*/
  • thitimedia
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thitimedia@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-30
  • จำนวนเรื่อง : 403
  • จำนวนผู้ชม : 2246412
  • จำนวนผู้โหวต : 1400
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1400 คน
<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน 2554
Posted by thitimedia , ผู้อ่าน : 4837 , 21:32:16 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน thitimedia โหวตเรื่องนี้




นวโกวาทเป็นหนังสือสำหรับศึกษาความรู้เบื้องต้นในพระพุทธศาสนา


Credit ของ http://www.learntripitaka.com/

 001            คำชี้แจง
 002     นวโกวาทเป็นหนังสือสำหรับศึกษาความรู้เบื้องต้นในพระพุทธ-
 003 ศาสนา  ซึ่งแพร่หลายมากที่สุด   ได้ยินว่าเดิมหนังสือนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้ง
 004 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส   เสด็จประทับอยู่
 005 ณ  วัดมกุฏกษัตริยาราม  (พ.ศ.  ๒๔๔๒-๔)  ได้ทรงเลือกแปลธรรมวินัย
 006 ในพระไตรปิฎกสำหรับทรงสั่งสอนภิกษุสามเณรในวัดนั้น  ผู้ศึกษาต้ง
 007 จดไปท่องบ่นกันก่อน  ต่อมาเมื่อเสด็จกลับมาประทับ ณ  วัดบวรนิเวศ-
 008 วิหารแล้ว  ก็ยังทรงสั่งสอนด้วยวิธีนั้น  ภายหลังจึงรับสั่งให้รวบรวมข้อ
 009 ธรรมวินัยนั้น ๆ  พิมพ์ขึ้นสำหรับเป็นแบบเรียนธรรมวินัยของมหามกุฏ-
 010 ราชวิทยาลัยสืบมา  เพราะนวโกวาทนี้ไม่ได้ทรงแต่งอย่างหนังสืออื่น  จึงมี
 011 คำแปลชื่อธรรมบางอย่างในหมวดนั้น ๆ  ต่างกันด้วยพลความ  เหมือนกัน
 012 ด้วยอรรถรส.
 013     ในการพิมพ์ครั้งที่ ๙/๒๔๔๗  และครั้งที่  ๑๒/๒๔๕๓  ได้ทรงแก้ไข
 014 เพิ่มเติม  ตามที่ปรากฏในคำนำนั้นแล้ว.  ต่อมาเมื่อครั้งที่ ๓๐/๒๔๖๘
 015 และครั้งที่ ๓๗/๒๔๗๗  ก็มีแก้ไขเพิ่มเติมอีก  ส่วนการพิมพ์ครั้งที่
 016 ๓๘/๒๔๗๙  นี้    ได้ตั้งใจว่าจะพยายามรักษาแบบของสมเด็จพระมหา-
 017 สมณเจ้า ฯ  ไว้  เพราะฉะนั้น  แม้มีคำแปลชื่อธรรมต่างกันบ้างดังกล่าว
 018 แล้ว  ก็คงไว้อย่างนั้น  แต่คำใดที่สันนิษฐานได้ว่าเคลื่อนคลาดจาก
 019 ฉบับเดิมเพราะการพิมพ์เป็นต้น  และเพราะประการอื่น  ได้ปรับคำ
 020 นั้น ๆ  ให้เข้าแนวบาลีอรรถกถาและระเบียบ  ไม่มีเพิ่มข้อธรรมอื่นใดขึ้นอีก
 021 เพราะได้เตรียมการแต่งธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๑  มีอธิบายดุจธรรมวิภาค
 022 ปริเฉทที่ ๒  ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว  ถ้ามีแก้ไขเพิ่มเติม  จักทำในที่นั้น.
 023     อนึ่ง  เมื่อพิมพ์ครั้งที่ ๓๗/๒๔๗๗  พระราชสุธี  (วิจิตร  อาภากโร
 024 ป. ธ.  ๙)  วัดมหาธาตุ  ได้รับมอบจากที่ประชุมคณะกรรมการตรวจชำระ
 025 แบบเรียนให้ค้นหาที่มาแห่งธรรมนั้น ๆ มาลงไว้แผนก ๑  ส่วนในการ
 026 พิมพ์ครั้งนี้  กรรมการกองตำราได้ค้นที่มาเพิ่มเติมและลงไว้ในที่สุดแห่ง
 027 ชื่อธรรมนั้น ๆ  ด้วยอักษรย่อนามคัมภีร์และเลขหน้าแห่งเดียวบ้างหลาย
 028 แห่งบ้าง  เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นประโยชน์ในการสอบสวน  ส่วนที่ยัง
 029 ค้นไม่พบ  ได้ปล่อยว่างไว้ก่อน.
 030     ถึงอย่างไรก็ดี  ข้าพเจ้าทั้งหลายได้จัดทำด้วยกุศลเจตนา  หวังบูชา
 031 พระคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ  พระองค์นั้น  และมุ่งประโยชน์เกื้อกูล
 032 แก่กุลบุตรทั้งหลาย  ด้วยประการฉะนี้แล.
 033                     พระมหาทองสืบ  จารุวณฺโณ  ป.ธ. ๙
 034                         หัวหน้ากองตำรา
 035 มหามกุฏราชวิทยาลัย
 036 ๓  พฤศจิกายน  ๒๔๗๙


 037                                               คำนำ  
 038                                ( พิมพ์ครั้งที่ ๓๐/๒๔๖๘ )
 039            เมื่อสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ทรง
 040 พระนิพนธ์หนังสือวินัยมุขขึ้นแล้ว  ไม่ทันมีโอกาสที่จะทรงแก้ไขสำนวน
 041 ความเรียงในส่วนวินัยบัญญัติ ซึ่งปรากฏความแผกเพี้ยนบางบทบางตอน
 042 ยากในการหมายใจสังเกตรูปความเมื่อเทียบเคียงของผู้แรกศึกษา  ตลอด
 043 เวลาจนสิ้นพระชนม์  เห็นสมควรที่จะชำระอนุโลมตามเค้าเงื่อนแห่ง
 044 วินัยมุข  ข้าพเจ้าจึงแก้ไขให้สอดคล้องกันในส่วนเค้าความและคำที่เรียง
 045 นั้น ๆ  ซึ่งอาศัยคำแปลในวินัยมุขเป็นหลัก.
 046                             พระสาสน

โสภณ
 047 วัดเทพศิรินทราวาส
 048 วันที่ ๑  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๔๖๘


 049                                             คำนำ
 050                              ( พิมพ์ครั้งที่ ๑๒/๒๔๕๓ )
 051            เมื่อหนังสือนี้ฉบับที่ ๑๑  หมดแล้ว  จะได้พิมพ์ฉบับที่ ๑๒  ได้
 052 เพิ่มหมวดธรรมที่สาควรจะรู้เข้าอีกหลายหมวด  เพราะเห็นว่าหนังสือนี้
 053 ได้ใช้แพร่หลาย  ไม่เฉพาะแต่ภิกษุใหม่  ควรจะให้ความรู้กว้างขวาง
 054 ออกไป.  หมวดธรรมที่เพิ่มคราวนี้  ทุกะหมวด ๒  และหมวดธรรม
 055 อันสงเคราะห์เข้าในโพธิปักขิยธรรมเป็นพื้น.  เมื่อเพิ่มขึ้นดังนี้  ข้อศึกษา
 056 ของภิกษุใหม่ก็มากขึ้น  ภิกษุผู้มีสติปัญญาพอประมาณหรือค่อนข้างทราม
 057 จะเรียนไม่จบก็อาจเป็นได้.  เมื่อเป็นเช่นนี้  อุปัชฌายะอาจารย์ผู้ฝึกหัด
 058 จะงดธรรมบางหมวดที่ไม่ใช้สำหรับภิกษุใหม่  หรือที่มีซ้ำกับหมวดธรรม
 059 อื่นบ้างแล้ว  ไม่ใช้สอนก็ควร.  นอกจากนี้  คราวนี้ยังได้แก้สำนวนใน
 060 หนังสือนี้ด้วย.
 061                         กรมหลวงวชิรญาณวโรรส
 062 วัดบวรนิเวศวิหาร
 063 วันที่ ๙  สิงหาคม  ร.ศ.  ๑๒๙


 064                                                คำนำ
 065                                 ( พิมพ์ครั้งที่ ๙/๒๔๔๗ )
 066            แต่เดิม  ในหนังสือนี้  ไม่ค่อยใช้ศัพท์บาลี  แต่งขึ้นสำหรับเหมาะ
 067 แก่ผู้เริ่มศึกษาในยุคนี้  ใช้บ้างแต่ในที่จะย่นความกำหนดหรือความจำเข้า
 068 ได้ดีกว่าใช้คำไทย  ภายหลังหนังสือนี้แพร่หลายไปในหมู่ญาติโยมของผู้
 069 บวชใหม่ ผู้ได้สดับมากต่างก็พอใจในความคิดแต่งหนังสือนี้  แต่เห็นกัน
 070 โดยมากว่า  ถ้าใช้ศัพท์บาลีเข้าด้วยจะดีขึ้นอีกมาก  เหตุว่า  คนชั้นผู้ใหญ่
 071 เคยศึกษาในศัพท์บาลี  เมื่อไม่พบศัพท์บาลีก็ชักให้งง.  มักต้องนึกเทียบ
 072 ศัพท์บาลีก่อนจึงจะเข้าใจได้ตลอดดีว่า  ธรรมหมวดนั้น ๆ  เล็งเอาพระ
 073 บาลีหมวดนั้น ๆ  ถึงการกำหนดหรือการจำเล่า  ท่านก็เห็นว่าศัพท์บาลี
 074 ง่ายกว่า  ยกขึ้นพูดก็สะดวกกว่า.  หวังจะให้หนังสือนี้เป็นไปตามประสงค์
 075 ของคนชั้นผู้ใหญ่ด้วย  จึงได้เติมศัพท์บาลีเข้าด้วยในหมวดธรรมที่มีคำ
 076 บาลีสำหรับใช้เฉพาะศัพท์  เว้นไว้แต่หมวดธรรมที่จะต้องใช้คำผสมเป็น
 077 ประโยค  เช่นในอภิณหปัจจเวกขณะข้อต้นว่า  ชราธมฺโมฺหิ  ชรํ  อนตีโต
 078 ซึ่งแปลว่า  เรามีความแก่เป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้  ใน
 079 หมวดธรรมเช่นนี้  ยังคงใช้คำไทยล้วนตามเดิม  จะใช้ประโยคบาลีเข้าด้วย
 080 ก็จะกลายเป็นหนังสือสวดมนต์แปลไป  ผิดกับความประสงค์เดิม  จะพา
 081 ให้ผู้บวชใหม่ท้อถอยในการศึกษาพระธรรมวินัย  ถึงศัพท์บาลีที่ใช้นั้น
 082 ก็เรียงไว้ต่างวิธีกัน  เรียงไว้ข้างต้นก็มี  ข้างท้ายก็มี ที่เรียงไว้ข้างต้นนั้น
 083 ผู้เริ่มศึกษาไม่ถนัดกำหนดหรือจำศัพท์บาลี  จะงดเสีย  กำหนดหรือจำแต่
 084 ความไทยก็ได้  ถ้ากำหนดหรือจำได้ด้วย  ก็เป็นอันได้ความรู้กว้างขวาง
 085 ออกไป จะอ่านหนังสือธรรม  หรือฟังเทศนา  ก็จะกำหนดได้ง่ายขึ้น
 086 ที่เรียงไว้ข้างท้ายนั้น  เป็นศัพท์พิเศษใช้เฉพาะข้อความนั้น  สมควรที่จะ
 087 รู้ไว้.  ถึงท่านผู้เป็นอุปัชฌายะหรืออาจารย์  ผู้จะฝึกภิกษุสามเณรบวชใน
 088 สำนักของตน  ก็ควรรู้จักผ่อนปรนฝึกฝนตามสมควรแก่อุปนิสัยของเธอ
 089 ทั้งหลาย  ถือเอาความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัยเป็นประมาณ.  เมื่อเป็น
 090 คราวที่ควรจะแก้ไขหนังสือฉบับนี้ใหม่  จึงได้เพิ่มหมวดธรราที่สมควร
 091 อันยังไม่มีในนี้เข้าอีกบ้าง  ทั้งเรียบเรียงใหม่ในพวกหนึ่ง ๆ  ให้ลุ่มลึกไป
 092 โดยลำดับ จับแต่ง่ายไปหายาก  เพื่อให้ง่ายแก่ผู้ยังจะต้องใช้ความจำเบื้อง
 093 หน้า.  ฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพียงเท่านี้.
 094                         กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
 095 วัดบวรนิเวศวิหาร
 096 วันที่  ๓๐  มิถุนายน  ร.ศ.  ๑๒๓


 097                                             คำนำ
 098                               ( พิมพ์ครั้งที่ ๕/๒๔๔๒ )
 099            หนังสือเล่มนี้  เรียงย่อเกินประมาณดังนี้  สำหรับภิกษุสามเณร
 100 บวชใหม่,  เพราะผู้บวชใหม่ย่อมบวชเพียงพรรษาเดียว  คือสี่เดือนเป็น
 101 พื้น;  อุปัชฌายะอาจารย์ผู้หวังความรู้แก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก  ต้อง
 102 หาอุบายสั่งสอนให้เขาได้ความรู้มากที่สุดตามแต่จะเป็นได้,  ถ้าใช้แบบ
 103 สอนที่พิสดาร  เรียนรู้ยังไม่ถึงไหนก็ถึงเวลาสึก  จึงต้องใช้แบบย่อให้จุ
 104 ข้อความที่ควรจะศึกษา  นี้เป็นเหตุเริ่มเรียงหนังสือเล่านี้ขึ้น  หนังสือนี้
 105 ถึงเป็นแบบย่อ  ถ้าเข้าใจวิธีสอน  ก็ทำให้ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่เข้าใจ
 106 กว้างขวางได้เหมือนกัน  ข้าพเจ้าได้ใช้ฝึกศิษย์ด้วยวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้.
 107            ให้ผู้ศึกษากำหนดจำหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ให้ได้ตลอด  เอาแต่
 108 ใจความ  ไม่ต้องจำถึงพยัญชนะ,  แต่คนอ่านแล้วถอดใจความจำไว้ในใจ
 109 ไม่ได้  ยังต้องท่องเหมือนท่องสวดมนต์;  กำหนดระยะให้ ๓  เดือน  ( ยก
 110 เดือนต้นไว้สำหรับยุรพกิจอย่างอื่น ),  เดือนที่ ๒  วินัยบัญญัติ  เดือนที่ ๓
 111 ธรรมวิภาค,  เดือนท้ายเมื่อจวนสึก คิหิปฏิบัติ.  ผู้ประกอบด้วยสติปัญญา
 112 อุตสาหะกล้าก็ได้เร็วกว่ากำหนด,  ปานกลางก็พอทันกำหนด,  ทรามก็
 113 ไม่ทันกำหนด.  ในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น  ในชั้นต้น  เมื่อถึงกถาอะไร
 114 ได้สอบถามให้เล่าหัวข้อเหล่านั้นให้ฟังจนเห็นว่าขึ้นใจแล้ว.  ส่วนวินัย
 115 ให้ผูกเป็นปัญหาให้ตัดสิน,  ปัญหานั้นให้ตัดสินได้ด้วยเทียบตามแบบ
 116 เช่น   " ภิกษุพยาบาลคนไข้  วางยาผิด  คนไข้ตาย, จะต้องปาราชิก
 117 หรือไม่ ? "   ผู้ตอบต้องใคร่ครวญดูเจตนาของผู้วางยาว่า  เหมือนกับ
 118 เจตนาของผู้ที่กล่าวไว้ในแบบหรือไม่ ?  เท่านี้ก็ตัดสินได้.  ถึงธรรมวิภาค
 119 และคิหิปฏิบัติก็มีปัญหาถามเหมือนกัน  เช่น   " อย่างไร ความคบสัตบุรุษ
 120 เป็นต้น  จึงเป็นเครื่องเจริญของมนุษย์ ? "   ในที่นี้ผู้ตอบต้องอธิบายตาม
 121 ความเห็นของตนให้สมแก่รูปปัญหา.  อีกข้อหนึ่ง   " ทรัพย์ที่จับจ่ายด้วย
 122 ประการไร  จึงได้ชื่อว่าเป็นประโยชน์ ? "   ในที่นี้ต้องเอากระทู้ความใน
 123 หมวดที่ว่าด้วยประโยชน์เกิดแต่การถือเอาโภคทรัพย์  มาอธิบายแก้ให้สม
 124 รูปปัญหา.  เมื่อถึงกำหนด  ได้มีการสอบความรู้ใน ๓  อย่างนั้น  เพื่อ
 125 เป็นอุบายให้เอาใจใส่ดีขึ้น.
 126            ยังมีวิธีที่ช่วยทำให้ผู้บวชใหม่  ได้ความรู้กว้างขวางออกไปกว่านี้อีก.
 127 ส่วนวินัย  ถามปัญหาให้เทียบตามแบบไม่ได้  เช่น  " ภิกษุตีเด็ด ต้อง
 128 อาบัติอะไร ? "   ในแบบมีแต่ว่าตีภิกษุต้องปาจิตตีย์.  เช่นนี้ทำให้ค้นคว้า
 129 ในสิกขาเล่มใหญ่๑  พอพบแล้วก็จำได้ทันที.  ส่วนธรรมวิภาคนั้นได้แจก
 130 กระทู้พุทธภาษิต๒  เช่น   " คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร,  ได้ชื่อเสียง
 131 เพราะความสัตย์ "  วันละข้อ.  แจกให้อย่างเดียวกันหมด  ให้ไปแต่งแก้
 132 แล้วนำมาอ่านในที่ประชุมในกำหนด;  ผู้แต่งต้องตริตรองด้วยน้ำใจให้
 133 เห็นเองก่อนว่า   " ความเพียรเป็นเหตุ,  ความล่วงทุกข์เป็นผล.  ความ
 134 สัตย์เป็นเหตุ,  ชื่อเสียงเป็นผล; "   จึงจะเรียงความแต่งมาอ่านได้  ใน
 135 เวลาที่อ่าน  ต่างคนก็ต่างมุ่งฟังของกันและกัน.  เมื่อใครอธิบายดี  ก็
 136 จำไว้,  และที่สุดได้รับวินิจฉัย  ว่าถูกหรือผิด.  ข้อนี้เป็นเหตุให้ค้นคว้า
 137 ข้อความในหนังสือธรรมมาอธิบาย  ได้ความรู้กว้างขวางและตริตรองเห็น
 138 ความดี  เห็นความชั่ว  ด้วยน้ำใจเอง.
 139            หนังสือเล่มนี้  แต่งขึ้นสำหรับสอนภิกษุสามเณรบวชใหม่ให้พอควร
 140 แก่เวลาจะศึกษาได้  จึงตั้งชื่อว่า  นวโกวาท  และมีข้อความแต่โดยย่อ ๆ
 141 เพียงเท่านี้.
 142                             กรมหมื่น

วชิรญาณวโรรส
 143 วัดบวรนิเวศวิหาร
 144 วันที่ ๒๑  พฤษภาคม  ร.ศ.  ๑๑๘

๑.  มหาขันธก์,  บุพพสิกขาวรรณนา,  วินัยมุข.   ๒.  วิธีสอนแบบนี้  ภายหลังได้ทรงรวบรวม
ขึ้นเป็นหนังสือพุทธศาสนสุภาษิต.

 001                                        นวโกวาท
 002                                      วินัยบัญญัติ

 003                                  อนุศาสน์  ๘  อย่าง 
 004                               นิสสัย ๔  อกรณียกิจ ๔
 005            ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต  เรียกนิสสัย  มี ๔ อย่าง  คือ
 006 เที่ยวบิณฑบาต ๑  นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๑  อยู่โคนไม้ ๑  ฉันยาดองด้วย
 007 น้ำมูตรเน่า ๑.
 008            กิจที่ไม่ควรทำ  เรียกอกรณียกิจ  มี ๔ อย่าง  คือ  เสพเมถุน ๑
 009 ลักของเขา ๑  ฆ่าสัตว์ ๑  พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ๑  กิจ
 010 ๔ อย่างนี้  บรรพชิตทำไม่ได้.
 011                               สิกขาของภิกษุมี ๓ อย่าง
 012            คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา.  ความสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อย  ชื่อว่า
 013 ศีล.  ความรักษาใจมั่น  ชื่อว่าสมาธิ.  ความรอบรู้ในกองสังขาร
 014 ชื่อว่าปัญญา.
 015            โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม  เรียกว่า
 016 อาบัติ.  อาบัตินั้นว่าโดยชื่อ  มี ๗ อย่าง  คือ ปาราชิก ๑
 017 สังฆาทิเสส ๑  ถุลลัจจัย ๑  ปาจิตตีย์ ๑  ปาฏิเทสนียะ ๑  ทุกกฏ ๑
 018 ทุพภาสิต ๑

 001            ปาราชิกนั้น  ภิกษุต้องเข้าแล้วขาดจากภิกษุ.  สังฆาทิเสสนั้น
 002 ต้องเข้าแล้ว  ต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้.  อาบัติอีก ๕ อย่างนั้น  ภิกษุ
 003 ต้องเข้าแล้ว ต้องแสดงต่อหน้าสงฆ์หรือคณะหรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึง
 004 พ้นได้.
 005            อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติเหล่านี้ ๖ อย่าง  คือ  ต้องด้วยไม่ละอาย ๑
 006 ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ ๑  ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง ๑  ต้อง
 007 ด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่
 008 ควร ๑  ต้องด้วยลืมสติ ๑.
 009            ข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม  ซึ่งยกขึ้นเป็นสิกขาบท  ที่มาในพระ-
 010 ปาติโมกข์ ๑  ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์ ๑.
 011            สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์นั้น  คือ  ปาราชิก ๔  สังฆาทิเสส ๑๓
 012 อนิยต ๒  นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐  ปาจิตตีย์ ๙๒  ปาฏิเทสนียะ ๔
 013 เสขิยะ ๗๕  รวมเป็น ๒๒๐  นับทั้งอธิกรณสมถะด้วยเป็น ๒๒๗.
 014                                      ปาราชิก ๔       
 015            ๑.  เสพเมถุน ต้องปาราชิก.
 016            ๒.  ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้  ได้ราคา ๕ มาสก
 017 ต้องปาราชิก.
 018            ๓.  ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย  ต้องปาราชิก.
 019            ๔.  ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม  ( คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ )  ที่
 020 ไม่มีในตน  ต้องปาราชิก.

 001                                      สังฆาทิเสส ๑๓
 002            ๑.  ภิกษุแกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน  ต้องสังฆาทิเสส.
 003            ๒.  ภิกษุมีความกำหนัดอยู่  จับต้องกายหญิง  ต้องสังฆาทิเสส.
 004            ๓.  ภิกษุมีความกำหนัดอยู่  พูดเกี้ยวหญิง  ต้องสังฆาทิเสส.
 005            ๔.  ภิกษุมีความกำหนัดอยู่  พูดล่อให้หญิงบำเรอตนด้วยกาม
 006 ต้องสังฆาทิเสส.
 007            ๕.  ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน  ต้องสังฆาทิเสส.
 008            ๖.  ภิกษุสร้างกุฎีที่ต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดิน  ซึ่งไม่มีใคร
 009 เป็นเจ้าของ  จำเพาะเป็นที่อยู่ของตน  ต้องทำให้ได้ประมาณ  โดยยาว
 010 เพียง ๑๒  คืบพระสุคต  โดยกว้างเพียง ๗ คืบ  วัดในร่วมใน  และ
 011 ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน  ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก็ดี  ทำให้เกินประมาณ
 012 ก็ดี  ต้องสังฆาทิเสส.
 013            ๗.  ถ้าที่อยู่ซึ่งจะสร้างขึ้นนั้น  มีทายกเป็นเจ้าของ  ทำให้เกิน
 014 ประมาณนั้นได้  แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน  ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่
 015 ให้ก่อน  ต้องสังฆาทิเสส.
 016            ๘.  ภิกษุโกรธเคือง  แกล้งโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล
 017 ต้องสังฆาทิเสส.
 018            ๙.  ภิกษุโกรธเคือง  แกล้งหาเลสโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก
 019 ต้องสังฆาทิเสส.

 001          ๑๐.  ภิกษุพากเพียรเพื่อจะทำลายสงฆ์ให้แตกกัน  ภิกษุอื่นห้าม
 002 ไม่ฟัง  สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น  ถ้าไม่ละ  ต้อง
 003 สังฆาทิเสส
 004          ๑๑.  ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์นั้น  ภิกษุอื่นห้าม
 005 ไม่ฟัง  สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น  ถ้าไม่ละ  ต้อง
 006 สังฆาทิเสส.
 007          ๑๒.  ภิกษุว่ายากสอนยาก  ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง  สงฆ์สวดกรรม
 008 เพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น  ถ้าไม่ละ  ต้องสังฆาทิเสส.
 009          ๑๓.  ภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประจบคฤหัสถ์  สงฆ์ไล่เสียจาก
 010 วัด  กลับว่าติเตียนสงฆ์  ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง  สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้
 011 ละข้อที่ประพฤตินั้น  ถ้าไม่ละ  ต้องสังฆาทิเสส.
 012                                            อนิยต ๒
 013            ๑.  ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง  ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้
 014 มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๓  อย่าง  คือ  ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส  หรือปาจิตตีย์
 015 อย่างใดอย่างหนึ่ง  ภิกษุรับอย่างใด  ให้ปรับอย่างนั้น  หรือเขาว่า
 016 จำเพาะธรรมอย่างใด  ให้ปรับอย่างนั้น.
 017            ๒.  ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง  ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้
 018 มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๒  อย่าง  คือ  สังฆาทิเสส  หรือปาจิตตีย์  อย่างใด
 019 อย่างหนึ่ง  ภิกษุรับอย่างใด  ให้ปรับอย่างนั้น  หรือเขาว่าจำเพาะ
 020 ธรรมอย่างใด  ให้ปรับอย่างนั้น.

 001                   นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐  แบ่งเป็น ๓ วรรค
 002                               มีวรรคละ ๑๐ สิกขาบท
 003                                        จีวรวรรคที่ ๑
 004            ๑.  ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียง ๑๐  วันเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าล่วง
 005 ๑๐ วันไป  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 006            ๒.  ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์
 007 เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
 008            ๓.  ถ้าผ้าเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ๆ ประสงค์จะทำจีวร  แต่ยังไม่พอ
 009 ถ้ามีที่หวังว่าจะได้มาอีก  พึงเก็บผ้านั้นไว้ได้เพียงเดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง
 010 ถ้าเก็บไว้ให้เกินเดือนหนึ่งไป  แม้ถึงยังมีที่หวังว่าจะได้อยู่  ต้อง
 011 นิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 012            ๔.  ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ  ให้ซักก็ดี  ให้ย้อมก็ดี  ให้
 013 ทุบก็ดี  ซึ่งจีวรเก่า  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 014            ๕.  ภิกษุรับจีวรแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นไว้แต่แลก
 015 เปลี่ยนกัน  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 016            ๖.  ภิกษุขอจีวรต่อคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา  ได้มา  ต้อง
 017 นิสสัคคิยปาจิตตีย์  เว้นไว้แต่มีสมัยที่จะขอจีวรได้  คือ เวลาภิกษุมี
 018 จีวรอันโจรลักไป  หรือมีจีวรอันฉิบหายเสีย.

 001            ๗.  ในสมัยเช่นนั้น  จะขอเขาได้ก็เพียงผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น  ถ้าขอ
 002 ให้เกินกว่านั้น  ได้มา  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 003            ๘.  ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา  เขาพูดว่า  เขาจะถวาย
 004 จีวรแก่ภิกษุชื่อนี้  ภิกษุนั้นทราบความแล้ว  เข้าไปพูดให้เขาถวายจีวร
 005 อย่างนั้นอย่างนี้  ที่มีราคาแพงกว่าดีกว่าที่เขากำหนดไว้เดิม  ได้มา  ต้อง
 006 นิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 007            ๙.  ถ้าคฤหัสถ์ผู้จะถวายจีวรแก่ภิกษุมีหลายคน  แต่เขาไม่ใช่ญาติ
 008 ไม่ใช่ปวารณา  ภิกษุไปพูดให้เขารวมทุนเข้าเป็นอันเดียวกัน  ให้ซื้อ
 009 จีวรที่แพงกว่าดีกว่าที่เขากำหนดไว้เดิม  ได้มา  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 010          ๑๐.  ถ้าใคร ๆ  นำทรัพย์มาเพื่อค่าจีวรแล้วถามภิกษุว่า  ใครเป็น
 011 ไวยาวัจกรของเธอ  ถ้าภิกษุต้องการจีวร  ก็พึงแสดงคนวัดหรือ
 012 อุบาสกว่า   ผู้นี้เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย  ครั้นเขามอบหมาย
 013 ไวยาวัจกรนั้นแล้ว  สั่งภิกษุว่า  ถ้าต้องการจีวร  ให้เข้าไปหา
 014 ไวยาวัจกร  ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาเขาแล้วทวงว่า  เราต้องการจีวร  ดังนี้
 015 ได้ ๓  ครั้ง  ถ้าไม่ได้จีวร  ไปยืนแต่พอเขาเห็นได้ ๖ ครั้ง  ถ้าไม่ได้
 016 ขืนไปทวงให้เกิน ๓ ครั้ง  ยืนเกิน๖ ครั้ง  ได้มา ต้องนิสสัคคิย-
 017 ปาจิตตีย์.  ถ้าไปทวงและยืนครบกำหนดแล้วไม่ได้จีวร  จำเป็นต้อง
 018 ไปบอกเจ้าของเดิมว่า  ของนั้นไม่สำเร็จประโยชน์แก่ตน  ให้เขาเรียก
 019 เอาของเขาคืนเสีย.

 001                                       โกสิยวรรคที่ ๒
 002            ๑.  ภิกษุหล่อสันถัตด้วยขนเจียมเจือด้วยไหม  ต้องนิสสัคคิย-
 003 ปาจิตตีย์. 
 004            ๒.  ภิกษุหล่อสันถัดด้วยขนเจียมดำล้วน  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 005            ๓.  ภิกษุจะหล่อสันถัตใหม่  พึงใช้ขนเจียมดำ ๒  ส่วน  ขนเจียมขาว
 006 ส่วนหนึ่ง  ขนเจียมแดงส่วนหนึ่ง  ถ้าใช้ขนเจียมดำเกน ๒ ส่วนขึ้นไป
 007 ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 008            ๔.  ภิกษุหล่อสันถัตใหม่แล้ว  พึงใช้ให้ได้ ๖  ปี  ถ้ายังไม่ถึง ๖  ปี
 009 หล่อใหม่  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์  เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
 010            ๕.  ภิกษุจะหล่อสันถัต  พึงตัดเอาสันถัตเก่าคืบหนึ่งโดยรอบมา
 011 ปนลงในสันถัตที่หล่อใหม่  เพื่อจะทำลายให้เสียสี  ถ้าไม่ทำดังนี้  ต้อง
 012 นิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 013            ๖.  เมื่อภิกษุเดินทางไกล  ถ้ามีใครถวายขนเจียม  ต้องการก็รับได้
 014 ถ้าไม่มีใครนำมา  นำมาเองได้เพียง ๓ โยชน์  ถ้าให้เกิน ๓ โยชน์ไป
 015 ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 016            ๗.  ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ให้ซักก็ดี  ให้ย้อมก็ดี  ให้สาง
 017 ก็ดี  ซึ่งขนเจียม  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 018            ๘.  ภิกษุรับเองก็ดี  ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี  ซึ่งทองและเงิน  หรือยินดี
 019 ทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

 001            ๙.  ภิกษุทำการซื้อขายด้วยรูปิยะ  คือของที่เขาใช้เป็นทองและเงิน
 002 ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 003          ๑๐.  ภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 
 004                                       ปัตตวรรคที่ ๓
 005            ๑.  บาตรนอกจากบาตรอธิษฐานเรียกอติเรกบาตร  อติเรกบาตร
 006 นั้น  ภิกษุเก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าให้ล่วง ๑๐ วันไป  ต้อง
 007 นิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 008            ๒.  ภิกษุมีบาตรร้าวยังไม่ถึง ๑๐ นิ้ว  ขอบาตรใหม่แต่คฤหัสถ์
 009 ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา  ได้มา  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 010            ๓.  ภิกษุรับประเคนเภสัชทั้ง ๕  คือ  เนยใส  เนยข้น  น้ำมัน
 011 น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  แล้วเก็บไว้ฉันได้เพียง ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าให้ล่วง
 012 ๗  วันไป  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 013            ๔.  เมื่อฤดูร้อนยังเหลืออยู่อีกเดือนหนึ่ง  คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่ง
 014 เดือน ๗  จึงแสวงหาผาอาบน้ำฝนได้  เมื่อฤดูร้อนเหลืออยู่อีกกึ่งเดือน
 015 คือตั้งแต่ขึ้นค่ำหนึ่งเดือน ๘ จึงทำนุ่งได้  ถ้าแสวงหาหรือทำนุ่งให้ล้ำกว่า
 016 กำหนดนั้นเข้ามา  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 017            ๕.  ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุอื่นแล้ว  โกรธ  ชิงเอาคืนมาเองก็ดี  ใช้
 018 ให้ผู้อื่นชิงเอามาก็ดี  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 019            ๖.  ภิกษุขอด้ายแต่คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา  เอามาให้
 020 ช่างหูกทอเป็นจีวร  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.          

 001            ๗.  ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา  สั่งให้ช่างหูกทอจีวร
 002 เพื่อจะถวายแก่ภิกษุ  ถ้าภิกษุไปกำหนดให้เขาทำให้ดีขึ้นด้วยจะให้รางวัล
 003 แก่เขา  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
 004            ๘.  ถ้าอีก ๑๐ วันจะถึงวันปวารณา  คือตั้งแต่ขึ้น ๖ ค่ำ  เดือน ๑๑
 005 ถ้าทายกรีบจะถวายผ้าจำนำพรรษา  ก็รับเก็บไว้ได้  แต่ถ้าเก็บไว้เกิน
 006 กาลจีวรไป  ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  กาลจีวรนั้นดังนี้  ถ้าจำพรรษาแล้ว
 007 ไม่ได้กรานกฐิน  นับแต่วันปวารณาไปเดือนหนึ่ง  คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่ง
 008 เดือน ๑๑  ถึงกลางเดือน ๑๒  ถ้าได้กรานกฐินนับแต่วันปวารณาไป
 009 ๕ เดือน  คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑  ถึงกลางเดือน ๔.
 010            ๙.  ภิกษุจำพรรษาในเสนาสนะป่าซึ่งเป็นที่เปลี่ยว  ออกพรรษา
 011 แล้ว  อยากจะเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในบ้าน  เมื่อมีเหตุก็เก็บไว้ได้
 012 เพียง ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าเก็บไว้ให้เกิน ๖ คืนไป  ต้องนิสสัคคิย-
 013 ปาจิตตีย์  เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
 014          ๑๐.  ภิกษุรู้อยู่  น้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน  ต้อง
 015 นิสสัคคิยปาจิตตีย์.

 001                                    ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท
 002                           มุสาวาทวรรคที่ ๑  มี ๑๐ สิกขาบท
 003            ๑.  พูดปด  ต้องปาจิตตีย์.
 004            ๒.  ด่าภิกษุ  ต้องปาจิตตีย์.
 005            ๓.  ส่อเสียดภิกษุ  ต้องปาจิตตีย์.
 006            ๔.  ภิกษุสอนธรรมแก่อนุปสัมบัน  ถ้าว่าพร้อมกัน  ต้องปาจิตตีย์.
 007            ๕.  ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับอนุปสัมบัน  เกิน ๓ คืน
 008 ขึ้นไป  ต้องปาจิตตีย์.
 009            ๖.  ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับผู้หญิง  แม้ในคืนแรก
 010 ต้องปาจิตตีย์.
 011            ๗.  ภิกษุแสดงธรรมแก่ผู้หญิง  เกินกว่า ๖ คำขึ้นไป  ต้อง
 012 ปาจิตตีย์.  [ ๑ ]
 013            ๘.  ภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง  แก่อนุปสัมบัน  ต้อง
 014 ปาจิตตีย์.
 015            ๙.  ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่อนุปสัมบัน  ต้อง
 016 ปาจิตตีย์.  [ ๒ ]
 017          ๑๐.  ภิกษุขุดเองก็ดี  ใช้ให้ผู้อื่นขุดก็ดี  ซึ่งแผ่นดิน  ต้องปาจิตตีย์.

๑.  เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย.   ๒.  เว้นไว้แต่ได้สมมติ.

 001                        ภูตคามวรรคที่ ๒  มี ๑๐ สิกขาบท 
 002            ๑.  ภิกษุพรากของเขียวซึ่งเกิดอยู่กับที่  ให้หลุดจากที่  ต้อง
 003 ปาจิตตีย์.
 004            ๒.  ภิกษุประพฤติอนาจาร  สงฆ์เรียกตัวมาถาม  แกล้งพูดกลบ-
 005 เกลื่อนก็ดี  นิ่งเสียไม่พูดก็ดี  ถ้าสงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ  ต้อง
 006 ปาจิตตีย์.
 007            ๓.  ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นที่สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทำการสงฆ์  ถ้าเธอ
 008 ทำโดยชอบ  ติเตียนเปล่า ๆ  ต้องปาจิตตีย์.
 009            ๔.  ภิกษุเอาเตียง  ตั่ง  ฟูก  เก้าอี้  ของสงฆ์ไปตั้งในที่แจ้งแล้ว
 010 เมื่อหลีกไปจากที่นั้น  ไม่เก็บเองก็ดี  ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี  ไม่มอบหมาย
 011 แก่ผู้อื่นก็ดี  ต้องปาจิตตีย์.
 012            ๕.  ภิกษุเอาที่นอนของสงฆ์ปูนอนในกุฎีสงฆ์แล้ว  เมื่อหลีกไป
 013 จากที่นั้น  ไม่เก็บเองก็ดี  ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี  ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี
 014 ต้องปาจิตตีย์.
 015            ๖.  ภิกษุรู้อยู่ว่า กุฎีนี้มีผู้อยู่ก่อน  แกล้งไปนอนเบียด  ด้วยหวัง
 016 จะให้ผู้อยู่ก่อนคับแคบใจเข้าก็จะหลีกไปเอง  ต้องปาจิตตีย์.
 017            ๗.  ภิกษุโกรธเคืองภิกษุอื่น  ฉุดคร่าไล่ออกจากกุฎีสงฆ์  ต้อง
 018 ปาจิตตีย์.
 019            ๘.  ภิกษุนั่งทับก็ดี  นอนทับก็ดี  บนเตียงก็ดี  บนตั่งก็ดี  อันมี
 020 เท้าไม่ได้ตรึงให้แน่น  ซึ่งเขาวางไว้บนร่างร้านที่เขาเก็บของในกุฎี  ต้อง
 021 ปาจิตตีย์.

 001            ๙.  ภิกษุจะเอาดินหรือปูนโบกหลังคากุฎี  พึงโบกได้แต่เพียง
 002 ๓ ชั้น  ถ้าบอกเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์.
 003          ๑๐.  ภิกษุรู้อยู่ว่า  น้ำมีตัวสัตว์  เอารดหญ้าหรือดิน  ต้องปาจิตตีย์.
 004                          โอวาทวรรคที่ ๓  มี ๑๐ สิกขาบท
 005            ๑.  ภิกษุที่สงฆ์ไม่ได้สมมติ  สั่งสอนนางภิกษุณี  ต้องปาจิตตีย์.
 006            ๒.  แม้ภิกษุที่สงฆ์สมมติแล้ว  ตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้วไป  สอน
 007 นางภิกษุณี  ต้องปาจิตตีย์.
 008            ๓.  ภิกษุเข้าไปสอนนางภิกษุณีถึงในที่อยู่  ต้องปาจิตตีย์.  เว้นไว้
 009 แต่นางภิกษุณีเจ็บ.
 010            ๔.  ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นว่า  สอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ
 011 ต้องปาจิตตีย์.
 012            ๕.  ภิกษุให้จีวรแก่นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ  ต้องปาจิตตีย์.  เว้นไว้
 013 แต่แลกเปลี่ยนกัน.
 014            ๖.  ภิกษุเย็บจีวรของนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติก็ดี  ใช้ให้ผู้อื่นเย็บก็ดี
 015 ต้องปาจิตตีย์.
 016            ๗.  ภิกษุชวนนางภิกษุณีเดินทางด้วยกัน  แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง
 017 ต้องปาจิตตีย์.  เว้นไว้แต่ทางเปลี่ยว.
 018            ๘.  ภิกษุชวนนางภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน  ขึ้นน้ำก็ดี  ล่องน้ำก็ดี
 019 ต้องปาจิตตีย์.  เว้นไว้แต่ข้ามฟาก.
 020            ๙.  ภิกษุรู้อยู่ฉันของเคี้ยวของฉัน  ที่นางภิกษุณีบังคับให้คฤหัสถ์
 021 เขาถวาย  ต้องปาจิตตีย์.  เว้นไว้แต่คฤหัสถ์เขาเริ่มไว้ก่อน.

 001          ๑๐.  ภิกษุนั่งก็ดี  นอนก็ดี  ในที่ลับสองต่อสอง  กับนางภิกษุณี
 002 ต้องปาจิตตีย์.
 003                            โภชนวรรคที่ ๔  มี ๑๐ สิกขาบท
 004            ๑.  อาหารในโรงทานที่ทั่วไปไม่นิยมบุคคล  ภิกษุไม่เจ็บไข้  ฉันได้
 005 แต่เฉพาะวันเดียวแล้ว  ต้องหยุดเสียในระหว่าง  ต่อไปจึงฉันได้อีก  ถ้า
 006 ฉันติด ๆ  กันตั้งแต่สองวันขึ้นไป  ต้องปาจิตตีย์.
 007            ๒.  ถ้าทายกเขามานิมนต์  ออกชื่อโภชนะทั้ง ๕  อย่าง  คือข้าวสุก
 008 ขนมสด  ขนมแห้ง  ปลา  เนื้อ  อย่างใดอย่างหนึ่ง  ถ้าไปรับของนั้นมา
 009 หรือฉันของนั้นพร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป  ต้องปาจิตตีย์  เว้นไว้แต่
 010 สมัย  คือ  เป็นไข้อย่าง ๑  หน้าจีวรกาลอย่าง ๑  เวลาทำจีวรอย่าง ๑
 011 เดินทางไกลอย่าง ๑  ไปทางเรืออย่าง ๑  อยู่มากด้วยกันบิณฑบาตไม่พอ
 012 ฉันอย่าง ๑  โภชนะเป็นของสมณะอย่าง ๑.
 013            ๓.  ภิกษุรับนิมนต์แห่งหนึ่ง  ด้วยโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง
 014 แล้ว  ไม่ไปฉันในที่นิมนต์นั้น  ไปฉันเสียที่อื่น  ต้องปาจิตตีย์  เว้น
 015 ไว้แต่ยกส่วนที่รับนิมนต์ไว้ก่อนนั้นให้แก่ภิกษุอื่นเสีย  หรือหน้าจีวรกาล
 016 และเวลาทำจีวร.
 017            ๔.  ภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ทายกเขาเอาขนมมาถวายเป็น
 018 อันมาก  จะรับได้เป็นอย่างมากเพียง ๓  บาตรเท่านั้น  ถ้ารับให้เกินกว่า
 019 นั้น  ต้องปาจิตตีย์.  ของที่รับมามากเช่นนั้น  ต้องแบ่งให้ภิกษุอื่น.
 020            ๕.  ภิกษุฉันค้างอยู่  มีผู้เอาโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้า

 001 มาประเคน  ห้ามเสียแล้ว  ลุกจากที่นั่งนั้นแล้ว  ฉันของเคี้ยวของฉันซึ่ง
 002 ไม่เป็นเดนภิกษุไข้  หรือไม่ได้ทำวินัยกรรม  ต้องปาจิตตีย์.
 003            ๖.  ภิกษุรู้อยู่ว่า  ภิกษุอื่นห้ามข้าวแล้ว  [ ตามสิกขาบทหลัง ]
 004 คิดจะยกโทษเธอ  แกล้งเอาของเคี้ยวของฉันที่ไม่เป็นเดนภิกษุไข้  ไปล่อ
 005 ให้เธอฉัน  ถ้าเธอฉันแล้ว  ต้องปาจิตตีย์.  
 006            ๗.  ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิกาล  คือตั้งแต่
 007 เที่ยงแล้วไปจนถึงวันใหม่  ต้องปาจิตตีย์.
 008            ๘.  ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารซึ่งรับประเคนไว้ค้างคืน
 009 ต้องปาจิตตีย์.
 010            ๙.  ภิกษุขอโภชนะอันประณีต คือ  ข้าวสุก  ระคนด้วยเนยใส
 011 เนยข้น  น้ำมัน  น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  ปลา  เนื้อ  นมสด  นมส้ม  ต่อคฤหัสถ์
 012 ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา  เอามาฉัน  ต้องปาจิตตีย์.
 013          ๑๐.  ภิกษุกลืนกินอาหารที่ไม่มีผู้ให้  คือยังไม่ได้รับประเคน  ให้
 014 ล่วงทวารปากเข้าไป ต้องปาจิตตีย์.  เว้นไว้แต่น้ำและไม้สีฟัน.
 015                           อเจลกวรรคที่ ๔  มี ๑๐ สิกขาบท
 016            ๑.  ภิกษุให้ของเคี้ยวของฉัน  แก่นักบวชนอกศาสนา  ด้วยมือตน
 017 ต้องปาจิตตีย์.
 018            ๒.  ภิกษุชวนภิกษุอื่นไปเที่ยวบิณฑบาตด้วยกัน  หวังจะประพฤติ
 019 อนาจาร  ไล่เธอกลับมาเสีย  ต้องปาจิตตีย์.

 001            ๓.  ภิกษุสำเร็จการนั่งแทรกแซง  ในสกุลที่กำลังบริโภคอาหาร
 002 อยู่  ต้องปาจิตตีย์.
 003            ๔.  ภิกษุนั่งอยู่ห้องกับผู้หญิง  ไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน  ต้อง
 004 ปาจิตตีย์.  
 005            ๕.  ภิกษุนั่งในที่แจ้งกับผู้หญิงสองต่อสอง  ต้องปาจิตตีย์.
 006            ๖.  ภิกษุรับนิมนต์ด้วยโภชนะทั้ง ๕ แล้ว จะไปในที่อื่นจากที่
 007 นิมนต์นั้น  ในเวลาก่อนฉันก็ดี  ฉันกลับมาแล้วก็ดี  ต้องลาภิกษุที่มีอยู่
 008 ในวัดก่อนจึงจะไปได้  ถ้าไม่ลาก่อนเที่ยวไป  ต้องปาจิตตีย์  เว้นไว้แต่
 009 สมัย  คือจีวรกาล  และเวลาทำจีวร.
 010            ๗.  ถ้าเขาปวารณาด้วยปัจจัยสี่เพียง ๓ เดือน  พึงขอเขาได้เพียง
 011 กำหนดนั้นเท่านั้น  ถ้าขอให้เกินกว่ากำหนดนั้นไป  ต้องปาจิตตีย์  เว้น
 012 ไว้แต่เขาปวารณาอีก  หรือปวารณาเป็นนิตย์.
 013            ๘.  ภิกษุไปดูกระบวนทัพที่เขายกไปเพื่อจะรบกัน  ต้องปาจิตตีย์
 014 เว้นไว้แต่มีเหตุ.
 015            ๙.  ถ้าเหตุที่ต้องไปมีอยู่  พึงไปอยู่ได้ในกอบทัพเพียง ๓ วัน  ถ้า
 016 อยู่ให้เกินกว่ากำหนดนั้น  ต้องปาจิตตีย์.
 017          ๑๐.  ในเวลาที่อยู่ในกองทัพตามกำหนดนั้น  ถ้าไปดูเขารบกันก็ดี
 018 หรือดูเขาตรวจพลก็ดี  ดูเขาจัดกระบวนทัพก็ดี  ดูหมู่เสนาที่จัดเป็น
 019 กระบวนแล้วก็ดี  ต้องปาจิตตีย์.

 001                      สุราปานวรรคที ๖  มี ๑๐ สิกขาบท
 002            ๑.  ภิกษุดื่มน้ำเมา  ต้องปาจิตตีย์.
 003            ๒. ภิกษุจี้ภิกษุ  ต้องปาจิตตีย์.
 004            ๓.  ภิกษุว่ายน้ำเล่น  ต้องปาจิตตีย์. 
 005            ๔.  ภิกษุแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย  ต้องปาจิตตีย์.
 006            ๕.  ภิกษุหลอนภิกษุให้กลัวผี  ต้องปาจิตตีย์.
 007            ๖.  ภิกษุไม่เป็นไข้  ติดไฟให้เป็นเปลวเองก็ดี  ใช้ให้ผู้อื่นติดก็ดี
 008 เพื่อจะผิง  ต้องปาจิตตีย์  ติดเพื่อเหตุอื่น  ไม่เป็นอาบัติ.
 009            ๗.  ภิกษุอยู่ในมัชฌิมประเทศ  คือ  จึงหวัดกลางแห่งประเทศ
 010 อินเดีย ๒๕  วันจึงอาบน้ำได้หนหนึ่ง  ถ้าไม่ถึง ๑๕  วันอาบน้ำ  ต้อง
 011 ปาจิตตีย์  เว้นไว้แต่มีเหตุจำเป็น.  ในปัจจันตประเทศฯ  เช่นประเทศเรา
 012 อาบน้ำได้เป็นนิตย์ ไม่เป็นอาบัติ.
 013            ๘.  ภิกษุได้จีวรใหม่มา  ต้องพินทุด้วยสี ๓ อย่าง  คือ  เขียว
 014 ราม  โคลน  ดำคล้ำ  อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน  จึงนุ่งห่มได้  ถ้าไม่ทำ
 015 พินทุก่อนแล้วนุ่งห่ม  ต้องปาจิตตีย์.
 016            ๙.  ภิกษุวิกัปจีวรแก่ภิกษุหรือสามเณรแล้ว  ผู้รับยังไม่ได้ถอน
 017 นุ่งห่มจีวรนั้น  ต้องปาจิตตีย์.
 018          ๑๐.  ภิกษุซ่อนบริขาร  คือ  บาตร  จีวร  ผ้าปูนั่ง  กล่องเข็ม
 019 ประคดเอว  สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ของภิกษุอื่น  ด้วยคิดว่าจะล้อเล่น  ต้อง
 020 ปาจิตตีย์.

 001                        สัปปวณวรรคที่ ๗  มี ๑๐ สิกขาบท
 002            ๑.  ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน  ต้องปาจิตตีย์.
 003            ๒.  ภิกษุรู้อยู่ว่า  น้ำมีตัวสัตว์  บริโภคน้ำนั้น  ต้องปาจิตตีย์.
 004            ๓.  ภิกษุรู้อยู่ว่า  อธิกรณ์นี้สงฆ์ทำแล้วโดยชอบ  เลิกถอนเสีย
 005 กลับทำใหม่  ต้องปาจิตตีย์. 
 006            ๔.  ภิกษุรู้อยู่  แกล้งปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น  ต้อง
 007 ปาจิตตีย์.
 008            ๕.  ภิกษุรู้อยู่  เป็นอุปัชฌายะอุปสมบทกุลบุตรผู้มีอายุหย่อนกว่า
 009 ๒๐  ปี  ต้องปาจิตตีย์.
 010            ๖.  ภิกษุรู้อยู่  ชวนพ่อค้าผู้ซ่อนภาษีเดินทางด้วยกัน  แม้สิ้นระยะ
 011 บ้านหนึ่ง  ต้องปาจิตตีย์.
 012            ๗.  ภิกษุชวนผู้หญิงเดินทางด้วยกัน  แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง  ต้อง
 013 ปาจิตตีย์.
 014            ๘.  ภิกษุกล่าวคัดค้านธรรมเทศนาขอพระพุทธเจ้า  ภิกษุอื่น
 015 ห้ามไม่ฟัง  สงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ  ต้องปาจิตตีย์.
 016            ๙.  ภิกษุคบภิกษุเช่นนั้น  คือ  ร่วมกินก็ดี  ร่วมอุโบสถสังฆกรรม
 017 ก็ดี  ร่วมนอนก็ดี  ต้องปาจิตตีย์.
 018          ๑๐.  ภิกษุเกลี้ยกล่อมสามเณรที่ภิกษุอื่นให้ฉิบหายแล้ว เพราะโทษ
 019 ที่กล่าวคัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า  ให้เป็นผู้อุปัฏฐากก็ดี  ร่วม
 020 กินก็ดี  ร่วมนอนก็ดี  ต้องปาจิตตีย์.

 001                       สหธรรมิกวรรคที่ ๘  มี ๑๒ สิกขาบท
 002            ๑  ภิกษุประพฤติอนาจาร  ภิกษุอื่นตักเตือน  พูดผัดเพี้ยนว่า
 003 ยังไม่ได้ถามท่านผู้รู้ก่อน  ข้าพเจ้าจักไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้  ต้องปาจิตตีย์.
 004            ธรรมดาภิกษุผู้ศึกษา  ยังไม่รู้สิ่งใด  ควรจะรู้สิ่งนั้น  ควรไต่ถาม
 005 ไล่เลียงท่านผู้รู้.
 006            ๒.  ภิกษุอื่นท่องปาติโมกข์อยู่  ภิกษุแกล้งพูดให้เธอคลายอุตสาหะ
 007 ต้องปาจิตตีย์.
 008            ๓.  ภิกษุต้องอาบัติแล้วแกล้งพูดว่า  ข้าพเจ้าพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า
 009 ข้อนี้มาในพระปาติโมกข์  ถ้าภิกษุอื่นรู้อยู่ว่า  เธอเคยรู้มาก่อนแล้วแต่
 010 แกล้งพูดกันเขาว่า  พึงสวดประกาศความข้อนั้น  เมื่อสงฆ์สวดประกาศ
 011 แล้ว  แกล้งทำไม่รู้อีก  ต้องปาจิตตีย์.
 012            ๔. ภิกษุโกรธ  ให้ประหารแก่ภิกษุอื่น  ต้องปาจิตตีย์.
 013            ๕.  ภิกษุโกรธ  เงื้อมือดุจให้ประหารแก่ภิกษุอื่น  ต้องปาจิตตีย์.
 014            ๖.  ภิกษุโจทก์ฟ้องภิกษุอื่น  ด้วยอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล  ต้อง
 015 ปาจิตตีย์.
 016            ๗.  ภิกษุแกล้งก่อความรำคาญให้เกิดแก่ภิกษุอื่น  ต้องปาจิตตีย์.
 017            ๘.  เมื่อภิกษุวิวาทกันอยู่  ภิกษุไปแอบฟังความ  เพื่อจะได้รู้ว่า
 018 เขาว่าอะไรตนหรือพวกของตน  ต้องปาจิตตีย์.
 019            ๙.  ภิกษุให้ฉันทะ  คือความยอมให้ทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมแล้ว
 020 ภายหลังกลับติเตียนสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้น  ต้องปาจิตตีย์.

 001          ๑๐.  เมื่อสงฆ์กำลังประชุมกันตัดสินข้อความข้อหนึ่ง  ภิกษุใดอยู่
 002 ในที่ประชุมนั้น  จะหลีกไปในขณะที่ตัดสินข้อนั้นยังไม่เสร็จ  ไม่ให้
 003 ฉันทะก่อนลุกไปเสีย  ต้องปาจิตตีย์.  
 004          ๑๑.  ภิกษุพร้อมกับสงฆ์ให้จีวรเป็นบำเหน็จ  แก่ภิกษุรูปใดรูป
 005 หนึ่งแล้ว  ภายหลังกลับติเตียนภิกษุอื่นว่า  ให้เพราะเห็นแก่หน้ากัน
 006 ต้องปาจิตตีย์.
 007          ๑๒.  ภิกษุรู้อยู่  น้อมลาภที่ทายกเขาตั้งใจจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล
 008 ต้องปาจิตตีย์.
 009                            รตนวรรคที่ ๙  มี ๑๐ สิกขาบท
 010            ๑.  ภิกษุไม่ได้รับอนุญาตก่อน  เข้าไปในห้องที่พระเจ้าแผ่นดิน
 011 เสด็จอยู่กับพระมเหสี  ต้องปาจิตตีย์.
 012            ๒.  ภิกษุเห็นเครื่องบริโภคของคฤหัสถ์ตกอยู่  ถือเอาเป็นของ
 013 เก็บได้เองก็ดี  ให้ผู้อื่นถือเอาก็ดี  ต้องปาจิตตีย์.  เว้นไว้แต่ของนั้นตกอยู่
 014 ในวัด  หรือในที่อาศัย  ต้องเก็บไว้ให้แก่เจ้าของ  ถ้าไม่เก็บ  ต้องทุกกฏ.
 015            ๓.  ภิกษุไม่บอกลาภิกษุอื่นที่มีอยู่ในวันก่อน  เข้าไปบ้านในเวลา
 016 วิกาล  ต้องปาจิตตีย์  เว้นไว้แต่การด่วน.
 017            ๔.  ภิกษุทำกล่องเข็ม  ด้วยกระดูกก็ดี  ด้วยงาก็ดี  ด้วยเขาก็ดี
 018 ต้องปาจิตตีย์.  ต้องต่อยกล่องนั้นเสียก่อน  จึงแสดงอาบัติตก.
 019            ๕.  ภิกษุทำเตียงหรือตั่ง  พึงทำให้มีเท้าเพียง ๘ นิ้วพระสุคต
 020 เว้นไว้แต่แม่แคร่  ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้  ต้องปาจิตตีย์.  ต้องตัดให้ได้

 001 ประมาณเสียก่อน  จึงแสดงอาบัติตก.
 002            ๖.  ภิกษุทำเตียงหรือตั่งหุ้มนุ่น  ต้องปาจิตตีย์.  ต้องรื้อเสียก่อน
 003 จึงแสดงอาบัติตก. 
 004            ๗.  ภิกษุทำผ้าปูนั่ง  พึงทำให้ได้ประมาณ  ประมาณนั้นยาว ๒ คืบ
 005 พระสุคต  กว้างคืบครึ่ง  ชายคืบหนึ่ง  ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้  ต้อง
 006 ปาจิตตีย์.  ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน  จึงแสดงอาบัติตก.
 007            ๘.  ภิกษุทำผ้าปิดแผล พึงทำให้ได้ประมาณ  ประมาณนั้น
 008 ยาว ๔ คืบพระสุคต  กว้าง ๒ คืบ  ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้  ต้องปาจิตตีย์.
 009 ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน  จึงแสดงอาบัติตก.
 010            ๙.  ภิกษุทำผ้าอาบน้ำฝน  พึงทำให้ได้ประมาณ  ประมาณนั้น
 011 ยาว ๖ คืบพระสุคต  กว้าง ๒ คืบครึ่ง  ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้  ต้อง
 012 ปาจิตตีย์.  ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน  จึงแสดงอาบัติตก.
 013          ๑๐.  ภิกษุทำจีวรให้เท่าจีวรพระสุคตก็ดี  เกินกว่านั้นก็ดี  ต้อง
 014 ปาจิตตีย์.  ประมาณจีวรพระสุคตนั้น  ยาว ๙ คืบพระสุคต  กว้าง ๖ คืบ
 015 ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน  จึงแสดงอาบัติตก.          
 016                                       ปาฏิเทสนียะ ๔
 017            ๑.  ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ  ด้วย
 018 มือของตนมาบริโภค  ต้องปาฏิเทสนียะ.
 019            ๒.  ภิกษุฉันอยู่ในที่นิมนต์  ถ้ามีนางภิกษุณีมาสั่งทายกให้เอา

 001 สิ่งนั้นสิ่งนี้ถวาย  เธอพึงไล่นางภิกษุณีนั้นให้ถอยไปเสีย  ถ้าไม่ไล่  ต้อง
 002 ปาฏิเทสนียะ.
 003            ๓. ภิกษุไม่เป็นไข้  เขาไม่ได้นิมนต์  รับของเคี้ยวของฉันใน
 004 ตระกูลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะ  มาบริโภค  ต้องปาฏิเทสนียะ.
 005            ๔.  ภิกษุอยู่ในเสนาสนะป่าเป็นที่เปลี่ยว  ไม่เป็นไข้  รับของเคี้ยว
 006 ของฉัน  ที่ทายกไม่ได้แจ้งความให้ทราบก่อน  ด้วยมือของตนมาบริโภค
 007 ต้องปาฏิเทสนียะ.
 008                                          เสขิยวัตร
 009            วัตรที่ภิกษุจะต้องศึกษาเรียกว่าเสขิยวัตร  เสขิยวัตรนั้น  จัดเป็น
 010 ๔  หมวด   หมวดที่ ๑  เรียกว่าสารูป   หมวดที่ ๒  เรียกว่าโภชนะปฏิ-
 011 สังยุต   หมวดที่ ๓  เรียกว่าธัมมเทสนาปฏิสังยุต   หมวดที่ ๔  เรียก
 012 ปกิณณกะ.
 013                                     สารูปที่ ๑  มี ๒๖
 014            ๑.  ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า  เราจัก  นุ่ง   ให้เรียบร้อย.
 015            ๒.                                                    ห่ม  
 016            ๓.  ฯ ล ฯ  เราจักปิดกายด้วยดี            ไป   ในบ้าน.
 017            ๔.                                                     นั่ง
 018            ๕.  ฯ ล ฯ  เราจักระวังมือเท้าด้วยดี      ไป   ในบ้าน.
 019            ๖.                                                      นั่ง   ในบ้าน

 001            ๗.  ฯ ล ฯ  เราจักมีตาทอดลง          ไป   ในบ้าน.
 002            ๘.                                                 นั่ง
 003            ๙.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่เวิกผ้า               ไป   ในบ้าน.
 004          ๑๐.                                                 นั่ง 
 005          ๑๑.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่หัวเราะ             ไป   ในบ้าน.
 006          ๑๒.                                                 นั่ง   
 007          ๑๓.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่พูดเสียงดัง        ไป   ในบ้าน.
 008          ๑๔.                                                  นั่ง  
 009          ๑๕.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่โคลงกาย           ไป   ในบ้าน.
 010          ๑๖.                                                  นั่ง
 011          ๑๗.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ไกวแขน             ไป   ในบ้าน.
 012          ๑๘.                                                  นั่ง
 013          ๑๙.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่สั่นศีรษะ            ไป   ในบ้าน.
 014          ๒๐                                                    นั่ง
 015          ๒๑.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่เอามือค้ำกาย      ไป   ในบ้าน.
 016          ๒๒.                                                   นั่ง
 017          ๒๓.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ  ไป   ในบ้าน.
 018          ๒๔.                                                    นั่ง
 019          ๒๕.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้าไปในบ้าน.
 020          ๒๖.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน.

 001                             โภชนปฏิสังยุตที่ ๓  มี ๓๐
 002            ๑.  ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า  เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ.
 003            ๒.  ฯ ล ฯ  เมื่อรับบิณฑบาต  เราจักแลดูแต่ในบาตร.
 004            ๓.  ฯ ล ฯ  เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก.
 005            ๔.  ฯ ล ฯ  เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร.
 006            ๕.  ฯ ล ฯ  เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ.
 007            ๖.  ฯ ล ฯ  เมื่อฉันบิณฑบาต  เราจักแลดูแต่ในบาตร.
 008            ๗.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง.
 009            ๘.  ฯ ล ฯ  เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก.
 010            ๙.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอกลงไป.
 011          ๑๐.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วยข้าวสุก  เพราะ
 012 อยากจะได้มาก.
 013          ๑๑.  ฯ ล ฯ  เราไม่เจ็บไข้  จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุก  เพื่อ
 014 ประโยชน์แก่ตนมาฉัน.
 015          ๑๒.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ.
 016          ๑๓.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก.
 017          ๒๔.  ฯ ล ฯ  เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม.
 018          ๑๕.  ฯ ล ฯ  เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก  เราจักไม่อ้าปากไว้ท่า.
 019          ๑๖.  ฯ ล ฯ  เมื่อฉันอยู่  เราจักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าปาก.
 020          ๑๗.  ฯ ล ฯ  เมื่อข้าวอยู่ในปาก เราจักไม่พูด.
 021          ๑๘.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก.

 001          ๑๙.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว.
 002          ๒๐.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้วให้ตุ่ย.
 003          ๒๑.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง.
 004          ๒๒.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าวให้ตกลงในบาตรหรือในที่
 005 นั้น ๆ.
 006          ๒๓.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันแลบลิ้น.
 007          ๒๔.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันดังจับ ๆ.
 008          ๒๕.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันดังซูด ๆ.
 009          ๒๖.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันเลียมือ.
 010          ๒๗.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันขอดบาตร.
 011          ๒๘.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก.
 012          ๒๙.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ.
 013          ๓๐.  ฯ ล ฯ  เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน.
 014                            ธัมมเทสนาปฏิสังยุตที่ ๓  มี ๑๖
 015            ๑.  ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า  เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็น
 016 ไข้  มีร่มในมือ.
 017            ๒.  ฯ ล ฯ  มีไม้พลองในมือ.
 018            ๓.  ฯ ล ฯ  มีศัสตราในมือ.
 019            ๔.  ฯ ล ฯ  มีอาวุธในมือ.
 020            ๕.  ฯ ล ฯ  สวมเขียงเท้า.

 001            ๖.  ฯ ล ฯ  สวมรองเท้า.
 002            ๗.  ฯ ล ฯ  ไปในยาน.
 003            ๘.  ฯ ล ฯ  อยู่บนที่นอน. 
 004            ๙.  ฯ ล ฯ  นั่งรัดเข่า.
 005          ๑๐.  ฯ ล ฯ  พันศีรษะ.
 006          ๑๑.  ฯ ล ฯ  คลุมศีรษะ.
 007          ๑๒.  ฯ ล ฯ  เรานั่งอยู่บนแผ่นดิน  จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่
 008 เป็นไข้นั่งบนอาสนะ.
 009          ๑๓.  ฯ ล ฯ  เรานั่งบนอาสนะต่ำ  จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่
 010 เป็นไข้นั่งบนอาสนะสูง.
 011          ๑๔.  ฯ ล ฯ  เรายืนอยู่  จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่.
 012          ๑๕.  ฯ ล ฯ  เราเดินไปข้างหลัง  จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้.
 013 ผู้เดินไปข้างหน้า.
 014          ๑๖.  ฯ ล ฯ  เราเดินไปนอกทาง  จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้
 015 ผู้ไปในทาง.
 016                                     ปกิณณกะที่ ๔  มี ๓
 017            ๑.  ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า  เราไม่เป็นไข้  จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ
 018 ถ่ายปัสสาวะ.
 019            ๒.  ฯ ล ฯ  เราไม่เป็นไข้  จักไม่ถ่ายอุจจาระ  ถ่ายปัสสาวะ
 020 บ้วนเขฬะ  ลงในของเขียว.

 001            ๓.  ฯ ล ฯ  เราไม่เป็นไข้  จักไม่ถ่ายอุจจาระ  ถ่ายปัสสาวะ  บ้วน
 002 เขฬะ  ลงในน้ำ.
 003                                        อธิกรณ์มี ๔
 004            ๑.  ความเถียงกันว่า  สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย  สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรม
 005 ไม่ใช่วินัย  เรียกวิวาทาธิกรณ์.
 006            ๒.  ความโจทกันด้วยอาบัตินั้น ๆ  เรียกอนุวาทาธิกรณ์.
 007            ๓.  อาบัติทั้งปวง  เรียกอาปัตตาธิกรณ์.
 008            ๔.  กิจที่สงฆ์จะพึงทำ  เรียกกิจจาธิกรณ์.
 009                                    อธิกรณสมถะมี ๗
 010            ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔  นั้น  เรียกอธิกรณสมถะ  มี
 011 ๗  อย่าง  คือ :-
 012            ๑.  ความระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔  นั้น  ในที่พร้อมหน้าสงฆ์  ในที่
 013 พร้อมหน้าบุคคล  ในที่พร้อมหน้าวัตถุ  ในที่พร้อมหน้าธรรม  เรียก
 014 สัมมุขาวินัย.
 015            ๒.  ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่พระอรหันต์ว่า  เป็นผู้มี
 016 สติเต็มที่  เพื่อจะไม่ให้ใครโจทด้วยอาบัติ  เรียกสติวินัย.
 017            ๓.  ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่ภิกษุ  ผู้หายเป็นบ้าแล้ว
 018 เพื่อจะไม่ให้ใครโจทด้วยอาบัติที่เธอทำในเวลาเป็นบ้า  เรียกอมูฬหวินัย.
 019            ๔.  ความปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลยผู้รับเป็นสัตย์  เรียก
 020 ปฏิญญาตกรณะ.

 001            ๕.  ความตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณ  เรียก
 002 เยภุยยสิกา.
 003            ๖.  ความลงโทษแก่ผู้ผิด  เรียกตัสสปาปิยสิกา.
 004            ๗.  ความให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒  ฝ่าย  ไม่ต้องชำระความเดิม
 005 เรียกติณวัตถารกวินัย.
 006            สิกขาบทนอกนี้  ที่ยกขึ้นเป็นอาบัติถุลลัจจัยบ้าง  ทุกกฏบ้าง
 007 ทุพภาสิตบ้าง  เป็นสิกขาบทไม่ได้มาในพระปาติโมกข์.
 008                                    จบวินัยบัญญัติ.

 001                                           ธรรมวิภาค

 002                                      ทุกะ  คือ  หมวด ๒
 003                               ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง
 004            ๑.  สติ  ความระลึกได้. 
 005            ๒.  สัมปชัญญะ  ความรู้ตัว.
 006                                                องฺ.  ทุก.  ๒๐/๑๑๙.  ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๙๐.
 007                     ธรรมเป็นโลกบาล  คือ  คุ้มครองโลก ๒ อย่าง
 008            ๑.  หิริ  ความละอายแก่ใจ.
 009            ๒.  โอตตัปปะ  ความเกรงกลัว.
 010                                                องฺ.  ทุก.  ๒๐/๖๕.  ขุ.  อิติ.  ๒๕/๒๕๗.
 011                                ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง
 012            ๑.  ขันติ  ความอดทน.
 013            ๒.  โสรัจจะ  ความเสงี่ยม.
 014                                                องฺ. ทุก.  ๒๐/๑๑๘.  วิ.  มหา.  ๕/๓๓๕.
 015                                  บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง
 016            ๑.  บุพพาการี  บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน.
 017            ๒.  กตัญญูกตเวที  บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว  และ
 018 ตอบแทน.                                
 019                                                                    องฺ  ทุก.  ๒๐/๑๐๙.

 001                                    ติกะ  คือ  หมวด ๓
 002                                       รตนะ ๓ อย่าง  
 003                     พระพุทธ ๑   พระธรรม ๑   พระสงฆ์ ๑.
 004            ๑.  ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย  กาย  วาจา  ใจ
 005 ตามพระธรรมวินัย  ที่ท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา  ชื่อพระพุทธเจ้า.
 006            ๒.  พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่าน  ชื่อพระธรรม.
 007            ๓.  หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว  ปฏิบัติชอบตามพระ
 008 ธรรมวินัย  ชื่อพระสงฆ์.
 009                                                                       ขุ.  ขุ.  ๒๕/๑.
 010                                   คุณของรตนะ ๓ อย่าง
 011            พระพุทธเจ้ารู้ดีรูชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว  สอนผู้อื่นให้รู้ตาม
 012 ด้วย.
 013            พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว.
 014            พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว  สอนผู้อื่น
 015 ให้กระทำตามด้วย.
 016                     อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ อย่าง
 017            ๑.  ทรงสั่งสอน  เพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควร
 018 เห็น.
 019            ๒.  ทรงสั่งสอนมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้.

 001            ๓.  ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์  คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์
 002 โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ. 
 003                                                               นัย.  องฺ.  ติก.  ๒๐/๓๕๖.
 004                       โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง
 005            ๑.  เว้นจากทุจริต  คือประพฤติชั่วด้วย  กาย  วาจา  ใจ.
 006            ๒.  ประกอบสุจริต  คือประพฤติชอบด้วย  กาย  วาจา ใจ.
 007            ๓.  ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ  มีโลภ  โกรธ
 008 หลง  เป็นต้น.
 009                                                                              ที.  มหา.  ๑๐/๕๗.
 010                                  ทุจริต ๓ อย่าง
 011            ๑.  ประพฤติชั่วด้วยกาย  เรียกกายทุจริต.
 012            ๒.  ประพฤติชั่วด้วยวาจา  เรียกวจีทุจริต.
 013            ๓.  ประพฤติชั่วด้วยใจ  เรียกมโนทุจริต.
 014                               กายทุจริต ๓ อย่าง
 015            ฆ่าสัตว์ ๑   ลักฉ้อ ๑   ประพฤติผิดในกาม ๑.
 016                               วจีทุจริต ๔ อย่าง
 017            พูดเท็จ ๑   พูดส่อเสียด ๑   พูดคำหยาบ ๑   พูดเพ้อเจ้อ ๑.
 018                               มโนทุจริต ๓ อย่าง
 019            โลภอยากได้ของเขา ๑   พยาบาทปองร้ายเขา ๑   เห็นผิดจาก
 020 คลองธรรม ๑.

 001            ทุจริต ๓ อย่างนี้  เป็นกิจไม่ควรทำ  ควรจะละเสีย.
 002                                                                      องฺ.  ทสก.  ๒๔/๓๐๓.
 003                                  สุจริต ๓ อย่าง
 004            ๑. ประพฤติชอบด้วยกาย  เรียกกายสุจริต.
 005            ๒.  ประพฤติชอบด้วยวาจา  เรียกวจีสุจริต. 
 006            ๓.  ประพฤติชอบด้วยใจ  เรียกมโนสุจริต.
 007                               กายสุจริต ๓ อย่าง
 008            เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑   เว้นจากลักทรัพย์ ๑   เว้นจากประพฤติผิด
 009 ในกาม ๑.
 010                                วจีสุจริต ๔ อย่าง
 011            เว้นจากพูดเท็จ ๑   เว้นจากพูดส่อเสียด ๑   เว้นจากพูดคำหยาบ ๑
 012 เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๑.
 013                                มโนสุจริต ๓ อย่าง
 014            ไม่โลภอยากได้ของเขา ๑   ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑  เห็นชอบ
 015 ตามคลองธรรม ๑.
 016            สุจริต ๓ อย่างนี้  เป็นกิจควรทำ  ควรประพฤติ.     
 017                                                                        องฺ.  ทสก.  ๒๔/๓๐๓.
 018                                อกุศลมูล ๓ อย่าง
 019            รากเง่าของอกุศล  เรียกอกุศลมูล  มี ๓ อย่าง  คือ  โลภะ
 020 อยากได้ ๑   โทสะ  คิดประทุษร้ายเขา ๑   โมหะ  หลงไม่รู้จริง ๑.

 001            เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้   ๑    ก็ดี  มีอยู่แล้ว  อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิด  ก็
 002                                            ๒
 003                                            ๓
 004 เกิดขึ้น  ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น  เหตุนั้นควรละเสีย.
 005                                                  ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๙๑.  ขุ.  อิติ.  ๒๕/๒๖๔.
 006                                 กุศลมูล ๓ อย่าง
 007            รกเง่าของกุศล  เรียกกุศลมูล  มี ๓ อย่าง  คือ  อโลภะ
 008 ไม่อยากได้ ๑   อโทสะ  ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๑   อโมหะ  ไม่หลง ๑
 009            ถ้ากุศลมูลเหล่านี้   ๑   ก็ดี  มีอยู่แล้ว  กุศลอื่นที่ยังไม่เกิด  ก็
 010                                        ๒
 011                                        ๓
 012 เกิดขึ้น  ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น  เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน.
 013                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๙๒.
 014           สัปปุริสบัญญัติ  คือข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง
 015            ๑.  ทาน  สละสิ่งของของตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น.
 016            ๒.  ปัพพัชชา  คือบวช  เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน.
 017            ๓.  มาตาปิตุอุปัฏฐาน  ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข.
 018                                                     องฺ.  ติก.  ๒๐/๑๙๑.
 019                 อปัณณกปฏิปทา  คือปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง
 020            ๑.  อินทรียสังวร  สำรวมอินทรีย์ ๖  คือ  หา  หู  จมูก  ลิ้น
 021 กาย  ใจ  ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป  ฟังเสียง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส
 022 ถูกต้องโผฏฐัพพะ  รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.

 001            ๒.  โภชเน  มัตตัญญุตา  รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอ
 002 สมควร  ไม่มากไม่น้อย.
 003            ๓. ชาคริยานุโยค  ประกอบความเพียรเพื่อจะชำระใจให้หมดจด
 004 ไม่เห็นแก่นอนมากนัก.
 005                                                                           องฺ.  ติก.  ๒๐/๑๔๒.
 006                                 บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง
 007            สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ  เรียกบุญกิริยาวัตถุ  โดยย่อมี
 008 ๓ อย่าง
 009            ๑.  ทานมัย      บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
 010            ๒.  สีลมัย        บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.
 011            ๓.  ภาวนามัย  บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.
 012                                                ขุ.  อิติ.  ๒๕/๒๗๐.  องฺ.  อฏฺ€ก.  ๒๓/๑๔๕.
 013                               สามัญญลักษณะ ๓ อย่าง
 014            ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง  เรียกสามัญญลักษณะ
 015 ไตรลักษณะก็เรียก  แจกเป็น ๓ อย่าง
 016            ๑.  อนิจจตา  ความเป็นของไม่เที่ยง.
 017            ๒.  ทุกขตา    ความเป็นทุกข์.
 018            ๓.  อนัตตตา  ความเป็นของไม่ใช่ตน.
 019                                                                                  สํ.  สฬ.  ๑๘/๑.

 001                                  จตุกกะ  คือ  หมวด ๔
 002                       วุฑฒิ  คือธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๔ อย่าง
 003            ๑. สัปปุริสสังเสวะ  คบท่านผู้ประพฤติชอบด้วยกาย  วาจา  ใจ ที่
 004 เรียกว่าสัตบุรุษ.
 005            ๒.  สัทธัมมัสสวนะ  ฟังคำสั่งสอนของท่านโดยเคารพ.
 006            ๓.  โยนิโสมนสิการ  ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ.
 007            ๔.  ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ  ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้
 008 ตรองเห็นแล้ว.
 009                                                                   องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๓๓๒.
 010                                            จักร ๔
 011            ๑.  ปฏิรูปเทสวาสะ     อยู่ในประเทศอันสมควร.
 012            ๒.  อัปปุริสูปัสสยะ      คบสัตบุรุษ.
 013            ๓.  อัตตสัมมาปณิธิ     ตั้งตนไว้ชอบ.
 014            ๔.  ปุพเพกตปุญญตา  ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน.
 015            ธรรม ๔ อย่างนี้  ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ.
 016                                                                     องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๔๐.

 001                                        อคติ ๔
 002            ๑.  ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน    เรียกฉันทาคติ.
 003            ๒.  ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน   เรียกโทสาคติ.
 004            ๓.  ลำเอียงเพราะเขลา           เรียกโมหาคติ.
 005            ๔.  ลำเอียงเพราะกลัว            เรียกภยาคติ.
 006            อคติ ๔ ประการนี้  ไม่ควรประพฤติ.
 007                                                                               องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๒๓.
 008                    อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ๔ อย่าง
 009            ๑.  อดทนต่อคำสอนไม่ได้        คือเบื่อต่อคำสั่งสอนขี้เกียจทำตาม.
 010            ๒.  เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง   ทนความอดอยากไม่ได้.
 011            ๓.  เพลิดเพลินในกามคุณ         ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
 012            ๔.  รักผู้หญิง
 013            ภิกษุสามเณรผู้หวังความเจริญแก่ตน  ควรระวังอย่าให้อันตราย
 014 ๔ อย่างนี้ย่ำยีได้.
 015                                                                              องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๑๖๕.
 016                             ปธาน  คือความเพียร ๔ อย่าง
 017            ๑.  สังวรปธาน          เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน.
 018            ๒.  ปหานปธาน        เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว.
 019            ๓.  ภาวนาปธาน       เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน.
 020            ๔.  อนุรักขนาปธาน   เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม.
 021            ความเพียร ๔ อย่างนี้  เป็นความเพียรชอบ  ควรประกอบให้มีในตน.
 022                                                                             องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๒๐.

 001              อธิษฐานธรรม  คือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ อย่าง
 002            ๑.  ปัญญา         รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.
 003            ๒.  สัจจะ           ความจริงใจ  คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง.
 004            ๓.  จาคะ           สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ.
 005            ๔.  อุปสมะ        สงบใจจากสิ่งเป็นข้าศึกแก่ความสงบ.
 006                                                                                     ม.  อุป.  ๑๔/๔๓๗.
 007          อิทธิบาท  คือคุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง
 008            ๑.  ฉันทะ          พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น.
 009            ๒.  วิริยะ           เพียรประกอบสิ่งนั้น.
 010            ๓.  จิตตะ          เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ.
 011            ๔.  วิมังสา         หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น.
 012            คุณ ๔ อย่างนี้  มีบริบูรณ์แล้ว  อาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งที่ต้อง
 013 ประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย.
 014                                                                               อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๒๙๒.
 015                  ควรทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถาน
 016            ๑.  ในการละกายทุจริต           ประพฤติกายสุจริต.
 017            ๒.  ในการละวจีทุจริต             ประพฤติวจีสุจริต.
 018            ๓.  ในการละมโนทุจริต           ประพฤติมโนสุจริต.
 019            ๔.  ในการละความเห็นผิด       ทำความเห็นให้ถูก.

 001                                       อีกอย่างหนึ่ง
 002            ๑.  ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.
 003            ๒.  ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง.
 004            ๓.  ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง.
 005            ๔.  ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา.
 006                                                                           องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๑๖๑.
 007                                       ปาริสุทธิศีล ๔
 008            ๑.  ปาติโมกขสังวร  สำรวมในพระปาติโมกข์  เว้นข้อที่
 009 พระพุทธเจ้าห้าม  ทำตามข้อที่พระองค์อนุญาต.
 010            ๒.  อินทรียสังวร  สำรวมอินทรีย์ ๖  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย
 011 ใจ  ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป  ฟังเสียง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้อง
 012 โผฏัฐพพะ  รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.
 013            ๓.  ปาชีวปาริสุทธิ  เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ  ไม่หลอกลวงเขา
 014 เลี้ยงชีวิต.
 015            ๔.  ปัจจยปัจจเวกขณะ  พิจารณาเสียก่อนจึงบริโภคปัจจัย ๔  คือ
 016 จีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และเภสัช  ไม่บริโภคด้วยตัณหา.
 017                                                                                  วิ.  สีล.  ป€ม.  ๑๙.

 001                               อารักขกัมมัฏฐาน ๔
 002            ๑.  พุทธานุสสติ  ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์และ
 003 ทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น. 
 004            ๒.  เมตตา   แผ่ไม่ตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า.
 005            ๓.  อสุภะ  พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม.
 006            ๔.  มรณัสสติ  นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน.
 007                  กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้  ควรเจริญเป็นนิตย์.
 008                                                     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ.
 009                                   พรหมวิหาร ๔
 010            ๑.  เมตตา    ความรักใคร่  ปรารถนาจะให้เป็นสุข.
 011            ๒.  กรุณา     ความสงสาร  คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์.
 012            ๓.  มุทิตา     ความพลอยยินดี  เมื่อผู้อื่นได้ดี.
 013            ๔.  อุเบกขา  ความวางเฉย  ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ.
 014                   ๔ อย่างนี้  เป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่.
 015                                                                   อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๓๖๙.

 001                                         สติปัฏฐาน ๔
 002            ๑.  กายานุปัสสนา    ๒.  เวทนานุปัสสนา    ๓.  จิตตานุปัสสนา
 003 ๔.  ธัมมานุปัสสนา. 
 004            สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า  กายนี้สักว่ากาย  ไม่ใช่สัตว์
 005 บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา  เรียกกายานุปัสสนา.
 006            สติกำหนดพิจารณาเวทนา  คือ  สุข  ทุกข์  และไม่สุขไม่ทุกข์  เป็น
 007 อารมณ์ว่า  เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา
 008 เรียกเวทนานุปัสสนา.
 009            สติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมอง  หรือผ่องแล้ว  เป็นอารมณ์ว่า
 010 ใจนี้ก็สักว่าใจ  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา  เรียกจิตตานุปัสสนา.
 011            สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล  ที่บังเกิดกับใจ
 012 เป็นอารมณ์ว่า  ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา
 013 เรียกธัมมานุปัสสนา.
 014                                                                        ที.  มหา.  ๑๐/๓๒๕.
 015                                     ธาตุกัมมัฏฐาน ๔
 016            ธาตุ ๔  คือ  ธาตุดิน  เรียกปฐวีธาตุ  ธาตุน้ำ  เรียกอาโปธาตุ
 017 ธาตุไฟ  เรียกเตโชธาตุ  ธาตุลม  เรียกว่าโยธาตุ.
 018            ธาตุอันใดมีลักษณะแข้นแข็ง  ธาตุนั้นเป็นปฐวีธาตุ  ปฐวีธาตุนั้น
 019 ที่เป็นภายใน  คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก
 020 เยื่อในกระดูก  ม้าม  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไต  ปอด  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย
 021 อาหารใหม่  อาหารเก่า.

 001            ธาตุอันใดมีลักษณะเอิบอาบ  ธาตุนั้นเป็นอาโปธาตุ  อาโปธาตุนั้น
 002 ที่เป็นภายใน  คือ  ดี  เสลด  หนอง  เลือด  เหงื่อ  มันข้น  น้ำตา
 003 เปลวมัน  น้ำลาย  น้ำมูก  ไขข้อ  มูตร. 
 004            ธาตุอันใดมีลักษณะร้อน  ธาตุนั้นเป็นเตโชธาตุ  เตโชธาตุนั้น
 005 ที่เป็นภายใน  คือ  ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น  ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม  ไฟที่
 006 ยังกายให้กระวนกระวาย  ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย.
 007            ธาตุอันใดมีลักษณะพัดไปมา  ธาตุนั้นเป็นวาโยธาตุ  วาโยธาตุนั้น
 008 ที่เป็นภายใน  คือ  ลมพัดขึ้นเบื้องบน  ลมพัดลงเบื้องต่ำ  ลมในท้อง
 009 ลมในไส้  ลมพัดไปตามตัว  ลมหายใจ.
 010            ความกำหนดพิจารณากายนี้  ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔  คือ
 011 ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ประชุมกันอยู่  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  เรียกว่า
 012 ธาตุกัมมัฏฐาน.
 013                                                                  ม.  อุป.  ๑๔/๔๓๗.
 014                                      อริยสัจ ๔
 015            ๑.  ทุกข์
 016            ๒.  สมุทัย  คือ  เหตุให้ทุกข์เกิด
 017            ๓.  นิโรธ  คือความดับทุกข์
 018            ๔.  มรรค  คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.

 001            ความไม่สบายกาย  ไม่สบายใจ  ได้ชื่อว่าทุกข์  เพราะเป็นของทาน
 002 ได้ยาก.
 003            ตัณหาคือความทะยานอยาก  ได้ชื่อว่าสมุทัย  เพราะเป็นเหตุให้
 004 ทุกข์เกิด.
 005            ตัณหานั้น  มีประเภทเป็น ๓  คือตัณหาความอยากในอารมณ์
 006 ที่น่ารักใคร่  เรียกว่ากามตัณหาอย่าง ๑   ตัณหาความอยากเป็นโน่น
 007 เป็นนี่  เรียกว่าภวตัณหาอย่าง ๑   ตัณหาความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่
 008 เรียกว่าวิภวตัณหาอย่าง ๑.
 009            ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง  ทุกข์ดับไปหมด  ได้ชื่อว่านิโรธ  เพราะ
 010 เป็นความดับทุกข์.
 011            ปัญญาอันชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์  สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด  สิ่งนี้ความ
 012 ดับทุกข์  สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์  ได้ชื่อว่ามรรค  เพราะเป็นข้อ
 013 ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.
 014            มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ  คือ  ปัญญาอันเห็นชอบ ๑   ดำริ
 015 ชอบ ๑   เจรจาชอบ ๑   ทำการงานชอบ ๑   เลี้ยงชีวิตชอบ ๑   ทำความ
 016 เพียรชอบ ๑   ตั้งสติชอบ ๑   ตั้งใจชอบ ๑.
 017                                                                       อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๑๒๗.

 001                                   ปัญจกะ  คือ  หมวด ๕
 002                                       อนันตริยกรรม ๕
 003            ๑.  มาตุฆาต           ฆ่ามารดา.
 004            ๒.  ปิตุฆาต             ฆ่าบิดา. 
 005            ๓.  อรหันตฆาต       ฆ่าพระอรหันต์.
 006            ๔.  โลหิตุปบาท       ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อ
 007                                           ขึ้นไป.
 008            ๕.  สังฆเภท            ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน.
 009            กรรม ๕ อย่างนี้  เป็นบาปอันหนักที่สุด  ห้ามสวรรค์  ห้าม
 010 นิพพาน  ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้ถือพระพุทธศาสนา  ห้ามไม่ให้ทำ
 011 เป็นเด็ดขาด.
 012                                                                องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๑๖๕.
 013                                   อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
 014            ๑.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีความแก่เป็นธรรมดา  ไม่
 015 ล่วงพ้นความแก่ไปได้.
 016            ๒.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา  ไม่
 017 ล่วงพ้นความเจ็บไปได้.
 018            ๓.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีความตายเป็นธรรมดา  ไม่
 019 ล่วงพ้นความตายไปได้.

 001            ๔.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เราจะต้องพลัดพรากจากของรัก
 002 ของชอบใจทั้งสิ้น.
 003            ๕.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีกรรมเป็นของตัว  เราทำดี
 004 จักได้ดี  ทำชั่วจักได้ชั่ว. 
 005                                                                   องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๘๑.
 006        เวสารัชชกรณธรรม  คือ  ธรรมทำความกล้าหาญ ๕ อย่าง
 007            ๑.  สัทธา         เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
 008            ๒.  สีล             รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.
 009            ๓.  พาหุสัจจะ  ความเป็นผู้ศึกษามาก.
 010            ๔. วิริยารัมภะ  ปรารภความเพียร.
 011            ๕.  ปัญญา      รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.
 012                                                                 องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๑๔๔.
 013                                 องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕ อย่าง
 014            ๑.  สำรวมในพระปาติโมกข์  เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม  ทำตาม
 015 ข้อที่ทรงอนุญาต.
 016            ๒.  สำรวมอินทรีย์  คือ  ระวัง  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ไม่ให้
 017 ความยินดียินร้ายครอบงำได้  ในเวลาที่เห็นรูปด้วยนัยน์ตาเป็นต้น.
 018            ๓.  ความเป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา.
 019            ๔.  อยู่ในเสนาสนะอันสงัด.
 020            ๕.  มีความเห็นชอบ.

 001            ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างนี้.
 002                                                                        องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๑๕๕.
 003               องค์แห่งธรรมกถึก  คือ  นักเทศก์ ๕ อย่าง
 004            ๑.  แสดงธรรมไปโดยลำดับ  ไม่ตัดลัดให้ขาดความ.
 005            ๒.  อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ.
 006            ๓.  ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง.
 007            ๔.  ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ.
 008            ๕.  ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น  คือว่า  ไม่ยกตนเสียดสี
 009 ผู้อื่น.
 010            ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก  พึงตั้งองค์ ๕ อย่างนี้ไว้ในตน.
 011                                                                        องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๒๐๖.
 012       ธัมมัสสวนานิสงส์  คือ  อานิสงส์แห่งการฟังธรรม ๕ อย่าง
 013            ๑.  ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.
 014            ๒.  สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว  แต่ไม่เข้าใจชัด  ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด.
 015            ๓.  บรรเทาความสงสัยเสียได้.
 016            ๔.  ทำความเห็นให้ถูกต้องได้.
 017            ๕.  จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส.
 018                                                                        องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๒๗๖.

 001                  พละ  คือธรรมเป็นกำลัง ๕ อย่าง
 002            ๑.  สัทธา    ความเชื่อ.
 003            ๒.  วิริยะ     ความเพียร.
 004            ๓.  สติ        ความระลึกได้.
 005            ๔.  สมาธิ    ความตั้งใจมั่น.
 006            ๕.  ปัญญา  ความรอบรู้.
 007            อินทรีย์ ๕ ก็เรียก  เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน.
 008                                                                  องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๑๑.
 009                                         นิวรณ์ ๕
 010            ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี  เรียกนิวรณ์  มี ๕ อย่าง
 011            ๑.  พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น  เรียกกามฉันท์.
 012            ๒.  ปองร้ายผู้อื่น  เรียกพยาบาท.
 013            ๓.  ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม  เรียกถิ่นมิทธะ.
 014            ๔.  ฟุ้งซ่านและรำคาญ  เรียกอุทธัจจกุกกุจจะ.
 015            ๕.  ลังเลไม่ตกลงได้  เรียกวิจิกิจฉา.
 016                                                                  องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๗๒.
 017                                            ขันธ์ ๕
 018            กายกับใจนี้  แบ่งออกเป็น ๕ กอง  เรียกว่าขันธ์ ๕   ๑. รูป
 019 ๒.  เวทนา    ๓.  สัญญา    ๔. สังขาร    ๕.  วิญญาณ.
 020            ธาตุ ๔  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ประชุมกันเป็นกายนี้  เรียกว่ารูป.

 001            ความรู้สึกอารมณ์ว่า  เป็นสุข  คือ  สบายกายสบายใจ  หรือเป็น
 002 ทุกข์  คือไม่สบายกายไม่สบายใจ  หรือเฉย ๆ  คือไม่ทุกข์ไม่สุข  เรียกว่า
 003 เวทนา.
 004            ความจำได้หมายรู้  คือ  จำรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ
 005 อารมณ์ที่เกิดกับใจได้  เรียกว่าสัญญา. 
 006            เจตสิกธรรม  คือ  อารมณ์ที่เกิดกับใจ๑  เป็นส่วนดี  เรียกกุศล
 007 เป็นส่วนชั่ว  เรียกอกุศล  เป็นส่วนกลาง ๆ  ไม่ดีไม่ชั่ว  เรียกอัพยากฤต
 008 เรียกว่าสังขาร.
 009            ความรู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตาเป็นต้น  เรียกว่าวิญญาณ.
 010            ขันธ์ ๕  นี้  ย่นเรียกว่า  นาม  รูป.   เวทนา  สัญญา  สังขาร
 011 วิญญาณ  รวมเข้าเป็นนาม  รูปคงเป็นรูป.
 012                                                                  อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๑.

๑.  ความคิด  หรือเรื่องราวที่เรียกว่าธรรมะหรือธรรมารมณ์....เรียกว่าสังขาร.

 001                                  ฉักกะ  คือ  หมวด ๖
 002                                      คารวะ ๖ อย่าง  
 003            ความเอื้อเฟื้อ  ในพระพุทธเจ้า ๑   ในพระธรรม ๑   ในพระสงฆ์ ๑
 004 ในความศึกษา ๑   ในความไม่ประมาท ๑   ในปฏิสันถารคือต้อนรับ
 005 ปราศรัย ๑.   ภิกษุควรทำคารวะ ๖ ประการนี้.
 006                                                                       องฺ.  ฉกฺก.  ๒๒/๓๖๙.
 007                               สาราณิยธรรม ๖ อย่าง
 008            ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง  เรียกสาราณิยธรรม  มี
 009 ๖ อย่าง  คือ :-
 010            ๑.  เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา  ในเพื่อนภิกษุสามเณร
 011 ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  คือ  ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยกาย
 012 มีพยาบาลภิกษุไข้เป็นต้น  ด้วยจิตเมตตา.
 013            ๒.  เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา  ในเพื่อนภิกษุสามเณร
 014 ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  คือ  ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วย
 015 วาจา  เช่นกล่าวสั่งสอนเป็นต้น  ด้วยจิตเมตตา.
 016            ๓.  เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา  ในเพื่อนภิกษุสามเณร
 017 ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  คือ  คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน.
 018            ๔.  แบ่งปันลาภที่ตนได้มาแล้วโดยชอบธรรม  ให้แก่เพื่อนภิกษุ
 019 สามเณร  ไม่หวงไว้บริโภคจำเพาะผู้เดียว.

 001            ๕.  รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่น ๆ  ไม่ทำ
 002 ตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น. 
 003            ๖.  มีความเห็นร่วมกันกับภิกษุสามเณรอื่น ๆ  ไม่วิวาทกับใคร ๆ
 004 เพราะมีความเห็นผิดกัน.
 005            ธรรม ๖ อย่างนี้  ทำผู้ประพฤติให้เป็นที่รักที่เคารพของผู้อื่น  เป็น
 006 ไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน  เป็นไปเพื่อความไม่วิวาทกันและกัน
 007 เป็นไปเพื่อความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
 008                                                                       องฺ.  ฉกฺก.  ๒๒/๓๒๒.
 009                                 อายตนะภายใน ๖
 010            หา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ.  อินทรีย์ ๖  ก็เรียก.
 011                                               ม.  ม.  ๑๒/๙๖.  อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๘๕.
 012                               อายตนะภายนอก ๖
 013            รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  คืออารมณ์ที่มาถูกต้องกาย
 014 ธรรม  คืออารมณ์เกิดกับใจ.  อารมณ์ ๖  ก็เรียก.
 015                                             ม.  อุป.  ๑๔/๔๐๑.  อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๘๕.

 001                                           วิญญาณ ๖ 
 002            อาศัยรูปกระทบตา                 เกิดความรู้ขึ้น        เรียกจักขุวิญญาณ
 003            อาศัยเสียงกระทบหู                เกิดความรู้ขึ้น        เรียกโสตวิญญาณ
 004            อาศัยกลิ่นกระทบจมูก            เกิดความรู้ขึ้น         เรียกฆานวิญญาณ
 005            อาศัยรสกระทบลิ้น                 เกิดความรู้ขึ้น         เรียกชิวหาวิญญาณ
 006            อาศัยโผฏฐัพพะกระทบกาย    เกิดความรู้ขึ้น         เรียกกายวิญญาณ
 007            อาศัยธรรมเกิดกับใจ               เกิดความรู้ขึ้น         เรียกมโนวิญญาณ.
 008                                                 ที.  มหา.  ๑๐/๓๔๔.  อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๘๕.
 009                                            สัมผัส ๖
 010            อายตนะภายในมีตาเป็นต้น  อายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น  วิญญาณ
 011 มีจักขุวิญญาณเป็นต้น  กระทบกัน  เรียกสัมผัส  มีชื่อตามอายตนะภายใน
 012 เป็น ๖ คือ :-
 013                                  จักขุ
 014                                   โสตุ
 015                                   ฆานะ       สัมผัส.
 016                                   ชิวหา
 017                                   กาย
 018                                   มโน
 019                                                             ที.  มหา.  ๑๐/๓๔๔.  สํ.  นิ.  ๑๖/๔.
          

 001                                            เวทนา ๖
 002            สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  เป็นสุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  ไม่ทุกข์
 003 ไม่สุขบ้าง  มีชื่อตามอายตนะภายในเป็น ๖ คือ :-
 004                                    จักขุ
 005                                     โสต
 006                                     ฆาน       สัมผัสสชาเวทนา
 007                                     ชิวหา
 008                                     กาย
 009                                     มโน
 010                                                              ที.  มหา.  ๑๐/๓๔๔.  สํ.  นิ.  ๑๖/๔.
 011                                            ธาตุ ๖
 012            ๑.  ปฐวีธาตุ          คือ        ธาตุดิน.
 013            ๒.  อาโปธาตุ         คือ        ธาตุน้ำ.
 014            ๓.  เตโชธาตุ          คือ        ธาตุไฟ.
 015            ๔.  วาโยธาตุ          คือ        ธาตุลม.
 016            ๕.  อากาสธาตุ       คือ        ช่องว่างมีในกาย.
 017            ๖.  วิญญาณธาตุ    คือ        ความรู้อะไรได้.
 018                                                ม.  อุป.  ๑๔/๑๒๕.  อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๑๐๑.

 001                               สัตตกะ  คือ  หมวด ๗
 002                             อปริหานิยธรรม ๗ อย่าง
 003            ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม  เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่าย
 004 ้เดียว  ชื่อว่า  อปริหานิยธรรม  มี ๗ อย่าง  คือ :-
 005            ๑.  หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์.
 006            ๒.  เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม  เมื่อเลิกประชุม  ก็
 007 พร้อมเพรียงกันเลิก  และพร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ.
 008            ๓.  ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น  ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์
 009 ทรงบัญญัติไว้แล้ว  สาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรง
 010 บัญญัติไว้.
 011            ๔.  ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์  เคารพนับถือ
 012 ภิกษุเหล่านั้น  เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน.
 013            ๕.  ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น.
 014            ๖.  ยินดีในเสนาสนะปา.
 015            ๗.  ตั้งใจอยู่ว่า  เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล  ซึ่งยังไม่มา
 016 สู่อาวาส  ขอให้มา  ที่มาแล้ว  ขอให้อยู่เป็นสุข.
 017            ธรรม ๗ อย่างนี้  ตั้งอยู่ในผู้ใด  ผู้นั้นไม่มีความเสื่อมเลย  มีแต่
 018 ความเจริญฝ่ายเดียว.
 019                                                                       องฺ.  สตฺตก.  ๒๓/๒๑.

 001                                       อริยทรัพย์ ๗
 002            ทรัพย์  คือ  คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ  เรียก
 003 อริยทรัพย์  มี ๗ อย่าง  คือ :- 
 004            ๑.  สัทธา                เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
 005            ๒.  สีล                    รักษา  กาย  วาจา  ให้เรียบร้อย.
 006            ๓.  หิริ                    ความละอายต่อบาปทุจริต.
 007            ๔.  โอตตัปปะ         สะดุ้งกลัวต่อบาป.
 008            ๕.  พาหุสัจจะ         ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก  คือจำทรง
 009                                          ธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก.
 010            ๖.  จาคะ                สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปั่น.
 011            ๗.  ปัญญา             รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.
 012            อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้  ดีกว่าทรัพย์ภายนอก  มีเงินทองเป็นต้น
 013 ควรแสวงหาไว้มีในสันดาน.
 014                                                                        องฺ.  สตฺตก.  ๒๓/๕.
 015                                  สัปปุริสธรรม ๗ อย่าง
 016            ธรรมของสัตบุรุษ  เรียกว่า  สัปปุริสธรรม  มี ๗ อย่าง  คือ :-
 017            ๑.  ธัมมัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักเหตุ  เช่นรู้จักว่า  สิ่งนี้เป็นเหตุ
 018 แห่งสุข  สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์.
 019            ๒.  อัตถัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักผล  เช่นรู้จักว่า  สุขเป็นผลแห่ง
 020 เหตุอันนี้  ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้.
 021            ๓.  อัตตัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักตนว่า  เราว่าโดยชาติ  ตระกูล  ยศ

 001 ศักดิ์  สมบัติ  บริวาร  ความรู้  และคุณธรรมเพียงเท่านี้ ๆ  แล้วประพฤติ 
 002 ตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร.
 003            ๔.  มัตตัญญุตา  ความเป็นผู้รู้ประมาณ  ในการแสวงหาเครื่อง
 004 เลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบ  และรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร.
 005            ๕.  กาลัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควรในอันประกอบ
 006 กิจนั้น ๆ.
 007            ๖.  ปริสัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน  และกิริยาที่จะต้อง
 008 ประพฤติต่อประชุมชนนั้น ๆ  ว่า  หมู่นี้เมื่อเข้าไปหา  จะต้องทำกิริยา
 009 อย่างนี้  จะต้องพูดอย่างนี้  เป็นต้น.
 010            ๗.  ปุคคลปโรปรัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า  ผู้นี้เป็น
 011 คนดีควรคบ  ผู้นี้เป็นคนไม่ดี  ไม่ควรคบ  เป็นต้น.
 012                                                                   องฺ.  สตฺตก.  ๒๓/๑๑๓.
 013                              สัปปุริสธรรมอีก ๗ อย่าง
 014            ๑.  สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ  คือ  มีศรัทธา  มี
 015 ความละอายต่อบาป  มีความกลัวต่อบาป  เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก  เป็น
 016 คนมีความเพียร  เป็นคนมีสติมั่นคง  เป็นคนมีปัญญา.
 017            ๒.  จะปรึกษาสิ่งใดกับใคร ๆ  ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตน
 018 และผู้อื่น.
 019            ๓.  จะคิดสิ่งใดก็ไม่คิดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
 020            ๔.  จะพูดสิ่งใดก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
 021            ๕.  จะทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.

 001            ๖. มีความเห็นชอบ  มีเห็นว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น.
 002            ๗.  ให้ทานโดยเคารพ  คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้  และผู้รับทาน
 003 นั้น  ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย. 
 004                                                                นัย.  ม.  อุป.  ๑๔/๑๑๒.
 005                                     โพชฌงค์ ๗
 006            ๑.  สติ              ความระลึกได้.
 007            ๒.  ธัมมวิจยะ   ความสอดส่องธรรม.
 008            ๓.  วิริยะ          ความเพียร.
 009            ๔.  ปีติ             ความอิ่มใจ.
 010            ๕.  ปัสสัทธิ       ความสงบใจและอารมณ์.
 011            ๖.  สมาธิ          ความตั้งใจมั่น.
 012            ๗.  อุเปกขา      ความวางเฉย.
 013            เรียกตามประเภทว่า  สติสัมโพชฌงค์ไปโดยลำดับจนถึงอุเปกขา-
 014 สัมโพชฌงค์.
 015                                                                        สํ.  มหา.  ๑๙/๙๓.

 001                                 อัฏฐกะ  คือ  หมวด ๘
 002                                         โลกธรรม ๘
 003            ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่  และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น
 004 เรียกว่าโลกธรรม.  โลกธรรมนั้น ๘  อย่าง   คือ  มีลาภ ๑   ไม่มีลาภ ๑
 005 มียศ ๑   ไม่มียศ ๑    นินทา ๑   สรรเสริญ ๑    สุข ๑    ทุกข์ ๑.
 006            ในโลกธรรม ๘  ประการนี้  อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ควร
 007 พิจารณาว่า  สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มี
 008 ความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรรู้ตามที่เป็นจริง  อย่าให้มันครอบงำ
 009 จิตได้  คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา  อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา.
 010                                                                 องฺ.  สฏฺ€ก.  ๒๓/๑๕๘.
 011                      ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘  ประการ
 012            ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ๑.
 013            เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์ ๑.
 014            เป็นไปเพื่อความสะสมกองกิเลส ๑.
 015            เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ๑.
 016            เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่  คือมีนี่แล้วอยากได้
 017 นั่น ๑.
 018            เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ. ๑.
 019            เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ๑.
 020            เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ๑.

 001            ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า  ไม่ใช่ธรรม  ไม่ใช่วินัย  ไม่ใช่คำสั่งสอน
 002 ของพระศาสดา.
 003            ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ๑.
 004            เป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์ ๑.
 005            เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส ๑.
 006            เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย ๑.
 007            เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ ๑.
 008            เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่ ๑.
 009            เป็นไปเพื่อความเพียร ๑.
 010            เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ๑.
 011            ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า  เป็นธรรม  เป็นวินัย  เป็นคำสั่งสอนของ
 012 พระศาสดา.
 013                                                            องฺ.  อฏฺ€ก.  ๒๓/๒๘๘.
 014                                       มรรคที่องค์ ๘
 015            ๑.  สัมมาทิฏฐิ         ปัญญาอันเห็นชอบ  คือเห็นอริยสัจ ๔.
 016            ๒.  สัมมาสังกัปปะ   ดำริชอบ  คือ  ดำริจะออกจากกาม ๑   ดำริ
 017 ในอันไม่พยาบาท ๑   ดำริในอันไม่เบียดเบียน ๑.
 018            ๓.  สัมมาวาจา        เจรจาชอบ  คือเว้นจากวจีทุจริต ๔.
 019            ๔.  สัมมากัมมันตะ    ทำการงานชอบ  คือเว้นจากกายทุจริต ๓.

 001            ๕.  สัมมาอาชีวะ           เลี้ยงชีวิตชอบ  คือเว้นจากความเลี้ยงชีวิต
 002 โดยทางที่ผิด.
 003            ๖.  สัมมาวายามะ         เพียรชอบ  คือเพียรในที่ ๔  สถาน.
 004            ๗.  สัมมาสติ                ระลึกชอบ  คือระลึกในสติปัฏฐานทั้ง ๔.
 005            ๘.  สัมมาสมาธิ            ตั้งใจไว้ชอบ  คือเจริญฌานทั้ง ๔.
 006            ในองค์มรรคทั้ง ๘ นั้น  เห็นชอบ  ดำริชอบ  สงเคราะห์เข้าใน
 007 ปัญญาสิกขา.  วาจาชอบ   การงานชอบ  เลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้า
 008 ในสีลสิกขา.  เพียรชอบ  ระลึกชอบ  ตั้งใจไว้ชอบ  สงเคราะห์เข้าใน
 009 จิตตสิกขา.
 010                                        ม.  มู.  ๑๒/๒๖.  อภิ.  วิภงฺค.  ๓๕/๓๑๗.
 011                                    นวกะ  คือ  หมวด ๙
 012                                 มละ  คือ  มลทิน ๙ อย่าง
 013            โกรธ ๑   ลบหลู่บุญคุณท่าน ๑   ริษยา ๑   ตระหนี่ ๑   มายา ๑
 014 มักอวด ๑   พูดปด ๑   มีความปรารถนาลามก ๑   เห็นผิด ๑.
 015                                                                 อภิ.  วิภงฺค. ๓๕/๕๒๖.

 001                               ทสกะ  คือ  หมวด ๑๐
 002                                  อกุศลกรรมบถ ๑๐  
 003           จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง
 004            ๑. ปาณาติบาต              ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง  คือฆ่าสัตว์.
 005            ๒.  อทินนาทาน              ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้  ด้วย
 006 อาการแห่งขโมย.
 007            ๓.  กาเมสุ  มิจฉาจาร      ประพฤติผิดในกาม.
 008           จัดเป็นวจีกรรม  คือทำด้วยวาจา ๔ อย่าง
 009            ๔.  มุสาวาท                    พูดเท็จ.
 010            ๕.  ปิสุณาวาจา               พูดส่อเสียด.
 011            ๖.  ผรุสวาจา                   พูดคำหยาบ.
 012            ๗.  สัมผัปปลาปะ             พูดเพ้อเจ้อ.
 013            จัดเป็นมโนกรรม  คือทำด้วยใจ ๓ อย่าง
 014            ๘.  อภิชฌา                      โลภอยากได้ของเขา.
 015            ๙.  พยาบาท                     ปองร้ายเขา.
 016          ๑๐.  มิจฉาทิฏฐิ                    เห็นผิดจากคลองธรรม.
 017            กรรม ๑๐  อย่างนี้ เป็นทางบาป  ไม่ควรดำเนิน.
 018                                     ที.มหา. ๑๐/๓๕๖. ที.ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม.มู. ๑๒/๕๒๑.

 001                                        กุศลกรรมบท ๑๐ 
 002                          จัดเป็นกายกรรม ๓ อย่าง
 003            ๑.  ปาณาติปาตา  เวรมณี            เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง.
 004            ๒.  อทินนาทานา  เวรมณี             เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่
 005 ได้ให้  ด้วยอาการแห่งขโมย.
 006            ๓.  กาเมสุ  มิจฉาจารา  เวรมณี     เว้นจากประพฤติผิดในกาม.
 007                          จัดเป็นวจีกรรม ๔ อย่าง
 008            ๔.  มุสาวาทา  เวรมณี                   เว้นจากพูดเท็จ.
 009            ๕.  ปิสุณาย  วาจาย  เวรมณี         เว้นจากพูดส่อเสียด.
 010            ๖.  ผรุสาย  วาจาย  เวรมณี           เว้นจากพูดคำหยาบ.
 011            ๗.  สัมผัปปลาปา  เวรมณี             เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ.
 012                       จัดเป็นมโนกรรม ๓ อย่าง
 013            ๘.  อนภิชฌา                               ไม่โลภอยากได้ของเขา.
 014            ๙.  อพยาบาท                              ไม่พยาบาทปองร้ายเขา.
 015          ๑๐.  สัมมาทิฏฐิ                              เห็นชอบตามคลองธรรม.
 016            กรรม ๑๐ อย่างนี้เป็นทางบุญ  ควรดำเนิน.
 017                            ที. มหา. ๑๐/๓๕๙. ที ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม. มู. ๑๒/๕๒๓.
 018                                บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง
 019            ๑.  ทานมัย                                   บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
 020            ๒.  สีลมัย                                     บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.

 001            ๓.  ภาวนามัย                  บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.
 002            ๔.  อปจายนมัย               บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่
 003                                                   ผู้ใหญ่.
 004            ๕.  เวยยาวัจจมัย             บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจ
 005                                                   ที่ชอบ.
 006            ๖.  ปัตติทานมัย               บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ.
 007            ๗.  ปัตตานุโมทนามัย       บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ.
 008            ๘.  ธัมมัสสวนมัย             บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม.
 009            ๙.  ธัมมเทสนามัย            บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม.
 010          ๑๐.  ทิฏฐุชุกัมม์                 การทำความเห็นให้ตรง.
 011                                 สุ.วิ. ๓/๒๕๖. อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ. ๒๙. ตฏฺฏีกา. ๑๗๑.

 012                 ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ๑๐ อย่าง
 013            ๑.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  บัดนี้เรามีเพสต่างจาก
 014 คฤหัสถ์แล้ว  อาหารกิริยาใด ๆ ของสมณะ  เราต้องทำอาการกิริยานั้น ๆ.
 015            ๒.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่อง
 016 ด้วยผู้อื่น  เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย.
 017            ๓.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  อาการกายวาจาอย่างอื่น
 018 ที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้  ยังมีอยู่อีก  ไม่ใช่เพียงเท่านี้.

 001            ๔.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  ตัวของเราเองติเตียนตัว
 002 เราเองโดยศีลได้หรือไม่.
 003            ๕.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วติเตียน
 004 เราโดยศีลได้หรือไม่.
 005            ๖.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  เราจะต้องพลัดพรากจาก
 006 ของรักของชอบใจทั้งนั้น.
 007            ๗.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  เรามีกรรมเป็นของตัว
 008 เราทำดีจักได้ดี  ทำชั่วจักได้ชั่ว.
 009            ๘.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้
 010 เราทำอะไรอยู่.
 011            ๙.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  เรายินดีในที่สงัดหรือไม่.
 012          ๑๐.  บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือ
 013 ไม่  ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขินในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง.
 014                                                                        องฺ.  ทสก.  ๒๔/๙๑.
 015                 นาถกรณธรรม  คือ  ธรรมทำที่พึ่ง ๑๐ อย่าง
 016            ๑.  ศีล                        รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.
 017            ๒.  พาหุสัจจะ              ความเป็นผู้ได้สดับรับฟังมาก.
 018            ๓.  กัลยาณมิตตตา       ความเป็นผู้มีเพื่อนดีงาม.
 019            ๔.  โสวจัสสตา              ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย.

 001            ๕.  กิงกรณีเยสุ  ทักขตา     ความขยันช่วยเอาใจใส่ในกิจธุระของ
 002            ๖.  ธัมมกามตา                 ความใคร่ในธรรมที่ชอบ.
 003            ๗.  วิริยะ                          เพียรเพื่อจะละความชั่ว  ประพฤติความดี.
 004            ๘.  สันโดษ                       ยินดีด้วยผ้านุ่ง  ผ้าห่ม  อาหาร  ที่นอน  ที่นั่ง
 005 และยา  ตามมีตามได้.  
 006            ๙.  สติ                             จำการที่ได้ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้.
 007          ๑๐.  ปัญญา                       รอบรู้ในกองสังขารตามเป็นจริงอย่างไร.
 008                                                                              องฺ.  ทสก.  ๒๔/ ๒๗.
 009                กถาวัตถุ  คือ ถ้อยคำที่ควรพูด ๑๐ อย่าง
 010            ๑.  อัปปิจฉกถา                 ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย.
 011            ๒.  สันตุฏฐิกถา                 ถ้อยคำที่ชักนำให้สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมี
 012 ตามได้.
 013            ๓. ปวิเวกกถา                    ถ้อยคำที่ชักนำให้สงัดกายสงัดใจ.
 014            ๔.  อสังสัคคกถา                ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้ระคนด้วยหมู่.
 015            ๕.  วิริยารัมภกถา               ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพียร.
 016            ๖.  สีลกถา                         ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล.
 017            ๗.  สมาธิกถา                     ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้สงบ.
 018            ๘.  ปัญญากถา                  ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา.
 019            ๙.  วิมุตติกถา                    ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลส.

 001          ๑๐.  วิมุตติญาณทัสสนากถา         ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความรู้ความเห็น
 002 ในความที่ใจพ้นจากกิเลส.
 003                                                                           องฺ.  ทสก.  ๒๔/๑๓๘.
 004             อนุสสติ  คือ  อารมณ์ควรระลึก ๑๐  ประการ
 005            ๑.  พุทธานุสสติ        ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า.
 006            ๒.  ธัมมานุสสติ          ระลึกถึงคุณของพระธรรม.
 007            ๓.  สังฆานุสสติ        ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์.
 008            ๔.  สีลานุสสติ          ระลึกถึงศีลของตน.
 009            ๕.  จาคานุสสติ        ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้ว.
 010            ๖.  เทวตานุสสติ       ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา.
 011            ๗.  มรณัสสติ           ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน.
 012            ๘.  กายคตาสติ        ระลึกทั่วไปในกาย  ให้เห็นว่า  ไม่งาม  น่า
 013 เกลียดโสโครก.
 014            ๙.  อานาปานสติ      ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก.
 015          ๑๐.  อุปสมานุสสติ     ระลึกถึงคุณพระนิพพาน  ซึ่งเป็นที่ระงับ
 016 กิเลสและกองทุกข์.
 017                                                    วิ.  ฉอนุสฺสติ.  ป€ม.  ๒๕๐.
                                                                 

 001                          ปกิณณกะ  คือ  หมวดเบ็ดเตล็ด
 002                อุปกิเลส  คือ  โทษเครื่องเศร้าหมอง ๑๖ อย่าง๑
 003            ๑.  อภิชฌาวิสมโลภะ   ละโมบไม่สม่ำเสมอ  คือความเพ่งเล็ง.
 004            ๒.  โทสะ.                    ร้ายกาจ. 
 005            ๓.  โกธะ                     โกรธ.
 006            ๔.  อุปนาหะ                ผูกโกรธไว้.
 007            ๕.  มักขะ                     ลบหลู่คุณท่าน.
 008            ๖.  ปลาสะ                   ตีเสมอ  คือยกตัวเทียมท่าน.
 009            ๗.  อิสสา                     ริษยา  คือเห็นเขาได้ดี  ทนอยู่ไม่ได้.
 010            ๘.  มัจฉริยะ                 ตระหนี่.
 011            ๙.  มายา                     มารยา  คือเจ้าเล่ห์.
 012          ๑๐.  สาเถยยะ               โอ้อวด.
 013          ๑๑.  ถัมภะ                    หัวดื้อ.
 014          ๑๒.  สารัมภะ                 แข่งดี.
 015          ๑๓.  มานะ                     ถือตัว.
 016          ๑๔.  อติมานะ                ดูหมิ่นท่าน.
 017          ๑๕.  มทะ                      มัวเมา.
 018          ๑๖.  ปมาทะ                  เลินเล่อ.
 019                                                      ม.  มู.  ๑๒/๒๖-๒๗,๖๕.

๑.  ในธัมมทายาทสูตร  ( ม. มู. ๑๒/๒๖-๒๗ ) ข้อ ๑ ว่า โลภะ  ข้อ ๑ ว่า โทสะ ในวัตถุ-
ปมสูตร  ( ม. มู. ๑๒/๖๕ ) ข้อ ๑ ว่า อภิชฌาวิสมโลภะ  ข้อ ๒ ว่า  พยาปาทะ. นอกนั้น
เหมือนกัน.

 001                     โพธิปักขิยธรรม ๓๗  ประการ
 002            สติปัฏฐาน ๔               ( หน้า ๓๙ ).
 003            สัมมัปปธาน ๔             ( ปธาน ๔  หน้า ๓๕ ).
 004            อิทธิบาท ๔                  ( หน้า ๓๖ ).
 005            อินทรีย์ ๕                     ( หน้า ๔๕ ).
 006            พละ ๕                         ( หน้า ๔๕ ).
 007            โพชฌงค์ ๗                  ( หน้า ๕๔ ).
 008            มรรคมีองค์ ๘               ( หน้า ๕๖ ).

 001                                        คิหิปฏิบัติ
 002                                          จตุกกะ
 003                กรรมกิเลส  คือ  กรรมเครื่องเศร้าหมอง ๔ อย่าง
 004            ๑.  ปาณาติบาต             ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง.
 005            ๒.  อทินนาทาน              ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้  ด้วยอาการ
 006 แห่งขโมย.
 007            ๓.  กาเมสุ  มิจฉาจาร     ประพฤติผิดในกาม.
 008            ๔.  มุสาวาท                  พูดเท็จ.
 009            กรรม ๔ อย่างนี้  นักปราชญ์ไม่สรรเสริญเลย.
 010                                                                           ที. ปาฏิ.  ๑๑/๑๙๕.
 011                   อบายมุข  คือ  เหตุเครื่องฉิบหาย ๔ อย่าง
 012            ๑.  ความเป็นนักเลงหญิง.
 013            ๒.  ความเป็นนักเลงสุรา.
 014            ๓.  ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน.
 015            ๔.  ความคบคนชั่วเป็นมิตร.
 016            โทษ ๔ ประการนี้  ไม่ควรประกอบ.
 017                                                                         องฺ. อฏฺก.  ๒๓/๒๙๖.

 001        ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์  คือ  ประโยชน์ในปัจจุบัน ๔ อย่าง๑
 002            ๑.  อุฏฐานสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยความหมั่น  ในการประกอบกิจ
 003 เครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี  ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี  ในการทำธุระหน้าที่
 004 ของตนก็ดี.
 005            ๒.  อารักขสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยการรักษา  คือรักษาทรัพย์ที่
 006 แสวงหามาได้ด้วยความหมั่น  ไม่ให้เป็นอันตรายก็ดี  รักษาการงาน
 007 ของตน  ไม่ให้เสื่อมเสียไปก็ดี.
 008            ๓.  กัลยาณมิตตตา  ความมีเพื่อนเป็นคนดี  ไม่คบคนชั่ว.
 009            ๔.  สมชีวิตา  ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้
 010 ไม่ให้ฝืดเคืองนัก  ไม่ให้ฟูมฟายนัก.
 011                                                                 องฺ.  อฏฺ€ก.  ๒๓/๒๙๔.
 012        สัมปรายิกัตถประโยชน์  คือ  ประโยชน์ภายหน้า ๔ อย่าง๒
 013            ๑.  สัทธาสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยศรัทธา  คือเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
 014 เช่นเชื่อว่า  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  เป็นต้น.
 015            ๒.  สีลสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยศีล  คือรักษากายวาจาเรียบร้อยดี
 016 ไม่มีโทษ.
 017            ๓.  จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน  เป็นการเฉลี่ยสุข
 018 ให้แก่ผู้อื่น.
 019            ๔.  ปัญญาสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยปัญญา  รู้จักบาป  บุญ  คุณ

๑.  ในบาลีใช้ว่า  ธรรม ๔ ประการ  เป็นไปเพื่อเกื้อกูล  เพื่อสุขในปัจจุบัน.
๒.  ในบาลีใช้ว่า  ธรรม ๔ ประการ  เป็นไปเพื่อเกื้อกูล  เพื่อสุขในภายหน้า.

 001 โทษ  ประโยชน์  มิใช่ประโยชน์  เป็นต้น
 002                                                             องฺ.  อฏฺ€ก.  ๒๓/๒๙๗.
 003                    มิตตปฏิรูป  คือ  คนเทียมมิตร ๔ จำพวก
 004            ๑.  คนปอกลอก.
 005            ๒.  คนดีแต่พูด.
 006            ๓.  คนหัวประจบ.
 007            ๔.  คนชักชวนในทางฉิบหาย.
 008            คน ๔ จำพวกนี้  ไม่ใช่มิตร  เป็นแค่คนเทียมมิตร  ไม่ควรคบ.
 009                                                                   ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๑๙๙.
 010                ๑.  คนปอกลอก  มีลักษณะ ๔
 011            ( ๑ )  คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว.
 012            ( ๒ )  เสียให้น้อย  คิดเอาให้ได้มาก.
 013            ( ๓ )  เมื่อมีภัยแก่ตัว  จึงรับทำกิจของเพื่อน.
 014            ( ๔ )  คบเพื่อเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว
 015                                                                    ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๑๙๙.
 016                   ๒.  คนดีแต่พูด  มีลักษณะ ๔
 017            ( ๑ )  เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย.
 018            ( ๒ )  อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย.
 019            ( ๓ )  สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้.
 020            ( ๔ )  ออกปากพึ่งมิได้.
 021                                                                    ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๐

 001                ๓.  คนหัวประจบ  มีลักษณะ ๔
 002            ( ๑ )  จะทำชั่วก็คล้อยตาม.
 003            ( ๒ )  จะทำดีก็คล้อยตาม.
 004            ( ๓ )  ต่อหน้าว่าสรรเสริญ.
 005            ( ๔ )  ลับหลังตั้งนินทา.
 006                                                                         ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๐.
 007        ๔.  คนชักชวนในทางฉิบหาย  มีลักษณะ ๔
 008            ( ๑ )  ชักชวนดื่มน้ำเมา.
 009            ( ๒ )  ชักชวนเที่ยวกลางคืน.
 010            ( ๓ )  ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น.
 011            ( ๔ )  ชักชวนเล่นการพนัน.
 012                                                                          ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๐.
 013                                 มิตรแท้ ๔ จำพวก
 014            ๑.  มิตรมีอุปการะ.
 015            ๒.  มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์.
 016            ๓.  มิตรแนะประโยชน์.
 017            ๔.  มิตรมีความรักใคร่.
 018                   มิตร ๔ จำพวกนี้  เป็นมิตรแท้  ควรคบ.
 019                                                                         ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๑.
 020               ๑.  มิตรมีอุปการะ  มีลักษณะ ๔
 021            ( ๑ )  ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว.

 001            ( ๒ )  ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว.
 002            ( ๓ )  เมื่อมีภัย  เป็นที่พึ่งพำนักได้. 
 003            ( ๔ )  เมื่อมีธุระ  ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก.
 004                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๑.
 005            ๒.  มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์  มีลักษณะ ๔
 006            ( ๑ )  ขยายความลับของตนแก่เพื่อน.
 007            ( ๒ )  ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย.
 008            ( ๓ )  ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ.
 009            ( ๔ )  แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้.
 010                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๑.
 011              ๓.  มิตรแนะประโยชน์  มีลักษณะ ๔
 012            ( ๑ )  ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว.
 013            ( ๒ )  แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี.
 014            ( ๓ )  ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.
 015            ( ๔ )  บอกทางสวรรค์ให้.
 016                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๑.
 017              ๔.  มิตรมีความรักใคร่  มีลักษณะ ๔
 018            ( ๑ )  ทุกข์ ๆ  ด้วย.
 019            ( ๒ )  สุข ๆ  ด้วย.
 020            ( ๓ )  โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน.
 021            ( ๔ )  รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน.
 022                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๒.

 001                                สังคหวัตถุ ๔ อย่าง
 002            ๑.  ทาน              ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน.
 003            ๒.  ปิยวาจา        เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน.
 004            ๓.  อัตถจริยา      ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น.
 005            ๔.  สมานัตตตา   ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว.
 006            คุณทั้ง ๔ อย่างนี้  เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้.
 007                                                                        องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๔๒.
 008                              สุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง
 009            ๑.  สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์.
 010            ๒.  สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค.
 011            ๓.  สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้.
 012            ๔.  สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ.
 013                                                                        องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๙๐.
 014   ความปรารถนาของบุคคลในโลกที่ได้สมหมายด้วยยาก ๔ อย่าง
 015            ๑.  ขอสมบัติจงเกิดมีแก่เราโดยทางที่ชอบ.
 016            ๒.  ขอยศจงเกิดมีแก่เราและญาติพวกพ้อง.
 017            ๓.  ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน.
 018            ๔.  เมื่อสิ้นชีพแล้ว  ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์.
 019                                                                        องฺ. จตุกฺก.  ๒๑/๘๕.

 001                 ธรรมเป็นเหตุให้สมหมาย  มีอยู่ ๔ อย่าง
 002            ๑.  สัทธาสัมปทา         ถึงพร้อมด้วยศรัทธา.
 003            ๒.  สีลสัมปทา             ถึงพร้อมด้วยศีล.
 004            ๓.  จาคสัมปทา           ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน.
 005            ๔.  ปัญญาสัมปทา      ถึงพร้อมด้วยปัญญา.
 006                                                                        องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๘๑.
 007            ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่นานไม่ได้  เพราะสถาน ๔
 008            ๑.  ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว.
 009            ๒.  ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า.
 010            ๓.  ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ.
 011            ๔.  ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน.
 012            ผู้หวังจะดำรงตระกูล  ควรเว้นสถาน ๔ ประการนั้นเสีย.
 013                                                                        องฺ.  จตุกฺก.  ๒๑/๓๓๖.
 014                                ธรรมของฆราวาส ๔
 015            ๑.  สัจจะ           สัตย์ซื่อต่อกัน.
 016            ๒.  ทมะ             รู้จักข่มจิตของตน.
 017            ๓.  ขันติ             อดทน.
 018            ๔.  จาคะ           สละให้ปันสิ่งของของตนแก่ตนที่ควรให้ปัน.
 019                                                                               สํ.  ส.  ๑๕/๓๑๖.

 001                                      ปัญจกะ
 002               ประโยชน์เกิดแต่การถือโภคทรัพย์ ๔ อย่าง
 003           แสวงหาโภคทรัพย์ได้โดยทางที่ชอบแล้ว
 004            ๑.  เลี้ยงตัว  มารดา  บิดา  บุตร  ภรรยา  บ่าวไพร่  ให้เป็นสุข.
 005            ๒.  เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข.
 006            ๓.  บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่าง ๆ.
 007            ๔.  ทำพลี ๕ อย่าง  คือ
 008                      ก.  ญาติพลี  สังเคราะห์ญาติ.
 009                      ข.  อติถิพลี  ต้องรับแขก.
 010                      ค.  ปุพพเปตพลี  ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย.
 011                      ฆ.  ราชพลี  ถวายเป็นหลวง  มีภาษีอากรเป็นต้น.
 012                      ง.  เทวตาพลี  ทำบุญอุทิศให้เทวดา.
 013            ๕.  บริจาคทานในสมณะพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ.
 014                                                                        องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๔๘.
 015                                                ศีล ๕
 016            ๑.  ปาณาติปาตา  เวรมณี         เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป.
 017            ๒.  อทินนาทานา  เวรมณี          เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้
 018 ให้  ด้วยอาการแห่งขโมย.
 019            ๓.  กาเมสุ  มิจฉาจารา เวรมณี  เว้นจากประพฤติผิดในกาม.
 020            ๔.  มุสาวาทา  เวรมณี               เว้นจากพูดเท็จ.

 001            ๕.  สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา  เวรมณี   เว้นจากดื่มน้ำเมา  คือ
 002 สุราและเมรัย  อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท.
 003                    ศีล ๕ ประการนี้  คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นนิตย์.
 004                                                                        องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๒๒๖.
 005           มิจฉาวณิชชา  คือการค้าขายไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง
 006            ๑.  ค้าขายเครื่องประหาร.
 007            ๒.  ค้าขายมนุษย์.
 008            ๓.  ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร.
 009            ๔.  ค้าขายน้ำเมา.
 010            ๕.  ค้าขายยาพิษ.
 011            การค้าขาย ๕ อย่างนี้  เป็นข้อห้ามอุบาสกไม่ให้ประกอบ.
 012                                                                        องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๒๓๒.
 013                        สมบัติของอุบาสก ๕ ประการ
 014            ๑.  ประกอบด้วยศรัทธา.
 015            ๒.  มีศีลบริสุทธิ์.
 016            ๓.  ไม่ถือมงคลตื่นข่าว  คือเชื่อกรม  ไม่เชื่อมงคล.
 017            ๔.  ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา.
 018            ๕.  บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา.
 019            อุบาสกพึงตั้งอยู่ในสมบัติ ๕ ประการ  และเว้นจากวิบัติ ๕ ประการ
 020 ซึ่งวิปริตจากสมบัตินั้น.
 021                                                                        องฺ.  ปฺจก.  ๒๒/๒๓๐.

 001                                         ฉักกะ
 002                                         ทิศ ๖
 003            ๑.  ปุรัตถิมทิส     คือทิศเบื้องหน้า  มารดาบิดา.
 004            ๒.  ทิกขิณทิส      คือทิศเบื้องขวา   อาจารย์.
 005            ๓.  ปัจฉิมทิศ      คือทิศเบื้องหลัง   บุตรภรรยา.
 006            ๔.  อุตตรทิส       คือทิศเบื้องซ้าย   มิตร.
 007            ๕.  เหฏฐิมทิส     คือทิศเบื้องต่ำ     บ่าว.
 008            ๖.  อุปริมทิส       คือทิศเบื้องต้น     สมณพราหมณ์.
 009                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๓.
 010            ๑.  ปุรัตถิมทิส  คือทิศเบื้องหน้า  มารดาบิดา  บุตรพึงบำรุงด้วย
 011 สถาน ๕
 012            ( ๑ )  ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว  เลี้ยงท่านตอบ.
 013            ( ๒ )  ทำกิจของท่าน.
 014            ( ๓ )  ดำรงวงศ์สกุล.
 015            ( ๔ )  ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก.
 016            ( ๕ )  เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน.
 017                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๐/๒๐๓.
 018    มารดาบิดาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕
 019            ( ๑ )  ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว.
 020            ( ๒ )  ให้ตั้งอยู่ในความดี.
 021            ( ๓ )  ให้ศึกษาศิลปวิทยา.

 001            ( ๔ )  หาภรรยาที่สมควรให้.
 002            ( ๕ )  มอบทรัพย์ให้ในสมัย.
 003                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๓.
 004  ๒.  ทักขิณทิส  คือทิศเบื้องขวา อาจารย์  ศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕
 005            ( ๑ )  ด้วยลุกขึ้นยืนรับ.
 006            ( ๒ )  ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้.
 007            ( ๓ )  ด้วยเชื่อฟัง.
 008            ( ๔ )  ด้วยอุปัฏฐาก.
 009            ( ๕ )  ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ.
 010                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๓.
 011 อาจารย์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕
 012            ( ๑ )  แนะนำดี.
 013            ( ๒ )  ให้เรียนดี.
 014            ( ๓ )  บอกศิลปให้สิ้นเชิง  ไม่ปิดบังอำพราง.
 015            ( ๔ )  ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง.
 016            ( ๕ )  ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย  ( คือจะไปทางทิศไหนก็ไม่
 017 อดอยาก ).
 018                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๔.
 019 ๓.  ปัจฉิมทิส  คือทิศเบื้องหลัง  ภรรยา  สามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
 020            ( ๑ )  ด้วยยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา.
 021            ( ๒ )  ด้วยไม่ดูหมิ่น.

 001            ( ๓ )  ด้วยไม่ประพฤติล่วงใจ.
 002            ( ๔ )  ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้.
 003            ( ๕ )  ด้วยให้เครื่องแต่งตัว.
 004                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๔.
 005  ภรรยาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕
 006            ( ๑ )  จัดการงานดี.
 007            ( ๒ )  สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี.
 008            ( ๓ )  ไม่ประพฤติล่วงใจผัว.
 009            ( ๔ )  รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ไว้.
 010            ( ๕ )  ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง.
 011                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๔.
 012 ๔.  อุตตรทิส  คือทิศเบื้องซ้าย  มิตร  กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
 013            ( ๑ )  ด้วยให้ปัน.
 014            ( ๒ )  ด้วยเจรจาถ้อยคำไพเราะ.
 015            ( ๓ )  ด้วยประพฤติประโยชน์.
 016            ( ๔ )  ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ.
 017            ( ๕ )  ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความเป็นจริง.
 018                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๔.
 019 มิตรได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕
 020            ( ๑ )  รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว.
 021            ( ๒ )  รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว.

 001            ( ๓ )  เมื่อมีภัย  เอาเป็นที่พึ่งพำนักได้.
 002            ( ๔ )  ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ.
 003            ( ๕ )  นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร.
 004                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๕.
 005 ๕.  เหฏฐิมทิส  คือทิศเบื้องต่ำ  บ่าว  นายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
 006            ( ๑ )  ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแกกำลัง.
 007            ( ๒ )  ด้วยให้อาการและรางวัล.
 008            ( ๓ )  ด้วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้.
 009            ( ๔ )  ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน.
 010            ( ๕ )  ด้วยปล่อยในสมัย.
 011                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๕.
 012 บ่าวได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕
 013            ( ๑ )  ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย.
 014            ( ๒ )  เลิกการงานทีหลังนาย.
 015            ( ๓ )  ถือเอาแต่ของที่นายให้.
 016            ( ๔ )  ทำการงานให้ดีขึ้น.
 017            ( ๕ )  นำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ.
 018                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๕.
 019            ๖.  อุปริมทิส  คือทิศเบื้องบน  สมณะพราหมณ์  กุลบุตรพึงบำรุง
 020 ด้วยสถาน ๕
 021            ( ๑ )  ด้วยกายกรรม คือทำอะไร ๆ  ประกอบด้วยเมตตา.

 001            ( ๒ )  ด้วยจีกรรม  คือพูดอะไร ๆ  ประกอบด้วยเมตตา.
 002            ( ๓ )  ด้วยมโนกรรม  คือคิดอะไร ๆ  ประกอบด้วยเมตตา.
 003            ( ๔ )  ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู  คือมิได้ห้ามเข้าบ้านเรือน.
 004            ( ๕ )  ด้วยให้อามิสทาน.
 005                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๕.
 006            สมณะพราหมณ์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วย
 007 สถาน ๖
 008            ( ๑ )  ห้ามไม่ให้กระทำความชั่ว.
 009            ( ๒ )  ให้ตั้งอยู่ในความดี.
 010            ( ๓ )  อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม.
 011            ( ๔ )  ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.
 012            ( ๕ )  ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่ม.
 013            ( ๖ )  บอกทางสวรรค์ให้.
 014                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๒๐๖.
 015                        อายมุข  คือเหตุเครื่องฉิบหาย ๖
 016            ( ๑ )  ดื่มน้ำเมา.
 017            ( ๒ )  เที่ยวกลางคืน.
 018            ( ๓ )  เที่ยวดูการเล่น.
 019            ( ๔ )  เล่นการพนัน.
 020            ( ๕ )  คบคนชั่วเป็นมิตร.

 001            ( ๖ )  เกียจคร้านทำการงาน.
 002                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๑๙๖.
 003                       ๑. ดื่มน้ำเมา  มีโทษ ๖
 004            ( ๑ )  เสียทรัพย์.
 005            ( ๒ )  ก่อการทะเลาะวิวาท.
 006            ( ๓ )  เกิดโรค.
 007            ( ๔ )  ต้องติเตียน.
 008            ( ๕ )  ไม่รู้จักอาย.
 009            ( ๖ )  ทอนกำลังปัญญา.
 010                                                                        ที.  ปาฏิ. ๑๑/๑๙๖.
 011                     ๒.  เที่ยวกลางคืน  มีโทษ ๖
 012            ( ๑ )  ชื่อว่าไม่รักษาตัว.
 013            ( ๒ )  ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย.
 014            ( ๓ )  ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ.
 015            ( ๔ )  เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย.
 016            ( ๕ )  มักถูกใส่ความ.
 017            ( ๖ )  ได้ความลำบากมาก.
 018                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๑๙๗.
 019                   ๓.  เที่ยวดูการเล่น  มีโทษตามวัตถุที่ไปดู ๖
 020            ( ๑ )  รำที่ไหนไปที่นั่น.
 021            ( ๒ )  ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น.

 001            ( ๓ ) ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น.
 002            ( ๔ )  เสภาที่ไหนไปที่นั่น.
 003            ( ๕ )  เพลงที่ไหนไปที่นั่น.
 004            ( ๖ )  เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น.
 005                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๑๙๗.
 006               ๔.  เล่นการพนัน  มีโทษ ๖
 007            ( ๑ )  เมื่อชนะย่อมก่อเวร.
 008            ( ๒ )  เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป.
 009            ( ๓ )  ทรัพย์ย่อมฉิบหาย.
 010            ( ๔ )  ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ.
 011            ( ๕ )  เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน.
 012            ( ๖ )  ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย.
 013                                                                        ที.  ปาฏิ.  ๑๑/๑๙๗.
 014        ๕.  คบคนชั่วเป็นมิตร  มีโทษตามบุคคลที่คบ ๖
 015            ( ๑ )  นำให้เป็นนักเลงการพนัน.
 016            ( ๒ )  นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้.
 017            ( ๓ )  นำให้เป็นนักเลงเหล้า.
 018            ( ๔ )  นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม.
 019            ( ๕ )  นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งหน้าง
 020            ( ๖ )  นำให้เป็นคนหัวไม้.
 021                                                                        ที.  ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗.

 001               ๖.  เกียจคร้านทำการงาน  มีโทษ ๖
 002            ( ๑ )  มักให้อ้างว่า    หนาวนัก        แล้วไม่ทำการงาน.
 003            ( ๒ )  มักให้อ้างว่า    ร้อนนัก          แล้วไม่ทำการงาน.
 004            ( ๓ )  มักให้อ้างว่า    เวลาเย็นแล้ว  แล้วไม่ทำการงาน.
 005            ( ๔ )  มักให้อ้างว่า    ยังเช้าอยู่       แล้วไม่ทำการงาน.
 006            ( ๕ )  มักให้อ้างว่า    หิวนัก            แล้วไม่ทำการงาน.
 007            ( ๖ )  มักให้อ้างว่า     ระหายนัก     แล้วไม่ทำการงาน. 
 008            ผู้หวังความเจริญด้วยโภคทรัพย์  พึงเว้นเหตุเครื่องฉิบหาย ๖
 009 ประการนี้เสีย.
 010                                                                        ที.  ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗.











 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน