว่าคนอินเดียนแดงมาก

              “ไม่หรอกแกพูด เราไม่ใช่คนที่เท่าเทียมกัน
              “อ้าวทำไมล่ะ แน่นอนที่สุดเลยว่าเราเท่าเทียมกันผมแย้ง
              “ไม่หรอกแกพูดเบา ๆเราไม่ใช่คนที่เท่าเทียมกันเลย ผมเป็นพราน เป็นนักรบ ส่วนคุณเป็นแมงดา

              ผมอ้าปากค้าง ผมแทบจะไม่เชื่อเลยว่า ดอนฮวนได้พูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา ผมปล่อยสมุดบันทึกให้ร่วงลงไปแล้วจ้องดูแก ไม่มีคำพูดหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว แน่นอนผมโกรธแกมาก

              แกมองที่ผมด้วยสายตาที่สงบมั่นคง ผมเลี่ยงการจ้องมองของแก แลต่อมาแกเริ่มพูดออกมา แกพูดชัดถ้อยชัดคำ ถ้อยคำเหล่านั้นหลุดออกมาเรียบ ๆ และเย็นชา
แกบอกว่าผมกำลังเกาะคนอื่นอยู่ ผมไม่ได้ชิงชัยในการสู้รบเพื่อตัวเอง แต่อิงอยู่กับการสู้รบของคนอื่นที่ผมไม่รู้จัก นั่นก็คือผมไม่ต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ไม่ต้องการเรียนรู้ที่จะเป็นพราน ไม่ต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับอะไรเลย และโลกที่เฉียบขาดในการกระทำ เฉียบขาดในความรู้สึก และการตัดสินใจของแกนั้นมีประสิทธิภาพเหลือที่จะกล่าว เหนือกว่าความโง่เง่าเซ่อซึมกระทือซึ่งผมเรียกมันว่า ชีวิตของผมอย่างมากมาย

              เมื่อแกพูดจบผมถึงกับหมดความรู้สึก ดอนฮวนพูดโดยไม่มีลักษณะชวนทะเลาะหรือพูดโดยปราศจากความยั้งคิด แต่พูดออกมาด้วยพลัง แต่กระนั้นก็มีความสงบราบเรียบที่ผมเองก็ไม่อาจแม้จะโกรธได้อีกต่อ

              เราเงียบอยู่เช่นนั้น ผมรู้สึกอายและคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรขึ้นมาอีก ผมคอยให้แกเป็นผู้ทำลายความเงียบ หลายชั่วโมงผ่านไป ดอนฮวนไม่ไหวกายยิ่งขึ้นโดยลำดับจนกระทั่งร่างกายของแกแข็งทื่ออย่างประหลาดและน่ากลัว เงาร่างของแกเลือนไปแทบจะมองไม่เห็นเพราะเป็นเวลาใกล้ค่ำ และในที่สุดเมื่อความมืดครอบคลุมเข้ามารอบตัวเรา ดอนฮวนดูจะถูกดูดกลืนหายไปเข้าไปในความดำมืดของก้อนหิน สภาวะอันนิ่งงันของแกนั้นเด็ดขาดราวกับว่าแกไม่ปรากฎอีกต่อไป

              เที่ยงคืนแล้วเมื่อผมทราบชัดในที่สุดว่า ดอนฮวนอาจจะอยู่ในสภาวะนิ่งงันที่นั่นกับป่าเขาและก้อนหินเหล่านั้นได้นานตลอดไปหากว่าแกต้องการ โลกแห่งความเฉียบขาดในการกระทำ เฉียบขาดในความรู้สึกและในการตัดสินใจของแกเหนือกว่าผมอย่างแท้จริง

              ผมยื่นมือไปสัมผัสที่แขนของแกเงียบ ๆ และน้ำตาได้เอ่อท้นขึ้นมาในดวงตาของผม
 


*เมสคาลิโต (Mescalito) เป็นชื่อของเทพเจ้าของชาวอินเดียนแดงองค์หนึ่ง การเสพปุ่มของต้นตะบองเพชรที่ชื่อเปโยติจะทำให้เมาแล้วมองเห็นโลกในอีกลักษณะหนึ่ง และชาวอินเดียนแดงเชื่อว่าการเสพเปโยติเป็นการเปิดประตูให้เข้าไปสัมพันธ์กับเมสคาลิโตเทพเจ้าแห่งการรู้แจ้ง ดังนั้นเปโยติจึงมีชื่อเรียกอีกว่า เมสคาลิโต การเสพเปโยติเป็นเรื่องทำกันลับ ๆ และต้องมีหมอผีคือผู้รู้แจ้งหรือหมอสมุนไพรมาควบคุมในเรื่องนี้ด้วย ผู้ที่จะเข้าร่วมเสพสมุนไพรเปโยติจะต้องเป็นบุคคลที่เลือกแล้วและการทำเช่นนี้ต้องมีจุดมุ่งหมายพิเศษด้วย ชาวอินเดียนแดงเชื่อในเรื่องนี้มากและถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ด้วย จนเกิดมีชาวอินเดียนแดงกลุ่มหนึ่งที่ถือลัทธิเปโยติ 

๗. การเป็นผู้ที่ไม่มีใครอาจหยั่งถึงได้ 


พฤหัสที่ ๒๙ มิถุนายน ๑๙๖๑

             
 อนฮวนทำให้ผมทึ่งมากในความรู้ แม้รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ที่ล่า ดังที่แกอธิบายทุกวันเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา แกจะอธิบายก่อนเป็นลำดับแรก แล้วขยายความถึงยุทธวิธีในการล่าซึ่งใช้สิ่งที่แกเรียกว่า "เสียงร้องของนกกระทา" ผมจดจ่ออยู่กับคำอธิบายของแกจนวันนั้นทั้งวันผ่านไปโดยไม่ได้สังเกตถึงเวลาที่ล่วงเลยไป ผมลืมแม้แต่การรับประทานอาหารกลางวัน ดอนฮวนล้อเลียนว่าเป็นเรื่องผิดปกติเอามาก ๆ สำหรับผมที่จะพลาดอาหารกลางวัน

            เย็นวันนั้น ด้วยการใช้กับดักง่าย ๆ ที่แกสอนให้ผมทำและวางดักไว้ ดอนฮวนจับนกกระทาได้ห้าตัว
            "สองตัวก็พอแล้วสำหรับเรา" แกพูดแล้วก็ปล่อยอีกสามตัวไป
แกสอนผมว่าจะย่างนกกระทาอย่างไร ผมอยากจะหักกิ่งไม้มาทำหลุมย่างชนิดที่ปู่ของผมเคยสอน คือเอากิ่งไม้สดมาปักเรียงไว้แล้วโปะด้วยโคลน แต่ดอนฮวนบอกว่าไม่จำเป็นเลยที่จะไปทำร้ายต้นไม้อีกในเมื่อเราทำร้ายนกกระทามาแล้ว

            หลังจากที่ได้รับประทานเสร็จแล้วเราเดินตามสบายไปยังบริเวณที่มีก้อนหิน เรานั่งลงตรงเนินเขาหินทราย ผมพูดออกมาอย่างติดตลกว่า หากดอนฮวนมอบหน้าที่พ่อครัวให้ผมแล้วละก็ ผมจะจัดการกับนกกระทาทั้งห้าตัว และการอบนกกระทาตามแบบของผมจะต้องเลิศรสกว่าการย่างของดอนฮวนอย่างแน่นอน
            "นั่นไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ" แกพูด "แต่ถ้าหากว่าคุณทำเช่นนั้น เราอาจจะออกจากที่นี่ไม่ได้เลยด้วยร่างกายที่มีอวัยวะครบบริบูรณ์"
            "คุณหมายความว่าอย่างไร ดอนฮวน" ผมถาม "อะไรล่ะที่มากั้นไม่ให้เราไป"
            "พุ่มไม้ นกกระทา หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบของเรานี่แหละที่จะมาขวางเราไว้"
            "ผมไม่ทราบว่าเมื่อไหร่คุณถึงจะพูดเอาจริงเอาจังเสียที"
            แกทำท่าทางราวกับว่าทนไม่ได้แล้วจุ๊ปาก
            "คุณมีความเห็นพิลึกมากในสิ่งที่เรียกว่า พูดอย่างเอาจริงเอาจัง" แกพูด "ผมหัวเราะไม่ใช่น้อยเพราะผมชอบหัวเราะ แม้กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ผมพูดเป็นเรื่องจริงจังเอาเป็นเอาตายทีเดียว แม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจคำพูดเหล่านั้นก็ตามที ทำไมโลกจึงเป็นอยู่เท่าที่คุณคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นเท่านั้น ใครจะมาให้คำยืนยันกับคุณจนคุณบอกอย่างแน่ใจว่าโลกเป็นอย่างที่คุณพูดออกมา"
            "แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์อื่นเลยนี่นาว่าโลกเป็นอย่างอื่น" ผมบอก ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามา

            ผมสงสัยว่าจะถึงเวลาเดินกลับแล้วหรือยัง แต่ดอนฮวนดูจะไม่เร่งรีบอะไร และผมก็พอใจที่จะอยู่ต่อไป
ลมที่พัดมาหนาวเย็น ทันใดนั้นดอนฮวนผลุดลุกขึ้นแล้วบอกว่า เราต้องปีนขึ้นไปบนยอดเนินแล้วยืนอยู่บริเวณที่ไม่มีต้นไม้
            "อย่ากลับ" แกพูด "ผมเป็นเพื่อนของคุณ ผมจะระวังไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณได้"
            "คุณหมายถึงอะไร ดอนฮวน" ผมถามด้วยความตกใจ
            ดอนฮวนมีความว่องไวชนิดที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของจากความตกใจไปสู่ความหวาดกลัวได้ในทันที
            "โลกแปลกมากในช่วงเวลานี้ของวัน" แกพูด "นี่คือสิ่งที่ผมพูดถึง ไม่ว่าคุณจะเห็นอะไรก็แล้วแต่ อย่ากลัว"
            "ผมจะเห็นอะไรล่ะ"
            "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน" แกตอบพร้อมกับจ้องมองไกลออกไปทางทิศใต้ แกไม่มีท่าทีวิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น
            ผมพยายามมองไปทางเดียวกับแกเหมือนกัน

            ทันใดนั้นแกเหยียดตัวขึ้นแล้วชี้มือซ้ายไปยังบริเวณดำมืดแห่งหนึ่งแถวพุ่มไม้เตี้ย ๆ ในทะเลทราย
            "นั่น มันอยู่ที่นั่น" แกบอกเหมือนกับว่าแกคอยสิ่งหนึ่งอยู่แล้วมันก็โผล่ออกมาในทันที
            "มันคืออะไรล่ะ" ผมถาม
            "มันอยู่ที่นั่น" แกพูดซ้ำ "ดู! ดูสิ!"
            ผมไม่เห็นอะไรเลย ก็มีแต่พุ่มไม้เท่านั้นเอง
            "ตอนนี้มันมาอยู่ที่นี่แล้วล่ะ" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน "มันอยู่ที่นี่"

            ลมวูบหนึ่งพัดมาปะทะตัวผมทำให้ตาของผมร้อนผ่าว ผมจ้องไปยังบริเวณดังกล่าว ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติไปแม้แต่นิดเดียว
            "ผมไม่เห็นอะไรเลย" ผมบอก
            "ผมรู้สึกถึงการปรากฏตัวของมันแล้วนี่นะ" แกบอก "รู้สึกอยู่เดี๋ยวนี้ไง มันเข้าไปในสายตาของคุณแล้วทำให้คุณมองเห็นไม่ถนัด"
            "คุณกำลังพูดถึงอะไร ดอนฮวน"
            "ผมมีเจตนาที่จะพาคุณมาที่ยอดเนินนี่" แกพูด "เรามองเห็นได้ง่ายจากที่นี่ และสิ่งหนึ่งกำลังตามเรามา"
            "อะไรล่ะ ลมอย่างนั้นรึ"
            "มันไม่เพียงแต่เป็นลมหรอก" แกพูดอย่างขึงขัง "มันอาจจะดูเหมือนเป็นลมสำหรับคุณ เพราะลมเป็นสิ่งเดียวที่คุณรู้"

            ผมเพ่งสายตาไปที่พุ่มไม้ ดอนฮวนยืนอยู่ข้างตัวผมเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ต่อมาแกเดินไปที่พุ่มไม้ใกล้ ๆ แล้วหักเอากิ่งไม้แถวนั้นมาแปดกิ่งแล้วมัดรวมกัน แกสั่งให้ผมทำอย่างเดียวกัน และขณะผมหักกิ่งไม้ แกบอกให้ผมขอโทษต้นไม้ด้วยเสียงอันดังที่มาทำให้มันเจ็บปวด

            เมื่อเราได้กิ่งไม้สองมัดแล้ว แกบอกให้ผมวิ่งพร้อมกับกิ่งไม้ทั้งสองมัดไปยังยอดเนินแล้วนอนราบลงไปในระหว่างก้อนหินใหญ่สองก้อน ดอนฮวนแผ่กิ่งไม้จากมัดของผมออกคลุมตัวผมอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อ แล้วแกก็เอามัดของแกออกคลุมตัวแกเช่นกัน แกกระซิบผ่านใบไม้ออกมาว่าผมควรจะสังเกตในสิ่งที่ผมเรียกว่าลมนั้นจะหยุดพัดเมื่อเราไม่ปรากฏตัว
            ด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด ครู่ต่อมานั้นเองลมหยุดพัดขึ้นมาจริง ๆ ดังที่ดอนฮวนบอก มันค่อย ๆ หยุดพัด ซึ่งผมคงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ หากไม่ตั้งใจเฝ้าดูอยู่จริง ๆ ครู่หนึ่งที่มันพัดฟู่ ๆ ผ่านลอดเข้ามาตามใบไม้ปะทะที่หน้าของผม ต่อมามันเงียบลงไปโดยรอบตามลำดับ

            ผมกระซิบบอกกับดอนฮวนว่าลมหยุดพัดแล้ว แกกระซิบตอบว่าอย่าทำเสียงดังหรือไหวตัว เพราะสิ่งที่ผมเรียกว่าลมนั้นไม่ใช่ลมหรอก แต่มันเป็นอะไรบางอย่างที่มีเจตนาและจำเราได้ด้วย
ผมหัวเราะออกมาด้วยความหวาดกลัว
            ด้วยเสียงที่ระงับเอาไว้ ดอนฮวนให้ผมใส่ใจสังเกตความเงียบที่ปรากฎอยู่รอบ ๆ แล้วกระซิบว่า แกกำลังจะยืนขึ้นและให้ผมทำตามโดยกวาดเอากิ่งไม้ออกไปข้างลำตัวด้วยแขนซ้าย
            เรายืนขึ้นพร้อมกัน ดอนฮวนจ้องมองไปทางทิศใต้อยู่ครู่หนึ่งแล้วหันกลับมาทางทิศตะวันตกในทันที
            "ขี้โกง ขี้โกงจริง ๆ " แกพึมพัมออกมาแล้วชี้ไปยังบริเวณทางทิศใต้
            "ดู ! ดูที่นั่น!" แกเร่งเร้า

            ผมจ้องดูด้วยความตั้งใจ ผมอยากเห็นสิ่งที่แกพูดถึง แต่ผมก็ไม่เห็นอะไรเลย หรือน่าจะพูดว่าผมไม่เห็นอะไรผิดปกติออกไปจากสิ่งที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ ก็มีเพียงพุ่มไม้เตี้ย ๆ ซึ่งไหวไปมาเมื่อลมพัด มันไหวเป็นระลอก
            "มันมาอยู่ที่นี่อีกแล้ว" ดอนฮวนบอก
            ขณะนั้นผมรู้สึกถึงแรงของลมที่ปะทะใบหน้า ดูเหมือนลมจะเริ่มพัดเมื่อเราลุกยืนขึ้นมา ผมไม่อยากจะเชื่อ มันน่าจะมีคำอธิบายที่มีเหตุผลบ้างในเรื่องนี้
            ดอนฮวนหัวเราะหึ ๆ ออกมาค่อย ๆ แล้วบอกผมว่าอย่าใช้มันสมองเพื่อหาเหตุผลเลย
            "ไปเอากิ่งไม้อีกครั้ง" แกสั่ง "ผมเกลียดการทำเช่นนี้กับพืชต้นเล็ก ๆ เหล่านั้น แต่เราต้อง หยุด คุณ"
            แกรวบรวมเอากิ่งไม้ที่เราใช้คลุมตัวก่อนหน้านี้แล้วเอาก้อนหินเล็ก ๆ และดินกลบมันเสีย ต่อมาเราทำอย่างเดิมคือ หักเอากิ่งไม้มาคนละแปดกิ่ง ขณะที่เราหักกิ่งไม้อยู่นั้นลมก็พัดมาไม่หยุด มันเป่าที่ผมและแถบใบหูของผม ดอนฮวนกระซิบว่าเมื่อแกคลุมตัวผมไว้แล้ว ผมไม่ควรไหวตัวหรือทำเสียงดัง แกเอากิ่งไม้คลุมที่ร่างผมอย่างรวดเร็ว แล้วแกนอนลงเอากิ่งไม้คลุมเช่นเดียวกัน

            เรานอนนิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณ ๒๐ นาที และตลอดเวลา ๒๐ นาทีนั้น ปรากฏการณ์ประหลาดอย่างที่สุดเกิดขึ้น ลมที่พัดกรรโชกอยู่ตลอดเวลานั้นเปลี่ยนเป็นพัดแผ่ว ๆ
ผมกลั้นลมหายใจรอคอยสัญญาณจากดอนฮวน เมื่อถึงเวลา แกปัดกิ่งไม้ออกอย่างระมัดระวัง ผมก็ทำอย่างเดียวกันแล้วเราลุกขึ้น
            บรรยากาศบนยอดเนินเงียบสงัด มีเพียงการสั่นเบา ๆ ของใบไม้ที่อยู่รอบ ๆ ดอนฮวนจ้องเขม็งไปยังบริเวณพุ่มไม้ที่อยู่ทางทิศใต้
            "มันอยู่ที่นั่นอีกแล้ว!" แกร้องออกมาอย่างดัง
            ผมกระโดดโหยงอย่างไม่ตั้งใจจนเกือบจะเสียการทรงตัว แกบอกผมด้วยน้ำเสียงเชิงบังคับให้มองดู
            "ผมน่าจะเห็นอะไรล่ะ" ผมถามอย่างสิ้นหวัง
            แกบอกว่า มัน จะเป็นลมหรืออะไรก็แล้วแต่-มันเหมือนกับเมฆ เหมือนกับกลุ่มของอะไรบางอย่างที่ลอยอยู่เหนือพุ่มไม้กำลังหมุนมาทางยอดเนินที่เรายืนอยู่
ผมแลเห็นพุ่มไม้ที่ไหวเป็นระลอกไกลออกไป

            "นั่นไง มันมาที่นี่อีกแล้ว" ดอนฮวนพูดที่หูของผม "ดูก็แล้วกันว่ามันควานหาตัวของเราอย่างไร"
            ขณะนั้นลมพัดกรรโชกเข้ามาปะทะที่ใบหน้าของผมเหมือนกับที่เป็นมาแล้ว แต่คราวนี้ปฏิกริยาที่ผมแสดงออกมานั้นต่างออกไป ผมตกใจมาก ผมมองไม่เห็นสิ่งที่ดอนฮวนบอก แต่ผมมองเห็นคลื่นต้นไม้ที่ไหวตัวไปมาน่าขนลุก ผมไม่อยากให้ความกลัวริบเอาตัวของผมไป ผมจึงพยายามตั้งใจเสาะหาคำอธิบายชนิดไหนก็ได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมพูดกับตัวเองว่า จะต้องมีกระแสลมที่พัดต่อเนื่องในบริเวณนั้น และตัวดอนฮวนไม่เพียงแต่รู้จักลมชนิดนี้ดี แต่อาจกำหนดเวลาพัดของมันด้วย เพราะแกคุ้นเคยอยู่กับท้องถิ่นนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นสิ่งที่แกทำก็คือ นอนลงไป นับกะเวลาแล้วคอยว่าเมื่อไหร่มันจะพัดผ่านไป และเมื่อแกลุกขึ้น แกก็ทำเพียงรอคอยอีกครั้งว่าจะพัดมาอีกเมื่อไร

            เสียงพูดของดอนฮวนปลุกขึ้นมาจากความคิดดังกล่าว แกบอกว่าถึงเวลาที่เราจะต้องออกจากที่นี่แล้ว ผมอยากอยู่ต่อเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อไหร่ลมจะพัดอ่อนลงอีก
            "ผมไม่เห็นอะไรเลย ดอนฮวน" ผมพูด
            "ถึงจะไม่เห็นก็เถอะ คุณสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกตินี่นา"
            "บางทีคุณน่าจะบอกกับผมอีกครั้งว่าผมน่าจะเห็นอะไร"
            "ผมก็บอกกับคุณแล้ว" แกพูด "มีอะไรอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ในลมนั่น มันมีรูปร่างเหมือนกับก้อนกลม ๆ เหมือนก้อนเมฆ เหมือนกลุ่มหมอก เหมือนกับใบหน้าที่พุ่งไปรอบ ๆ "
            แกทำท่าทางด้วยมือเพื่อแสดงความเคลื่อนไหวทั้งทางด้านตั้งและแนวนอน
             "มันเคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่แน่นอน" แกพูดต่อ "ถ้ามันไม่พุ่งไปข้างหน้าก็จะหมุนเป็นวง พรานต้องรู้ในเรื่องนี้เพื่อที่จะเคลื่อนไปได้อย่างถูกต้อง"

            ผมอยากจะล้อแกเล่น แต่ดูเหมือนว่าแกได้พยายามอย่างหนักที่จะอธิบายในเรื่องนี้จนผมไม่กล้าพูดเล่น แกมองมาทางผมครู่หนึ่ง ผมหลบสายตาไปทางอื่น
            "การเชื่อเพียงว่า โลกเป็นสิ่งที่คุณคิดว่ารู้เห็นเป็นอย่างนี้เท่านั้นเป็นเรื่องโง่มาก" แกพูด "โลกเป็นดินแดนที่ลึกลับมหัศจรรย์โดยเฉพาะในเวลาที่เข้าไต้เข้าไฟ" แกทำท่าชี้ไปที่ลมนั้นด้วยปลายคาง
            "สิ่งนั้นสามารถติดตามเราไปได้" แกบอก "มันจะทำให้เราเหนื่อย หรืออาจฆ่าเราเสียก็ได้"
            "ลมนั่นนะรึ"
            "ในช่วงเวลานี้ของวัน ยามผีตากผ้าอ้อมนั้นไม่มีลมหรอก เวลาช่วงนี้ก็มีแต่พลังเท่านั้น"
            เรานั่งอยู่บนยอดเนินประมาณหนึ่งชั่วโมง ลมนั้นยังพัดกล้าและพัดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา


ศุกร์ที่ ๓๐ มิถุนายน ๑๙๖๑

            เวลาบ่ายคล้อย เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ผมกับดอนฮวนย้ายออกมานั่งแถวบริเวณหน้าประตูบ้าน ผมนั่งที่"จุด"ของผมแล้วจดบันทึก ส่วนดอนฮวนนอนราบลงไปเอามือประสานไว้ที่ท้อง เราต้องอยู่ในบริเวณบ้านทั้งวันเพราะปัญหาอันเกิดจากเจ้า "ลม" ดังกล่าว

            ดอนฮวนอธิบายว่า เราไปรบกวนมันโดยเจตนาและทางที่ดีที่สุดคือไม่เซซังออกไปรบกวนมันอีก ผมเองถึงกับต้องนอนห่มใบไม้ ลมพัดมาวูบหนึ่ง ดอนฮวนลุกพรวดพราดขึ้นมาอย่างว่องไว
            "บ้าจริง"แกพูด "เจ้าลมนั่นความหาตัวคุณอยู่"
            "ผมจะทำอย่างไรกับมันล่ะดอนฮวน" ผมพูดแล้วหัวเราะ "ผมทำอะไรกับมันไม่ได้จริง ๆ "

            ผมไม่ใช่คนหัวรั้น ผมเพียงแต่เห็นว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นพ้องกับความคิดที่ว่า ลมมีเจตนาของมันเองและมันกำลังเสาะหาตัวผมอยู่เสียด้วย หรือไม่ก็กำหนดรู้จุดที่เราพักและพัดพรูขึ้นไปหาเราที่ยอดเนิน
            ผมพูดออกมาว่าความคิดที่ว่า "ลมมีเจตนา" นั้น เป็นทัศนะที่มีต่อโลกในลักษณะที่ออกจะเซ่อซ่าล้าสมัย
            "แล้วลมนั่นคืออะไรล่ะ ถ้าอย่างนั้น" แกถามออกมาด้วยน้ำเสียงท้าทาย

            ผมอธิบายให้แกฟังอย่างอดทนว่า อากาศส่วนที่ร้อนและส่วนที่เย็นทำให้เกิดความกดในระดับที่ต่างกัน และความกดนั่นเองทำให้อากาศเคลื่อนไปในแนวนอนหรือในแนวตั้ง ผมใช้เวลาอยู่นานในการอธิบายถึงรายละเอียดทั้งหมดในวิชาอุตุนิยมวิทยาเบื้องต้น
            "คุณหมายความว่าทั้งหมดที่เกี่ยวกับลมคืออากาศที่ร้อนกับอากาศที่เย็นเท่านั้นเองหรือ" แกถามด้วยน้ำเสียงงงงวย
            "ก็อย่างนั้นซี่" ผมตอบ และพอใจกับชัยชนะของผมอยู่เงียบ ๆ

            ดอนฮวนแทบจะเป็นใบ้ไปเลย แต่ต่อมาแกมองมาทางผมแล้วหัวเราะออกมาอย่างดัง
            "ความคิดเห็นของคุณเป็นความจริงสุดท้ายละสิถ้า" แกพูดด้วยเสียงแดกดัน "มันเป็นข้อสรุปสุดท้ายใช่ไหมล่ะ อย่างไรก็ตามเถอะ สำหรับพรานนั้น ความเห็นของคุณเป็นเรื่องเหลวไหล มันไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไรเลย ไม่ว่าความกดนั้นจะเป็นหนึ่ง เป็นสอง หรือเป็นสิบ เพราะถ้าคุณออกไปอยู่ตามป่าเขาแล้วละก็ คุณควรจะรู้ว่าเวลาผีตากผ้าอ้อมนั้นลมคือพลัง พรานผู้มีค่าควรแก่การเป็นพรานจะต้องรู้ในเรื่องนี้และปฏิบัติลงไปตามความเหมาะสม"
            "พรานปฏิบัติอย่างไรล่ะ"
            "พรานจะใช้เวลาเข้าไต้เข้าไฟและใช้พลังที่ซ่อนตัวอยู่ในนั่นแหละ"
            "ใช้อย่างไร"
            "ถ้าหากพิจารณาเห็นแล้วว่าเหมาะ พรานจะซ่อนตัวจากพลังด้วยการคลุมตัวเอาไว้แล้วอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งเวลาหัวค่ำผ่านไป และพลังผนึกตัวของพรานไว้ในความปกป้องคุ้มครองของมัน"
ดอนฮวนทำท่าทางเหมือนกับจะโอบอุ้มอะไรไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง

            "การปกป้องคุ้มครองของพลังนั้นเหมือนกับ…"
            แกหยุดเพื่อหาคำพูด ผมเสนอคำว่า "รังไหม"
            "ถูกแล้ว" แกพูด "การปกป้องของพลังผนึกคุณไว้เหมือนกับรังไหม พรานอาจพักอยู่ในที่โล่งและไม่มีตัวเสือปูม่า หมาป่าไคโอติ หรือแมลงตัวเล็ก ๆ มากวนเขาได้ สิงโตภูเขาอาจมาที่ตัวของพรานและดมตัวเขา ถ้าหากพรานไม่กระดุกกระดิกตัว มันก็จะเดินหนีไป ผมรับประกันคุณได้ในเรื่องนี้"
            "อีกประการหนึ่ง หากพรานคนนั้นต้องการให้เป็นที่ถูกสังเกต สิ่งที่พรานทำก็คือยืนอยู่บนยอดเนินในเวลาเข้าไต้เข้าไฟ พลังก็จะมาแหย่และเสาะแสวงหาเขาตลอดคืน ดังนั้นหากว่าพรานต้องการที่จะเดินทางในเวลากลางคืน หรืออยากจะตื่นอยู่ตลอดทั้งคืน เขาต้องทำตัวให้ลมเสาะหาได้ง่าย"
            "นี่คือความลับของพรานผู้ยิ่งใหญ่ นั่นคือเป็นผู้ที่เสาะหาได้หรือเสาะหาไม่ได้ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนที่จะกระทำอะไรลงไป"
            ผมรู้สึกสับสนอยู่บ้างเล็กน้อย จึงขอให้แกกล่าวย้ำในสิ่งที่พูด
            ดอนฮวนอธิบายอย่างมีน้ำอดน้ำทนว่า แกได้ใช้เวลาเข้าไต้เข้าไฟและใช้ลมเพื่อแสดงถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่เกี่ยวเนื่องระหว่างการซ่อนตัวและการเปิดเผยตัวเอง"
            "คุณต้องเรียนรู้ถึงการที่จะเป็นผู้ที่มีเจตนาให้เสาะหาได้ง่าย หรือเสาะหาไม่ได้เลย" แกบอก "ชีวิตคุณเท่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ คุณไม่ฉลาดเฉลียว ทำตัวให้เสาะหาได้ง่าย ๆ อยู่ตลอดเวลา"
            ผมค้าน ตามความรู้สึกของผมนั้น ชีวิตของผมเป็นชีวิตที่หลบซ่อนยิ่งขึ้นทุกที
            แกบอกว่าผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด การเป็นผู้ที่เสาะหาไม่ได้นั้นไม่ได้หมายถึงการหลบซ่อนตัวหรือทำตัวให้ลึกลับ แต่หมายถึงการเป็นผู้ที่ไม่อาจหยั่งถึงได้ต่างหาก
            "ผมขอพูดในอีกลักษณะหนึ่ง" แกอธิบายต่ออย่างอดทน "
มันไม่มีความหมายอะไรเลยที่จะหลบซ่อน ในเมื่อทุกคนรู้ว่าคุณกำลังซ่อนตัวอยู่ "
            "ปัญหาของคุณในตอนนี้งอกเงยออกมาจากสิ่งนี้เอง เมื่อคุณซ่อนตัวทุกคนก็ทราบดีว่าคุณซ่อนตัว และเมื่อคุณไม่ได้ซ่อนตัวคุณก็เป็นผู้ที่ใครต่อใครเสาะหาได้ว่าย ๆ เพื่อจะทำความเดือดร้อนให้"

            ผมเริ่มรู้สึกว่าถูกคุกคาม จึงพยายามที่จะปกป้องตัวเองอย่างรีบด่วน
            "อย่าป้องกันตัวเองเลย" ดอนฮวนพูดอย่างไม่มีหางเสียง "
ไม่เห็นจำเป็นที่จะป้องกันตัวเอง พวกเราคือไอ้โง่ เราทุกคนนั่นแหละ และคุณเองก็ไม่ได้ต่างไปกว่าใคร ๆ ครั้งหนึ่งชีวิตของผมก็เหมือนกับคุณ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผมทำตัวให้เป็นที่เสาะหาได้อย่างง่าย ๆ จนกระทั่งว่าผมไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย นอกจาก บางทีนะ ที่เหลืออยู่คือน้ำตา และนั่นผมร้องไห้ ร้องไห้เหมือนกับคุณ "
            ดอนฮวนจับตัวผมไว้ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจอย่างดัง
            "ถึงอย่างไร ตอนนั้นผมก็อายุน้อยกว่าคุณ" แกพูดต่อไป "
แต่แล้วในวันหนึ่งผมสำนึกขึ้นมาว่า พอกันทีและผมเปลี่ยนแปลง พูดได้ว่า วันหนึ่งผมเริ่มเป็นพราน ผมเรียนรู้ถึงความลึกลับของการเป็นผู้เสาะหาได้ง่ายและเสาะหาไม่ได้เลย "

            ผมบอกแกว่าความคิดของแกผมเข้าไม่ถึงหรอก ผมไม่เข้าใจเรื่องการเป็นผู้ที่เสาะหาได้ที่แกพูดถึงเอาเลย ดอนฮวนใช้สำนวนภาษาสเปนว่า "ponerse al alcance" และ "ponerse en el medio del camino" หมายถึง การให้ตัวเองเป็นที่เข้าถึงได้ และการไปยืนอยู่กลางถนน
            "คุณต้องเดินออกมาจากกลางถนน" แกอธิบาย "คุณต้องออกจากกลางถนนอันจอแจ ตัวของคุณยืนโด่อยู่ที่นั่น ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปหลบซ่อนตัว คุณอาจจินตนาการเอาเองว่า คุณกำลังซ่อนตัวอยู่ แต่การยืนอยู่กลางถนนหมายถึงทุกคนที่ผ่านมาเห็นคุณเดินไปเดินมาที่นั่น"

            ข้ออุปมาของแกน่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังคลุมเครือ
            "คุณพูดเป็นปริศนา" ผมพูด
            แกจ้องเขม็งดูผมอยู่นานแล้วฮัมเพลงออกมา ผมยืดหลังให้ตรงและระวังตัวเต็มที่ ผมรู้ดีว่า เมื่อใดที่ดอนฮวนฮัมเพลงเม็กซิกันแล้วแกกำลังจะเล่นงานผม
            "นี่แน่ะ" แกพูดยิ้ม ๆ แล้วจ้องดูผม "มีอะไรเกิดขึ้นกับแม่สาวผมบรอนซ์ของคุณ หญิงสาวที่คุณชอบมากคนนั้น"

            หน้าตาของผมต้องดูเป็นหน้าตาของไอ้โง่ระยำอย่างที่สุด ดอนฮวนหัวเราะอย่างพอใจมาก
            ผมไม่ทราบว่าจะพูดอะไรออกมา
            "คุณเคยบอกผมเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้" แกพูดเพื่อแสดงว่ามั่นใจ
            ผมจำไม่ได้ว่าเคยเล่าให้แกฟังถึงเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องหญิงสาวผมสีบรอนซ์นี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
            "ผมไม่เคยเล่าเรื่องชนิดนี้กับคุณเลย" ผมบอก
            "แน่นอน คุณเคยพูดเรื่องนี้จริง ๆ" แกพูดเหมือนกับจะปัดข้อโต้แย้งในเรื่องนี้ออกไปเสีย

            ผมอยากจะค้าน แต่แกยั้งผมไว้แล้วบอกว่า ไม่สำคัญหรอกว่าแกรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่สำคัญที่ผมรักเธอ
ผมรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังในตัวของดอนฮวนเอ่อท้นขึ้นมาข้างใน
            "อย่าชักช้า" แกพูดออกมาอย่างไม่มีน้ำเสียง             "ตอนนี้เป็นตอนที่คุณควรจะขจัดความรู้สึกที่เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญออกไปเสีย"
            "ครั้งหนึ่งคุณเคยมีหญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่คุณรักมาก และแล้วในวันหนึ่งเธอผละคุณไป"

            ผมสงสัยขึ้นมาว่า ผมเคยพูดเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้จริงหรือ ผมได้ข้อสรุปว่าผมไม่มีโอกาสพูดเรื่องนี้เลย แต่ก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่ดอนฮวนนั่งรถไปกับผม เรามักจะคุยกันเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ผมจำทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ เพราะขณะที่ขับรถอยู่นั้นผมไม่สามรถจดบันทึก อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าวทำให้ผมสบายใจขึ้นมาได้บ้าง ผมบอกกับดอนฮวนว่าแกพูดถูกแล้ว ผมเคยรู้จักกับผู้หญิงสาวผมสีทองที่มีความสำคัญมากในชีวิตของผม
            "ทำไมเธอจึงไม่อยู่กับคุณ" แกถาม
            "เธอผละหนีไปเฉย ๆ"
            "เพราะสาเหตุอะไรล่ะ"
            "มันมีหลายสาเหตุ"
            "ไม่ใช่มีหลายสาเหตุหรอก มันมีสาเหตุเดียวเท่านั้นแหละ คุณทำตัวของคุณเองให้เป็นที่เสาะหาได้ง่ายเกินไป"

            ผมอยากจะทราบจริง ๆ ขึ้นมาว่าแกหมายถึงอะไร ดอนฮวนทำให้ผมสะเทือนใจอีกแล้ว ดูแกจะทราบดีถึงผลที่แกพูดกระทบ แกย่นริมฝีปากขึ้นไปเพื่อซ่อนยิ้มที่ซุกซน
            "ใคร ๆ ก็ทราบดีในเรื่องของคุณและเธอ" แกพูดออกมาด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่
            "มีอะไรผิดอย่างนั้นหรือ"
            "ผิดมากทีเดียวแหละ เธอเป็นคนดีมากทีเดียว"

            ผมบอกความรู้สึกอันจริงใจกับแกว่า การที่แกล้วงเดาสุ่มเข้าไปในความมืดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผมรังเกียจมาก โดยเฉพาะการที่แกพูดออกมาด้วยความมั่นใจว่าถูกต้องราวกับว่าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ "
            "แต่มันก็เป็นความจริงนี่นา" แกเปิดเผยออกมาตรง ๆ "ผม เห็น เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เธอเป็นคนดีทีเดียว"

            ผมทราบดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงอีกต่อไป แต่ผมโกรธที่ดอนฮวนสัมผัสจุดที่ปวดร้าวในชีวิตของผม ผมบอกแกว่า หญิงสาวคนนั้นไม่ได้เป็นคนดีเด่อะไรนักหนาหรอก ตามความเห็นของผม เธอออกจะอ่อนแอเสียด้วยซ้ำไป
            "คุณก็เหมือนเธอนั่นแหละ" แกพูดอย่างสงบ "แต่นั่นไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญก็คือว่า คุณเสาะหาเธอแทบทุกหนทุกแห่ง นั่นทำให้เธอเป็นบุคคลพิเศษในโลกของคุณ และสำหรับบุคคลพิเศษคุณต้องมีถ้อยคำที่อ่อนหวานมามอบให้เธอเพียงอย่างเดียว"
            ผมรู้สึกอาย ความเศร้าอย่างรุนแรงจู่โจมเข้ามา
            "คุณทำอะไรกับผมอีก ดอนฮวน" ผมถาม "คุณทำให้ผมเศร้าได้สำเร็จทุกครั้ง ทำไมหรือ"
            "คุณกำลังปล่อยตัวให้ตกอยู่ในอารมณ์เพ้อ ๆ ฝัน ๆ เสียแล้วละ" แกพูดออกมาอย่างตำหนิ
            "อะไรคือจุดสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้ ดอนฮวน"

            "การเป็นผู้ไม่มีใครอาจหยั่งถึงได้คือจุดสำคัญ" แกประกาศออกมา             "ผมรื้อฟื้นความทรงจำของคุณในเรื่องของหญิงสาวคนนี้เพื่อให้เป็นสื่อแสดงกับคุณตรง ๆ ในสิ่งที่ผมไม่สามารถบอกกับคุณได้ในเรื่องของลมนั่น"
            "คุณสูญเสียผู้หญิงคนนี้ไปเพราะ คุณเป็นคนที่หยั่งรู้ได้ง่าย ๆ คุณอยู่แค่เอื้อมของเธอเสมอไป และชีวิตของคุณจำเจเสียเหลือเกิน"
            "ไม่จริงหรอก!" ผมพูดออกมา "คุณพูดผิด ชีวิตของผมไม่เคยซ้ำซากจำเจอย่างที่คุณพูด"
            "ชีวิตของคุณซ้ำซากจำเจ และเดี๋ยวนี้ก็ซ้ำซากจำเจ" แกพูดออกมาตรงๆ  "มันซ้ำซากอย่างผิดธรรมดาจนทำให้คุณไมู่รู้สึกจำเจ ผมยืนยันกับคุณได้เลยว่า มันจำเจอย่างที่สุด"

            ผมอยากจะทำโกรธไม่พูดไม่จาแล้วหลบตัวอยู่ในอารมณ์อันบูดเบี้ยวนั้น แต่สายตาของดอนฮวนทำให้ผมกระวนกระวาย ดูมันจะผลักผมออกไปเรื่อย ๆ
            "ศิลปะของพรานคือ การเป็นผู้ที่ไม่มีใครหยั่งถึงได้" แกพูดออกมา "ในกรณีของหญิงสาวผมบรอนซ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นว่า คุณเป็นพราน และพบปะกับเธอเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ในลักษณะที่คุณทำ คุณอยู่กับเธอวันแล้ววันเล่าจนกระทั่งว่า มีความรู้สึกเดียวที่เหลืออยู่ คือ ความเบื่อหน่าย ใช่ไหมล่ะ"
            ผมไม่ตอบ ผมรู้ว่าผมไม่จำเป็นต้องตอบ ดอนฮวนพูดถูกแล้ว
            "การเป็นผู้ที่ไม่มีใครหยั่งถึงได้หมายความว่า คุณสัมผัสโลกรอบตัวของคุณเบา ๆ คุณไม่กินนกกระทาทั้งห้าตัว คุณกินเพียงตัวเดียวก็พอแล้ว คุณไม่ทำร้ายต้นไม้เพียงเพื่อจะทำหลุมอบ คุณไม่แส่ออกไปเผชิญกับพลังของลม นอกจากว่าคุณจำเป็นต้องพบกับมัน
คุณไม่ใช้ ไม่บีบคั้นผู้คนจนเขาไม่เป็นผู้เป็นคน โดยเฉพาะคนที่คุณรัก "
            "ผมไม่เคยใช้คนอื่นเลย" ผมพูดออกมาอย่างจริงใจ

            ดอนฮวนยืนยันว่าผมเคย และดังนั้นผมจึงพูดออกมาได้อย่างทื่อ ๆ ว่า ผมเหนื่อยหน่ายและเบื่อคนอื่นมาก
            "การเป็นผู้ที่เสาะหาไม่ได้ หมายถึงการที่คุณจงใจหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ตัวเองและผู้อื่นสิ้นเนื้อประดาตัว" แกพูดต่อไป "มันหมายถึงว่า คุณไม่หิวโหยและเข้าตาจนเหมือนกับไอ้บ้าบัดซบน่าสงสารคนนั้น ผู้มีความรู้สึกว่าเขาจะไม่มีอะไรกินอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงเขมือบอาหารเข้าไปเท่าที่จะกระเดือกเข้าไปได้ นกกระทาตั้งห้าตัวแน่ะ!"
            ดอนฮวนต่อยผมเข้าใต้เข็มขัดเสียแล้ว ผมหัวเราะ นั่นดูจะทำให้แกพอใจมาก แกลูบหลังผมเบา ๆ

            "นายพรานรู้ดีว่า เขาจะล่อสัตว์ให้เข้ามาติดกับของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลใจ
ความกังวลคือการเป็นผู้ที่หยั่งรู้ได้ง่าย ๆ ชนิดที่ไม่เฉลียวฉลาดเอาเลย และคราวใดที่คุณกังวลใจ คุณจะยึดเกาะสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ด้วยความสิ้นหวัง และเมื่อคุณยึดสิ่งใดไว้คุณจะหมดกำลัง หรือทำให้สิ่งอื่นหรือผู้อื่นที่คุณเกาะอยู่นั้นหมดพลังลงไปด้วย "

            ผมบอกกับดอนฮวนว่า ชีวิตในแต่ละวันของผมนั้น การทำตัวให้เป็นผู้ที่ไม่มีใครหยั่งถึงได้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิบัติได้จริง ผมมีเหตุผลมาอ้างว่า ในการทำงานประจำวัน ผมต้องให้ทุกคนที่ผมเกี่ยวข้องเข้ามาถึงตัวได้"


            "ผมบอกกับคุณแล้วว่า
การเป็นผู้ที่ไม่มีใครหยั่งถึงได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการหลบซ่อนตัว หรือทำตัวให้ลึกลับ " แกพูดอย่างสงบ " มันไม่ได้หมายความว่า คุณจะไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น พรานใช้โลกของเขาอย่างประหยัด และใช้มันอย่างอ่อนโยน ไม่ว่าโลกที่กล่าวถึงนี้จะเป็นสิ่งของ เป็นพืช สัตว์ ผู้คน หรือเป็นพลัง พรานจัดการโลกของเขาอย่างคุ้นเคย แต่กระนั้นก็เป็นผู้ที่ไม่อาจหยั่งถึงได้เลยต่อโลกชนิดเดียวกันนั้น "

            "นั่นเป็นความขัดแย้ง" ผมพูด "พรานไม่อาจเป็นผู้ที่ไม่มีใครหยั่งรู้ได้หากว่าเขาอยู่ในโลกชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า วันแล้ววันเล่า"
          
  "คุณไม่เข้าใจ" ดอนฮวนพูดอย่างอดทน

            "
นายพรานเป็นผู้ที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้เพราะเขาไม่บีบโลกของของเขาให้บุบเบี้ยวผิดรูปร่าง เขายื่นมือออกมาแตะโลกนี้เบา ๆ ให้อยู่นานเท่าที่เขาต้องการ และหลังจากนั้นเขาออกจากโลกนี้ไปอย่างว่องไว เกือบจะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย "


 


TOP BOTTOM





๘. การทำลายความซ้ำซากจำเจในชีวิต 


 
เรา ใช้เวลาในช่วงเช้าเฝ้าดูตัวโรเด้นซึ่งมีรูปร่างคล้ายกระรอก ดอนฮวนเรียกมันว่า "หนูน้ำ" แกชี้ให้ดูว่า เจ้าหนูน้ำหนีภัยได้รวดเร็วมาก แต่หลังจากที่มันวิ่งหนีศัตรู มันมีนิสัยพิลึกมาก คือหยุดวิ่ง หรือในบางคราวมันจะปีนขึ้นไปบนก้อนหิน ยืนบนขาหลังทั้งสอง มองดูรอบ ๆ แล้วลูบเนื้อลูบตัว

            "ตาของมันไวมาก" ดอนฮวนบอก "คุณต้องเคลื่อนตัวตามในขณะที่ในวิ่งหนีเท่านั้น ดังนั้น คุณต้องเรียนการที่จะทำนายว่ามันจะหยุดเมื่อไหร่และตรงไหน เพื่อว่าคุณจะหยุดพร้อมกับมัน"
ผมหมกมุ่นอยู่กับการเฝ้าดูตัวหนูน้ำ และผมทำสิ่งที่น่าจะเป็นวันซักซ้อมสำหรับพราน เพราะว่าผมทราบที่อยู่ของตัวโรเด้นหลายตัว ในที่สุดผมอาจทำนายการเคลื่อนไหวของมันได้ทุกครั้ง

            ต่อจากนั้นดอนฮวนสอนให้ผมทำกับดัก แกอธิบายว่าพรานต้องใช้เวลาในการสังเกตการกินอาหารของมัน ที่ที่มันทำรัง เพื่อนำมาตัดสินในการวางกับ พรานจะวางกับในเวลากลางคืนและสิ่งที่เขาต้องทำในวันต่อมาก็คือ ไล่ตะเพิดมันให้กระจัดกระจายออกไปเข้ากับดักที่เขาวางไว้
เราหากิ่งไม้และเริ่มทำกับดัก
            ดอนฮวนหยุดทำกับของแกอย่างกระทันหันขณะที่ผมทำอันของผมเกือบเสร็จอยู่แล้วและมัวตื่นเต้นสงสัยอยู่ว่ามันจะจับตัวโรเด้นได้หรือไม่ แกมองที่ข้อมือซ้ายราวกับว่าแกดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือซึ่งแกไม่เคยมี แล้วบอกว่าตามเวลาของแกขณะนี้เป็นเวลาอาหารเที่ยง ผมกำลังถือกิ่งไม้ยาวและกำลังจะทำให้เป็นบ่วงด้วยการงอมันเข้ามาให้เป็นวงกลม

            ผมวางกิ่งไม้ลงไปรวมกับของจุก ๆ จิก ๆ ในการใช้ล่าสัตว์โดยอัตโนมัติ ดอนฮวนมองมาทางผมด้วยสีหน้าแสดงความประหลาดใจ ต่อมาแกทำเสียงโหยหวนเหมือนกับหวูดของโรงงานบอกเวลาพักอาหารกลางวัน ผมหัวเราะ เสียงหวูดของแกเหมือนจริง ๆ ผมเดินไปหาแกและเห็นว่าแกกำลังจ้องดูผมอยู่ แกโยกศีรษะไปทางโน้นทางนี้
            "กูจะบ้า" แกพูด
            "มีอะไรผิดปกติหรือ ดอนฮวน"
            แกทำเสียงหวูดยาวของโรงงานอย่างโหยหวนอีกครั้งหนึ่ง
            "เวลาอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้ว" แกบอก "กลับไปทำงานต่อ"

            ผมรู้สึกสับสนอยู่ชั่วครู่ แต่ต่อมาผมคิดว่าแกคงเล่นตลก เพราะเราไม่มีอะไรมาทำเป็นอาหารกลางวันเลย ผมหมกมุ่นอยู่กับการล่าตัวหนูน้ำจนผมลืมไปว่าเราไม่มีเสบียง ผมหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาแล้วพยายามงอมันให้ได้ อีกขณะหนึ่งต่อมาดอนฮวนก็เป่า "หวูด" ของแกขึ้นมาอีก
            "ถึงเวลากลับบ้าน" แกบอก
            แกมองดูนาฬิกาในจินตนาการของแก แล้วมองมาทางผมพร้อมกับขยิบตา
            "ห้าโมงเย็นพอดี" แกพูดออกมาด้วยท่าทางของคนที่กำลังเปิดเผยความลึกลับบางอย่างออกมา
            ผมคิดว่าแกคงเบื่อการล่าสัตว์ขึ้นมาในทันทีทันใดและเลิกสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเสีย ผมวางทุกสิ่งทุกอย่างลงและพร้อมที่จะออกเดินทาง ผมไม่ได้มองไปที่แก ผมเดาเอาว่าแกคงรวบรวมเอาสิ่งของของแกอยู่เช่นเดียวกัน เมื่อผมเก็บสิ่งของเรียบร้อย ผมมองขึ้นไปเห็นดอนฮวนนั่งขัดสมาธิห่างออกไปประมาณสามฟุต
            "ผมเรียบร้อย" ผมบอก


            แกลุกขึ้นแล้วปีนขึ้นไปบนก้อนหินใหญ่ แกยืนอยู่ที่นั่นสูงจากพื้นขึ้นไปราว ๕-๖ ฟุต แล้วมองลงมายังผม แกเอามือทั้งสองลงมาแนบด้านข้างของริมฝีปากแล้วทำเสียงแหลมยาวแสบแก้วหู มันเป็นเสียงหวูดโรงงานที่ดังกว่าเดิม แกหมุนตัวไปรอบ ๆ ขณะที่ทำเสียงโหยหวนนั้น
            "คุณทำอะไร ดอนฮวน" ผมถาม

            แกบอกว่า แกให้สัญญาณเพื่อให้โลกทั้งหมดนี้กลับบ้าน ผมงงขึ้นมาจริง ๆ ผมคิดไม่ออกว่าแกเล่นตลกหรือว่าแกเป็นบ้าไปแล้ว ผมตั้งใจดูแก และพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่แกทำอยู่นี้กับสิ่งที่แกพูดมาก่อน เราเกือบจะไม่ได้พูดอะไรกันเลยในตอนเช้า และผมก็จำไม่ได้ว่ามีอะไรสำคัญเป็นพิเศษ

            ดอนฮวนยืนอยู่บนก้อนหิน แกมองมาที่ผม ยิ้มแล้วขยิบตา ผมกลัวขึ้นมาทันที ดอนฮวนเอามือแนบที่ปากแล้วทำเสียงโหยหวนขึ้นมาอีก
แกบอกว่านั่นเป็นเวลาแปดโมงเช้า ผมต้องทำกับดักต่อไป เพราะมีเวลาเหลืออยู่อีกทั้งวัน
            ตอนนี้ผมงงขึ้นมาจริง ๆ ช่วงเวลาเพียงสองสามนาทีความกลัวถีบตัวสูงขึ้นจนแทบจะทนไม่ได้ที่จะวิ่งออกจากที่นั่น ผมคิดว่าดอนฮวนเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ ผมกำลังจะวิ่งหนีขณะที่แกเลื่อนตัวลงมาจากก้อนหินแล้วเดินมาที่ผมพร้อมกับยิ้ม

            "คุณคิดว่าผมบ้าใช่ไหม" แกถาม
            ผมบอกแกว่า แกทำให้ผมกลัวแทบเป็นบ้าอยู่แล้วจากพฤติกรรมชนิดคาดไม่ถึงของแก
            แกพูดว่าเราทั้งสองก็เหมือนกันนะแหละ ผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด ผมคิดหมกมุ่นอยู่กับการกระทำของแกซึ่งดูจะเป็นการกระทำของคนบ้า             แกอธิบายว่า แกเจตนาที่จะทำให้ผมตกใจแทบเป็นบ้าด้วยการกระทำชนิดคาดไม่ถึง เพราะผมเองก็ทำให้แกหวาดกลัวจากความหนักหน่วงในพฤติกรรมชนิดที่คาดเอาได้อย่างง่ายดายของผมเหมือนกัน แกเสริมว่าการกระทำที่ซ้ำซากจำเจของผมก็บ้าเท่า ๆ กับการทำเสียงหวูดของแกนั่นแหละ
            ผมตกตะลึงและกล่าวว่าไม่ได้ทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ เลย ผมบอกแกว่า ความจริงนั้นผมคิดว่าชีวิตของผมสับสนวุ่นวายเพราะไม่ทำอะไรเป็นประจำอย่างมีระเบียบต่างหาก

            ดอนฮวนหัวเราะแล้วกวักมือให้ผมไปนั่งข้าง ๆ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วอย่างลึกลับ ความกลัวหายไปเมื่อดอนฮวนเริ่มพูด
            "อะไรล่ะที่ผมทำอย่างซ้ำซากจำเจ" ผมถาม
            "ทุกสิ่งที่คุณทำ เป็นการทำอย่างซ้ำซากจำเจ"
            "พวกเราทุกคนไม่ได้ทำอย่างเดียวกันนี้หรือ"
            "ไม่ทุกคนหรอก ผมเองไม่ทำอะไรอย่างจำเจ"
            "อะไรเป็นเหตุให้คุณทำสิ่งนี้ขึ้นอีก ดอนฮวน ผมพูดหรือทำอะไรที่ทำให้คุณแสดงสิ่งนี้ออกมา"
            "คุณห่วงกังวลอยู่กับอาหารกลางวัน"
            "ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้กับคุณเลยนี่นา คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมห่วงอาหารกลางวัน"
            "คุณกังวลในเรื่องการกินทุกวันแหละน่าในตอนเที่ยง ตอนหกโมงเย็นและในตอนแปดโมงเช้า" แกพูดพร้อมยิ้มยิงฟันอย่างประสงค์ร้าย             "คุณคิดห่วงในเรื่องกินเมื่อถึงเวลาที่บอกนั่นแม้ว่าคุณจะไม่หิวเอาเลย
            "สิ่งที่ผมทำเพื่อแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ซ้ำซากจำเจของคุณก็ด้วยการเป่าหวูดขึ้นมา ความรู้สึกอันจำเจนี้ถูกฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ด้วยสัญญาณ"
            แกจ้องเขม็งมาที่ผมด้วยแววตาที่มีคำถาม ผมป้องกันตัวเองไม่ได้เลย

            "ขณะนี้คุณพร้อมแล้วที่จะทำให้การล่าเป็นการกระทำที่มีตารางเวลาซ้ำ ๆ ซาก ๆ ขึ้นมา" แกอธิบายต่อ "คุณก้าวเข้ามาสู่วิถีแห่งการล่าแล้ว คุณรับประทานเวลาหนึ่ง พูดเวลาหนึ่ง และนอนหลับอีกเวลาหนึ่ง"
            ผมไม่มีอะไรจะพูดออกมา สิ่งที่ดอนฮวนพูดเกี่ยวกับนิสัยการกินอยู่ของผมนั้นเป็นแบบแผนที่ผมใช้กับทุกสิ่งในชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็รู้สึกขึ้นมาอย่างรุนแรงว่าชีวิตของผมเป็นไปตามตารางเวลาน้อยกว่าเพื่อน ๆ และคนที่ผมรู้จัก"
            "คุณรู้เรื่องการล่ามิใช่น้อยในขณะนี้" ดอนฮวนพูดต่อ "มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณที่จะรู้ขึ้นมาว่า พรานที่ดีนั้นก่อนที่จะรู้ถึงเรื่องอื่นเขาต้องทราบสิ่งหนึ่งเป็นอันดับแรก นั่นก็คือเขารู้ตารางเวลาที่ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ของสัตว์ที่เขาล่า นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นพรานที่ดี"

            ถ้าหากคุณจำได้ถึงวิธีการที่ผมสอนคุณตามลำดับเกี่ยวกับการล่า คุณก็น่าจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูด ในลำดับแรกผมสอนให้คุณรู้จักทำกับดักสัตว์และการวางกับ ต่อมาผมสอนให้คุณรู้จักตารางเวลาที่สัตว์ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ และต่อมาอีก เราก็จะทดสอบการวางกับดักตามเวลาที่ทำจำเจของสัตว์ชนิดนั้น ๆ ความรู้เหล่านี้เป็นรูปแบบพิ้น ๆ ภายนอก ของการล่าสัตว์"
            "ตอนนี้ผมจะสอนคุณในหัวข้อสุดท้าย และดูเหมือนจะเป็นส่วนที่ทำได้ยากที่สุดด้วย บางทีนะ หลายปีทีเดียวก่อนที่คุณจะพูดออกมาได้ว่าคุณเข้าใจในเรื่องนี้ และพูดออกมาว่าคุณเป็นพรานที่ดีได้"

            ดอนฮวนหยุดพูดราวกับจะให้เวลากับผม แกถอดหมวกออกแล้วเลียนท่าทางการเช็ดเนื้อเช็ดตัวของตัวโรเด้นที่เราเคยเฝ้าดูมา             ท่าทางของแกตลกมาก หัวกลม ๆ ของแกเหมือนกับหัวของเจ้าหนูน้ำตัวหนึ่ง
            "
การเป็นพรานไม่ใช่เป็นได้เพราะล่าสัตว์มาได ้" แกพูดต่อ " พรานที่ดีมีค่าควรแก่การเป็นพรานไม่ใช่จับสัตว์ได้เพราะเขาวางกับเอาไว้ หรือรู้เวลาที่สัตว์เหล่านั้นทำอย่างจำเจ แต่เพราะพรานเองไม่ทำอะไรอย่างซ้ำซากจำเจด้วย นี่คือข้อได้เปรียบของเขา พรานไม่เหมือนกับสัตว์ที่เขาล่า สัตว์เหล่านั้นถูกกำหนดตายด้วยตารางเวลาอันหนักอึ้งและเสียงร้องที่เราทำนายได้ ส่วนพรานมีอิสระ เปลี่ยนแปลงได้ง่าย และไม่อาจทำนายได้เลย "
            สำหรับผม สิ่งที่ดอนฮวนพูดนั้น เป็นอุดมคติเพ้อฝันชนิดไม่มีเหตุผลและผิดปกติมาก ผมมองไม่เห็นการมีชีวิตที่ไม่ทำอะไรอย่างซ้ำซากจำเจ ผมอยากจะพูดกับแกตรง ๆ ในเรื่องนี้ และไม่เพียงแต่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเพียงอย่างเดียว ผมรู้สึกว่าสิ่งที่แกคิดอยู่นั้นทำลงไปจริงไม่ได้ ไม่ว่าจะทำโดยตัวผมหรือผู้อื่น

            "ผมไม่สนใจหรอกว่าคุณจะรู้สึกอย่างไร" แกพูด "การที่จะเป็นพรานนั้น คุณต้องทำลายการกระทำที่ซ้ำซากจำเจในชีวิตของคุณลงไปเสีย ในการล่าสัตว์นั้นคุณทำได้ดี คุณเรียนรู้ได้รวดเร็ว แต่ในตอนนี้คุณคงมองเห็นแล้วว่า คุณเองก็เหมือนกับสัตว์ที่คุณล่า คือง่ายเหลือเกินที่จะทำนายการกระทำ"
            ผมขอให้แกพูดบ่งให้ชัดแจ้งลงไปและให้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
            "ผมกำลังพูดถึงการล่าสัตว์" แกพูดอย่างสงบ "ดังนั้น ผมใส่ใจอยู่กับสิ่งที่สัตว์กระทำ เช่น ที่ที่มันกินอาหาร สถานที่ ท่าทาง และเวลาที่มันนอน มันทำรังที่ไหน มันเดินอย่างไร เหล่านี้คือการกระทำที่จำเจที่ผมชี้ให้คุณดู เพื่อว่าคุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวของคุณด้วย
            "คุณสังเกตนิสัยของสัตว์ในแถบทะเลทราย สัตว์เหล่านี้ดื่มและกินในที่แห่งหนึ่ง ทำรังในที่เฉพาะอีกแห่งหนึ่ง ความจริง ทุกสิ่งที่สัตว์ทำลงไปนั้นพรานที่ดีสามารถจะรู้ได้ล่วงหน้า หรือคาดคะเนให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้

            "อย่างที่ผมบอกกับคุณแล้ว ในสายตาของผม คุณเองก็ประพฤติในลักษณะเดียวกับสัตว์ที่คุณล่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของผม มีคนบางคนชี้ให้ผมเห็นสิ่งเดียวกันนี้ ดังนั้นคุณจึงไม่ใช่คนที่ผิดไปจากคนอื่น
เราทุกคนประพฤติอย่างเดียวกับสัตว์ที่เราล่า แน่นอน การทำเช่นนั้นเราก็เป็นผู้ถูกล่าจากบางสิ่งหรือจากคนบางคนด้วย ตอนนี้สิ่งที่พรานผู้รู้เรื่องนี้ควรใส่ใจก็คือ เลิกเป็นเหยื่อที่จะถูกตามล่าเสีย เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดหรือยัง"
            ผมออกความเห็นอีกว่า ข้อเสนอแนะของแกเข้าถึงได้ยาก
            "มันต้องใช้เวลาบ้าง" แกบอก "คุณอาจจะเริ่มด้วยการไม่กินอาหารกลางวันในเวลา ๑๒.๐๐ น."
            แกมองมาทางผมแล้วยิ้มอย่างเมตตา คำพูดของแกน่าขำและทำให้ผมหัวเราะ
            "แต่มีสัตว์บางชนิดที่เราตามรอยไม่ได้เลย" แกพูดต่อไป "ยกตัวอย่างเช่นกวางบางชนิด ซึ่งพรานผู้มีโชคอาจจะพบสักครั้งหนึ่งในชีวิต พบก็เพราะโชคอย่างแท้จริง"

            แกหยุดพูด หยั่งท่าทีแล้วมองมาทางผมอย่างทิ่มแแทง ดูเหมือนแกจะคอยฟังคำถาม แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะถามอะไรออกมา
            "คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้มันเป็นสัตว์ที่ยากในการตามรอย และเป็นสัตว์ที่พิเศษที่สุด" แกถาม
            ผมยักไหล่เพราะผมไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไร
            "มันไม่มีตารางเวลาทำสิ่งต่างๆ อย่างจำเจ" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ส่อว่ารู้ดี "นั่นทำให้มันเป็นที่มหัศจรรย์"
            "แต่กวางก็ต้องนอนในเวลากลางคืน" ผมพูด "นั่นไม่ใช่การกระทำที่จำเจหรือ"
            "แน่นอน ถ้ากวางตัวนั้นนอนในเวลาหนึ่งและในที่เฉพาะแห่งหนึ่งเป็นประจำทุกวัน แต่สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้ไม่ทำเช่นนี้หรอก ความจริงคุณอาจจะสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้เองในอนาคต บางทีนะ มันเป็นเคราะห์กรรมของคุณที่จะล่าสัตว์มหัศจรรย์ตัวหนึ่งในชีวิตนี้"
            "คุณหมายความว่าอะไร ดอนฮวน"
            "คุณชอบการล่า บางทีสักวันหนึ่ง ในสถานที่แห่งหนึ่งบนโลกนี้ ทางเดินของคุณอาจผ่านวิถีของสัตว์มหัศจรรย์ และคุณอาจตามมันไป
            "สัตว์มหัศจรรย์เป็นสิ่งที่ควรแก่การทัศนา ผมโชคดีเหมือนกันที่ได้ผ่านวิถีทางของมันมาแล้ว เราพบกันหลังจากที่ผมได้เรียนรู้และฝึกฝนเกี่ยวกับการล่ามาพอสมควร คราวหนึ่งผมอยู่ในป่าทึบบนภูเขาแถบเม็กซิโกกลาง ทันใดนั้นผมได้ยินเสียงผิวปากที่ไพเราะมาก เสียงชนิดนั้นผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่เคยได้ยินมาเลยตลอดเวลาหลายปีที่ผมเร่ร่อนไปตามป่าเขา ในภูมิประเทศเช่นนั้นผมบอกไม่ได้ว่าเสียงนั้นดังมาจากทางไหน ดูมันจะได้ยินออกมาจากหลายทิศทาง ผมคิดว่าผมถูกล้อมไว้ด้วยฝูงสัตว์ที่ผมไม่รู้จักชนิดหนึ่ง

            "ผมได้ยินเสียงผิวปากที่ไพเราะเพราะพริ้งนั้นอีกครั้ง ดูมันจะดังออกมาจากทุกทิศทาง ดังนั้นผมจึงทราบชัดว่านับเป็นโชคของผมแล้ว ผมรู้ว่ามันคือชีวิตมหัศจรรย์หรือกวางชนิดหนึ่ง และผมรู้ด้วยว่า กวางมหัศจรรย์ชนิดนี้ทราบดีถึงเวลาอันซ้ำซากของคนธรรมดาและการกระทำอันจำเจของพรานด้วย
            "การเดาว่าคนธรรมดาประพฤติอย่างไรในกรณีเช่นนี้ทำได้ง่าย แรกทีเดียว ความกลัวจะทำให้เขาเป็นผู้ถูกตามล่าในทันที เมื่อเขาเป็นผู้ถูกตามล่า เขาจะมีการกระทำอยู่สองลักษณะ คือ ถ้าเขาไม่วิ่งหนีเขาก็จะปักหลักสู้ ถ้าเขาไม่มีอาวุธก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่เขาจะหนีไปสู่ที่โล่งแล้ววิ่งกระเจิดกระเจิงเอาตัวรอด แต่ถ้ามีอาวุธเขาอาจเตรียมพร้อม แต่ต่อมา การปักหลักสู้นั้นจะทำให้เขาตัวแข็งไปเลยหรือไม่ก็ทรุดฮวบลงตรงนั้นเอง

            "ในทางตรงข้าม ผู้เป็นพรานเมื่อเดินอยู่ในที่เปลี่ยว เขาจะไม่เดินโดยไม่สอดส่องดูสถานที่เพื่อหาจุดป้องกันตัว ดังนั้นพรานจะหลบซ่อนในทันที เขาอาจจะทิ้งเสื้อปอนโช*
(เสื้อคลุม ชาวอินเดียนแดงและชาวเม็กซิกันใช้) ลงกับพื้น หรือเขาอาจแขวนมันไว้กับกิ่งไม้เพื่อเป็นเครื่องล่อ แล้วเขาจะซ่อนตัว รอคอยจนสัตว์ตัวนั้นเคลื่อนไหวอีกครั้ง
            "แต่ ในการปรากฏตัวของกวางมหัศจรรย์ในครั้งนั้น ผมหาได้ประพฤติเหมือนกับตัวอย่างทั้งสองนั้นไม่ ผมเอาหัวปักลงกับพื้นทันทีแล้วครางออกมาเบา ๆ ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลออกมาจริง ๆ เป็นเวลานานจนผมเกือบจะเป็นลม ทันใดนั้นผมรู้สึกว่ามีลมพัดมาอ่อน ๆ มีบางสิ่งมาดมทางหลังหูขวาของผม ผมพยายามที่จะหันศีรษะไปดูจึงทำให้ผมล้มลงมา ผมลุกขึ้นนั่งทันที ทันเห็นสัตว์ที่เรืองรองสุกใสกำลังจ้องดูผมอยู่ กวางตัวนั้นมองมายังผม และผมบอกกับเขาว่า ผมไม่ทำอันตรายเขาหรอกและกวางก็พูดกับผม"

           ดอนฮวนหยุดพูด แล้วมองมายังผม ผมยิ้มโดยไม่ตั้งใจ ความคิดเรื่องพูดกับกวางนั้นไม่น่าเชื่อเอาเลย นี่พูดอย่างเพลา ๆ เอาไว้แล้ว
            "เขาพูดกับผม" ดอนฮวนพูดพร้อมกับยิงฟัน
            "กวางนะรึพูด"
            "เขาพูดออกมาจริง ๆ"
            แกยืนขึ้นแล้วฉวยเอาเครื่องมือล่าสัตว์
            "มันพูดจริง ๆ นะหรือ" ผมถามด้วยเสียงที่งงงวยอย่างยิ่ง
            ดอนฮวนหัวเราะเสียงดังก้อง
            "มันพูดว่าอย่างไรล่ะ" ผมถามกึ่งล้อเลียน

            ผมคิดว่าแกกำลังล้อผมเล่นอีกแล้ว แกนิ่งไปครูหนึ่งเหมือนกับพยายามจำอะไรขึ้นมาให้ได้ ต่อมานัยน์ตาของแกแวววาวขึ้นมาขณะที่แกเล่าให้ผมฟังถึงคำพูดของกวางตัวนั้น
            "กวางมหัศจรรย์พูดว่า 'สวัสดี เพื่อนรัก' ดอนฮวนเล่าต่อ "ผมจึงตอบว่า 'สวัสดีครับ' เขาถามผมว่า 'คุณร้องไห้ทำไม' ผมตอบว่า             'เพราะผมรู้สึกเศร้านะสิ' สัตว์มหัศจรรย์ตัวนั้นเดินมาที่หูของผม แล้วพูดออกมาชัดเจนเหมือนกับที่ผมกำลังพูดอยู่กับคุณเดี๋ยวนี้             'อย่าเศร้าไปเลยนะ'"
            แกจ้องเข้าไปในดวงตาของผม มีประกายซุกซนในดวงตาของแก แกหัวเราะออกมาอย่างครึกครื้น
            "คุณคาดเอาไว้อย่างไรล่ะ" แกถามแล้วหัวเราะต่อ "ผมเป็นชาวอินเดียนแดงเสียด้วยนา"
            อารมณ์ขันของแกพิลึกเอาเสียจริง ๆ ผมทำได้เพียงร่วมหัวเราะไปกับแกด้วย
            "คุณไม่เชื่อว่ากวางมหัศจรรย์จะพูดได้ใช่ไหมล่ะ"
            "ผมเสียใจจริง ๆ ดอนฮวน แต่ผมไม่เชื่อเอาเลยว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้" ผมตอบ
            "ผมไม่ตำหนิคุณหรอก" แกพูดให้ความมั่นใจ "มันเป็นเรื่องบัดซบเรื่องหนึ่งทีเดียว"


๙. การต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนผืนโลก 


จันทร์ ๒๔ กรกฎาคม ๑๙๖๑

             
 นราวเที่ยงวัน หลังจากที่เราเร่ร่อนไปในทะเลทรายหลายชั่วโมง ดอนฮวนเลือกเอาที่ร่มแห่งหนึ่งเป็นที่พัก พอนั่งลงแกก็เริ่มพูด แกบอกว่าผมเรียนรู้ไม่ใช่น้อยในเรื่องการล่าสัตว์ แต่ผมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายดังที่แกหวัง

           "การรู้จักการทำกับดักหรือรู้ว่าจะวางกับอย่างไรเหล่านี้ไม่เพียงพอหรอก" แกพูด "พรานต้องมีชีวิตอย่างพราน เพื่อจะได้นำเอาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของเขาออกมาใช้ นับเป็นโชคร้ายที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ช้า บางคราวอาจใช้เวลาเป็นปีสำหรับคนบางคน เพียงเพื่อจะโน้มใจให้เชื่อถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง ตัวผมเองก็ใช้เวลาเป็นหลายปี บางทีผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ในการล่า ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผม ผมคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือความอยากที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นมานั่นเอง"

           ผมให้ความมั่นใจกับแกว่า ผมเข้าใจในสิ่งที่แกพูด ความจริงนับตั้งแต่แกเริ่มสอนผมมาเกี่ยวกับว่าจะล่าสัตว์อย่างไร ผมเองก็เริ่มมองย้อนเข้าไปพิจารณาการกระทำทั้งหลายของผมด้วยเช่นกัน
           บางทีการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับผมคือ ผมชอบแนวทางของแก ผมชอบดอนฮวนในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีบางสิ่งที่หนักแน่นมั่นคงในการกระทำของแก ลักษณะที่แกควบคุมตัวเองนั้นไม่ทำให้เกิดความสงสัยได้เลยถึงความเป็นผู้เยี่ยมยอด แม้จะเป็นเช่นนั้นแกก็ไม่เคยใช้ความได้เปรียบในข้อนี้เรียกร้องเอาอะไรจากผมเลย

              ความสนใจของแกที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผมนั้น ผมรู้สึกว่าเป็นเหมือนกับคำแนะนำที่ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์สำหรับตัวของแก หรือบางทีก็เหมือนกับจะเป็นข้อสังเกตที่ถูกต้องมีเหตุผลในส่วนที่เป็นความล้มเหลวของผม แกทำให้ผมสำนึกขึ้นมามากในความล้มเหลว แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าวิถีทางของแกจะแก้ไขอะไรได้
          ผมยังเชื่ออยู่อย่างแน่นแฟ้นว่าจากแนวทางที่ผมอยากจะทำในชีวิตของตัวเองนั้น วิถีทางของดอนฮวนน่าจะทำให้เกิดความทุกข์และความยากลำบากประการต่าง ๆ ดังนั้นทางของแกจึงเป็นทางตันสำหรับผม อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับนับถือในความเยี่ยมยอดของแกซึ่งแสดงออกมาในรูปของความงามและความเฉียบขาด

              "ผมตกลงใจที่จะเปลี่ยนยุทธวิธี" แกพูด
              ผมขอให้แกอธิบาย คำพูดของแกคลุมเครือ และผมไม่สนใจว่าแกพาดพิงถึงผมหรือเปล่า
              "พรานที่ดีเปลี่ยนวิถีทางของเขาบ่อยครั้งตามที่เขาต้องการ" แกพูด "คุณทราบในเรื่องนี้อยู่แล้ว"
              "คุณกำลังคิดถึงอะไรอีก ดอนฮวน"
              "พรานต้องรู้ไม่เพียงแต่นิสัยของสัตว์ที่เขาล่าเท่านั้น แต่พรานต้องรู้อีกว่า มีพลังบนพื้นโลกนี้ที่นำทางให้กับมนุษย์ สัตว์ และสิ่งอื่น ๆ ที่มีชีวิต"

              แกหยุดพูด ผมคอยฟัง แต่ดอนฮวนดูจะหมดสิ่งที่แกอยากจะพูดออกมา
              "พลังชนิดไหนล่ะที่คุณพูดถึง"
              "พลังที่นำทางให้กับชีวิตและความตายของเรา"
              แกหยุดพูด และคงลำบากในการตกลงใจที่จะพูดอะไรออกมา แกถูมือ สั่นหัวแล้วทำขากรรไกรยื่นออกมา

              แกทำสัญญาณให้ผมเงียบถึงสองครั้ง เมื่อผมจะขอให้แกอธิบายคำพูดที่เป็นปริศนานั้น
              "คุณไม่สามารถหยุดตัวเองได้ง่าย ๆ " แกพูดออกมาในที่สุด "ผมทราบว่าคุณเป็นคนรั้น นั่นก็ไม่สำคัญหรอก ยิ่งรั้นเท่าไหร่ยิ่งดี เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในที่สุด"
              "ผมพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว" ผมพูด
              "ไม่จริงหรอก ผมไม่เห็นด้วย คุณไม่ได้พยายามอย่างดีที่สุดเลย
คุณเพียงแต่พูดมันออกมาเพราะมันฟังดูแล้วดีสำหรับคุณ ความจริงคุณพูดอย่างนี้แหละกับทุกสิ่งที่คุณทำ คุณทำดีที่สุดมาแล้วหลายสิบปีโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อแก้ไขในสิ่งนี้ "

              ผมรู้สึกเหมือนกับทุกครั้งว่า ถูกบีบให้ป้องกันตัวเอง ก็เหมือนอย่างที่เคยทำมาแล้ว ดอนฮวนกระทบจุดอ่อนแอที่สุดของผม และผมจำได้ดีอีกเหมือนกันว่า ทุกครั้งที่ผมปกป้องตัวเองจากคำวิจารณ์ของแก ผมก็จะรู้สึกตัวเองเป็นไอ้โง่ในที่สุด ดังนั้นผมจึงหยุดแก้ตัวในระหว่างคำพูดที่ยังจะยืดยาวต่อไปนั้น

              ดอนฮวนสำรวจดูผมด้วยความแปลกใจแล้วหัวเราะออกมา แกพูดด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาว่า แกเคยบอกกับผมแล้วว่าทุกคนเป็นไอ้โง่ ผมเองก็หาใช่บุคคลที่อยู่ในข่ายอันควรถูกยกเว้นไม่
              "
คุณรู้สึกถูกผลักดันที่จะอธิบายการกระทำของคุณเสมอไป ราวกับว่าคุณเป็นคนคนเดียวในโลกที่ถูกกลั่นแกล้ง " แกพูดออกมา " มันเป็นความรู้สึกเก่า ๆ ที่เห็นว่า ตัวเองสำคัญ คุณมีเรื่องเช่นนี้มาก และคุณมีประวัติส่วนตัวมากมายด้วย พูดอีกนัยหนึ่ง คุณไม่ทำให้ตัวเองรู้จักที่จะรับผิดชอบในการกระทำของตน คุณไม่ใช้ความตายให้เป็นผู้แนะนำ และเหนือสิ่งอื่นใด คุณเป็นผู้ที่ใครหยั่งรู้ได้อย่างง่ายดาย พูดอีกอย่างหนึ่ง ชีวิตของคุณยังยุ่งเหยิงเหมือนกับที่เคยเป็นมาก่อนที่ผมจะพบกับคุณ"

              อีกครั้งที่ความรู้สึกทะนงตนเอ่อท้นขึ้นมา ผมอยากจะเถียง แต่ดอนฮวนทำอาการให้ผมเงียบ
              "คุณต้องทำตัวให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบในการอยู่ในโลกอันลึกลับมหัศจรรย์นี้" แกพูด " คุณรู้ไหมว่า เราอยู่ในโลกอันลึกลับมหัศจรรย์"
              ผมผงกหัวรับ
              "เราไม่ได้พูดในสิ่งเดียวกันเลย" แกบอก "สำหรับคุณโลกนี้ลึกลับมหัศจรรย์ เพราะถ้าหากคุณไม่เบื่อโลกคุณก็ขัดแย้งกับโลก แต่สำหรับผม โลกเป็นสิ่งลึกลับมหัศจรรย์เพราะมันใหญ่โตมโหฬาร น่ากลัว ลึกลับและไม่อาจหยั่งถึงได้
              "ความสนใจของผมอยู่ที่จะโน้มน้าวให้คุณเชื่อว่า
คุณต้องทำตัวให้เป็นผู้มีความรับผิดชอบในการอยู่ที่นี่ อยู่ในโลกอันน่ามหัศจรรย์นี้ ในทะเลทรายอันสวยงามนี้ และอยู่ในยุคสมัยอันน่าพิศวงนี้ด้วย ผมอยากจะโน้มน้าวคุณว่า คุณต้องเรียนรู้ที่จะทำให้การกระทำทุกชนิดมีความหมายขึ้นมา เพราะเหตุว่าคุณจะอยู่ในโลกนี้ชั่วระยะเวลาอันสั้น สั้นนิดเดียวเท่านั้นที่จะได้ทัศนาความมหัศจรรย์ของมัน "

              ผมยืนกรานว่า การเบื่อโลกหรือขัดแย้งกับโลกคือเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับมนุษย์
              "
ถ้าอย่างนั้น จงเปลี่ยนแปลงมันเสีย " แกพูดอย่างไม่มีน้ำเสียง " ถ้าคุณไม่ต่อสู้กับสิ่งท้าทายอันนี้ คุณก็เหมือนกับคนที่ตายแล้ว "
              ดอนฮวนบอกให้ผมบอกตรง ๆ ถึงประเด็นหรือเรื่องที่ผมเคยคิดผูกพันมาก่อน ผมบอกว่า ศิลป ผมอยากเป็นศิลปิน หลายปีที่ผมใช้ความพยายามในเรื่องนี้ แต่ผมก็ยังจำได้อย่างปวดร้าวในความล้มเหลวของผม

              "คุณไม่เคยรับผิดชอบในการอยู่ในโลกอันไม่อาจหยั่งได้นี้" แกพูดอย่างปรักปรำ "ดังนั้นคุณจึงเป็นศิลปินไม่ได้ บางทีนะ คุณเป็นพรานไม่ได้ด้วย"
              "นี่เป็นการกระทำที่ดีที่สุดของผมแล้ว ดอนฮวน"
              "ไม่หรอก คุณไม่รู้หรอกว่า ที่ดีที่สุดของคุณเป็นอย่างไร"
              "ผมทำในสิ่งที่ผมสามารถทำได้"
              "ผิดอีก คุณสามารถทำได้ดีกว่านี้ มีเรื่องง่าย ๆ ที่คุณคิดผิดไป คือคุณคิดว่าคุณยังมีเวลาอยู่มากมาย"

              แกหยุดพูดแล้วมองมาทางผมเหมือนกับจะคอยดูปฏิกิริยาของผม
              "คุณคิดว่าคุณมีเวลามากมาย" แกย้ำ
              "เวลามากมายเพื่อทำอะไร ดอนฮวน"
              "คุณคิดว่าชีวิตของคุณจะอยู่ยงยืดยาวตลอดไป"
              "เปล่า ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น"
              "
ถ้าคุณไม่คิดว่าชีวิตของคุณจะอยู่ยงคงทนตลอดไปแล้ว คุณคอยอะไรอยู่ล่ะ ทำไมรีรอที่จะเปลี่ยนแปลงเล่า "
              "คุณเห็นชัดอยู่อย่างนั้นหรือว่าผมไม่อยากเปลี่ยนแปลง"
              "ใช่ ผมเห็นอย่างนั้น ผมเองก็เหมือนกับคุณนั่นแหละ คือไม่อยากเปลี่ยนแปลง ผมเบื่อชีวิตของผม เบื่อชีวิตเหมือนกับคุณ แต่ในขณะนี้ผมมีชีวิตอยู่ไม่เพียงพอเสียแล้ว"

              ผมยืนกรานอย่างรุนแรงกับแกว่า ข้อเร่งรัดของแกที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมนั้นน่ากลัวและเด็ดขาดจนเกินไป ผมบอกว่าในระดับหนึ่งผมเห็นด้วยกับแก เพียงแต่ความจริงข้อหนึ่งที่ว่าแกเป็นผู้รู้ดีอยู่แล้วมาสั่งให้ผมเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น ทำให้สถานการณ์ยากเกินกว่าที่ผมจะทำได้
              "คุณไม่มีเวลาที่จะเล่นอยู่กับเรื่องนี้หรอก คุณน่ะคือไอ้โง่" แกพูดอย่างรุนแรง "
ไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ นี่อาจเป็นการกระทำครั้งสุดท้ายของคุณบนพื้นโลก มันอาจเป็นการต่อสู่ครั้งสุดท้ายของคุณ ไม่มีพลังใดมาให้คำรับรองกับคุณได้ว่า คุณจะมีชีวิตยืนนานออกไปแม้นาทีเดียว "
              "ผมรู้" ผมพูดออกมาด้วยความโกรธ
              "ไม่หรอก คุณไม่รู้ ถ้าคุณรู้คุณก็จะเป็นพราน"

              ผมเถียงว่าผมรู้ดีถึงความตายที่จะมาถึง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเมื่อผมไม่อาจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อเลี่ยงไปจากมันได้
              ดอนฮวนหัวเราะ แกพูดว่าผมก็เหมือนกับตัวตลกที่ทำอะไรตามตารางเวลาซ้ำ ๆ ซาก ๆ
              "ถ้าหากว่า นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของคุณบนโลกนี้ ผมอยากจะบอกกับคุณว่า คุณเป็นไอ้โง่บัดซบ" แกพูดอย่างสงบ " คุณทำลายการกระทำครั้งสุดท้ายบนโลกนี้ด้วยอารมณ์หมกมุ่นไร้สาระ"

              เราเงียบกันไปชั่วครู่ ความคิดของผมวิ่งไม่เป็นส่ำ แน่นอน ดอนฮวนพูดถูกแล้ว
              "
คุณไม่มีเวลา เพื่อนรัก คุณไม่มีเวลาจริง ๆ เราทุกคนไม่มีเวลาเอาเลย " แกพูด
              "ผมเห็นด้วย ดอนฮวน แต่ว่า…."
              "อย่าเพียงแต่เห็นด้วยกับผม" แกพูดสอดขึ้นมา "แทนที่จะเห็นด้วยอย่างง่ายดาย ทำมันลงไปสิ เผชิญกับสิ่งที่มาท้าทายแล้วเปลี่ยนตัวเองเสีย"
              "เปลี่ยนทันทีอย่างนั้นหรือ"
              "ใช่ การเปลี่ยนแปลงที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามลำดับ มันเกิดโดยฉับพลัน แต่คุณไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการกระทำโดยฉับพลันที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยตลอดนั่นเลย"

              ผมคิดว่าแกกำลังพูดในสิ่งที่เป็นตรงข้ามกัน ผมอธิบายว่าถ้าหากผมเตรียมตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลง แน่นอนที่สุด ผมต้องเปลี่ยนไปโดยลำดับ
              "คุณยังไม่เปลี่ยนแปลงเอาเลย" แกพูด "นี่คือเหตุที่คุณเชื่อว่าคุณกำลังเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย ถึงกระนั้นก็ตาม บางทีคุณจะแปลกใจว่า วันหนึ่งคุณเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน ไม่มีการบอกเตือนเป็นการล่วงหน้าแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผมรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้ ดังนั้นผมจึงไม่หมดกำลังใจที่จะโน้มน้าวให้คุณเชื่อ"

              ผมไม่อาจดื้อเถียงได้อีกต่อไป ผมไม่แน่ใจว่าผมอยากจะพูดอะไรออกมาจริง ๆ เมื่อหยุดไปครู่หนึ่งดอนฮวนอธิบายในเรื่องนี้ต่อไป

              "บางทีผมน่าจะพูดในอีกลักษณะหนึ่งที่ต่างออกไป" แกพูด "สิ่งที่ผมแนะนำให้คุณทำก็คือ ให้สังเกตว่าเราไม่มีความมั่นใจได้เลยว่าชีวิตของเราจะดำเนินไปไม่มีที่สิ้นสุด ผมพูดจบไปหยก ๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทันทีทันใดและอย่างไม่คาดคิดมาก่อน และความตายก็เช่นเดียวกัน คุณคิดว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร"
              ผมคิดว่าแกถามเพื่อเร้าความสนใจเท่านั้น แต่แกพยักหน้าให้ผมตอบ
              "ก็อยู่อย่างมีความสุขเท่าที่จะมีได้" ผมตอบ
              "ถูกต้อง! แต่คุณเคยเห็นคนที่มีความสุขหรือเปล่าล่ะ"

              ความรู้สึกแรกที่ผมอยากจะพูดออกมาคือ รู้จักสิ ผมคิดว่าผมอาจอ้างเอาคนหลายคนที่ผมรู้จักมาเป็นตัวอย่าง แต่ความคิดต่อมาบอกว่า ความพยายามของผมน่าจะไม่มีความหมายทำให้ตัวเองพ้นจากข้อกล่าวแย้งไปได้เลย
              "ผมรู้จัก" ดอนฮวนพูด "
มีคนบางคนที่ระมัดระวังมากในการกระทำของตน ความสุขของเขาอยู่ที่การกระทำสิ่งหนึ่งลงไปด้วยความรู้ชัดว่าเขาไม่มีเวลาพอ ดังนั้นการกระทำของเขามีพลังที่ประหลาดมาก การกระทำของเขามีสำนึกของ…"
              ดูแกจะหาคำพูดไม่ได้ แกเกาหัวแล้วยิ้ม ต่อมาแกลุกขึ้นอย่างกระทันหันราวกับว่าได้พูดไปโดยตลอดแล้ว                             ผมอ้อนวอนให้แกพูดจนจบ แกนั่งลงแล้วห่อริมฝีปาก

              "
การกระทำนั้นมีพลัง " แกบอก " โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ทำรู้ว่า การกระทำนั้นเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขา มันเป็นความสุขที่เกิดขึ้นอย่างประหลาด เมื่อได้ทำสิ่งที่รู้อยู่เต็มเปี่ยมว่า ไม่ว่าคุณทำอะไรอยู่ก็ตามที เป็นการทำครั้งสุดท้ายบนโลกนี้ ผมขอแนะนำว่าคุณต้องพินิจดูชีวิตของคุณ และให้การกระทำของคุณทำลงด้วยความรู้สึกชนิดน ี้"

              ผมไม่เห็นด้วยกับแก สำหรับผม ความสุขคือการคาดล่วงหน้าว่าจะมีการสืบต่อในการกระทำของผมไปเรื่อย ๆ และผมสามารถที่จะทำสิ่งนั้นต่อไปตามความต้องการ ไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำที่ผมทำแล้วมีความสุข
              ผมบอกกับแกว่าความไม่เห็นด้วยของผมไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา แต่เกิดจากความเห็นชัดว่า ทั้งโลกและตัวผมมีการสืบต่อที่สามารถกำหนดได้
*(การกระทำของคนทั่วไปเป็นเรื่องของอดีต สามารถทำซ้ำในปัจจุบันและคิดจะทำต่อไปได้อีกในอนาคต เช่น การเสพกามทำให้มีความสุข ความสุขนั้นก็เป็นความจำและความคิดที่จะได้เสพอีก และมีการเสพกามซ้ำอีก ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่สืบต่อซ้ำซากจำเจและประกอบด้วยกาละ คืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่การกระทำในความหมายของดอนฮวนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีต เป็นการกระทำครั้งเดียวในขณะนั้นเสมอไป)

              ดอนฮวนคงรู้สึกขำในความพยายามที่จะมีเหตุผลของผม แกหัวเราะ สั่นศีรษะ เกาหัว และเมื่อผมพูดถึง "การสืบต่อที่สามารถกำหนดได้" แกเหวี่ยงหมวกลงกับพื้นแล้วกระโดดเหยียบ
              "คุณไม่มีเวลาหรอกเพื่อนรัก" แกพูด "นี่เป็นโชคร้ายของมนุษย์ ไม่มีใครเลยที่มีเวลาพอ และการสืบต่อของคุณนั่นไม่มีความหมายเลยในโลกอันพิลึกพิลั่นและมหัศจรรย์นี้"
              "การสืบต่อที่คุณพูดถึงทำให้คุณขี้ขลาดเท่านั้นเอง" แกพูด "และการกระทำของคุณไม่อาจมีไหวพริบ มีพลัง มีกำลังมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะปรากฏในการกระทำของผู้ที่รู้ชัดว่า เขากำลังชิงชัยในการสู้รบครั้งสุดท้ายบนโลกนี้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การสืบต่อของคุณจะไม่ทำให้คุณมีความสุขหรือมีพลังขึ้นมา"

              ผมยอมรับว่าผมกลัว เมื่อคิดว่าจะต้องตาย ผมจึงกล่าวโทษดอนฮวนที่ใส่ใจในเรื่องความตายและพูดถึงเรื่องนี้ไม่มีหยุด ทำให้ผมหวาดกลัวความตายแทบจะทนไม่ได้"
              "แต่เราทุกคนก็ต้องตาย" แกพูด
              แกชี้ไปที่เทือกเขาที่ห่างออกไป
              "แน่นอนที่สุดว่า มีอะไรสิ่งหนึ่งคอยผมอยู่ที่นั่น และผมจะเข้าไปร่วมกับมันอย่างแน่นอน แต่บางทีคุณคงเป็นบุคคลพิเศษ และความตายไม่ได้คอยคุณอยู่เลย"
              แกหัวเราะในท่าทางที่แสดงความสิ้นหวังของผม
              "ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้เอาเลย ดอนฮวน"
              "ทำไมล่ะ"
              "คิดไปก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้าหากว่ามันอยู่ที่นั่นและกำลังคอยผมอยู่แล้ว ทำไมผมจะต้องกังวลกับมันล่ะ"
              "ผมไม่ได้พูดว่าคุณต้องไปกังวลกับมันนี่นะ"
              "ถ้าอย่างนั้นผมควรจะทำอย่างไรล่ะ"
              "ใช้มันสิ
จงเพ่งความใส่ใจของคุณที่ช่วงต่อระหว่างคุณและความตายของคุณโดยไม่มีความเสียใจ ความเศร้าสลด หรือมีความกังวลใจอะไรทั้งสิ้น จงเพ่งความใส่ใจในข้อเท็จจริงที่ว่า คุณไม่มีเวลาพอ แล้วปล่อยให้การกระทำของคุณเลื่อนลอยไปเรื่อย ๆ จงให้การกระทำของคุณเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนพื้นโลก ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้เท่านั้น การกระทำของคุณจึงจะมีพลังที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้วการกระทำของคุณก็จะเป็นการกระทำของคนขี้ขลาด "

              "มันเลวร้ายนักหรือที่จะเป็นคนขี้ขลาด"
              "ไม่หรอก มันไม่ใช่เลวร้ายอะไรหากว่าคุณจะเป็นผู้ที่มีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ตลอดไป
แต่ถ้าหากคุณจะต้องตายก็ไม่มีเวลาสำหรับความขี้ขลาด ทั้งนี้ก็เพราะความขี้ขลาดทำให้คุณไขว่คว้าหาสิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดของคุณเท่านั้น มันทำให้คุณระงับลงไปได้บ้างในบางขณะที่ทุกสิ่งสงบลงชั่วคราว แต่หลังจากนั้น โลกอันพิลึกพิลั่นนี้จะอ้าปากของมันเข้ามาหาคุณ เหมือนกับที่มันอ้าปากเขมือบเราทุกคน และคุณจะรู้ชักแจ้งขึ้นมาว่า วิถีทางที่คุณมั่นใจเป็นอย่างยิ่งนั้นหาได้เป็นทางที่มั่นใจได้เลย การเป็นคนขี้ขลาดจะกั้นเราไว้จากการสำรวจตรวจสอบ และทำลายโชคดีของเราในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย ์"

              "การมีชีวิตอยู่กับความคิดที่เกี่ยวกับความตายอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ใช่ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่จริง ๆ เลยดอนฮวน"
              "ความตายของเรากำลังคอยเราอยู่ และการกระทำที่เราทำอยู่ในขณะนี้อาจเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนพื้นโลก" ดอนฮวนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ผมเรียกว่าการต่อสู้ เพราะมันเป็นการดิ้นรน คนส่วนใหญ่ทำกรรมหนึ่งแล้วเลื่อนไปสู่อีกกรรมหนึ่งโดยไม่มีการต่อสู้ดิ้นรนหรือแม้แต่คิด
              "ในทางตรงข้าม พรานจะกำหนดการกระทำทุกอย่าง และเนื่องจากว่าพรานรู้ชัดถึงความตายของตัว เขาจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างสุขุมรอบคอบราวกับว่าการกระทำทุกชนิดเป็นการสู้รบครั้งสุดท้าย
              "คนโง่เท่านั้นที่ไม่อาจสังเกตเห็นข้อได้เปรียบที่พรานมีเหนือมนุษย์คนอื่น
พรานทำการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขาด้วยความใส่ใจเต็มที่ ย่อมเป็นธรรมดาที่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนพื้นโลกจะต้องเป็นการกระทำที่ดีที่สุดของพราน มันเป็นความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น และมันทำให้ความขลาดกลัวของเขาอ่อนกำลังลง "
              "คุณพูดถูก" ผมยอมรับ "แต่มันยากเหมือนกันที่จะยอมรับ"
              "คงหลายปีทีเดียวก่อนที่คุณจะเชื่อ และต่อมาอีกหลายปีคุณจึงจะทำตามนี้ ผมเพียงแต่หวังว่าคุณจะมีเวลาเหลืออยู่บ้าง"
              "ผมรู้สึกหวาดผวาเมื่อคุณพูดอย่างนี้"

              ดอนฮวนสำรวจดูผมด้วยหน้าตาที่แสดงออกถึงความเอาจริงเอาจัง
              "ผมเคยบอกกับคุณแล้ว นี่คือโลกที่ลึกลับมหัศจรรย์" แกพูด "พลังที่นำทางให้กับมนุษย์นั้นไม่อาจทำนายได้และพิลึกกึกกือ แต่กระนั้นก็ตาม ความงามของมันควรค่าแก่การทัศนา"
              "มีสิ่งหนึ่งอย่างนั้นหรือ ที่มานำทางให้กับเรา" ผมถาม
              "แน่นอน พลังนำเราอยู่"
              "คุณอธิบายมันได้ไหมล่ะ"
              "ไม่ได้หรอก นอกจากเรียกมันว่า กำลัง วิญญาณ อากาศ ลม หรืออะไรทำนองนั้นแหละ"

              ผมอยากถามแกต่อไป แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไรออกมาแกผลุดลุกขึ้น ผมจ้องดูแกอย่างตื่นตะลึง ดอนฮวนลุกขึ้นด้วยการไหวตัวเพียงครั้งเดียว ร่างของแกพุ่งขึ้นไปและยืนอยู่บนขาทั้งสองข้าง
              ผมกำลังครุ่นคิดถึงว่า น่าจะใช้ความชำนาญเป็นอย่างมากจึงลุกขึ้นได้รวดเร็วเช่นนั้น ขณะที่ดอนฮวนออกคำสั่งกร้าว ๆ ให้ผมออกล่ากระต่าย ฆ่ามันแล้วย่างก่อนจะถึงเวลาย่ำค่ำ
แกมองดูท้องฟ้าแล้วว่า ผมคงมีเวลาพอ

              ผมเริ่มออกเดินโดยอัตโนมัติไปตามทางที่ผมเคยเดินมานับสิบครั้ง ดอนฮวนเดินตามไปข้าง ๆ และสังเกตการเคลื่อนไหวของผมอย่างพินิจพิจารณา ผมรู้สึกสงบมากและเคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวัง ผมไม่รู้สึกลำบากเลยในการจับกระต่ายตัวผู้ได้ตัวหนึ่ง
              "ฆ่ามันเสีย" ดอนฮวนสั่งด้วยเสียงอันดัง
              ผมสอดมือเข้าไปในกับเพื่อจับกระต่ายตัวนั้น ผมจับหูมันได้และกำลังจะดึงมันออกมา แต่ความรู้สึกสยดสยองพุ่งขึ้นมาโดยฉับพลัน นับตั้งแต่ดอนฮวนสอนในเรื่องการล่าสัตว์ ผมเพิ่งรู้สึกขึ้นมาในตอนนี้เองว่าแกไม่เคยสอนให้ผมฆ่าสัตว์เลย นับเป็นสิบครั้งที่เราเร่ร่อนไปในทะเลทราย ดอนฮวนฆ่ากระต่ายตัวหนึ่ง นกกระทาสองตัว และงูกะปะอีกตัวหนึ่งเท่านั้น

              ผมปล่อยหูกระต่ายออก แล้วมองมายังดอนฮวน
              "ผมฆ่ามันไม่ได้หรอก" ผมพูด
              "ทำไมล่ะ"
              "ผมไม่เคยทำ"
              "แต่คุณเคยฆ่านกและสัตว์อื่น ๆ มานับร้อยตัว"
              "นั่นผมฆ่าด้วยปืน ไม่ใช่ด้วยมือเปล่า"
              "มันจะแตกต่างอะไรกันนักหนา เวลาของกระต่ายตัวนี้หมดลงแล้ว"
              น้ำเสียงของแกทำให้ผมตะลึง มันช่างมีอำนาจ รู้ชัดแจ้งจนผมเองไม่มีข้อสงสัยอยู่ในใจเลยถึงการที่แกรู้ว่าเวลาของกระต่ายตัวนี้หมดแล้ว
              "ฆ่ามันเสีย" แกสั่ง สายตาที่แกมองมานั้นมีแววดุดัน
              "ผมทำไม่ได้หรอก"

              ดอนฮวนตะโกนใส่ผมว่า กระต่ายตัวนี้ต้องตาย แกบอกว่าการท่องเที่ยวไปในทะเลทรายอันสวยงามนี้ของมันสิ้นสุดลงแล้ว ไม่ใช่กงการอะไรของผมที่จะกั้นกระแสอันนี้ เพราะพลังหรือวิญญาณที่นำทางให้กับกระต่ายได้ชี้กระต่ายตัวนี้ให้เข้ามาติดกับของผมในเวลาหัวค่ำพอดี
              ความสับสนและความคิดมากมายไหลเข้ามา ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้รอคอยอยู่แล้วจากข้างนอก ผมรู้สึกชัดแจ้งและปวดร้าวในโศกนาฏกรรมที่กระต่ายตัวนี้หลงเข้ามาติดกับของผม ชั่วเวลาสองสามวินาทีที่จิตของผมกระหวัดวูบเข้าไปรู้สึกถึงสภาวะวิกฤติในชีวิต หลายครั้งทีเดียวที่ผมเป็นกระต่ายตัวนี้

              ผมมองดูมัน และมันจ้องตอบผม มันเอาหลังยันซี่กรงของกับดัก ห่อตัวอยู่เงียบ ๆ ไม่เคลื่อนไหว
เราแลกเปลี่ยนการชำเลืองที่เศร้าสลดไปหากันและกัน ผมคิดว่า การชำเลืองนั้นเป็นความสิ้นหวังอันเงียบงันซึ่งผนึกเอาการมีส่วนร่วมในชะตากรรมส่วนที่เป็นของผมเข้าไปด้วย
              "ให้มันลงนรกไปเสีย" ผมร้องออกมาอย่างดัง "ผมจะไม่ฆ่าอะไร ปล่อยกระต่ายตัวนี้ให้เป็นอิสระ"

              อารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงทำให้ตัวผมสั่น มือของผมสั่นขณะที่พยายามจับหูของกระต่าย มันหลบอย่างรวดเร็วและผมคว้าพลาด ผมพยายามอีกครั้งและล้วงเข้าไปในกรงดัก ผมรู้สึกสิ้นหวัง มีอาการคลื่นเหียน จึงเตะที่กรงทันทีเพื่อพังกรงออกแล้วปล่อยกระต่ายตัวนั้นไป
              แต่กรงนั้นแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ จึงไม่พังง่าย ๆ อย่างที่ผมคิด ความสิ้นหวังของผมถีบตัวสูงขึ้นทุกที จนกลายเป็นความโกรธแทบทนไม่ได้ ผมกระทืบกรงนั้นด้วยเท้าขวาสุดแรงเกิด ไม้ซี่กรงหักเสียงดัง ผมดึงกระต่ายออกมา ผมโล่งใจไปได้ชั่วครู่ ซึ่งความรู้สึกนั้นแตกป่นลงไปในขณะต่อมา กระต่ายตัวนั้นอ่อนปวกเปียกห้อยอยู่กับมือของผม มันตายเสียแล้ว

              ผมนั่งลงข้างก้อนหินก้อนหนึ่ง รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ดอนฮวนวางมือบนหัวของผมแล้วพูดกรอกเข้าไปในหูว่า ผมต้องถลกหนังกระต่ายตัวนี้แล้วย่างมันให้สุกก่อนเวลาย่ำค่ำจะผ่านพ้นไป
              ผมอยากอาเจียร ดอนฮวนพูดกับผมด้วยความอดทนอย่างมากราวกับว่าแกกำลังพูดกับเด็ก ๆ แกบอกว่าพลังที่นำทางให้กับสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายได้นำเอากระต่ายตัวนี้มาให้ผมในลักษณะเดียวกับที่มันจะนำผมไปสู่ความตาย แกพูดว่า ความตายของกระต่ายตัวนี้เป็นของกำนัลสำหรับผม และความตายของผมก็จะเป็นสำหรับบางคนเช่นเดียวกัน
              ผมรู้สึกวิงเวียน เหตุการณ์ธรรมดาในวันนี้ขยี้ผม ผมพยายามคิดว่ามันเป็นเรื่องของกระต่ายตัวนี้เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมไม่สามารถสลัดความรู้สึกที่ว่า ตัวเองก็จะตกอยู่ในภาวะอย่างเดียวกันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              ดอนฮวนบอกว่าผมต้องกินเนื้อมันบ้างแม้สักคำหนึ่งก็ยังดี เพื่อทำให้การที่ผมพบกับมันมีผลขึ้นมา
              "ผมกลืนไม่ลงหรอก" ผมค้านออกมาอย่างอ่อนระโหย
              "
พวกเราเป็นเพียงกากเดนเท่านั้นในกำมือของพลัง " แกตะคอกเข้าใส่ผม " ดังนั้น จงเลิกให้ความสำคัญกับตัวเองเสียที แล้วใช้ของกำนัลที่ได้รับมานี้อย่างถูกต้อง "

              ผมหยิบกระต่ายขึ้นมา ตัวของมันยังอุ่นอยู่
              ดอนฮวนโน้มกายลงมา กระซิบเข้าไปในหูของผมว่า
              "กับดักของคุณเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของมันบนโลกนี้ ผมขอบอกกับคุณว่า มันไม่มีเวลาเหลืออีกต่อไปที่จะท่องเที่ยวในทะเลทรายอันสวยมหัศจรรย์นี้"
 


 


TOP BOTTOM





๑๐. การยอมให้พลังเข้าถึงตัว 


พฤหัส ๑๗ สิงหาคม ๑๙๖๑

             
ขณะ ที่ก้าวลงจากรถ ผมเริ่มบ่นกับดอนฮวนว่าผมไม่สบาย
"นั่งลง นั่งลงก่อนสิ" แกพูดเบา ๆ และแทบจะจูงมือผมไปที่ระเบียงบ้าน แกยิ้มแล้วเอามือตบหลังของผม


              สองอาทิตย์ก่อนหน้านี้คือวันที่ ๔ สิงหาคม ดอนฮวนได้เปลี่ยนยุทธวิธีกับผมดังที่แกเคยพูดเอาไว้ โดยให้ผมเสพปุ่มของต้นกระบองเพชรเปโยติ ขณะเมาจนได้ที่นั้น ผมเล่นกับหมาตัวหนึ่งที่อยู่ในบ้านที่เรามาร่วมเสพสมุนไพรนั่นเอง ดอนฮวนแปลปฏิกิริยาที่ผมเล่นกับหมาตัวนั้นว่าเป็นเหตุการณ์พิเศษมาก แกยืนยันกับผมว่า ในขณะที่ผมตกอยู่ในอำนาจของพลังนั้น โลกของการกระทำอย่างธรรมดาไม่ปรากฏ และไม่มีสิ่งใดที่ผมจะบอกว่าเป็นสิ่งที่รู้จัก หมาตัวนั้นก็ไม่ใช่หมาโดยทั่วไปอีก แต่เป็นอวตารของเมสคาลิโต พลังของเทพเจ้าที่มีอยู่ในสมุนไพรของเปโยติ
              ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้เสพสมุนไพรดังกล่าวคือ รู้สึกเหนื่อยอ่อน เหี่ยวแห้งใจ บวกกับความฝันที่ชัดมากและมีการละเมอเพ้อพกในเวลาหลับ
              "เครื่องเขียนของคุณอยู่ที่ไหน" ดอนฮวนถามขณะที่ผมนั่งที่ระเบียงหน้าบ้าน
              ผมทิ้งสมุดบันทึกไว้ที่รถยนต์ ดอนฮวนเดินกลับไปที่รถแล้วดึงเอากระเป๋าเอกสารของผมออกมาอย่างระมัดระวัง และนำมันมาวางไว้ข้างตัวของผม
              แกถามว่า ผมชอบถือกระเป่าเครื่องเขียนขณะที่กำลังเดินใช่หรือเปล่า ผมตอบว่าใช่
              "นั่นนะบ้าแล้ว" แกพูด "ผมบอกคุณแล้วว่าอย่าถืออะไรไว้ในมือขณะที่เดินอยู่ หาเครื่องหลังสิ"

              ผมหัวเราะ ความคิดที่จะเอาสมุดบันทึกใส่เครื่องหลังนั้นน่าขำมาก ผมบอกแกว่าตามปกติผมสวมสูท และถ้าเอาเครื่องหลังทับไปบนสูทน่าจะเป็นภาพที่ตลกมากทีเดียว
              "สวมเสื้อคลุมทับเครื่องหลังอีกทีสิ" แกแนะ "คงดีไม่น้อยที่คนอื่น ๆ คิดว่าคุณหลังค่อมแทนที่จะปล่อยให้ร่างกายพิกลพิการจากการถือของเหล่านี้"
              แกเร่งให้ผมเอาสมุดบันทึกออกมาเขียน ดูแกตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้ผมสบายใจ
              ผมบ่นกับแกอีกครั้งถึงความไม่สบายกายและความรู้สึกไม่เป็นสุขที่เกิดขึ้นกับผม
แกหัวเราะแล้วบอกว่า ผมเริ่มที่จะเรียนรู้

              เราคุยกันอยู่นาน แกบอกว่า นอกจากเมสคาลิโตจะยอมให้ผมเล่นด้วยแล้ว ยังเจาะจงให้เป็น "คนที่เลือกสรรแล้ว" อีกด้วย และแม้ว่าแกจะงงเอามาก ๆ ในลางที่เกิดขึ้น เพราะผมไม่ได้เป็นชาวอินเดียนแดงแกก็ประสิทธิ์ประสาทความรู้อันลึกลับนี้ให้กับผม แกบอกว่า ตัวแกเองก็เคยมี "ผู้อุปการะ" ที่มาถ่ายทอดความรู้ว่าจะเป็น "ผู้รู้แจ้ง" อย่างไรให้ด้วย
*(ผู้รู้แจ้ง - man of Knowledge หมายถึงหมอผีซึ่งตรัสรู้แล้ว เป็นลำดับสุดท้ายตามวิถีทางพัฒนาตัวเองตามแนวแห่งการรู้แจ้ง ลำดับของผู้รู้แจ้งตามคติของชาวอินเดียนแดงในเรื่องนี้ คือ พราน นักรบ และ ผู้รู้แจ้ง)

              ผมรู้สึกว่าจะต้องมีอะไรน่ากลัวเกิดขึ้นกับผมอีกอย่างแน่นอน ข้อบ่งชี้ว่าผมเป็นคนถูกเลือกสรรแล้วบวกกับวิถีทางอันประหลาดไม่เหมือนใครของดอนฮวน และผลอันพิลึกพิลั่นของการเสพเปโยติเหล่านี้ ทำให้ผมหวาดกลัวแทบจะทนไม่ได้และไม่ทราบว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี แต่ดอนฮวนไม่สนใจในความรู้สึกของผมเลย แกแนะนำว่า ผมควรคิดถึงแต่ความมหัศจรรย์ที่เมสคาลิโตเล่นกับผมเท่านั้น
              "อย่าไปคิดถึงเรื่องอื่น" แกบอก "เรื่องอื่น ๆ คุณจะรู้ได้เอง"

              แกลุกขึ้น เอามือตบที่หัวของผมเบา ๆ แล้วพูดว่า "ผมกำลังจะสอนคุณถึงการเป็นนักรบ เหมือนกับที่ผมสอนให้รู้จักการล่ามาแล้ว แต่ผมก็อยากจะเตือนคุณว่า การเรียนรู้ว่าจะล่าสัตว์อย่างไรนั้นไม่ได้ทำให้คุณเป็นพรานขึ้นมา เช่นเดียวกับการเรียนรู้เรื่องการเป็นนักรบก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นนักรบขึ้นมาได้"
              ผมรู้สึกหงุดหงิดและไม่สบายเนื้อตัวจนเกือบจะเป็นความฉุนเฉียว ผมบ่นถึงความฝันที่เห็นชัดและการละเมอเพ้อพกต่าง ๆ แกดูจะเครียดไปชั่วครู่แล้วนั่งลง
              "ความฝันเหล่านั้นน่าขนลุก" ผมพูด
              "ความฝันของคุณชวนให้ขนลุกเสมอไปแหละน่า" แกพูดสวนกลับมา
              "ผมอยากจะบอกกับคุณว่า ระยะนี้มันน่าขนลุกกว่าเดิม"
              "อย่าไปใส่ใจกับมัน มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น ก็เหมือนกับความฝันของคนที่ชอบฝันทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรหรือจะมากังวลหรือพูดถึงเรื่องนี้"
              "แต่มันรบกวนผมมาก ดอนฮวน จะมีอะไรมาหยุดความฝันเหล่านี้ได้ไหมล่ะ"
              "ไม่หรอก ให้มันผ่านไป" แกบอก "แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่คุณต้องยอมให้พลังเข้าถึงตัวได้ และคุณต้องเริ่มต้นด้วย การฝัน "
น้ำเสียงที่แกกล่าวคำว่า "การฝัน" นั้น ทำให้ผมเห็นว่าดอนฮวนใช้คำนี้ในความหมายที่ต่างออกไป ผมคิดคำถามเหมาะที่จะมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ดอนฮวนพูดต่อไป

              "ผมไม่เคยพูดกับคุณเกี่ยวกับ 'การฝัน' เพราะตอนนั้นผมสนใจจะสอนให้คุณเป็นพราน" แกบอก "พรานไม่ใส่ใจที่จะใช้พลัง ดังนั้นความฝันของพรานจึงเป็นความฝันธรรมดาเท่านั้น ความฝันเหล่านั้นอาจจะชัดมาก แต่มันก็ยังไม่ใช่ 'การฝัน'"
              "ในทางตรงข้าม นักรบแสวงหาพลัง และทางที่จะเข้าไปสู่พลังทางหนึ่งก็คือ 'การฝัน' คุณอาจจะพูดได้ว่า ความแตกต่างระหว่างพรานและนักรบคือ นักรบกำลังเดินไปหาพลัง ส่วนพรานไม่รู้เรื่องนี้เลย หรือรู้ก็เพียงเล็กน้อย"
              "
ข้อตัดสินว่า ใครสามารถเป็นนักรบหรือใครเป็นพรานได้นั้น ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเราเลย ข้อตัดสินนั้นอยู่ในอาณาจักรของพลังที่มานำทางให้กับมนุษย์ เพราะเหตุนี้เองการที่คุณเล่นกับเมสคาลิโตจึงเป็นลางที่สำคัญมาก พลังนำคุณมาหาผม พลังนำคุณมาที่สถานีขนส่ง จำได้ไหม ตัวตลกตัวหนึ่งนำคุณมาหาผม มันเป็นลางที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ ที่ตัวตลกชี้มาที่ตัวคุณ ดังนั้น ผมจึงสอนคุณให้เป็นพราน และต่อมาก็มีลางดีอีก คือเมสคาลิโตเล่นกับคุณ คุณเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไหมล่ะ"

              เหตุผลอันพิลึกพิลั่นของแกครอบงำผมอย่างเต็มที่ คำพูดของแกทำให้เกิดภาพพจน์ในลักษณะที่ตัวของผมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งหนึ่งที่น่าหวาดกลัวและลึกลับ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ผมเองก็ไม่ได้แสวงหาและไม่ทราบเอาเลยว่ามีอยู่จริงแม้ในความฝันที่บ้าที่สุด
              "คุณจะแนะให้ผมทำอะไรอีกล่ะ ดอนฮวน" ผมถาม
              "จงเป็นผู้ที่พลังเข้าถึงได้ และให้จัดการกับความฝันของคุณ" แกตอบ "คุณเรียกมันว่าเป็นความฝันเพราะคุณไม่มีพลัง นักรบเป็นผู้แสวงหาพลัง นักรบจะไม่เรียกความฝันว่าเป็นความฝัน แต่เรียกมันว่าเป็นความจริงชนิดหนึ่ง"
              "คุณหมายถึงว่า นักรบบอกว่าความฝันเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ"

              "เขาไม่ได้บอกว่าอะไรเป็นอะไรอีก สิ่งที่คุณเรียกว่าความฝันนั้นเป็นความจริงสำหรับนักรบ คุณต้องเข้าใจว่านักรบไม่ใช่คนโง่
นักรบคือพรานผู้ล่าพลัง-เป็นพรานที่สมบูรณ์แบบที่สุด นักรบไม่มัวเมาหรือบ้า ๆ บอ ๆ เขาไม่มีทั้งเวลาหรือข้อกำหนดใด ๆ มาหลอกลวงหรือโกหกตัวของเขาเอง หรือก้าวไปข้างหน้าอย่างผิดพลาด เกณฑ์การวัดสูงมากสำหรับเรื่องนี้ เกณฑ์วัดนี้คือชีวิตที่ปรับเป็นระเบียบแล้วของนักรบ ซึ่งจะต้องใช้เวลานานในการที่จะทำให้กระชับและสมบูรณ์แบบ นักรบจะไม่ทิ้งคุณสมบัติอันนี้ไปเพราะเหตุว่าคาดการณ์ผิดอย่างโง่เง่าเห็นสิ่งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
"ความฝัน เป็นความจริงสำหรับนักรบ เพราะว่าในการฝันนั้นเขาสามารถทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปได้ เขาอาจเลือกหรือปฏิเสธ และนักรบอาจเลือกจากรายละเอียดมากมายในการฝันส่วนที่จะไปสู่พลัง จากนั้นเขาจะจัดการกับพลังตามความเหมาะสมหรือนำมันมาใช้ ในขณะที่ความฝันธรรมดาเราไม่อาจทำอะไรได้ตามที่เราต้องการ"

              "ถ้าอย่างนั้น คุณหมายความว่า การฝัน เป็นความจริง อย่างนั้นสิดอนฮวน"
              "แน่นอน การฝัน เป็นความจริง"
              "จริงเหมือนกับที่เรากำลังคุยกันอยู่เดี๋ยวนี้อย่างนั้นหรือ"
              "ถ้าหากคุณอยากจะเปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ผมก็อาจบอกกับคุณได้ว่า มันจริงเสียยิ่งกว่าการที่เรากำลังพูดกันอยู่เดี๋ยวนี้เสียอีก ใน การฝัน คุณมีพลัง คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้ คุณจะประสบความจริงนับไม่ถ้วนที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นอยู่ และคุณสามารถควบคุมอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ"

              การอ้างเหตุผลต่าง ๆ ของดอนฮวน ทำให้ผมเข้าใจในระดับหนึ่งเท่านั้น การที่ดอนฮวนชอบความคิดที่ว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ในความฝันนั้นผมก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่ผมก็ไม่ได้ถือว่ามันเป็นเรื่องจริงจังอะไรนัก การก้าวกระโดดออกไปในครั้งนี้ออกจะไกลไปหน่อย
              เรามองดูกันและกันชั่วครู่ คำพูดของดอนฮวนออกจะบ้ามาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เท่าที่ผมรู้จักแกดี ดอนฮวนเป็นมนุษย์ที่มีสุขภาพจิตเป็นปกติที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา
              ผมบอกกับแกว่า ผมไม่เชื่อที่แกบอกว่าความฝันเป็นความจริง แกหัวเราะหึ ๆ ราวกับแกทราบดีสภาวะที่ผมเข้าไม่ได้นั้นเป็นอย่างดี ดังนั้นแกลุกขึ้นไม่พูดอะไรอีก แล้วเดินเข้าไปในบ้าน

              ผมนั่งซึมกระทืออยู่นาน จนดอนฮวนร้องเรียกมาจากหลังบ้าน แกทำข้าวโพดต้มและยื่นส่งมาให้ผมถ้วยหนึ่ง
              ผมถามถึงเวลาที่เราตื่น ผมอยากจะทราบว่าแกเรียกเวลาที่เราไม่หลับว่าอย่างไรเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ดอนฮวนไม่เข้าใจหรือไม่ก็ไม่อยากตอบ
              "คุณเรียกการกระทำนี้ว่าอย่างไร การกระทำที่เรากำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้"               ผมถามในความหมายสิ่งที่เราทำอยู่นี้เป็นความจริงชนิดที่เป็นตรงข้ามกับความฝัน
              "ผมก็เรียกมันว่า การกิน" แกพูดแล้วกลั้นหัวเราะ
              "ผมเรียกมันว่า ความจริง" ผมพูด "เพราะการกินของเราเกิดขึ้นจริง ๆ "
              "การฝัน ก็เกิดขึ้นจริง ๆ เหมือนกัน" แกตอบพร้อมกับหัวเราะคิก ๆ ออกมา "และการล่าสัตว์ การเดิน และการหัวเราะก็เกิดขึ้นจริง ๆ "

              ผมไม่อาจดื้อเถียงอีกต่อไป แต่กระนั้นก็ตามถึงแม้ว่าผมพยายามจะออกไปให้เลยความคับแคบของตัวเองแล้วก็ตามที ผมไม่อาจยอมรับความคิดของดอนฮวนได้ แกดูจะพอใจในความหมดหวังของผมมาก
              เมื่อเรารับประทานอาหารเสร็จ ดอนฮวนพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า เราจะออกเดิน แต่คราวนี้จะไม่เร่ร่อนไปในทะเลทรายดังที่เราเคยทำมาแล้ว

              "คราวนี้จะต่างออกไป" แกบอก "เราจะไปตามสถานที่ของพลัง คุณกำลังจะเรียนรู้เรื่องการให้พลังเข้าถึงตัวได้อย่างไร"
ผมแสดงความสับสนออกมา ผมบอกว่ายังไม่พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่แกพูดถึง
              "เอาเถอะน่า คุณกำลังหมกมุ่นอยู่กับความกลัวที่ไร้สาระ" แกพูดเสียงต่ำแล้วเอามือมาตบที่หลังของผมพร้อมกับยิ้มอย่างมีเมตตา               "ผมพอใจกับวิญญาณของความเป็นนักล่าของคุณ คุณชอบที่เร่ร่อนไปกับผมในทะเลทรายอันสวยงามนี้ สายเกินไปเสียแล้วที่คุณจะถอนตัวออกไป"

              แกเดินออกไปยังป่าพุ่มไม้เตี้ย แกทำท่าด้วยศีรษะให้ผมเดินตาม ผมน่าจะเดินไปที่รถแล้วขับหนีไป แต่ผมเองก็ชอบที่จะเร่ร่อนไปในทะเลทรายอันสวยงามนี้กับแก ผมชอบความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งมันเกิดขึ้นเมื่อผมเดินไปกับดอนฮวนเท่านั้น มันเป็นความรู้สึกว่า ทะเลทรายนี้พิลึกพิลั่น ลึกลับ แต่กระนั้นก็สวยงามเหมือนกับที่ดอนฮวนเคยพูดเอาไว้ ผมติดเบ็ดเสียแล้ว
              แกพาผมเดินไปที่ภูเขาทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ไกลมาก วันนั้นอากาศร้อน แต่ถึงจะร้อนซึ่งตามปกติแล้วผมจะทนไม่ได้เอาเลยนั้นผมกลับไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว
เราเดินลึกไกลเข้าไปในโตรกเขา จนในที่สุดดอนฮวนหยุดเดินและนั่งลงภายใต้เงาของก้อนหินใหญ่ ผมดึงเอาขนมปังกรอบออกมาจากเครื่องหลัง แต่ดอนฮวนบอกว่าอย่างเพิ่งสนใจในเรื่องกิน

              แกแนะว่า ให้ผมนั่งในที่เด่นสะดุดตา แกชี้ไปที่ก้อนหินใหญ่รูปเกือบกลมที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐-๑๕ ฟุต แล้วพยุงให้ผมขึ้นไปที่ยอดของหินก้อนนั้น ผมคิดว่าแกจะปีนขึ้นมานั่งด้วยแต่แกไม่ทำ แกปีนขึ้นมาไม่สูงนักแล้วยื่นเนื้อแห้งสองสามชิ้นให้กับผม แกบอกผมด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังมากว่า เนื้อนี้เป็นเนื้อประจุพลัง ผมควรจะเคี้ยวช้า ๆ และไม่ควรให้ผสมกับอาหารอย่างอื่น
ต่อมาแกเดินกลับไปยังเงาหินที่เดิมแล้วนั่งเอาหลังพิงกำแพงหิน แกนั่งอย่างผ่อนคลายเหมือนกับว่าจะหลับไป ดอนฮวนนั่งอยู่ในท่านั้นจนผมกินเนื้อหมด แกยืดตัวตรงแล้วเอียงคอไปทางขวา เงี่ยหูลงฟังเสียงอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ แกชำเลืองมาทางผมสองสามครั้งแล้วยืนขึ้นในทันทีพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างที่พรานทำ
              ผมนั่งตัวแข็งโดยอัตโนมัติ ทำได้เพียงกวาดสายตาเพื่อตามดูสิ่งที่ดอนฮวนมองอยู่ แกเดินเข้าไปเบื้องหลังหินก้อนหนึ่งอย่างระมัดระวังตัว ราวกับว่าแกหลบสัตว์ชนิดหนึ่งเข้ามาในบริเวณนั้น ผมมองเห็นในขณะต่อมาด้วยว่าเราอยู่ในแนวโค้งเหมือนกับอ่าวที่เว้าเข้ามาของโตรก ไม่มีน้ำ มีหินทรายก้อนโต ๆ กระจายอยู่โดยรอบ

              ดอนฮวนโผล่หน้าออกมาหลังก้อนหินนั้นแล้วยิ้มกับผม แกเหยียดแขนออก อ้าปากหาว แล้วเดินมาที่ก้อนหินที่ผมนั่งอยู่ ความเครียดของผมคลายลง ผมทรุดตัวลงนั่ง
              "เกิดอะไรขึ้นหรือ ดอนฮวน" ผมกระซิบถาม
แกตอบด้วยการร้องแหกปากตะโกนออกมาว่า ไม่มีอะไรแถวนี้ที่จะต้องกังวล
ผมรู้สึกกระตุกที่ท้องในทันที คำตอบของแกไม่น่าตะโกนออกมา และผมก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าแกจะทำเช่นนั้น นอกจากว่าแกจะมีเหตุผลเฉพาะลงไป

              ผมทำท่าว่าจะเลื่อนตัวลงมาจากก้อนหิน แต่ดอนฮวนตะโกนขึ้นมาอีกว่าให้ผมอยู่ที่เดิม
              "คุณกำลังทำอะไร ดอนฮวน" ผมถาม
แกนั่งลงและซ่อนตัวอยู่ในระหว่างหินสองก้อนที่อยู่ตรงฐานของหินที่ผมนั่งอยู่ ต่อมาแกพูดด้วยเสียงอันดังว่า แกกำลังมองไปรอบ ๆ เพราะแกคิดว่าได้ยินเสียงอะไรอย่างหนึ่ง
              ผมถามว่าแกได้ยินเสียงสัตว์ตัวโตหรือ แกเอามือมาป้องที่หูแล้วตะโกนออกมาว่า แกไม่ได้ยินที่ผมพูดและผมควรจะตะโกนออกมาด้วย
              ผมรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องแหกปากร้อง แต่ดอนฮวนก็แหย่ผมออกมาด้วยเสียงอันดังว่าให้ผมร้องออกมา ผมตะโกนออกไปว่า ผมอยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แกตะโกนออกมาว่า ไม่มีอะไรเลยแถวนี้ แกแหกปากตะโกนต่อว่า ผมเห็นอะไรบ้างไหม จากยอดของก้อนหินที่ผมนั่งอยู่ ผมร้องว่า ไม่มีหรอก ต่อมาแกบอกให้ผมบอกถึงรายละเอียดของภาพที่เห็นทางด้านทิศใต้

              เราตะโกนกลับไปกลับมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดอนฮวนทำสัญญาณให้ผมไต่ลงมา ผมเดินไปหาแก แกกระซิบที่หูของผมว่า ผมจำเป็นต้องตะโกนเพื่อให้การปรากฏตัวของเราเป็นที่สังเกตได้ เพราะผมต้องให้พลังของรูน้ำในที่แห่งนี้เข้าถึงตัวได้

              ผมมองไปรอบ ๆ แต่ก็มองไม่เห็นว่ามีรูน้ำที่ไหน ดอนฮวนบอกว่าเรายืนอยู่เหนือรูน้ำทีเดียว
              "มีน้ำอยู่ที่นี่" แกกระซิบ "และมีพลังด้วย มีวิญญาณอยู่ตรงนี้และเรากำลังล่อให้มันออกมา บางทีมันอาจตามคุณไปก็ได้"
              ผมอยากจะทราบเพิ่มเติมถึงวิญญาณที่แกพูดถึง แต่แกยืนยันให้มีการเงียบเสียงลงจริง ๆ แกแนะให้ผมอยู่อย่างนิ่งที่สุดไม่ให้มีเสียงอะไรออกมา ไม่กระดุกกระดิกหรือทำให้เป็นที่สังเกตเห็นการปรากฏกายของเรา

              สำหรับดอนฮวนนับเป็นเรื่องง่ายมากที่จะนั่งไม่กระดุกกระดิกนับเป็นชั่วโมง แต่สำหรับผมการทำเช่นนี้เป็นความทรมาน ขาทั้งสองข้างชา กระดูกสันหลังปวดร้าว กล้ามเนื้อตึงแถวบริเวณคอและช่วงไหล่ ร่างกายของผมตาย ผมไม่สบายมากขณะที่ดอนฮวนลุกขึ้นในที่สุด แกดีดตัวยืนขึ้นมาแล้วยื่นมือมาดึงให้ผมลุกยืน
              ขณะที่ผมยืดแข้งยืดขาอยู่นั้น ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องแทบไม่น่าเชื่อ ที่ดอนฮวนดีดตัวลุดขึ้นมาหลังจากที่นั่งไม่กระดุกกระดิกเลยหลายชั่วโมง ส่วนผมต้องใช้เวลาอีกครู่หนึ่งในการทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวพอที่จะออกเดินทางต่อไปได้

              ดอนฮวนมุ่งหน้ากลับบ้าน แกเดินช้ามาก และเดินห่างออกไปสามก้าวเพื่อให้ผมสังเกตและทำตามแกได้ถูก แกวกออกจากทางที่เคยเดินและข้ามทางเส้นนั้นไป ๆ มา ๆ ๓-๔ ครั้งในทิศทางต่าง ๆ และเมื่อเรามาถึงบ้านก็เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว
ผมพยายามที่จะถามแกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แกบอกว่าคำพูดไม่จำเป็นสำหรับผมอีกในตอนนี้ ให้งดคำถามต่างๆ ไว้จนกว่าเราจะอยู่ในสถานที่ของพลัง

              ผมอยากรู้แทบตายว่าที่แกบอกเช่นนั้นหมายถึงอะไรแน่ ผมพยายามกระซิบถาม แต่แกเตือนผมด้วยสายตาที่มองอย่างชาเย็นว่า เรื่องที่แกพูดไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
              เรานั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านหลายชั่วโมง ผมจดบันทึก ดอนฮวนยื่นเอาเนื้อแห้งประจุพลังให้กับผมเป็นครั้งครว จนในที่สุดก็มืดจนเขียนหนังสือไม่ได้ ผมพยายาที่จะคิดถึงความก้าวหน้าใหม่ ๆ ในเรื่องเหล่านี้ แต่ส่วนหนึ่งในตัวของผมปฏิเสธที่จะคิด และในที่สุดผมก็หลับไป

             
เสาร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๑๙๖๑

              เช้าของเมื่อวาน ผมกับดอนฮวนขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อรีบประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง แกแนะนำไม่ให้ผมเปลี่ยนอาหารในทันทีทันใด
              "ร่างกายของคุณไม่ชินกับเนื้อประจุพลัง" แกบอก "คุณอาจจะไม่สบายหากคุณไม่กินอาหารที่คุณชอบ"
              ดอนฮวนเองก็รับประทานเสียเต็มคราบ เมื่อผมล้อแกในเรื่องนี้ แกบอกเพียงว่า ร่างกายของแกชอบอาหารทุกอย่าง
              ในเวลาราวเที่ยงวันเราเดินไปยังโตรกผาแหล่งน้ำที่เดิม เราเริ่มทำตัวให้วิญญาณสังเกตได้ด้วย "การพูดเสียงดัง" และต่อมาบังคับตัวเองให้เงียบอีกหลายชั่วโมง

              เราออกจากที่นั่น แต่แทนที่จะมุ่งตรงเพื่อกลับบ้าน ดอนฮวนกลับเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นภูเขา เรามาถึงเนินเขาที่ไม่สูงนัก และต่อมาเราก็ปีนขึ้นไปยังยอดเขาสูง ตรงยอดเขาดอนฮวนเลือกเอาที่โล่งไม่มีร่มไม้เป็นที่นั่งพัก แกบอกผมว่า เราต้องคอยจนถึงเวลาย่ำค่ำและผมต้องทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ซึ่งหมายรวมถึงให้ถามอะไรก็ได้ที่ผมอยากทราบด้วย
              "ผมรู้ว่าวิญญาณซุกซ่อนอยู่แถว ๆ นั้น"
              "ตรงไหนล่ะ"
              "แถวพุ่มไม้นั่นแหละ"
              "มันเป็นวิญญาณชนิดไหนกันล่ะ"
              แกมองมาทางผมด้วยสีหน้าแสดงความขบขันแล้วย้อนถามว่า "วิญญาณมีกี่ชนิดกันละคุณ"
              เราทั้งสองหัวเราะออกมา ผมถามออกไปด้วยใจที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเอาเลย

              "มันจะออกมาในตอนหัวค่ำ" แกพูด "เราเพียงแต่คอยเท่านั้น"
              ผมเงียบไป และไม่มีอะไรจะถามออกมาจริง ๆ
              "นี่เป็นเวลาที่เราต้องคุยกันต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ" แกบอก "เสียงของมนุษย์ดึงดูดพวกวิญญาณ มีตัวหนึ่งละที่ซ่อนอยู่ที่นั่น เรากำลังจะทำตัวให้เป็นที่เข้าถึงได้สำหรับเจ้าตัวนี้ ดังนั้นเราจึงต้องคุยกัน"

              ผมรู้สึกทึ่มและว่างเปล่าไม่มีอะไรจะพูด ผมคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรออกมา ดอนฮวนหัวเราะแล้วเอามือตบหลังของผม
              "คุณนี่แย่จริง ๆ" แกพูด "เมื่อจำเป็นต้องพูด คุณกลับไม่มีลิ้นเสียนี่ เร็ว รีบทำให้เหงือกของคุณได้ออกกำลังเสียบ้าง"
              แกทำตลกบ้า ๆ แสดงท่าให้ปุ่มเหงือกทำงานโดยการอ้าปากและหุบปากอย่างรวดเร็ว
              "มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องคุยกันในสถานที่ของพลังเท่านั้น" แกพูดต่อไป "ผมพาคุณมาที่นี่ เพราะนี่เป็นการลองเผชิญดูเป็นครั้งแรกสำหรับคุณ ที่นี่เป็นที่ของพลัง และในสถานที่เช่นนี้ เราจะพูดกันแต่เรื่องของพลังเท่านั้น"
              "ผมไม่ทราบเลยว่า พลังคืออะไร"
              "
พลังคือสิ่งหนึ่งที่นักรบเข้าจัดการ " แกพูด " แรกทีเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเอาเลย ยากที่จะเข้าถึง ยากแม้แต่จะนำมาคิด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณในขณะนี้ ต่อมาพลังจะเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมา คุณอาจจะมีมันก็ได้ หรือคุณไม่รู้ชัดเลยว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณก็ทราบว่ามีสิ่งหนึ่งอยู่ที่นั่น มีสิ่งหนึ่งที่คุณไม่เคยสังเกตมาก่อน
ต่อมาอีก พลังจะปรากฏออกมาในฐานะที่เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งควบคุมไม่ได้ที่เข้ามาสู่ตัวของคุณ ผมเองก็บอกไม่ได้ว่ามันเข้ามาได้อย่างไร หรือมันเป็นอะไร
พลังไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่มันก็ทำให้เกิดสิ่งพิศวงต่อหน้าต่อตาของคุณ และในลำดับสุดท้าย พลังเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่คุณมีในตัวของคุณ มันเป็นสิ่งที่ควบคุมการกระทำของคุณ แต่กระนั้นก็เชื่อคำสั่งของคุณด้วย
"

              เราเงียบไปครู่หนึ่ง ดอนฮวนถามผมว่าเข้าใจหรือไม่ ผมรู้สึกขำที่ตอบว่าเข้าใจ ดูเหมือนว่าแกมองเห็นความหมดหวังของผมเหมือนกันจึงหัวเราะหึ ๆ ออกมา
              "ผมจะสอนคุณตรงนี้เลย ถึงบันไดขั้นแรกที่จะเข้าสู่พลัง" แกพูดออกมาเหมือนกับแกให้ผมเขียนตามคำตอบ "ผมจะสอนคุณเรื่อง 'การตั้งความฝัน'"
              แกมองมาทางผมแล้วถามอีกครั้งว่าผมเข้าใจสิ่งที่แกพูดหรือเปล่า ผมไม่เข้าใจเลย ผมเกือบจะไม่รู้เรื่องว่าแกพูดอะไรเอาเลย แกอธิบายว่า 'การตั้งความฝัน' หมายถึงการควบคุมสภาวะความเป็นไปต่าง ๆ ในความฝันอย่างเฉียบขาดรัดกุมเหมือนกับที่เราเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ขณะอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้ เช่นเลือกที่จะปีนภูเขาหรือพักอยู่ในที่ร่มตรงโตรกเขาที่เป็นแหล่งน้ำ

              "คุณต้องเริ่มต้นที่สิ่งง่าย ๆ ก่อน" แกบอก "คืนนี้เมื่อคุณฝัน จงมองไปที่มือคุณ"
              ผมหัวเราะออกมาดัง ๆ น้ำเสียงที่แกพูดจริงจังมากราวกับว่าแกกำลังบอกให้ผมทำสิ่งธรรมดา ๆ
              "คุณหัวเราะทำไม" แกถามด้วยความประหลาดใจ
              "ผมจะมองดูที่มือได้อย่างไรในความฝัน ดอนฮวน"
              "ง่ายมาก เพ่งสายตาไปที่มือเหมือนอย่างนี้ไง"
              แกโน้มศีรษะไปข้างหน้าจ้องดูมือทั้งสองของแกพร้อมกับอ้าปาก ท่าดูของแกตลกมากจนผมหัวเราะออกมา
              "พูดจริงเถอะ ดอนฮวน คุณคิดว่าผมจะทำได้จริง ๆ หรือ"
              "ก็ทำในลักษณะที่ผมบอกคุณนี้ไง" แกพูดสวนออกมา "แน่นอนคุณอาจจะมองดูอะไรก็ได้ที่คุณชอบ เช่น หัวแม่เท้าของคุณ ท้องน้อยของคุณ หรืออะไรของคุณนั่นก็ได้ ผมพูดถึงมือของคุณเพราะมันง่ายที่สุดที่จะมองดู อย่างคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก 'การฝัน' เป็นเรื่องสำคัญมากเท่า ๆ กับ 'การเห็น' หรือการตาย หรือสิ่งอื่น ๆ ในโลกที่พิลึกพิลั่นนี้
              "ให้คิดถึงเรื่องนี้ในฐานะเป็นสิ่งที่ทำสนุก ๆ จงจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ ที่คุณไม่คาดว่าจะเข้าถึงได้ คนผู้ล่าพลังนั้นเกือบจะไม่มีขอบเขตใน การฝัน ของเขา"

              ผมขอให้แกบอกวิธีการอื่นอีก
              "ไม่มีวิธีการอื่นหรอก" แกพูด "ให้มองดูที่มือของคุณเท่านั้น"
              "น่าจะมีอะไรอื่นอีก ที่คุณอาจบอกกับผมได้" ผมคะยั้นคะยอ
              ดอนฮวนสั่นหัว หรี่ตาแล้วชำเลืองมาที่ผมหลายครั้ง

              "เราแต่ละคนต่างกัน" แกพูดออกมาในที่สุด "สิ่งที่คุณเรียกว่าวิธีการอาจจะเป็นสิ่งที่ผมทำเมื่อเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราไม่เหมือนกันหรอก ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว"
              "บางที่อะไรก็ได้ที่คุณพูดออกมา อาจช่วยผมได้บ้างในเรื่องนี้"
              "มันน่าจะง่ายกว่าที่จะดูที่มือคุณเท่านั้น"
              ดูเหมือนแกกำลังเสาะหาคำพูด แกเงยศีรษะขึ้น ๆ ลง ๆ
              "ทุกครั้งที่คุณมองสิ่งหนึ่งสิ่งใดในความฝัน มันจะเปลี่ยนรูปร่างไป" แกพูดหลังจากที่เงียบไปนาน "อุบายที่จะเรียนรู้ 'การตั้งความฝัน' เห็นอยู่ชัดแล้วว่า ไม่ใช่เพียงมองดูสิ่ง ๆ นั้นเพียงอย่างเดียว แต่ให้สิ่งนั้นคงอยู่ได้ การฝัน เป็นจริงขึ้นมาก็ต่อเมื่อคุณเห็นภาพนั้นคงอยู่ได้สำเร็จ ต่อจากนั้นจะไม่มีความแตกต่างระหว่างสิ่ง"

              ผมสารภาพว่า ถึงแม้ผมจะเข้าใจสิ่งที่แกพูดมา แต่ผมไม่อาจยอมรับแนวทางของแกได้ ผมเสนอตัวอย่างที่ว่า ในโลกที่เจริญแล้วนั้นมีคนจำนวนมากมายที่หลงและไม่สามารถเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของความจริงและในโลกแห่งความเพ้อฝัน ผมบอกว่า คนเหล่านี้เป็นคนพิการทางจิตอย่างไม่ต้องสงสัย และความอึดอัดของผมเพิ่มพูนขึ้นทุกทีที่แกแนะให้ผมทำเหมือนคนที่มีสติไม่สมประกอบเหล่านั้น

              ผมอธิบายอยู่นาน ดอนฮวนทำท่าสิ้นหวังอย่างน่าขัน แกเอามือทาบที่แก้มแล้วถอนหายใจออกมาดัง ๆ
              "
ให้โลกที่เจริญแล้วของคุณอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่นั่นแหละ " แกพูด "ให้มันเป็นอย่างนั้นแหละ! ไม่มีใครขอให้คุณทำอย่างคนบ้า ผมบอกคุณแล้วว่า นักรบต้องสมบูรณ์แบบเพื่อจะได้จัดการกับพลัง-ที่เขาล่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า นักรบไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างของสิ่งต่างๆ
              "
ในทางตรงข้าม คุณรู้ว่าโลกที่แท้จริงคืออย่างไรนั่นแหละเพื่อนรัก อาจจะโง่งมงายและตายลงในเวลาไหนไม่อาจบอกได้ หากคุณอิงอยู่กับความเก่งกาจที่จะบอกว่าสิ่งนี้จริงแต่อีกสิ่งหนึ่งไม่จริง "

              ผมยังไม่ได้บอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจของผมจริง ๆ ทุกครั้งที่ผมค้านออกมานั้น ผมเพียงบอกถึงความสับสนแทบจะทนไม่ได้ในสภาวะที่ผมไม่มีทางเข้าถึงได้เลย
              "ผมไม่ได้พยายามที่จะทำให้คุณไม่สบายหรือบ้า ๆ บอ ๆ" ดอนฮวนพูดต่อ "คุณอาจเป็นคนบ้าได้โดยไม่ต้องให้ผมช่วย แต่พลังชนิดหนึ่งนำทางให้กับเรานำคุณมาหาผม และผมใช้ความพยายามที่จะสอนคุณให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่โง่เขลา แล้วหันมาดำเนินชีวิตที่สะอาดแข็งแรงของพราน
              "ต่อมาพลังชนิดเดียวกันนั้นนำคุณอีกครั้งและบอกผมว่า
คุณควรจะเรียนรู้ถึงการมีชีวิตที่บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนของนักรบ ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าคุณไม่สามารถใช้ชีวิตดังกล่าวแล้วนั้น แต่ใครเล่าจะทราบได้ เราเองก็ลึกลับพิลึกพิลั่นและไม่อาจหยั่งถึงได้เหมือนกับโลกนั่นแหละ ดังนั้น ใครเล่าจะบอกได้ว่าคุณสามารถที่จะเป็นอะไร "
              น้ำเสียงของแกมีแววเศร้า ผมอยากจะขอโทษแต่แกพูดต่อไป
              "คุณจะไม่ดูที่มือก็ได้เหมือนกัน" แกพูด "อย่างที่ผมบอกแล้ว ดูอะไรก็ได้ แต่คิดไว้ล่วงหน้าแล้วหามันในความฝันของคุณ ผมบอกให้ใช้มือ เพราะมืออยู่ที่เดิมตลอดไป
              "เมื่อมันเปลี่ยนรูปร่าง คุณต้องเลื่อนสายตาไปดูสิ่งอื่นแล้วต่อมาก็จ้องดูที่มืออีก แบบฝึกหัดนี้ต้องใช้เวลาเพื่อจะทำได้อย่างถูกต้อง"

              ผมหมกมุ่นอยู่กับการจดบันทึกจนไม่ได้สังเกตว่าจวนจะค่ำแล้ว ดวงอาทิตย์ลับหายไปจากขอบฟ้า ท้องฟ้ามีเมฆมากและจวนจะถึงย่ำค่ำแล้ว ดอนฮวนลุกขึ้นยืนแล้วมองไปทางทิศใต้แวบหนึ่ง
              "ไปกันเถอะ" แกพูด "เราต้องเดินไปทางทิศใต้จนกว่าวิญญาณของรูน้ำปรากฏตัวของมันออกมา"

              เราเดินไปประมาณครึ่งชั่วโมง ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดและเรามาถึงที่โล่ง มีเนินเขารูปกลมซึ่งพุ่มไม้เตี้ยที่ขึ้นอยู่ถูกไฟไหม้ เนินลูกนั้นจึงดูเหมือนกับคนหัวล้าน
              เราเดินตรงไปที่นั่น ผมคิดว่า ดอนฮวนจะปีนขึ้นไปตามเนินเขาซึ่งไม่ชันนัก แต่แกหยุดเดินและยืนในท่าระวังตัวอย่างเต็มที่ ร่างกายของแกดูจะเกร็งแข็งเป็นแท่งเดียวและตัวแกสั่นชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง ต่อมาแกคลายกล้ามเนื้อแล้วยืนอย่างปวกเปียก ผมบอกไม่ได้ว่าร่างกายของแกยืดตรงอยู่ได้อย่างไรในเมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวออกในลักษณะเช่นนั้น
              ทันใดนั้นลมแรงพัดมากระแทกตัวผมวูบหนึ่ง ร่างของดอนฮวนหันไปทางทิศตะวันตกที่ลมพัดมานั้น แกไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเพื่อหันตัว อย่างน้อยที่สุดแกไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อในลักษณะเดียวกับที่ผมใช้เมื่อหันตัว ร่างกายของแกเหมือนถูกดึงจากภายนอก เหมือนกับว่าใครคนหนึ่งมาจับตัวแกให้หันไปทางทิศนั้น

              ผมจ้องดูดอนฮวนเขม็ง แกมองมาทางผมทางหางตา สีหน้าของแกแสดงถึงการตกลงใจหรือมีจุดมุ่งหมาย อวัยวะทุกส่วนในตัวของแกเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ และผมจ้องมองดูแกด้วยความประหลาดใจ เท่าที่ผมจำได้ ในสถานการณ์อื่นผมไม่เคยเห็นความใส่ใจจดจ่อเช่นนี้
              ทันใดนั้นร่างของดอนฮวนสั่นเหมือนกับว่าถูกสาดด้วยน้ำแข็ง แกกระตุกขึ้นมาครั้งหนึ่ง ต่อมาแกเริ่มออกเดินเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
              ผมเดินตามแกไป เราเดินเลียบไปตามเชิงเขาหัวโล้นด้านทิศตะวันออกจนมาถึงส่วนกลางของเขาลูกนั้น ดอนฮวนหยุดเดินแล้วหันไปทางทิศตะวันตก

              จากจุดที่เรายืนอยู่ ยอดของเนินเขาไม่กลมและเตียนมากนักเหมือนกับที่ได้เห็นจากที่ไกล มีถ้ำหรือรูอยู่ติดกับยอดเนิน ผมจ้องดูที่รูนั้นเพราะว่าดอนฮวนก็จ้องดูที่นั่นเหมือนกัน ลมพัดมาอีกวูบหนึ่งทำให้ผมเย็นเยียบไปตามกระดูกสันหลัง ดอนฮวนหันไปทางทิศใต้แล้วกวาดตามองสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
              "นั่นไง" แกกระซิบออกมาแล้วชี้ไปที่สิ่งหนึ่งบนพื้นดิน
              ผมเพ่งดู ห่างออกไปประมาณ ๒๐ ฟุตมีสิ่งหนึ่งอยู่บนพื้นดิน มันมีสีน้ำตาลอ่อน และขณะที่ผมจ้องดูอยู่นั้น ตัวของมันสั่นขึ้นมา ผมตั้งใจดู สิ่งนั้นเกือบจะกลมและขดตัวอยู่ ดูแล้วก็เหมือนกับหมานอนขดอยู่
              "นั่นอะไรดอนฮวน" ผมกระซิบถาม
              "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน" แกกระซิบตอบขณะที่เพ่งดูสิ่งนั้น "คุณมองดูแล้วมันเหมือนอะไรล่ะ"
              ผมบอกแกว่า มันเหมือนหมา
              "โตเกินไปที่จะเป็นหมา" แกพูดตามจริง

              ผมขยับเข้าไปอีกสองก้าวแต่ดอนฮวนยังผมไว้ ผมจ้องดูสิ่งนั้น มันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าไม่นอนหลับอยู่ก็ตายไปแล้ว ผมเกือบจะมองเห็นหัวของมัน หูของมันแหลมเหมือนหูหมาป่า ในขณะต่อมาผมแน่ใจว่า นั่นคือสัตว์ที่ขดตัว ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นลูกวัวสีน้ำตาล               ผมกระซิบบอกดอนฮวน แกตอบว่ามันเล็กเกินไปที่จะเป็นลูกวัว อีกอย่างหนึ่งหูของมันแหลม
              ร่างของสัตว์ตัวนั้นสั่นขึ้นมาอีกครั้งทำให้ผมทราบว่ามันยังมีชีวิต มันกำลังหายใจอยู่จริง ๆ แต่ดูมันจะหายใจอย่างไม่เป็นจังหวะจะโคน การหายใจของมันกระโชกสั่นอย่างไม่สม่ำเสมอ ผมรู้ขึ้นมาในทันใดนั้นว่าอะไรเกิดขึ้น
              "มันเป็นสัตว์กำลังจะตาย" ผมกระซิบบอกดอนฮวน
              "คุณพูดถูก" แกกระซิบตอบ" แต่มันเป็นสัตว์ชนิดไหนล่ะ"

              ผมมองเห็นไม่ชัดถึงลักษณะที่เฉพาะลงไป ดอนฮวนก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวังอีกสองก้าว ผมก้าวตาม ขณะนั้นมืดมากแล้ว และเราต้องก้าวเข้าไปอีกสองก้าวจึงมองเห็นมัน
              "ระวังให้ดี" แกกระซิบ "ถ้ามันเป็นสัตว์ที่กำลังจะตายมันอาจจะใช้พลังสุดท้ายที่มันมีกระโจนเข้าใส่เราได้"

              สัตว์ตัวนั้นหรืออะไรก็แล้วแต่จะคุดคู้อยู่กับขาหลัง ลมหายใจของมันไม่เป็นส่ำ ตัวของมันลอยขึ้นจากพื้น ผมได้ยินเสียงร้องหวีดหวิวออกมาและเจ้าสัตว์ตัวนั้นเหยียดขาออก กรงเล็บของมันเกินกว่าที่บอกว่าน่ากลัว มันน่ารังเกียจอย่างที่สุดเมื่อเหยียดออก แล้วมันกลิ้งตัวไปข้าง ๆ แล้วพลิกตัวหงายขึ้น
              ผมได้ยินเสียงคำรามน่าสะพรึงกลัวพร้อมกับเสียงตะโกนของดอนฮวน
              "หนีเร็ว!"

              และนั่นคือสิ่งที่ผมทำลงไปจริง ๆ ผมตะกายขึ้นไปสู่ยอดเขาด้วยความเร็วและคล่องแคล่วแทบไม่น่าเชื่อ แต่พอวิ่งไปได้สักครึ่งทางผมหันกลับมาดู ดอนฮวนยังยืนอยู่ที่เดิม แกโบกมือให้ผมกลับลงมา ผมวิ่งลงเนินไปหาแก
              "มีอะไรเกิดขึ้นรึ" ผมถอนหายใจแทบไม่ทัน
              เราเคลื่อนตัวเข้าไปยังสัตว์ตัวนั้นอย่างระมัดระวัง มันนอนเหยียดยาวอยู่ และขณะที่ผมเดินใกล้เข้าไปนั้น ผมเกือบจะตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ผมเห็นว่ามันยังไม่ตายสนิททีเดียว ร่างของมันยังสั่นอยู่ ขาของมันที่เหยียดขึ้นไปนั้นสั่นอย่างแรง มันกำลังหายใจพะงาบ ๆ เป็นครั้งสุดท้าย

              ผมเดินนำหน้าดอนฮวน การกระตุกที่เกิดขึ้นอีกครั้งย้ายตัวของมัน และผมมองเห็นหัวของสัตว์ตัวนั้น ผมหันมาทางดอนฮวนด้วยความตกใจกลัว ดูจากรูปร่างของมัน สัตว์ตัวนี้ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่มันกลับมีจงอยปากเหมือนนก!
ผมจ้องดูมันด้วยความเกลียดกลัวจริง ๆ ผมไม่อยากเชื่อ ผมตะลึงไม่อาจแม้จะเปล่งคำพูดออกมา ตั้งแต่เกิดมาผมก็ไม่เคยเห็นอะไรในลักษณะนี้มาก่อน มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้อยู่เบื้องหน้าของผม ผมอยากให้ดอนฮวนพูดถึงสัตว์พิลึกกึกกือตัวนี้ แต่ผมทำได้เพียงพูดงึมงำไม่เป็นภาษากับแก
              ดอนฮวนจ้องดูผม ผมชำเลืองดูแกแล้วมองไปที่สัตว์ตัวนั้น และต่อมามีสิ่งหนึ่งในตัวของผมเข้ามาจัดโลกให้ถูกต้อง ผมรู้ขึ้นมาเองในทันใดนั้นว่าสัตว์ตัวนั้นคืออะไร ผมเดินไปหามันแล้วหยิบมันขึ้นมา สิ่งนั้นคือกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง มันเป็นกิ่งไม้ที่ถูกไฟไหม้และคงจะเป็นลมที่พัดเอาขยะมาปะไว้กับกิ่งไม้นี้ ดังนั้นมันจึงมีรูปร่างเหมือนกับสัตว์ตัวกลมโต สีของขยะไหม้ไฟทำให้มันมีสีน้ำตาลอ่อนตัดกับสีของพุ่มไม้โดยรอบ

              ผมหัวเราะให้กับความเขลาของตัวเองแล้วอธิบายให้ดอนฮวนฟังอย่างตื่นเต้นว่า ลมพัดเข้าไปในกิ่งไม้จึงทำให้มันมองดูเหมือนกับสัตว์ที่มีชีวิต ผมคิดว่าดอนฮวนคงพอใจในคำอธิบายที่มาไขความลึกลับที่เกิดขึ้น แต่แกหันกลับแล้วเดินขึ้นไปสู่ยอดเนิน ผมเดินตาม ดอนฮวนคลานเข้าไปในหลืบที่มองดูเหมือนถ้ำ มันไม่ใช่รู แต่เป็นส่วนเว้าเข้าไปไม่ลึกนักมองดูแล้วเหมือนถ้ำ
              ดอนฮวนหากิ่งไม้เล็ก ๆ มากวาดเอาสิ่งสกปรกที่สุมอยู่ที่ก้นหลืบนั้นออกไป
              "เราต้องไล่พวกเห็บออกไป" แกบอก
              แกทำท่าบอกให้ผมนั่งลง ทำตัวให้สบายเพราะเราจะพักที่นี่ในคืนนี้

              "สิ่งที่คุณทำไม่ใช่ชัยชนะอะไร" แกพูด "คุณสูญเสียพลังที่สวยงามไป พลังที่พัดเอาชีวิตเข้าไปสู่กิ่งไม้แห้งกิ่งนั้น"
แกบอกว่า
ชัยชนะที่แท้จริงของผมน่าจะเป็นการปล่อยวางและตามพลังนั้นไปจนโลกนี้ไม่ปรากฏ ดูแกจะไม่โกรธผมหรือผิดหวังในการกระทำของผมแต่อย่างใด แกพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้น และต้องใช้เวลาบ้างในการควบคุมพลัง แกเอามือมาตบที่ไหล่ของผมแล้วพูดตลก ๆ ว่า เมื่อตอนเช้านี้ผมเป็นคนที่ทราบดีว่าอะไรจริงและอะไรไม่จริงเสียด้วย
              ผมรู้สึกอาย ผมขอโทษที่แนวโน้มของผมเป็นไปในทางที่แน่ใจในวิถีทางของตัวเองเสมอไป
              "นั่นไม่สำคัญหรอก" แกพูด "กิ่งไม้กิ่งนั้นเป็นสัตว์จริง ๆ และมันมีชีวิตอยู่จริงในขณะที่พลังสัมผัสกับมัน ในเมื่อสิ่งที่ทำให้มันมีชีวิตคือพลัง อุบายในเรื่องนี้ซึ่งก็เหมือนกับอุบายในเรื่อง การฝัน คือจ้องดูมันเข้าไว้ เข้าใจสิ่งที่ผมพูดไหมล่ะ"

              ผมอยากจะถามถึงสิ่งอื่น แต่ดอนฮวนให้ผมเงียบ แกแนะว่าเราต้องอยู่ในความเงียบจริงแต่ให้ตื่นอยู่ตลอดทั้งคืน และแกคนเดียวเท่านั้นที่พูดได้อีกชั่วขณะหนึ่ง
              แกบอกว่าวิญญาณที่เราเห็นนั้นรู้จักเสียงของแกดี และอาจเงียบลงได้ด้วยเสียงนี้ จากนั้นมันจะผละไป แกอธิบายว่า การให้พลังเข้าถึงตัวนั้น จะมีเสียงที่เกิดอันตรายสาหัสได้ พลังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้ การทำตัวให้พลังเข้าถึงต้องทำอย่างมีระบบ และทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดีด้วย

              การทำอย่างเป็นระบบดังกล่าว ก็มี การทำให้ตัวของเราเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดแจ้งด้วยการพูดเสียงดังหรือวิธีอื่นที่ทำให้เกิดเสียงอึกทึก ต่อมาก็ให้ความเงียบจริง ๆ และนาน
           การควบคุมในการทำให้เกิดเสียงดังและการอยู่เงียบ ๆ เป็นวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของนักรบ ดอนฮวนบอกว่า ถ้าผมทำถูกต้อง ผมน่าจะดูสัตว์ตัวนั้นให้นานออกไปอีกครู่หนึ่ง การอยู่ในสภาวะที่ควบคุมตัวเองไว้ให้ได้ ไม่เสียสติหรือเป็นบ้าไปเลยเพราะตกอกตกใจหรือหวาดกลัว ผมน่าฟันฝ่าไปได้ถึงการ 'หยุดโลก' แล้ว
            แกชี้ให้เห็นว่า
หลังจากที่ผมหนีตายวิ่งขึ้นไปสู่ยอดเนินนั้น ผมอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะ 'หยุดโลก' สิ่งที่ผสมอยู่ในความรู้สึกดังกล่าวมีความกลัว ความตื่นตะลึง พลังและความตาย แกบอกว่าในสภาวะเช่นนั้น ยากจริง ๆ ที่จะทำให้เกิดได้ซ้ำอีก
           ผมกระซิบที่หูของแกว่า "'หยุดโลก' ที่คุณพูดถึงนั้นหมายถึงอะไร"
           แกมองดูผมอย่างดุดันก่อนที่จะกล่าวตอบว่า
'หยุดโลก' เป็นเทคนิคที่คนผู้ล่าพลังฝึกฝนอยู่ และเทคนิคอันนี้มีคุณตรงที่ โลกที่เรารู้อยู่นี้แตกทำลายลง 


 ๑๑. อารมณ์ของนักรบ 


พฤหัสที่ ๓๑ สิงหาคม ๑๙๖๑
             
                           
ผมขับรถไปที่บ้านของดอนฮวนอีก และก่อนที่ผมจะได้มีโอกาสกล่าวคำทักทาย ดอนฮวนยื่นศีรษะเข้ามาทางหน้าต่างรถ ยิ้มให้กับผมแล้วบอกว่า "เราต้องขับรถไปไกลมากว่าจะถึงสถานที่ของพลัง และนี่ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว"

             แกเปิดประตูรถก้าวเข้ามานั่งข้างหน้า แล้วชี้ทางให้ผมขับไปตามทางทิศใต้ประมาณ ๗๐ ไมล์ ต่อจากนั้นเราเลี้ยวไปตามถนนโรยกรวดมุ่งสู่ทิศตะวันออก เราขับไปตามถนนสายนั้นจนถึงแถบเนินเขา ผมจอดรถไว้ตรงแอ่งที่ดอนฮวนเลือก แอ่งนั้นลึกพอที่จะซ่อนรถไว้ได้ จากที่ตรงนั้นเราเดินข้ามที่ราบกว้างมากแล้วเดินตรงไปที่เนินลูกหนึ่ง
             ตอนใกล้ค่ำ ดอนฮวนเป็นคนเลือกที่พักนอน แกสั่งให้อยู่ในความสงบ ไม่พูดอะไรเลย

             วันต่อมาเรารับประทานอาหารอย่างอดออมแล้วออกเดินทางต่อ มุ่งไปทิศตะวันออก พุ่มพฤกษ์ที่มองเห็นไม่ได้เป็นพุ่มไม้เตี้ย ๆ ในแถบทะเลทรายอีกต่อไป แต่เป็นพุ่มไม้โต ๆ และต้นไม้เขียวขจีที่ขึ้นอยู่ตามแถบภูเขา
             ในราวเที่ยงวันเราปีนขึ้นไปยังยอดของผาก้อนหินที่เกาะเนื่องกันขึ้นไปเหมือนกำแพง ดอนฮวนนั่งลงแล้วบอกให้ผมทำเช่นเดียวกัน
             "นี่คือสถานที่ของพลัง" แกพูดออกมาหลังจากที่ได้หยุดพักครู่หนึ่ง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่นักรบถูกฝังนานมาแล้ว"

 

             ขณะนั้นอีกาตัวหนึ่งบินผ่านที่นั่นแล้วร้องออกมา ดอนฮวนมองตามมันไปอย่างไม่กระพริบตา
             ผมสำรวจก้อนหินและสงสัยอยู่ว่านักรบเหล่านั้นถูกฝังอยู่ที่ไหนและฝังอย่างไรขณะดอนฮวนเอื้อมมือมาตบที่ไหล่
             "ไม่ใช่ที่นี่ คุณน่ะเซอะไม่รู้อะไร" แกพูดพร้อมกับยิ้ม "ข้างล่างโน่น!"

             แกชี้ไปที่ทุ่งที่อยู่ติดกับผาทางทิศตะวันออก แกอธิบายว่าทุ่งที่เห็นนั้นโอบล้อมด้วยวงของก้อนหินก้อนโต ๆ ตามธรรมชาติ

จากที่ที่นั่งอยู่นั้น ผมเห็นบริเวณซึ่งคงจะเป็นรูปวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐๐ หลา มีต้นไม้พุ่มหนาขึ้นอยู่เต็ม พรางหินก้อนใหญ่เหล่านั้นไว้ หากดอนฮวนไม่บอกผมคงไม่ได้สังเกตเห็นวงกลมดังกล่าว
             แกบอกว่ามีสถานที่เช่นนี้นับเป็นสิบ ๆ แห่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในโลกเก่าของชาวอินเดียนแดง สถานที่เหล่านี้ไม่ใช่สถานที่ของพลังเลยทีเดียว ไม่เหมือนกับภูเขาหรือแผ่นดินที่เกิดขึ้นมาบางแห่งซึ่งเป็นที่พำนักของวิญญาณ แต่ที่นี่น่าจะเป็นที่แห่งการตรัสรู้ เป็นสถานที่ที่เราได้รับบทเรียน หรือทราบคำตอบของปัญหาที่สงสัย

             "สิ่งที่คุณต้องทำคือมาที่นี่" แกบอก "หรือนอนค้างที่หินก้อนนี้เพื่อปรับความรู้สึกเสียใหม่"
             "เราจะพักที่นี่หรือเปล่าคืนนี้"
             "ผมคิดไว้อย่างนั้นแหละ แต่อีกาตัวเล็ก ๆ นั่นบอกว่า อย่าพัก"
             ผมอยากจะทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของอีกา แต่ดอนฮวนโบกไม้โบกมืออย่างรำคาญให้ผมเงียบลง
             "จงมองดูหินโค้งนั้น" แกพูด "ฝังภาพของมันไว้ในความทรงจำของคุณ สักวันหนึ่งหรอกที่อีกาจะนำคุณไปสู่ที่อีกแห่งหนึ่งในบรรดาสถานที่เช่นเดียวกันนี้ ยิ่งมันมีลักษณะกลมเท่าไร มันยิ่งมีพลังมากเท่านั้น"

             "กระดูกของนักรบยังคงฝังอยู่ที่นี่หรือดอนฮวน"
             ดอนฮวนทำท่าประหลาดใจอย่างน่าขำ แล้วยิ้มกว้าง
             "ที่นี่ไม่ใช่สุสาน" แกบอก "ไม่มีใครถูกฝังที่นี่ ผมบอกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักรบ พวกเขามาฝังตัวเองที่นี่ ผมหมายถึงนักรบมาฝังตัวเองที่นี่ชั่วคืนหรือนานเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เขาต้องการ ผมไม่ได้หมายถึงเอาคนตายมาฝังไว้ ไม่ใช่ที่ฝังศพ ไม่มีพลังในสุสานแม้ว่าจะมีพลังเหมือนกันในกระดูกของนักรบ แต่จะไม่มีพลังเลยในสุสาน และกระดูกของผู้รู้แจ้งมีพลังมากที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะพบกระดูกเหล่านั้น"
             "ผู้รู้แจ้งคือใคร ดอนฮวน"
             "นักรบคนหนึ่งคนใดอาจเป็นผู้รู้แจ้งได้ อย่างที่ผมได้บอกกับคุณแล้วว่า นักรบคือพรานผู้บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อน เป็นผู้ล่าพลัง และถ้าหากนักรบล่าพลังได้สำเร็จ เขาก็จะเป็นผู้รู้แจ้ง"
             "อะไรล่ะที่คุณ…"
             แกหยุดคำถามของผมด้วยการโบกมือ แกยืนขึ้น ทำสัญญาณให้ผมตามลงไป ทางผาชันทิศตะวันออกมีทางเห็นอยู่ชัดซึ่งเกือบจะเป็นหน้าฉากนำไปสู่พื้นที่รูปวงกลมนั้น

             เราไต่ช้า ๆ ลงไปตามทางที่น่ากลัว และเมื่อลงมาถึงข้างล่างแล้ว ดอนฮวนไม่หยุดพักแต่พาผมเดินผ่าเข้าไปสู่ใจกลางของพื้นที่รูปวงกลมนั้น แกเอากิ่งไม้แห้งมากวาดที่แห่งหนึ่งให้สะอาดใช้สำหรับนั่ง ที่ที่กวาดนั้นเป็นรูปวงกลมเช่นเดียวกัน
             "ผมตั้งใจจะฝังคุณไว้ที่นี่ตลอดคืนนี้" แกบอก "แต่ขณะนี้ผมทราบว่ายังไม่ถึงเวลา คุณไม่มีพลัง ผมจะฝังคุณครู่เดียวเท่านั้น"
             ผมตกใจมากที่รู้ว่าจะถูกฝัง จึงถามดอนฮวนว่าแกมีแผนการณ์กับผมอย่างไรบ้าง แกหัวเราะคิก ๆ เหมือนเด็กแล้วออกไปเก็บกิ่งไม้แห้ง แกไม่ยอมให้ผมช่วยและบอกให้ผมอยู่เฉย ๆ และนั่งคอย

             แกโยนกิ่งไม้ที่เก็บมาได้เข้ามาในพื้นที่รูปวงกลมที่กวาดเอาไว้สะอาดแล้วนั้น ต่อมาแกให้ผมนอนลงไปหันศีรษะไปทางทิศตะวันออก เอาเสื้อแจ๊กเก็ตม้วนหนุนหัวแล้วแกทำกรงรอบตัวของผม แกเอากิ่งไม่ปักลงไปในดินยื่นพ้นขึ้นมาประมาณสองฟุตครึ่ง กิ่งด้านบนเป็นง่ามเพื่อวางไม้ยาวยึดเป็นโครง รูปร่างของกรงจึงเหมือนกับหีบศพที่เปิดเอาไว้
             ดอนฮวนปิดกรงนั้นด้วยกิ่งไม้และใบไม้โดยนำมาวางบนไม้ที่พาดยาวนั้นอีกทีหนึ่ง ตัวของผมอยู่ข้างในตั้งแต่ช่วงไหล่ลงไป ศีรษะของผมโผล่ออกมาหนุนเสื้อแจ๊กเก็ต
             ต่อมาแกเอากิ่งไม้ดุ้นโตทำเป็นที่ขุดดินและคุ้ยเอาดินที่อยู่รอบ ๆ มาคลุมกรงที่ทำไว้
             โครงของกรงทำไว้อย่างดีและใบไม้ปะเอาไว้หนาจนไม่มีดินรั่วเข้าไปข้างใน ผมเหยียดขาไปมาได้และสอดตัวเข้าไปในกรงหรือเลื่อนออกมาได้อย่างสบาย

             ดอนฮวนบอกว่า โดยทั่วไปนักรบจะทำกรงขึ้นมาก่อนแล้วสอดตัวเข้าไปข้างในและเอาดินปะจากข้างใน
             "แล้วพวกสัตว์ล่ะ ดอนฮวน" ผมถาม "มันไม่เขี่ยเอาดินออกแล้วเข้าไปในกรงเพื่อทำร้ายนักรบหรือ"
             "ไม่หรอก นักรบไม่กังวลในเรื่องนี้เลย คุณเท่านั้นที่กังวลเพราะคุณไม่มีพลัง แต่ในทางตรงข้าม นักรบมีเจตนาที่แน่วแน่ และมันสามารถปกป้องเขาไว้จากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีหนู งู หรือแม้แต่สิงโตทะเลทรายมารบกวนเขาได้"
             "พวกนักรบฝังตัวเองทำไม"
             "เพื่อการรู้แจ้งและเพื่อพลังนะสิ"

             ผมสัมผัสกับความสงบที่สบายและน่าพอใจที่สุด โลกในขณะนั้นดูจะหยุดลง ความนิ่งสงบน่าปลาบปลื้มแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รบกวนจิตใจ ผมไม่คุ้นเคยกับความนิ่งเงียบเช่นนี้มาก่อน ผมพยายามจะพูด แต่ดอนฮวนห้ามผมไว้ ขณะต่อมาความนิ่งสงบของสถานที่กระทบเข้าไปที่ใจของผม ผมเริ่มคิดถึงชีวิตของตัวเอง คิดถึงประวัติส่วนตัว และรู้สึกถึงความเศร้าและความสลดใจที่เคยประสบมา ผมบอกกับดอนฮวนว่า ผมไม่มีคุณค่าอะไรเลยที่จะมายังสถานที่แห่งนี้ โลกของแกเป็นโลกที่สวยงามและแข็งแรง ส่วนผมเป็นคนอ่อนแอ อีกทั้งสิ่งแวดล้อมในชีวิตของผมทำให้วิญญาณของผมบุบเบี้ยวไม่ดีงามเสียแล้ว

             แกหัวเราะและขู่ว่า จะเอาดินถมหัวผมเสียหากผมพูดออกมาในความรู้สึกเช่นนี้อีก
และเหมือนกับมนุษย์ทุกคนนั่นเอง ผมมีสิทธิ์ทุกอย่างที่เป็นของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความปลาบปลื้ม ความปวดร้าว ความเศร้าสลดหรือการดิ้นรนต่อสู้ และกิจกรรมที่เราทำลงไปนั้นไม่สำคัญเลยตราบที่เรากระทำสิ่งนั้นลงไปเหมือนนักรบ
             ดอนฮวนลดเสียงลงเป็นเกือบกระซิบ แกบอกว่า
ถ้าผมรู้ว่าวิญญาณตัวเองบุบเบี้ยวไม่ดีงาม ผมก็ควร-ตั้งใจใหม่ ชำระมัน และทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นมา เพราะไม่มีงานอื่นอีกแล้วในชีวิตของคนเราที่จะมีคุณค่ายิ่งกว่านี้ การไม่จัดการกับวิญญาณของตัวคือการแสวงหาความตาย และนั่นก็เหมือนกับการแสวงหาสิ่งเหลวไหลไร้สาระในขณะที่ความตายกำลังจะกลืนเราเข้าไปโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น

             แกหยุดพูดไปนาน ต่อมาแกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจอย่างยิ่งว่า "
การแสวงหาความสมบูรณ์แบบในวิญญาณของความเป็นนักรบ เป็นงานอย่างเดียวที่มีคุณค่าในความเป็นมนุษย์"
             คำพูดของดอนฮวนทำหน้าที่เหมือนกับสิ่งที่มากระตุ้น ผมรู้สึกว่าน้ำหนักของการกระทำในอดีตเป็นสิ่งที่ทนแบกไว้ไม่ได้และมันเป็นสิ่งกีดขวางด้วย ผมยอมรับว่า ตัวเองไม่มีหวังจะไปสู่ทางที่ดีเอาเลย ผมร้องไห้และพร่ำพูดถึงชีวิตของตน ผมรำพันว่า ผมเร่รอนมานานจนผมรู้สึกกระด้างต่อความปวดร้าวและความเศร้า นอกจากในบางครั้งที่ผมรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างและหมดหวัง

             ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมา แกคว้าตรงซอกรักแร้ของผมแล้วลากให้ออกมาจากกรง ผมลุกขึ้นนั่งเมื่อแกปล่อยมือออก ดอนฮวนนั่งลง ความเงียบที่น่าหงุดหงิดเกิดขึ้นระหว่างเราทั้งสอง ผมคิดว่าแกให้เวลาเพื่อให้ผมปรับความรู้สึก ผมหยิบเอาสมุดบันทึกขึ้นมาแล้วเขียนด้วยความหงุดหงิด

             "
คุณรู้สึกเหมือนใบไม้ที่ใคร่ขอความกรุณาจากสายลม ใช่ไหมล่ะ"
             ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ดอนฮวนดูเหมือนจะเห็นความรู้สึกนี้ของผม แกบอกว่า อารมณ์แบบนี้ทำให้แกระลึกถึงเพลงบทหนึ่ง แกเริ่มร้องเพลงนี้ออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ เสียงของแกน่าฟังและเนื้อเพลงทำให้ผมเกิดอารมณ์ร่วมด้วย

             "ฉันอยู่ห่างไกลจากแผ่นฟ้าอันเป็นที่เกิด
             ความถวิลหาจู่โจมเข้ามาในความคิด
             มาบัดนี้ ฉันอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว
             และแสนจะเศร้า
             เหมือนกับใบไม้ใบเดียวไหวระริกอยู่กลางสายลม
             บางครั้ง ฉันอยากจะร้องไห้
             บางคราว ฉันอยากจะหัวเราะ
             ด้วยความคิดถึงในหัวใจ"


             เราไม่พูดกันอยู่นาน แต่ในที่สุด ดอนฮวนก็เป็นผู้ทำลายความเงียบนั้น
             "นับตั้งแต่คุณเกิด ต้องมีบางคนทำร้ายความรู้สึกของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" แกพูด
             "คุณพูดถูกแล้ว ดอนฮวน"
             "คนเหล่านี้ทำอะไรบางอย่าง ตรงข้ามกับความต้องการของคุณ"
             "จริง"
             "และมาถึงตอนนี้ คุณหมดหวัง เหมือนกับใบไม้ท่ามกลางสายลม"
             "ถูกแล้ว ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ "

             ผมบอกแกว่าสิ่งแวดล้อมในชีวิตของผมบางครั้งน่าหวาดเสียวมาก ดอนฮวนรับฟังอย่างตั้งใจ แต่ผมก็ดูไม่ออกว่าแกเห็นด้วยหรือว่าแกมีอารมณ์ร่วมกับผมจริง ๆ จัง ๆ จนในที่สุดผมเห็นแกพยายามจะซ่อนยิ้ม
             "
ไม่ว่าคุณจะชอบความรู้สึกเสียใจสงสารตัวเองมากเพียงใดก็ตาม คุณต้องเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเช่นนี้เสีย" แกพูดอย่างอ่อนโยน "อารมณ์ชนิดนี้ไม่เข้ามาตอแยกับชีวิตของนักรบหรอก"
             แกหัวเราะแล้วร้องเพลงบทนั้นขึ้นมาอีก แต่เปลี่ยนเสียงคำบางคำ ผลที่เกิดขึ้นเป็นการคร่ำครวญที่ตลกมาก ดอนฮวนชี้ให้เห็นว่า เหตุผลที่ผมชอบเพลงนี้ก็เพราะในชีวิตของผม ผมไม่เคยทำสิ่งใดเลยนอกจากค้นหาความผิดพลาดของทุกสิ่งทุกอย่างแล้วคร่ำครวญออกมา ผมเถียงแกไม่ได้เลย ดอนฮวนพูดถูกแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ผมมีเหตุผลเพียงพอที่จะมาแก้ตัวในความรู้สึกที่เหมือนกับใบไม้อยู่กลางสายลมนั้นเหมือนกัน

             "การกระทำที่ยากที่สุดในโลกก็คือ การทำความรู้สึกอย่างของนักรบขึ้นมา" ดอนฮวนพูด "
ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะมาเศร้าเสียใจแล้วคร่ำครวญและรู้สึกว่าสมควรแล้วที่ได้ทำเช่นนี้ โดยเชื่อเอาว่าคนอื่นทำร้ายเราเสมอไป ไม่มีใครทำอะไรให้กับใคร ไม่มีเลยสำหรับนักรบ
             "คุณอยู่ที่นี่ อยู่กับผม เพราะคุณต้องการที่จะอยู่ที่นี่ คุณควรจะทำตัวให้มีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ได้แล้วในตอนนี้ ดังนั้น
ความรู้สึกที่ว่าคุณเป็นเหมือนใบไม้ท่ามกลางสายลมนั้นควรขจัดออกไป"

             แกยืนขึ้นและเริ่มรื้อกรงที่ทำขึ้นนั้น แกโกยดินกลับที่เดิมแล้วเหวี่ยงกิ่งไม้ไปตามที่ต่าง ๆ แถวพุ่มไม้ ต่อมาแกกลบที่รูปวงกลมนั้นไปเหมือนกับว่าไม่มีอะไรมาแตะต้องที่ตรงนั้นเลย
             ผมตั้งข้อสังเกตถึงความสามารถของแกในเรื่องนี้ แกบอกว่า พรานที่ดีจะรู้ว่าเรามาที่ตรงนั้นแม้ว่าแกจะระมัดระวังอย่างดีเพียงใดก็ตาม เพราะร่องรอยมนุษย์ไม่อาจลบให้หมดจดได้อย่างง่ายดาย


             ดอนฮวนนั่งขัดสมาธิ แล้วบอกให้ผมนั่งตามสบายหันหน้าไปทางจุดที่แกฝังผมไว้ และนั่งพักอยู่ที่นั่นไม่ไปไหนจนกว่าอารมณ์สลดใจที่ผมมีจะหายไป
             "นักรบฝังตัวเองเพื่อจะพบกับพลัง ไม่ใช่เพื่อร้องไห้สงสารตัวเอง" แกพูด
             ผมทำท่าจะอธิบาย แต่ดอนฮวนหยุดผมไว้ด้วยการสั่นหัวอย่างรำคาญ แกบอกว่า แกลากผมออกมาจากกรงอย่างรีบด่วนเพราะอารมณ์ของผมเหลือทนเอาเสียจริง ๆ และกลัวว่าสถานที่แห่งนั้นจะไม่พอใจในความอ่อนแอของผมและทำร้ายผมได้

             "
ความรู้สึกสงสารตัวเองจะไม่มาเย้าแหย่กับพลังได้เลย" แกบอก "อารมณ์ของนักรบนั้นจะต้องมีการควบคุมตัวเอง และปล่อยวางตัวเองได้ในขณะเดียวกัน"
             "เป็นไปได้อย่างไร ดอนฮวน" ผมถาม "นักรบจะควบคุมตัวเองและปล่อยวางตัวเองในขณะเดียวกันได้อย่างไร"
             "เทคนิคการกระทำในเรื่องนี้ยากมาก" แกตอบ
             ดูเหมือนแกจะตัดสินไม่ได้ว่าจะพูดต่อดีหรือไม่ แกทำท่าจะพูดออกมาถึงสองครั้ง แต่แกหยุดตัวเองไว้ทุกครั้งและยิ้มออกมา
             "คุณยังไม่หมดอารมณ์เศร้าเลย" แกพูด "คุณยังรู้สึกอ่อนแออยู่จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะพูดถึงอารมณ์ของนักรบ"

             เวลาเกือบชั่วโมงผ่านไปในความเงียบ ต่อมาดอนฮวนถามขึ้นในทันทีทันใดว่าการฝึกฝนในเรื่อง 'การฝัน' ของผมก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว ผมฝึกฝนด้วยความพากเพียร และหลังจากที่ได้พยายามอย่างมากก็สามารถควบคุมความฝันได้ในระดับหนึ่ง ดอนฮวนพูดถูกแล้วที่ให้ถือเรื่องนี้ว่าเป็นการกระทำที่สนุก ๆ เท่านั้น นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมคอยให้ถึงเวลาหลับเพื่อจะฝัน
             ผมรายงานความก้าวหน้าอย่างละเอียดให้ดอนฮวนทราบ
             เมื่อทราบวิธีการที่จะมองดูที่มือได้แล้ว การคงภาพที่เห็นนั้นไว้ก็ทำได้ไม่ยากนัก ภาพในความฝันซึ่งก็ไม่ได้เป็นมือเสมอไปจะคงอยู่เป็นเวลานานจนผมควบคุมไว้ไม่ได้ และต่อมาก็จะกลายเป็นความฝันธรรมดาที่ไม่อาจควบคุมได้อีก ผมไม่มีเจตนาล่วงหน้าว่าจะมองดูที่มือหรือสิ่งอื่น ๆ มันเป็นไปได้เอง ไม่ขณะใดก็ขณะหนึ่งในความฝัน ผมจะจำขึ้นมาได้ว่าต้องมองดูที่มือและต่อมาก็มองดูสิ่งอื่น ๆ มีหลายคืนที่ผมจำไม่ได้เลยว่าทำสิ่งนี้
             ดอนฮวนคงพอใจมาและอยากทราบถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผมมักจะเห็นในความฝัน ผมคิดไม่ออกถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยเฉพาะ จึงเล่าถึงความฝันพิลึกกึกกือของเมื่อวันก่อน
             "อย่าฟุ้งซ่านไป" แกพูดกระด้าง ๆ

             ผมบอกแกว่า ผมบันทึกรายละเอียดที่มีในความฝันไว้ทุกอย่าง ตั้งแต่ผมฝึกดูที่มือ ความฝันของผมควบคุมได้ดียิ่งขึ้นทุกที และผมจำรายละเอียดปลีกย่อยได้ดีขึ้นด้วย ดอนฮวนบอกว่าการตามดูความฝันเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะรายละเอียดในความฝันและการเห็นความฝันได้ชัดนั้นไม่มีความสำคัญอะไร
             "เมื่อคุณ ตั้งความฝัน ความฝันธรรมดาจะชัดยิ่งขึ้น" แกบอก "ความชัดแจ้งหรือความแจ่มใสของความฝันเป็นอุปสรรคที่น่าหวาดกลัวมาก และคุณรู้สึกว่าจะแย่กว่าใคร ๆ ที่ผมเคยพบมาทั้งหมด คุณคลั่งเอามาก ๆ และคุณบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมด"
             พูดกันอย่างไม่ลำเอียง ผมก็ยังเชื่อว่าการทำของผมสมควรแล้ว การบันทึกลงไปอย่างละเอียดทำให้ผมเห็นภาพที่มีในความฝันชัดเจนยิ่งขึ้น
             "เลิกเสีย!" ดอนฮวนบอกในทำนองบังคับ "นั่น ช่วยอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นดึงคุณเขวออกไปจากจุดมุ่งหมายของ การฝัน ซึ่งคือการควบคุมสิ่งต่าง ๆ และเป็นพลังด้วย"

             แกนอนลงไป เอาหมวกมาปิดตาแล้วพูดต่อ
             "ผมจะทบทวนวิธีการที่คุณจะต้องฝึกฝน" แกพูด "เริ่มแรกคุณต้องจ้องเขม็งไปที่มือของคุณ นี่เป็นจุดเริ่มต้น ต่อมาให้เลื่อนสายตาไปดูสิ่งอื่น และให้ชำเลืองดูเพียงครู่เดียวเท่านั้น จ้องดูหลาย ๆ สิ่งเท่าที่คุณทำได้ ให้จำไว้ว่าถ้าคุณชำเลืองดูเพียงเดี๋ยวเดียวภาพที่เห็นจะไม่เลื่อนไป ต่อมาให้มองดูที่มืออีก
             "ทุกครั้งที่คุณดูมือ คุณจะฟื้นเอาพลังที่ต้องการในฝันใหม่เสมอไป ดังนั้นในระยะเริ่มแรกอย่ามองดูหลายสิ่ง ให้มองดูสิ่งอื่น ๒-๓ อย่างก็พอ ต่อมาคุณอาจขยายขอบเขตในการดูต่อไป จนครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการจะดู แต่เมื่อใดภาพที่เห็นนั้นเลื่อนไป และคุณทราบว่าจะคุมมันไว้ไม่ได้ก็ให้หันมามองที่มืออีก
             "เมื่อคุณรู้ว่าสามารถที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอนแล้ว คุณก็พร้อมที่จะฝึกเทคนิคใหม่ ผมจะสอนเทคนิคใหม่ให้กับคุณเดี๋ยวนี้แหละ แต่ผมก็หวังว่าคุณจะนำไปฝึกเมื่อคุณพร้อมแล้วเท่านั้น"

             ดอนฮวนหยุดพูดไปประมาณ ๑๕ นาที ในที่สุดแกลุกขึ้นนั่งแล้วมองมายังผม
             "ขั้นตอนต่อมาในการ ตั้งความฝัน คือ การเรียนรู้ที่จะท่องเที่ยวไป" แกพูด "ในลักษณะเดียวกับที่คุณฝึกมองดูมือนั่นแหละ คุณอาจตั้งความปรารถนาที่จะเคลื่อนไป เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในลำดับแรกคุณคิดถึงที่แห่งหนึ่งที่คุณอยากจะไป หาที่ที่คุณรู้จักดี อาจจะเป็นโรงเรียนเดิมของคุณ สวนสาธารณะ หรือบ้านของเพื่อนก็ได้ ต่อมาก็ตั้งความปรารถนาที่จะไปที่นั่น"
             "ขั้นตอนนี้ทำได้ยากมาก คุณต้องทำงานสองอย่างคือ คุณต้องตั้งความปรารถนาที่จะไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง และต่อมาเมื่อคุณทำได้ชำนาญแล้ว คุณต้องเรียนรู้ที่ตั้งเวลาไว้ให้ตรงด้วยในการเดินทาง"

             ขณะที่ผมจดถ้อยคำเหล่านี้ลงไป ผมรู้สึกว่าตัวเองก็บ้าแท้ ๆ เลยทีเดียว ผมกำลังจดคำสอนบ้า ๆ บอ ๆ ลงไป และยังบีบคั้นตัวเองพยายามจะที่จะเข้าใจ ผมรู้สึกเสียใจและอับอายอยู่
             "คุณกำลังทำอะไรกับผม ดอนฮวน" ผมถามอย่างไม่ต้องการที่จะให้มีความหมายอะไร
             ดอนฮวนคงรู้สึกประหลาดใจมาก แกจ้องดูผมอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา
             "คุณถามคำถามนี้กับผมครั้งแล้วครั้งเล่า ผมไม่ได้ทำอะไรกับคุณหรอก คุณกำลังทำตัวให้พลังเข้าถึงได้ คุณกำลังล่าพลังอยู่และผมกำลังแนะทางให้กับคุณ"
             แกเอียงศีรษะไปทางหนึ่งเพื่อพินิจดูผม แกจับคางของผมไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง และจับหัวของผมด้วยมืออีกข้างหนึ่ง แล้วบิดหัวผมไปทางโน้นทางนี้ กล้ามเนื้อต้นคอของผมตึงมากและการบิดหัวไปมาทำให้ผมคลายเครียดลงได้
             ดอนฮวนมองดูท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนแกจะสำรวจอะไรบางอย่าง
             "ถึงเวลาที่จะต้องออกจากที่นี่แล้วละ" แกพูดกร้าว ๆ แล้วลุกขึ้น

             เราออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกจนมาใกล้กลุ่มต้นไม้เล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่ขึ้นอยู่ในหุบเขาระหว่างเนินเขาสองลูก เวลาห้าโมงเย็นแล้ว ดอนฮวนพูดลอย ๆ ว่าเราอาจต้องพักแรมคืนแถวนี้ แกชี้ไปยังหมู่ต้นไม้แล้วบอกว่ามีน้ำอยู่แถวนั้น
             แกเกร็งตัวแล้วสูดดมอากาศเหมือนกับสัตว์ ผมเห็นกล้ามเนื้อที่ท้องของแกกระตุกวาบๆ ขณะที่แกสูดลมเข้าไปอย่างต่อเนื่อง แกแนะให้ผมทำอย่างเดียวกันเพื่อผมจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าแหล่งน้ำอยู่ตรงไหน ผมเลียนวิธีที่แกทำอย่างเงอะงะ แต่เมื่อได้ทำไปสัก ๕-๖ นาทีผมรู้สึกหน้ามืด แต่จมูกรับกลิ่นได้ดีขึ้นอย่างประหลาด และผมได้กลิ่นของต้นหลิว ผมยังบอกไม่ได้ว่ากลิ่นนั้นมาจากทางไหน
             ดอนฮวนบอกให้ผมพักสองสามนาทีแล้วให้ผมทำอย่างเดิมอีก การทำครั้งที่สองทำให้รับกลิ่นได้ดียิ่งขึ้น ผมแยกออกมาชัดว่าต้นหลิวอยู่ทางขวามือ เราเดินตรงไปทางนั้น และเมื่อเดินมาได้ประมาณ ๑/๔ ไมล์ก็เจอหนองน้ำ เราเดินอ้อมไปยังหน้าผาเตี้ย เหนือผาเตี้ยแห่งนั้นและบริเวณรอบ ๆ มีพุ่มไม้เตี้ย ๆ ขึ้นอยู่หนาแน่น

             "แถวนี้มีสิงโตภูเขาและพวกเสือยุบยับไปหมด" ดอนฮวนพูดขึ้นมาลอย ๆ เหมือนกับว่านั่นเป็นข้อสังเกตธรรมดา ๆ
             ผมวิ่งเข้ามาหาแก ทำให้แกหัวเราะออกมา
             "ตามปกติแล้วผมจะไม่มาที่นี่เลย" แกบอก "แต่อีกาตัวนั้นชี้มาทางนี้ จะต้องมีอะไรพิเศษที่มันทำเช่นนี้"
             "เราต้องอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือดอนฮวน"
             "ใช่ ไม่อย่างนั้นผมคงเลี่ยงไปเสียจากที่แห่งนี้"
             ผมกลัวมาก แกบอกให้ผมตั้งใจฟังในสิ่งที่แกพูด
             "มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่คุณทำได้ในที่แห่งนี้คือ ล่าสิงโต" แกบอก "ดังนั้น ผมจะสอนคุณถึงการล่าสิงโต"

             "การทำกับดักหนูน้ำที่อยู่ตามรูริมหนองต้องทำในลักษณะพิเศษ เราใช้หนูน้ำเป็นเหยื่อล่อสิงโต ส่วนกรงดักนั้น ฝาของกรงต้องทำให้เลื่อนตกลงมาจากที่สูงและมีไม้เสี้ยมแหลมเสียบไว้ตามฝากรง ไม้แหลมนี้ต้องปกปิดไว้เมื่อยกกรงขึ้น มันจะไม่ตกลงมาถ้าหากไม่มีอะไรหล่นใส่กรง ซึ่งถ้าหากมีอะไรตกลงมาแล้ว ไม้แหลมก็จะเสียบลงมาและเสียบสิ่งที่มากระทบกับกรง"
             ผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด ดอนฮวนจึงเขียนโครงของกรงบนพื้นดินแล้วอธิบายว่า ถ้าซี่ของกรงด้านข้างวางไว้บนจุดที่หมุนได้ กรงนี้ก็จะหล่นลงมาเมื่อมีอะไรมาดันด้านบน
             ส่วนหอกที่แทงลงมานั้นเป็นไม้เสี้ยมแหลมที่เอาผูกติดซี่ด้านข้างของกรงอย่างแน่นหนา
             ดอนฮวนบอกว่า ตามปกติแล้วจะต้องเอาก้อนหินหนักมารวมใส่ตะแกรงที่สานด้วยกิ่งไม้แล้วเอามาห้อยไว้สูงเหนือกรงและเกี่ยวเอาไว้กับกรงดักด้วย เมื่อสิงโตภูเขามาถึงกับดักที่มีหนูน้ำอยู่ข้างในเป็นเหยื่อล่อ มันจะทุบกรงนั้นด้วยอุ้งเท้า ดังนั้นเสี้ยงไม้จะแทงที่เท้าของมัน และด้วยความตกใจเจ้าสิงโตจะกระโดดขึ้นไปกระทบตะแกรงใส่ก้อนหินหล่นลงมาถูกตัวของมัน
             "วันหนึ่งข้างหน้าคุณอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องจับสิงโตก็ได้" แกบอก "สิงโตภูเขามีพลังพิเศษ มันฉลาดมากและมีทางเดียวที่จะจับมันได้คือ หลอกให้มันหัวเสียเมื่อเกิดบาดแผลเจ็บปวด และด้วยกลิ่นของต้นหลิว"

             ดอนฮวนทำกับดักด้วยความรวดเร็วชำนาญอย่างน่าพิศวง และเมื่อคอยอยู่นานพอสมควร แกจับหนูน้ำตัวอ้วนหน้าตาเหมือนกระรอกได้สามตัว
             แกบอกให้ผมรูดเอาใบของต้นหลิวจากริมหนองมาถูที่เสื้อผ้า แกก็ทำอย่างเดียวกัน ต่อมาแกถักถุงจากหญ้าปล้องอย่างรวดเร็วและชำนาญมากอีกสองถุง แกโกยเอาพวกหญ้าสีเขียวหอบใหญ่และโคลนจากหนองใส่เข้าไปในถุงถุงหนึ่ง แล้วหอบไปที่หน้าผาเตี้ยที่แกซ่อนอยู่

             ขณะนั้นตัวโรเด้นหน้าตาเหมือนกระรอกเริ่มกรีดร้องออกมาอย่างดัง
             ดอนฮวนบอกผมจากที่ซ่อนของแก ให้ผมเอาถุงอีกถุงหนึ่งนั่นไปใส่หญ้าและโคลนลงไปแล้วให้ผมปีนขึ้นไปอยู่บนกิ่งต่ำ ๆ ของต้นไม้ที่อยู่ใกล้กรงของหนูน้ำ
             แกบอกว่าแกไม่ต้องการทำร้ายสิงโตหรือตัวโรเด้นแต่อย่างใด ดังนั้นแกจะขว้างถุงโคลนใส่สิงโตขณะที่มันเข้ามาที่กับดัก แกบอกว่าผมต้องตื่นตัวอย่างเต็มที่และขว้างสิงโตด้วยถุงของผมหลังจากที่แกขว้างถุงของแกออกไปแล้วเพื่อไล่สิงโตให้หนีไป
             แกสั่งว่าผมต้องระวังตัวอย่างเต็มที่ที่จะไม่หล่นลงมาจากต้นไม้ คำแนะนำประการสุดท้ายของแกคือ ให้อยู่นิ่ง ๆ จนกลมกลืนเป็นอันเดียวกับกิ่งไม้

             ผมมองไม่เห็นว่าดอนฮวนอยู่ที่ไหน เสียงร้องแหลมของเจ้าหนูน้ำดังมาก และในที่สุดมันมืดมากจนผมมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป ต่อมาผมได้ยินเสียงย่องอยู่ใกล้ ๆ เบามาก และโดยกระทันหัน มีเสียงหายใจค่อย ๆ เหมือนแมว และเสียงคำรามเบา ๆ เจ้าตัวโรเด้นหน้ากระรอกหยุดร้อง
             ตอนนี้เองที่ผมมองเห็นเงาดำของสัตว์ชนิดหนึ่งอยู่ข้างล่างต้นไม้ที่ผมเกาะอยู่พอดี แต่ก่อนที่ผมจะยืนยันว่ามันเป็นสิงโตภูเขาใช่หรือไม่ มันกระโจนเข้าใส่กับดักหนูน้ำทันที แต่ก่อนที่ตัวมันจะไปถึงก็มีอีกสิ่งหนึ่งกระทบตัวของมันเต็มรักทำให้มันถอยออกมา ผมจึงเหวี่ยงถุงของผมออกไปตามที่ดอนฮวนสั่ง มันไม่ถูกตัวสิงโตแต่ก็ทำให้เกิดเสียงดังมาก
             ทันใดนั้นดอนฮวนร้องเสียงโหยหวนเยือกเย็นติดต่อกันขึ้นมา เสียงของแกทำให้ผมเย็นยะเยือกเข้าไปในกระดูกสันหลัง และด้วยความว่องไวเป็นพิเศษ สัตว์ตัวนั้นกระโดดแผลวขึ้นไปยังหน้าผาเตี้ยแล้วหายลับตัวไป
             ดอนฮวนยังคงทำเสียงชนิดนั้นต่ออีกชั่วครู่ ต่อมาแกบอกให้ผมปีนลงมาจากต้นไม้แล้วหยิบเอากับดักตัวโรเด้นขึ้นมาแล้ววิ่งไปที่หน้าผาเตี้ยที่แกซ่อนอยู่อย่างรวดเร็วที่สุด

             ผมมายืนอยู่ข้างดอนฮวนด้วยความเร็วแทบไม่น่าเชื่อ แกสั่งให้ผมร้องเลียนเสียงของแกให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไล่ตัวสิงโตออกไปขณะที่แกรื้อกรงเพื่อปล่อยตัวโรเด้น
             ผมร้อง แต่มันไม่เหมือน เสียงของผมแหบพร่าเพราะความตื่นเต้น
             ดอนฮวนบอกให้ผมปล่อยวางตัวเองลงแล้วร้องออกมาด้วยความรู้สึกจริง ๆ เพราะว่าสิงโตยังอยู่แถวนั้นเอง ผมสำนึกถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของเราขึ้นมา สิงโตมีอยู่จริงเสียด้วย ผมร้องเสียงแหลมออกมาได้เป็นอย่างดี
             ดอนฮวนหัวเราะออกมาเสียงดังก้อง
             แกให้ผมร้องอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ ต่อมาแกบอกว่าเราต้องออกจากที่นั่นเงียบ ๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะสิงโตไม่โง่นักหรอก บางทีมันกำลังย้อนกลับมาหาเราที่นี่
             "มันต้องตามเรามาแน่ ๆ" แกบอก " ไม่ว่าเราจะระมัดระวังอย่างไรก็ตามที เราก็ทิ้งร่องรอยเอาไว้ชัดเหมือนกับถนนสายแพนอเมริกันทีเดียวแหละ"

             ผมเดินกระชั้นชิดตัวของดอนฮวน แกหยุดแล้วเงี่ยหูฟังเป็นคราว ๆ ไป ต่อมาแกวิ่งไปในความมืด ผมวิ่งตาม เอามือยื่นไปข้างหน้าเพื่อกันกิ่งไม้
             ในที่สุดเราวิ่งมาถึงเชิงหน้าผาที่เราพักกันอยู่ก่อนหน้านี้ ดอนฮวนบอกว่า ถ้าหากเราปีนขึ้นไปจนถึงยอดผาได้ทันโดยไม่ถูกขย้ำจากสิงโตแล้วละก้อ เราปลอดภัยแน่ ๆ แกปีนขึ้นไปเป็นคนแรกเพื่อนำทาง เราปีนหน้าผาในความมืด ผมเองก็ไม่ทราบว่าทำได้อย่างไรกัน แต่ผมปีนตามดอนฮวนไปด้วยก้าวที่แน่นอนมั่นคง เมื่อเราปีนใกล้จะถึงยอด ผมได้ยินเสียงร้องที่แปลกมากของสัตว์ชนิดหนึ่ง มันเหมือนเสียงวัวร้อง นอกจากจะแหบโหยและนานกว่าเท่านั้น
             "เร็ว! รีบหนีเร็ว!" ดอนฮวนตะโกนออกมา
             ผมตะกายขึ้นสู่ยอดผาล้ำหน้าดอนฮวนขึ้นไปในความมืด เมื่อแกปีนขึ้นมาจนถึงยอดซึ่งเป็นที่ราบแบนเรียบ ผมนั่งหอบอยู่ก่อนแล้ว

             แกล้มตัวกลิ้งอยู่กับพื้น ผมคิดมาแวบหนึ่งว่า การปีนหน้าผาในครั้งนี้แกคงเหนื่อยมากกระมัง แต่แกกลับหัวเราะการป่ายปีนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วของผม
             เรานั่งเงียบอยู่ถึงสองชั่วโมง และต่อจากนั้นก็พากันเดินมายังรถยนต์ที่จอดเอาไว้

             
อาทิตย์ที่ ๓ กันยายน ๑๙๖๑

              เมื่อผมตื่นขึ้นมา ดอนฮวนไม่ได้อยู่ในบ้าน ผมจดบันทึกและมีเวลาพอที่จะไปเก็บฟืนจากป่าละเมาะที่อยู่รอบบ้าน ขณะที่ดอนฮวนเดินเข้ามานั้นผมกำลังรับประทานอาหาร แกหัวเราะกับสิ่งที่แกเคยพูดถึงเวลารับประทานอาหารเที่ยงที่ซ้ำซากตายตัวของผม แต่แกก็กินแซนวิชที่ผมทำ
              ผมบอกแกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิงโตภูเขานั้นทำให้ผมงงมาก เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว เรื่องทั้งหมดดูจะไม่สมจริงเอาเลย เหมือนกับว่าทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของผม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้ผมไม่มีเวลาสำหรับความกลัว ผมมีเวลาพอในการกระทำแต่ก็ไม่ชัดแจ้งในสิ่งต่าง ๆ ขณะที่จดบันทึกอยู่นั้นคำถามผุดขึ้นมาว่า ผมเห็นสิงโตภูเขาจริง ๆ หรือ กิ่งไม้แห้งซึ่งกลายเป็นสัตว์ที่กำลังจะตายยังเป็นภาพที่แจ่มชัดอยู่ในใจของผม
              "มันเป็นสิงโตภูเขาจริง ๆ นี่นา" ดอนฮวนพูดอย่างกับจะบังคับให้เชื่อ
             "มันเป็นสัตว์ที่มีเลือดมีเนื้อจริง ๆ หรือเปล่าล่ะ"
             "ก็จริงนะสิ"

             ผมบอกแกว่า ความง่ายดายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับว่าสิงโตภูเขาตัวนั้นคอยอยู่ที่นั่นและถูกฝึกขึ้นมาให้ทำอะไรต่าง ๆ อย่างที่ดอนฮวนวางแผนเอาไว้เสียด้วย
             ดอนฮวนไม่หวั่นไหวไปกับคำโจมตีทำนองไม่เชื่อของผม แกหัวเราะเยาะ
             "คุณนี่เป็นคนแปลกจริง ๆ " แกพูด "คุณเห็นและได้ยินเสียงสัตว์ตัวนั้น มันยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่คุณเกาะอยู่ข้างบน ที่มันไม่ได้กลิ่นตัวของคุณและไม่กระโดดขึ้นไปตะครุบก็เพราะต้นหลิว กลิ่นใบของมันทำลายกลิ่นอื่น ๆ หมด แม้แต่กลิ่นที่พวกเสือหรือสิงโตรู้ ที่ตักของคุณก็มีใบหลิวอีกตั้งขยุ้มหนึ่ง"
             ผมบอกว่า ไม่ใช่ว่าผมสงสัยในตัวของดอนฮวน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแปลกไปจากเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของผมมาก ขณะที่ผมจดบันทึกอยู่นั้น ผมคิดขึ้นมาแวบหนึ่งว่าดอนฮวนเองแสดงเป็นสิงโตตัวนั้น แต่ผมต้องสลัดความคิดนั้นออกไป เพราะผมมองเห็นเงาของสัตว์สี่เท้ากระโจนไปที่กรงและกระโดดขึ้นหน้าผาไปจริง ๆ

             "ทำไมคุณจึงสับสนในเรื่องนี้" แกพูดออกมา "มันเป็นเสือตัวโตแน่ ๆ จะต้องมีเสือสิงโตนับเป็นพัน ๆ ตัวตามภูเขาแบบนั้น มันเยอะจริง ๆ แหละ แต่เหมือนเคยอีกนั่นแหละ คุณพุ่งความสนใจไปยังเรื่องที่ไม่ตรงจุด มันไม่แปลกเลยที่ว่าสัตว์ตัวนั้นจะเป็นสิงโตหรือกางเกงขายาวของผม อารมณ์ความรู้สึกของคุณในขณะนั้นสำคัญกว่า"
             ในชีวิตของผม ผมไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงของสิงโตที่ย่องเข้ามาเลย เมื่อผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมไม่อยากเชื่อว่าผมอยู่ห่างจากสิงโตจริง ๆ เพียงสองสามฟุต

             เมื่อผมเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ดอนฮวนฟังด้วยความอดทน
             "กลัวพวกสัตว์กินเนื้อตัวโตเหล่านี้ทำไม" แกถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "คุณอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์หลายชนิดที่อยู่แถวนี้ แต่คุณไม่เห็นกลัวเลย คุณไม่ชอบพวกเสือสิงโตอย่างนั้นหรือ"
             "ผมไม่ชอบพวกมันเลย"
             "ถ้าอย่างนั้นก็ลืมเรื่องนี้เสียก็แล้วกัน ความจริงบทเรียนในเรื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่จะล่าสิงโตให้ได้อย่างไร"
             "แล้วมันเป็นบทเรียนเกี่ยวกับอะไรล่ะ"

             "อีกาตัวเล็ก ๆ ตัวนั้นชี้ที่แห่งนั้นให้ผม และในที่แห่งนั้นเอง ผมเห็น โอกาสที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า คุณกระทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปอย่างไรเมื่อมีความรู้สึกอย่างนักรบ
             "ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างที่คุณทำลงไปในคืนที่ผ่านมานั้น ทำด้วยความรู้สึกที่ถูกต้อง ขณะที่คุณกระโดดลงมาจากต้นไม้เพื่อฉวยเอากับดักหนูน้ำแล้ววิ่งมาหาผมนั้น คุณควบคุมตัวเองไว้ได้และในขณะเดียวกันนั้นคุณก็ปล่อยวางอารมณ์ด้วย
             "คุณไม่เป็นง่อยไปเพราะความกลัว และต่อมาอีก ตอนที่ปีนใกล้จะถึงยอดของหน้าผาเมื่อสิงโตครางกระหึ่มขึ้นมา คุณปีนได้ดีเป็นพิเศษ ผมแน่ใจว่า คุณจะไม่เชื่อในสิ่งที่คุณทำลงไปเลย หากคุณมองหน้าผาแห่งนั้นในเวลากลางวัน
             "คุณปล่อยอารมณ์ได้ในระดับหนึ่งและในขณะเดียวกันคุณก็ควบคุมตัวเองได้ด้วยในอีกระดับหนึ่ง คุณไม่ปล่อยตัวเองจนเยี่ยวราดกางเกงด้วยความกลัว แต่คุณก็ปล่อยวางและปีนหน้าผาได้ในความมืด คุณอาจปีนพลาดและตกลงมาตาย การที่จะปีนกำแพงหินขึ้นไปได้ในความมืดนั้นต้องการคุณสมบัติที่ว่าคุณต้องควบคุมสติไว้ได้ และปล่อยวางตัวเองได้ในขณะเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'อารมณ์ของนักรบ'

             ผมบอกว่า สิ่งที่ผมทำลงไปในคืนนั้นเกิดจากความกลัวต่างหาก หาได้เป็นผลที่เกิดจากความรู้สึกที่ควบคุมไว้ได้และปล่อยอารมณ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น
             "ผมรู้เหมือนกัน" แกพูดพร้อมกับยิ้ม "ผมอยากจะแสดงให้คุณรู้ว่า คุณมีความสามารถที่จะผลักดันตัวเองขึ้นเหนือขอบเขตความรู้สึกธรรมดาหากคุณอยู่ในอารมณ์ที่ถูกต้อง นักรบต้องสร้างอารมณ์ของตนขึ้นมา คุณยังไม่รู้ในเรื่องนี้ แต่ความกลัวทำให้คุณอยู่ในอารมณ์ของนักรบ และในตอนนี้คุณทราบเรื่องนี้แล้ว อะไรก็กระตุ้นให้คุณเข้าสู่อารมณ์ของนักรบได้"

             ผมอยากจะเถียงกับแก แต่เหตุผลของผมไม่ชัดพอ ผมรู้สึกหงุดหงิดอย่างอธิบายไม่ได้
             "มันเป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้องเสมอไปที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกดังกล่าว" แกบอก "อารมณ์ชนิดนี้ตัดความเหลวไหลไร้สาระออกไปและทำให้คุณสะอาดปราศจากมลทิน คุณรู้สึกเปี่ยมปีติมากไม่ใช่หรือเมื่อคุณปีนขึ้นมาถึงยอดผา"
             ผมบอกแกว่า ผมเข้าใจสิ่งที่แกพูด แต่ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นเรื่องบ้าเอามาก ๆ ที่นำเอาคำสอนของแกมาใช้ในชีวิตประจำวัน

             "
คุณจำเป็นต้องมีอารมณ์ของนักรบในการกระทำทุกอย่าง" แกบอก "มิฉะนั้นแล้วคุณจะเป็นคนผิดปกติและน่าเกลียดเอามาก ๆ ไม่มีพลังใด ๆ ที่มีในชีวิตขาดความรู้สึกชนิดนี้
             "
จงมองดูตัวคุณสิ ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้คุณขุ่นเคืองและอารมณ์เสีย คุณคร่ำครวญและบ่นออกมา คุณมีความรู้สึกว่าคนทุกคนทำให้คุณเต้นไปตามจังหวะเพลงที่เขาบอก คุณเป็นใบไม้ที่รอคอยความกรุณาจากสายลม ชีวิตของคุณไม่มีพลังเลย มันช่างเป็นความรู้สึกที่น่าเกลียดเหลือเกิ
             "
ในทางตรงกันข้าม นักรบคือพรานนั่นเอง เขาใคร่ครวญในทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นคือการควบคุมตัวเอง แต่เมื่อการใคร่ครวญจบสิ้นลง นักรบจะกระทำ เขาปล่อย และนี่คือการปล่อยวางตัวเอง
             "
นักรบไม่ได้เป็นใบไม้ที่อยู่ในความกรุณาของสายลม ไม่มีใครผลักดันเขา ไม่มีใครสั่งให้นักรบทำสิ่งต่าง ๆ ที่ตรงกันข้ามกับการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วของเขา นักรบเต้นไปตามเพลงของการอยู่รอดและเขามีชีวิตอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

             ผมชอบทัศนะของดอนฮวน แม้ผมว่ามันเป็นจริงไม่ได้เลย ดูมันจะง่ายเกินไปสำหรับโลกอันซับซ้อนที่ผมอยู่
             ดอนฮวนหัวเราะเยาะเหตุผลในคำโต้แย้งของผม ผมยืนยันต่อไปว่า อารมณ์ของนักรบดังที่กล่าวถึงนั้นคงไม่ช่วยให้ผมเอาชนะความรู้สึกที่ถูกเหยียดหยาม หรือความรู้สึกปวดร้าวจากการกระทำของเพื่อนมนุษย์ได้หรอก ในกรณีของการกระทำที่ปราศจากเหตุผลของคนที่โหดเหี้ยมทารุณมาทำร้ายผู้อื่นให้เจ็บปวดเป็นต้น

             แกหัวเราะดังก้อง และยอมรับว่าตัวอย่างดังกล่าวมีส่วนถูกเหมือนกัน
             "
นักรบอาจถูกทำให้เจ็บปวดได้ แต่เขาไม่รู้สึกว่าถูกหยามหยัน" แกบอก "เพราะว่าสำหรับนักรบนั้น ไม่มีอะไรเลยที่มาทำให้ขุ่นเคืองได้ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของเพื่อนมนุษย์ ตราบใดที่การกระทำของเขาทำไปด้วยความรู้สึกที่ถูกต้อง
             "เมื่อคืนที่แล้ว คุณไม่รู้สึกขุ่นเคืองสิงโตตัวนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่ามันไล่ตามเรามา ไม่ได้ทำให้คุณโกรธ ผมไม่ได้ยินคุณด่ามันเลย หรือได้ยินคุณพูดว่ามันไม่ไมีสิทธิที่จะมาไล่ขย้ำเรา มันอาจจะเป็นสัตว์ที่โหดร้ายทารุณที่สุดเท่าที่คุณรู้มา แต่นั่นหาใช่ข้อที่จะนำมาคิดในขณะที่คุณกระเสือกกระสนหนีตาย มีสิ่งเดียวที่ได้ทำไปอย่างถูกเรื่องถูกราว คือการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และนั่นคุณทำได้ดีมาก
             "หากว่าคุณอยู่คนเดียว และสิงโตตามมาทันและขยี้คุณแหลกเหลวลงไป คุณคงไม่ทำแม้แต่บ่นหรือรู้สึกขุ่นเคืองการกระทำของมันเลย
             "
อารมณ์ของนักรบไม่ได้อยู่สูงสุดเอื้อมในโลกของคุณหรือของใครก็ตาม คุณต้องมีความรู้สึกเช่นนี้เพื่อตัดปัญหายุ่ง ๆ ทั้งหลาย"

             ผมอธิบายถึงการที่ผมให้เหตุผลเช่นนั้น สิงโตและเพื่อนมนุษย์ของผมนั้นไม่เหมือนกันเลย เพราะว่าผมคุ้นอยู่กับพฤติกรรมตลบตะแลงของเพื่อนมนุษย์ดี แต่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิงโตเอาเลย การที่ผมโกรธเคืองมนุษย์ ก็เพราะมนุษย์ทำสิ่งโหดร้ายทารุณลงไปทั้ง ๆ ที่รู้ดี"
             "ผมก็รู้ ผมก็รู้เหมือนกันแหละ" ดอนฮวนกล่าวออกมาอย่างอดทน "
การที่จะมีความรู้สึกอย่างนักรบไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ มันเป็นการปฏิวัติทีเดียว การยอมรับสิงโต หนูน้ำ และเพื่อนมนุษย์ว่ามีความเท่าเทียมกันนั้น เป็นการกระทำที่มหัศจรรย์ยิ่งยวดในวิญญาณของความเป็นนักรบ การที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องมีพลัง" 


 


     TOP BOTTOM

             


             
             
             
๑๒. การประลองยุทธของพลัง 


              พฤหัส ๒๘ ธันวาคม ๑๙๖๑
             
               
เราเริ่มเดินทางตั้งแต่เช้ามืด....
             


 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน