*/
  • thitimedia
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thitimedia@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-30
  • จำนวนเรื่อง : 403
  • จำนวนผู้ชม : 2246781
  • จำนวนผู้โหวต : 1400
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1400 คน
<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน 2554
Posted by thitimedia , ผู้อ่าน : 3753 , 04:18:11 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน thitimedia โหวตเรื่องนี้





คำนำ
(ของผู้ประพันธ์) 


 การ ที่ข้าพเจ้าสามารถประพันธ์เรื่องพระจรรยาและพระลัทธิ อีกทั้งสามารถเผยแผ่พระอัธยาตมวิทยาแห่งพระองค์สมเด็จพระสมณโคมดม ผู้เป็นเจ้าแห่งชนชาติฮินดู ซึ่งเป็นผู้ทรงพระคุณธรรมอันสุขุมคัมภีรภาพ และผู้ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนา อันประกอบด้วยสัมมาสัมโพธิญาณในกาพย์คดีเล่มนี้ได้นั้น ก็โดยได้อาศัยการถ่ายเทมาจากพุทธศาสนิกชน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมะอันเคร่งครัดผู้หนึ่ง

                
แม้ว่าพระพุทธศาสนาได้อุบัติมาแล้วตั้งแต่ ๒,๔๐๐ ปีกว่า ก็ยังมีผู้ที่เคารพนับถือมากมาย ทั้งยังคงเจริญอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ อีกทั้งได้ไพศาลไปในเหล่าประเทศทั้งปวงมากหลายจนแม้แต่ในประเทศ ซึ่งมีความเชื่อถือในลัทธิอย่างอื่น ก็ได้ไพศาลไปในประเทศเหล่านั้นเหมือนกันก็ดี แต่ว่าในประเทศยุโรปนั้น นับแต่กาลสมัยก่อนๆ เป็นลำดับมา จนกระทั่งกาลสมัยที่พึ่งล่วงมาแล้วนี้เอง ไม่ทราบหรือแทบจะไม่เข้าใจเลยว่า เรื่องราวของพระพุทธศาสนาอันเจริญรุ่งเรืองอยู่ในทวีปอาเซียนี้ เป็นอย่างไรบ้าง จำนวนคนตั้ง ๔๗๐ ล้านคน เป็นและตายอยู่ภายใต้ธรรมะบรรทัดฐานแห่งองค์สมเด็จพระสมณโคดม และความไพศาลอันรุ่งเรืองด้วยความศรัทธาในพระศาสนาของพระองค์ ซึ่งเป็นพระบรมศาสดาจารย์แต่โบราณกาล

                
ณ กาลทุกวันนี้ ก็กำลังเจริญอยู่ในแว่นแคว้นเนปาล เกาะลังกา ทั่วทุกคาบสมุทรแห่งภาคบุรพทิศ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ทวีปอาเซียภาคกลาง ประเทศไซบีเรีย และตลอดจนกระทั่งแม้แต่ที่ลาโปเนียของสวีเด็น ส่วนในประเทศอินเดียที่เป็นประเทศซึ่งแต่เดิมก็นับเนื่องอยู่ในพระราชอาณาจักรอันรุ่งเรือง ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งพระพุทธศาสนา แต่บัดนี้ พระพุทธศาสนาแทบจะเสื่อมความนิยมนับถือเสียสิ้นแล้วก็ดี แต่โดยเหตุที่พระพุทธศาสนานี้ ประกอบด้วยพระคุณธรรมอันจะลบล้างล้มเลิกเสียมิได้ พระโอวาทของสมเด็จพระสมณโคดมยังจารึกอยู่จึงสามารถแทรกแซงอยู่เหนือลัทธิประเพณีพราหมณ์สมัยใหม่ได้ บรรดาความนิยมและความเชื่อถือของชาวฮินดูซึ่งปรากฏเด่นชัดยิ่ง ก็นอบน้อมอย่างละมุนละม่อมไปข้างลัทธิของพระพุทธเจ้า

                
เมื่อเป็นดังนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า มีมหาชนมากกว่าเศษหนึ่งส่วนสามของจำนวนมนุษย์ทั้งโลก ต้องนับถือเคารพในพระจรรยานุวัตร และพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งบารมีพระองค์นี้ ซึ่งแม้แต่เรื่องราวของพระองค์จะมีความบกพร่อง โดยเหตุที่จำลองให้แจ้งแสดงให้ปรากฏไม่ได้บริบูรณ์สืบๆ กันมาก็ดี ก็ยังกระทำให้น่าเชื่อว่า พระองค์เป็นเอกอัครมหาบุรุษในตำนานแห่งความคิดทางใจ เป็นองค์ที่ควรได้รับความรัก ความเคารพอย่างเอก เป็นองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ มีธรรมเมตตากรุณาเอ็นดูแก่สัตว์โลกทั้งปวงอย่างยิ่ง จนหาผู้ใดในประวัติแห่งผู้ทรงไว้ซึ่งความคิด ความวิจารณ์ทางใจมาเสมอเหมือนพระองค์เสียมิได้

                
ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์ทั้งปวง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธศาสนา มีแตกต่างกันบ้างเฉพาะในพลความบางข้อ จนกระทั่งถึงบางข้อบางเรื่อง กระทำให้เป็นมลทินมัวหมองแก่พระศาสนา โดยเกิดจากการประดิษฐ์ต่อเติมด้วยความหวังอันผิดและความบกพร่องในการตกแต่งคัดลอกก็ดี ก็ไม่มีข้อใด คำใดที่อาจทำให้ความบริสุทธิ์อันสดใสยิ่งลดน้อยลง โดยพระบารมีของพระบรมศาสดาจารย์ของชาวอินเดีย ผู้มีพระปัญญาอันทรงพระคุณธรรมวิเศษอย่างล้ำเลิศและเคร่งครัดยิ่ง ในการที่ทรงทรมาน (ซึ่งแม้พระองค์เป็นถึงลูกกษัตริย์ก็ดี) เพื่อประโยชน์แก่มนุษยโลกทั่วไป

                
อนึ่ง ถึงแม้ว่ามองสิเออร์บาร์เทเลอมี-แซงต์อีแลร์ ได้มีอรรถาธิบายในเรื่องพระพุทธศาสนาผิดถนัดไปบางข้อก็ดี ศาสตราจารย์ มักซ์มุลเลช์ ก็ยังรับรองว่าถูกต้อง ในตอนที่มองสิเออร์บาร์เทเลอมี-แซงต์อีแลร์ กล่าวถึงพระสิทธัตถะว่า "พระจรรยาของพระองค์หามลทินมิได้เลย พระวิริยภาพของพระองค์กับความมั่นของพระองค์มีน้ำหนักเทียบเท่ากัน หากว่าตำหรับที่มีอยู่นั้นคลาดเคลื่อนก็ดี แต่อาการที่พระองค์ทรงประพฤติด้วยพระวรกายของพระองค์เองให้เป็นตัวอย่างทั้งปวง ก็ล้วนแต่เป็นแบบ ซึ่งไม่มีที่ตำหนิติเตียนได้ทั้งสิ้น"

                
พระองค์เป็นผู้สำเร็จแล้วในตัวอย่างทั้งปวง ซึ่งพระองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ การสละเสียซึ่งความสุขในส่วนพระองค์กับความเมตตาของพระองค์ กับทั้งพระอริยคุณสมบัติอันบริสุทธิ์ของพระองค์ไม่มีที่วิปริตไปเลย จนแม้แต่ในขณะใดทั้งสิ้น ก่อนที่พระองค์จะแสดงลัทธิของพระองค์ให้ปรากฏแก่สัตว์โลกทั้งปวงนั้น พระองค์ได้เสด็จออกทรงบรรพชา ทำทุกรกิริยาเป็นเวลา ๖ ปี เพื่อพิจารณาค้นหาความจริงแห่งโลก
                 "
ครั้นตรัสรู้แล้วก็ได้เผยแผ่ศาสนาของพระองค์ โดยพระอาการสงบเงียบในทางวาจา คือ การเทศนาสั่งสอนสรรพสัตว์โลกทั้งปวงเท่านั้น เป็นเวลาถึง ๔๕ ปีเศษ ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จสู่ปรินิพพาน อยู่ในระหว่างหัตถ์แห่งสาวกทั้งปวงของพระองค์ ก็ทรงประกอบพร้อมด้วยพระลักษณะอันบริสุทธิ์เป็นเอกอัครมหาบุรุษ ผู้ซึ่งได้ทรงกระทำความดีมาแล้วตลอดพระชนมชีพของพระองค์ และแสดงว่า คือพระองค์นั่นแหละ ซึ่งเป็นองค์ผู้ทรงพบแล้วซึ่งความจริงทั้งปวงแห่งโลก"

                
ดังนี้จึงเป็นอันว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทรงบรรลุแล้วซึ่งผลสำเร็จในมรรคผลแห่งธรรมวิเศษ อันน่าพิศวงสำหรับมนุษย์ และถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ทรงเห็นพ้องด้วยกับจารีตบางอย่างและพระองค์ตรัสว่า พระองค์เป็นผู้ซึ่งทรงได้บรรลุแล้วซึ่งนิพพาน แต่พระองค์ก็ยังได้ตรัสเหมือนกันว่า "ผู้อื่นก็อาจสามารถสร้างกุศลให้บรรลุถึงซึ่งนิพพานได้เหมือนกัน" วันแล้ววันเล่ากองบุปผชาติก็มีแต่เดียรดาษเหนือปูชนียสถานแห่งพระองค์ และทุกๆ วันมนุษยโลกอันอักโขก็มีแต่ภาวนาออกจากปากของตนซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยประโยคอันนี้ว่า "ข้าพเจ้าขอพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง" 

                
พระพุทธเจ้าซึ่งออกพระนามในกาพย์คดีนี้ต้องมีจริงโดยไม่ต้องสงสัย พระองค์ทรงสมภพในแดนเนปาล (เชิงเขาหิมพานต์) ก่อนพระเยซูเกิดราว ๖๒๓ ปี และเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานในราว ๕๔๓ ปี ก่อนคริสตกาล ที่เมืองโกสินาราในเขตแขวงมณฑลอุทธะ ดังนี้เมื่อนำศาสนาอื่นมาเปรียบเทียบกับพระศาสนาอันน่าเคารพ กอปรด้วยความนับถือของหมู่ชนทั่วโลก และชั่วนิรันดรนี้แล้ว จักบังเกิดความรักและความนับถืออของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด

                
อันคุณสมบัติที่กระทำให้เชื่อถือในผลแห่งความดีซึ่งไม่มีอะไรที่จะทำลายลงได้ อีกทั้งความมั่นคงในข้อที่ว่า มนุษย์ทั้งหลาย ยอมมีธรรมะแห่งความอิสระของตน ซึ่งไม่เคยมีสอนมาแต่ไหนแต่ไรเลยนี้แล้ว พึงเห็นว่าศาสนาอื่นล้วนแต่พึ่งอุบัติขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่ความวิปริตแปลกประหลาดทั้งปวง ซึ่งกระทำให้ประวัติ และลัทธิแห่งพระพุทธศาสนาบกพร่องไปนั้น ต้องเกิดจากความเสื่อมอันไม่สามารถจะหลีกให้พ้นได้ โดยเหล่าภิกษุสงฆ์มักแก้ไขไปตามความคิดความเห็นที่ใหญ่โตต่อๆ กันมาเสมอนั้น พระบารมีและพระธรรมรสแห่งลัทธิเดิมของพระพุทธเจ้าต้องถูกดัดแปลงแก้ไข โดยความคิดความเห็นของเหล่าภิกษุสงฆ์ หาใช่เป็นโดยผู้แปลคำสั่งสอนของพระองค์ หรือธรรมเทศนาของพระองค์อันหามลทินมิได้นั้นไม่ และเมื่อคราวมีการสังคายนา คงเลินเล่อ และนึกตกแต่งให้ไพเราะเสียมาก

                
การที่ข้าพเจ้าเรียบเรียงสิริลิขิตเล่มนี้ ต้องเรียบเรียงตามปากคำของพุทธศาสนิกชนผู้หนึ่ง เพราะว่าเพื่อจะได้อนุโลมให้เห็นความคิด การวิจารณ์แห่งชนชาวอาเซีย ก็ต้องอาศัยความเพ่งเล็งดูความเห็นของชาวชนเบื้องบุรพทิศ และถึงแม้ว่าในที่นี้ มีเรื่องราวกล่าวถึงความอัศจรรย์ หรืออัธยาตมวิทยาปรากฏอยู่ด้วยก็ดี ก็คงจะไม่กระทำให้บังเกิดความเข้าใจผิดไปอย่างอื่นได้ นอกจากจะกระทำให้เข้าใจว่า เป็นธรรมดาลัทธิอันว่าด้วยการเวียนเกิดเวียนตายแห่งวิญญาณเป็นต้น ถึงหากว่า ไม่ต้องด้วยความเชื่อถือของบุคคลสมัยใหม่ก็ดี แต่ลัทธิความเชื่ออันนี้ ก็ได้มีรกรากและได้รับความเคารพรับถือจากชาวฮินดูมาแล้ว ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งขณะนั้นเมืองนินิฟกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเมเด้ส และพวกโฟเซียนสร้างเมืองมาร์ไซร์ (ในประเทศฝรั่งเศส)

                
เรื่องนี้เป็นเรื่องโบราณคดี เพราะฉะนั้น ตามที่ข้าพเจ้าบรรยายในที่นี้ อย่างไรก็ดี ก็ต้องมีความไม่บริบูรณ์อยู่เอง และถ้ายิ่งไปคิดถึงกฎของการประพันธ์สิริลิขิตด้วยแล้ว จะเป็นข้อความซึ่งเกี่ยวกับอัธยาตมวิทยาก็ดี หรือจะเป็นข้อความซึ่งเกี่ยวกับเวลาอันยืดยาว ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพระพุทธกิจของพระองค์นั้นก็ดี ข้าพเจ้าต้องออกตัวว่า ข้าพเจ้าคงได้ข้ามเรื่องตอนสำคัญๆ มากมายเป็นแน่

                
แม้แต่กระนั้นก็ดี หากว่าเท่าที่ข้าพเจ้าได้ประพันธ์นี้พอที่จะกระทำให้ท่านทั้งหลายสามารถทราบพระธรรมจริยานุวัตร อีกทั้งพระลัทธิของพระพุทธเจ้าได้พอสมควรแล้ว ก็ต้องนับว่าข้าพเจ้าสามารถทำการได้ผลสมความมุ่งหมายแล้วเหมือนกัน อนึ่งเฉพาะพระลัทธิของพระพุทธเจ้านั้น มีนักปราชญ์มากหลายได้เยินยอเป็นปุจฉาวิสัชนามามากแล้ว

                
สำหรับข้าพเจ้า จึงขอกล่าวว่า ข้าพเจ้าเองก็ได้ความรู้มาจากทางอื่น ซึ่งกล่าวถึงเรื่องพระพุทธศาสนานี้ไม่บริบูรณ์เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนกัน มีจากข้อความซึ่งปรากฏในหนังสือของสเป็นซ์ ฮาร์ดี เป็นต้น และการดัดแปลงเรื่องราวให้เป็น "การเล่าเรื่องธรรมดา" นั้น ข้าพเจ้าเองก็ไม่ปฏิเสธว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำมาแล้วมากมายเหมือนกัน

                
แต่อย่างไรก็ดี คำอธิบายของข้าพเจ้าสำหรับเรื่องซึ่งเกี่ยวกับ นิพพาน, ธรรม และ กรรม, กับเรื่องอื่นอันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ซึ่งข้าพเจ้าได้นำมาอธิบายในหนังสือเล่มนี้ อย่างน้อยก็คงจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษามากมายอยู่กับทั้งอาจเป็นประโยชน์แก่การพิจารรา ความเชื่อถืออันมั่นคงของมนุษยโลกตั้งหนึ่งในสามส่วนของโลก ซึ่งอย่างไรก็ดี คงจะไม่มีอะไรที่อาจกระทำให้เขาเชื่อว่า วิญญาณ เป็นของดับสูญในชั่วกำเนิดครั้งเดียวเป็นแน่.

                
ในที่สุดนี้ โดยความเคารพต่อพระอิสสริยบารมีแห่งพระองค์ในเรื่อง "ประทีปอาเซีย" นี้ อีกทั้งโดยความนับถือแก่บรรดาท่านนักปราชญ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ประพันธ์เรื่องราวอันควรเคารพของพระองค์และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาความเฉลียวฉลาดเปรื่องปราชญ์ปรีชายิ่งกว่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอได้รับอภัยในความบกพร่องอันพึงมี ในความรู้อันเป็นเครื่องกระทำให้ข้าพเจ้าประพันธ์กาพย์คดี อันอุปมาเหมือนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าเร่งทำอย่าง "สุกก่อนห่าม" นี้ด้วย
                
ที่ข้าพเจ้ากล่าวดังนี้ก็เพราะเวลาของข้าพเจ้าจำกัดที่สุด แต่ที่ทำสำเร็จลงไปได้ ก็โดยได้ อาศัยความเจตนาที่จะให้ความรู้ของทวีปอาเซีย ได้รู้ไปถึงยุโรป เป็นเครื่องดลใจ และเร่งเร้าความอุตสาหะของข้าพเจ้าเสมอเท่านั้นเอง เมื่อได้กล่าวมาถึงเพียงนี้แล้ว คงจะเป็นการพอที่จะกระทำให้ข้าพเจ้าอาจภูมิใจได้แล้วว่า หนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นชิ้นเอกของเรื่องอินเดียเรื่องหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าได้ประพันธ์ร้อยกรองขึ้นดังประหนึ่งเป็น "วิหาระดุริยางค์แห่งดุริยางค์ของอินเดีย" ของข้าพเจ้า หวังว่า (หนังสือเล่มนี้) คงอาจสามารถที่จะช่วยเชิดชูสติปัญญาของผู้ที่รักประเทศอินเดีย และทวยนิกรชนชาวอินเดียได้เป็นแน่. 

(ลงนาม) เอดวิน อาร์นอลด์ 

 




Sir Edwin Arnold
(1832–1904),
 English author. 

                Sir Edwin Arnold (1832-1904), British poet and journalist, was born on June 10 1832, and was educated at King's school, Rochester; King's College, London; and University College, Oxford. He became a schoolmaster, and went to India as principal of the Government Sanskrit College at Poona, a post which he held during the mutiny of 1857, when he was able to render services which he was publicly thanked by Lord Elphinstone in the Bombay council.
                   Returning to England in 1861 he worked as journalist on the staff of the Daily Telegraph, a newspaper with which he continued to be associated for more than forty years. It was he who, on. behalf of the proprietors of the Daily Telegraph in conjunction with the New York Herald, arranged the journey of HM Stanley to Africa to discover the course the Congo, and Stanley named after him a mountain to the north-east of Albert Edward Nyanza.

                Arnold must also be credited with the first idea of a great trunk line traversing the entire African continent, for in 1874 he first employed the phrase "Cape to Cairo railway" subsequently popularized by Cecil Rhodes. It was, however, as a poet that he was best known his contemporaries.The Light of Asia appeared in 1879 and in an immediate success, going through numerous editions in England and America. It is an Indian epic, dealing with the life and teaching of Buddha, which are expounded with much wealth of local colour and not a little felicity of versification. The poem contains many lines of unquestionable beauty; and its immediate popularity was rather increased than diminished by the twofold criticism to which it was subjected. On the one hand it was held by Oriental scholars to give false impression of Buddhist doctrine; while, on the other, suggested analogy between Sakyamuni and Christ offended a taste of some devout Christians.

                The latter criticism probly suggested to Arnold the idea of attempting a second narrative poem of which the central figure should be the founder of Christianity, as the founder of Buddhism had been that of the first. But though The Light of the World (1891), in which this ~a took shape, had considerable poetic merit, it lacked the novelty of theme and setting which had given the earlier poem much of its attractiveness; and it failed to repeat the success gained by The Light of Asia. Arnold's other principal volumes poetry were Indian Song of Songs (1875), Pearls of the Faith 383), The Song Celestial (1885), FVith Sadi in the Garden (1888), tiphar's Wife (1892) and Adzuma (1893).

                In his later years Arnold resided for some time in Japan, and his third, wife was Japanese. In Seas and Lands (1891) and Japonica (1892) he gives an interesting study of Japanese life. He received the C.S.I. on the occasion of the proclamation of Queen Victoria as empress of India in 1877, and in 1888 was created C.I.E. He also possessed decorations conferred by the rulers Japan, Persia, Turkey and Siam. Sir Edwin Arnold died on March 24 1904.

                This entry was originally from
                 the 1911 Encyclopedia Britannica .
 


 

 


ปริเฉทที่ ๑
ชาติกถา
(พระมหาบุรุษประสูติและทรงศึกษาวิชา) 

  พระ คัมภีร์แห่งประวัติของพระพุทธเจ้าผู้ทรงโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ ทรงพระนามในโลกนี้ว่า สิทธัตถะ ไม่มีผู้ใดจะเสมอเหมือนพระองค์ได้ในไตรภพ เป็นที่เคารพบูชาทั่วไปทั้งสิ้น ทรงพระคุณธรรมอย่างประเสริฐ ทรงตรัสรู้ในธรรมวิเศษ พระองค์เป็นผู้ทรงสั่งสอน ชี้ทางพระนิพพาน และวินัยบัญญัติทั้งปวง

                
เดิมเมื่อจะเกิดมีพระพุทธสมภพอุบัติมา เพื่อโปรดมนุษยโลกทั้งหลายนั้น มีเรื่องราวดังต่อไปนี้คือ :-

                
ถัดจากเบื้องสวรรค์ชั้นสูงสุดมาชั้นหนึ่ง (คือชั้นตาวตึส) มีจตุโลกบาลสถิตอยู่ ๔ องค์ และถัดลงมาจากสวรรค์ซึ่งเป็นที่สิงสถิตอยู่ของจตุโลกบาลทั้ง ๔ นั้นมาอีก แต่ซึ่งนับว่าเป็นสวรรค์ชั้นที่สูงเหมือนกัน ก็เป็นที่สิงสถิตอยู่ของวิญญาณแห่งผู้มีบุญซึ่งมีกำหนดสิงสถิตอยู่ ณ โลกนั้นถึงตรีคูณแห่ง ๑๐ พันปี (คือ ๓ หมื่นปี) แล้วจึงจุติมาได้กำเนิดใหม่อีก
                
ดังนั้น ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จจุติลงมาทรงกำเนิดในมนุษยโลกนั้น จึงมีนิมิตเบญจลักษณะตกลงมา ปวงเทวดาทั้งหลายย่อมรู้จักเบญจลักษณะนั้นได้ดี จึงมีวาทะไปว่า "พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงไปโปรดสัตว์ทั้งปวงในมนุษยโลกอีกแล้ว" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "จริงแล้ว, บัดนี้เราจะลงไปโปรดสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกและเป็นครั้งที่สุดด้วยเพราะว่าเมื่อเราได้โปรดสัตว์ทั้งหลายแล้ว ความเกิดและความตายเป็นอันไม่มีสำหรับเราอีกต่อไป ทั้งสำหรับผู้ซึ่งได้ศึกษาปฏิบัติบัญญัติของเราด้วย เราจะไปปฏิสนธิในตระกูลศากยะ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้แห่งเขาหิมพานต์ ณ นครซึ่งทวยนาครมีความเลื่อมใส และพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม"

                
ณ ราตรีกาลครั้งนั้น ขณะที่พระนางศรีมหามายาผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระสุทโธทนะกำลังบรรทมอยู่เคียงข้างพระสวามี พระนางได้ทรงพระสุบินนิมิตแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง ในพระสุบินนั้นมีอยู่ว่า มีดาราลอยเด่นอย่างเปล่งปลั่งอยู่กลางเวหาดวงหนึ่ง กอปรด้วยรัศมี ๖ อย่าง และดุจไข่มุกสีดอกกุหลาบ ณ เบื้องบนรัศมีแลสีอันวิจิตรนั้น ปรากฏว่ามีเศวตกุญชรตัวหนึ่ง มีงาถึง ๖ งา และมีสีขาวประดุจน้ำนมแห่งกามธึก (Kamadhuk - ชื่อโคในตำนานซึ่งฮินดูเทพทั้งหลายใช้น้ำนมผสมกับน้ำอมฤตแล้ว เป็นน้ำเสวย) เศวตกุญชรนั้นค่อยๆ เลื่อนเคลื่อนมาจากเวหาต่ำลงมาทุกที ครั้นแล้วก็ยุรยาตรเข้าสู่พระครรภ์เบื้องขวาของพระนาง 

 

 เมื่อพระนางตื่นบรรทมขึ้น ก็ให้ทรงรู้สึกว่า พระนางปรีดิ์เปรมเกษมสันต์อย่างเหลือล้นพ้นประมาณ และคราเมื่อดวงสุริโยทัยไขแสงขึ้นเป็นประถมกาล รัศมีแจ่มจรัสอันมหัศจรรย์ก็รุ่งโรจน์ โชตนาการไปครึ่งหนึ่งของพิภพ บรรดาภูผามหาคีรีทั้งปวงก็กัมปนาทหวาดหวั่น

บรรดาคลื่นแห่งทะเลมหาสมุทรอันมหึมา ก็ราบรื่นดุจธาราของบ่อน้อย ปวงบุปผชาติทั้งหลายก็แย้มกลีบกระจาย รสสุคนธ์กลิ่นหอมตรลบอบอวลทั่วไป จนแม้แต่ ณ กลางแดดในเวลาเที่ยงวัน และจนแม้แต่ในโลก นรกสุดแสนลึกก็ได้เห็นแสงสว่างส่องลงไป ดุจแสงทองอันส่องลอดทะลุเข้าไปในไพรพฤกษ์อันหนาทึบฉะนั้น

                
สัตว์นรกจึงร้องสาธุด้วยคำโอดครวญว่า " สาธุ สัตว์นรก และสัตว์โลกทั้งหลายที่ถึงแล้วซึ่งความมรณะต่างก็จะได้มีโอกาสลุกขึ้นสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า เพื่อจะได้พ้นจากกองทุกขเวทนานี้ เพราะบัดนี้ พระองค์ได้เสด็จมาทรงอุบัติในมนุษยโลกแล้ว ความสุข สันติภาพจักได้แผ่ไพศาล ไม่เพียงแต่ในมนุษยโลก ยังในโลกใต้บาดาลทั้งหลาย ก็มีสันติสุขอย่างราบรื่นยิ่งเหมือนกัน" บรรดาดวงกมลแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย ก็ตื่นเต้นไปด้วยความโสมนัสปลาบปลื้มยินดี อำนาจแห่งมหาวาโยก็บรรเทาเบาลงจนโชยมาสู่พื้นธรณีและทะเลมหาสมุทรทั้งหลาย แต่น้อยที่สุดที่จะน้อยได้พอเฉื่อยๆ ละมุนละไมอย่างไม่เคยมี ครั้งเมื่อพระอาทิตย์อุทัยไขแสงเต็มดวง และเมื่อพระนางได้ทรงเล่าพระสุบินนิมิตนั้นแล้ว

                
เหล่าโหราผู้มีอายุและทรงไว้ซึ่งวุฒิยิ่ง จึงทำนายถวายว่า "พระสุบินของพระนางนี้ประเสริฐยิ่งนัก ดาวหางกับดวงพระอาทิตย์ติดต่อกัน เป็นศุภนิมิตอันหมายความว่า พระนางจะมีพระราชโอรส พระโอรสผู้ทรงญาณ ทรงญาณในธรรมวิทยาวิเศษทั้งปวง อันเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งหลาย จะเป็นองค์ผู้ทรงธรรมเมตตา เพื่อโปรดสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ หรือมิฉะนั้นจะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิกษัตริย์ปกครองโลกทั้งมวล หากพระองค์ต้องพระประสงค์"

                
ครั้นถึงเมื่อเวลาที่สมเด็จพระพุทธเจ้าจะเสด็จสมภพมานั้น ให้มีนิมิตดังนี้คือ บ่ายแห่งวันอันถึงกาลกำหนดที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้น พระนางมายาเสด็จไปในพระอุทยาน ประทับอยู่ภายใต้ต้นรังต้นหนึ่งซึ่งมีลำต้นแข็งแรง และตรงดิ่งดุจเสาพระวิหาร กิ่งสาขาอุดมดกดื่นไปด้วยใบอันสดใสและดอกอันมีรสสุคนธ์ เมื่อพฤกษชาติต้นนั้น (เพราะสิ่งทั้งหลายย่อมรู้ได้ด้วยพุทธบารมี) รู้สึกว่าจวนจะถึงกาลกำหนดแล้ว ก็น้อมกิ่งสาขานั้นมาปกป้องเหนือพระนาง ฝ่ายจากพื้นธรณีก็มีบุปผชาติงอกขึ้น รองรับเป็นเครื่องผดุงพระครรภ์ ก้อนศิลาอันแข็งสุดแข็งก็ปล่อยธาราอันใสดุจแก้วเจียรไนออกมาเพื่อทรงสระสรง ในที่สุดพระนางก็ประสูติพระโอรสซึ่งประกอบด้วยศุภลักษณ์ทั้ง ๓๒ มา

                
ครั้นแล้วข่าวก็ปรากฏไปทั่วทั้งพระบรมมหาราชวัง และเมื่อถึงเวลาที่จะมีพระเสลี่ยงมารับพระกุมารไปสู่พระราชสำนักนั้น ผู้หามก็คือจตุโลกบาลทั้ง ๔ ผู้จารึกความประพฤติแห่งมนุษยโลกในแผ่นสัมฤทธิ์ลงมาจากเขาพระสุเมรุ หมู่เทวดาแห่งทิศบูรพาซึ่งสวมเสื้อเงินก็ถือโล่สีมุก เหล่าเทวดาทิศใต้ซึ่งเป็นกองทัพม้า คือ กุมภัณฑ์ ขี่ม้าสีเขียวและถือโล่สีนิล, เทวดาฝ่ายทิศอัสดงค์มีฝูงนาคเป็นบริวาร ขี่ม้าสีแดงถือโล่ประดับไข่มุก, เทวดาฝ่ายเหนือมียักษ์เป็นบริวารสวมเสื้อทองคำ ขี่ม้าสีเหลืองถือโล่ทอง บรรดาเทวดาทั้งหลายเหล่านี้ แม้แต่มีอำนาจและเดชศักดานุภาพใหญ่ยิ่งเพียงใดก็ตาม ต่างก็รีบคุมพวกแห่งตนมาแห่แหนพระพุทธกุมาร นอกจากเหล่าเทวดาทั้งหลายที่กล่าวแล้ว ผองเทพเจ้า ผู้ทรงสถิตอยู่ทั่วทุกสถานและทิศานุทิศ ต่างก็มาแสดงความชื่นชมยินดีด้วยพระพุทธกุมาร โดยความเคารพวันทาเหมือนกัน แต่ประพฤติการณ์ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ ฝ่ายมนุษยโลกหาได้มองเห็นไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าฝ่ายเมืองสวรรค์ ต่างก็ชื่นชมยินดีด้วยพระพุทธสมภพมาในมนุษยโลกนี้อย่างยิ่งเหมือนกัน

                
ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะหาได้ทรงทราบว่า พระกุมารนั้นจะมีบุญบารมีอย่างไรไม่ จนโหรทำนายถวายพระองค์จึงทรงทราบว่า พระโอรสจะได้เป็นใหญ่ในสากลโลก และถึงสมบัติแห่งจักรพรรดิราช ซึ่งต้องสมภพมาสู่โลกนี้ทุกๆ หลายพันปี เพื่อปกครองโลก มีของวิเศษ ๗ ประการ คือ จักรวิเศษ เรียกว่าจักรรัตน์ เพชรวิเศษ เรียกว่ามณีรัตน์ ม้าวิเศษ เรียกว่าอัศวรัตน์ซึ่งเหาะเหินเดินอากาศได้ ช้างเผือกสีขาวดุจหิมะ เรียกว่า หัตถิรัตน์ อุบัติมาเพื่อเป็นพระที่นั่งแห่งพระองค์ อำมาตย์ผู้ฉลาดเฉลียว เสนาผู้ชาญชัย พระมเหสีผู้เป็นเอกอัครกัลยาณี คือ สตรีรัตน์ งามแสนงามยิ่งกว่าแสงอรุณ เมื่อพระบิดาทรงทราบดังนี้ก็มีพระทัยยินดียิ่ง จึงประกาศแด่อำมาตย์มุขมนตรี และอาณาประชาราษฎรของพระองค์ ให้พร้อมกันทำการสมโภชเป็นการใหญ่

                
ดังนั้น บรรดาถนนหนทางน้อยใหญ่ทั้งปวงก็จัดสะอาดสะอ้านตระการตา และมีน้ำราดสาดพรม ล้วนแต่เชื้อแห่งน้ำดอกกุหลาบ กลิ่นหอมตรลบอบฟุ้งจรุงนาสิกเป็นที่เจริญรื่นชื่นใจยิ่งนัก ตามต้นไม้ก็ประดับไปด้วยโคมและธงทิว ส่วนอาณาประชาราษฎร์นั้น บ้างก็ร้องรำทำเพลง บ้างก็เต้น บ้างก็กระโดดโลดเล่นและไต่เชือก บ้างก็ประดับลูกกระพรวนชวนเร่งจังหวะดุจจังหวะของกรับทอง รวมความก็คือว่า ในงานสมโภชพระพุทธกุมารครั้งนี้ มีการเล่นการกีฬาสารพัดอย่าง จนกระทั่งสู้เสือ สู้สัตว์ร้ายต่างๆ เหลือที่จะกล่าวเป็นอเนกปริยาย พวกพ่อค้าวาณิชต่างด้าวท้าวต่างแดนก็ปรีดาปราโมทย์ต่อพระพุทธสมภพจึงต่างท้าวต่างคนก็จัดเครื่องราชูปโภคและอุปโภค กับเครื่องรูปพรรณเพชรนิลจินดาเงินทองมากมายมาถวาย และบ้างก็นำผ้าห่มทำด้วยขนแกะ พรมเจียมสีฟ้า ผ้าเนื้อละเอียดบาง แม้แต่พับเป็น ๑๒ ชั้นแล้วก็ยังอาจมองเห็นตลอดอีกข้างหนึ่งได้ กับเข็มขัดประดับมุก ไม้หอม ไม้จันทน์ ทั้งนี้ล้วนแต่สำหรับถวายขวัญพระราชกุมารซึ่งต่างก็เรียกว่า "พระสรวารถสิทธะ" คือองค์ผู้กระทำความเจริญและความสำเร็จ หรือเรียกพระนามย่อว่า พระสิทธัตถะ

                
ในหมู่ไท้ต่างดาวต่างแดน ซึ่งต่างก็แห่แหนกันมาชมพระบารมีของพระพุทธกุมารนั้น มีดาบสรูปหนึ่งนามว่า "อสิตะ" เป็นผู้ซึ่งบำเพ็ญตนโดยปิดทวารแห่งโสตประสาท เพื่อให้พ้นจากสรรพสำเนียงของโลกมาเป็นเวลาอันนานแล้ว กำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไทรต้นหนึ่ง ต่อเมื่อปวงเทวดาทั้งหลายบรรเลงดุริยางค์และร้องยอพระเกียรติแห่งพระพุทธสมภพ เธอจึงได้ยิน แม้เธอจะเป็นดาบสผู้กอปรด้วยความรู้ในนานาวิทยาทั้งปวง อันรู้ได้จากการบำเพ็ญตบะของเธอก็ดี เธอก็มีความปรีดาปราโมทย์ยิ่งนัก จึงได้มาหมายจะเฝ้าพระพุทธกุมารเหมือนกัน

                
เมื่อเธอมาถึง พระสุทโธทนะทรงรู้จัก จึงน้อมพระองค์ทรงเคารพเธอ เธอก็ไม่เกรงขามอะไรในพระสุทโธทนะ แต่ครั้นเหลือบแลไปเห็นพระพุทธกุมาร ดาบสรูปนั้น เธอก็น้อมเศียรกราบถวายบังคม ๘ ครั้ง แล้วก็เปล่งอิสิวจนะเป็นความว่า "โอ! พระกุมาร! ข้าพเจ้าบูชาเคารพพระองค์ เพราะพระองค์คือองค์พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ประจักษ์แล้วซึ่งรัศมีของพระองค์ ฝ่าพระบาทของพระองค์ปรากฏแล้วซึ่งพระลักษณะวิเศษและพระทวัตตึสะ ๓๒ ประการ กับพระลักษณะประกอบอีก ๘๐ อย่าง พระองค์คือองค์พระพุทธเจ้า พระองค์จะเป็นผู้ทรงสถาปนาพระพุทธบัญญัติ และโปรดสัตว์โลกที่ถือบัญญัติของพระองค์ให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง แต่ข้าพระเจ้าจะไม่ได้ยินได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์เสียแล้ว เพราะอายุขัยของข้าพระเจ้าก็ชรา ความมรณะจะมาปลิดชีวิตข้าพระองค์ภายในไม่ช้านี้เสียแล้ว ที่ไหนเลยข้าพระเจ้าจะมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ได้ แม้แต่กระนั้น ข้าพระองค์ก็ได้ปลาบปลื้มยินดีที่ได้มาเห็นพระองค์นี้อย่างเหลือล้นพ้นประมาณ"

                
แล้วเธอกล่าวกับพระสุทโธทนะว่า "ดูกรองค์พระราชา ขอทรงราบไว้เถิดว่า พระกุมารพระองค์นี้แหละ คือปทุมอันเป็นธรรมแห่งมนุษย์ซึ่งหอมทนอยู่ทั่วทุกนิรันดร รสสุคนธ์ของปทุมนี้ก็คือ พระภิยโยญาณ ตรัสรู้เล็งเห็นชี้หนทางให้แก่มนุษยโลก อา! พระองค์จะสันติสุขเสียนี่กระไร แต่นั่นแหละพระราชา น่ากลัว สันตินั้นจะกลายเป็นประหนึ่งว่า ความปราโมทย์ของพระองค์นี้จะกลับเป็นได้ผล ดุจได้พกกฤชมาไว้เพื่อทรงอาดูรด้วยกฤชนั้นทิ่มแทงพระหฤทัยของพระองค์ ฝ่ายพระนาง โอ! พระนาง พระโอรสของพระนางนี้มีบุญหนักเหลือ ฉะนั้น ภายใน ๗ วัน พระนางก็จะถึงซึ่งกาลสิ้นพระชีวี"

                
ครั้นถึงสัปตกาลกำหนด (๗ ราตรี) พระนางศรีมหามายาก็สิ้นพระชนม์ มีพระวรลักษณ์อันปราศจากพระอาการกระวนกระวาย ริมฝีพระโอษฐ์ก็ยังทรงยิ้มพริ้มพรายประดุจแสดงพระอาการอันบรมสุขในยามบรรทมหลับ ฝ่ายพระวิญญาณก็เสด็จขึ้นไปบังเกิดเบื้องบนสวรรค์ชั้นดุสิต มีหมู่เทพธิดาเป็นบริวาริณี

                
เมื่อพระพุทธฏุมารเจริญชนมายุได้ ๘ พรรษา พระบิดาก็ทรงจัดให้พระองค์ทรงศึกษาราชวิทยาอุปถัมภ์ คือวิชาซึ่งคู่ควรเป็นเครื่องประดับพระวุฒิเกียรติแห่งพระราชโอรส และทั้งเพื่อจะป้องกันมิให้พระองค์มีโอกาสทรมานพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ตามที่โหรและอสิตอิสีทำนายไว้นั้นด้วย เมื่อมีพระจำนงดังนี้แล้ว พระบิดาจึงทรงประชุมบรรดาเสวกามาตย์ชั้นผู้ใหญ่ เป็นอัครมหาเสนาบดีสภา แล้วมีพระราชดำรัสถามว่า "โอรสของเราจะต้องศึกษาราชวิทยาการ ฉะนั้นอาจารย์ใดหนอจึงจะคู่ควรแก่โอรสของเรานี้?" อำมาตย์ทั้งปวงทราบถึงตรงนี้จึงทูลสนองเป็นคำเดียวกันว่า "วิศวามิตรนั้นแลพระพุทธเจ้าข้า ซึ่งควรยิ่งแล้วที่จะเป็นพระอาจารย์ของพระราชโอรส เพราะเธอเป็นผู้เยี่ยมแล้วในอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทั้งปวง" ดังนั้นครูวิศวามิตรจึงได้รับพระราชโองการให้มาเฝ้า เพื่อฟังพระราชกระแสรับสั่ง แล้วก็รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ถวายพระอักษรแก่พระราชโอรส

                
ตั้งแต่บัดนั้นมา พระพุทธกุมารเมื่อได้ทรงศึกษาวิชาดังนั้นแล้ว ณ กาลครั้งหนึ่ง จึงพระอาจารย์ทูลว่า ขอทรงพระอักษรด้วยดินสิหินวิเศษนี้ บนแผ่นกระดานของพระองค์ท่าน" แล้วก็ทูลเป็นประโยคๆ ไปเรียกว่า คายตรี ซึ่งทราบได้แต่เฉพาะผู้ที่มีภูมิรู้สูงแล้ว และที่วิศวามิตรถวายบทนี้ให้เขียน ก็โดยเห็นพระปัญญาอันมหัศจรรย์ของพระองค์แล้ว มีความว่า 

โอมฺ ตตฺสวิ ตุรฺวเรณยมฺ
ภรฺโค เทวสฺย ธีมหิ
ธิโย โย น ปฺรโจทยาตฺ* 

                "อาจารย์ ฉันจะเขียนตามประสงค์ของท่าน" พระพุทธกุมารรับสั่งแล้วก็ทรงเขียน แต่พระองค์จะทรงเขียนเฉพาะลายลักษณ์อักษรธรรมดาหามิได้ ทรงเขียนเป็นอักขระ นาครี ทักษิณยะ มงคล ปรุษา ยวะ ตีร์ถี อุรคะ ทรทะ สิขยานิ มนา มาธยาจาร ประกอบด้วยลวดลายและเครื่องหมายสำคัญต่างๆ บ้างก็เป็นศัพท์ภาษาของชาวถ้ำ ภาษาทะเล ภาษาของชาวชนที่บูชานาคใต้บาดาล ภาษาผู้บูชาพระเพลิง บูชาพระอาทิตย์ บูชาเวทมนตร์ คาถาต่างๆ ตลอดจนกระทั่งภาษาของจำพวกบุคคลซึ่งใช้ป้อมปราการเป็นที่อาศัย พระองค์ทรงเขียนเป็นบทๆ ต่อๆ กันมา อย่างต่างภาษาแล้วก็ทรงอ่านคาถาของพระอาจารย์เหล่านี้

                
พระอาจารย์จึงทูลว่า "พระองค์ทรงรู้อักขระบริบูรณ์ยิ่งแล้ว ทีนี้จงทรงศึกษาวิชาเลขต่อไป จงว่าตามให้ถึงจำนวนหลักหนึ่ง สอง สาม สี่...พัน...หมื่น...แสน..." พระองค์ก็ว่าตามจนถึงหลัก แต่แล้วพระองค์ก็เผยพระโอษฐ์นับด้วยพระองค์เองอย่างค่อยๆ ต่อไป "โกฏิ นหุต นินนหุต ขัมพ วิสขัมพ อพพ อัตตตะ จนถึงกุมุท คุนธิก และอุตปล ปุณฑรีก และปทุม ซึ่งใช้นับปรมาณู ซึ่งละเอียดที่สุดแห่งธรณีหัสตินาคีร์ และผงธุลีทั้งหลายที่เล็กกว่านั้นไปอีก เมื่อพระองค์นับคณนาวีนี้แล้ว ก็ทรงนับถึงดาราคณนาวิธี (คือวิธีนับดาวในรัตติกาล) โกฏิคาถา สำหรับคณนาหยดน้ำแห่งมหาสมุทร อิงค์ สำหรับนับวงกลม สร์วนิกเษปะ สำหรับนับทรายในแม่น้ำคงคา แล้วก็ถึง อันธกัลป คือนับธุลีของทรายแห่งแม่น้ำคงคา หากว่าอยากใช้มาตราส่วนใหญ่ขึ้นไปอีก ก็ใช้เลขวิธีอสงไขย คือคณนาแยกหยดหยาดของน้ำซึ่งตกลงมา ณ โลก โดยไม่หยุดหย่อนตั้ง ๑๐ พันปี ในที่สุดก็ถึงซึ่งมหากัลป์ซึ่งเทพเจ้าทรงใช้นับอดีต และอนาคตกาลของพระองค์

                "
ดีทีเดียว พระกุมารผู้ทรงปรีชา" วิศวามิตรกล่าวว่า "เมื่อพระองค์ทรงมีความรู้ถึงเพียงนี้แล้ว จะให้ข้าพระพุทธเจ้าสอนมาตราวัดเส้นต่อไปอีกหรือไม่?" พระพุทธกุมารจึงทรงตอบโดยสุภาพว่า "ขอท่านอาจารย์จงฟังฉันเถิด ๑๐ ปรมาณูเป็น ๑ ปะราสุกษมะ ๑๐ ปะราสุกษมะ เป็น ๑ตราสะเรนะ ๗ ตราสะเรนะ มีขนาดเท่ากันกับปรมาณูซึ่งลอยอยู่ในแสงของดวงอาทิตย์ ๗ ปรมาณู เท่ากับเส้นหนวด ๑ ของมุสิกะ(หนู) ๑๐ เท่าของเส้นหนวดมุสิกะเท่ากับ ๑ ลิขิยะ ๑๐ ลิขิยะเป็น ๑ ยุกะ ๑๐ ยุกะเป็น ๑ ใจเมล็ดข้าว ซึ่งมี ๗ เท่าอยู่ในตัวแตน ๑ ตัว ครั้นแล้วก็ถึงเมล็ดมุงและมัสตาดและเมล็ดข้าว ซึ่ง ๑๐ เท่าของเมล็ดเหล่านี้เท่ากับ ๑ องคุลี ๑๒ องคุลีเท่ากับ ๑ คืบ แล้วก็ถึงศอก วา และความยาวของธนู ความยาวของหอก ๒๐ เท่าของความยาวแห่งหอกเท่ากับระยะซึ่งคนวิ่งอึดใจได้ระยะหนึ่ง ๔๐ เท่าระยะซึ่งคนวิ่งอึดใจได้ระยะ ๑ เท่ากับ ๑ โคว ๒๐ โควเป็น ๑ โยชน์ และถ้าหากว่าท่านอาจารย์ต้องการ ฉันจะว่าให้ฟังอีกในโยชน์หนึ่งมีปรมาณูกี่มากน้อย" ตรัสแล้ว พระพุทธกุมารก็ตรัสได้ถูกต้อง

                
ฝ่ายวิศวามิตรผู้เป็นพระอาจารย์ เมื่อได้ยินดังนั้นก็กราบถวายบังคมพระองค์พลางทูลว่า "พระองค์เป็นพระอาจารย์ของอาจารย์พระองค์แล้ว พระองค์นี้แหละเป็นครุ หาใช่ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ โอ! ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาพระองค์ พระองค์เป็นพระกุมารอันอ่อนโยนสุขุมคัมภีรภาพ ซึ่งเสด็จมาในสำนักศึกษาของข้าพระพุทธเจ้า เฉพาะสำหรับที่จะทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่ต้องอาศัย ตำรับตำรากับทั้งทรงรู้จักแสดงพระจรรยา การปฏิบัติเคารพเป็นอย่างยิ่งด้วย"

พระจรรยาความเคารพที่กล่าวนี้ พระพุทธเจ้าย่อมปฏิบัติต่อพระอาจารย์ของพระองค์ทุกๆ คน แม้พระองค์ทรงรู้ดีกว่าพระอาจารย์ของพระองค์ก็ดี ถึงพระองค์จะทรงเฉลียวฉลาดกว่าพระอาจารย์ของพระองค์ พระองค์ก็ตรัสแก่พระอาจารย์ของพระองค์โดยคารวะ พระองค์ทรงลักษณะเป็นเจ้า ซึ่งกอปรด้วยพระอาการอันอารีจริง พระองค์มีพระจรรยาอันสุภาพเรียบร้อย มีพระราชหฤทัยละมุนละไม แต่แสดงมานะเชี่ยวชาญยิ่ง ไม่มีอัศวานึกใดเชี่ยวชาญในการไล่เนื้อทรายที่มีฝีเท้าเร็วยิ่งเท่าพระองค์ ไม่มีสารถีใดจะชำนาญในการขับแข่งราชรถในสนามแห่งพระราชวังดีเท่าพระองค์

                
แต่ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงเชี่ยวชาญอย่างไรก็ดี ในขณะที่ทรงเล่นกีฬาไล่สัตว์นั้น พระองค์มักหยุดแล้วปล่อยให้เนื้อทรายไปเสีย มีอยู่เนืองๆ เมื่อพระองค์ทรงม้าแข่งหรือวิ่งแข่งที่จวนจะชนะเด็ดอยู่แล้วนั้น พระองค์กลับหยุดเสีย เพราะทรงเห็นว่าม้าเหนื่อยจนหอบ หรือมิฉะนั้น เมื่อทรงเห็นว่าบรรดาเจ้าผู้เป็นพระญาติที่ทรงเล่นด้วยนั้น จะเสียพระทัยโดยเหตุที่แพ้พระอง๕ หรือมิฉะนั้นก็เป็นเพราะพระองค์ทรงซึมด้วยความฝันอะไรในพระองค์อย่างหนึ่ง ครั้นยิ่งปีทวีขึ้น ประดุจต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งงอกขึ้นจากหน่ออันอ่อนละมุนแล้ว ในที่สุดก็แผ่ความร่มรื่นไปในที่อันกว้าง แต่พระพุทธกุมารแทบจะไม่ทรงรู้เห็นในเรื่องความกลัดกลุ้ม ความเร่าร้อนและความเศร้าโศกอะไรนั้นเลย ถึงพระองค์ทรงทราบก็คล้ายๆ กับทรงทราบ ซึ่งอะไรที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดากษัตริย์ทั้งหลายไม่จำเป็นต้องทรงกังวลหรือทรงรู้สึก

                
อยู่มาวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ฝูงหงส์ฝูงหนึ่งบินข้ามพระราชอุทยานไปทางทิศเหนือ เพื่อไปสู่รัง ณ ใจกลางแห่งเขาหิมพาน นกบินพลางร้องด้วยเสียงอันเยือกเย็น เพื่อให้รู้ว่ามันได้บินไปแล้ว ตามวิถีทางของมันในเวหาอันขาวดุจหิมะ โดยความจูงนำความรู้สึกรัก

                
ฝ่ายเทวทัตซึ่งเป็นพระญาติของพระพุทธกุมารก็ขึ้นธนูแล้วยิงไปที่หงส์ตัวที่หนึ่ง ถูกตรงปีกอันบริสุทธิ์จนเลือดออกถึงต้องกางปีกแฉลบถลาตกลงมาสู่พื้นดิน

                
พระสิทธัตถะเมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงทรงเก็บนกนั้นขึ้นมากอดไว้ยังพระอุระ แล้วก็ทรงนั่งขัดสมาธิเพื่อจะปลอบมิให้นกหวาดกลัว พระองค์ค่อยๆ ประคองจัดปีกให้เรียบร้อย แล้วก็ค่อยๆ ทรงลูบคลำนกนั้น ด้วยพระหัตถ์อันเบาและอ่อนนุ่มประดุจใบตองอ่อน และขณะที่พระหัตถ์เบื้องซ้ายทรงประคองนก พระหัตถ์เบื้องขวาก็ทรงถอนลูกศรเหล็กอันร้ายนั้น และทรงพอกแผลด้วยใบไม้อันอ่อนกับน้ำผึ้ง พระองค์ไม่เคยทรงประสบความเจ็บปวด พระองค์ทรงกำลูกศรนั้นโดยแรง บังเอิญปลายลูกศรถูกพระหัตถ์น้อยหนึ่ง ก็ทรงรู้สึกว่าเจ็บปวด ดังนั้นพระองค์จึงทรงเริ่มกอดนกนั้นอีก พลางทรงพระกรรแสงไห้

                
ลำดับนั้นมีคนๆ หนึ่งได้มาทูลแก่พระองค์ว่า "เจ้าของข้าพระพุทธเจ้าได้ยิงนกตกลงมาที่กลางสวนต้นกุหลาบนี้ตัวหนึ่ง ท่านจึงใช้ให้ข้าพระพุทธเจ้ามา ขอให้พระองค์ส่งนกนั้นไปให้ พระองค์จะโปรดส่งให้หรือไม่" "มิได้" พระสิทธัตถะตรัสตอบ "หากว่านกนี้ตาย การที่จะส่งไปให้แก่ผู้ที่พิฆาตนั้นก็ควรอยู่ แต่นี่หงส์นั้นยังมีชีวิต พี่น้องของฉันได้พิฆาตแต่เพียงกำลังความเร็วแห่งการบิน ทำให้ขนหลุดมาเท่านั้น" เทวทัตจึงตอบไปโดยทันควันว่า "นกป่าจะเป็นหรือตาย ก็ต้องได้แก่ผู้ที่ยิงมัน บนเวหานั้นไม่ได้เป็นของใครเลย แต่เมื่อตกมาแล้ว มันก็เป็นของเรา จงส่งนกที่เป็นอาหารมาให้แก่เราเถิด" พระพุทธกุมารทรงประคองนกประทับที่พระปรางค์แล้ว ทรงตอบแก่เทวทัตว่า "เราบอกว่าไม่ได้! นกนี้เป็นของเรา เพราะเป็นสิ่งแรกแห่งสิ่งทั้งหลายอันเหลือที่จะคณานับซึ่งเป็นของเราโดยอำนาจแห่งธรรมเมตตา

                
เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่าอะไรที่ดลใจ กระทำให้เราจะสั่งสอนความเมตตาแก่มนุษย์ทั้งหลาย และกระทำให้เราต้องเป็นผู้อธิบายความมืดมนอนธการแห่งโลก และจำทำให้อำนาจแห่งความทุกข์อันชั่วร้ายแห่งโลกลดน้อยถอยลง แต่ถ้าเจ้าของท่านมิยอม ก็ให้นำเรื่องไปสู่ผู้รู้หลักเถิด แล้วเราก็จะคอยฟังคำตัดสินของผู้รู้หลักนั้นก่อน" ดังนั้นเรื่องนี้จึงตกไปอยู่ในความตัดสินของสภาอัครมหามนตรี ซึ่งต่างคนก็มีความเห็นต่างกัน

                
ในที่สุดมีฤษีซึ่งไม่มีใครรู้จักรูปหนึ่งมาแล้วก็กล่าวว่า "ถ้าหากว่าชีวิตย่อมมีค่า ผู้ซึ่งช่วยชีวิตก็ต้องมีสิทธิเป็นเจ้าของสิ่งที่มีชีวิตนั้นมากกว่าผู้ที่พยายามฆ่าสิ่งที่มีชีวิตนั้น ผู้พิฆาตเป็นผู้นำทำความมลทินและล้างผลาญ ส่วนผู้ปกป้องกันนั้นเป็นผู้ผดุงช่วยเหลือ จงให้นกแก่ผู้ที่ช่วยนกนั้นเถิด" ทุกๆ คนก็เห็นเป็นการยุติธรรม

                
แต่เมื่อพระมหากษัตริย์มีพระราชประสงค์หาตัวผู้ทรงธรรมนั้นเพื่อยกยอเกียรติคุณ ฤษีนั้นก็ได้หายไปเสียแล้ว แต่มีคนๆ หนึ่งเห็นงูตัวหนึ่งเลื้อยออกไปข้างนอก เทพเจ้ามักจำแลงตัวมาเช่นนี้ ดังนี้พระพุทธเจ้าจึงเริ่มทรงปลงธรรมเมตตาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

                
ถึงกระนั้น วาระนั้นพระองค์ยังไม่ทรงทราบอะไรอื่นอีกนอกจากความเจ็บปวดทุกข์ร้อนของนกซึ่งเมื่อหายแล้วก็บินกลับไปสู่พวก พ้องของมันด้วยความปลาบปลื้ม แต่มาอีกวันหนึ่งมีการวัปปมงคลแรกนาขวัญอันเป็นนักขัตฤกษ์ของบ้านเมือง พระราชบิดามีพระราชดำรัสว่า "จงมาเถิดลูกรัก เพื่อไปชมดูสิ่งที่น่าดูแห่งฤดูใบไม้ผลิ ดูพื้นดินอันอุดมสมแก่การซึ่งจะบังเกิดความมั่งมีให้แก่ขาวนา ดูราชอาณาจักรของบิดา อาณาจักรซึ่งเมื่อไฟฟืนจะบังเกิดเป็นเปลวเผาร่างของพ่อแล้ว ก็ตกเป็นของลูก จะหล่อเลี้ยงตัวของทวยประชาทุกรูปทุกนาม และบำเพ็ญความเจริญให้แก่คลังของกษัตริย์ ฤดูงามด้วยความประดับแห่งใบไม้อ่อน ด้วยปวงบุปผชาติอันมีสีงาม และด้วยหญ้าอันเขียวชะอุ่ม จงฟังเสียงขับร้องของคนไถนา"

                
ตรัสดังนั้นแล้ว พระบิดาก็ทรงพาพระโอรสเสด็จไป ณ ตำบลหนึ่งซึ่งมีกระแสน้ำและสวนแล้วก็ทอดพระเนตรโคซึ่งเดินในทุ่งอันอุดม โดยใช้คอของมันลากไถ โดยอำนาจแห่งไถดินก็ถูกขุดออกเป็นแผ่นๆ และเป็นแถวเป็นแนว ฝ่ายคนไถก็พยายามกดคันไถ เพื่อให้ไถกินดินลึกไปอีก ที่ท่ามกลางแห่งต้นตาล ลำธารก็ทรงศัพท์สำเนียงเสียงน้ำไหลดังพึมพำ ที่บางแห่งก็มีต้นเทียนแลต้นตะไคร้งอกขึ้นเป็นเครื่องประดับ บางแห่งก็มีคนกำลังหว่านข้าวอยู่ ส่วนในป่าก็มีเสียงขับร้องแห่งนก ณ รังของมัน ในพงในหนามก็มีสัตว์ที่เล็ก เช่นกิ้งก่า ผึ้ง แมลงปอ และสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย เพระในฤดูใบไม้ผลินี้ อะไร ๆ ก็บันเทิงร่าเริงใจทั้งสิ้น ณ กิ่งของต้นมะม่วงก็มีนกคีรีบูนยอสีอันงาม กระรอกก็ไต่เต้นเอาการเอางานของมัน ตัวแตนปากงุ้มก็ร่อนตามผีเสื้อที่มีสีต่างๆ เคียงข้างกระแตที่กำลังแล่นไล่ขับแมลง เหล่ามะอิสนา (ภาษาปัญจาปว่า นกกระทง) ก็เร่ร่อนหาอาหารพลางปัดเป่าเกาคอเจ้าหมู่ ๗ สีเทา (ซึ่งเป็น นกชนิดหนึ่ง มักไปเป็นฝูงๆ ๗ ตัวเสมอ) ก็ไต่อยู่ภายในพุ่มต้นหนาม เสือปลามีสีลายกินปลาก็จดจ้องย่องอยู่ ณ ริมหนอง เหล่านกยางมากหลายก็เดินอยู่บนหลังกระบือ นกเหยี่ยวหมุนเคว้งอยู่กลางเวหาอันมีสีดุจแสงทอง

                
 ใกล้โบสถ์ซึ่งมีสีอันกล้าก็มีนกยูงบินไปมา เหล่านกพิราบก็ขันคูอยู่ทุกด้านทุกมุม ณ ที่ไกลๆ ไปอีก ก็มีเสียงกลองแห่งงานวิวาหมงคลดังกระหึ่ม ทุกสิ่งทุกเหล่านี้ล้วนแต่แสดงว่า มีความสงบสันติภาพและความไพบูลย์ทั้งสิ้น

                
ฝ่ายพระสิทธัตถะกุมาร เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งเหล่านี้ก็ทรงเพลินพระทัย แต่เมื่อทรงมองดูให้ซึ้งถึงอาการภายในแล้ว ก็ทรงปรากฏว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีประดุจหนามซ่อนอยู่ภายใต้ดอกกุหลาบแห่งชีวิตทั้งสิ้น พระองค์ทรงเห็นว่าชาวชนบทที่กรอบเกรียมได้รับจ้างโดยอาศัยที่ต้องอาบเหงื่อแห่งตนเป็นสิ่งที่ต้องกังวล เพื่อมีช่องทางเลี้ยงชีพแห่งตน ต้องขับเคี่ยวโคของตนให้ทำงานกลางแดดกล้า ด้วยตาอันโพลงและด้วยปะฏักที่ใช้ทิ่มแทงสีข้างของโคนั้น ๆ พระองค์ยังทรงสังเกตเห็นอีกว่า กิ้งก่านั้นกินมด เหยี่ยวกินทั้งกิ้งก่าและมด ทั้งโฉบเอาอาหารซึ่งเสือปลาจับได้ไปเสียจากเสือปลา พระองค์ทรงเห็นนกกางเขนไล่นกบุลบุล (นกเล็กๆ ชนิดหนึ่งจำพวกนกปรอดหัวโขน?) ซึ่งไล่จับผีเสื้อแปลกๆ เท่ากับว่าทุกแห่งๆ ใครๆ ก็ฆ่าผู้ที่ฆ่าเขาแล้ว ตัวเองก็ถูกฆ่าตามลงไปอีก คือฆ่าชีวิตแห่งความเป็นอยู่ซึ่งยอมตาย ดังนี้ สิ่งที่แลเห็นว่ารื่นเริงนั้นก็เพียงแต่เป็นเครื่องกำบังไม่ให้แลเห็นได้แจ้งชัดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีแต่ปองที่จะพิฆาตฆ่ากันทั้งสิ้นเท่านั้น นับตั้งแต่มดจนกระทั่งถึงคนซึ่งฆ่าเพื่อนมนุษย์กันเองอย่างร้ายกาจน่ากลัวโดยไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อทรงประจักษ์ เป็นต้นคนไถนาย่อมหิวโหย และโคของตนบ่าก็ถลอกปอกเปิกด้วยความกดขี่โหดร้ายของตนเป็นกรณีย์ซึ่งกระทำให้ความต้องการมีชีวิตคงดำรงอยู่ด้วยลักษณะอันโหดร้ายนั่นแหละที่กระทำให้สัตว์โลกถึงกับเคี่ยวเข็ญเข่นฆ่ากัน พระสิทธัตถะจึงทรงถอนพระทัยแล้วทรงบ่นว่า "พื้นธรณีที่ให้ดูนี้หรือ ที่เรียกว่ากอปรด้วยความสุข? ชาวชนบทที่อาศัยข้าวสุกอันโอชากับเกลือ การใช้วัวช่างหนักมือเสียนี่กระไร การต่อสู้ในระหว่างผู้ที่มีเรี่ยวแรงและอ่อนแอในกลางรกกลางหนาม ดูช่างร้ายกาจจริง ทางอากาศก็มีการเคี่ยวเข็ญเข่นฆ่ากัน แม้แต่ในน้ำก็ไม่มีพ้นภัย" เมื่อได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้ว จึงกราบทูลพระบิดาว่า

                "
ขอพระบิดาได้โปรดเสด็จไปให้ห่างข้าพระพุทธเจ้าหน่อย ปล่อยให้ข้าพระพุทธเจ้าได้พิจารณาสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ชี้ให้ข้าพระพุทธเจ้าดูนี่โดยลำพังเถิด"

                
ตรัสแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงนั่งขัดสมาธิพิจารณาดูความทุกข์ยากแห่งชีวิตอย่างลึกซึ้ง ตลอดถึงบ่อเกิดอันลึกลับของความเป็นอยู่ จนยากที่จะบำบัดหรือบรรเทาความทุกข์ยากเหล่านั้น เมื่อทรงพิจารณาแล้ว ความเมตตาก็บังเกิดขึ้นแก่พระทัยของพระองค์ พระองค์ทรงรู้สึกรักสัตว์โลกทั้งปวงอย่างใหญ่ยิ่งอันเป็นความรู้สึกที่ทำให้ทรงต้องการแต่ช่วยบรรเทาทุกข์และโดยอำนาจแห่งฌาน พระองค์ก็พ้นจากมลทินอันเกลือกกลั้วด้วยความมรณะในความรู้สึกแห่งรูปกาย ดังนั้นพระองค์ก็ทรงบรรลุถึงซึ่งปฐมฌาน เป็นวิถีแรกที่พระองค์จะทรงดำเนินต่อไป

                
ในวาระนั้น ณ เบื้องบนเวหาอันสูงสุด มีเบญจเทวดาเขจรมาในอากาศ เมื่อเหาะมาเหนือต้นไม้ซึ่งพระองค์ประทับอยู่นั้น ให้รู้สึกเรรวนจึงกล่าวแก่กันว่า "มหาบารมีอะไรหนอที่ทำให้เราต้องหยุดเหาะดังนี้?" นี่ก็เพราะเทวดาย่อมรู้ได้ว่ามีอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ ณ เบื้องล่าง จึงมองดูลงไปก็เห็นพระพุทธกุมาร มีรัศมีเปล่งปลั่งและกำลังทรงรำพึง ช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ ครั้นแล้วก็มีเสียงออกจากพุ่มไม้ร้องขึ้นไปว่า "เทวะ! นี่แหละคือผู้ซึ่งจะทรงช่วยสัตวโลก จงลงมาบูชาพระองค์เถิด" เทวดาเหล่านั้นจึงเหาะลงมาฟ้อนรำขับร้องยอพระบารมีของพระองค์ แล้วจึงเหาะเลยไปเพื่อนำข่าวดีอันนี้ไปประกาศแก่ฝูงเทวบุตร เทวธิดาทั้งหลายต่อไป

                
เมื่อมหาดเล็กซึ่งพระบิดาทรงใช้ให้มาดูพระองค์มาได้เห็น ขณะที่พระองค์ทรงสมาธิอยู่ แม้ว่าเที่ยงล่วงแล้ว และดวงพระอาทิตย์เอนเอียงลงไปสู่เขาแห่งทิศอัสดง ถึงแม้เงาอื่นก็ย่อมเคลื่อนไปตามแสงแห่งดวงอาทิตย์นั้น แต่กระนั้นเงาแห่งชมพูพฤกษ์ซึ่งพระพุทธกุมารประทับอยู่ภายใต้นั้น ก็ดำรงคงที่เพื่อบังมิให้แสงแดดเป็นราคีแก่พระองค์ เมื่อปรากฏมหัศจรรย์ดังนั้น ผู้ซึ่งประจักษ์ได้ยินเสียงออกจากพุ่มกุหลาบว่า "จงปล่อยให้พระราชโอรสประทับอยู่โดยลำพังพระองค์เถิด ตราบใดที่ไม่มีพระทัยพรากจากเงาไม้นี้ไป เงาของข้าพเจ้าจะไม่ย้ายให้เคลื่อนไปที่อื่นอีกเป็นอันขาด" 



* (เวทยบูชาอันนี้ เรียกกันแต่ในหมู่พวกพราหมณ์ตามที่ บัลฟูร์ แปลคงได้ความว่า "โอม ข้าพเจ้าขอทำนายในอานุภาพแห่งพระรัศมีอันแรงกล้าของดวงอาทิตย์อันศักดิ์สิทธิ์ว่า จงส่องแสงแห่งความฉลาดให้แก่ข้าพเจ้าดังนี้เถิด" คำว่า โอม เป็นคำประสาทประสิทธ์) 

 

 

 


ปริเฉทที่ ๒
อาวาหมงคลกถา
(พระมหาบุรุษลองศิลปศาสตร์ิและอภิเษกสมรส) 



  กาลา นุกาล เมื่อองค์พระตถาคตของเราทรงพระเจริญพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา พระบิดาจึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างสร้างปราสาทอันวิจิตร ๓ หลัง หลังหนึ่งมีขื่อสี่เหลี่ยมมุงด้วยไม้ยมหอม เป็นปราสาทอันอบอุ่นสำหรับเหมันตฤดู อีกหลังหนึ่ง สร้างด้วยหินอ่อนลาย เป็นปราสาทเย็นสำหรับฤดูคิมหะ หลังที่ ๓ ทำด้วยอิฐเผามุงด้วยกระเบื้องสีฟ้า เหมาะสำหรับฤดูเพาะฤดูหว่าน คราวเมื่อเหล่าต้นจัมปัก (ต้นจำปา) เต็มไปด้วยดอกอันมีรสสุคนธ์
               
ปราสาททั้ง ๓ หลังนี้มีนามว่า ศุภะ สุรัมมา รัมมา มีอุทยานอยู่ในบริเวณรอบปราสาท เป็นสถานสำราญรื่นเดียรดาษด้วยดอกไม้ มีลำธารอันเกิดไหลเลี้ยวเลาะลัดอยู่ภายใน มีละเมาะต้นไม้ดอกส่งกลิ่นหอม และมีกระโจมอันงามตระการตาอยู่มากหลาย กับทั้งสนามหญ้าอันเขียวชอุ่มอีกด้วย
               
พระสิทธัตถะทรงสำนักและประพาสในราชฐานเหล่านี้ ตามอำเภอพระทัย พลางทรงประสบแต่ความยั่วยวนใหม่ๆ แปลกๆ เป็นนิตย์ แล้วเวลาของพระองค์ก็ล่วงไปโดยบันเทิงพระอิริยาบถ ด้วยเหตุว่าพระโลหิตอันเจริญวัยหนุ่มกำลังแล่นอยู่ทั่วพระวรกายของพระองค์ แต่ไม่ช้านานเท่าใด เงาแห่งสมาธิญาณก็กลับมารบเร้าพระองค์ เฉกเช่นประกายแสงเงินแห่งทะเลสาบ ซึ่งต้องขมุกขมัวด้วยความล่องลอยแห่งก้อนเมฆที่ผ่านไปฉะนั้น


               
เมื่อพระบิดาทรงประจักษ์ความเป็นไปดังนั้น จึงตรัสเรียกเหล่าเสวกามาตย์ของพระองค์มาตรัสว่า "อำมาตย์ของเราทั้งหลาย ขอให้ใคร่ครวญตามคำพยากรณ์ของฤษีและพวกโหรผู้ทำนายฝันนั้นเถิด ลูกเราคนนี้ซึ่งเรารักยิ่งกว่าโลหิตแห่งดวงใจของเรา จะได้เป็นใหญ่ไพศาลในโลก จะเหยียบย่ำปัจจามิตรทั้งหลายด้วยเบื้องบาทา จะเป็นราชาแห่งราชาทั้งหลาย ซึ่งเป็นการต้องด้วยความปรารถนาของเรา หรือมิฉะนั้นลูกของเราคนนี้จะเดินไปตามวิถีทางอันถ่อมต่ำ และเศร้าสลดด้วยการเสียสละและความทรมานอันแก่กล้าไปด้วยความศรัทธา เพื่อจะได้บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จในอะไรอย่างหนึ่ง ภายหลังที่ได้เสียสิ่งทั้งปวงที่ต้องลำบากรักษาดูแลมาแล้วนั้น ซึ่งใครไม่ทราบได้ว่าเป็นความดีอะไร
               
และคงไปสู่ผลอันนี้แหละ ที่ตาอันซึมของเขาเพ่งเล็งถึงในท่ามกลางแห่งวันของเรา ฉะนั้น ทำอย่างไรเท้าลูกของเราจึงจะอาจหันไปสู่ทางอันศักดานุภาพซึ่งเขาควรจะเดิน และทำอย่างไรจึงจะให้ลางเครื่องหมายแห่งความสุขซึ่งมีว่าจะให้เขาครอบครองโลกพิภพ หากเขาต้องการกลายเกิดเป็นความจริงได้?"


               
อำมาตย์ผู้มีอาวุโสสูงสุดจึงกราบทูลว่า "มหาราชา! ตัณหาจะกำจัดความเดือดร้อนอันเล็กน้อยนี้ได้ จงทรงผูกมัดกามด้วยความมารยาของสตรีโดยรอบพระทัย ซึ่งนัยว่าไม่ทรงพระธุระกับอะไรนั้นเสียเถิด พระราชโอรสจะทรงทราบแล้วหรือว่า ความงาม ดวงตาซึ่งอาจทำให้ลืมจนกระทั่งสวรรค์กับทั้งริมฝีปากอันหอมชื่นนั้น คืออะไร ขอพระองค์จงทรงจัดหาสตรีที่ยั่วยวน และคู่ควรแก่การหมกหมุ่นต่อการบันเทิงนั้นเถิด ความคิดซึ่งไม่มีใครอาจรั้งไว้ได้ด้วยโซ่สำริดนั้น เส้นผมของสตรีเพียงเส้นเดียวก็อาจผูกมัดให้ติดอยู่ได้โดยง่าย"


               
บรรดาอำมาตย์ทั้งปวงก็เห็นสอดคล้อง พ้องด้วยคำทูลของอำมาตย์ผู้มีอาวุโสสูง แต่พระราชาตรัสว่า "ถ้าเราหาสตรีให้เขาก็จะได้ประโยชน์อะไร? ความรักมักเลือกโดยตาข้างเดียว และหากว่าเรารายเรียงพื้นที่ซึ่งมีความงามให้เป็นแถวๆ เพื่อเขาจะได้เด็ดดอกไม้ตามความพอใจ เขาก็จะเพียงแต่ยิ้ม แล้วค่อยๆ หลีกไปให้พ้นเสียจากความกระสันซึ่งเขาไม่รู้จักนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่งจึงทูลว่า "กวางย่างเยื้องจนกระทั่งลูกศรปลิวไปต้อง" (กวางหมายความว่า"ชาย" ลูกศรคือ "ความงามเลิศของหญิง") พระราชโอรสคงจะเป็นดังนี้ เช่นเดียวกันกับผู้ซึ่งมีความคิดอ่อนกว่าพระองค์ กามบางอย่าง หน้าตาบางอย่าง อาจกระทำให้เป็นประหนึ่งเมืองสวรรค์สำหรับพระราชโอรสก็เป็นได้ ภาพบางอย่างอาจกระทำให้พระองค์เห็นเป็นงามกว่าแสงอรุณคราวเมื่อปลุกให้โลกตื่นก็เป็นได้ โอ! พระราชาของข้าพระพุทธเจ้า
               
ขอพระองค์จงทรงกระทำดังนี้ คือได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองปราสาทใหม่ซึ่งบรรดาสตรีสาวทั้งปวงทั่วพระราชอาณาจักรจะต้องมาประกวดความงามแห่งความเป็นสาวซึ่งกันและกัน แล้วทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการบันเทิงตามขัตติยะประเพณีทุกประการ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสเป็นผู้ทรงพระราชทานรางวัลแก่สาวที่งาม และเมื่อบรรดาสาวที่มีชัยด้วยความงามผ่านมาตรงหน้าที่ประทับของพระราชโอรส เราท่านทั้งหลายก็จงสังเกตว่ามีนางสาวคนหนึ่งคนใดกระทำให้ความเศร้าอันบึ้งบูดแห่งพระวรพักตร์ของพระองค์เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ ดังนี้ เราอาจเลือกวิธีให้มีตัณหาได้ด้วยตาซึ่งมีตัณหานั้นเองและด้วยกลอุบายอันนี้ องค์พระราชโอรสก็จะทรงร่าเริงบันเทิงพระทัยขึ้น"


               
คำทูลแนะนำอันนี้ดูเข้าทีอยู่ ฉะนั้นวันหลังต่อมา พนักงานผู้ร้องประกาศจึงได้เที่ยวร้องประกาศเชิญบรรดาสตรีสาวที่สวยงามทั้งปวงให้มาสู่พระราชวังในวันเวลาที่ประกวด ซึ่งพระราชโอรสจะพระราชทานรางวัล คือรางวัลของประเสริฐให้แก่ทุกๆ คน และของประเสริฐยิ่งยวดให้แก่สาวใดซึ่งได้รับพระราชวินิจฉัยว่างามเลิศ
               
ดังนั้นแล้วบรรดาสตรีสาวแห่งกรุงกบิลพัสดุ์จึงไปรวมกันอยู่ ณ พระทวาร ทุกๆ คนพึงหวีและเกล้าเกาของตนเสร็จใหม่ๆ ขอบตาก็แต่งให้ขำเป็นแววด้วยผงแร่พลวง อาบน้ำชำระกาย ทาน้ำอบมาแล้วใหม่ๆ ทุกคนแล้วแต่ห่มสไบ สวมเสื้อซึ่งมีสีอันสุขุม มือเท้าอันเรียวก็ทาขมิ้นและแต้มไฝให้คมขำ


               
การที่นางสาวอินเดียมาชุมนุมประชุมกันเดินสวนหน้าพระราชบัลลังก์ พลางปริ่มดวงเนตรอันกว้างดูพื้นดินชม้อยอายดังนี้ ช่างงามน่าดูเสียนี่กระไร? เพราะเมื่อเหล่านารีเห็นพระราชโอรสซึ่งกระทำให้ใจอันประหม่าของนางทั้งหลายเต้นมากกว่าจะนึกเคารพในพระราชอิสริยยศ ก็โดยพระราชโอรสนั้นประทับนิ่งยิ่งนัก น่ารักยิ่งนัก แต่ทั้งเป็นใหญ่ยิ่งกว่านางทั้งหลายด้วย นางสาวทุกคนต่างรับรางวัลของตนพลางลดสายตาไม่กล้าดูพระราชโอรส และถ้าปวงชนทั้งปวงที่ไปดูนั้นเปล่งอุทานว่า นารีใดคนหนึ่งซึ่งนัยว่างามเลิศและสมลักษณะกว่าคู่ประกวดอื่น ซึ่งล้วนแต่มาเพื่อเป็นเครื่องประโลมล่อพระทัยพระราชโอรสด้วยกันทั้งสิ้นก็ดี


               
นารีผู้นั้นก็นิ่งอยู่เหมือนหนึ่งนางเนื้อทรายที่ประหม่าด้วยพระหัตถ์ อันลออเอี่ยมที่มาแตะต้อง แล้วก็วิ่งไปสู่เพื่อนของตนต่อไป ประหม่าเช่นนี้ก็ควรประหม่าแล้วด้วยพระราชโอรสนั้นดูเหมือนได้ประกอบแล้วด้วยลักษณะแห่งเทพเจ้า เป็นสง่าน่าเคารพศักดิ์สิทธิ์ และเป็นใหญ่เหนือนางทั้งปวงดังนี้แหละที่เหล่านางทั้งปวงมาสวนหน้าพระที่นั่ง แต่ละคนล้วนงามเดินตามหลังต่อๆ กัน ประดุจดอกไม้แห่งพระราชธานี และเมื่อสิ้นพิธีอันสง่าน่าดู กับเมื่อของรางวัลได้หมดสิ้นไป


               
ในวาระซึ่งนางคนที่สุด คือเจ้าหญิงยโสธราได้ผ่านมา บรรดาผู้ที่นั่งอยู่เคียงข้างพระสิทธัตถะก็แลเห็นพระองค์สะดุ้ง ในเมื่อพระนางพรหมจารีศรียโสธราย่างเยื้องเข้ามาใกล้พระองค์ สิริรูปโฉมของพระนางนั้นดุจรูปปั้นชั้นวิมาน อาการย่างเยื้องก็ปานดังดำเนินของนางปารวตี ผู้เป็นราชินีแห่งพระศิวะ ดวงเนตรของเธอเหมือนดวงตาของนางเนื้อทรายในฤดูแห่งความปฏิพัทธ์ ดวงพักตร์งามยิ่ง จนน้ำคำไม่สามารถจะพรรณนาให้เห็นเสน่ห์ได้ เธอผู้เดียวมองดูพระสิทธัตถะตรงพระพักตร์ ประณมมือเหนือทรวงปล่อยให้เห็นพระศอ
                "
มีรางวัลอะไรสำหรับหม่อมฉันไหม?" พระนางทูลถามพลางยิ้ม
                "
รางวัลหมดแล้ว" พระสิทธัตถะตอบ "แต่จงรับเอาของนี้เป็นรางวัลแทนไปเถิด น้องสาวที่รัก ผู้ซึ่งความงามของน้องเป็นสมบัติอันเกินอวดในราชธานีของเรา"
               
ตรัสแล้วก็ทรงถอดสร้อยสังวาลมรกตของพระองค์ออกสวมใส่เจ้าหญิงผู้วิไลโฉม ที่นี้ดวงเนตรทั้งสองฝ่ายก็ก็มาประสบกัน และด้วยการแยบยลอันนี้ กระทำให้เกิดความปฏิพัทธ์กำหนัดขึ้น



               
ช้านานต่อมา เมื่อได้ตรัสรู้สมบูรณ์แล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าซึ่งมีผู้ทูลถามว่า เหตุใดพระทัยของพระองค์จึงลุกเป็นเปลวขึ้นได้ในเมื่อแรกทอดพระเนตรเห็นสาวขัตติยนารีนั้น
               
พระองค์ตรัสตอบว่า "เราไม่ใช่คนอื่นไกล ดังเราและชุมนุมชนที่นี่เชื่อกันเมื่อกาลเมื่อปางก่อนซึ่งเป็นเวลาช้านานมาแล้วนั้น บุตรชายของนายพรานผู้หนึ่งเล่นอยู่กับหญิงสาวชาวไพรใกล้ต้นน้ำยมุนาซึ่งมีภูเขานันทเทวี (ภูเขาแห่งจังหวัดต่างๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งอาศัยอยู่โดยเทพธิดานามว่า นันทะ) ได้ถูกเลือกให้เป็นผู้ตัดสินการละเล่น
               
ในเมื่อนางสาวเหล่านั้นวิ่งภายใต้ต้นสนดุจดังกระต่ายเล่นสนุก คลุกคลีเคียงข้างโพลงอยู่ภายใต้แสงเงินแห่งดวงจันทร์ ชายหนุ่มนั้นสวมพวงมาลัยงามแจ่มจรัสดุจดวงดาราให้แก่นางหนึ่ง แก่อีกนางหนึ่งสวมขนปีกนกอันยาวซึ่งถอนได้จากไก่ฟ้าตาทิพย์และจากไก่แห่งไพรหลวง แก่นางคนที่สามให้ลูกฉำฉาเป็นรางวัล แต่นางคนที่มาสุดท้ายกลายเป็นคนที่หนึ่งสำหรับชายหนุ่มนั้น เขาจึงให้ลูกนางเก้งที่เชื่อง และความปฏิพัทธ์แห่งดวงใจแก่นาง ตั้งแต่บัดนั้นมา บุรุษและสตรีทั้งสองนั้นก็ได้อยู่ร่วมกันยืนยงในป่านั้นด้วยความสันติสุข และเขาตายร่วมกันในป่านั้นเอง"



                "
เห็นไหม? ดังนี้แหละที่พืชพันธุ์ซึ่งซ่อนอยู่ได้งอกขึ้นจากใต้ธรณีภาหลังกาลหลายปีแห่งความแห้งเล้ง ฉันใดก็ดี ความดีและความชั่ว ความทรมานและความสนุกรื่นเริง ความแร้นแค้นและความรัก กับความประพฤติทั้งปวงที่ตายแล้วย่อมกลับมาเกิดใหม่อีก โดยนำทั้งใบอันสุกใสสดชื่นหรือเหี่ยวแห้งหม่นหมองและผลซึ่งหวานหรือขมมาด้วย ก็แลเรานี้ เราก็เป็นตัวชายหนุ่มนั้นเอง และหญิงสาวนั้นก็คือยโสธรานี้แหละ ตราบใดวัฏสงสารแห่งการมีชีวิตและความตายยังหมุนอยู่ สิ่งใดที่เป็นมาแล้วก็จะเป็นไปในระหว่างเราทั้งสองนี้สืบไป"


               
แต่บรรดาผู้ซึ่งลอบมองดูพระราชโอรสในระหว่างที่พระราชทานรางวัลนั้น ได้เห็นและได้ยินสิ้นทุกอย่าง จึงทูลพระราชบิดาซึ่งกำลังเอาพระทัยใส่เพื่อได้ทรงทราบว่า พระราชโอรสทรงเฉยเมยจนกระทั่งถึงเวลาที่เจ้าหญิงยโสธรา พระองค์ทรงเปลี่ยนสายพระเนตรทันทีอย่างไร เจ้าหญิงกับพระราชโอรสทรงจ้องดูกันอย่างไร ตลอดถึงการที่พระราชโอรสพระราชทานสร้อยสังวาลมรกต และแววพระเนตรทั้งสองฝ่ายชม้อยกระแสความรู้สึกให้แก่กันอย่างไร


               
พระปิยราชตรัสอย่างแย้มสรวลว่า "เห็นไหมล่ะ! เราได้เหยื่อแล้ว ทีนี้เราต้องหาวิธีที่จะใช้เหยื่อนี้เพื่อล่อเหยี่ยวของเรามาจากเมฆให้ได้ เราต้องจัดทูตให้ไปขอธิดาสาวของเขาเพื่อแต่งงานกับลูกของเรา" แต่ตามขัตติยประเพณีมีอยู่ว่า เมื่อผู้ใดสู่ขอธิดาสาวของครอบครัวแห่งตระกูลสูงซึ่งงามและพึงพอใจ ฝ่ายชายต้องแสดงความสามารถในขบวนยุทธศิลป์ แข่งขันกันกับผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ขอชิงธิดานั้นก่อน และประเพณีนี้ย่อมไม่เว้นจนแม้กษัตริย์องค์ใด

               
ดังนั้นเมื่อพระบิดาของเจ้าหญิงทรงตอบแก่ทูตว่า "แกจงกราบทูลพระราชาว่า ธิดาของเราเป็นที่พึงประสงค์ของบรรดาเจ้าชายใกล้ไกลมากหลาย ถ้าพระราชโอรสผู้สุขุมยิ่งของพระองค์มีความสามารถในเชิงธนู เชิงดาบ และขี่ม้าดีกว่าบรรดาเจ้าเหล่านั้น ก็นับว่าเขาเป็นผู้มีฝีมือเยี่ยมกว่าเพื่อน และจะเยี่ยมสำหรับเราด้วย แต่จะเป็นไปได้หรือ เมื่อพระราชโอรสของพระราชาได้ทรงรับความชินแต่ในสิ่งที่อ่อนแอ?"


               
เมื่อทรงทราบดังนั้น พระทัยของพระเจ้าสุทโธทนะก็ปั่นป่วน เพราะทรงเชื่อว่าพระโอรสคงไม่สามารถจะขอหมั้นพระนางศรียโสธราได้สมพระทัยด้วยเหตุว่ามีผู้แข่งขันกับพระองค์คือเทวทัต ผู้มีฝีมือเอกในเชิงธนู อรชุนผู้ขำนาญในการขี่ม้าแข่งและขี่ม้าที่พยศ และนันทะผู้ล้ำเลิศเลอเจ้าแห่งการฟันดาบ
               
แต่พระราชโอรสนั้นทรงขบขันแต่ในพระทัยแล้วตรัสว่า "ศิลปะทั้งหลายแหล่เหล่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็ได้เรียนรู้มาแล้วเหมือนกัน ดังนั้นจงทรงจัดการประกาศเถิดว่า ข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นโอรสของพระองค์จะสู้แข่งกับบรรดาผู้ซึ่งมาเลือกการกีฬาด้วยกนทั่วทุกคน ข้าพระพุทธเจ้าหวังว่า คงจะไม่เสียความรักของข้าพระพุทธเจ้าด้วยการแข่งขันอันเล็กน้อยพันนี้ดอก" ดังนั้นจึงได้มีการป่าวร้องให้รู้ว่า ณ วันถ้วนเจ็ด พระสิทธัตถะราชกุมารจะหาญเผชิญกับบรรดาผู้ซึ่งประสงค์จะแข่งขันกับพระองค์ ในการแสดงความสามารถทุกอย่าง และว่าบำเหน็จสำหรับผู้มีชัยก็คือเจ้าหญิงศรียโสธรา


               
ฉะนั้นพอถึงวันถ้วนเจ็ด เหล่าศากิยะทั้งหลายทวยนาคร และชาวชนบทแห่งพระราชธานีก็มาประชุมนุม ณ ท้องสนามหลวงคับคั่ง และเจ้าหญิงศรียโสธราก็เสด็จมาเหมือนกัน ห้อมล้อมไปด้วยพระญาติพระวงศ์ของพระนาง ในขบวนแห่แห่งเจ้าหญิงมีดนตรีขับร้อง มีสีวิกามากหลายโดยตบแต่งงดงามและมีโคเขาปิดทองประดับดอกไม้


               
เทวทัตซึ่งเป็นศากิยวงศ์ก็ขอหมั้นพระนาง อีกทั้งนันทะและอรชุนก็ดุจกัน เพราะทั้งสองนี้ก็นับเนื่องอยู่ในวงศ์ตระกูลสูงเหมือนกัน ดังนั้นนับว่าเจ้าหญิงศรียโสธราก็คือมาลาซึ่งบรรดาเจ้าชายหนุ่มที่มาพร้อมกัน ณ ที่นี้ล้วนแต่มีใจปองทั้งสิ้น ครั้นแล้วพระสิทธัตถะกุมารก็เสด็จมาถึง พระองค์ทรงพาชีสีขาวนามว่า กัณฐกะ ซึ่งพอมาถึงก็ร้องโดยนึกประหลาดใจด้วยฝูงชนซึ่งไม่เคยชิน


               
ฝ่ายพระสิทธัตถะก็เหมือนกัน พระองค์ทรงทรงทอดพระเนตรฝูงชนเหล่านั้นโดยพิศวง คือฝูงชนซึ่งเกิดมานอกเชิงพระราชบัลลังก์มีการอยู่การกินผิดกันกับราชา ถึงกระนั้น บางทีก็มีสุขมีทุกข์เช่นเดียวกันกับเหล่าราชาทั้งหลาย แต่ครั้นพระสิทธัตถะราชกุมารทอดพระเนตรเห็นเจ้าหญิงศรียโสธราผู้งามประไพ ความยิ้มแย้มก็ปรากฏขึ้นแก่พระพักตร์ของพระองค์ พระองค์ลดบังเหียนด้วยพระองค์เอง ทรงกระโดดลงยังพื้นธรณีแล้วทรงประกาศว่า "ผู้ใดไม่มีค่าเท่ากับไข่มุกนั้นแล้ว ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรที่จะได้ไข่มุกนั้น ขอบรรดาผู้แข่งขันของข้าพเจ้าทุกคนจงพิสูจน์ให้เห็นเถิด ว่าข้าพเจ้าทะนงเกินไปฤาไม่ ที่จะขอประสานมือกับพระนางได้" 

               
ดังนั้น นันทะจึงท้าให้ประลองความสามารถในการยิงธนู แล้วนำเป้าทองสำริดไปตั้งในระยะทาง ๖ โคว (โควละ ๒ เส้นหย่อน) เหมือนกัน เทวทัตในระยะ ๘ โคว แต่พระสิทธัตถะทรงขอให้ตั้งเป้าสำหรับพระองค์ในระยะ ๑๐ โคว เพื่อจะให้เป้านี้แลเห็นไม่ใหญ่เกินกว่าขนาดหอยเบี้ย เมื่อตั้งเป้าเรียบร้อยแล้วต่างก็เริ่มยิง นันทะยิงถูกเป้าของตน อรชุนก็ถูกเป้าของตน และเทวทัตยิงทะลุเป้าของตนอย่างแม่นยำ จนฝุงชนเปล่งอุทานชมเชย เจ้าหญิงศรียโสธราถึงกับปลดสไบทอง ปิดดวงเนตรอันขวยเขิน ด้วยเกรงว่าจะได้เห็นพระสิทธัตถะราชกุมารไม่สามารถจะยิงเป้าของพระองค์ให้ถูกได้ แต่พระองค์เองทรงหยิบธนูคู่แข่งซึ่งเป็นหวายลงรักผูกรัดด้วยเอ็นมีสายเงิน ซึ่งได้แต่แขนกำยำแข็งแรงเท่านั้นจึงจะขึ้นได้ พระองค์โก่งธนูนั้นจนปลายกับปลายจดกันด้วยความขบขันในพระทัยจนธนูนั้นหัก


               
แล้วตรัสว่า "นี่เป็นธนูสำหรับเล่น ไม่ใช่เป็นธนูสำหรับใช้การ ไม่มีใครมีธนูสำหรับศากิยะดีกว่านี้อีกหรือ?" มีคนหนึ่งทูลว่า "มีธนูสิงหหนุซึ่งเก็บรักษาไว้ในวิหารนมนาน จนไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใด ธนูนี้ไม่มีใครสามารถจะโก่งและยิงได้" พระสิทธัตถะตรัสว่า "จงไปเอาธนูซึ่งเป็นอาวุธคู่ควรแก่คนหนึ่งนั้นมาเถิด"
               
เขาจึงไปนำธนูโบราณนั้นมาถวายเป็นธนูโลหะดำ และลวดลายใบไม้ทองและโค้งเหมือนเขาควายกระทิง พระสิทธัตถะก็ได้ลองกำลังความแข็งแรงของธนูนั้นด้วยพระชานุสองครั้งแล้วตรัสว่า "เอาธนูนี้ยิงสิพี่น้องทั้งหลาย" แต่ไม่มีคุ่แข่งขันคนใดสามารถโก่งธนูอันแข็งนั้นได้สักหนึ่งระยะมือ
               
ครั้นแล้วพระสิทธัตถะจึงค่อยๆ ก้มลง โก่งธนู เล็งศูนย์ด้วยพระเนตร ทรงเหนี่ยวสายโดยแรง กระทำให้เกิดเสียงดังไปตามอากาศกึกก้อง สนั่นหวั่นไหวเหมือนดังเสียงปีกนกอินทรี จนพวกคนทุพพลภาพซึ่งอยู่ในบ้านของตนในวันนั้นถามว่า "เสียงอะไรกันหนอ?" มีผู้ตอบว่า "นั่นคือเสียงธนูสิงหหนุซึ่งพระราชโอรสได้โก่งจะทรงยิง" เมื่อพระสิทธัตถะเอาลูกศรพาด ดึงสายแล้วปล่อยลูกศรอันคมกริบแล่นลิ่วไปตามอากาศ ทะลุเป้าอันไกลที่สุด แล้วปลิวลิ่วต่อไปตามทุ่ง จนลิบลับหายไปจากสายตา


               
ในขณะนั้น เทวทัตจึงท้าคู่แข่งขันของเขาในเชิงดาบแล้วก็ฟันต้นไม้หนา ๖ นิ้ว อรชุนก็ ๗ นิ้ว และนันทะฟันได้ ๙ นิ้ว แต่ยังมีต้นไม้ขนาดเท่ากันขึ้นชิดเคียงอยู่สองต้นควบกัน และคมดาบของพระสิทธัตถะตัดขาดได้ทั้งสองต้นในขวับเดียว ลึกแต่ฟันอย่างสุดแม่นยำ จนลำต้นไม้ทั้งสองนั้นคงยืนอยู่ตรงที่ ถึงกับทำให้นันทะร้องขึ้นว่า "คมดาบของเขาวิ่นไปแล้ว"
               
ฝ่ายพระนางยโสธรา เมื่อเห็นต้นไม้ยังยืนตรงอยู่ก็สั่นระรัวทั่วทั้งสรรพางค์ แต่ในขณะนั้นเอง เหล่าเทวดาแห่งเวหาสทั้งหลายซึ่งดูแลจึงบันดาลให้บังเกิดลมพัดเฉื่อยมาทางทิศใต้ ทำให้ต้นไม้ซึ่งเป็นพุ่มประดุจพวงหญ้าอ่อนอันเขียวชะอุ่ม ล้มลงมาบนทรายเสียงดัง ขาดสะบั้นอย่างเด็ดขาด


               
ครั้นแล้วเขาจึงนำม้าแข่งพันธุ์ที่พยศจริงๆ มาคู่แข่งขัน ทุกคนก็ขี่แข่งกันรอบสนามสามรอบ แต่เศวตกัณฐกะอัศดรทิ้งระยะให้ตัวที่เร็วที่สุดต้องอยู่หลัง และวิ่งไปเร็วจนกระทั่งว่าในระหว่างที่ฟองน้ำลายกำลังจะตกจากปากนั้น เขาก็วิ่งไปถึงระยะ ๒๐ ศอกแล้ว แต่นันทะกล่าวว่า "เราเองก็อาจชนะได้ ถ้าหากเรามีม้าเช่นกัณฐกะ จงไปนำม้าพยศมา แล้วก็จะได้เห็นกันว่าใครจะขี่ดีกว่าเพื่อน" ดังนั้นแล้ว พวกเลี้ยงม้าจึงไปนำเอาม้าผู้ลำพองที่เลี้ยงไว้สำหรับผสม และดำเหมือนราตรีกาล ล่ามด้วยโซ่สามเส้น ตาตื่นลำพอง จมูกเบ่ง ไรบังเหียน ไร้อาน เพราะยังไม่มีคนใดได้เคยขับขี่เลย


               
เหล่าศากิยะหนุ่มต่างก็ผลัดกันกระโดดขึ้นหลังอันกว้างสามครั้ง แต่เจ้าม้าใจร้อนพยศอย่างร้ายกาจ จนสะบัดให้ศากิยะหนุ่มเหล่านั้นตกลงมายังพื้นดิน แปดเปื้อนไปด้วยฝุ่น ให้ได้ความอับอาย อรชุนคนเดียวสามารถรั้งให้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อให้แก้โซ่ออกแล้วก็เอาเท้ากระตุ้นสีข้างเจ้าม้าตัวดำ รวบบังเหียนและรั้งปากให้อยู่มือได้ จนกระทั่งว่าโดยลมแห่งแห่งความโกรธ ความบ้าคลั่งและความกลัว เจ้าม้าผสมตัวคะนองก็วิ่งไปตามทุ่งได้รอบหนึ่ง โดยอาการค่อนข้างจะเชื่องๆ แล้ว แต่ทันใดนั้นเอง มันก็หันหน้ามากลับมาแยกเขี้ยว งับเอาเท้าอรชุนข้างหนึ่งจนอรชุนตก แล้วก็จะพิฆาตเสีย หากว่าพวกคนเลี้ยงวิ่งไปดึงเจ้าสัตว์ตัวนั้นทัน
               
ครั้นแล้วทุกคนจึงว่า "อย่าปล่อยให้พระสิทธัตถะไปยุ่งกับภูตผี ซึ่งตับของมันเป็นลมร้ายและเลือดของมันเป็นเปลวไฟอันแดงนั้นเลย"
               
แต่พระราชโอรสตรัสว่า "จงแก้โซ่ออกเสียเถิด แล้วจูงแต่ผมมันมา" ตรัสแล้วทรงจับผมม้านั้นอย่างสงบเสงี่ยม พลางตรัสด้วยเสียงอันเบาสองสามคำ ทรงวางพระหัตถ์ขวาที่ตาม้านั้นแล้ว ค่อยๆ ลูบหน้าอันถมึงทึงของมันตลอดตามยาวของลำคอ และตามสีข้างอันสั่นเทิ้ม กระทำให้ฝูงชนที่มาดูอัศจรรย์ใจที่มาเห็นเจ้าม้าตัวดำเหมือนกลางคืนสิ้นพยศ แสดงอาการอ่อนและนิ่งประดุจว่ามันรู้จักองค์ตถาคตของเรา แล้วก็เคารพต่อพระองค์ด้วยดุษณีภาพในขณะที่พระสิทธัตถะเสด็จขึ้น แล้วเดินไปโดยเชื่อง ตามที่พระองค์ยักมันด้วยพระชานุและบังเหียนต่อหน้าหมู่ชนทั้งมวล จนทวยชนทั้งหลายนั้นร้องขึ้นว่า "คนอื่นอย่าสู้มากมายไปอีกเลย เพราะพระสิทธัตถะดีกว่าเพื่อนแล้ว" คู่แข่งขันทุกคนก็ตอบว่า "เขาเก่งกว่าเพื่อนแล้ว"


               
ดังนั้น สุปปพุทธะพระบิดาของเจ้าสาวจึงตอบว่า "ความต้องการในใจของเราก็คือ ให้ได้เห็นเธอมีชัยในรางวัล เพราะเธอเป็นผู้ที่เราชอบ แต่เธอจงบอกเราหน่อยเถิดว่า โดยกลอุบายอันใดหรือที่สอนให้เธอรู้ดียิ่งในศิลปวิทยา อยู่ในท่ามกลางแห่งพุ่มกุหลาบและความเพ้อฝันของเธอ ถึงกับรู้ในวิชาการสงคราม การล่าสัตว์และกายบริหารทั้งปวง หาผู้อื่นรู้เสมอเหมือนมิได้
               
โอ! พระราชโอรส จงพาเอาขุมทรัพย์ซึ่งเธอได้รับเป็นรางวัลสำหรับความสามารถของเธอไปเถิด" เมื่อพระบิดารับสั่งดังนั้น เจ้าหญิงจึงลุกขึ้นจากที่ เดินผ่านฝูงชนหยิบเอาพวงมะลิพวงหนึ่ง ค่อยๆ ประคองสไบบางสีดำและปักทองแย้ม ดวงพักตร์ผ่านหน้าชายหนุ่มทั้งปวงไปโดยสง่า และถึงที่ซึ่งพระสิทธัตถะประทับอยู่ด้วยพระวรลักษณ์อันวิเศษ สูงตระหง่านยิ่งขึ้น เพราะอัศดรตัวดำซึ่งก้มคออันแข็งแรงของมัน แล้วค่อยๆ ลอดใต้พระกรของผู้เป็นเจ้าแม่แห่งมัน นางน้อมกายอย่างต่ำยิ่งต่อพระพักตร์พระราชโอรส พลางแสดงดวงพักตร์ว่าเปล่งปลั่งไปด้วยความปลื้ม โดยความปฏิพัทธ์อันสันติสุข
               
ครั้นแล้วนางก็สวมพวงมาลัยอันมีรสสุคนธ์ ณ พระศอ และแนบเศียรเกล้าอันงามวิเศษ ณ พระอุรประเทศของพระองค์ แล้วน้อมกายกราบบาทของพระองค์ด้วยดวงเนตรอันแวววับ พร้อมด้วยความยินดี พลางทูลว่า "เจ้าชายที่รัก จงมองดูข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ซึ่งเป็นของพระองค์" ฝ่ายหมู่ชนก็เบิกบานเมื่อได้เห็นเจ้าชายกับเจ้าหญิงเสด็จผ่านไป พระหัตถ์เกี่ยวพระหัตถ์ซึ่งกันและกัน และพระทัยกำลังเต้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วาระนี้สไบดำและปักทองก็คลุมนางใหม่อีก


               
ช้านานต่อมา เมื่อความตรัสรู้ของพระองค์เป็นที่แพร่หลายแล้ว มีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องนี้ และทูลถามพระองค์ว่าเหตุใดพระนางยโสธราจึงทรงสไบดำและทอง และดำเนินสวยยิ่งนัก พระองค์ผู้ซึ่งสากลโลกบูชาเคารพจึงตรัสตอบว่า "นอกจากเราไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ถึงนัยว่ารู้ก็รู้อย่างครึ่งๆ กลางๆ คือ ในระหว่างที่วัฏสงสารแห่งความเกิดและความตายกำลังหมุนอยู่นั้น สิ่งต่างๆ และความรู้สึกที่ล่วงมาแล้วกับความเป็นไปในปางก่อนๆ ก็กลับมาเป็นอีก
               
บัดนี้ เราจำๆได้แล้วเมื่อหวลนึกไปถึงหลายหมื่นปีมาแล้ว เหลือที่จะคณนาก็พึงเห็นได้ว่า กาลเมื่อเราพเนจรไปตามเขาต่างๆ ซึ่งเป็นป่าแห่งเขาหิมาลัยนั้น เราเป็นเสือหิวโดยมีหนังลาย เราซึ่งเป็นพุทธะบัดนี้ ขณะที่กำลังนอนบนหญ้ากุสา (คือหญ้าซึ่งชาวฮินดูใช้ในพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา) เราแอบมองดูฝูงสัตว์ที่กำลังเล็มหญ้าอยู่ด้วยตาอันริบหรี่ และสัตว์เหล่านั้นค่อยๆ เดินใกล้มาสู่ความตายของมันทุกที โดยที่มันเดินมาสู่ซ่องของเรา หรือมิฉะนั้นเวลากลางคืนระยับด้วยแสงดาว เราซัดเซลัดเลาะไปด้วยความกระหายเลือดไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อหาอาหารสักตัวโดยดูดดมกลิ่นมนุษย์หรือเนื้อทรายเรื่อยไปตามทาง
               
ในท่ามกลางสัตว์ป่าซึ่งบัดนั้นเป็นพวกพ้องของเราผู้อาศัยป่าหนาทึบ หรือพื้นดินที่แฉะชื้นเป็นหนอง เป็นบึงอันเต็มไปด้วยต้นอ้อ มีนางพยัคฆีตัวหนึ่ง งามกว่าพยัคฆีทั้งหลาย จนทำให้หมู่พยัคฆ์ทั้งหลายทำสงครามต่อกัน สีขนของพยัคฆีตัวนั้นเป็นทองเหลือบสลับดำดุจกันกับสีสไบยโสธราปกคลุมนั้น การทำสงครามภายในป่านั้นนับว่าแรงกล้า ฟันกับเล็บเป็นศาสตราวุธ


               
ลำดับนั้น นางพยัคฆีตัวงามซึ่งอยู่ภายใต้ต้นพลับพลึงก็มองดูเราซึ่งโทรมไปด้วยโลหิตเพราะบาดเจ็บอย่างสาหัส และยังจำได้อีกว่า ในที่สุดนางพยัคฆีตัวนั้นก็มา พลางบ่นพึมพำผ่านหน้าเจ้าแห่งป่าอื่นๆ ซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลและซึ่งเราได้ผจญให้แพ้ไปแล้ว และด้วยปากอันถนอมกล่อมเกลี้ยง นางพยัคฆีก็ใช้เลียสีข้างอันหอบเหนื่อยของเรา ครั้นแล้วค่อยดำเนินอย่างสง่ามาสมสู่อยู่ในป่ากับเราด้วยความปฏิพัทธ์ วัฏสงสารแห่งความเกิดและความตายหมุนจากกำเนิดที่ต่ำมาสู่ที่สูงดังนี้แหละ"


               
ดังนั้นเป็นอันว่า เจ้าสาวย่อมได้แก่พระสิทธัตถะโดยเจตนาสันนิวาส (ตามประเพณีคันธาวาสหรือนักดนตรีในสวรรค์ เป็นประเพณีเษกสมรสอันหนึ่งแห่งแห่งประเพณีทั้ง ๘ ตามบัญญัติพระมนู ซึ่งย่อไว้ว่า "การร่วมภิรมย์แห่งหญิงสาวกับชายหนุ่ม ย่อมเป็นมาจากบุพเพสันนิวาส") และเมื่อเหล่าดาราได้ศุภฤกษ์ เมษะ แกะแดงเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ พระราชพิธีอภิเษกสมรสก็สมโภชตามขัตติยราชประเพณี มีการตั้งพระแท่นทอง ปูพรมเจียม ห้อยพวงมาลาแห่งพิธีเษกสมรส ผูกด้ายที่ข้อพระหัตถ์คู่หมั้นแล้ว ถวายขนมหวานให้เสวย ซัดข้าวและน้ำอบ เส้นฟางทั้งสองลอยล่องอยู่บนน้ำนมสีแดง และค่อยๆ ลอยเข้าหากัน ซึ่งเป็นศุภนิมิตแห่งความเสน่หาอันยืนยงคงอยู่จนกระทั่งถึงวันตาย ครั้นแล้วองค์เจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็ก้าว ๗ ก้าว สามรอบแห่งพระเพลิง (ตามประเพณีเษกสมรสของพราหมณ์) แจกจ่ายสิ่งของให้แก่พวกนักบวช ไทยทานและเครื่องสังเวยก็ส่งไปบูชาตามบรรดาศาลพระผู้เป็นเจ้า


               
ในที่สุดก็มีการสวดมนต์ และผูกฉลองพระองค์ขององค์เจ้าบ่าวติดกันกับขององค์เจ้าสาว แล้วเฒ่าแก่จึงกล่าวว่า "พระองค์ผู้ทรงเกียรติยศ เจ้าหญิงซึ่งเดิมเป็นของเราทั้งหลาย บัดนี้เป็นของพระองค์แต่ผู้เดียวแล้ว จงทรงกรุณากับเธอซึ่งมีชนมชีพอยู่ในสิทธิของพระองค์ด้วยเถิด" เสร็จแล้วเขาจึงเชิญเจ้าหญิงยโสธราไปสู่เรือนหอ แวดล้อมไปด้วยการขับร้องแตรบรรเลง เมื่อนางไปสู่ภายในพระกรทั้งคู่ของพระสาวมีแล้ว ในที่สุดก็เป็นอันเสร็จพิธีซึ่งทำให้เกิดดูดดื่มแก่ความปฏิพัทธ์นั้น


               
ฝ่ายพระราชานั้น ไม่เป็นแต่เพียงไว้วางพระทัยในความปฏิพัทธ์แห่งเจ้าชายและเจ้าหญิงแต่อย่างเดียว พระองค์ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาทอันงามวิจิตรเพื่อยังความเปรมปรีด์ของพระราชโอรสและเจ้าหญิงอีกด้วย เป็นปราสาทซึ่งทั่วทั้งแผ่นดิน ไม่มีปราสาทวิเศษใดจะงามเสมอเหมือนกับปราสาทหลังนี้ซึ่งมีนามว่า วิศรัมวัน คือวิมานเกษมสันต์ของพระราชโอรส 

 ในท่ามกลางแห่งพื้นที่โดยรอบปราสาทก็สูงตระหง่านด้วยเขาเขินเนินอรัญญ์ มีพฤกษชาติเขียวชอุ่มซึ่งภายใต้ก็ลอดไหลหลั่งด้วยลำน้ำโรหิณีที่ไหลมาจากเชิงเขาหิมาลัยอันกว้าง เพื่อนำเครื่องบรรณาการคือธาราไปสู่ลำแม่คงคา ทางด้านใต้มีต้นมะขามและรุกขชาติเรียงเป็นพุ่มๆ เต็มไปด้วยไม้ดอกชื่อคันธีสีฟ้าอ่อนกั้นเป็นรั้ววัง

 

 ทุกครั้งมีเสียงกระหึ่มแห่งพระนครขจรมาตามความกระพือของลม เสนาะประดุจเสียงครวญของภมรที่ร่อนวนอยู่ ณ พุ่มไม้ซึ่งห่างไกลทางด้านเหนือ ผาอันนฤมลแห่งเขาหิมาลัย ซึ่งมหึมาซับซ้อนรายเรียงเป็นแถวแนวขาวอย่างแวววับ สูงตระหง่านเยี่ยมเวหาอันเขียวดูมโหฬารตระการตาไม่รู้จักสิ้น วิเศษนักและโดยภูมิภาคซึ่งมียอดและศิลาแหลม กลมหรือแบน ลาดผาอันเขียว ก้อนน้ำแข็งอันเรียว (ยอดเขาหิมาลัยหนาวเย็นมีน้ำแข็งอันเกิดจากหิมะ ซึ่งตกลงมาทับถมกันอัดแน่นจนเป็นน้ำแข็ง) เหวลึกและหน้าผาอันชัน


               
ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นภาพซึ่งดลให้มีความคิดอันสูงยิ่ง จนประหนึ่งว่าสูงแล้วจนถึงสวรรค์และอยู่ร่วมด้วยพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย เบื้องใต้แห่งหิมะมีแนวป่าอันขมุกขมัว สลับด้วยแสงอันแวววับแห่งน้ำตกซึ่งไหลซู่ซ่าและปิดบังครึ้มไปด้วยหมอก ต่ำลงมาหน่อยก็มีต้นฉำฉาและต้นสนซึ่งกู่ก้องไปด้วยเสียงร้องเรียกแห่งไก่ฟ้า เสียงร้องของเสือดาว เสียงร้องของแกะป่าเหนือก้อนศิลา และเสียงร้องของนกอินทรีอันโหยหวน ต่ำลงมาอีกมีทุ่งอันตระการตาประดุจดังปูลาดพรมเพื่อสวดมนต์ภาวนา
               
ณ เชิงเขาพระแท่นอันศักดิ์สิทธิ์ ข้างหน้านายช่างก็สร้างพลับพลาอันวิจิตรบนพื้นที่สูง มีหอข้างเคียงและระเบียงซึ่งมีเสาเรียงรายอยู่โดยรอบ ลวดลายแห่งขื่อเป็นภาพแสดงเรื่องราวในโบราณกาลมีราธา (คู่รักของกฤษณะผู้อุโฆษในเรื่องเสน่ห์ จนมีกาพย์คดีแพร่หลายมากในประเทศอินเดีย) และกฤษณะ เหล่าพรหมจารีแห่งป่า นางสีดา หนุมาน และนางเทราบที และบนซุ้มประตูด้านกลางก็มีคเณศวรผู้เป็นพระเจ้าแห่งฤกษ์ นั่งหดงวงถือกงจักรและของ้าว ตั้งไว้ที่นั่นเพื่อให้มีความดีและความเจริญ โดยวิถีทางอันคดเคี้ยวแห่งอุทยานและลาน ก็เดินไปสู่ทวารน้อยเป็นหินอ่อนขาวลายและกุหลาบ ก็ได้ธรณีหินอ่อนเป็นเงาและประตูไม้จันทน์มีลวดลายระบายสี เมื่อผ่านธรณีแล้วก็เดินเล่นได้อย่างร่าเริง
               
ภายในห้องนอกอันงามและในห้องเงาอันขมุกขมัว ขึ้นบันไดอันวิจิตร เดินไปตามระเบียงชั้นๆ ฝาระบายสีและเสาเป็นหมู่ๆ มีน้ำพุประดับ บัวรายเรียงและกระจับซึ่งพ้นน้ำออกมา มัจฉาชาติซึ่งตระการตาภายในแก้วเจียระไนสีเข้มสีทองและสีเขียว 

 

  ภายในแห่งเรือนกลางแจ้ง นางเก้งตาใหญ่เล็มดอกกุหลาบซึ่งมีรสสุคนธ์ ฝูงนกสีรุ้งบินร่อนท่ามกลางแห่งต้นตาล นกพิราบสีเขียวสีเทาสร้างรังด้วยความปลอดภัย ณ เบื้องบนหัวเสาสีทอง ณ พื้นศิลาใสเป็นเงา เหล่านกยูงคลี่หางอันงามออกลำแพน ฝ่ายนกกระสาสีขาวดุจน้ำนมและนกฮูกตัวน้อยก็ชมดูนกยูงด้วยอาการสงบเสงี่ยม นกแก้วคอสีดินแดงก็ไกวแกว่งตัวจากผลไม้นี้ไปสู่ผลไม้นั้น เหล่าจิ้งจอก กิ้งก่าเจ้าตัวไวก็ผิงแดดบนกิ่งไม้ปราศจากความกลัวเหล่ากระรอก กระแตก็มีมากินอาหารที่อยู่ในมือ เพราะความสันติสุขอุบัติอยู่ทั่วไป งูดำซึ่งเป็นลางแห่งโชคดีแก่ครอบครัวขดตัวนอนอยู่กลางแดดภายใต้ดอกไม้นามว่า ดอกจันทน์ ใกล้ๆ ณ ที่นั้น หมู่วานรตาสีน้ำตาลเข้มทำท่าหลอนหลอกแก่ฝูงกา

 นอกจากนี้ยังมีบริวาร บ่าวไพร่อันซื่อสัตย์ก็มีอยู่มากมายภายในพระราชวังนั้น จะให้สัญญาแต่เพียงน้อยหนึ่งก็มีผู้คนหน้าตาสุภาพและเสียงพูดอันไพเราะตะลีตะลานมาปฏิบัติรับใช้อย่างขมีขมัน ต่างคนต่างยินดีบำเพ็ญความสันติสุข แสดงความร่าเริงเพื่อให้อุบัติความปราโมทย์ ภูมิใจที่จะปฏิบัติเคารพ ประหนึ่งว่าต้องการให้ชีวิตความเป็นอยู่ไหลหลั่งความปรีด์เปรมเหมือนแม่น้ำที่มีขอบเขตเป็นดอกไม้คืออมรบุปผา และยโสธราเป็นราชินีแห่งพระราชสำนักเกษมสันต์นี้แล


               
แต่นอกจากห้องตั้งร้อยห้องซึ่งงามวิจิตร ยังมีห้องลับอีกห้องหนึ่งซึ่งศิลปะได้ประณีตความงามทุกกระบิดกระบวนเพื่อหย่อนใจ เมื่อไปสู่ห้องนี้ต้องผ่านลานลับซึ่งอยู่ภายในปราสาทนั้นไป แต่เป็นลานโปร่ง ในท่ามกลางมีสระน้ำทำด้วยศิลาอ่อนขาวดุจน้ำนม ซึ่งแคมขอบบันไดและรั้วกั้นสลักเป็นลวดลายประดับหินเป็นสีต่างๆ อย่างงดงาม ช่างชื่นอกชื่นใจเสียนี่กระไร เมื่อได้สงบอารมณ์ตามอำเภอใจภายในราชสถานอันสำราญรื่น ประดุจได้เดินบนน้ำแข็งในฤดูร้อน รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ส่องแสงสีทอง ผ่านทางประตูและส่องแสงอ่อนลงๆ จนเป็นสีขาวอย่างเงินจางลงเกือบขมุกขมัวประดุจหนึ่งว่า แสงตะวันนั้นได้หยุดแล้ว เปลี่ยนเป็นแสงแห่งความเสน่หาและความสงบเสงี่ยมซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ ประตูมีห้องอันโอ่โถงตระการตาวิเศษกว่าที่อื่นๆ มีโคมอันอ่อนหอมส่องแสงลอดมาทางหน้าต่างมุข และม่านดอกดาราซับเยียระบับสีทอง ที่นอนแพรและฉากอันหนักและงามตระการตา ซึ่งถูกเปิดออกแต่เฉพาะสำหรับปล่อยให้สตรีที่งามเลิศเข้าไปเท่านั้น


               
ณ ที่นั้นไม่มีใครรู้ได้เลยว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน เพราะประทีปที่ค่อยสว่างไสวอยู่เสมอนั้น สว่างกว่าเวลาสว่างเมื่อย่ำรุ่ง แต่แสงระเรื่อกว่าแสงเงินแสงทองแห่งอาทิตย์อุทัย ลมเฉื่อยพัดมาสบายกว่าเวลาเช้า แต่เย็นเหมือนเวลาเที่ยงคืน เสียงพิณบรรเลงทั้งกลาวันกลางคืน กระยาหารอันโอชาก็มีมาไม่ว่ากลางวันกลางคืน ผลไม้ชุ่มชื่นด้วยน้ำค้าง เครื่องดื่มปรุงด้วยหิมะแห่งเขาหิมาลัย แป้งอันมีรสโอชา และน้ำกะทิใส่มาในภาชนะซึ่งทำด้วยงา
               
ทั้งกลางคืนกลางวันก็มีหมู่นางระบำที่เลือกเฟ้นมาแล้ว ประจำอยู่พร้อมทั้งนักร้องนักดนตรีเป็นบริวารประโคมโลมเล้าความเสน่หา เป็นการปลุกดวงพระเนตรอันสงบแห่งพระสิทธัตถะผู้ทรงสันติสุขและเมื่อตื่นแล้วก็นำพาให้วิญญาณของพระองค์กลับไปตกอยู่ในความบันเทิงใหม่อีก โดยดนตรีซึ่งก้องกังวานอยู่กลางดอกไม้หรือโดยกามแห่งเสียงจำเรียงร้องยั่วความเสน่หา และการฟ้อนรำอันร่าเริงเป็นจังหวะกันด้วยระฆังและลูกพรวนซึ่งผูกที่ข้อเท้าของนางระบำท่าทางรำทำแขนและเสียงพิณสายเงิน


               
ส่วนน้ำมันชะมดและจำปากับแสงสีเขียวซึ่งเผาอบระเหยหอมให้ฟุ้งขจรก็ทำความเคยชินให้แก่วิญญาณของพระองค์อีกำ แล้วเชิญเสด็จให้บรรทมเหนือกรพระนางศรียโสธรา พระสิทธัตถะทรงสำราญพระอิริยาบถดังนี้ก็ทรงลืมเสียซึ่งสิ่งอื่นๆทั้งหมดในโลก


               
อนึ่ง พระราชายังทรงบัญญัติว่า ภายในกำแพงพระราชวังนั้นมิให้ผู้ใดพูดถึงความตาย ความแก่ชรา ความทุกข์โศก ความแร้นแค้น หรือความเจ็บป่วย นางใดหากความงามลดละลง ณ พระราชสถานอันสง่า หากเท้าไม่สามารถเต้นรำได้แล้ว นางใดที่เป็นเช่นนั้นซึ่งแม้ไม่เป็นโทษอาชญาอันหาทุจริตมิได้ก็ถูกเนรเทศให้ออกจากพระราชวังสวรรค์นั้น โดยเกรงว่าพระราชโอรสจะได้เห็นความทุกข์ความทรมานแห่งนางนั้นๆ แลมีเจ้าหน้าที่ผู้เคร่งคอยแต่พิพากษาโทษผู้ซึ่งพูดถึงความทุกข์ภัยในโลกอันเต็มไปด้วยความทรมาน ความครวญคร่ำ ความโหยไห้ ความหวาดเสียว และความครวญครางของผู้ต้องทุกข์ และควันอันน่าสยองแห่งกองอัคคี หากมีเส้นผมหงอกขาวแต่เส้นเดียวปรากฏอยู่ในมวยผมของนางนักร้องบำเรอ หรือนางละครคนใดจะถือว่ามีโทษฐานทรยศ และทุกๆ เวลาย่ำรุ่ง ดอกกุหลาบที่เหี่ยวแห้งแล้วก็ถูกเก็บเสีย


               
ใบไม้ตายก็ถูกกวาดทิ้ง บรรดาภาพอันทำให้บังเกิดความทุกข์ต้องกำจัดให้พ้นจากราชสถานนี้โดยสิ้นเชิง เพราะพระราชาตรัสว่า "หากเขา (คือพระราชโอรส) ดำรงประถมวัยไกลจากสิ่งซึ่งยั่วให้เกิดสังเวช และเกิดเจริญขึ้นในญาณคติที่ยังไม่ปรากฏนั้นแล้ว เงาแห่งโชคซึ่งล้ำมนุษย์สามัญจะพึงได้ (โพธิญาณ) ก็จะอ่อนลงได้ และเราก็จะได้เห็นเขาเป็นเจ้าผู้มีอานุภาพิ่งซึ่งจะได้ครองทั่วทุกประเทศ (จักรพรรดิราช) หากเขาต้องการ และจะได้เป็นเจ้าแห่งกษัตริย์ทั้งหลายซึ่งเป็นเกียรติศักดิ์แห่งสมัยกาลของเขา"


               
ฉะนั้นโดยรอบแห่งที่ขังอันงามวิจิตร ซึ่งมีแต่ราคตัณหาเป็นผู้คุมและความบันเทิงเป็นกรงกั้นขังแต่ไกลจากที่ใครแลเห็นได้นั้น พระราชาได้ทรงจัดให้สร้างกำแพงอันหนามีประตูสำริดมีบานสองบาน ประตูหนึ่ง ประตูนี้ต้องใช้คนตั้งร้อยคนสำหรับเปิด ขณะที่เปิดก็มีเสียงดังสนั่นไกลไประยะครึ่งโยชน์ หลังประตูนี้ก็มีประตูที่สองที่สามถัดกันไปอีก
               
เป็นอันว่า เมื่อจะออกจากพระราชสถานอันเกษมนั้นแล้ว ต้องผ่านประตูสามประตูนั้นมาก่อนจึงจะออกได้ เป็นประตูมหึมา ลั่นกลอนและกั้นด้วยลูกกรงอีกชั้นหนึ่งกับที่ใกล้ๆ ประตูแห่งหนึ่งๆ ก็มีคนยามซื่อสัตย์รักษาการอยู่ และตามพระบรมราชโองการแห่งพระราชามีอยู่ว่า
             "
อย่าปล่อยให้ใครผ่านไปมาจนแม้แต่โอรสของเรา เจ้าต้องรับผิดชอบด้วยศีรษะของเจ้า" 


 

 

 

 


ปริเฉทที่ ๓
เทวทูตทัสนกถา
(พระมหาบุรุษเห็นเทวทูต) 

  สมเด็จ พระพุทธเจ้าของเรา ประทับอยู่ในพระราชสถานเกษมสันต์นี้ ด้วยพระชนมชีพอันสันติสุข และด้วยความปฏิพัทธ์ ไม่ทรงทราบเลยซึ่งความเศร้าโศก ความขัดสน ความกลัดกลุ้ม ความชราภาพ และความมรณะ
             
ถึงกระนั้นก็ดี ในยามบรรทมหลับก็ทรงพระสุบินว่า พระวิญญาณได้เร่ร่อนไปตามทะเลแห่งความมืด และไปบรรลุถึงฝั่งอันสว่างได้เมื่ออ่อนเพลียแล้ว โดยนำความจำอันแปลกประหลาดในการเดินทางอันขมุกขมัวนั้นมาด้วย และทั้งมีอยู่อีกว่า ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระองค์เกยพระเศียรหลับอยู่บนพระอุระอันวิไลลักษณ์ของพระนางยโสธรา ซึ่งหัตถ์ทั้งคู่เป็นเครื่องกระทำให้ซาบซ่าน ค่อยๆ ประเล้าประโลมให้พระเนตรของพระองค์หลับไป จนพระองค์ทรงละเมอโดยมีพระอุทานออกมาว่า "โลกของฉัน! โอ! โลก! ฉันได้ยิน! ฉันรู้! ฉันจึงมา!"


               
นางจึงทูลถามด้วยดวงเนตรอันโพลงเพราะความตื่นตกพระทัยว่า "เป็นอะไรไปนะเพคะ ทูลกระหม่อม" เพราะในวาระนั้น พระวิริยภาพซึ่งปรากฏจากแววพระเนตรของพระองค์ซึ่งทอดมาแสดงให้เกิดความกลัว และพระพักตร์ของพระองค์ก็แม้นเหมือนเทพเจ้าพระองค์หนึ่ง ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงยิ้มไปใหม่ เพื่อบรรเทาความโหยไห้ของพระเทวี แล้วทรงขอให้นักดนตรีดีดพิณ


               
แต่ครั้งหนึ่ง มีผู้นำเครื่องดนตรีรูปอย่างผลน้ำเต้ามีสาย(ซอ)มาวางที่ธรณีประตู ณ ที่ซึ่งลมอาจพัดให้มีเสียงเป็นเพลงและบรรเลงไปโดยลำพัง เพราะลมสามารถทำให้สายเงินเหล่านั้นเป็นเพลงอย่างน่าพิศวงได้

               
บรรดาผู้ซึ่งอยู่รอบๆ นั้น ได้ยินแต่เพียงเสียงเท่านั้น แต่พระสิทธัตถะทรงได้ยินหมู่เทวาบรรเลงเพลงและขับร้องเป็นลำนำมาสู่พระโสตของพระองค์ว่าดังนี้ "เราเป็นเสียงของลมโชยซึ่งจะโบกพัดแสวงหาความสงบอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้พบความสงบอารมณ์นั้นเลย จงดูเถิด ลมเป็นฉันใด ชีวิตที่ต้องตายก็เป็นฉันนั้น คือมีความสลดใจ ความอัดอั้น ความกังวลและความดิ้นรน"

                "
เราไม่อาจรู้เหตุผลแห่งความเป็นอยู่ของเราและกำเนิดแห่งความเป็นอยู่ของเรา ต้นกำเนิดของชีวิต และผลที่สุดของชีวิตได้ เราก็เป็นเหมือนที่ท่านเป็น คือภาพแห่งความเวิ้งว้าง เราจะมีความสนุกอะไรในความเศร้าโศกซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สุด?"

                "
ความสำราญอะไรที่ท่านมีอยู่ในความสนุกไม่รู้สร่าง อา! หากความเสน่หายืนยง ความเสน่หาอาจบังเกิดความสุขได้อย่างล้นพ้น แต่ชีวิตเป็นเหมือนลม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแต่เพียงเสียงซึ่งไม่ถาวร ที่กังวานมาจากสายที่ดังนั้น"

                "
โอ! โอรสของมายาเอ๋ย เป็นเพราะเราเร่ร่อนอยู่ ณ พื้นปฐพีนั้นเอง เราจึงมีเสียงคร่ำครวญอยู่ที่สาย เราไม่ขับร้องเรื่องปลาบปลื้ม เพราะเราเห็นความทุกข์โศกมากมายในประเทศทั้งหลาย มีแต่ดวงตาที่ร้องไห้และบิดมือด้วยความสิ้นหวัง"

                "
ตลอดเวลาที่เราพัดเรื่อยไป เราเห็นเป็นที่น่าขบขันเพราะถ้ามนุษย์อาจรู้ว่า ชีวิตที่มีอยู่นั้นเป็นแต่สภาพที่ไม่เป็นแก่นสารแล้ว ถึงจะมีอำนาจบังคับเมฆ หรือกระแสน้ำให้นิ่งได้ก็ดี ก็ยังคงมีชีพที่ไม่เป็นแก่นสารดุจกัน" 

                "
แต่พระองค์ต้องเป็นผู้โปรดสัตว์ เวลาของพระองค์ใกล้เข้ามาแล้ว โลกอันน่าอนาถคอยพระองค์ด้วยความแร้นแค้น โลกอันมืดมนอนธการกำลังหมุนเคว้งคว้างอยู่ในวงแห่งความเศร้าโศก! จงลุกขึ้นเถิด! พระโอรสของมายา! จงรำพึงถึงพระองค์เถิด จงเลิกพักผ่อนพระองค์เสียเถิด"

                "
เราเป็นเสียงของลมซึ่งโชยไป จงเห็นตามข้าพเจ้าเถิดเจ้าข้า เพื่อพระองค์จะได้พบการพักผ่อนของพระองค์ จงสละความเสน่หาของพระองค์เสีย เพื่อความเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงที่ควรรัก จงมีความเอ็นดูต่อผู้เศร้าโศกทรมาน และทิ้งพระราชอิสริยยศเพื่อบรรเทาทุกข์ และบำเพ็ญความช่วยเหลือ"

                "
ซึ่งเราโชยมาสัมผัสบนสายเงินดังนี้ ก็เพราะสำหรับพระองค์ที่ยังไม่ทรงทราบสิ่งทั้งปวงแห่งโลก ซึ่งเรากล่าวดังนี้แหละ เราเยาะเย้ยตามสภาพ ซึ่งพระองค์ทรงเพลิดเพลินอยู่ ณ บัดนี้"


               
ครั้งหนึ่ง ช้านานต่อมาเป็นเวลาเย็น ขณะพระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางแห่งพระราชสำนักอันงามวิจิตรของพระองค์ พลางถือพระหัตถ์พระนางศรียโสธราไว้ สตรีสาวคนหนึ่งขับร้องเพลงดึกดำบรรพ์เรื่องหนึ่ง เพื่อยั่วกามในยามสำราญอย่างอิ่มเอิบ กับมีดนตรีคอยรับ ในเมื่อเสียงอันไพเราะของคนร้องหยุดร้องเป็นบทๆ คือเป็นเสภาเรื่องความรัก ว่าด้วยปัญหาแห่งม้าวิเศษตัวหนึ่งและนครอันน่าพิศวงแห่งหนึ่ง อยู่ไกลซึ่งชนชาวชาติผิวซีดอาศัยอยู่ และซึ่งดวงอาทิตย์เมื่อจวนค่ำก็จมดิ่งลงไปในทะเล

               
พระองค์จึงตรัสว่า "จิต ทำให้เรานึกถึงการขับร้องของลมตามสายซอซึ่งมีเรื่องราวอันน่าฟัง จงให้ไข่มุกของเธอไปยโสธราเพื่อขอบใจเขา แต่ส่วนเธอ เธอผู้เป็นไข่มุกของฉัน จงว่าให้ฟังทีเถิด! ว่ามีโลกกว้างใหญ่ยิ่งกว่านี้ไปอีกไหม? มีประเทศใดที่เห็นดวงอาทิตย์ใหญ่หมุนอยู่ในคลื่นบ้างหรือ?

               
ณ ที่นั้น มีใจใครเหมือนใจเราบ้าง มีคนมากมายสุดคณนา ที่ไม่รู้จัก บางทีตกทุกข์ได้ยากด้วยซ้ำซึ่งเราอาจช่วยได้ ถ้าเรารู้จักเขาเหล่านั้น! เมื่อดวงอาทิตย์กำลังโผล่มาจากทิศตะวันออก แหวกราชวิถีสีทอง ฉันนึกถามตนเองด้วยความประหลาดใจบ่อยๆ ว่า ณ ปลายที่สุดของโลกนั้น เด็กในจำพวกเด็กทางทิศตะวันออกคนใดเป็นคนที่แรกซึ่งได้กระทำความเคารพรัศมีของดวงอาทิตย์ จนแม้แต่ในขณะกำลังอยู่ในวงแขนของเธอและเหนืออุระของเธอ อือ! แม่เทวีผู้งามประโลมของฉัน ดวงหทัยของฉันเต้นอย่างร้ายแรงในยามอัสดงคตแห่งดวงอาทิตย์บ่อยๆ ด้วยความต้องการอยากตามดวงอาทิตย์ไปสู่ทิศอัสดงค์ซึ่งมีสีแดงเข้มเพื่อเห็นชาวชนแห่งทิศตะวันตก ที่นั่นคงต้องมีมนุษย์ใจดีซึ่งเราต้องรักเป็นแน่ คงจะไม่มีอย่างอื่นอยู่ที่นั่นเป็นแน่มิใช่หรือ!"

               
ในขณะนั้นเอง ฉันมีความกลัดกลุ้มใจ จนแม้แต่จุมพิตริมพระโอษฐ์อันละมุนละไมของเธอก็ไม่สามารถจะบรรเทาถอนได้ เออ! นางสาวธิดา เออ! จิต! เจ้าที่รู้จักเมืองวิเศษ อาชาไนยในนิทานของเจ้านั้นเขาผูกไว้ที่ไหนหนอ! ข้าจักไม่อาจเอาเวียงวังของข้าใส่หลังอาชาไนยนั้นได้สักวันหนึ่ง แล้วเหาะไปเหาะไปเพื่อดูความกว้างแห่งพื้นพิภพทีเดียวหรือ?

               
หรือมิฉะนั้น ถ้าข้าได้ปีกของแร้งหนุ่มเจ้าซากศพตัวนั้นที่เล็งเห็นสมบัติราชอาณาจักรอื่นใหญ่ยิ่งกว่าอาณาจักรของข้า ข้าจะบินไปสู่ยอดเขาหิมาลัยซึ่งแวววับไปด้วยหิมะซึ่งมีสีแม้นกุหลาบ เพื่อทอดตาค้นหาประเทศที่อยู่โดยรอบ "แต่นี่ช่างกระไรเลย ข้าไม่เคยได้เห็นเลย และไม่เคยพยายามให้ข้าได้เห็นเลย! จงบอกข้าบ้างเถิดว่า นอกออกไปจากประตูสำริดของเรานั้นมีอะไรบ้าง?"

               
ดังนั้นจึงมีผู้ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเกษมสันต์ มีพระนคร มีวัดวาอาราม สวนและป่าละเมาะ มีทุ่ง บางทุ่งก็มีลำราง ลำห้วย สนามหญ้า มีป่าทึบ และทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สุดสายตามากหลาย แล้วก็คือพระราชอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสาร และในที่สุดก็ทุ่งอันกว้างแห่งโลกซึ่งมนุษย์มากต่อมากอาศัยอยู่..." ดีแล้ว พระสิทธัตถะตรัส "จงบอกนายฉันนะให้เตรียมเทียมรถของเรา พรุ่งนี้เที่ยงเราจะไปดูสิ่งซึ่งมีอยู่ภายนอกพระราชวัง" ดังนี้ จึงมีผู้ไปทูลพระราชบิดาว่า "ข้าแต่พระองค์ พระราชโอรสของพระองค์มีพระประสงค์อยากให้ราชรถได้เทียมพรุ่งนี้เวลาเที่ยง เพื่อจะได้เสด็จออกและทอดพระเนตรมนุษยชาติ"

                "
เออ" พระผู้ทรงธรรมรับสั่ง "ถึงเวลาที่เขาจะเห็นได้แล้ว แต่จงจัดการให้มีผู้ไปป่าวร้องแก่บรรดาประชาราษฎรทั้งปวงให้ตกแต่งพระนคร จนกระทั่งอย่าให้ได้พบเห็นสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งกระทำให้บังเกิดความเศร้าใจ อย่าให้คนตาบอดหรือเท้าด้วนคนใด คนเจ็บคนใด คนที่มีอายุมากคนใด คนที่เป็นโรคเรื้อนคนใด คนพิการคนใด ทั้งหลายเหล่านี้ออกมาให้ปรากฏเป็นอันขาด"

               
เพราะฉะนั้นก็มีการกวาดถนน ผู้หาบน้ำด้วยครุซึ่งไหลพล่านก็รดถนนทุกๆ แห่ง เหล่าพวกนางแม่บ้านก็โปรยโรยผงแดง ณ ธรณีประตูบ้านของตน ประดับพวงระย้าใหม่ และตั้งพุ่มต้นกะเพรา (ตุลสี-ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชาวฮินดูเรียกว่าตุลสี มักจะมีไว้ในบ้านเป็นเครื่องรางลัทธิพิเศษอย่างหนึ่ง เวลาที่ชาวฮินดูจะสาบานตนให้การในศาล พราหมณ์ต้องสั่งให้กินใบกะเพราเสียใบหนึ่งก่อน) ข้างหน้าประตู รูปสีตามบรรดาฝาก็มีการระบายป้ายสีซ่อมแซมใหม่ บรรดาต้นไม้ก็มีธงประดับอยู่เต็ม รูปที่เคารพทั้งปวงก็ปิดทองเสียใหม่

               
 สี่แยกสุริยเทวาและเทวรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ก็สุกปลั่งสถิตอยู่เหนือแท่นโดยประการดังนี้ พระนครก็เป็นเสมือนหนึ่งว่าเป็นพระนครแห่งพระราชอาณาจักรเกษมสันต์ ผู้ร้องประกาศก็ป่าวร้องทั่วทุกถนนกับตีกลองและฆ้อง พลางร้องอย่างดังๆ ว่า "จงฟัง! ทวยชนทั้งหลาย! พระราชามีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งว่า วันนี้อย่าให้สภาพความเศร้าโศกได้ปรากฏออกมาเป็นอันขาด อย่าปล่อยให้คนตาบอด คนขาด้วน คนเจ็บ คนแก่ คนเป็นโรคเรื้อนและคนพิการใดๆ ออกมาให้เห็นเป็นอันขาด กับห้ามมิให้ผู้ใดเผาศพหรือเอาศพออกจนกระทั่งถึงเวลาค่ำ ทั้งนี้เป็นพระบรมราชโองการของพระเจ้าสุทโธทนะ"

               
เมื่อเป็นดังนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนแต่เจริญเพลินจักษุประสาท และบรรดาเคหะสถานบ้านเรือนทั้งปวงก็ตกแต่งทั่งทั้งพระนครกบิลพัสดุ์ คราวเมื่อพระสิทธัตถราชโอรสเสด็จประพาสโดยรถทรงอันแพรวพรรณรายเทียมด้วยโคคู่ขาวดุจหิมะซึ่งโคลงคอและถูโหนกกับแอกสลักและลงรัก ความร่าเริงของทวยชนซึ่งโห่ร้องรับรองพระราชโอรสกระทำให้เป็นที่น่าทัศนาอย่างยิ่ง พระสิทธัตถะจึงทรงเบิกบานพระทัยที่ได้ทอดพระเนตรเห็นปวงประชาอันซื่อสัตย์ของพระองค์สวมเครื่องแต่งกายสำหรับงานฉลองและบันเทิงร่าเริงประหนึ่งว่าการมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดี
                "
โลกเรานี้ดีงาม"
               
พระองค์รับสั่ง "เราชอบ และบรรดาทวยชนเหล่านี้ซึ่งไม่ได้เป็นพระราชาล้วนแต่สวยงามและน่ารัก และน่าเอ็นดูก็คือเหล่าภคินีซึ่งทำงานและอยู่เฝ้าบ้าน เราได้ทำประโยชน์อะไรให้เขาเหล่านี้ เขาจึงร่าเริง? เด็กๆ เหล่านี้รู้ได้อย่างไรว่าเรารักเขา ได้กรุณาเถิด จงเอาศากิยะหนุ่มน้อยซึ่งโยนดอกไม้มาให้เรานั้นขึ้นมาบนรถเราด้วยเถิด ช่างดีนี่กระไรทีได้เถลิงถวัลยราชย์ ณ ราชธานีนี้ เป็นความสุขอันบริสุทธิ์นี่กระไร

               
หากว่าทวยประชาเหล่านี้มีความยินดี เพราะเหตุที่เรามาอยู่ในท่ามกลางของพวกเขา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงช่างไร้ประโยชน์แก่เราเสียนี่กระไร หากว่าบรรดาเรือนเล็กๆ เหล่านี้จุความร่าเริงพอที่จะบำเพ็ญเพิ่มพูนพระนครของเรา ให้เปี่ยมไปด้วยความแย้มสรวลได้ "ไปให้เร็วเข้าหน่อยเถิดนายฉันนะ! ออกประตูไปเพื่อเราจะได้เห็นโลกงามซึ่งเราไม่รู้ว่ามีมากขึ้นอีก" ดังนั้นแล้วนายฉันนะผู้เป็นสารถีก็ขับราชรถพาพระราชโอรสผ่านประตูไปในท่ามกลางหมู่ชนซึ่งร่าเริง กำลังตะลีตะลาน หลีกจากวิถีทางล้อแห่งรถทรง บางคนวิ่งไปข้างหน้าโค พลางโยนพวงมาลาให้ บางคนก็ลูบคลำสีข้างอันละมุนละไมของโค บ้างก็นำข้าวและขนมมา แล้วทุกๆคนเปล่งอุทานว่า "ไชโย! ไชโย! สำหรับพระราชโอรสผู้มีวิริยภาพของเรา"


               
ในขณะที่ทั่วทุกถนนกำลังเต็มไปด้วยหน้าตาที่ร่าเริงและสภาพแห่งความชื่นชมตามพระราชโองการของพระราชานั้น มียาจกเข็ญใจกระร่องกระแร่ง ตาตื่นและโสมมเต็มไปด้วยเหงื่อไคลคนหนึ่งเดินโซเซออกมาจากหลุมที่ซ่อนตนอยู่ แล้วก็พยุงตัวเองไปสู่กลางถนน ยาจกนี้ทุพพลภาพ ชรามาก และหนังอันยู่ย่นโดยอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ก็ติดกระดูกสนิท เฉกเช่นหนังสัตว์ที่หุ้มอยู่กับกระดูกหลังก็โกงโดยน้ำหนักแห่งกาลอันอเนกอนันต์วัน กระบอกตาก็มีสีแดงช้ำซึ่งถูกเซาะด้วยน้ำอัสสุชลอันโหยไห้ เมื่อกาลนานมาแล้ว ตาก็ตื่นและขากรรไกร ปราศจากฟันก็สั่นเทาด้วยพยาธิและความกลัวที่มาเห็นหมู่ชน และความร่าเริงอันอักโขดังนี้ มือซึ่งผอมข้างหนึ่งจับไม้เท้าอันสึกหรอเพื่อประคองเท้าอันซวนเซทั้งสองข้าง และมืออีกข้างหนึ่งบีบซี่โครงซึ่งผายลมหายใจออกมาได้โดยยาก "โปรดทำทานเถิดเจ้าประคุณเจ้าข้า"

               
ยาจกชราครวญครางว่า "เพราะกระผมจะตายในวันนี้หรือพรุ่งนี้แล้ว" ว่าแล้วก็ไอและแบมือออกยื่นต่อไป พลางหรี่ตาและสั่นเทาด้วยอำนาจแห่งความกระตุกของเส้นประสาทแล้วร้องว่า "ทำทาน!" ดังนั้นบรรดาผู้ซึ่งห้อมล้อมตามเสด็จก็ช่วยกันลากโดยแรงไปให้พ้นเสียจากถนนพลางว่า "พระราชโอรสเสด็จแลไม่เห็นหรือ? จงกลับไปยังที่อยู่ของแกเสียเถิด?"

               
แต่พระสิทธัตถะทรงรับสั่งว่า "ปล่อยแกเสีย! ปล่อยแกเสีย! นายฉันนะ นั่นสัตว์โลกอะไรที่แม้นเหมือนมนุษย์ แต่ผิดกันก็เพียงที่แกมีอาการหลังโกงแร้นแค้น น่าอนาถและมีอาการตื่นกลัว มีมนุษย์ใดที่พอเกิดก็เป็นเช่นนี้ทีเดียวหรือ? คำที่แกกล่าวว่ากระผม จะตายในวันนี้หรือพรุ่งนี้แล้วนั้นหมายความว่ากระไร? แกคงไม่ได้ประสพอาหารกระมัง กระดูกจึงแหลมๆ ออกมาดังนั้น? อกุศลกรรมอะไรหนอที่มาพ้องพานสัตว์อันเวทนานี้"

               
ดังนี้นายสารถีรถทรงจึงทูลสนองว่า "พระองค์ผู้ทรงคุณธรรม นั่นเป็นแต่เพียงคนชราเท่านั้น เมื่อสัก ๘๐ ปีมานี้หลังของแกยังตรงอยู่ ตาก็ยังสว่างและกายก็ยังบริสุทธิ์ บัดนี้อำนาจแห่ความมีอายุมากได้ทำให้เลือดซึ่งหล่อเลี้ยงร่างกายของแกสิ้นไป และคร่าเอากำลังวังชาของแกสิ้นไปและทำให้สติสัมปชัญญะบกพร่องไปด้วย น้ำมันตะเกียงของแกได้หมดเสียแล้ว ไส้เหี่ยวแห้ง สิ่งซึ่งยังเหลือเป็นชีวิตของแกอยู่ก็เพียงแต่แสงมัวสลัวๆ ซึ่งอันธการก่อนที่จะดับลงตามธรรมดาของผลที่สุดแห่งอายุ พระองค์จะไปทรงใฝ่พระทัยทำไม?"

               
พระราชโอรสจึงรับสั่งว่า "คนอื่นๆ หรือคนทุกคนย่อมเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หรือน้อยนักที่จะเป็นแก่คนใดดุจยาจกคนนั้น?" "พระองค์ผู้ทรงปรีชาอันสุขุม" นายฉันนะรีบทูลสนอง "คนทุกคนซึ่งปรากฏอยู่นี้ต่อไปต้องเป็นเหมือนแกทั้งสิ้น หากคนเหล่านี้จะมีชีวิตอยู่นาน" พระราชโอรสจึงตรัสถามว่า "แต่ถ้าข้านี้มีชีวิตยืนนานเข้าก็คงเป็นเช่นนี้ดุจกัน และหากว่ายโสธรามีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึง ๘๐ ปีความชราภาพก็กระทำให้เธอได้รับผลที่สุดเช่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ! ข้าได้เห็นสิ่งซึ่งไม่ได้นึกว่าจะได้เห็นนั้นแล้ว"

               
โดยเหตุที่ทรงรำพึงถึงสิ่งที่ได้ทรงประจักษ์มาดังนั้น พระสิทธัตถะซึ่งทรงมีพระอาการซึมเซาจึงเสด็จเข้าสู่พระราชสำนักอันงามวิจิตรของพระองค์ด้วยพระอาการและพระวรพักตร์อันโศกเศร้า และพระองค์ไม่เสวยขนมขาว (ขนมหิมะแห่งหิมาลัย หรือไอสครีม) และผลไม้ซึ่งใช้เป็นพระกระยาหารเวลาเย็น และพระองค์ไม่ทรงโปรดเหลือบแลดูนางละครตัวที่งามเยี่ยมๆ แห่งพระราชวังซึ่งพยายามทำให้พระองค์ทรงกระสัน พระองค์ไม่ทรงเผยพระโอษฐ์ หากว่าไม่ใช่สำหรับมีรับสั่งอันละห้อยละเหี่ยกับพระนางยโสธราผู้รันทดสลดพระทัย กราบลงยังเบื้องบาทยุคลวิงวอนทูลถามว่า "พระองค์ไม่มีความสุขในข้าพระองค์นี้หรือ?" "โอ! แม่เทพีผู้สุดสวาท" พระองค์ตรัส

                "
ความสุขสำราญเช่นนั้นเป็นความสุขซึ่งดวงวิญญาณของฉันได้รับความทรมาน เมื่อนึกเห็นว่าจะหมดสิ้น และเราทั้งสองต่างก็จะต้องถึงความชราภาพ ยโสธราเอ๋ย แล้วก็สิ้นตัณหากลับกลายเป็นน่าเกลียด อ่อนแอ และหลังโกงลงไป จริงทีเดียวถึงแม้ว่าริมโอษฐ์ของเราได้ร่วมประสานซึ่งกันและกัน และความปฏิพัทธ์ของเราร่วมกันอย่างสนิทยิ่งซึ่งประหนึ่งว่าลมหายใจของเราแทบจะระคนกันอยู่ทุกคืนวัน กาลเวลาก็ย่อมเขยื้อนเคลื่อนไปในระหว่างเรา สำหรับช่วงชิงเอาราคะ ตัณหาของฉันและความปรานีของเธอไปด้วย เหมือนราตรีกาลอันดำมืดมาลบล้างรัศมีกุหลาบซึ่งส่องสว่างเหนือภูเขาเหล่านั้น โดยค่อยๆ กำบังด้วยฉากแห่งความขมุกขมัว นี่แหละสิ่งซึ่งฉันได้ค้นพบ และดวงใจของฉันทั้งมวลก็ทับถมไปด้วยความหวาดหวั่นโดยความอันรำพึงอันนี้ และดวงใจของฉันทั้งมวลก็คิดถึงแต่สิ่งที่จะป้องกันความรักให้พ้นจากความพ้องพานของกาลเวลาที่จะมาพิฆาตซึ่งความชราภาพให้แก่มนุษย์"

               
เมื่อดังนี้แล้วพระสิทธัตถะก็ประทับนิ่งอยู่ตลอดราตรีโดยไม่สามารถที่จะบรรทมให้หลับและทรงระงับความกระวนกระวายลงได้

               
อนึ่งในระหว่างราตรีกาลนั้น ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงถูกรบเร้าด้วยพระสุบินอันทำให้ปั่นป่วนพระทัย

               
ข้อแรกพระองค์ทรงนิมิตเห็นธงชักขึ้นเป็นสง่าผ่าเผยธงหนึ่ง ซึ่งพระอาทิตย์แจ่มจรัสเป็นสีทอง คือ รัศมีของพรอินทร์ฉายมา แต่ภายหลังก็มีลมพัดมาจนธงอันศักดิ์สิทธิ์นั้นขาดเป็นชิ้นๆ แล้วก็โบกพัดให้ตกลงในธุลี ต่อมาก็มีเทวดาเหาะลงมาเก็บธงที่เป็นอันตรายนั้นขึ้น แล้วก็นำมาวางที่ทิศตะวันออกแห่งทวารของพระราชธานี

               
ครั้นแล้วพระสุบินข้อที่ ๒ ว่า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคชสาร ๑๐ เชือก งาเป็นเงินซึ่งทำให้พื้นธรณีสนั่นด้วยการดำเนินอันหนัก ช้างเหล่านั้นเดินมาจากทางทิศใต้ ผู้ซึ่งขี่อยู่เหนือคอคชสารตัวที่หนึ่งเป็นพระราชโอรสของพระองค์ ตัวอื่นๆ เดินตามหลัง

               
พระสุบินข้อที่ ๓ ว่ามีรถอันแพรวพราวด้วยรัศมีอันรุ่งโรจน์เทียมด้วยพาชี ๔ ตัว ซึ่งพ่นควันขาวออกมาจากจมูก และเคี้ยวฟองซึ่งเป็นไฟ พระสิทธัตถะประทับอยู่เหนือพระราชรถนั้น

               
พระสุบินข้อที่ ๔ ว่า มีล้อซึ่งหมุน หมุนมิได้หยุด ดุมเป็นทองสลับด้วยรัศมีแห่งมณีรัตน์ซึ่งประดับไว้ และมีสิ่งแปลกประหลาดที่เขียนไว้ ณ กรอบลูกล้อ และล้ออันนี้ ขณะที่กำลังหมุนอยู่ก็ประหนึ่งว่าเกิดเป็นไฟและดนตรี

               
พระสุบินข้อที่ ๕ ว่า มีกลองอันมหึมาตั้งอยู่กลางทางในระหว่างพระราชธานีกับภูเขาซึ่งพระราชโอรสทรงตีด้วยท่อนเหล็ก จนมีเสียงสนั่นเหมือนความระเบิดแห่งฟ้าร้อง เสียงก้องกระหึ่มไปสู่ระยะไกลในเวหาและที่ว่างเวิ้ง

               
พระสุบินข้อที่ ๖ ว่ามีหอคอยซึ่งสูงขึ้น สูงขึ้นเสมอจนแลเห็นได้ทั่วทั้งพระราชธานี จนกระทั่งยอดอันสูงตระหง่านประหนึ่งว่าห่อหุ้มด้วยก้อนเมฆ และบนยอดหอคอยนั้นพระราชโอรสประทับอยู่ พลางหว่านพรรณอันรุ่งโรจน์เต็มๆ พระหัตถ์ไปทั่วทิศานุทิศดังนี้จนเสมือนหนึ่งว่าเป็นพระพิรุณบุปผชาติ (ตามต้นฉบับ เรียกว่าดอกยาซิงท์ เป็นดอกไม้ที่ยังไม่มีชื่อในภาษาไทย ภาษาอังกฤษเรียกไฮซินท์ (Hyacinth) ต้นและใบคล้ายต้นซ่อนกลิ่น แต่ขนาดต่ำกว่า มีดอกสีขาว) และพลอยทับทิม และปวงชนทั้งหลายก็มาเบียดเสียดกันเพื่อเก็บทรัพย์อันมีค่าซึ่งตกลงมาทุกหนทุกแห่งนี้

               
และเหตุการณ์ในพระสุบินลำดับที่ ๗ ของพระองค์คือ ได้ยินอื้ออึงไปด้วยศัพท์สำเนียงเสียงครวญคราง และทอดพระเนตรเห็นคน ๖ คน ร้องไห้ และกัดฟันกับเอามือปิดปาก โศกเศร้าด้วยความสิ้นหวัง


               
นี่แหละคือพระสุบินทั้ง ๗ ข้อ อันน่าหวาดหวั่นซึ่งพระองค์ทรงนิมิต แต่จะได้มีโหราฉลาดคนใดกล้าทำนายถวายได้นั้นก็หาไม่ เพราะฉะนั้นพระราชาผู้ทรงเร่าร้อนในพระทัยจึงทรงเปล่งพระอุทานว่า "คงมีทุกข์อะไรมาพ้องพานวังของเราแน่แล้ว และในบรรดาพวกท่านเหล่านี้ ไม่มีใครเลยจนคนเดียวที่มีความรู้ลึกซึ้งพอที่จะช่วยพิเคราะห์ดูให้รู้สิ่งซึ่งเหล่าเทพเจ้าผู้ทรงอานุภาพทั้งหลายมานิมิตให้ปรากฏแก่เราโดยทางสุบินทั้งสิ้นนี้เลย" เมื่อเป็นดังนี้พระราชธานีก็มีแต่โศกเศร้า

               
เหตุที่พระราชาทรงพระสุบินอันร้ายซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถทำนายถวายได้ แต่ทีนี้ก็มีชายชราคนหนึ่ง นุ่งหนังสัตว์ ประหนึ่งว่าฤษีซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักมาที่หน้าพระทวารและร้องว่า "จงพาเราไปเฝ้าพระราชา เพราะเราอาจสามารถทำนายพระสุบินนิมิตของพระองค์ได้"

               
ครั้นเมื่อฤษีรูปนั้นได้เข้าไปเฝ้าฟังรับสั่งในเรื่องพระสุบินอันอัศจรรย์ทั้ง ๗ ข้อนั้นแล้ว ก็น้อมกายลงด้วยความเคารพและทูลว่า "โอ มหาราช! ข้าพเจ้าขอเคารพพระราชตระกูลซึ่งจะได้ประสพสวัสดิโชคซึ่งจะมีรัศมีอร่ามเรืองยิ่งกว่าดวงพระอาทิตย์! ขอพระองค์ได้ทรงทราบเถิดว่า พระสุบินอันทำให้พระองค์ทรงหวาดหวั่นนี้เป็นพระสุบินซึ่งล้วนแต่เป็นมงคลทั้งสิ้น


               
ที่จริงอันว่าธงซึ่งปลิวไสว สง่าผ่าเผย เป็นเครื่องหมายแสดงว่าเป็นพระอินทร์ ที่ทอดพระเนตรเห็นว่าธงนั้นขาดและปลิวลงมานั้น หมายความถึงวาระที่สุดแห่งความเชื่อถือลัทธิประเพณีเก่า และจักเผดิมเริ่มมีลัทธิประเพณีใหม่ เพราะเทพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เปลี่ยนแปลงน้อยไปกว่ามนุษยโลก และกัลป์หลายกัลป์ย่อมผ่านพ้นมาดุจเดียวกันกับทิวาราตรีที่ล่วงไปสิ้นไป

               
คชสารทั้ง ๑๐ ทำให้พื้นธรณีสนั่นนั้น หมายความว่า มหาบารมีแห่งธรรมวิเศษทั้ง ๑๐ ซึ่งโดยอำนาจแห่งธรรมวิเศษทั้ง ๑๐ นี้ พระราชโอรสจะสละพระราชธานีของพระองค์ และทรงทำให้โลกสนั่นหวั่นไหวโดยทรงนำให้โลกได้บรรลุถึงซึ่งการรู้จักผลแห่งความเที่ยงแท้

               
อัศดรทั้ง ๔ ที่เทียมรถพ่นลมหายใจออกมาเป็นไฟก็คือบุญญาธิการอันเชี่ยวชาญคืออริยสัจจะทั้ง ๔ ซึ่งนำพาให้พระราชโอรสของพระองค์พ้นจากความกังขา และความมืดไปสู่แสงสว่างแห่งบุญบารมี ล้อซึ่งหมุนด้วยกำกงสุวรรณประดับด้วยจินดาและกุดั่นเป็นล้อวิเศษยิ่งแห่งพระวินัยอันบริสุทธิ์ซึ่งจะหมุนให้ประจักษ์แก่โลกทั้งมวล

               
กลองซึ่งพระราชโอรสตีจนเสียงดังสนั่นไปทั่วทุกประเทศ หมายความว่าความก้องกังวานดุจฟ้าร้องแห่งพระธรรมโอวาทซึ่งพระราชโอรสจะทรงสั่งสอน หอคอยซึ่งสูงจนกระทั่งจดฟ้าแปลว่าความเยี่ยมแห่งพระคัมภีร์ของพระพุทธเจ้า และเครื่องเพชรพลอยซึ่งโปรยลงมาจากหอคอยนั้นคือสมบัติอันเกินค่าแห่งพระธรรมวินัยนี้ ซึ่งเป็นที่รักของปวงเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และทุกๆ คนก็ต้องการ นี่แหละเป็นคำทำนายเรื่องหอคอยนั้น

               
ส่วนคน ๖ คนซึ่งครวญครางพลางปิดปากคือศาสดาจารย์ตัวสำคัญทั้ง ๖ ซึ่งพระราชโอรสจะทรงกระทำให้รู้สำนึกตัวในความเหลวไหลของเขาโดยพระบารมีแห่งความเที่ยงธรรม และพระธรรมเทศนาซึ่งไม่มีข้อเถียงได้ "โอ! พระราชา พระองค์จงสำราญพระทัยเถิด พระคุณสมบัติของพระราชโอรสมีค่าเกินกว่าพระราชอาณาจักรทั้งหมด ผ้า (สบง จีวร) ขาดกะรุ่งกะริ่งของฤษี (พระ) มีค่ายิ่งกว่าผ้าซึ่งทอด้วยทองคำ พระสุบินนิมิตของพระองค์แปลความได้ดังนี้แล และภายใน ๗ ทิวา และใน ๗ ราตรี สิ่งทั้งปวงนี้มาอุบัติขึ้น" เมื่อบุรุษนักบุญพูดแล้วก็กราบลงอย่างต่ำ ๘ ครั้ง พลางแตะพื้นธรณี ๓ ครั้ง กลับหลังหันแล้วก็ออกไป แต่เมื่อพระราชาทรงโปรดให้หาตัวเพื่อพระราชทานสิ่งของอันมีค่า ผู้รับพระราชโองการกลับมาทูลว่า "ข้าพระองค์ตามไปจนกระทั่งถึงวิหารจันทราซึ่งเห็นเธอเข้าไป แต่เมื่อไปถึงในนั้น ก็เห็นมีแต่นกฮูกสีเทาตัวหนึ่งบินไปจากแท่น บางครั้งเทพเจ้าก็จำแลงตัวมาเช่นนั้นแหละ"

               
พระราชาผู้ทรงเศร้าพระทัย เมื่อทรงทราบคำทำนายฝันนั้นแล้วก็ตกพระทัย และทรงโปรดให้จัดการแวดล้อมพระสิทธัตถะโดยความบันทิงร่าเริงใหม่ เพื่อเหนี่ยวรั้งพระทัยให้หมกมุ่นในพระราชสถานอันเกษมสันต์ นอกจากนี้ยังทรงโปรดให้ทวีกองรักษาพระทวารขึ้นอีกด้วย

               
แต่ใครเล่าอาจสามารถที่จะห้ามมิให้เป็นไปตามโชคชะตาได้?
               
อันที่จริงพระราชโอรสก็มีประสงค์จะทอดพระเนตรทวยชนและความเป็นไปของชีวิตมนุษย์อีก ซึ่งคงจะเป็นสิ่งที่น่าดูน่าชม หากว่าความเป็นไปของมนุษย์เหล่านั้นไม่ไปสู่ความวิบาก คือความมรณะอันเป็นที่สุดของเวลา
              "
ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาเถิด จงได้โปรดให้ข้าพระองค์ออกชมดูธานีของเราตามสภาพเป็นอย่างธรรมดา" พระราชโอรสทูลแก่พระเจ้าสุทโธทนะ "ครั้งก่อนนั้น โดยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ พระองค์ได้ทรงห้ามมิให้สัตว์โลกซึ่งทรมานและสภาพอันเป็นอย่างธรรมดาได้ปรากฏ แต่ให้ทุกๆ คนและสภาพทุกอย่างแสดงอาการร่าเริง เพื่อให้เป็นที่สำราญแก่ข้าพระองค์ กับทั้งทุกถนนหนทางให้มีแต่ความสนุกครึกครื้น ถึงกระนั้นข้าพระองค์ก็ทรงทราบเกล้าแล้วว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหาใช่เป็นไปโดยความเป็นไปซึ่งมีอยู่ทุกวันไม่
             
และโดยเหตุที่ข้าพระองค์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพระองค์และราชอาณาจักรยิ่งกว่าใครๆ ข้าพระองค์จะใคร่อยากรู้จักอาณาประชาราษฎรและถนนหนทางตามสภาพธรรมดาของสภาพทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น กิจการงานอันเป็นธรรมดาอยู่ทุกวันและอาชีพซึ่งประกอบโดยทวยชนทั้งหลายที่ไม่ใช่เป็นพระราชา พระองค์ผู้ทรงพระคุณธรรมอันประเสริฐจงทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์ออกไปจากพระราชอุทยานอันสำราญของข้าพระองค์โดยไม่ให้มีกิตติศัพท์ ข้าพระองค์จะกลับมาพร้อมด้วยความปราโมทย์ สู่ความร่มรื่นแห่งอุทยาน หรือหากไม่ปราโมทย์ยินดีก็คงได้ความรู้มาสู่ตนด้วย จงได้โปรดให้ข้าพระองค์ออกไปสู่ถนนต่างๆ พรุ่งนี้แต่โดยลำพังของข้าพระองค์กับคนใช้เถิด"

               
เมื่อพระราชโอรสได้กราบทูลดังนั้นแล้ว พระราชาจึงตรัสในท่ามกลางเสนามุขมนตรีของพระองค์ว่า "บางทีการออกไปคราวนี้อาจแก้ความรู้สึกแห่งการที่ออกไปคราวก่อนนี้ได้ เห็นไหม นี่แหละคือเหยี่ยวซึ่งใฝ่ฝันด้วยสิ่งทั้งหลายที่ตนเห็น ภายหลังที่ได้หลงแล้วในเสน่ห์ จงปล่อยให้ลูกเราได้เห็นทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วจงนำข่าวแห่งลักษณะอาการความรู้สึกของเขามาแจ้งแก่เราด้วย"


               
ฉะนั้น พอรุ่งขึ้น ราวเที่ยงวัน พระราชโอรสกับนายฉันนะก็ออกไปจากประตูซึ่งเปิดออก เมื่อคนยามได้เห็นพระราชลัญจกร แต่ผู้ซึ่งเปิดประตูนั้นหาได้รู้ว่าผู้ที่แต่งกายเป็นนายพาณิชออกจากประตูไปนั้นเป็นพระราชโอรสไม่ ทั้งนายสารถีเล่าก็แต่งกายปลอมเหมือนคนธรรมดา เจ้ากับนายสารถีทั้งสองคนเดินไปตามทางหลวง ปนเปไปกับหมู่ศากิยะทั้งปวง พลางทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่สนุก และสิ่งที่ทุกข์ทั้งปวงในพระนคร บรรดาถนนอันงามทั้งปวงก็ปรากฏแต่สรรพสำเนียงเสียงระเบงเซ็งแซ่ของทวยชนซึ่งประกอบอาชีพอยู่อย่างนิจนิรันดร์ 

 พวกพ่อค้านั่งยองๆ อยู่ในท่ามกลางแห่งเครื่องเทศและเมล็ดพันธุ์ต่างๆ พวกผู้ซื้อก็มีเงินอยู่ในไถ้ของตนไว้ซื้อของบ้าง ก็เถียงกันในเรื่องซื้อขาย บ้างก็ร้องบอกให้หลีกทาง หลีกที่มีทั้งเกวียนที่มีล้อเป็นหินหนัก ลากด้วยโคแข็งแรง ก้าวอย่างช้าๆ และบรรทุกของที่หนัก มีคนหามแคร่ซึ่งร้องเพลง

               
พวกกุลีขนของมีคอกว้างกำยำ โซมไปด้วยเหงื่อ เพราะตากแดด หญิงแม่เรือนทูนศีรษะด้วยหม้อดิน หรือทองเหลืองใส่น้ำซึ่งตักมาจากบ่อ ทั้งอุ้มลูกตาดำๆ ที่สะเอวของตนด้วย ร้านจำหน่ายตังเมลูกกวาดก็มีแมลงวันตอมเต็มอยู่
               
ช่างทอผ้าก็ทำงานของตนโดยเคาะกระสวย ลูกโม่กำลังหมุนเพื่อบดข้าวสาลี สุนัขก็วิ่งพล่านไปเพื่อเที่ยวหาเศษอาหาร ช่างทำอาวุธกำลังทำเสื้อเกราะด้วยปากคีบและค้อน ช่างเหล็กก็กำลังเผาจอบและหอกให้แดงอยู่ในเตา ณ โรงเรียนเหล่าดรุณศากิยะซึ่งเป็นศิษย์ก็นั่งอยู่โดยรอบครูของตนพลางบ้างอ่านมนต์ บ้างศึกษาตำนานพระผู้เป็นเจ้าและเจ้าทั้งหลาย พวกย้อมผ้าตากผ้าสีส้ม สีกุหลาบ หรือสีใบไม้ ซึ่งพึ่งเอาขึ้นจากถังกำลังเปียกๆ มีทหารซึ่งกำลังเดินมีเสียงดาบกระทบกับโล่ ควาญอูฐนั่งโคลงเคลงอยู่เหนือโหนกของอูฐ ทรงประจักษ์ทั้งพราหมณ์ (ตามกฎของพระมนูแบ่งพลเมืองอินเดียเป็น ๔ ประเภทคือ ๑.พราหมณ์ คือพวกปฏิบัติกิจ ๒. กษัตริย์ คือนักรบที่เป็นพระราชา ๓. ไวศย คือพวกพ่อค้าพานิชและพวกทำการเพาะปลูก ๔. ศูทร คือพวกกรรมกร ทั้ง ๔ ประเภทนี้แยกตามกำเนิดในตระกูลของบุคคล) ผู้มีธรรม ขัตติยะนักรบซึ่งสง่าองอาจ ชนสามัญคือกรรมกร ณ ที่แห่งหนึ่ง มีคนหมู่เบียดเสียดยัดเยียดกันเพื่อดูหมองูซึ่งพูดพลางก็เอางูพันแขนตนอย่างเครื่องประดับอันมีชีวิต หรือมิฉะนั้นก็บังคับให้อสรพิษตัวร้ายนั้นรำ พลางชูคอแผ่แม่เบี้ย ทำท่าตามจังหวะกลองซึ่งประดับด้วยเศษแก้วต่างๆ

               
บางแห่งก็มีขบวนแห่และแตรงอน มีม้าประดับเครื่องอันหรูหราและกลดแพรเพื่อแห่เจ้าสาวไปสู่เรือนหอ บางแห่งก็มีสตรีถวายขนมและพวงมาลัยแก่พระเจ้า เพื่อบนบานให้สามีของตนกลับจากการเดินทาง หรือมิฉะนั้นก็ขอให้ได้บุตรสักคนหนึ่ง

               
ไกลออกไปอีกมีช่างทำภาชนะกายดำๆ ตีทองแดงดังลั่นเพื่อทำตะเกียงและหม้อ พ้นจากที่นั้นมา พระโอรสกับนายฉันนะเดินเลียบมาตามกำแพงโบสถ์และใกล้ประตูใหญ่แล้วก็บรรลุถึงแม่น้ำและสะพานซึ่งอยู่ใต้กำแพงพระราชธานี

               
แต่พอเสด็จข้ามสะพานพ้นมา ทันใดนั้นก็มีเสียงครวญครางปรากฏขึ้นที่ริมถนนพร่ำว่า "พระคุณเจ้าขา จงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด จงช่วยพยุงข้าพเจ้าด้วย โอ! ช่วยข้าพเจ้าด้วย มิฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นจะตายก่อนถึงบ้าน"

               
ผู้นี้คือผู้ตกยากเข็ญใจร้องครวญครางเพราะเป็นไข้ทรพิษซึ่งร้ายกาจถึงตาย และกำลังดิ้นรนอยู่กับธุลี เต็มไปด้วยน้ำหนองและเลือดสีแดงสดๆ เสโทอันเย็นไหลออกตามหน้าผากเป็นเม็ดๆ ปากก็สั่นรัวไปด้วยความเจ็บปวด ส่วนตาอันเหลือกลานก็ตกอยู่ในความทรมานแห่งยมทูต ให้ดิ้นรน กระวนกระวาย มือดึงต้นหญ้าซึ่งมีอยู่ตามทางเพื่อลุกขึ้น เมื่อเผยอศีรษะขึ้นแล้วก็ล้มลงไปอีก พลางสั่นเทิ้มไปทั่วสรรพางค์กาย พร้อมด้วยร้องอย่างเอน็จอนาถว่า "อา! ปวดเหลือเกิน! ท่านผู้มีใจกรุณาได้โปรดช่วยด้วย"

               
ในทันใดนั้น พระสิทธัตถะก็วิ่งไปประคองผู้ตกทุกข์คนนั้นขึ้นด้วยพระหัตถ์อันปรานี พลางค่อยๆ วางศีรษะคนเจ็บนั้นบนพระชุ ทรงลูบคลำเพื่อให้บรรเทาความเจ็บลงแล้วจึงตรัสถามว่า "พี่! ความทรมานของพี่คืออะไร? ทุกข์อะไรได้มาพ้องพานพี่? ทำไมจึงลุกไม่ไหว ทำไมนายฉันนะ พี่คนนี้แกจึงหอบและครวญคราง พูดไม่ออก แสดงอาการอย่างน่าอนาถใจดังนี้?"

               
นายสารถีกราบทูลว่า "คนนี้แหละ เป็นคนไข้ทรพิษชนิดหนึ่ง ธาตุทั้งปวงกำลังจะดับ โลหิตอันเป็นประโยชน์สำหรับไหลฉีดไปตามเส้นต่างๆ เพื่อเลี้ยงร่างกายของแกนั้น บัดนี้ได้ปั่นป่วนและเดือดดาลเหมือนห้วงเพลิง หัวใจที่เคยเต้นสม่ำเสมอเป็นปกติ บัดนี้บางทีก็เต้นเร็ว บางทีก็เต้นช้าเหมือนกลองซึ่งมีคนตีโดยปราศจากจังหวะ กล้ามเนื้อทุกส่วนชืดชาเหมือนสายธนูที่หย่อน กำลังวังชาได้สิ้นไปจากน่องเอวและคอของแกเสียแล้ว อันความสง่าและความรื่นเริงของแกตามธรรมดาของมนุษย์ทั้งมวลก็ได้หนีห่างจากไปแล้ว นี่เรียกว่าคนเจ็บ และเดี๋ยวนี้โรคกำลังกำเริบ

               
พระองค์ดูเถิดนั้นแกช่วยตัวของแกเอง เพื่อหมายถอนพิษความเจ็บปวดของแกออก ดูแกกลิ้งเกลือกเสือกไส มีดวงตาคลอหล่อไปด้วยเลือด ลมหายใจของแกก็ประหนึ่งว่าถูกรมควันให้สำลัก ดูเถิด! แกคงอยากจะตายๆ ไปเสีย แต่แกก็ไม่ตายก่อนที่โรคของแกได้กระทำให้แก่ทรมานจนถึงขนาดแล้ว โดยพิฆาตฆ่าบรรดาเส้นประสาททั้งปวงซึ่งตายก่อนชีวิต และเมื่อบรรดากล้ามเนื้อทั้งปวงสลายลงด้วยอำนาจของตรีโทษ กับเมื่ออวัยวะทั้งปวงสิ้นความรู้สึกในความเจ็บปวด โรคจะพรากไปจากแกแล้วก็ไปผลาญที่อื่นอีกต่อไป โอ! พระองค์ เป็นการมิบังควรเลยที่จะมาประคองแกไว้ดังนี้ โรคนี้อาจเป็นโรคติดต่อและอาจติดถึงพระองค์ได้"

               
แต่พระราชโอรสตรัสพลางช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของเจ้าคนนั้นต่อไป "มีเป็นแต่แกคนนี้คนเดียว หรือมีมากหลายด้วยกันที่เป็นเช่นนี้? แลตัวฉันเองอาจเป็นเช่นนี้ได้เหมือนกันหรือ?"
                "
พระเจ้าข้า" นายสารถีทูลสนอง "ความเจ็บปวดย่อมเป็นแก่ทุกคนโดยมีลักษณะต่างๆ มากมาย ความป่วยไข้และความเจ็บ พยาธิ ขี้กลาก โรคอัมพาต ขี้เรื้อน โรคบิดลงท้องและโรคฝีต่างๆ ย่อมจักเป็นแก่สรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกทุกอย่างและลามไปได้ทั่วทุกแห่ง"
                "
ก็โรคทั้งปวงจะจับใครๆ โดยไม่สามารถจะแลเห็นมันได้อย่างนั้นหรือ?" พระราชโอรสทรงถามและนายฉันนะทูลตอบว่า "มันมาเหมือนอสรพิษร้ายซึ่งขบกัดโดยไม่ให้เห็นตัวมัน เหมือนพยัคฆ์ร้ายซึ่งแอบแฝงอยู่ในพุ่มต้นหนามพรหม (Karounda ตรงกับภาษาละติน Garissa Carandas = ต้นหนามพรหม) ใกล้ๆ ทางแห่งป่าใหญ่สำหรับจ้องคอยเวลาอันเหมาะแก่การที่จะกระโดดตะครุบ หรือเหมือนอสุนีบาตซึ่งพิฆาตแต่บางคน และไม่พิฆาตบางคน สุดแต่โชคชะตาอยู่เรื่อยไป"
                "
ก็ถ้าเช่นนั้นมนุษย์ทุกคนก็ดำรงชีพอยู่ด้วยความหวาดเสียวอย่างนั้นหรือ?"
                "
มนุษย์ดำรงชีพอยู่อย่างนั้นแหละ พระเจ้าข้า"
                "
เออ! ก็ไม่มีใครเลยที่จะรองรับได้ว่า คืนนั้นฉันนอนสบายและเป็นสุขเมื่อตื่นขึ้น แล้วก็จะสบายแลเป็นสุขเหมือนกัน ดังนี้ใช่ไหม?"
                "
ไม่มีใครรับรองได้เลยพระเจ้าข้า" "และที่สุดของความทรมานทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งเมื่อจะมาพ้องพานก็โดยมิทันให้เห็นให้รู้ตัว และมีผลเช่นว่า ให้กายคดงอ วิญญาณทุพพลภาพ แล้วก็แก่ชราลง ดังนั้นหรือ?"
                "
อย่างนั้นแหละ พระเจ้าข้า ถ้าหากใครมีชีวิตยืนนาน" "ก็หากว่าเราไม่สามารถทนทานอำนาจแห่งพิษของมันได้ และหากเราไม่อยากทนมัน และอยากให้มันหมดไป หรือหากเราต้องทนแล้ว หรือหากเราเป็นเช่นนี้จนอ่อนแอและรู้แต่ครวญครางอย่างเดียว แต่เรายังมีชีวิตอยู่อีก แล้วก็ชราลง ชราลงทุกๆ ทีดังนี้จะมีที่สิ้นสุดอย่างไร?"
                "
ก็ตายเท่านั้นแหละ พระเจ้าข้า"
                "
คนเราตายด้วยหรือ?"
                "
ถูกแล้วพระเจ้าข้า ในที่สุดก็ถึงซึ่งความตายโดยไม่เลือกว่า ณ ที่ใด ในเวลาไหน คนบางคนที่แก่ลง บางคนต้องทรมานและล้มเจ็บลง แต่ทุกๆ คนจะต้องตาย จงทอดพระเนตรเถิด นั่นแหละความตายที่ผ่านไป"

               
ดังนั้นพระสิทธัตถะเงยพระพักตร์ขึ้น แล้วก็ทอดพระเนตรเห็นกระบวนแห่กระบวนหนึ่งซึ่งมีคนร้องไห้เดินเป็นแถวอย่างช้าๆ ทางข้างลำแม่น้ำ ข้างหน้ากระบวนมีคนแกว่งหม้อดินซึ่งเต็มไปด้วยถ่านไฟ ข้างหลังมีพวกญาติเดินตาม ศีรษะโกนเกลี้ยง แต่งกายเต็มไปด้วยเครื่องไว้ทุกข์ เสื้อผ้าไม่สมประกอบและร้องด้วยเสียงอันดังว่า "โอ! รามา รามา โปรดฟัง! พี่น้องทั้งหลายของฉัน จงช่วยกันอ้อนวอนรามา" ถัดจากนั้นก็มีที่ใส่ศพทำด้วยไม้รวก ๔ อัน และสานด้วยไม้ไผ่ แล้ววางศพอันปราศจากความรู้สึกในจักษุประสาท สีข้างทั้งสองโบ๋ แยกเขี้ยวยิงฟัน ไว้บนนั้นแลโรยเต็มไปด้วยผงแดงๆ และเหลือง พอถึง ๔ แยก พวกคนหามก็หันเอาหัวศพไปไว้ข้างหน้า

               
แล้วร้องว่า "รามา! รามา!" ครั้นแล้วก็นำศพไปที่ริมตลิ่งซึ่งมีกองฟืนตั้งอยู่และจัดนำศพไปวางบนที่รับศพแล้วนั้นก็เอาฟืนทับลงอีก ผู้ใดที่นอนเหนือที่นอนเช่นนี้ย่อมนอนหลับสนิทอย่างลึกซึ้ง ความหนาวไม่ทำให้เขาตื่นได้เลย แม้ถูกเขาตั้งเปลือยๆ อยู่กลางลมจัดดังนี้ก็ดี ครั้นแล้วต่างก็พากันจุดไฟที่มุมทั้ง ๔ ด้าน ไฟซึ่งค่อยๆ ติด ก็ลามแลบเอากองฟืนลุกเป็นเปลวขึ้นทันใดจนถึงซากศพ ไหม้ตัวศพนั้นด้วยไฟซึ่งลุกกระพือเป็นเปลวและแตกดังเปรี๊ยะเปรี๊ยะเป็นเสียงเย้ยหยัน ครั้นแล้วหนังซึ่งแห้งก็แยกแยะออก ข้อกระดูกทั้งปวงก็ขาดสะบั้น ในที่สุดควันอันหนาก็จางลง และขี้เถ้าซึ่งมีสีแดงและเทาก็ทรุดลง ปล่อยให้กระดูกอันขาวเป็นเศษซากของมนุษย์ปรากฏอยู่เกลื่อนกลาด

               
เมื่อปรากฏดังนี้แล้ว พระราชโอรสจึงตรัสว่า "นี่หรือคือวาระที่สุดซึ่งรอคอยทุกผู้ทุกคนซึ่งมีชีวิตอยู่"
                "
เป็นวาระที่สุด ซึ่งสงวนไว้ให้แก่ทุกๆ คนแหละพระเจ้าข้า" นายฉันนะทูลสนอง "ผู้ซึ่งอยู่บนกองฟืนเมื่อกี้นั้นและซึ่งมีเศษซากน้อยจนแต่กาหิวก็ยังร้องบินไปไม่ใยดีจะอยากได้เป็นอาหาร แต่เดิมคนนั้นก็กิน ดื่ม หัวเราะ รัก มีชีวิตรักและชีวิตเหมือนกัน แต่ภายหลังกลับเป็นอย่างไร? จะมีใครรู้ได้? พายุแห่งป่าทึบ ก้าวเท้าพลาดบนทางเดิน ความสกปรกในบ่อ งูเงี้ยวขบกัด เหล็กมีพิษตำ ความหนาว ก้างปลา หรือกระเบื้องตก"

               
เหล่านี้อาจทำให้ชีวิตให้ทำลายลงได้ แล้วมนุษย์ก็ถึงซึ่งความตาย ทีนี้ก็เป็นอันสิ้นความรู้ในรส ในความสนุกรื่นเริง และในความเจ็บปวด ใครจะจุมพิตริมฝีปากของเขา ถึงเปลวไฟจะลามไหม้เขาก็ตาม เขาหาได้เกิดความรู้สึกอย่างใดไม่ เขาไม่รู้สึกในการที่เนื้อของเขาถูกเผาและในกลิ่นของกำยานและไม้หอมซึ่งเผาระเหย ปากของเขาสิ้นแล้วซึ่งรส หูก็สิ้นแล้วซึ่งการได้ยิน ตาก็ไม่เห็นอะไร คนที่รักของผู้ตายก็ได้แต่ร่ำร้องไห้ครวญครางข้างเดียว เพราะต้องทำลายซากศพนั้นเพื่อไม่ให้กายเป็นอาหารอันน่าอนาถของหนอน

               
กายซึ่งดำรงอยู่ได้ก็โดยชีวิต ชีวิตซึ่งเป็นตะเกียงภายในนี่แหละ คือโชคอันเป็นธรรมดาสำหรับเลือดเนื้อของมนุษย์ แม้ว่าใครจะมีอานุภาพหรือยากจนข้นแค้นก็ตาม ดีหรือชั่วก็ตามก็ต้องตายกันทั้งสิ้น และตามที่ปรากฏตามคำที่สอนกันมา ก็ว่าเมื่อตายแล้วก็ไปเกิดใหม่อีก ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าไปเกิดที่ไหนและเกิดอย่างไร เมื่อเกิดแล้วก็ต้องเผดิมเริ่มด้วยความหวาดเสียวและในวาระที่สุดก็เข้าสู่กองไฟเผากายเช่นเดียวกัน นี่แหละคือวัฏสงสารของมนุษย์

               
เมื่อได้สดับดังนั้น พระสิทธัตถะจึงเงยพระพักตร์มีพระเนตรอันคลอหล่อไปด้วยอัสสุชลอันศักดิ์สิทธิ์ ทอดดูฟ้าแล้วก็มองดูดิน เต็มตื้นไปด้วยธรรมเมตตา พระองค์ทอดพระเนตรดูฟ้าบ้าง ดูดินบ้าง ประดุจว่า พระทัยของพระองค์กำลังเพ่งเล็งค้นคว้าหาความเห็นอะไรอย่างหนึ่งอันลึกซึ้ง และซึ่งเกี่ยวเนื่องติดต่อระหว่างฟ้าและดิน คือความเห็นซึ่งล้ำความเห็นและมองไม่ได้ด้วยตา แต่เมื่อค้นคว้าหาแล้วก็อาจพบเห็นและรู้จักได้

               
ครั้นแล้วโดยพระอาการอันสง่าซึ่งปั่นป่วนโดยอำนาจแห่งความดิ้นรนอย่างเดือดดาล ด้วยความเมตตาอย่างเหลือล้นพ้นประมาณ และความเชื่อแน่ในความหวังอันหาที่สุดและสิ้นสูญมิได้ พระองค์จึงเปล่งพระอุทานว่า
              "
โอ! โลกซึ่งทรมาน! โอ! พี่น้องที่รู้จักและไม่รู้จักทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ติดอยู่ในข่ายแห่งความทุกข์ยากและความตาย ตายแล้วก็เกิดใหม่อีกเพราะถูกหน่วงเหนี่ยวโดยวิญญาณ! เราเห็น เรารู้สึกแล้วในเหตุแห่งความวุ่นวายทรมานของโลก ความเย่อหย่งในความสำราญ ความเย้ายั่วในความสุข ความหวาดเสียวในความป่วยเจ็บของโลก ความสนุกรื่นเริงนั้นสิ้นสุดลง เมื่อประจวบเข้ากับความแร้นแค้น ความหนุ่มย่อมสิ้นลง เมื่อประจวบเข้ากับความชราภาพ ความรักทำให้เกิดทุกข์ เมื่อสิ่งที่ตนรักได้หายไป เป็นแล้วก็มีความตายมาตอบแทน และเมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นอะไรที่รู้ไม่ได้เข้าอีกซึ่งกระทำให้มนุษย์ได้รับความเป็นไปใหม่อีกตามวัฏสงสาร สำหรับให้หมุนในวงแห่งความเบิกบานที่ไม่เที่ยง และในความทรมานอันแท้จริง เราเองก็เหมือนกันย่อมถูกหลอกด้วยเหยื่อเช่นเดียวกันนี้ และชีวิตก็ดูเหมือนว่าเป็นของรักของเรา และแม้นเหมือนกับกระแสน้ำกลางแดด ซึ่งไหลโดยสันติสุขปราศจากขุ่นมัวชั่วนิรันดร 

               
แต่แท้จริง แม่น้ำอันปราศจากเดียงสา ถึงจะได้ไหลหลั่งผ่านสนามอันเต็มไปด้วยบุปผชาติก็ดี ในที่สุดน้ำซึ่งใสดุจแก้วเจียระไนก็ไหลอย่างรวดเร็วลงไปสู่ทะเลซึ่งเค็ม ไม่บริสุทธิ์เท่านั้น นี่แหละสิ่งซึ่งทำให้เรามืดมัวได้ประจักษ์แจ้งแก่เรา แล้วเราก็เป็นอย่างมนุษย์ทั้งหลายซึ่งอ้อนวอนพระเจ้าโดยพระเจ้าไม่เห็นฟัง
             
แต่อย่างไรก็ดี ต้องมีทางหนึ่งทางใดที่จะช่วยเหลือเขา และช่วยเรา และใครๆ ทั้งมวลที่ต้องการความช่วยเหลือ สำหรับท่านเองก็ว่าไม่ได้และไฉนหนอท่านจึงอ่อนแอนัก อ่อนจนไม่สามารถช่วยเหลือปวงชนที่ร่ำร้องวิงวอนถึง เราไม่ประสงค์จะปล่อยให้ผู้ที่เราสามารถเกื้อกูลต้องตกอยู่ในความร่ำไห้ ทำไมพรหมเทพจึงได้สร้างโลกขึ้นแล้วสละละทิ้งไว้ในห้วงแห่งภัยร้าย ถ้าท่านมีฤทธานุภาพเปี่ยมแท้ แต่ปล่อยให้โลกคงอยู่ในสภาพด้วยลักษณะฉะนี้แล้ว ท่านก็ไม่นับว่าดีตามทำนองธรรม ท่านก็คงมิใช่พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน "แน่ะ! นายฉันนะ กลับวังเถอะ พอแล้ว ฉันได้ประสบพบเห็นเหตุต่างๆ พอแล้ว"

               
ครั้นสมเด็จพระราชบิดาได้ตระหนักในกรณีที่เกิดขึ้นโดยประการดังกล่าวมาแล้วนั้น พระองค์จึงให้เพิ่มหมวดรักษาการประจำตามทวารต่างๆ ขึ้นสามเท่าจำนวนเดิม ทั้งมีพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าออกได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเวลากลางวันหรือกลางคืน ทั้งนี้จนกว่าจะล่วงพ้นกำหนดจำนวนวันที่ได้ทรงทราบไว้ในพระสุบิน 


 

 

 


ปริเฉทที่ ๔
ปัพพัชชกถา
(พระมหาบุรุษออกบรรพชา) 

  แต่ เมื่อทิวาวารกาลกำหนดล่วงไปแล้วก็บรรลุถึงวาระอันพระพุทธเจ้าของเราจะเสด็จออกบรรพชา ซึ่งเป็นวาระที่จะต้องปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน และโดยเหตุนี้ภายในปราสาทอันอร่ามเรืองก็จะอุบัติความโศกศัลย์ ความกำสรดของพระราชาผู้เป็นพระราชบิดา ความเศร้าโศกาลัยโอดครวญหวนไห้ของปวงประชาราษฎรทั้งหลายแห่งพระราชธานี
              
แต่ถึงกระนั้นก็ดี การเสด็จของพระองค์ก็เป็นประโยชน์ กล่าวคือ เป็นปฐมเหตุให้เกิดพุทธบัญญัติที่จะยังความปราโมทย์ให้แก่ปวงบุคคลที่เลื่อมใสได้เชื่อฟัง และทำให้บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายได้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ความมืดแห่งราตรีกาลค่อย ๆ แผ่ไพศาลไปในบรรดาทุ่งทั้งหลายแห่งอินเดียราชธานี ณ กาลเมื่อพระจันทร์เพ็ญเต็มดวงแห่งเดือนจิตรมาส (ตรงกับปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน)

              
คราเมื่อต้นมะม่วงเต็มไปด้วยผลอันสุกและพุ่มต้นอโศก (อะ แปลว่า ปราศจาก โศกะแปลว่าทุกข์ -เป็นชื่อต้นไม้อุทิศให้แก่พระศิวะ) ทั้งหลาย ส่งรสสุคนธ์ฟุ้งขจรไปตามพระพายซึ่งพัดมาอ่อน ๆ และวันที่จะกำหนดวันราชสมภพของพระรามก็ใกล้เข้ามาทุกที ตามชนบทและนิคมคามทั้งหลายกำลังปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ และความมืดแห่งราตรีนี้เองก็ปกคลุมไปเบื้องบน วิศรัมวัน (ป่าอันสงัดซึ่งพวกฤษีอยู่) ทีละน้อยพร้อมด้วยกลิ่นระเหยแห่งบุปผชาติ และพื้นเวหาเดียรดาษไปด้วยดาราสุดที่จะคณนานับ

              
ฝ่ายลมก็พัดเฉื่อยฉิวพาเอาความเยือกเย็นของหิมะแห่งยอดเขาหิมาลัยมา
เมื่อดวงจันทร์ปรากฏมา ณ เบื้องหลังผาด้านตะวันออกขจรมาตามวิถีทางเวหา ซึ่งเดียรดาษด้วยดวงดาว ทอดแสงมาต้องกระแสแหล่งลำน้ำโรหิณี และเหล่าเขินซอกเขาและทุ่งอันสงัดเงียบ และมาต้องเบื้องบนหลังคาแห่งปราสาทอันสันติสุข ดูขาวเป็นเงิน ซึ่งใคร ๆ ก็หลับกันสิ้นแล้ว เว้นแต่ยามเฝ้าประตูชั้นในซึ่งร้องขานยามว่า "มูทระ" แล้วก็มีเป็นคำตอบว่า อังคณะแล้วก็ตีกลองตามเวรดังขึ้นโดยรอบบริเวณครั้งหนึ่ง ฉะนั้นพื้นพระธรณีก็สงบเงียบวิเวกวังเวง คงมีแต่เสียงร้องของสุนัขจิ้งจอก (Jackal) ที่เร่ร่อน และเสียงจิ้งหรีดในอุทยานที่ร้องไม่หยุดหย่อน

              
พระจันทร์ส่องแสงไปต้องศิลาสลัก ทำความสว่างให้แก่ฝามุกและท้องพระโรงหินอ่อนลาย และทอดรัศมีสีทองค่อย ๆ เลื่อนไปสู่หมู่นางกำนัลอินเดียดูประดุจดังหมู่นางเทวี(เทพธิดา)ซึ่งอยู่ในห้องรโหฐานแห่งสรวงสวรรค์ นางงามชั้นพระสนมเอกทั้งปวงซึ่งล้วนแต่น่าเอ็นดูและภักดียิ่งแห่งพระราชสำนักได้เลือกสรรให้มาอยู่ร่วมกันที่ปราสาทของพระสิทธัตถราชกุมารทั้งสิ้น
              
เมื่อได้ยลลักษณะในเวลาปกตินิทราของเหล่านางทั้งหลาย ขณะนั้น แต่ละนางก็ล้วนน่าบูชาด้วยความสวาท ซึ่งท่านก็คงจะออกอุทานว่า "นางคนนี้เป็นไข่มุกของนางอื่นทั้งมวล" (ซึ่งหมายความว่า เมื่อได้เห็นแต่คนเดียวก็ว่านางนั้นงามกว่านางอื่นทั้งปวง) แต่เมื่อเหลือบไปเห็นนางที่ปรากฏอยู่ข้างขวาหรือข้างซ้ายของท่านแล้ว ท่านจะกลับใจว่านางนั้น ๆ งามยิ่งกว่าไปอีก และจักษุของท่านก็จะพร่าไปด้วยการที่ได้พบเห็นแต่งามแล้วงามเล่าประดุจดังว่าจักษุท่านต้องตะลึงพรึงเพริดด้วยได้เห็นเพชรนิลจินดาอันเดียรดาษของนายช่างทอง ล้วนแต่ละชิ้นก็มีแต่แสงแวววาวระยับ ซึ่งยังความพึงตาพอใจของท่านให้เปลี่ยนแปลงไม่รู้สิ้นสุด

              
นางเหล่านั้นนอนอย่างงามพริ้ง ปราศจากความระวังตัว อวัยวะอันงามก็วางอย่างได้ส่วน กายก็ห่มผ้าแต่เผยบางส่วนให้เห็นผิว เกษาอันเหลือบเป็นเงาก็มีปลอกทองคำหรือพวงมาลัยใส่ไว้มิให้สยายกระจายออก หรือมิฉะนั้นก็เกล้าไว้แนบสนิทติดอยู่กับต้นคออันงามยิ่ง ต่างนางต่างใฝ่ฝันในระหว่างนิทราอย่างสุขารมณ์ หลังจากการเหนื่อยละเลิงเล่น ต่างนางต่างนอน ในอาการประหนึ่งว่าเมื่อยล้า เหมือนนกสีงาม ๆ ซึ่งได้แต่ร้องและร่าเริงมาตลอดวัน แล้วก็ซ่อนซุกศีรษะของตนภายใต้ปีก นอนจนกระทั่งแสงอรุณปลุกให้ตื่น แล้งร่ำร้องละเลิงเล่นสนุกสนานไปใหม่อีก โคมเงินสลักเป็นลวดลายอันห้อยลง มาจากเพดานด้วยโซ่เงิน และเต็มไปด้วยน้ำมันหอม ส่องแสงสลับกันกับรัศมีของพระจันทร์ กระทำให้แลเห็นกายอันวิไลลักษณ์ของนางรุ่นกำดัดทั้งปวงได้ชัดเจน จนกระทั่งอุรประเทศอันนูนเด่น มือซึ่งทาขมิ้นก็แบหรือกำไว้ ดวงพักตร์อันงามขำด้วยคิ้วอันโค้งดุจคันธนู ริมโอษฐ์อันแย้มแต่น้อยเผยฟันงามดุจไข่มุกซึ่งนายช่างร้อยเป็นสร้อยศอ ขอบตาซึ่งปิดหลับอยู่นั้นดูแช่มช้อย ประกอบด้วยขนตาซึ่งเอนอ่อนลงมาทางแก้ม ข้อมือกลม เท้าอันเรียวผูกลูกพรวนและลูกปัดซึ่งทำให้มีเสียงดังเบา ๆ ในเมื่อนางที่นอนนั้น ๆ พลิกตัว และเสียงอันนั้นที่ทำให้นางฝันและชื่นชมว่าได้เต้นรำทำนองใหม่เป็นที่โปรดปราน และพระสิทธัตถะพระราชทานแหวนวงหนึ่งให้แก่นางเป็นรางวัลด้วยความเสน่หา

              
บางแห่งบางนางก็นอนเอาปรางแนบข้างเคียงอยู่กับพิณและนิ้วอันเรียวก็ยังจรดอยู่กับสาย คล้ายกับว่าเมื่อนางได้ดีดพิณเพลงสุดท้าย เพื่อกล่อมให้บรรทมแล้วหลับไป บางนางก็นอนกอดกระจงแห่งทะเลทรายซึ่งมีศีรษะประดับด้วยโค้งเขาอันน่าดู นอนขดตัวอยู่ในวงแขน ประหนึ่งว่าอยู่ในรังอันอบอุ่นของมันก่อนหน้าที่นางและสัตว์น่ารักจะหลับลงนั้น เจ้าสัตว์น่ารักกำลังกินดอกกุหลาบสีแดงพึ่งหมดไป ยังเหลืออยู่อีกครึ่งดอก ดังนั้นเมื่อนางหลับแล้ว ดอกไม้ที่ยังเหลืออยู่นั้นจึงยังกำลังอยู่ในมือของนาง และที่ริมฝีปากของสัตว์ก็ยังมีกลีบ ๆ หนึ่งติดอยู่ อีกด้านหนึ่งมีสองนางนอนเคียงกัน มีพวงมาลัยโมครา (ดอกไม้เถา มีตามป่าในอินเดีย) สองพวงผูกติดกัน แสดงว่าพึ่งได้ร้อยกรองมาแล้วด้วยกันทั้งสองพวง และผูกติดกันก็เพื่อแสดงว่ารักทั้งหายแล้วก็รักกันทั้งใจด้วย

              
นางหนึ่งนอนเหนือบุปผา อีกนางหนึ่งนอนอิงพิงเหนือเพื่อนของนาง ยังมีอีกนางหนึ่ง ก่อนที่จะนอนได้ร้อยจินดาเพื่อทำเป็นสร้อยคอ มีพลอย โมรา จินดา มุกและมณีรัตน์สายสร้อยสีเหลือบ แลเป็นเงาเปล่งปลั่งอยู่รอบข้อมือของนาง ส่วนในมืออีกข้างหนึ่งก็ยังกำจินดาเม็ดที่สุดซึ่งนางไม่ทันที่จะร้อยสร้อยคอให้แล้วเสียก่อนในนิทราคือมรกตเม็ดหนึ่ง ซึ่งเจียระไนเป็นเครื่องรางกันภัยและจารึกด้วยทองคำ

              
การที่ต่างพากันหลับไปหมดด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ก็โดยความเพลิดเพลินฟังเสียงกระแสน้ำไหลของลำธารแห่งอุทยาน เฉกเช่นดอกกุหลาบแรกแย้มกลีบคอยแสงอรุณเพื่อบุชาความงามให้แก่แสงสว่างในเวลาเช้าตรู่ นี่คือสภาพซึ่งปรากฏในห้องระโหฐานของพระสิทธัตถะ แต่ที่ใกล้กับม่านกั้นห้องบรรทมนั้น มีนางงามที่สุดนอนอยู่ คือคุงคะ และโคตมี ผู้ทรงตำแหน่งชั้นเอกอยู่ในพระราชฐาน อันเต็มไปด้วยความเสน่หาและความสงบ

              
ปุร์ดาห์ (ม่าน) ที่กั้นนั้นมีสีแดงเข้มและสีน้ำเงินปักทองกั้นอยู่ ณ ประตูไม้หอมสลักเป็นลวดลาย มีบาทวิถี ๓ ทางเชื่อมต่อกันไปสู่ห้องอันงามวิจิตร ซึ่งมีพระยี่ภู่ลาดอยู่เหนือพระแท่นหุ้มด้วยพรมไหมเงิน อันกระทำให้รู้สึกนิ่มพระบาท ประดุจเหยียบย่ำบนเบาะที่ยัดด้วยดอกนิ่ม (ดอกสะเดา) ฝาทุกด้านล้วนแต่ประดับไข่มุกซึ่งมาจากละลอกแห่งลังกาทวีป(ชื่อเก่าของเกาะซีลอน) และเบื้องบนแห่งเพดานหินอ่อนสลักเป็นลวดลายเงาระยับจับตาเป็นกระจับ เป็นดอกบัวและเป็นนก โดยรอบยอดมณฑป ณ ฝาและ ณ บนกรอบลายจำหลักซึ่งเมื่อยามดวงจันทร์ส่องแสงและลมพัดมาเฉื่อย ๆ ดอกจำปาและมะลิก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรมา แต่ก็ไม่มีความงามและความชวนเสน่ห์อันไพบูลย์ อยู่ในความทรงสถิตของพระสิทธัตถะเจ้าแห่งศากิยะ และพระนางศรียโสธราผู้งามประโลม ณ ที่นี้

              
ลำดับนี้ พระราชเทวีหมอบอยู่ข้างพระสิทัตถะปล่อยให้ผ้าสไบ (ซูดา) ตกลงมาอยู่บั้นพระองค์ พระหัตถ์กุมพระนลาฏอยุ่ พลางก้มพระพักตร์ถอนพระทัยกันแสง มีอัสสุชลไหลหลั่งอยู่ริน ๆ พระนางจุมพิตพระหัตถ์พระสิทธัตถะ ๓ ครั้งแล้วสะอื้น ทูลว่า
               "
ทรงตื่นเถิดเพคะ พระทูลกระหม่อม จงรับสั่งให้หม่อมฉันได้เบาใจด้วยเถิด" พระสิทธัตถะจึงตรัสถามว่า
               "
เธอเป็นอะไรไปหรือยอดรัก" แต่พระนางก็ยังคงสะอื้นสะอื้นจนอัดอั้น แล้วจึงทูลว่า
               "
โธ่เอ๋ย ทูลกระหม่อม หม่อมฉันได้นอนหลับเป็นสุขอย่างสนิทมาแล้ว เพราะเหตุว่าพระราชโอรสของพระองค์ซึ่งอยู่ในคัพโภทรได้แสดงอาการดิ้น อันเป็นเหตุทำให้ดวงใจหม่อมฉันตื่นเต้นผิดปกติ ทั้งดุริยางค์ก็กระทำความไพเราะให้แก่หม่อมฉันด้วยความสันติสุขและความปฏิพัทธ์ แต่ช่างกระไรหนอ พอหม่อมฉันหลับไปก็ให้บังเกิดสุบินนิมตเป็นลางร้าย ๓ อย่าง ซึ่งกระทำให้ความคิดของหม่อมฉันเกิดความกลัวขึ้นภายในดวงจิต
              
ในสุบินนิมิตว่า หม่อมฉันเห็นวัวกระทิงขาวเขาใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าแห่งท้องทุ่งผ่านมาตามถนน ตรงหน้าผากมีนิลจินดาอันแวววับเหมือนดวงดารา หรือแก้วกัณฐรัตนะซึ่งมีพระยางู (ตามความเชื่อถือของพวกฮินดู ว่าในใต้พิภพนี้มีงูใหญ่มหึมาอยู่ตัวหนึ่งในบริเวณตำบลดัลฮี เวลานี้มีเสาเหล็กยาว ๕๐ ฟิตปักอยู่เสาหนึ่ง เสาเหล็กนี้มีตำนานว่า เมื่อ ๓ หรือ ๔ ร้อยปี ก่อนคริสตศักราช มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าธวะ (Dhava) เป็นผู้เอาเหล็กท่อนนี้แทงงูใหญ่นั้น จึงปักอยู่เป็นเสาเหล็กอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้) เฝ้า เพื่อเปล่งรัศมีในบาดาลให้มีแสงสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ วัวนั้นค่อย ๆ เดินไปตามถนน มุ่งตรงมาสู่ประตู ไม่มีผู้ใดมาสามารถจับได้ แม้แต่มีเสียงมาจากอินทราวิหารร้องว่า "ถ้าไม่จับ ก็นับว่าความไพบูลย์ของพระราชธานีจะต้องรับความหายนะ" ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครจับได้ ครั้นแล้วหม่อมฉันก็ร้องไห้ ร้องพลางโอบคอโคนั้นด้วยแขนทั้งคู่อย่างสุดแรงเกิด แล้วหม่อมฉันสั่งให้เขากั้นประตู แต่พระยาโคนั้นร้อง และสะบัดศีรษะอันเบิ่งอย่างคล่องแคล่วหลุดจากแขนของหม่อมฉันไป และโลดโผนไปที่เครื่องกีดกั้น วิ่งผ่านกองรักษาไปได้นี้เรื่องหนึ่ง
              
อีกเรื่องหนึ่งเป็นความฝันซึ่งปรากฏว่า มีเทวดา ๔ องค์ มีดวงเนตรแวววับงามยิ่งเหมือนหนึ่งเป็นจตุโลกบาล ซึ่งสถิตอยู่บนภูเขาพระสุเมรุ ลอยเปล่งปลั่งอยู่เบื้องฟ้า ณ ท่ามกลางหมู่เทวดาเป็นอันมากซึ่งเป็นบริวารแห่แหน แล้วเหาะลงมาสู่กำแพงพระนครของเรา จนหม่อมฉันได้เห็นธงทิวของพระอินทร์ปลิวไสวเหนือประตูแล้วตกลงมา ในทันใดนั้นก็มีธงหนึ่งปลิวไสวรุ่งโรจน์สลัดชายประดุจไฟมีรัศมีแจ่มจรัสด้วยพลอยทับทิม อันประดับติดอยู่กับลวดเงิน ประจักษ์ให้เห็นเป็นถ้อยคำและประโยคซึ่งจะทำให้ธรรมชาติทั้งหลายมีความสุข ฝ่ายข้างทิศบูรพาก็มีลมแห่งอรุโณทัยซึ่งคลี่ธงแวววับให้กางออกเต็มที่ เพื่อที่ทุกคนจะได้อ่านทั่วกัน แล้วมีบุปผชาติอันวิเศษซึ่งเก็บมาจากประเทศใดก็ไม่ทราบเกล้าฯ มีสีแปลกประหลาดกว่าที่ของเรามีอยู่ ตกลงมาสู่พื้นลานของเราดุจพิรุณ"

              
เมื่อพระนางได้ทูลถวายซึ่งสุบินนิมิตของพระนางดังนั้นแล้วพระสิทธัตถะจึงตรัสว่า "แม่ยอดที่รักดุจปทุมมาลย์ สิ่งที่เธอฝันทั้งหลายเหล่านั้นก็ล้วนแต่ดีควรเป็นที่ปลื้มใจทั้งสิ้น"

               "
แต่นั้นแหละเพคะ ทูลกระหม่อม หม่อมฉันยังหนักใจมาก" พระนางทูลสนองต่อไปว่า "แล้วต่อจากนั้นมาอีก หม่อมฉันก็ได้ยินเสียงอย่างน่าอนาถร้องว่า "เวลาใกล้เข้ามาแล้ว เวลาใกล้เข้ามาแล้ว" ครั้นแล้วสุบินตอนที่ ๓ ก็มาปรากฏแก่หม่อมฉันอีกต่อไปคือว่า ในเวลาซึ่งหม่อมฉันอยากจะแตะต้องพระวรกายของพระองค์ หม่อมฉันก็เห็นแต่พระเขนยซึ่งยังไม่ได้อิงและฉลองพระองค์อันว่างเปล่าอยู่บนพระที่บรรทมเท่านั้น

              
ฝ่ายพระองค์ พระองค์ผู้เป็นประทีป เป็นดวงชีพ เป็นพระราชา เป็นโลกของหม่อมฉันนี้หาเห็นไม่ และในยามที่กำลังบรรทมหลับอยู่นั่นเองหม่อมฉันก็ลุกขึ้น แล้วเหลือบแลไปเห็นรัดพระองค์ ไข่มุกของพระองค์ยังอยู่รอบอุทรของหม่อมฉัน แต่รัดพระองค์นั้นกลายเป็นงู และขบกัดหม่อมฉัน กำไลที่สวมข้อเท้าหม่อมฉันก็ตก ธำมรงค์ก็หักสะบั้น พวงมะลิซึ่งพันรอบเกศาของหม่อมฉันก็ขาดป่นเป็นละอองธุลี คลุมบรรทมก็ยุ่งเหยิงกระจุกกระจุย และปุร์ดาห์(ม่าน)สีแดงเข้มก็ขาด ครั้นแล้วหม่อมฉันก็ได้ยินวัวกระทิงขาวร้องจากที่ไกล และ ณ ที่ไกลนั้นมีธงปักปลิวไสว แล้วเสียงร้องอันน่าอนาถนั้นก็ก้องปรากฏขึ้นอีกว่า "เวลาลุล่วงมาแล้ว" โดยเหตุที่ดวงใจของหม่อมฉันหวาดเสียวต่อเสียงนั้น หม่อมฉันก็ตื่นขึ้น "โอ! ทูลกระหม่อม สุบินเหล่านี้แปลความว่ากระไร หากไม่แปลว่า หม่อมฉันจะต้องถึงซึ่งความมรณะ ก็มิแปลว่าพระองค์จะต้องพรากจากหม่อมฉันซึ่งร้ายเสียยิ่งกว่าความมรณะอย่างหนึ่งอย่างใดเสียอีกอย่างนั้นหรือเพคะ"

              
พระสิทธัตถะทอดพระเนตรไปที่พระนางผู้เป็นเทวีซึ่งกำลังมีอาการตระหนกตกพระทัยด้วยแววพระเนตรอันกอปรไปด้วยเมตตา ประดุจแสงอาทิตย์ที่จวนจะอัสดงคต แล้วตรัสว่า "จงบรรเทาทุกข์เสียเถิดยอดรัก หากว่าความบรรเทาของเธอย่อมเป็นไปได้โดยอำนาจของความรักซึ่งไม่แปรปรวน! เพราะถึงแม้ว่าความฝันจะเป็นเหมือนดังบูรพนิมิตของสิ่งที่จะมีมาก็ตาม และถึงแม้ปวงเทพเจ้าจะต้องไหวหวั่นร้อนอาสน์และโลกจะตื่นเพราะต้องการผู้ช่วยเหลือ หรือจะมีอันเป็นอย่างไรในเราทั้งสองนี้ก็ดี ก็ขอเธอจงมั่นใจเถิดว่าฉันได้รักและยังคงรักยโสธราเสมอ"

              
เธอย่อมรู้อยู่แล้วว่าตั้งแต่หลายต่อหลายเดือนมาแล้ว ฉันมีความคิดอยากจะช่วยโลกอันแร้นแค้น ซึ่งฉันได้เห็นให้พ้นทุกข์ และเมื่อถึงกาลกำหนดที่ต้องช่วยก็จะช่วยเสียให้เสร็จ แต่ถ้าวิญญาณของฉันเศร้าสลดลงสำหรับประโยชน์แก่วิญญาณผู้อื่นที่ฉันไม่รู้จัก และหากฉันทรมานสำหรับประโยชน์แห่งทุกข์ซึ่งไม่ใช่เป็นทุกข์ของฉันเอง

              
เธอจงพิจารณาดูเถิดว่า ความคิดอันลอยลิ่วของฉันช่างล่องลอยอยู่เหนือสัตว์โลกทั้งปวงนั้นเพียงใด แล้วก็ทำให้ฉันต้องการมีส่วนทุกข์สุขด้วย เพราฉันรู้สึกว่าทุกรูปทุกนาม ล้วนแต่เป็นที่รักของฉันทั้งสิ้น ฝ่ายเธอนั้นเล่า ดวงวิญญาณของเธอก็เป็นที่รักยิ่งของฉัน งามยิ่ง ดียิ่งของฉัน อีกทั้งใกล้ชิดยิ่งกับดวงใจของฉันด้วย อา! เธอผู้ซึ่งเป็นมารดาแห่งลูกชายของฉัน เธอซึ่งกายได้ร่วมกับกายฉันเพื่อทำให้เกิดความหวังอันนี้ ดวงจิตของฉันเร่ร่อนเหนือแผ่นดินและทะเลทั้งหลายโดยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายอย่างแก่กล้า ดุจนกพิราบซึ่งบินเร็วเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักในไข่ของมันและทุก ๆ ครั้ง มันก็กลับมาสู่รังด้วยปีกซึ่งกระพือด้วยความยินดี และขนซึ่งกระจุกกระจุยเพราะความรัก คืนมาสู่เธอซึ่งงามยิ่งในมนุษยชาติ อย่างเดียวกับฉัน บริสุทธิ์ยิ่ง อ่อนหวานยิ่ง และซึ่งเป็นที่รักของฉันยิ่งกว่าสิ่งอื่น ๆ ทั้งปวง
              
อนึ่งถึงแม้ว่าต่อไปจะมีอะไรมาเป็นขึ้นแก่เรา ขอเธอจงระลึกถึงวัวกระทิงที่ร้อง ธงที่ประดับนิลจินดาซึ่งในฝันของเธอปรากฏว่าปลิวไสวนั้นเถิด แล้วจงมั่นใจเถิดว่า ฉันเคยได้รักเธออยู่เสมอ และฉันยังรักเธออยู่เสมออีก ฉะนั้นสิ่งใดซึ่งฉันแสวงหาสำหรับคนอื่น ฉันก็แสวงหาให้เธอนั่นแหละมากกว่าผู้อื่น แต่ยอดรักจงบรรเทาทุกข์นั้นเสียเถิด โดยนึกว่าในแผ่นดินนี้จะถึงแล้วซึ่งความสันติสุข เพราะความทรมานของเรา แล้วจึงรับเอาสิ่งทั้งปวงซึ่งความรักบริสุทธิ์พยายามแสดงให้ปรากฏว่ายินดี และต้องการอำนวยอวยพรให้จากวงแขนของฉันไปเถิด "จริงอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เล็กน้อย เพราะกำลังของความรักก็อ่อนแอมาก จงจุมพิตที่โอษฐ์ แล้วก็เพราะฉันรักเธอยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายซึ่งฉันก็รักอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว บัดนี้เธอจงอยู่ที่นี่เถิดนะ แม่ยอดรัก! เพราะฉันอยากจะตื่นแล้ว"

              
ดังนั้น พระนางก็บรรทมต่อไป แต่หลับไปด้วยความใคร่ครวญในสุบิน เพราะพอพระนางหลับก็ได้ยินเสียงร้องอีกว่า "กาลเวลาได้มาถึงแล้ว!" ฝ่ายพระสิทธัตถะเมื่อ ผินพระพักตร์จากพระนางก็ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์กำลังส่องแสงโดยลักษณะอย่างดาวหาง และดวงดาราแสงเงินทั้งหลายรายเรียงอยู่ดังได้ทำนายกันแต่บรมโบราณมาแล้ว, ขณะนั้นพระองค์ก็ได้ยินเสียงรำพันว่า
               "
นี่คือราตรีกาล จะเลือกวิถีทางอานุภาพหรือทางแห่งความเมตตา จะเลือกเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชหรือจะจาริกไปโดดเดี่ยว โดยปราศจากมงกุฎและที่พักอาศัยเพื่อช่วยโลกพ้นทุกข์" ครั้นแล้วก็มีเสียงกระพือตามลมมาสัมผัสพระโสตของพระองค์ เป็นเสียงรำพันของปวงเทพดาทั้งหลาย ซึ่งต้องการวิงวอนต่อพระองค์ให้ช่วยทุกข์สัตว์โลกทั้งหลาย เพราะในยามซึ่งพระองค์ชมเวหาอันแจ่มจรัสอยู่นั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระองค์จะไม่ทรงถูกแวดล้อมและระแวดระวังไปด้วยหมู่เทพเจ้าทั้งหลาย

               "
ฉันอยากไปแล้ว" พระองค์ตรัส "กาลเวลาได้มาถึงแล้ว!" ริมโอษฐ์อันนิ่มนวลของเธอนั้นน่ะ แม่เทวีผู้หลับใหลที่รักบังคับให้ฉันประพฤติในทางที่ต้องช่วยมนุษยโลกให้พ้นทุกข์ แต่เราจะต้องพรากจากกัน และภายในความเงียบแห่งเวหาอันนี้ ฉันอ่านดูความเป็นไปของฉันด้วยอักษรอันแวววับ ฉันได้บรรลุถึงซึ่งผลที่สุดแห่งวิถีทาง ซึ่งฉันเดินมาหลายวันและหลายคืนนั้นแล้ว เพราะฉันไม่ต้องการมงกุฎมรกตของฉัน และฉันไม่ยอมรับราชอาณาจักรทั้งปวงซึ่งคอยให้ฉันปกครองด้วยคมดาบของฉัน รถของเราจะไม่หมุนไปโดยล้อซึ่งอาบเลือด โดยมีชัยชนะแล้วมีชัยชนะอีก ประหนึ่งว่าพื้นแผ่นดินนี้มีนามของฉันไว้เป็นที่ระลึกด้วยเลือดสีแดง ๆ ติดอยู่
              
เราพอใจพยายามจะเดินไปตามทางทั้งปวงด้วยเท้าอันบริสุทธิ์ของเรา โดยใช้ฝุ่นธุลีที่เป็นที่นอนและความสันโดษแห่งสถานที่เหล่านั้นเป็นที่อาศัยของเรา แล้วเอาสิ่งที่ไม่มีค่าเสียเลยเป็นเพื่อน ไม่มีเสื้ออื่นนอกจากเศษผ้าที่หยาบ ไม่มีอาหารอะไรอื่นนอกจากอาหารซึ่งคนใจบุญทำทานให้ ไม่มีที่ร่มอะไรนอกจากถ้ำหรือร่มสาขาของไพรพฤกษ์

              
นี่แหละสิ่งซึ่งพึงประสงค์ของฉัน เพราะสรรพเสียงอันอนาถของชีวิต และของสัตว์โลกซึ่งมีชีวิตทั้งปวง ได้แล่นเข้าสู่โสตประสาทของฉันแล้ว และเพราะว่าดวงวิญญาณของฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสารแก่ความแร้นแค้นของโลก ซึ่งฉันจะช่วยให้พ้นทุกข์ หากฉันอาจจะช่วยได้ โดยยอมสละเสียซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ เด็ดขาด และกล้าต่อสู้อย่างจริงจัง
              
เพราะเทพเจ้าองค์ใดเล่า จะเล็กก็ดีหรือใหญ่ก็ดีจะมีสิทธิและความเมตตากรุณาบ้าง ใครบ้างมองเห็นเทพเจ้าเหล่านั้น เทพเจ้าเหล่านั้นได้ทำอะไรบ้างเพื่อช่วยปวงสัตว์โลกทั้งหลายที่เคารพบูชาท่าน เทพเจ้าได้ทำประโยชน์อะไรตอบแทนแก่มนุษย์ซึ่งสรรเสริญวิงวอน เซ่นสรวงด้วยธัญญาหารและน้ำมัน โดยขับร้องด้วยบทกลอนอันเป็นพระเวท ทำการบูชายัญด้วยสัตว์ที่ร้องและดิ้นรน ทำศาลอันงามตระการตาถวายเกื้อหนุนนักบวชและอ้อนวอนวิษณุ ศิวะ สุริยะซึ่งไม่เห็นได้ช่วยใครเลย จนแม้แต่คนที่ควรช่วยที่สุดให้พ้นจากทุกข์ซึ่งพรรณนาในคำสรรเสริญเยินยอและเคารพด้วยความเกรงกลัวทวีขึ้น ๆ ทุกวัน เหมือนควันอันปราศจากค่า เพื่อนมนุษย์ของฉันคนใดบ้างซึ่งอาศัยคำสวดมนต์สรรเสริญแล้วก็พ้นจากความทรมานในความเป็นอยู่

              
ความลำบากอันขมขื่นในความประสงค์ และในความสูญหายสิ่งของที่ตนรัก จากไข้อันเร่าร้อนซึ่งทำให้หวาดหวั่นจากความชราภาพที่ค่อย ๆ ย่องมาพ้องพาน แล้วทำการอันธการให้แก่ความผิดและรูปกาย จากความตายอันขมุกขมัวอันน่าพึงสยอง และจากสิ่งซึ่งจะต้องเป็นไปตามเวลาของวัฏสงสาร แล้วไปเกิดใหม่ในทุกข์ ในความต้องการใหม่อีกซึ่งวนเวียนอยู่ไม่รู้จักสิ้นนั้น พี่สาวหรือน้องสาวของเราคนใดบ้างซึ่งได้รับผลแห่งการถือบวชอดอาหาร หรือการที่ร้องเพลงสรรเสริญบ้าง การที่ถวายนมข้นขาวและใบตุลสี (กะเพรา) นั้น กระทำให้เทพเจ้าองค์ใดบ้างช่วยให้รอดพ้นจากการเจ็บปวดในยามเมื่อคลอดบุตร เปล่าเลย! อาจมีบ้าง เทพเจ้าที่ดี และเทพเจ้าที่ไม่ดี แต่ถึงมีดีไม่ดีก็ล้วนแต่อ่อนแอมากจนไม่สามารถที่จะทำความช่วยเหลืออะไรได้

              
เทพเจ้าเหล่านี้มีทั้งความเมตตาและความทารุณดุร้าย และตกอยู่ในวัฏสงสารแห่งความเปลี่ยนแปลง แล้วผ่านไปสู่ความเกิดความเป็นอยู่ต่อ ๆ ไป อีกเป็นลำดับ เหมือนมนุษย์ทั้งปวง เพราะตามซึ่งพระคัมภีร์ได้กล่าวสั่งสอนไว้นั้นก็ดูเหมือนการถูกต้องแล้ว คือ พอชีวิตเริ่มอุบัติขึ้น จะมีเดิมกำเนิดและมูลเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ดำเนินตามชะตาราสีแห่งความเป็นอยู่ของตน

              
นับแต่ปรมาณูมาเป็นแมลง หนอน สัตว์เลื้อยคลานมาเป็นมัจฉาชาติ เป็นนก เป็นสัตว์ที่มีขน แล้วก็เป็นมนุษย์ เป็นปิศาจ เป็นเทวดา แล้วเป็นเทพเจ้า ครั้นแล้วก็จุติมาเกิดบนแผ่นดินใหม่อีก จนกระทั่งถึงปรมาณู เมื่อเป็นดังนี้เราทั้งหลายเหล่านี้ก็นับว่าเป็นญาติกันกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ทั้งสิ้น หากว่าใครสามารถช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความหมุนเวียนแห่งวัฏสงสารได้แล้ว โลกอันกว้างนี้ก็จะถึงซึ่งความรอบรู้ในเหตุอันพึงกระทำให้ตนรู้จักความสว่าง ความจริงแห่งความโง่เขลา มีความกลัวซึ่งปราศจากเสียงเป็นเงา ความเหี้ยมโหดเป็นผลร้ายแห่งกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป นั่นแหละหากใครสามารถช่วยโลกให้พ้นทุกข์ได้จริงแล้ว

              
วิธีที่จะช่วยนั้นต้องมีอยู่ในโลกนี้แน่นอน! โลกนี้ต้องมีที่พึ่ง! มนุษย์ตายโดยเหตุที่เยือกเย็นเพราะอำนาจของลม จนกระทั่งต่อเมื่อมีผู้สามารถตีหินให้เป็นประกาย ลูกไปแห่งดวงอาทิตย์ซึ่งอบอุ่น ศิลาซึ่งเย็น มนุษย์กินเนื้อกันเอง จนกระทั่งต่อเมื่อมีผู้รู้จักเก็บเกี่ยวข้าวซึ่งเดิมงอกขึ้นเหมือนหญ้าและเดี๋ยวนี้เป็นอาหารซึ่งเลี้ยงชีวิตมนุษย์ได้ ต่างคนต่างทำท่าทางและออกเสียงละล่ำละลัก จนกระทั่งกลายเป็นมีผู้ประดิษฐ์ให้มีศัพท์มีภาษาคำพูดมากขึ้น และนิ้วมือก็สามารถขีดเขียนลายลักษณ์อักษรได้ เป็นบำเหน็จอะไรหนอที่พี่น้องของเราทั้งหลายได้รับมาโดยอาศัยความค้นคว้า

              
การต่อสู้และการพลีซึ่งเป็นเพราะความรัก? หากมนุษย์มีอานุภาพและเคราะห์ดีสมบูรณ์พูนผล มีความสุขและมีความสบาย เกิดมาก็มีผู้แต่งตั้งให้สืบราชสมบัติ ถ้าตนต้องการราชสมบัตินั้น และเป็นจักรพรรดิราช หากมนุษย์คนใดไม่แก่ชราเพราะกรากกรำฉนำกาลที่ทวีมากขึ้น แต่ตั้งแต่ปฏิสนธิแห่งชีวิตของตนก็มีแต่ความสุขสบาย ถึงกระนั้นก็ยังไม่จุใจในรสแห่งกาม ยังคงใคร่และปรารถนาอยู่เสมอ
              
ถ้าหากผู้ใดไม่รู้จักท้อถอยเนื้อเหี่ยวด้วยความชรา และเป็นปราชญ์ผู้ที่มองเห็นทุกข์แต่ก็มีสุขใจในบุญและความเมตตา ซึ่งปะปนอยู่กับความชั่วทั้งปวงในใต้หล้านี้ และมีอิสระที่จะเลือกตามชอบใจในสิ่งใดที่น่ารักยิ่งในโลกนี้ คือเลือกสัตวโลกอันหนึ่งดังตัวเราที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ โดยปราศจากความเศร้าโศก ความต้องการ ทรมานแต่ในความทรมานของผู้อื่น เว้นแต่ความทรมานด้วยเหตุที่เป็นมนุษย์ ถ้าสัตวโลกใดก็ตามมีอะไรต่อมิอะไรที่จะให้แล้ว ให้เพราะมีความรักในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แล้วก็พลีจนแม้แต่ชีวิตของตนเพื่อค้นคว้าหาความจริงสำหรับล่วงรู้ความลับแห่งการช่วยเหลือสัตวโลกให้พ้นทุกข์ โดยความลับนั้นซ่อนอยู่ในขุมนรก หรือในสวรรค์ หรืออยู่ใกล้เราแต่เราไม่รู้ไม่เห็นก็ตาม ในหัวใจของสิ่งใด ๆ ก็ตาม

              
ในที่สุด เมื่อได้พยายามนาน ๆ ไป เราแน่ใจว่า สิ่งที่เป็นฉากป้องปิดความลับต้องเผยให้ปรากฏแก่ตาของมนุษย์ซึ่งคลำอยู่ในความมืด และวิถีทางเดินก็จะเผยออก ณ เบื้องเท้าอันเจ็บปวด แล้วคงจะถึงซึ่งผลที่หวังในขณะเมื่อตนสละความเป็นอยู่ของโลกนี้ อีกทั้งความตายก็จะได้พบผู้ที่มีอำนาจเหนือมัน นี่แหละเป็นสิ่งที่เราเอง ผู้มีราชอาณาจักรที่ต้องสละทิ้ง จะเป็นผู้กระทำ เราอยากทำก็เพราะเรารักราชอาณาจักรของเรา เพราะใจเราเต้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับใจของผู้ซึ่งทรมาน จะเป็นผู้ที่รู้จักก็ดีหรือไม่รู้จักก็ดี สัตวโลกซึ่งอักโขผู้เป็นของเรา หรือซึ่งต่อไปจะกลายเป็นของเรา และจะได้รับความช่วยเหลือให้พ้นจากกองทุกข์โดยการสละเสียซึ่งเรายอมประพฤติให้เขาบัดนี้

              
โอ! ดาราซึ่งเป็นเครื่องแนะนำเรา เรายอมนำตนไปประพฤติแล้ว! โอ! ธรณีอันเศร้าหมอง สำหรับเจ้าและสิ่งซึ่งอยู่เหนือทรวงของเจ้า เรายอมสละความหนุ่มแน่นของเรา ราชบัลลังก์ของเรา ความสนุกร่าเริง ทั้งทิวาอันรุ่งโรจน์ และราตรีอันสุขของเรา พระราชวังอันเกษมศานต์ของเรา และจากวงแขนของพระนาง แม่กัลยาณีผู้เป็นเทวีสุดสวาทของเรา ซึ่งเรายังอาลัยยิ่งในการที่พรากไปยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง! แต่เธอนี้ก็เหมือนกัน เราต้องช่วยเธอ พร้อมกันกับที่ช่วยโลก และผู้ที่ซึ่งดิ้นรนอยู่ในคัพโภทรของเธอ คือลูกของเรา บุปผาที่ซ่อนซึ่งเกิดขึ้นเพราะความปฏิพัทธ์ของเรา ซึ่งทำให้ท้อต่อความตกลงใจของเรา ถ้าเรายังรอเพื่ออวยพรเขา "โอ! แม่เทวีที่รักของฉัน! ลูกของฉัน! พระราชบิดาของฉัน! อาณาประชาราษฎรของฉัน! ท่านจำเป็นต้องอดรนทนโศกาลัยไปพักหนึ่งก่อน เพื่อประทีปจะได้โชติช่วงชัชวาลขึ้นแล้ว สัตวโลกทั้งหลายก็ตะได้เรียนธรรมวินัย บัดนี้ฉันได้ตกลงใจแล้ว ฉันจะออกเดินทาง และจะไม่กลับก่อนกาลที่ฉันได้พบสิ่งที่ฉันค้นมานั้นแล้ว หากว่าการค้นหาย่อมเป็นไปด้วยศรัทธาและความพยายามของฉันจะสามารถสำเร็จได้"


              
ครั้นแล้วพระองค์ก็ทอดสายพระเนตรแห่งการร่ำลาอย่างสุดแสนอาลัยไปสู่ดวงพักตร์ของพระนางซึ่งกำลังหลับอันยังชุ่มโชกอยู่ด้วยพระอัสสุชลซึ่งทรงกันแสง แล้วพระองค์ก็ค่อย ๆ วัดเฉวียนเวียนรอบที่บรรทม ๓ ครั้ง โดยความเคารพประหนึ่งว่าเคารพต่อพระแท่น พลางประณมพระหัตถ์เหนือหทัยซึ่งปั่นป่วน "ไม่มีวันที่เราจะได้มานอนที่นี่อีกแล้ว" พระองค์ตรัสแก่พระองค์เอง แล้วพระองค์ก็อยากจะเสด็จออกไปถึง ๓ ครั้ง แต่ทั้ง ๓ ครั้งนั้นเอง พระองค์ก็ต้องเสด็จกลับ ทั้งนี้เพราะความงามของพระนางยโสธรานั้นยอดยิ่ง และความรักของพระองค์ซึ่งมีอยู่แก่พระนางก็เหลือล้น จนพระองค์ต้องเอาฉลองพระองค์คลุมพระเศียรแล้วกลับดำเนินเปิดม่านเสด็จออกไป


              
เมื่อเสด็จออกมาแล้วก็ทอดพระเนตรเห็นนางสาวสนมทั้งปวงกำลังนอนหลับอยู่เดียรดาษประดุจดอกปทุมชาติที่นิ่งอยู่เหนือน้ำมีนางคุงคะและโคตมีทั้งสองซึ่งประหนึ่งดอกปทุมฝาแฝดที่พึ่งแย้มกลีบนอนอยู่ข้างเคียงนางอื่น ๆ ที่เป็นคล้าย ๆ ใบอันเขียวชอุ่มน่าเอ็นดู เมื่อทอดพระเนตรเห็น พระองค์จึงตรัสว่า
               "
เจ้าสวยมากทีเดียว นางสุดสวาททั้งหลาย กระทำให้เราพรากจากเจ้าไปได้ยากเสียนี่กระไร แต่ถ้าเราไม่พรากจากเจ้าซึ่งไม่มียาแก้และความมรณะซึ่งหลีกไม่พ้นไม่มีพ้นด้วยกันทั้งสิ้น แม้เจ้าทั้งหลายนี้มีการหลับเป็นการพักผ่อนก็ดี แต่เจ้าก็ต้องตายอยู่ดี ก็เมื่อดอกกุหลาบคายแล้ว รสกลิ่นและความงามไปอยู่ที่ไหนหนอ? เมื่อตะเกียงดับแล้ว เปลวไฟไปอยู่เสียที่ไหน?
               "
โอ! ในราตรีนี้จงดลความหนักให้แก่หนังตาและตรึงตราริมฝีปากของเขาเหล่านี้ด้วย เพื่ออย่าให้มีการร้องไห้ มีเสียงแสดงอาลัยโดยภักดีมายับยั้งการออกเดินทางของเราได้ เพราะถ้าบรรดานางสาวศรีเหล่านี้ยิ่งกระทำความสำราญให้แก่ชนมชีพของเรามากขึ้นตราบใด ความขื่นขมก็จะยิ่งมีอยู่ในใจที่จะให้เห็นไปว่า เขา(คือสตรีทั้งหลายเหล่านี้) กับตัวเราเองอีกทั้งธรรมชาติอื่น ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดำรงอยู่ในชนมชีพของตน เหมือนต้นไม้ซึ่งเกิดขึ้นในฤดูอบอุ่นกรากกรำฝน หิมะและความหนาว แล้วก็เต็มไปด้วยใบที่ตาย เพื่อเกิดใหม่ซึ่งบางทีจะเกิดในฤดูอบอุ่นหน้านั้นอีก หรือมิฉะนั้นก็ถูกตัดด้วยคมแห่งขวานเสียดังนี้ก็มี
              
เราไม่ต้องการให้เป็นดังนี้ เราซึ่งมีชนมชีพอยู่ในมนุษยโลกนี้ เป็นชนมชีพแห่งเทพเจ้า! เราไม่ต้องการเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลาที่มุนุษย์ยังคร่ำครวญอยู่ในความมืด ฉะนั้น ลาก่อนนะมิ่งมิตรทั้งหลาย! ในระหว่างที่ชีวิตของเรายังทำประโยชน์ได้ เราก็ทำ เราจึงไปเพื่อแสวงหาทางที่จะช่วยเหลือให้พ้นทุกขเวทนา และหาความสว่างที่ยังไม่ปรากฏ ณ บัดนี้"


              
ครั้นแล้วพระสิทธัตถะก็ค่อย ๆ เสด็จผ่านมาในท่ามกลางแห่งสตรีสาวทั้งปวงซึ่งกำลังหลับ เมื่อพ้นแล้วก็มาบรรลุถึงในท่ามกลางแห่งราตรีกาล ซึ่งมีดวงตา คอดาราแจ่มจรัสทั้งหลายมองดูพระองค์ด้วยความรัก และลมก็โชยเฉื่อยฉิวมาต้องชายฉลองพระองค์อยู่ไหว ๆ ปวงบุปผชาติซึ่งจีบกลีบในยามทิวาวารก็แย้มกลีบนั้นออกเพื่อส่งกลิ่นหอมด้วยเกสรสีกุหลาบและแดงเข้ม ณ ทุ่ง ตั้งแต่ภูเขาหิมาลัย จนกระทั่งถึงทะเลแห่งประเทศอินเดียก็ให้บังเกิดความสะเทือนเหมือนหนึ่งว่า ดวงวิญญาณของแม่พระธรณีสนั่นหวั่นไหว โดยมีหวังในสิ่งอะไรอย่างหนึ่งซึ่งยังไม่ปรากฏ อนึ่งพระคัมภีร์ซึ่งพรรณนาพระประวัติของพระพุทธเจ้าของเรายังกล่าวอีกว่า มีเทพดุริยางค์บรรเลงทางทิศตะวันออกและตะวันตก โดยหมู่เทวดาซึ่งเปล่งปลั่งด้วยรัศมี ทำให้ราตรีกาลและเวหามีแสงสว่าง และชื่นบานทั้งทิศเหนือและทิศใต้


              
ยิ่งกว่านั้น ท้าวจตุโลกบาลก็เรียงเป็นแนวแถวละสองลงมาสู่พระทวารแห่งพระราชวัง พร้อมด้วยหมู่ทวยเทพอันเปล่งปลั่งซึ่งมนุษย์แลไม่เห็น มีอาวุธ คือ นิล เงิน ทองและไข่มุก ประณมมือ ชุ่มชื่นด้วยองค์พระสิทธัตถะราชกุมารแห่งอินเดีย ซึ่งพระเนตรชุ่มโชกไปด้วยพระอัสสุชล ทอดดูหมู่ดารา และมิได้เผยริมฝีพระโอษฐ์ ทรงมุ่งแต่ในพระหฤทัยรำพึงถึงความรักสรรพสัตว์อันใหญ่ยิ่ง

              
พระองค์ทรงย่างเข้าสู่ที่มืดแล้วร้องว่า "นายฉันนะ ลุกขึ้นเถิด แล้วจูงกัณฐกะออกมา"
               "
พระองค์มีพระประสงค์อะไร!" นายม้าต้นทูลถาม พลางค่อย ๆ ลุกขึ้นจากที่ซึ่งเขานอนอยู่เคียงข้างประตู "จะเสด็จทรงม้าไปในเวลาค่ำคืน ในยามซึ่งวิถีทางทุกแห่งกำลังมืดอยู่อย่างนี้หรือพะยะค่ะ"
               "
พูดค่อย ๆ เถิด" พระสิทธัตถะตรัส "จงนำม้าของฉันออกมา เพราะถึงเวลาซึ่งฉันต้องพรากจากที่คุมขังอันอร่ามเรือง ที่ใจของฉันเห็นว่าเหมือนติดกรงนี้แล้ว เพื่อจะได้ไปพบความจริงซึ่งฉันจะไปหาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับความพ้นทุกข์ภัยแห่งมนุษย์ทั้งหลาย จนกว่าจะได้ค้นพบ" 
               "
น่าประหลาด! พระองค์ผู้เป็นที่รักของข้าพระพุทธเจ้า" นายฉันนะทูลสนอง "มิเป็นการไร้ประโยชน์แล้วหรือ ซึ่งบรรดาปราชญ์และฤาษีผู้สังเกตดูดาว แล้วกล่าวให้เราคอยเวลาซึ่งพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะจะครองมหาอาณาจักร และจะเป็นราชาแห่งราชาทั้งหลายนั้น (พระเจ้าจักรพรรดิราช) พระองค์อยากเสด็จโดยทอดทิ้งโลกและราชสมบัติอันมโหฬารให้พ้นจากพระราชอำนาจของพระองค์ เพื่อไปถือกะลาอย่างคนขอทานเช่นนั้นหรือ พระองค์อยากเสด็จไปหาที่ว่างงเวิ้งอันเร่าร้อนดังนั้นหรือ พระองค์ผู้มีเมืองสวรรค์แห่งความเกษม ศานต์อยู่ที่นี่"


              
พระสิทธัตถะตรัสตอบว่า "ความว่างเวิ้งนั่นแหละที่ฉันต้องการ ไม่ใช่ต้องการราชบัลลังก์ ราชสมบัติที่ฉันต้องการมีค่ายิ่งกว่าราชอาณาจักร และสิ่งทั้งหลายที่อยู่ใต้อำนาจแห่งความชราและมรณะ จงนำกัณฐกะมาให้ฉันเถิด"

               "
พระองค์ผู้ทรงเกียรติยศยิ่ง" นายม้าต้นกราบทูล "ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงความเศร้าโศกของพระราชบิดาของพระองค์เถิด จงทรงคิดถึงความโศกาดูรของผู้ซึ่งพระองค์ได้ร่วมสันติสุขเกษมศานต์ยิ่งกว่าใคร ๆ นั้นเถิด! พระองค์จะช่วยได้อย่างไร เมื่อพระองค์มาเริ่มทอดทิ้งเสียแล้วดังนี้"

              
พระสิทธัตถะตรัสตอบว่า "เพื่อนเอ๋ย เป็นความรักที่ผิดแท้ที่ไปผูกพันกับสิ่งที่ตนรัก เพื่อให้ได้ความสนุกสนานแต่ตัวเองโดยตรง แต่ฉันเองซึ่งรักพระราชบิดาและแม่เทวีพระนางของฉันยิ่งกว่าความสนุกรื่นเริงของฉันเอง ทั้งยิ่งกว่าความสนุกรื่นเริงของพระราชบิดาและแม่เทวีด้วย ฉันต้องออกเดินทางไปเพื่อช่วยท่านเหล่านี้กับสัตวโลกอื่น ๆ ทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ หากแหละความรักอันแรงกล้านั้นสามารถบันดาลให้สำเร็จได้ ไปเถิด ไปนำกัณฐกะมาให้ฉัน"

              
นายฉันนะจึงทูลว่า "พะยะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าจะไปจัดนำมาถวาย" ทูลแล้วก็ไปสู่โรงม้าด้วยอาการอันเศร้าโศก หยิบเอาขลุมเงิน บังเหียน สายรัดทึบ สายคางจากที่เก็บ รัดสายรัด ติดห่วง และจูงกัณฐกะออกมา แล้วผูกกับห่วง แปรงและผูกเครื่อง พลางลูบเล้าถูกายอันขาวเหลือบดุจไหม เอาพรมสี่เหลี่ยม (นูมดา-พรมสำหรับรองอานม้า) ปูหลังและวางอานอันงามลง รัดสายรัดทึบประดับนิลจินดา สวมซองหางข้างท้ายผ้ารัดหลัง เอาโกลนทองคำแกะเป็นลวดลายลงทั้งสองข้าง ครั้นแล้วก็คลุมกายทั้งมวลด้วยผ้าร่างแหไหมสีทองเหลือบประดับไข่มุก แล้วพาอัศวอาชาไนยอันงามนั้นมาสู่ทวารพระราชวังซึ่งพระสิทธัตถะทรงรออยู่ และม้านั้นโดยยินดีที่เห็นพระองค์ ก็ร้องขึ้นอย่างร่าเริงพลางกระทำอาการกิริยาด้วยจมูกอันเบ่ง


              
นอกจากนี้ในพระคัมภีร์ยังกล่าวอีกว่า ถ้าหากปวงเทวาไม่ช่วยบันดาลปิดโสตประสาทของผู้ที่หลับเหล่านั้นเสียเพื่อป้องกันไม่ให้ได้ยินแล้ว แน่นอนทีเดียว ทุก ๆ คนจะได้ยินเสียงร้องของกัณฐกะอัศวราช กับเสียงคุ้ยเขี่ยด้วยเท้าซึ่งสวมด้วยเกือกเหล็ก

              
พระสิทธัตถะประคองเศียรอันสง่าของกัณฐกะ ลูบคลำคออันเหลือบแล้วตรัสว่า "นิ่งเสียเถิดกัณฐกะขาวที่รัก นิ่งเสียเถิด จงพาฉันไปในระยะอันห่างไกล ซึ่งไม่เคยมีอัศวนึกคนใดเคยไปถึง เพราะคืนนี้ฉันออกไปหาเพื่อความจริง ความจริงซึ่งฉันยังรู้ไม่ได้ว่าการแสวงหาของฉันจะสุดสิ้นลงที่ไหน ขอแต่อย่าให้สุดสิ้นลงก่อนที่การแสวงหาของฉันจะได้บรรลุถึงสัมฤทธิผลเท่านั้น ฉะนั้นจงร่าเริงและว่องไวเถิด ม้าที่รักของฉัน และขออย่าให้มีสิ่งใดอาจมาขัดขวางวิถีทางของเจ้าได้จนแม้แต่ดาบตั้งพันเล่มมากีดขวางทางของเจ้าอยู่ อีกทั้งกำแพงทั้งหลุมก็อย่าให้อาจมากีดกั้นทางไปของเราได้

              
จงฟังถ้าฉันกระตุ้นสีข้างของเจ้าเข้าแล้วร้องว่า "ไปเถิด กัณฐกะ! ก็จงไปให้เร็วยิ่งกว่าลมหวน และจงทำให้เหมือนไปกับลม ในการอาสาเจ้าของเจ้านะม้าเอ๋ย ถ้าดังนี้ก็นับว่าเจ้าจะได้มีส่วนกับเจ้าของของเจ้าในบุญบารมีแห่งกิจซึ่งสามารถช่วยโลกให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะว่าการที่ฉันออกไปนี้ไม่เพียงแต่สำหรับช่วยเฉพาะมนุษย์ แต่ยังจะสำหรับช่วยบรรดาสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่พูดไม่ได้ ที่มีส่วนความลำบากด้วยกับเรา และไม่มีความหวัง ทั้งก็ไม่มีความฉลาดพอที่จะขวนขวายหาความหวังนั้นด้วย"


              
เมื่อตรัสเสร็จแล้ว พระองค์ก็ค่อย ๆ เสด็จขึ้นไปประทับเหนืออานลูบคลำผมอันงาม กัณฐกะจึงวิ่งถลาจนเท้าซึ่งสวมเหล็กกระทำให้เกิดเป็นประกายเพลิงและทำให้เหล็กบังเหียนมีเสียง แต่ก็หาทำให้ผู้ใดได้ยินเสียงเหล่านี้ไม่ เพราะเทวสุทธัส (แปลว่า "ผู้บริสุทธิ์" เป็นชื่อของบุคคลชั้นสูง หรือ อริยะ) ซึ่งลงมาแห่ห้อมพระองค์เก็บดอกโมคราสีแดง (ดอกไม้เถาในป่าอินเดีย) แล้วก็โปรยโรยไปตามวิถีทางที่เสด็จไป และเอาพระหัตถ์ซึ่งมองไม่เห็นกุมเสียงดังของบังเหียนและสายโซ่

              
พระคัมภีร์ยังกล่าวอีกว่า เมื่อเสด็จถึงพระลานใกล้พระทวารใน มีอสูรนำผ้าวิเศษมารองรับเท้าของอัศวราช แล้วกุมกันมิให้เสียงฝีเท้าดังออกมาได้

              
ครั้นถึงประตูสัมริด ๓ ชั้น ซึ่งมีคนยาม ๑๐๐ คน เปิดปิดแทบไม่ออกนั้นก็ค่อย ๆ เปิดออกเองอย่างเงียบ ๆ แม้ตามธรรมดาเมื่อเปิดหรือปิดแล้ว ประตูนั้นก็ย่อมดังก้องกังวานไปในระยะ ๒ ก๊อสส์ (มาตราวัดของอินเดีย ก๊อสส์หนึ่งประมาณระยะ ๘๔๐ วา) ดุจเสียงฟ้าร้อง เพราะเสียงระฆังและโซ่อันหนักแห่งประตูนั้น

              
ประตูอันมหึมาด้านกลางและด้านนอกเปิดออกเองอย่างเงียบ ๆ ดุจประตูแรก ในเมื่อพระสิทธัตถะและราชอาชาไนยจะใกล้ถึงฝ่ายกองรักษา ทั้งนายและพลทหารซึ่งรายเรียงเข้าวิถีทางก็แน่นิ่งประดุจคนตาย พลางปล่อยหอกดาบและโล่เขนเสีย เพราะตามวิถีทางของพระองค์ที่เสด็จไปนั้น มีลมซึ่งทำให้นอนหลับได้ยิ่งกว่าลมแห่งทุ่งมัลลวะ (เป็นชื่อจังหวัดหนึ่ง ในแว่นแคว้นอินเดียซึ่งเป็นที่ปลูกต้นไม้ชนิดหนึ่งใช้ทำฝิ่น) อันง่วงเหงาและหลับใหลทั่วทิศานุทิศ ดังนี้แหละซึ่งพระสิทธัตถะกับราชอาชาไนยและนายฉันนะจึงออกจากพระราชวังไปได้อย่างง่ายดาย

              
เมื่อดาวกัลปพฤกษ์จวนรุ่ง ขึ้นอยู่ทางบูรพาทิศห่างขอบฟ้าประมาณครึ่งหอก และลมเฉื่อยเวลาเช้าเริ่มพัดเหนือพระธรณีกระทำให้แม่น้ำอโนมาซึ่งใช้เป็นเขตขัณฑเสมาอาณาจักรเกิดเป็นละออง พระสิทธัตถะจึงลดบังเหียน ทรงกระโดดลงยังพื้นดิน และเมื่อทรงถอดเศวตกัณฐกะตรงหว่างหูแล้วก็ตรัสแก่นายฉันนะว่า "ตามที่เธอได้ทำมาแล้วนี้ จะเป็นกุศลโชคแก่เธอและสัตวโลกทั้งปวง จงแน่ใจเถิดว่า ฉันรักเธอเสมอ เพราะความกตัญญูซึ่งเธอได้แสดงให้ปรากฏแล้วแก่ฉัน จงพาม้าของเธอกลับไปเถิด และเอาสร้อยไข่มุกและเครื่องทรงของฉันซึ่งบัดนี้ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ฉันแล้ว เข็มขัดประดับมณีวิเศษ ดาบและกองเกสาซึ่งฉันตัดจากเศียรเกล้ากับอาวุธอันคมกริบนี้ไปด้วยเพื่อถวายให้แก่พระราชบิดาทั้งหมด

              
และกราบทูลว่า "สิทธัตถะขอให้พระองค์ทรงลืมสิทธัตถะ จนกว่าสิทธัตถะจะกลับมาพร้อมด้วยเกียรติคุณอันทศทวี ได้สำเร็จซึ่งราชวิทยาการโดยอาศัยการเสาะแสวงอย่างโดดเดี่ยว และการต่อสู้ของพระองค์เพื่อหวังประทีป คือแสงสว่าง" และจงทูลพระองค์ว่า "ถ้าฉันได้บรรลุถึงความสว่างที่ว่านี้แล้ว โลกทั้งมวลก็จะเป็นของฉัน เพราะเห็นแก่กิจอันสำคัญที่ฉันบำเพ็ญให้เขา เป็นของฉันโดยความรัก เพราะความหวังของมนุษย์ย่อมสำเร็จได้ แต่เมื่อหวังพึ่งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นเอง และไม่มีใครเลยที่แสวงหาความหวังเพื่อให้ผู้อื่นได้พึ่งดังที่ฉันต้องการแสวงหา คือฉันซึ่งยอมสละโลกีย์เพื่อช่วยโลกนี้" 


ปริเฉทที่ ๕
ทุกรกิริยากถา
(พระมหาบุรุษทรงกระทำทุกรกิริยาู้) 


            

               โดย รอบพระนคราชคฤห์ มีป่าไม้ห้อมล้อมไปด้วยภูเขา ๕ ลูก ซึ่งเป็นขอบเขตอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสาร ภูเขา ๕ ลูกนี้คือ เขาไพภาระ เขียวชอุ่มไปด้วยป่าหวายซึ่งมีรสสุคนธ์และต้นตาล เขาพิปุลล์ ซึ่ง ณ เชิงเขานั้นมีต้นน้ำสารสูติไหลเร็วจนเป็นฟอง เขาตโปวันอันร่มรื่นและมีบึงใหญ่หลายบึง แลดูน้ำขมุกขมัว มีเงาผาสีดำ และมีลำธารไหลจากยอดเขาลงมาสู่พระธรณี ณ ทิศใต้ก็ดูตระหง่านด้วยเขาไศลาคิรี สำนักแห่งหมู่แร้ง
               และทางทิศตะวันออก คือเขารัตนคีรี เขาแห่งเพชรนิลจินดา มีวิถีทางขรุขระสายหนึ่ง ดาษไปด้วยหินซึ่งสึกหรอด้วยการเดินแห่งเท้า และซึ่งผ่านไปสู่ไร่หญ้าฝรั่นและป่าไผ่เป็นหย่อม ๆ เบื้องใต้แห่งต้นมะม่วงซึ่งมีกิ่งสาขาเป็นร่มและต้นพุทรา ใกล้กับก้อนศิลาสีเทาและหินอ่อนขาวดุจน้ำนม ก้อนศิลาชันและพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้ป่า เป็นทางไปประจวบกับไหล่เขาทางทิศตะวันตก ซึ่งมีถ้ำอยู่หนึ่งปกคลุมด้วยต้นมะเดื่อป่าชะโงกออกมา ที่นั่นแหละ ท่านผู้สัญจรไปมาท่านจงถอดรองเท้าของท่านออก และน้อมเศียรท่านลง เพราะในโลกนี้ไม่มีที่ไหน ๆ ซึ่งประเสริฐและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าที่นั่นแล้ว
 

               ณ ที่นั้นแหละเป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าของเราเคยประทับอยู่ โดยทรงทรมานตรากตรำอยู่ตลอดฤดูร้อนอันอบอ้าว และฝนห่าใหญ่ แสงอรุณและอากาศอันเยือกเย็น เพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากกองทุกข์ โดยทรงคลุมพระองค์ด้วยพระภูษาเหลือง(เป็นสีที่นักบวชภิกขาจารเลือกใช้) เสวยพระกระยาหารอย่างเลวดุจยาจก ซึ่งสุดแต่จะมีผู้ศรัทธาถวายหรือไม่ กลางคืนก็บรรทมเหนือหญ้าโดยปราศจากที่ร่ม สันโดษเดี่ยวอยู่แต่ลำพังพระองค์ 

               ฝ่ายหมู่สุนัขจิ้งจอกซึ่งยังไม่นอน ก็เห่าหอนโดยรอบถ้ำของพระองค์ หรือมิฉะนั้นเหล่าเสือหิวก็คำรามก้องอยู่ในป่าละเมาะ ที่นั่นแหละพระองค์ผู้ซึ่งมนุษยโลกบูชาประทับอยู่ทั้งกลางคืนและกลางวัน โดยสละพระวรกายซึ่งควรรับแต่ความสันติสุข มาถือการอดพระกระยาหาร และอดบรรทมเป็นเวลายืดยาวเพื่อสงบพิจารณาด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ นานจนในระหว่างซึ่งพระองค์กำลังประทับตรึกตรองพิจารณานิ่งแน่แม้นเหมือนดังศิลาอยู่นั้น มีกระรอกกระโดดไปบนพระชานุของพระองค์บ้าง มีไก่นา(นกชนิดสีเหลือง มีลายคล้ายไก่นา) ที่เปรียวมาฟักฟองในระหว่างพระบาท และมีนกพิราบป่ามาคอยกินเมล็ดข้าวในบาตรซึ่งตั้งอยู่เคียงข้างพระหัตถ์ของพระองค์บ้าง 

               พระองค์ทรงรำพึงพิจารณาอยู่ดังนี้ ตั้งแต่เที่ยงวัน คราเมื่อความร้อนเผาพื้นธรณีให้ระอุ และกำแพงและศาลปูชนียสถานมีประกายแวววับ ในท่ามกลางอากาศร้อน จนกระทั่งถึงดวงอาทิตย์อัสดงคตโดยไม่ทรงสังเกต แม้แต่ดวงสุริโยทัยอันอร่ามเรืองซึ่งหมุนอยู่ในเวหา หรือแม้แต่เวลาสายัณห์ซึ่งตกไปอย่างรวดเร็ว และฉายแสงสีแดงเข้มเหนือทุ่งอันราบรื่น จนแม้แต่ยามสงัดหรือเหล่าดาราทั้งหลายปรากฏขึ้นมาแม้แต่สียงกลองในเมืองอันกึกก้อง แม้แต่เสียงร้องของนกฮูก และการต่อสู้ใด ๆ ทั้งปวงในราตรีกาลเลย เพราะพระองค์กำลังผูกพระทัยพระองค์ในการที่จะใช้วิจารณญาณอย่างเข้มงวดของพระองค์ เพื่อจะได้ทรงประจักษ์สภาพความเป็นจริงอันอเนกประการแห่งความเป็นอยู่ทั้งปวง 

               พระองค์ได้ประทับอยู่ดังนี้จนกระทั่งถึงกาลเที่ยงคืน ซึ่งธรรมชาติทุกอย่างบนธรณีสงบตนสิ้นแล้ว เว้นแต่สัตว์กลางคืนซึ่งเลื้อยคลานและร้องในป่ารก เสมือนดังความกลัวและความแค้น และตัณหา ความตระหนี่ ความโกรธ ซึ่งคลุกคลีอยู่ในป่าทึบแห่งความไม่รู้ของหมู่มนุษย์ ครั้นแล้วพระองค์ก็บรรทมเฉพาะชั่วเวลาพระจันทร์โคจรไปเหลือ ๑ ใน ๑๐ ของระยะทางจวนจะสิ้นสุดแห่งราตรี แล้วก็ทรงตื่นแต่เช้ามืด ประทับรำพึงเพียรต่อไปเหนือพระแท่นหิน ในเวลาที่ยังขมุกขมัวอยู่พลางพิจารณาพื้นแผ่นดินซึ่งสงบเงียบ ด้วยดวงพระเนตรอันขะมักเขม้นและความคิดซึ่งผูกพันในสัตวโลกซึ่งที่มีชีวิตทั้งปวง คราเมื่อเหนือทุ่งก็บังเกิดเสียงเคลื่อนไหว ในเวลาเช้าซึ่งปลุกให้ปวงชนทั้งหลายตื่น และทางเบื้องบูรพาทิศก็ปรากฏจุดรัศมีมหัศจรรย์แห่งวันใหม่ กล่าวคือในชั้นต้นมีแสงขมุกขมัวยิ่งประหนึ่งว่าราตรีกาลนั้นจะไม่สำเหนียกเสียงในเวลาแรกอรุณ 

               แต่ภายในไม่ช้า ก่อนที่ไก่ป่าขัน ๒ ครั้ง กระแสแสงเงินก็แผ่กว้าง และแจ่มจำรัสขึ้นทุกทีก็ปรากฏขึ้น สูงเทียมดาวประจำเมืองซึ่งถูกกลบเกลื่อนไปในห้วงสีเงินนั้น เกิดเป็นสีทองอ่อน ๆ ถูกปกคลุมด้วยหมอกอันสูงสุด ส่องแสงสว่างสีทอง ย้อมขอบเมฆหมอกเป็นสีขมิ้น สีแดงเข้ม สีกุหลาบ และสีม่วง ครั้นแล้วฟ้าก็กลายเป็นสีเขียวสดใสและเมื่อฟ้านั้นเปล่งปลั่งไปด้วยรัศมีแห่งแสงสว่างแล้ว ราชาแห่งชีวิต(พระอาทิตย์)ก็โคจรออกมาเปล่งรัศมีเต็มที่ 

               ครั้นแล้วพระมหาบุรุษของเรา ซึ่งทรงกระทำอย่างฤาษีก็กระทำความเคารพดวงอาทิตย์ซึ่งปรากฏออกมานั้น, และเมื่อได้ทรงชำระพระวรกายแล้ว ก็เสด็จเข้าสู่ในเมืองโดยทางที่คดเคี้ยว และโดยอาการอย่างฤาษีรูปหนึ่ง พระองค์ก็เสด็จไปตามถนนต่าง ๆ มีบาตรอยู่เหนือพระหัตถ์สำหรับรับอาหารเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นแก่การยังชีพ 

               ในไม่ช้าไม่นานเท่าใด บาตรของพระองค์ก็เต็ม เพราะพลเมืองมากมายต่างร้องเชิญว่าเชิญพระองค์มารับอาหารจากที่นี่เจ้าข้าและ จงมารับข้างนี้ด้วยต่างคนต่างสังเกตเห็นพระวรพักตร์อันมีบุญบารมี และดวงพระเนตรอันคมคายของพระองค์
ฝ่ายสตรีผู้มีอายุ เมื่อแลเห็นพระองค์เสด็จผ่านมา ก็บอกให้ลูกหลานจูบพระบาทและเอาหน้าผากแตะขอบพระภูษาพระองค์ หรือเอาหม้อวิ่งไปใส่น้ำนมกับขนมจนเต็มนำไปถวาย
 

               เมื่อพระองค์ผ่านไปทุกครั้งด้วยพระจรรยาอันน่าเคารพและสงบเสงี่ยม กอปรด้วยพระจรรยาอันมีเมตตาคุณอย่างยอดเยี่ยม เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยในเพื่อนมนุษย์ซึ่งพระองค์ทรงทราบแต่เพียงว่าเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน บางทีก็มีดวงเนตรอันดำของนางสาวอินเดียบางคนมองดูด้วยความพิศวงและโดยความยินดีโดยปัจจุบัน แล้วตะลึงแลดูความสง่างามของพระองค์ด้วยอาการเสมือนหนึ่งว่า หล่อนกำลังเห็นความฝันอันสำราญบังเกิดเป็นความจริง แล้วความปรีดิ์เปรมก็พลันอุบัติขึ้นในดวงกมลของนาง 

               แต่ฝ่ายพระองค์ก็เสด็จผ่านไปพร้อมด้วยบาตรและพระภูษาเหลืองของพระองค์ ทรงตอบแทนทานอันมีผู้เต็มใจถวายซึ่งพระองค์ทรงรับมานั้นด้วยพระพรอันอ่อนหวาน แล้วก็เสด็จกลับคืนยังภูผาศิลาอาสน์อันวิเวกเพื่อประทับกับนักบวชอื่น ๆ แล้วฟังเขาเหล่านั้น ถามเขาเหล่านั้นในปรัชญาและในวิถีทางที่จะให้บรรลุปรัชญานั้นด้วย 

               ที่กลางทางซึ่งสงบเสงี่ยม ด้วยความร่มรื่นของรัตนคีรี ทางเหนือของพระนคร แต่เบื้องใต้แห่งถ้ำเป็นที่อาศัยอยู่ของหมู่ชนซึ่งเชื่อถือว่า กายเป็นศัตรูของวิญญาณ และเนื้อเป็นเหมือนสัตว์ที่ต้องจำโซ่ตรวน และต่อสู้กับความทรมานอันร้ายกาจจนกระทั่งความรู้สึกในความเจ็บปวดสิ้นสูญไป และซึ่งกระทำความทรมานแก่เส้นประสาทของตนดุจการกระทำของเพชฌฆาต 

               จำพวกมนุษย์เหล่านี้ คือโยคีพรหมจารี ภิกขุ (โยคี คือผู้หนึ่งที่บำเพ็ญ โยคะ หรือนัยหนึ่งมวลบัญญัติต่าง ๆ และหลักเกณฑ์หลายซึ่งนำไปสู่ปรัชญาอันสมบูรณ์<ความรู้จริง> โดยทำลายอำนาจภายนอกซึ่งมีอยู่เหนือวิญญาณ และทำลายความรู้สึกของบุคคลโดยสภาพแห่งพรหมจารี เป็นพวกใจบุญในสกุลพราหมณ์ ภิกขุเป็นพวกที่ปฏิญาณตนงดเว้นจากกิจปฏิบัติ ๓ ประการ คือความสนุกสนาน ความมั่งคั่ง และความเพลิดเพลิน ทั้งนี้เพื่อจะได้ภาวนาหาความสงบระงับโดยแท้จริงและเพื่อทำลายเสียซึ่งความอยาก ความกลัวและความหยิ่ง) เป็นจำพวกเศร้าและซูบซึ่งอยู่สันโดษ บ้างเหยียดแขนทั้งคู่ขึ้นข้างบนทั้งกลางคืนและกลางวัน จนกระทั่งถึงรูปกายปราศจากเลือดเนื้อ ซูบซีดด้วยพยาธิ ข้อกระดูกและอวัยวะ ง่องแง่ง ทุพพลภาพเห็นเด่นชัดอยู่ที่บ่าอันเหี่ยวแห้ง เหมือนดังกิ่งไม้ซึ่งตายติดอยู่บนต้นของมัน 

               บ้างก็กำมือของตนไว้แน่น นานแล้วนานเล่าและด้วยอาการกิริยาอย่างทิฏฐิมานะ น่าพึงสยองจนเล็บอันแหลมคมทะลุไปตามฝ่ามือซึ่งเปื่อยเน่า บ้างก็เดินด้วยรองเท้าอันมีตะปู บ้างก็กรีดอก กรีดหน้าผาก กรีดซี่โครงกับหินคม หรือลนลวกตนเองด้วยเพลิง ทิ่มแทงตัวเองด้วยหนามป่าและปลายเหล็กแหลม ถูทากายตนด้วยโคลนและขี้เถ้า นอนบนสิ่งโสโครก และพันสะเอวตนเองด้วยเศษผ้าซึ่งเก็บมาจากซากศพ บ้างอาศัยอยู่ ณ ที่สกปรกซึ่งใช้เป็นที่เผาศพ และดำรงตนอยู่เป็นเพื่อนกับซากศพ ห้อมล้อมไปด้วยนกแร้งซึ่งร้องก้องดังอยู่เหนือกองเศษซากศพแห่งป่าช้า บ้างก็ร้องออกนามพระศิวะ วันละ ๕๐๐ ครั้ง มีงูขู่ฟ่อพันที่รอบคออันผอม และที่สีข้างอันมีแต่ซี่โครงของตน นั่งขัดสมาธิ 

               นี่แหละคือสภาพอันน่าอนาถทั้งสิ้น เบื้องบนศีรษะก็เต็มไปด้วยรอยแผลที่พุขึ้น โดยอำนาจของความร้อนตาโบ๋เป็นหลุมลึก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อหดเหี่ยว หน้าตาเหี่ยวแห้งและซีดเหมือนคนที่ตายมา ๕ วันแล้ว บางคนก็นอนหมกอยู่กับฝุ่นละอองทุก ๆ เวลาบ่าย พยายามตวงเมล็ดหญ้าพันเมล็ด และกินทีละเมล็ดด้วยความมานะและหิว ในที่สุดก็ถึงซึ่งความมรณะโดยความอด บางคนกินถั่วกับใบไม้อันขม โดยเกรงว่าปากของตนจะได้รับรสอันโอชา เคียงข้างนั้นมีนักบุญอันน่าอนาถอีกคนหนึ่งซึ่งทำลายอวัยวะของตนเองจนกระทั่งไม่มีตา ไม่มีลิ้น ไม่มีเพศ แล้วก็ง่อยเปลี้ยและหูหนวก 

               นี่แหละคือความกระหายแห่งดวงจิตที่จะเสียสละกายของเขาเพื่อสร้างบุญกุศลด้วยการทรมาน และเพื่อจะได้รับความสุขซึ่งมีไว้ให้ในโลกหน้า ตามซึ่งกล่าวไว้ในคัมภีร์ว่า ความสุขนั้นเทพเจ้าสงวนไว้ให้แก่คนที่ทรมานกายด้วยยากเข็ญ จนทำให้เทพเจ้าซึ่งเป็นผู้ประทานเห็นความลำบากนั้น มีความสมเพชความลำบากชนิดนี้ จะทำให้มนุษย์มีฐานะเท่าเทียมพระเจ้าและแสดงว่าว่ามีความอดทนมากเกินขีดทรมานในนรก 


               และมหาบุรุษของเราทอดพระเนตรเขาเหล่านี้บางคนซึ่งเป็นหัวหน้าด้วยความเศร้า แล้วตรัสว่า
โอ! เธอทั้งหลายซึ่งทรมาน! ตั้งแต่หลายเดือนมาแล้วเราอาศัยอยู่บนภูเขานี้ เราซึ่งแสวงหาความจริง และเราเห็นญาติพี่น้องทั้งหลายของเราที่นี่ทำทุกข์ทรมานตนเองด้วยอาการอันร้ายกาจปานนี้เพื่ออะไร? เหตุไฉนเล่าเธอจึงเอาทุกข์มาเพิ่มพูนแก่ความดำรงชีพของเธอซึ่งมีความทุกข์มากอยู่แล้วอีก
 

               อาจารย์ผู้ถูกถามจึงทูลตอบพระองค์ว่าในคัมภีร์มีกล่าวว่าถ้าคนใดทรมานเลือดเนื้อของตนจนกระทั่งความเจ็บปวดกำเริบร้ายแรงถึงกับเหลืออยู่แต่ลมปราณแห่งความทรงชีวิตและความหวังในความตายอย่างใจเย็นแล้ว ความทรมานดังนี้จะกำจัดเสียซึ่งมูลแห่งบาป แล้ววิญญาณซึ่งบริสุทธิ์ก็จักปลิวไปจากความเร่าร้อนปั่นป่วนไปยังสถานที่รุ่งเรืองและมีบุญบารมีเหลือที่จะพรรณนา 

               พระมหาบุรุษจึงทรงมีพระดำรัสต่อไปอีกว่า โน่นเมฆซึ่งล่องลอยอยู่บนเวหา แผ่ออกเหมือนผืนผ้าสีทอง โดยรอบบัลลังก์พระอินทร์ของเธอนั้น ลอยขึ้นจากทะเลซึ่งปั่นป่วน แต่เมฆนั้นก็ต้องตกลงมาเป็นหยด ๆ เหมือนน้ำตา แล้วไหลไปตามทางอันกันดารแลขรุขระ ตามรอยแตกระแหงและห้วยหนองคลองซึ่งเป็นโคลน เพื่อไหลไปสู่แม่คงคาแล้วกลับไปสู่ทะเลซึ่งเป็นแห่งที่ได้จากมา เธอรู้แล้วหรือ พี่น้องทั้งหลายว่าสำหรับนักบุญและความสุขของเขาจะไม่เป็นเมฆเช่นนั้นบ้าง ในภายหลังที่ได้ทรมานมามากแล้ว เพราะสิ่งที่ลอยขึ้นก็ตกมาใหม่ สิ่งใดที่ซื้อก็ต้องมีการชำระราคา และไม่คิดบ้างหรือว่า ถ้าเธอซื้อสวรรค์ด้วยเลือดของเธอ ณ ตลาดทุกข์ทรมานแห่งนรก เมื่อการซื้อขายได้ตกลงกันแล้ว ความลำบากก็เริ่มมีขึ้นใหม่อีก 

               “ความลำบากอาจมีใหม่ขึ้นอีกได้ฤาษีนั้นทูล โธ่เอ๋ย เราไม่ทราบข้อนี้ และเราก็ไม่มีความแน่ใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย แต่อย่างไรก็ดี ทิวากาลย่อมอุบัติขึ้นภายหลังราตรีกาล และความสงบมีทีหลังความทรมาน และเราเกลียดชังเลือดเนื้ออันเลวทรามซึ่งพัวพันอยู่กับวิญญาณที่ต้องการอิสระ ดังนั้นสำหรับความสุขของวิญญาณ เราทรมานกายของเราให้ปรากฏแก่ทวยเทพเจ้าเพื่อพนันขันต่อแลกกับความสุขสุดที่ไม่มีสิ้นสุด 

               “แต่ว่าพระสิทธัตถะตรัสอุปมาว่าความสุขนั้นยืนยงอยู่ได้หลายล้านปี ก็คงจะเบื่อหน่ายไปทุก ๆ กาลอันยืดยาว หรือถ้ามิฉะนั้นมีความเป็นอยู่อย่างหนึ่งอย่างใดที่ต่ำก็ดี ที่สูงก็ดี รอบข้างเราก็ดี ที่ต่างกับเราก็ดี ไม่มีความเปลี่ยนแปลงบ้างหรือ จงบอกเราหน่อยว่า เทพเจ้าของท่านนั้นยั่งยืนอยู่ไม่รู้สิ้นสุดดังนั้นหรือ เธอเอ๋ย
เปล่าพวกโยคีทูลตอบ มีแต่พระพรหมเท่านั้นที่คงอยู่ ส่วนเทพเจ้าอื่น ๆ เป็นแต่เพียงมีชีวิตอยู่ภายในชั่วกำหนดเวลาอันหนึ่ง ๆ เท่านั้นดังนั้นพระมหาบุรุษตรัสว่า
 

               “ ท่านต้องการเป็นนักปราชญ์เท่ากับที่ท่านเป็นนักบุญและมีใจเข้มแข็งหรือไม่ จงละประพฤติในการกระทำอันโหดร้ายนี้ซึ่งกระทำให้ท่านต้องคร่ำครวญหวนโหยเพื่อหวังในผลซึ่งบางทีเป็นแต่เพียงอย่างความฝันและไม่ยั่งยืนนั้นเสียเถิด 


               สำหรับแสดงความรักในวิญญาณของท่านนั้น ท่านยังสมัครใจอยู่หรือที่จะเกลียดชังเนื้อหนังของท่าน ไม่สามารถที่จะเป็นที่พำนักของความมีปัญญาซึ่งต้องมีที่อาศัยจนถึงกับอับปัญญาลงกลางคัน ก่อนหน้ารัตติกาลเหมือนม้าที่เชื่องดีแต่ถูกใช้งานเกินกำลัง ท่านผู้น่าสมเพช ท่านมีความประสงค์ในการที่ปล้นทำลายเรือนอันงามนี้ซึ่งเราได้มาอาศัยอยู่ภายหลังความลำบากและซึ่งเราได้อาศัยแสงสว่างโดยทางหน้าต่าง แสงสว่างอันเล็กน้อยซึ่งทำให้เรามองดูข้างนอก และรู้ว่าแสงอรุณจะมีมาหรือไม่ และเพื่อให้รู้ว่าที่ไหนเป็นทางเดินที่ดีที่สุดเสียฉะนั้นหรือ
 

               เหล่าโยคีจึงร้องขึ้นว่าเราได้เลือกทางนี้แล้ว เราจะเดินให้ถึงที่สุด ดูกรพระราชบุตร ถึงแม้ว่าหินแห่งทางเหล่านี้จะกลายเป็นไฟไปหมด เราก็คงจะสู้ตายอยู่อย่างนี้แหละ นี่แน่! ถ้าท่านไม่มีทางใดที่ดีกว่านี้อีกก็จงกล่าวมา หรือมิฉะนั้นก็จงไปตามความพอใจในทางของท่าน 


               พระองค์จึงเสด็จต่อไป เปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก โดยเหตุที่ทรงเห็นมนุษย์กลัวความตายมาก จนถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งความกลัว ต้องการมีชีวิตอยู่มากจนไม่กล้ารักชีวิตของตน แล้วก็กระทำการทรมานชีพอย่างร้ายกาจซึ่งบางทีก็เพื่อให้ถูกใจเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายซึ่งไม่ยินดีในความสุขของมนุษย์ หรือมิฉะนั้นก็เพื่อจะให้ตกไปยังนรก ภายหลังที่ได้จุดอัคคีแห่งนรกอย่างอื่นเพื่อตนเอง หรือบางทีจะทำเพราะฤทธิ์แห่งศรัทธาอันวิกลอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยนึกว่า วิญญาณจะหลุดพ้นไปจากเนื้อหนังทรมานนั้นได้สะดวก
 

               “เออ! ดอกไม้เล็ก ๆ แห่งทุ่งทั้งหลายพระสิทธัตถะตรัส เจ้าทั้งหลายซึ่งหันดอกอันงามไปสู่ดวงอาทิตย์ ยินดีในแสงสว่างและรู้ค่าแห่งกลิ่นสุคนธ์หอมชื่นเชย รวมทั้งรูปอันงามหรูหรา เป็นสีทอง สีเงิน สีแดงเข้มซึ่งธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้ ไม่มีใครเลยในพวกเจ้าซึ่งไม่ปรารถนาในความเป็นอยู่อันบริสุทธิ์ของตน ไม่มีใครเลยที่ทำลายความงาม และความสุขของตนเอง 

               “โอ! หมู่ต้นตาลทั้งหลายซึ่งสูงตระหง่านดุจต้องการเจาะเวหา และดูดดื่มความรำเพยพัดของลมซึ่งมาจากเขาหิมาลัยและความเยือกเย็นแห่งมหาสมุทรอันเขียว ความลับอะไรเล่าซึ่งเจ้ารู้จนถึงกับอาจพูนเพาะความร่าเริงของเจ้าได้ถึงป่านฉะนี้ ตั้งแต่แรกงอกขึ้นจนกระทั่งมีลูกมีผล และใบอันเป็นพุ่มของเจ้ามีเสียงเป็นดุริยางค์อยู่กลางแดด? และเจ้าทั้งหลายซึ่งอยู่ด้วยความร่าเริงอยู่ในหมู่ไม้นั้นเล่า เจ้านกแก้วซึ่งบินเร็ว เจ้าตัวแตน บุลบุล(นกปรอดหัวโขน) และนกพิราบ ในพวกเจ้าไม่มีใครเลยเกลียดชังความเป็นอยู่ของตนเอง และไม่ฝืนตนเพื่อให้เป็นสุขยิ่งขึ้นไปอีกโดยการกระทำตนให้ได้รับความทรมาน แต่มนุษย์ซึ่งฆ่าเจ้าเพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจ ทั้งเป็นนักปราชญ์ที่ดี แต่ความเป็นคนของเขาเจริญไปด้วยโลหิต เติบโตขึ้นท่ามกลางแห่งความทุกข์ยากซึ่งเขาทำแก่ตัวของเขาเอง 

               ในขณะที่พระมหาบุรุษตรัสปรารภอยู่นั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหมอกฝุ่นกลุ่มหนึ่งที่ภูเขาพุ่งลอยขึ้นเพราะฝูงแพะขาวกละแกะดำซึ่งค่อย ๆ เดินมา และหยุดช้าอยู่เพื่อเล็มใบไม้ใบหญ้า และหลีกจากทางแวะไปสู่ลำธารซึ่งมีน้ำใสกระจ่างและซึ่งที่มีผลมะเดื่อป่าห้อยต่ำลงมา แต่เมื่อสัตว์ตัวใดในฝูงนั้นหลีกห่างไปแล้ว คนเลี้ยงก็ร้องขู่แล้วขึ้นกระสุนยิงอิฐไป แล้วก็ต้อนฝูงสัตว์อันเชื่องนั้นมาสู่ทุ่ง ในฝูงสัตว์นั้นมีแม่แกะตัวหนึ่งกับลูกสองตัว ตัวหนึ่งถูกตีจนพิการ และต้องเดินอาบเลือดตามฝูงของตนไปด้วยความลำบาก ในระหว่างที่อีกตัวหนึ่งกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้า
ฝ่ายตัวที่เป็นแม่ซึ่งห่วงลูกก็ได้แต่รีรอร่ำร้องวิ่งไปทางนี้บ้างทางโน้นบ้าง เพราะกลัวว่าลูกตัวใดตัวหนึ่งจะหายไป
 

               เมื่อพระมหาบุรุษของเราทอดพระเนตรเห็นดังนั้น พระองค์จึงอุ้มลูกแกะที่บาดเจ็บไว้ในวงพระหัตถ์แล้วตรัสว่าแม่ผู้มีขนละมุนละไมอันน่าสงสาร จงนอนใจเถิด เจ้าไปที่ใด ข้าก็จะอุ้มลูกของเจ้าตามไปให้ เป็นการป้องกันมิให้สัตว์ตัวหนึ่งได้รับความทรมาน ดีกว่าที่จะนั่งดูทุกข์ทรมานของโลกในถ้ำนี้ในหมู่นักบวชซึ่งพร่ำสวดมนต์ภาวนา 

               “แต่นี่แน่พระองค์ตรัสกับคนเลี้ยงแกะนั้น เพื่อนรัก ทำไมจึงไล่ฝูงสัตว์มาที่ทุ่งต่อเมื่อตะวันตกดินเสียแล้วดังนี้ การไล่สัตว์มาเมื่อเวลาเย็น ๆ แล้วดังนี้ เขาทำกันมาตั้งแต่เมื่อใด 

               พวกเลี้ยงแกะทูลตอบไปว่าพวกเราได้รับคำสั่งให้ต้อนแพะ ๑๐๐ ตัวกับแกะ ๑๐๐ ตัว ซึ่งสมเด็จพระราชามีพระประสงค์จะทรงทำการบูชายัญถวายแก่เทพเจ้าทั้งหลายคืนวันนี้ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า เราจะไปกับท่านแล้วพระองค์ก็ทรงพยายามเสด็จตามไปพร้อมด้วยลูกแกะซึ่งทรงอุ้มไว้โดยทรงทนตรากตรำฝุ่นและแสงแดดอันร้อนจัด ฝ่ายแกะตัวแม่ก็วิ่งร้องค่อย ๆ ตามอยู่ ณ ข้างพระบาทของพระองค์ 

               เมื่อพากันมาถึงริมแม่น้ำ สตรีคนหนึ่งซึ่งมีดวงตาดุจนกพิราบ ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตาและมือประณมมากราบถวายบังคมพระองค์พลางทูลว่า พระคุณ พระคุณนี้หรือซึ่งได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าเมื่อวานนี้ในพุ่มต้นมะเดื่อซึ่งข้าพเจ้าอาศัยอยู่แต่โดดเดี่ยว เพื่อเลี้ยงลูกของข้าพเจ้า แต่ลูกนี้ ขณะที่กำลังเล่นอยู่ในระหว่างต้นไม้ดอกก็พบกับงูตัวหนึ่งซึ่งมารัดรอบแขน เจ้าเด็กก็หัวเราะและเอามือไปจ่อลิ้นที่แลบออกมาจากปากที่อ้าของเพื่อนที่ใจจืด (คืองูตัวนั้น) แต่อนิจจา! ในประเดี๋ยวนั้นเอง เจ้าเด็กก็ซีดและแน่นิ่งไป
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงหยุดเล่นและริมฝีปากหลุดจากนมของข้าพเจ้า จึงมีคนหนึ่งบอกว่า มันถูกยาพิษอีกคนหนึ่งว่า มันจะตายแล้วแต่ข้าพเจ้าผู้ซึ่งไม่อยากให้ลูกที่รักตายจึงถามหายาที่ศักดิ์สิทธิ์ทำให้ลูกของข้าพเจ้าสามารถลืมตาดูแสงสว่างอีกต่อไป รอยแผลที่งูขบนั่นเล็กนิดเดียว และสัตว์นั้น ข้าพเจ้านึกว่าคงไม่อาจเกลียดและทำร้ายลูกอันน่ารักของข้าพเจ้าซึ่งเล่นกับมัน และบางคนก็ว่า มีฤาษีรูปหนึ่งที่บนเขา มองดูซิ กำลังจะผ่านมาเที่ยวที่ครองผ้าเหลืองนั้นแหละ จงถามแก่ฤาษีองค์นั้น เมื่อว่ามียาอะไรที่สามารถบำบัดความเจ็บปวดที่เป็นแก่ลูกของแกได้
 

               ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัวสั่นมาหาพระคุณซึ่งพระนลาฏเหมือนดังพระเจ้าพระองค์หนึ่งและในระหว่างข้าพเจ้าร้องไห้ ข้าพเจ้ายกผ้าซึ่งปิดหน้าของลูกข้าพเจ้าออก แล้ววิงวอนต่อพระคุณให้บอกวิธีซึ่งอาจกระทำให้หายได้สนิทสนมทีเดียว ฝ่ายพระคุณองค์ผู้เป็นเจ้า พระคุณก็ไม่ปัดคำวิงวอนของข้าพเจ้าทั้งได้มองดูลูกของข้าพเจ้าด้วยพระเนตรอันสงสารและแตะด้วยพระหัตถ์อันแสดงว่ามีหวัง 

               ครั้นเมื่อเอาผ้าปิดหน้าลูกของข้าพเจ้าใหม่แล้ว พระคุณก็แจ้งแก่ข้าพเจ้าว่านั่นแหละน้องหญิง มีของสิ่งหนึ่งที่อาจกระทำให้เจ้าหายได้ คือให้เจ้าหายก่อนและลูกของเจ้าด้วย สิ่งที่กล่าวนั้นถ้าเจ้าหาได้เจ้าก็จะรักษาได้ เพราะว่าผู้ใดมาหาหมอย่อมนำสิ่งซึ่งมีเกณฑ์กำหนดอยู่แล้วมาให้หมอ เพราะฉะนั้นขอให้เจ้าจงไปหาพันธุ์มัสตาดดำมาหนึ่งโตละ(โตละ ๑ น้ำหนักเท่ากับ ๑ รูปีหรือราว ๘ กรัม<๑๘/๑๕ของบาทหนึ่ง >) แต่จงระวังไปหาให้ได้มาเฉพาะบ้านใดซึ่งพ่อแม่ลูกหลานหรือบ่าวไพร่ไม่ตายเลย ถ้าเจ้าได้เมล็ดมัสตาดดำอย่างที่ว่านี้มาแล้วก็จะสมหวัง ท่านได้แจ้งอย่างนี้แหละเจ้าประคุณ 

               พระมหาบุรุษก็ตรัสตอบไปด้วยพระอาการอันยิ้มโดยทรงเมตตาอย่างเหลือล้นว่า ถูกแล้ว เราได้บอกแก่เจ้าดังนั้นแต่เจ้าหาเมล็ดนั้นได้แล้วหรือ?” 

               พระคุณเจ้าข้า ข้าพเจ้ากอดรัดอุ้มลูกของข้าพเจ้าซึ่งตัวเย็นลงแล้วนั้นไว้กับทรวงของข้าพเจ้าไปเที่ยวหา ข้าพเจ้าไปถามหาทุก ๆ ลังคาเรือน ในป่าบ้าง ตามชาวเมืองบ้าง โดยกล่าวว่า ท่านเจ้า ได้จงกรุณาให้เมล็ดมัสตาดดำแก่ข้าพเจ้าหนึ่งโตละเถิดดังนั้นบรรดาผู้ซึ่งมีก็นำมาให้แก่ข้าพเจ้า เพราะคนจนย่อมมีใจเมตตาแก่คนจนด้วยกัน แต่เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ก็แต่ในเรือนของท่านนี้ได้เคยมีใครตายบ้างหรือเปล่า จะเป็นสามี ภรรยา ลูกหลานหรือบ่าวไพร่อะไรก็ตามเขาจึงตอบแก่ข้าพเจ้าว่า โอ! พี่สาว แกมาถามอะไรแก่เราเช่นนี้ คนตายนั้นดกดื่นไป แต่ไม่ตายนั้นหายาก 

               ดังนั้นเมื่อได้ขอบใจเขาอย่างเศร้าโศกแล้ว ข้าพเจ้าก็คืนเมล็ดมัสตาดให้เขาแล้วก็ไปหาที่อื่นต่อไป แต่ผู้ที่ไปหาเขาใหม่นั้นต่างก็บอกข้าพเจ้าว่า นี่แน่ะเมล็ดมัสตาด แต่เรามีทาสของเราตายที่นี่” “นี่แน่ะเมล็ดมัสตาด แต่ผัวที่รักของฉันตาย” “นี่แน่ะเมล็ดมัสตาด แต่ผู้ที่เพาะต้นมัสตาดนี้ได้ตายไปเสียแล้วในระหว่างกาลฤดูฝนเก็บเกี่ยวข้าว” “โธ่ พระคุณเจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่สามารถหาเมล็ดมัสตาดจากบ้านซึ่งไม่มีผู้ใดตายเลยนั้นได้เสียแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงวางลูกของข้าพเจ้าซึ่งไม่อยากกินนมและไม่อยากยิ้มแล้วนั้นไว้ที่ต้นองุ่นป่าข้างริมแม่น้ำแล้วข้าพเจ้าก็มาดูพระพักตร์ของพระคุณ จูบพระบาทของพระคุณแล้ววิงวอนพระคุณ ได้โปรดชี้แจงด้วยว่าข้าพเจ้าอาจหาเมล็ดมัสตาดดำนั้นได้ที่ไหนโดยไม่ได้พบไม่ได้ยินข่าวตายดังที่ข้าพเจ้าวิตกและดังที่เขาว่ากันนั้น 

               “นี่แน่ะเจ้าพระศาสดาจารย์ตรัส ในระหว่างที่เจ้าเที่ยวหาสิ่งซึ่งไม่มีผู้ใดเลยจะหาได้นั้น เจ้าก็ได้พบโอสถอันขมขื่นซึ่งเราอยากให้แก่เจ้านั้นเหมือนกัน ผู้ซึ่งเจ้ารักนั้นหลับแล้ว วันนี้เจ้าก็ย่อมได้รู้แล้วว่า โลกอันกว้างใหญ่ทั้งมวลย่อมร้องไห้เพราะความเศร้าโศกเช่นเดียวกันกับเจ้า ความทรมานซึ่งดวงใจทุก ๆ คนได้รับนั้นของคน ๆ เดียวย่อมน้อยกว่าของคนอื่น ๆ จงดูเถิด! เราจะทำโลหิตของเราออกมาจากกายเป็นหยด ๆ หากว่าการกระทำของเราอาจสามารถยับยั้งการร้องไห้ของเจ้าได้ และหากว่าการกระทำของเรานั้นสามารถเผยความลับแห่งเคราะห์กรรมซึ่งพาให้มนุษย์เจ้าของสัตว์เหล่านั้นข้าทุ่งเขียวชอุ่มนี้ไปสู่ที่บูชายัญกับฝูงสัตว์ที่พูดไม่ได้เหล่านี้ซึ่งเขานำไปบูชายัญนั้น เรากำลังค้นหาความลับอันนี้แหละ ส่วนเจ้านั้นจงฝังลูกของเจ้าเสียเถิด 

               เมื่อคนเลี้ยงแกะกับพระสิทธัตถะบรรลุถึงในพระนครพร้อมกัน ณ กาลเมื่อดวงอาทิตย์เปล่งแสงสีทองสุดท้ายไปสู่ลำน้ำโสนะ และฉายเงาเหนือถนนและที่ทวารซึ่งมีทหารของพระราชารักษาการณ์อยู่ แต่เมื่อทหารเหล่านั้นเห็นพระศาสดาจารย์ของเราอุ้มลูกแกะ ทหารเหล่านั้นก็ถอยห่าง 

               ปวงชนซึ่งชุมนุมกันอยู่ที่ตลาดก็เรียงรายรอรถของตนเพื่อมองดูพระพักตร์อันทรงสง่า ณ ร้านขายของ ผู้ซื้อและผู้ขายก็หยุดต่อล้อต่อเถียงในการซื้อขายกัน ช่างเหล็กซึ่งยกค้อนขึ้นเพื่อตีเหล็กก็หยุดตี ช่างทอผ้าปล่อยฟืมของตน พวกเสมียนปล่อยม้วนกระดาษของตน ผู้แลกเงินลืมนับจำนวนเบี้ย โคขาวซึ่งถวายให้พระศิวะก็ถลามากินข้าวซึ่งไม่มีใครเฝ้า น้ำนมหกไหลออกจากหม้อทองแดง เพราะเจ้าของมัวเพลินไปชมดูพระดำเนินของพระศาสดาของเราซึ่งแม้จะมีพระอาการสง่าน่าเคารพก็ยังละมุนละม่อมน่ารัก ฝ่ายหมู่สตรีซึ่งชุมนุมกันอยู่หน้าประตูก็ถามซึ่งกันและกันว่าบุรุษซึ่งอุ้มสัตว์ที่จะบูชายัญมาโดยอาการอันเต็มไปด้วยความปรานียิ่งและทำให้เกิดความสงบสุขตามวิถีทางทั่วไปนั่นเป็นใครหนอ? เป็นบุรุษชั้นไหน? ทำไมดวงตาจึงงามชม้อยยิ่งนักดังนั้น? บางทีจะเป็นรูปเนรมิต(สากระ ร่างซึ่งไม่มีตัวตน รูปเนรมิต) หรือเทวราช(ผู้เป็นใหญ่เหนือเทพดาทั้งหลาย)กระมัง? บางคนก็ว่า นั่นคือนักบุญซึ่งอาศัยอยู่กับหมู่ฤาษีที่เบื้องเขาฝ่ายพระมหาบุรุษซึ่งกำลังใฝ่ฝันอยู่ในความพิจารณาทรงนึกว่า อนิจจา! แกะ(หมายความว่าพวกราษฎรเหล่านั้น)ของเราเหล่านี้ไม่มีคนเลี้ยง เขาเดินอยู่ในที่มืดโดยปราศจากผู้นำทางแล้วก็ร่ำร้องในขณะหลับตา ค่อย ๆ เข้าไปใกล้พร้าแห่งความตายดุจดังสัตว์พูดไม่ได้ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมโลกของเขาเหล่านี้ 

               ครั้นแล้วจึงมีผู้ไปทูลพระราชาว่ามีฤาษีผู้ทรงบุญรูปหนึ่งพาฝูงสัตว์ซึ่งพระองค์จะทรงกระทำบูชายัญนั้นมา 

               ขณะนั้นพระราชาประทับอยู่ ณ ที่สำหรับกระทำพิธี พวกพราหมณ์แต่งกายสีขาวกำลังสวดมนต์ พลางโหมเพลิงเหนือแท่นซึ่งอยู่กลางท้องพระโรง เปลวไฟแห่งกองฟืนอันหอมกำลังสะบัดและแลบเลียเครื่องบูชาที่เป็นไขมัน เครื่องหอมและเชื้อโสม (คือต้นเอื้องเถา เอายางหรือน้ำจากลำต้นมาปนกับข้าวชนิดหนึ่งและเนยใส ทำเป็นเหล้าสำหรับถวายพระเจ้า) ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระอินทร์โดยรอบแห่งกองอัคคี ลำธารสีแดงเข้มอันหนาส่งกลิ่นและไหลช้า ๆ หายไปในทรายแต่แล้วก็มีไหลมาใหม่อีกไม่หยุดหย่อนนั้น คือโลหิตของสัตว์อันน่าอนาถที่ใช้บูชายัญ ในจำพวกสัตว์เคราะห์ร้ายเหล่านั้น แม่แพะตัวหนึ่งถูกมัดเขาด้วยหญ้ามุญช์(ต้นหญ้าชนิดหนึ่งมีดกดื่นในประเทศอินเดียใช้ทำเป็นเชือก) ให้ศีรษะตวัดมาข้างหลัง วางนอนอยู่ นักบวชรูปหนึ่งถือมีดจ่อลงที่คอพลางกล่าวพึมพำว่า โอ! ทวยเทพเจ้าผู้ศักดาทั้งหลาย ณ บัดนี้ตูข้าจะเริ่มทำการบูชายัญ(ยชญ เป็นคำสํสกฤต ตรงกับบาลี ยญญ) อันมากหลายซึ่งพระเจ้าพิมพิสารถวายแก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระสำราญพระทัยที่ได้เห็นโลหิตไหลหลั่ง และจงทรงปลื้มด้วยรสแห่งเนื้อหอมมันซึ่งย่างอยู่กลางเปลวอัคคีอันคุร้อนนี้เถิด ขอจงบันดาลให้บาปทั้งมวลของพระราชาตกไปอยู่ที่แม่แพะตัวนี้ แล้วให้อัคคีกำจัดบาปนั้นพร้อมกับที่เผาผลาญแม่แพะนี้จงสิ้นเชิง ข้าพเจ้าจะลงมือประหารแล้ว 

               แต่พระมหาบุรุษค่อย ๆ ตรัสว่ามหาบพิตรรอย่าปล่อยให้ฆ่าสัตว์นี้เลยตรัสพลางเสด็จไปแก้สัตว์ตัวเคราะห์ร้ายนั้นออกโดยไม่มีใครห้ามปรามเพราะพระอาการกิริยาที่ทรงกระทำนั้นมีสง่าเป็นเชิงบังคับ 

               ครั้นเมื่อพระองค์ตรัสขออนุญาตได้แล้วจึงทรงวิสัชนาถึงชีวิตใคร ๆ ก็อาจทำลายได้ แต่ว่าไม่มีใครเลยอาจนำมาให้ได้เรื่องชีวิตซึ่งทุกรูปทุกนามย่อมรัก และต้องต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตของตน ชีวิตซึ่งเป็นของประเสริฐ มีค่าและเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลทุกรูปทุกนามแม้จะเป็นผู้มักน้อยปานใดก็ดีนั้นแหละ ชีวิตเป็นลาภอันประเสริฐสำหรับสัตว์โลกทั้งปวงที่มีเมตตา เพราะความเมตตาเสริมให้โลกเป็นที่ร่มเย็นต่อผู้ที่อ่อนแอ และเป็นเกียรติศักดิ์สำหรับผู้ที่มีกำลัง
พระองค์ตรัสแทนฝูงสัตว์ซึ่งมีปากอันพูดไม่ได้ด้วยพระวาจาอันน่าเคารพ เพื่อช่วยโปรดสัตว์เหล่านั้นให้พ้นอันตราย พระองค์ทรงแสดงให้เห็นปรากฏว่า มนุษย์ซึ่งวิงวอนให้พระเจ้าโปรดเมตตาตนเองนั้น ไม่มีความเมตตาสำหรับสัตว์ทั้งหลายซึ่งอยู่ใต้อำนาจความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของมนุษย
 

               พระองค์ยังตรัสอีกว่า สิ่งใดที่มีชีวิตย่อมเกี่ยวข้องเป็นญาติกันทั้งสิ้น และว่าบรรดาสัตว์ซึ่งเราฆ่านั้น ได้อ่อนน้อมให้ประโยชน์แก่เรา คือน้ำนมและขนของมัน และมอบหมายความไว้วางใจให้อยู่ในมือของผู้ซึ่งพิฆาตฆ่ามัน อนึ่งพระองค์ได้ตรัสถึงสิ่งซึ่งพระคัมภีร์ได้สั่งสอนไว้โดยเที่ยงธรรมว่าเมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว บ้างก็ไปได้กำเนิดเป็นนกเป็นสัตว์จตุบาท และนก หรือจตุบาทกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ประกายไฟที่ลอยไปในอากาศจะกลายมาเป็นเพลิงอันสว่างไสว ก็แลการบูชายัญนั้นอาจทำให้การเวียนเกิดเวียนตายของวิญญาณต้องหยุดชะงัก 

               พระองค์ตรัสเพิ่มเติมไม่มีใครเลยที่อาจจะทำให้ดวงจิตของตนบริสุทธิ์ได้โดยอาศัยโลหิต หากเทพเจ้าทั้งหลายประเสริฐจริง โลหิตก็ไม่อาจทำให้เทพเจ้าเหล่านั้นสนุกสบายได้ หากเทพเจ้าไม่ดี โลหิตนี้ก็คงไม่ทำให้ดีขึ้นได้ การเอาบาปจนแม้แต่หนักสักเท่ากับผมเส้นหนึ่งของผู้ทำชั่วและทำผิดซึ่งต้องรับผิดชอบได้แต่ด้วยตนเองไปใส่เหนือศีรษะของสัตว์ผู้หาความผิดมิได้นั้นย่อมหาประโยชน์อะไรมิได้เลย เพราะต่างคนต่างต้องรับบาปบุญของตนด้วยตนเอง ตามส่วนมากหรือส่วนน้อยไม่เปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งเป็นผู้แจกจ่ายความดีให้แก่ผู้ที่ทำดี ความชั่วให้แก่ผู้ที่ทำชั่วตามขนาดเท่าที่คนหนึ่งพึงรับจากกิริยา วาจา และความคิดของตนซึ่งเป็นการถ้วนถี่ ถูกต้อง ไม่แปรปรวนและแน่นอน และซึ่งเป็นอันว่าอะไรทั้งปวงซึ่งเป็นไปในเบื้องหน้า ล้วนแต่เป็นผลซึ่งเนื่องมาจากสิ่งที่ล่วงมาแล้วแต่หนหลังทั้งสิ้น 

               พระองค์ตรัสดังนี้ ด้วยพระวาจาอันแสดงเมตตาจิตอย่างยิ่ง และด้วยพระอาการอันมีสง่าราศีเกิดจากความสังเวชและความยุติธรรมจนเหล่านักบวชนั้นทำลายเครื่องตกแต่งของตนเสียด้วยมือที่กำลังแปดเปื้อนไปด้วยเลือดแดงและจนพระราชาเสด็จเข้ามาใกล้แล้วและประณมหัตถ์วันทนาการ
               ถึงกระนั้นพระศาสดาจารย์ของเราก็ตรัสต่อไปเป็นคำสั่งสอนว่าโลกเรานี้ก็ถึงซึ่งสันติสุขเพียงใด หากธรรมชาติที่มีชีวิตทั้งปวงอยู่ร่วมกันด้วยความโอบอ้อมอารและหล่อเลี้ยงตนเองแต่ด้วยสิ่งซึ่งบริสุทธิ์โดยไม่ให้มีการถึงเลือดออก
ด้วยพันธุ์พืชสีเหลืองเป็นทอง ผลไม้สีงาม ๆ หญ้าที่มีรสโอชาซึ่งงอกขึ้นสำหรับสัตวโลกทั้งปวง น้ำอันสดใสก็พอที่จะหล่อเลี้ยงและแก้ความกระหายของโลกได้ด้วยอำนาจแห่งพระโอวาทอันประเสริฐ กระทำให้บังเกิดมีความเลื่อมใสขึ้นในเหล่านักบวชจนถึงกับพากันทำลายโต๊ะบุชาซึ่งมีไฟกำลังคุ และโยนเหล็กสำหรับทำการบุชายัญไปเสียให้ห่าง
ครั้นรุ่งขึ้นก็มีเจ้าพนักงานผู้ป่าวร้องประกาศพระราชดำรัสฉบับหนึ่งนำออกโฆษณาทั่วพระราชธานี และจารึกประโยคข้อความไว้บนศิลาว่า ด้วยพระราชามีพระราชประสงค์ดังนี้:-
 

               “ตั้งแต่เดิมมาจนกระทั่งบัดนี้ ต่างคนต่างพากันพิฆาตฆ่าสัตว์เพื่อทำการบูชายัญ หรือสำหรับเลี้ยงชีพของตนเอง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขออย่าผู้ใดทำโลหิตให้ออกจากกายของสิ่งซึ่งมีชีวิต และอย่าให้ใช้เนื้อเป็นอาหาร เพราะบัดนี้เราเห็นแจ้งแล้วว่าชีวิตย่อมเป็นอย่างเดียวกันทั้งสิ้น และความเมตตา(ในเบื้องหน้า) จะมีแก่ผู้ซึ่งเมตตานี่แหละคือพระราชประสงค์ที่ทรงบัญญัติขึ้น ซึ่งตั้งแต่บัดนั้นสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง คือมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานซึ่งรับใช้มนุษย์และนกทั้งปวง ณ สองฟากแม่น้ำพระคงคาซึ่งพระมหาบุรุษเราเสด็จทรงสั่งสอนด้วยจิตเมตตาอันบริสุทธิ์ และพระโอวาทอันอ่อนหวานของพระองค์ก็ได้ประสพความสันติสุขทั่วกัน 

               ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระทัยของพระศาสดาทรงมีเมตตายิ่งแก่สิ่งทั้งปวงซึ่งมีกระแสชีวิตอันไม่ถาวร และตกอยู่ในอำนาจแห่งความร่าเริง และความลำบากอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันกับเราทั้งหลาย
อนึ่งในพระคัมภีร์ยังมีจารึกไว้อีกว่า เมื่อกาลก่อนโน้น คราเมื่อพระพุทธเจ้าทรงกำเนิดเป็นพราหมณ์สำนักอยู่ ณ ยอดผานามว่ามุนดา ใกล้กับชนบทดาลิดด์ ความแห้งแล้งอุบัติขึ้นทั่วทั้งเมือง บรรดาต้นข้าวก็ตายเป็นต้นฟ่างก่อนที่มีความสูงพอที่ไก่นาจะอาศัยเป็นที่ร่มเย็นได้ ณ ที่ลาดกลางป่า ดวงอาทิตย์ดูดเอาน้ำจากหนองไปสิ้นเชิง บรรดาหญ้าและพื้นที่เขียวชอุ่มแต่เดิมมาก็เหี่ยวแห้ง และสารพัดสัตว์ป่าทั้งหลายก็ซัดเซพเนจรเพื่อหาอาหารเลี้ยงตนไปทุกทิศานุทิศ
 

               ในกาลครั้งนั้น พระศาสดาจารย์ของเราทอดพระเนตรเห็นเสือตัวเมียตัวหนึ่งนอนเหยียดหิวโหยทรมานอยู่เหนือก้อนศิลากลางแจ้ง ข้างเคียงหน้าผาอันร้อนจัด อำนาจแห่งความหิวกระทำให้ดวงตาของเสือตัวนั้นเป็นแววเขียว ลิ้นอันแห้งก็ยื่นออกมาข้างนอกปากอันหอบเหนื่อยราวหนึ่งคืบและคางแฟบ หนังเหี่ยวแห้งติดกับซี่โครง เฉกเช่นหลังคาจากที่ถูกน้ำฝนผุพังยุบไปจนถึงขื่อ กับมีลูก ๒ ตัว ซึ่งโดยความหิวอันกระวนกระวายก็รบเร้าและดูดนมอันเหี่ยวแห้งปราศจากน้ำนม 

               ฝ่ายแม่เสือซึ่งผอมนั้นก็ลูบเลียลูกของมันซึ่งร้อนและยื่นสีข้างให้ และโดยความรักซึ่งแรงกล้ากว่าความแร้นแค้นกลับข่มกลืนเสียงคำรามคลั่งดุจฟ้าผ่าด้วยความเจ็บปวดไว้เสียได้ กลายเป็นเสียงครางกระหึ่มลั่นเหมือนดังฟ้าร้อง พลางเอาปากซึ่งกำลังอดอยากจดลงกับพื้นทราย 

               เมื่อทอดพระเนตรเห็นทุกขเวทนาอันสุดแสนดังนั้นก็ทรงรู้สึกสงสารและเมตตาอย่างพระพุทธเจ้าแท้ พระองค์จึงทรงนึกว่า มีวีอย่างเดียวที่จะช่วยแม่สัตว์ร้ายอาศัยป่าตัวนี้ได้ เมื่อถึงเวลาสายัณห์แล้ว สัตว์แม่ลูกเหล่านี้จะต้องตายเพราะไม่มีอะไรจะกินอย่างแน่นอน คงจะไม่มีดวงใจของผู้ซึ่งมีชีวิตคนใดมีความเมตตาแก่สัตว์ซึ่งมอมไปด้วยเลือดของสัตว์ที่ถูกมันกัดฆ่า และซึ่งผอมลงก็เพราะมันไม่ได้ดูดดื่มรสของโลหิตนั้นเอง เอาเถิด! ถ้าเรายอมเป็นอาหารของมันก็ไม่ใช่ตัวคนอื่นที่ต้องทรมานนอกจากตัวเราเองในการที่ตามใจตน ในวิถีที่แก่กล้าไปด้วยความเมตตาแล้วดังนี้ 

               เมื่อทรงรำพึงพังนั้นแล้ว พระมหาบุรุษ(ซึ่งเมื่อเวลานั้นเป็นฤาษี) จึงค่อย ๆ สละรองพระบาท ไม้เท้า สายธุรำ(ตรงกับภาษาสันสกฤต ยชฺโญปวิตร คือเส้นด้ายทำด้วยฝ้ายอย่างดี ๓ เกลียวพันกันเป็นเส้นเชือก สำหรับบุคคลชั้นสูงใส่การทำสายธุรำ ทำให้เด็กใส่เมื่อมีอายุได้ ๘ ขวบ ต้องทำกันมีพิธีใหญ่โต แล้วเด็กนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์(Dvija) คือทำให้เด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ขึ้น) ผ้าโพกศีรษะกับเสื้อ และเสด็จออกจากพุ่มไม้ ตรงไปที่พื้นทรายพลางตรัสว่าแน่นางพยัคฆี นี่แน่! อาหารสำหรับเจ้า 

               ในบัดเดี๋ยวนั้น เจ้าสัตว์ร่อแร่จวนสิ้นใจก็ออกเสียงคำรามแหลม เผ่นไปห่างจากลูกของมัน ถาโถมไปตะครุบผู้สมัครรับอันตรายโดยเจตนาแล้วก็ฉีกกินเนื้อของพระองค์ด้วยเล็บเหลืองของมันซึ่งแม้นเหมือนกฤชอันงอที่อาบไปด้วยเลือด! เสียงลมหายใจอันเร่าร้อนของนางสัตว์ร้ายตัวนั้นได้ดังประสานกับเสียงหายใจวาระที่สุดของพระองค์ผู้ทรงมีความเมตตาอันแก่กล้าพ้นประมาณ นี่แหละคือพระมหากรุณาธิคุณอันหนึ่งของพระองค์ ซึ่งพระองค์มีมาแล้วตั้งแต่นานแสนนานก่อนวันนี้ อันเป็นกาลซึ่งโดยพระเมตตาอันเต็มไปด้วยความสงสาร พระองค์จึงได้ทรงสั่งสอนให้เลิกการบูชายัญอันเหี้ยมโหดที่เคยทำถวายแด่ทวยเทพผู้เป็นเจ้าได้ 

               ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อทรงทราบพระบรมราชตระกูลและการเสาะแสวงหาความตรัสรู้ของพระมหาบุรุษของเรา พระองค์ก็ทรงอาราธนาให้ประทับอยู่ในราชธานีนั้น โดยพร่ำทูลแก่พระองค์ว่าดังนี้ท่านซึ่งเป็นเจ้า ท่านมาทรมานด้วยความอดอยากเช่นนี้มิได้ดอก พระหัตถ์ของท่านมีไว้สำหรับถือพระขรรค์หาใช่สำหรับถือบาตรแสวงทานไม่ จงอยู่กับข้าพเจ้าผู้ไร้บุตรเพื่อสืบราชสมบัตินี้เถิด แล้วจงเผยแผ่ความเป็นปราชญ์อยู่ในอาณาจักรของข้าพเจ้า จนถึงวัยมรณะของข้าพเจ้า ท่านจะได้อยู่ในวังของข้าพเจ้าและข้าพเจ้าจะหาสตรีที่สวยมาให้เป็นพระชายา 

               แต่พระสิทธัตถะก็คงตรัสยืนคำเป็นอย่างเดียวอยู่เสมอว่าดังนี้มหาบพิตรผู้ทรงเกียรติคุณยิ่ง บรรดาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นอาตมาเคยมีมาแล้ว แต่อาตมาได้สละเสียเพื่อแสวงหาความจริงซึ่งอาตมากำลังหาและจะหาต่อไปเสมอโดยไม่หยุดหย่อน จนแม้แต่พระราชวังสากระ (วังเนรมิตที่สวยและสุขยิ่ง) เปิดประตูรับรองอาตมาและปวงเทวีทั้งหลายวิงวอนให้อาตมาเข้าไปก็ดี 

               อาตมาต้องการสถาปนาวิทยาณาจักรแห่งธรรม อาตมาต้องการไปที่คยา (ตำบลที่ได้ตรัสรู้พระโพธิญาณ) และไพรพฤกษ์ร่มรื่นซึ่งหวังว่า ความสว่างความสว่างคงจะให้ปรากฏแก่อาตมาเพราะความสว่างเช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏ ณ ที่นี่ ซึ่งมีเหล่าฤาษีผู้รู้ศาสตร์ (ไตรเพทเพทางคศานตร์) และมีผู้บำเพ็ญตบะด้วยความทรมานทั้งปวงจนกระทั่งกายทุพลภาพลง อันกายนี้เป็นของจำเป็นที่วิญญาณพึงประสงค์ และถึงอย่างไรก็ตามมีความสว่างอันหนึ่งซึ่งอาจบรรลุถึงได้ แล้วก็จะเห็นความจริงและโดยแน่นอนทีเดียว โอ! มหาบพิตรผู้มีไมตรีจิต ถ้าอาตมาได้พบความสว่างและความจริงนั้นแล้ว อาตมาก็จะกลับมาสนองคุณในการที่มหาบพิตรมีเจตนาดีแก่อาตมาดังนี้ 

               ครั้นแล้วพระเจ้าพิมพิสารก็ดำเนินช้า ๆ ไปสามก้าวรอบพระองค์แล้วน้อมกายเคารพที่พระบาท พลางอวยพรให้พระองค์ได้บรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จ เมื่อเสร็จแล้ว พระองค์ก็ถวายพระพรลาเสด็จออกไปสู่อุรวิลฺวา (อุรุเวล) แต่พระวิญญาณของพระองค์ยังหาได้สำเร็จถึงซึ่งความตรัสรู้ไม่ ทั้งพระพักตร์ก็ซูบซีดและทรงมีพระวรกายอ่อนแอลงเพราะเหตุแห่งความบำเพ็ญเพียรเป็นเวลาถึง ๖ ปี
ถึงกระนั้นพระองค์ก็เสด็จแวะตามสำนักของอาฬารดาบสและอุทรดาบส (อุททกดาบส) กับที่ดาบสทั้ง ๕ ซึ่งชี้แจงเรื่องราว.......
(ยังมีต่อ) 


 

 


ปริเฉทที่ ๖
มารวิชัย อภิสัมโพธิกถา
(พระมหาบุรุษทรงปรารภถึงการชนะมารและการตรัสรู้) 


   กาลครั้งนั้น มีคฤหบดีใจบุญและมั่งมีคนหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยปศุสัตว์ อาศัยอยู่ที่ริมแม่น้ำ ณ หมู่บ้านซึ่งมีนามว่าเสนานิตามนามแห่งครอบครัวของเขา
บุรุษผู้นั้นดำรงชีพอยู่ด้วยความสุขสวัสดิ์และสันติภาพ คู่เคียงกับภรรยาของตน นามว่า สุชาตา (สุชาดา) สตรีผู้งามยิ่งกว่าสตรีอื่นๆ ผู้มีตาดำขำคมแห่งทุ่งนั้น นางเป็นคนอ่อนหวานและซื่อตรงเรียบๆ และน่ารัก จรรยาของนางสุขุม นางมีวาจาอ่อนหวานและดวงหน้ายิ้มแย้ม สิริรวมความก็คือ นางเป็นไข่มุกแห่งสตรีทั้งปวง ดังนั้นนางก็อยู่เย็นเป็นสุขโดยฐานที่เป็นผู้ปฏิบัติสามีของนาง ณ บ้านอันสุขสงบ สถานซึ่งเป็นแบบอินเดียแท้ นางมีทุกข์แต่อย่างเดียว คือการไม่มีบุตรชายสักคนหนึ่งมาเกิดเป็นขวัญแห่งความสุขให้แก่การอยู่กินกับสามีของนาง
          อนึ่งนางได้บนบานแก่พระนางลักษมี
(เป็นพระเจ้าแห่งความมั่งมีและความเจริญ เป็นมเหสีของพระวิษณุ) มากมายหลายครั้งโดยมิได้รับผลและมากมายหลายราตรี เมื่อเดือนเพ็ญนางเดินฉวัดเฉวียน ๙ ครั้งๆ ละ ๙ รอบ โดยรอบลิงคัม (ศิลารูปกรวยเป็นเครื่องหมายของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เมื่อบนบานแล้วจะได้รับผลสมปรารถนา ศิวลึงค์) มีข้าว พวงมะลิและน้ำหอมเป็นเครื่องสังเวยเพื่อขอให้บุตรชาย นอกจากนี้นางสุชาตายังบนแก่เทพารักษ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งป่าอีกว่า ถ้าความต้องการของนางถึงซึ่งสัมฤทธิผลแล้ว นางจะถวายพระกระยาหารอันมีรสโอชาและดีเลิศใส่ถาดทอง ใต้พฤกษชาติของเทพารักษ์นั้น เพื่อริมโอษฐ์แห่งทวยเทวาทั้งหลายได้ดูดดื่มรสอาหารนั้นอย่างอิ่มเอิบ ความต้องการของนางคราวนี้นับว่าได้อย่างสมหวัง เพราะบุตรชายที่น่ารักคนหนึ่งได้มาเกิดกับนางซึ่งบัดนี้อายุได้ ๓ เดือนแล้ว
          ฉะนั้นเพื่อแก้บน นางจึงไปสู่ศาลเทพารักษ์ โดยมือข้างหนึ่งถือสไบแดงเข้มซึ่งปกคลุมบุตรอันเป็นดวงแก้วแห่งหัวใจของนาง ส่วนอีกข้างหนึ่งนางประจงถือถาดและจานซึ่งบรรจุอาหารอันมีรสโอชาประณีตสำหรับถวายหมู่เทวา
           แต่นางระถาซึ่งได้รับใช้ให้ไปกวาดพื้นที่และพันด้ายสีแดงเข้ม ณ ต้นไม้ได้กลับมาหานางพลางออกอุทานว่า โอ! นายเจ้าขา! จงดูเอาเถิด พระเจ้าแห่งป่าได้มาสำแดงตนให้ปรากฏแล้ว ท่านนั่งอยู่ที่นั่น พระหัตถ์พาดเหนือพระชานุ จงดูเถิด! รัศมีรุ่งโรจน์รอบพระนลาฏของพระองค์ พระองค์ช่างมีสง่าและศักดานุภาพ ในดวงพระเนตรอันวิเศษของพระองค์เสียนี่กระไร เป็นเอกลาภยิ่งแล้วที่ได้มาพบพระเจ้าดังนี้
           ดังนั้นฝ่ายนางสุชาตาเมื่อคิดว่าพระองค์เป็นเชื้อวงศ์ของพระผู้เป็นเจ้า นางจึงน้อมกายลงด้วยอาการอันสั่นเทิ้ม จูบพื้นธรณีแล้วก้มหน้าอันยิ้มแย้มของนางลง กล่าวว่า ข้าขอประณตน้อมองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ประทับอยู่ใต้ต้นไม้นี้ และเป็นผู้โปรดประทานความสุขสวัสดิ์ซึ่งได้มีแก่ข้าพเจ้า ณ ที่นี้ ขอพระองค์จงโปรดรับของถวายอันเล็กน้อยของข้าพเจ้า คือจานน้ำนมขาวเหมือนหิมะ หรืองาช้างซึ่งแกะสลักมาใหม่เอี่ยมนี้เถิดว่าแล้วนางก็วางอาหารซึ่งบรรจุในจานทองแล้วรินน้ำมันอัตตาร์ซึ่งเป็นน้ำมันเกสรแห่งดอกกุหลาบที่นางใส่ขวดเจียระไนลงยังพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษ แล้วพระองค์ก็เสวยของที่ถวายโดยมิได้ตรัสอะไรเลยจนคำเดียว
          ส่วนนางมารดาผู้ปลาบปลื้มยินดีก็หลีกไปอยู่เสียห่างจากพระองค์ด้วยความเคารพ ก็แลธรรมชาติรสแห่งอาหารในจานนั้นเองวิเศษยิ่งจนพระองค์รู้สึกว่ามีพระกำลังและยังพระชนมชีพให้กลับคืนมาสู่พระองค์ ประดุจดังว่าราตรีกาลแลทิวากาลซึ่งพระองค์พยายามอดพระกระยาหารนั้น เป็นแต่เพียงสุบินนิมิตสำหรับพระองค์เท่านั้นประดุจว่า พระวิญญาณของพระองค์ฟื้นดีขึ้นพร้อมกันกับพระวรกายแล้วเคลื่อนไหวตนได้ใหม่อีก เหมือนนกตัวหนึ่งซึ่งเหนื่อยแล้วด้วยการบินเหนือทะเลทรายอันไม่มีที่สิ้นสุด มีความยินดีที่ได้พบแม่น้ำแห่งหนึ่งแล้วได้ชำระล้างคอและศีรษะของตนซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น
          ฝ่ายนางสุชาดาเมื่อแลเห็นพระวรพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ นางมีความเคารพพระองค์มากยิ่งขึ้นจึงทูลถามพระองค์ด้วยเสียงอันค่อยๆ ว่าพระองค์เป็นเทพเจ้าจริงหรือ และของถวายของข้าพเจ้าเป็นที่พึงพอพระทัยของพระองค์แล้วหรือยัง?” พระมหาบุรุษจึงตรัสถามไปว่า อาหารอย่างไรซึ่งสูเจ้านำมาให้ตูข้า” “พระผู้มีบุญนางสุชาดาทูลตอบ ข้าพเจ้าได้เลี้ยงแม่โคไว้รีดนม ๖๐ ตัว และด้วยน้ำนมของแม่โคทั้ง ๖๐ ตัวนี้ ข้าพเจ้าใช้เลี้ยงแม่โคอื่นอีก ๕๐ ตัว และน้ำนมของแม่โคทั้ง ๕๐ ตัวนี้ ข้าพเจ้าเลี้ยงแม่โคอีก ๒๕ ตัว น้ำนมของแม่โค ๒๕ ตัว ข้าพเจ้านำไปเลี้ยงแม่โคอื่นอีก ๑๒ ตัว
           “ในที่สุดน้ำนมของแม่โค ๑๒ ตัวนี้ข้าพเจ้าใช้เลี้ยงแม่โคที่งามยิ่งและเป็นโคที่ดีกว่าโคอื่นๆ ทั้งฝูงอีก ๖ ตัว น้ำนมซึ่งข้าพเจ้าได้มาโดยทำนองนี้ ข้าพเจ้าต้มด้วยหม้อเงินกับแก่นจันทร์และเครื่องเทศอันละเอียด ข้าพเจ้าเติมข้าวซึ่งได้มาจากการเก็บเกี่ยวที่เลือกเฟ้น และปลูกในท้องนาอันไถคราดอย่างประณีตและซึ่งเมล็ดทุกๆ เมล็ดได้เลือกแล้วแม้นเหมือนไข่มุก
          “ดังนี้แหละที่ข้าพเจ้าได้ทำด้วยน้ำใจอันกตัญญู เพราะข้าพเจ้าได้บนบานไว้ว่า ถ้าข้าพเจ้าได้บุตรชายมาเกิดแก่ข้าพเจ้าแล้วจะถวายเครื่องสังเวยเพื่อเป็นพยานแห่งความปลาบปลื้มยินดีของข้าพเจ้าที่ใต้ต้นไม้ของพระองค์ และบัดนี้ก็ได้บุตรชายแล้ว ในชั่วชีวิตของข้าพเจ้าจึงประสบแต่ความสุข
           พระมหาบุรุษจึงค่อยๆ เปิดผ้าคลุมสีแดงเข้มออกและเอาพระหัตถ์ของพระองค์ซึ่งช่วยโลกให้พ้นจากทุกข์วางลงบนศีรษะเด็ก แล้วตรัสว่า ขอความสุขของสูเจ้าจงยืนนาน และบุตรของสูเจ้าจงมีความเจริญในชีวิตเถิด เพราะสูเจ้าได้ช่วยตูข้าซึ่งไม่ใช่เป็นเทพเจ้าแต่เป็นญาติคนหนึ่งของสูเจ้า เดิมทีก็เป็นเจ้าองค์หนึ่งและบัดนี้เป็นผู้เดินทางเพื่อแสวงหาความสว่างซึ่งส่องให้เห็นไม่ทราบว่า ณ ที่ใด ทั้งกลางคืนและกลางวัน และเป็นแสงสว่างซึ่งส่องความมืดที่มนุษย์เกลือกกลั้วอยู่ด้วยมลทิน ทำอย่างไรมนุษย์จึงจะรู้จักความสว่างนั้น ตูข้าคงแสวงหาความสว่างนี้ได้ ความสว่างอันนี้ได้มาส่องอยู่ที่ตาของตูข้าอย่างรุ่งโรจน์และอย่างน่าหวังแล้วในขณะที่เนื้ออันอ่อนแอของตูข้ากำลังตายไป แต่น้องสาวผู้ใจบุญ เนื้อหนังนั้นกลับได้รับความช่วยเหลือจากอาหารอันบริสุทธิ์ซึ่งได้รับมาจากสัตว์หลายต่อหลายทอดเพื่อให้ได้มีแรงซึ่งประทังชีพดุจเดียวกับชีวิตได้ดำรงต่อๆ มาเป็นหลายทอด เพื่อให้มีสภาพสูงขึ้นกลายเป็นสุขยิ่งขึ้น แล้วก็หาความสุขโดยล้างเสียซึ่งบาปแต่ก็เพียงที่มีชีวิตอย่างเดียวนั้น สูเจ้าเห็นว่าเป็นความสุขโดยล้างเสียซึ่งบาปแต่ก็เพียงที่มีชีวิตอย่างเดียวนั้น สูเจ้าเห็นว่าเป็นความสุขเพียงพอแล้วหรือ ความเป็นอยู่และความรักอาจเป็นการพอเพียงแล้วหรือ?”

          
 นางสุชาดาทูลว่า พระองค์ผู้ทรงพระคุณธรรม ดวงกมลของข้าพเจ้านี้เล็กและหยาดฝนอันเล็กน้อยซึ่งชุ่มโชกทุ่งแต่เพียงน้อย แต่หยาดย้อยมาเต็มกลีบแห่งดอกเบญจมาศ เป็นการพอแล้วที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าดวงอาทิตย์แห่งชีวิตส่องสว่างแก่สามีข้าพเจ้าให้อยู่โดยผาสุกและกระทำความแย้มสรวลให้แก่บุตรชายของข้าพเจ้า อีกทั้งได้ส่งเสริมความสุขเสน่หาในเคหสถานของข้าพเจ้าให้มีอยู่เป็นนิตย์ ทุกวันเดือนปีอันเป็นชีวิตของข้าพเจ้าได้ผ่านมาพร้อมด้วยการซึ่งข้าพเจ้าได้ปฏิบัติการเรือนแล้วโดยเต็มที่ พออรุโณทัยไขแสงแดงเรื่อ ข้าพเจ้าก็ตื่นขึ้นเพื่อสวดมนต์บุชาพระเจ้าทั้งปวงและถวายธัญญาหาร อีกทั้งบำรุงรักษาต้นตุลสี(กะเพรา) แล้วก็แบ่งงานเป็นภาระให้แก่สาวใช้ของข้าพเจ้าทำ
          
 ในเวลากลางวันสามีของข้าพเจ้าเกยศีรษะเหนือตักของข้าพเจ้าแล้วหลับไหลไปในความฝันอันสันติสุข โดยได้รับความรำเพยแห่งลมของพัดที่ปัดโบก และเมื่อรับประทานอาหาร ณ สนธยาการอันสงบเงียบ ข้าพเจ้าก็อยู่ใกล้เธอและบำเรอขนมแก่เธอ ครั้นแล้วเหล่าดาราทั้งหลายก็เปล่งรัศมีแจ่มจรัสเพื่อสุขนิทรา ภายหลังที่ได้สวดมนต์ ณ วิหารแล้วสนทนากับมิตรสหายแล้ว
          
 ฉะนี้แหละข้าพเจ้าจะไร้ความสุขอย่างไรได้ เมื่ออุดมด้วยพรและได้บุตรชายมากำนัลให้แก่สามีของข้าพเจ้า คือบุตรชายซึ่งมืออันน้อยจะนำวิญญาณของเธอไปสู่สวรรค์ เมื่อกาลจำเป็นเพราะคัมภีร์แจ้งไว้ว่า เมื่อบุคคลใดปลูกต้นไม้เพื่อให้คนเดินทางได้อาศัยร่มและขุดบ่อสำหรับสาธารณชนแล้ว มีบุตรมาบังเกิดแก่บุคคลผู้นั้น เมื่อมรณะไปแล้วก็จะได้รับความสุข

          
 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเชื่อตามซึ่งคัมภีร์แจ้งไว้นั้นโดยน้ำใสใจจริงทีเดียว เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าอ่อนรู้กว่าปราชญ์ผู้มีบุญทั้งปวงในสมัยโบราณ ผู้ซึ่งทำการติดต่อกับเทพเจ้าทั้งหลายและรู้จักความสำราญและธรรมรสกับหนทางแห่งบุญกุศลและความสุขสันติภาพ

          
 ฉะนั้นข้าพเจ้านึกว่า ความดีย่อมบังเกิดจากการกระทำดี และความชั่วมาจากการกระทำชั่วอย่างแน่นอน สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่า ณ ที่ใดและเวลาใด เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าผลไม้ซึ่งมีประโยชน์ย่อมขึ้นจากเผ่าพันธุ์อันบริสุทธิ์ และสิ่งที่ขื่นขมย่อมขึ้นจากพันธุ์ซึ่งมีพิษ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความชั่วย่อมยังผลให้บังเกิดความแค้นเคือง และความอ่อนโยนกระทำให้เกิดความไมตรี กับความพยายามกระทำให้บังเกิดความสงบสุขในชั่วชีวิตของเรา ครั้นเมื่อยามความตายได้มาถึง เราจะไม่มีความสุขเหมือนอย่างบัดนี้ทีเดียวหรือ บางทีจะสุขยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ

          
 เพราะเหตุว่า แม้นแต่ข้าวเมล็ดเดียวยังทำให้บังเกิดกอเขียวประดับต้นดุจเมล็ดไข่มุก ๕๐ เมล็ดได้ และดอกดาราแห่งต้นจำปาขาวและสีทองยังซ่อนอยู่ในพุ่มไม้เล็กๆ สีหม่นๆ ปราศจากความสวย ข้าแต่พระองค์! ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าข้าพเจ้าอาจผจญความแร้นแค้นซึ่งจะสังหารความอ่อนน้อมพยายามและซึ่งจะทำให้หน้าต้องคลุกละอองฝุ่นได้ หากบุตรชายของข้าพเจ้าถึงซึ่งมรณะก่อนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าดวงใจของข้าพเจ้าคงขาดสะบั้น ทั้งข้าพเจ้าหวังใจจะให้ขาดสะบั้นเสียด้วย เมื่อดังนั้นข้าพเจ้าก็คงจะกอดบุตรซึ่งมรณะแล้วก็จะไปสู่โลกซึ่งเหล่านางภริยาผู้กตัญญูทั้งหลายไปเพื่อตั้งหน้าคอยสามีของข้าพเจ้า แต่ถ้าหากว่า ความตายได้มาเรียกเสนานิผู้เป็นสามีของข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าจะขึ้นเหนือกองฟืน ตระกองศีรษะของเธอไว้บนตักของข้าพเจ้าดุจดังปฏิบัติมาแล้วเป็นนิจนิรันดร์แล้วข้าพเจ้าจะทำใจยินดีในเมื่อเชื้อไฟได้ดุจกองฟืนเป็นเปลวเพลิงรุ่งโรจน์ขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วมีควันอันหนาทึบ หมุนเวียนอบอ้าวจนหายใจไม่ออก เพราะตามด้วยลักษณะแห่งพฤติการณ์ดังนี้ ความรักของนางนั้นก็จะทำให้วิญญาณแห่งสามีของตนดำรงอยู่ได้ถึงล้านปีบนเบื้องสวรรค์ สำหรับเส้นผมเส้นหนึ่งๆ แห่งศีรษะของตน เพราะเหตุนี้เองพระองค์ผู้มีบุญในชีวิตของข้าพเจ้าจึงมีความสุข แม้ข้าพเจ้าจะไม่ลืมว่าชีวิตของคนอื่นเศร้าโศกยากจนอ่อนแอและแร้นแค้นซึ่งเทพเจ้าทั้งหลายย่อมสงสาร

          
 แต่ส่วนข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าพยายามปฏิบัติในสิ่งซึ่งเห็นว่าดี โดยความพึงพอใจและข้าพเจ้าดำรงชีพอยู่ในความเคารพต่อพระบัญญัติโดยหวังว่าสิ่งซึ่งถึงจะมาและจะต้องมาถึงตนในภายภาคหน้านั้นคงจะเป็นสิ่งที่ดี พระมหาบุรุษจึงตรัสว่า สูเจ้าให้ความรู้แก่ครูทั้งหลาย คำชี้แจงอันง่ายๆ ของสูเจ้าปราดเปรื่องยิ่งกว่าวิทยาอันหนึ่ง จงยินดีในความโง่ของสูเจ้าเถิด เมื่อสูเจ้าได้รู้ทางแห่งความยุติธรรม และหน้าที่อันควรแก่ตนดังนี้แล้ว จงเจริญเหมือนดอกไม้ โดยให้ความร่มรื่นแก่บุตรของตน ภายใต้ความร่มเย็นของสูเจ้า แสงสว่างที่แรงกล้ายิ่งแห่งความจริงไม่เหมาะแก่ใบอันอ่อนละมุนซึ่งต้องคลี่ออก ณ ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงอื่น และจะงอกเงยผลิตดอกออกผลในภายภาคชีวิตอื่น สูเจ้าซึ่งได้นับถือตูข้าๆ ก็นับถือสูเจ้าซึ่งมีใจดีอย่างวิเศษ สูเจ้าซึ่งรู้จักหนทางได้โดยไม่รู้สึกเลย เช่น นางนกพิราบซึ่งถูกความปฏิพัทธ์พาให้กลับคืนยังรังของตน สูเจ้าแสดงให้เห็นว่า เหตุใดจึงมีความหวังไว้สำหรับมนุษย์ และให้เห็นว่าวัฏสงสารแห่งชีวิตนั้นเกี่ยวกับเจตนาของบุคคลอย่างไร ความสงบสันติภาพจงมีแก่สูเจ้า และบำเพ็ญความสุขให้แก่สูเจ้าเถิด ให้ตูข้าได้บรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จดังความปรารถนาแล้วของสูเจ้าด้วย ผู้ซึ่งสูเจ้ามาตรหมายว่าเป็นเทพเจ้าพระองค์หนึ่ง ขอวิงวอนให้สูเจ้าเอาใจช่วย ให้ความหวังนี้สำเร็จผลด้วย

          
 ขอพระองค์จงได้สำเร็จกิจของพระองค์เถิดนางว่าพลางมองบุตรของตนด้วยความรักซึ่งยื่นมือไปสู่พระมหาบุรุษเหมือนหนึ่งเคารพต่อพระองค์และซึ่งบางทีจะรู้ เหมือนอย่างเด็กทั้งปวงที่รู้ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ ฝ่ายพระองค์ทรงลุกขึ้นเพราะมีพระกำลังขึ้นโดยอาหารอันบริสุทธิ์ที่พระองค์ทรงเสวยแล้วก็เสด็จไปสู่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง คือต้นโพธิ์(ไม่รู้ร่วงโรยและคงจะอยู่ประหนึ่งว่าเป็นศรีแห่งโลกเสมอไป) คงเป็นบัญญัติแห่งโชคชะตา ความจริงจะมาเผยให้ปรากฏแก่พระมหาบุรุษ ณ ภายใต้ร่มโพธิ์นั้น บัดนี้องค์พระมหาบุรุษทรงทราบสิ่งนี้แล้ว อนึ่งพระองค์ย่างก้าวเสด็จไปทุกๆก้าว แสดงสง่าและความมั่นคง จนถึงต้นไม้แห่งธรรมวิทยาราศี โอ! มนุษย์โลกทั้งหลาย! จงปลาบปลื้มยินดีเถิด พระมหาบุรุษเสด็จมา ณ ภายใต้ต้นไม้นั้นแล้ว เมื่อพระองค์ทรงดำเนินถึงเงาร่มอันกว้างใหญ่ ภายใต้กิ่งก้านสาขาซึ่งแม้นเหมือนระเบียบอันมีต้นไม้เป็นเสาตั้งค้ำอยู่ และใต้พุ่มไม้อันเขียวชอุ่มสดใส แม่พระธรณีซึ่งรู้ในพระคุณธรรมก็บูชาพระองค์ด้วยการทำให้หญ้าอ่อนเขียวละมุนละไม งอกขึ้นใต้พระบาทของพระองค์ พร้อมทั้งดอกซึ่งมีรสสุคนธ์

          
 ฝ่ายกิ่งก้านของต้นโพธิ์นั้นก็น้อมลงมาเหมือนหนึ่งเป็นร่มกั้นพระองค์ กระแสพระพายอันสดชื่นหอมหวนด้วยกลิ่นแห่งดอกบัวโชยมาจากแม่น้ำ โดยบารมีแห่งเทพผู้เป็นเจ้าแห่งสินธุ ดวงตาอันกว้างอย่างตื่นตกใจแห่งสรรพสัตว์ซึ่งอาศัยป่า เช่น เสือดาว หมูป่าและเนื้อทรายซึ่งต่างล้วนแต่มีความสงบสุข ณ เย็นวันนี้จะจากถ้ำหรือพุ่มไม้ก็ดี ก็ได้ประสบพบพระวรพักตร์อันมีสิริของพระองค์ เหล่างูซึ่งมีพิษเลื้อยออกจากรูอันเยือกเย็นของตนแล้วก็ก้มเศียรเพื่อเป็นการเคารพพระองค์ เหล่าผีเสื้อสีต่างๆ ก็โบกปีกสีฟ้าสีเขียวหรือเหลือบเพื่อโบกพัดพระองค์ เหยี่ยวตัวร้ายปล่อยอาหารของตนทิ้งเสีย พลางออกเสียงร้อง หนูลายกระโดดไปมา ณ กิ่งไม้เพื่อดูพระองค์ นกซึ่งขยันคูขับอยู่ ณ ริมรังซึ่งไกวแกว่ง กิ้งก่าวิ่ง นกดุเหว่าขับร้องด้วยเสียงเสนาะของตน นกพิราบร่อนรอบบริเวณจนแม้แต่สัตว์เลื้อยคลานก็รู้สำนึกและเบิกบานใจ เสียงของแผ่นดินและสวรรค์ร้องซร้องสาธุการเป็นเสียงเดียวกัน

          
 เป็นทำนองว่า ท่านผู้มีศักดิ์แลผู้เป็นปิยมิตร! พระองค์ผู้ช่วยทุกข์โดยความรักโลก! พระองค์ซึ่งชนะแล้วซึ่งความโกรธและความเย่อหยิ่ง ความอยาก ความกลัวและความสงสัย พระองค์ซึ่งบำเพ็ญพระองค์เพื่อประโยชน์แก่คนทุกคนและสัตว์โลกทั้งปวง จงไปยังต้นไม้นั้นเถิด สัตว์โลกอันเศร้าโศกขออวยพรแก่พระองค์ พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าซึ่งจะบรรเทาทุกข์ของโลกจงเสด็จไปเถิด พระองค์ผู้ทรงศักดาและน่าเคารพบูชา จงบรรลุความมีชัยครั้งที่สุดสำหรับข้าพเจ้าทั้งหลาย พระราชาและผู้เป็นจักรพรรดิอันใหญ่ยิ่ง กาลเวลาของพระองค์มาถึงแล้ว นี้แหละราตรีกาลซึ่งมนุษย์หลายศตวรรษได้รอคอย

          
 ดังนั้นแล้วก็ถึงซึ่งราตรีกาล ในเวลาเดียวกับที่พระมหาบุรุษประทับนั่งใต้ต้นไม้ แต่เจ้าแห่งราตรีคือมารซึ่งรู้ว่าพระองค์ประทับอยู่ในที่นั้นเพื่อจะได้ช่วยมนุษย์ เมื่อกาลเวลาได้มาถึงซึ่งพระองค์จะต้องค้นหาความจริงเพื่อช่วยเพื่อช่วยโลกให้พ้นทุกข์ก็ออกคำสั่งแก่บรรดาเจ้าแห่งความชั่วทั้งปวงทันที บรรดาปิศาจทั้งปวงซึ่งเป็นศัตรูของความดีและความสว่างจึงออกจากขุมนรกอันลึกแล้วชุมนุมกัน คือ อรติ ตฤษณะ ราคะ กับบริวารคือความโลภหลง ความเกลียดชัง ความโง่เขลา ความไม่ประมาณกับอีกเหล่าสาขาแห่งความแห่งความมืดมนอนธการและความกลัวทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเกลียดพระมหาบุรุษและพยายามทำให้พระองค์หวั่นไหวพระทัยและไม่มีใครเลยจนแม้ผู้เป็นจอมปราชญ์ไม่รู้ว่าปิศาจเหล่านี้ใช้วิธีใดผจญกับพระมหาบุรุษในคืนวันนั้นเพื่อกำจัดความจริงให้ห่างเสียจากพระองค์ บางทีในท่ามกลางความหวั่นไหวของพายุ กองทัพปิศาจก็กระทำให้อสุนีบาตกัมปนาทหวาดหวั่นทั่วทั้งเวหา

          
 อีกทั้งทำให้ฟ้าแลบแปลบตาเหมือนดังหอกคดกริชซึ่งจะขัดทำลายฟ้าสีแดงเข้มให้แหลกลาญ บางทีโดยอุบายและคำพูดอันไพเราะ ปิศาจเหล่านั้นก็กระทำให้ปรากฏรูปซึ่งงามอย่างมารยาขึ้น ณ ท่ามกลางแห่งใบไม้อันแน่นิ่งและให้บังเกิดสำเนียงเสียงขับร้องอันยั่วยวนและเสียงเย็นเยือกแห่งความเสน่หา บางทีก็ล่อลวงพระองค์โดยถวายอำนาจด้วยอุบายอันเย้ยหยัน ปิศาจเหล่านั้นก็แสดงแก่พระองค์ให้ปรากฏเป็นว่าความจริงนั้นไม่มีค่าประโยชน์อะไร แต่บรรดาการต่อสู้ทั้งนี้จะเป็นอาการซึ่งปรากฏออกมาอย่างซึ่งแลเห็นได้จริงก็ดี หรือพระมหาบุรุษ พระองค์ทรงต่อสู้วิญญาณอันชั่วร้ายเหล่านั้นอยู่ ในพระทัยอันลึกซึ้งของพระองค์ก็ดี เชิญท่านพิจารณาดูเถิด ข้าพเจ้าจะกล่าวตามที่จารึกไว้ในคัมภีร์โบราณเท่านั้นเอง

          
 บาปอันอุกฤษฏ์ ๑๐ อย่างก็มาถึง คือ มิตรอันศักดานุภาพของมาร หมู่เทวดาแห่งความชั่วตัวแรก คืออัตตวาทะ ผู้เป็นบาปแห่งการเห็นแก่ตัวเองซึ่งพอใจแต่ชมหน้าของตนเองดังดูรูปในกระจกอยู่ในโลกร้องว่าอาตมาและอยากได้ยินโลกกล่าวว่า อาตมาและอยากเห็นสิ่งทั้งหลายวอดวายลงด้วยในเมื่อตนตกทุกข์ยากถ้าสูเจ้าเป็นพุทธะมันกล่าว จงปล่อยคลำทางในความมืดเถิด เป็นการพอเพียงแล้วที่สูเจ้าเป็นผู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง จงลุกขึ้นเถิดแล้วรับความสุขจากข้าพเจ้าทั้งหลายซึ่งจะไม่ต้องผจญความเปลี่ยนแปลง ความรำคาญและการต่อสู้นั้นเถิดแต่พระมหาบุรุษตรัสตอบว่าความยุติธรรมของเจ้านั้นน่าเกลียดน่าชัง ความไม่ยุติธรรมเป็นของอัปรีย์ จงไปล่อลวงผู้อื่นที่เห็นแก่ตัวของตนเองนั้นเถิด

          
 ครั้นแล้วเจ้าตัวสงสัยระแวง คือตัวบาปมุสาอันน่าชังก็มากระซิบที่พระโสตแห่งพระมหาบุรุษว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ความฝัน และสิ่งที่เหลวไหลก็คือวิทยาแห่งความทะเยอทะยานในสิ่งเหล่านั้น สูเจ้าพยายามหาสิ่งที่เป็นแต่เพียงเงาเท่านั้น จงลุกขึ้นเถิดแล้วไปเสียจากที่นี้ ไม่มีผลอะไรดียิ่งไปกว่า ไม่ปรารถนาหรือการเฉยต่อสิ่งต่างๆ ไม่มีอะไรมาช่วยมนุษย์ได้เลย และมนุษย์ก็ไม่สามารถบังคับล้อเวียนวนซึ่งหมุนเสมอให้หยุดได้

          
 แต่พระมหาบุรุษของเราตรัสตอบว่า เจ้าไม่มีธุระที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับเรา วิจิกิจฉา (ความสงสัยหรือระแวง) เจ้าโกหก! เจ้าผู้ซึ่งเป็นศัตรูอันร้ายยิ่งของมนุษย์ในลำดับที่ ๓ เจ้าตัวบาปซึ่งเป็นมูลอำนาจของความเชื่อถืออย่างโง่เขลา คือ สีลัพพตปรามาสซึ่งเป็นแม่มดซึ่งในบางประเทศได้รับความห้อมล้อมเชื่อถือจากคนซื่ออย่างเต็มตัว แต่ซึ่งกระทำกลมารยาอยู่เป็นเนืองนิตย์เพื่อล่อลวงวิญญาณด้วยให้เซ่นสรวงและบนบานต่างๆ โดยถือลูกกุญแจสำหรับปิดนรกเปิดสวรรค์อยู่ในมือของมันสูเจ้ามีความกล้าหาญอยู่หรือมันว่า ลองทำลายคัมภีร์ต่างๆ ของเรา และจงลองล้มพระเจ้าของเราเสียสิ จงทำให้โบสถ์ไม่มีคนเข้า แล้วจงทำลายบัญญัติซึ่งสั่งสอนนักบวชและอุ้มชูพระราชอาณาจักรนั้นให้ได้สักหน่อยเถิด

          
 พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าสิ่งที่เจ้าขอให้เราทำลายนั้น เป็นแต่เพียงรูปการที่ใช้ได้ชั่วคราวเท่านั้น แต่ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ถาวรยืนนาน จงกลับไปสู่ความมืดของเจ้าเถิด

          
 ครั้นแล้วเจ้าตัวล่อลวงบรมเจ้าเล่ห์ก็เดินเข้ามาอีกอย่างไว้ภูมิคือกามาเจ้าแห่งความอยากซึ่งมีอำนาจจนกระทั่งเทพเจ้าทั้งหลาย เจ้าแห่งความหลง ราชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรของความสนุกรื่นเริง มันเดินมาพลางหัวเราะ ภายใต้ต้นไม้ถือธนูทองคำประดับด้วยดอกไม้สีแดงและลูกศรแห่งความอยากซึ่งปลายเป็นเปลวไฟอันกล้า ๕ เปลว สำหรับให้ทิ่มแทงหัวใจซึ่งมันพุ่งไปถูกอย่างร้ายแรงเสียยิ่งกว่าหอกที่ใส่ยาพิษ และโดยรอบของมันก็มีภาพที่งามเพริศพริ้งในดวงตา และริมฝีปากลออเอี่ยมเยี่ยมยอดซึ่งร้องเพลงเป็นบทบาทอันยียวนชวนสวาทอันเป็นบทเยินยอความเสน่หาประสานกันกับเสียงดนตรีอันไพเราะจากเครื่องดนตรีซึ่งแลไม่เห็น ก็มาถึง ณ ที่อันวิเวกวังเวงนี้อีก

          
 แต่ละอย่างล้วนประกอบด้วยความกำหนัด จนราตรีกาลมีอาการเสมือนหนึ่งว่าสงบเสงี่ยมเพื่อฟังมัน และเหล่าดาราและดวงจันทร์เหมือนจะไม่โคจรต่อไปในระหว่างที่มันขับร้องบทบาทความยั่วยวนเพื่อล่อลวงให้เสียพิธีของพระมหาบุรุษและทูลแก่พระองค์ว่าผู้ซึ่งจะต้องตาย จะหาอะไรให้ดีเลิศกว่าความต้องการของตนในไตรโลกอันกว้างใหญ่ซึ่งมีความสวยงามและกลิ่นสุคนธ์ยวนยั่วไม่ได้แล้วและไตรโลกนี้จะไม่มีอะไรดีกว่าดอกกุหลาบซึ่งเป็นพลอยทับทิมแห่งความเสน่หา เปล่าไม่มีอะไรเลยที่จะมีค่าเกินกว่าความสำราญชื่นบานด้วยรูปกายซึ่งมายั่วยวนแก่จักษุประสาทให้ปรากฏหนทางและกามแห่งบุคคลที่ต้องรักซึ่งเป็นความกลมกล่อมอย่างไม่มีที่บกพร่อง แม้จะมีความรู้สึกระหว่างวิญญาณกับวิญญาณก็ดี ความกลมกล่อมอันยั่วยวนก็กระทำความกำหนัดให้แก่โลหิตของเรา และความเจตนาของเรารู้สึกบูชาและต้องการโดยรู้ว่านั่นแหละที่ดีกว่าอะไรทั้งหมด เป็นสวรรค์อันแท้จริงซึ่งมนุษย์ที่จะต้องตายจะได้รับความสุข เช่นเดียวกันกับเทพเจ้าผู้สร้าง และผู้เป็นใหญ่ เป็นของขวัญที่ดีกว่าของขวัญทั้งปวงซึ่งผลัดเปลี่ยนให้ใหม่อยู่เสมอและซึ่งมีค่าดีพอที่จะยอมลำบากตั้งพันอย่างเพื่อให้เป็นผลสำเร็จ เพราะใครบ้างที่ได้รับความทรมาน เมื่อแขนอันละมุนละไมมาสวมกอด และเมื่อตลอดชีวิตของเราก็มีแต่ความสุขเป็นเอก และโลกทั้งมวลดำรงเพื่อเป็นความกระสันอันแรงกล้าสำหรับตน

          
 หรือถ้าจะผูกเป็นกลอนก็คงมีเนื้อความว่า:- 

  มนุษย์ผู้เวียนวนวัฏสงสาร
จะต้องการอะไรยิ่งไปกว่า
ต้องการเห็นแต่ความงามนัยน์ตา
ต้องการกลิ่นสุคนธาที่ยวนใจ
กลิ่นกุหลาบซาบซ่านฆานประสาท
กลิ่นใดอาจเทียมเทียบเปรียบเท่าได้
เป็นกลิ่นซึ่งพึงหน่วงดวงหทัย
ให้ใฝ่ในเสน่หากามารมณ์
ความสำราญบานใจไม่มีค่า
เท่าเห็นกายาหญิงไร้สิ่งห่ม
เพราะได้เห็นรูปโฉมน่าโลมชม
ด้วยความกลมกล่อมสะอางอย่างยียวน
ความกลมกล่อมย่อมนำความกำหนัด
เร้ามนัสเร้าตัณหาพาปั่นป่วน
เร้าโลหิตเร้ากระสันให้รัญจวน
ทั้งสิ้นล้วนเร้าใจให้เฟื่องฟู
ฤทธิเร้าเตือนเหมือนได้ไปสวรรค์
คือภพชั้นที่พระเจ้าอยากเข้าสู่
ก็เหตุใดโคดมบรมครู
จึงไม่รู้ทางไปที่คล้ายกัน
กลับมานั่งทรกรรมทนลำบาก
เว้นเสียจากเร้าใจให้กระสัน
หรือสุขกามารมณ์ไม่สมกัน
กับสวรรค์สุขซึ่งจะพึงดล
ใครเดือดร้อนเพราะกรนารีกอด
สำออยออดให้สุขทุกขุมขน
สุขเช่นนี้ควรใฝ่หาใส่ตน
ทั้งสากลภพหล้าหาง่ายเอย
 


          
 นี่แหละคือเพลงที่มันขับร้องพร้อมด้วยมืออันแสนงอน ตาอันเปล่งปลั่งไปด้วยเปลวแห่งเสน่ห์ และความยิ้มแย้มยียวนและเมื่อเวลาเต้นรำเพื่อยั่วตัณหามันก็หุ้มกายของมันแต่เพียงครึ่งตะโพก และอวัยวะอ่อนนุ่มของมันดุจดังดอกไม้ตูมครึ่งเดียวที่เผยให้เห็นสี แต่ยังซ่อนเกสรในของมันอยู่ฉะนั้น ไม่มีความงามใดเลยที่มายั่วยวนความกระสันให้ปรากฏแก่จักษุประสาทเท่ากับความงามของเหล่านางฟ้อนรำในที่มืดซึ่งขยับเขยื้อนมาใกล้กับต้นไม้ ถ้าดูทีละคน ตาคนดูล้วนแต่จะเห็นงามเยี่ยงยิ่งกว่านางที่เห็นแล้วก่อน พลางรำพันว่าโอ้! พระมหาสิทธัตถะ! ข้าพเจ้ามาหาพระองค์ จงลิ้มรสจากปากของข้าพเจ้าและจงทดลองดูความเป็นสาวของข้าพเจ้าว่าน่าพิศวาสหรือไม่

          
 ครั้นแล้วเมื่อไม่มีอะไรเลยที่อาจกระทบกระเทือนดวงพระหทัยของพระมหาบุรุษของเราได้แล้ว เจ้าตัวกามก็กวัดแกว่งธนูวิเศษของตน และทันใดนั้นหมู่นางฟ้อนก็หลีกออก แล้วมีภาพนางหนึ่งมาปรากฏขึ้นอีก งามยิ่งและเพริศพริ้งยิ่งกว่านางทั้งปวงเดินเข้ามา โดยให้ปรากฏเป็นภาพของพระนางศรียโสธรา ดวงเนตรซึ่งเอิบอาบไปด้วยน้ำอัสสุชล แสดงให้ปรากฏว่ามีความพิสมัยอย่างสุดสวาท แขนทั้งสองที่เหยียดยื่นให้ไปยังพระองค์ แสดงว่าระทมทุกข์แสนสาหัส และด้วยศัพท์สำเนียงอันละห้อยโหนหวน ภาพอันงามนั้นก็เรียกพระนามของพระองค์และสะอื้นว่า ทูลกระหม่อมเจ้าขา! หม่อมฉันจะตายเพราะพระองค์ทอดทิ้งนี้แล้ว สวรรค์อะไรเล่าซึ่งทรงเห็นว่าเทียมเท่ากับสวรรค์ซึ่งได้ประสพด้วยกัน ณ ริมแม่น้ำโรหิณีอันใสสะอาด ในราชสำนักเกษมศานต์ซึ่งตั้งแต่หลายปีอันร้ายกาจ หม่อมฉันต้องวิโยคโศกาเพราะพระองค์เสด็จกลับเสียเถิด

          
 พระสิทธัตถะเสด็จกลับเสีย! หรือมิฉะนั้นอย่างน้อยจงจุมพิตริมพระโอษฐ์ของหม่อมฉันเสียใหม่ และได้ทรงโปรดให้หม่อมฉันอิงแอบแนบกาย ณ พระอุระของพระองค์อีกครั้งหนึ่งเถิด แล้วความฝันอันหาผลมิได้ก็จะสิ้นสูญไป จงทอดพระเนตรเถิด หม่อมฉันมิใช่ผู้ซึ่งพระองค์เสน่หาดอกหรือ!แต่พระมหาบุรุษตรัสว่าโดยความรักอันละมุนละม่อมแก่ผู้ซึ่งเจ้าปลอมตัวมา ทำให้เหมือนเขาซึ่งเป็นมารยาอันเป็นแต่เพียงเงาแห่งความงามและความเสน่ห์ดังนี้นั้น อุบายของเจ้าหาบังเกิดผลอะไรมิได้เลย เราไม่แช่งเจ้า เจ้าซึ่งทำเป็นรูปทรงอันมีค่ายิ่ง แม้เจ้าจะเป็นเหมือนอย่างอาการทั้งปวงซึ่งปรากฏอยู่เหนือพื้นธรณีนี้ก็ดี จงกลับกายของเจ้าไปสู่ที่สว่างเวิ้งเสียใหม่เถิดครั้นแล้วก็มีเสียงก้องขึ้นในป่า และหมู่กายอันวิไลลักษณ์ทั้งมวลก็ค่อยๆ อันตรธานไปพร้อมกับธงแห่งเปลวไฟซึ่งลอยลิ่ว และชายเสื้อซึ่งจางหายไปในอากาศ

          
 ต่อมา ภายใต้ฟ้าอันขมุกขมัว และในเมื่อมีศัพท์สำเนียงเสียงพายุฝนโบกพัดเริ่มซัดมา เจ้าตัวบาปตัวที่ร้ายกาจยิ่งซึ่งเป็นกองระวังหลังแห่งเจ้าตัวบาปทั้ง ๑๐ ก็มีอีก ตัวบาปที่ ๑ คือ ปฏิฆะ เจ้าพยาบาท มีงูพันรอบอกของมันซึ่งดูดน้ำนมอันมีจากนมยานของมัน และขู่ฟ่อระคนกับเสียงด่าแช่งอย่างแดกดัน มันกระทำความรำคาญให้แก่องค์ผู้มีบุญได้ไม่มากมายอะไร เพราะด้วยดวงพระเนตรอันสงบของพระองค์กระทำให้ริมฝีปากอันขมขื่นของมันอ่อนลง และทำให้งูดำต้องบิดตัวของมันแล้วหดเขี้ยวของมันเสีย

          
 ครั้นแล้วรูปราคะ เจ้าตัณหาในทางประเวณี ตัวบาปอันลามกใคร่ด้วยความคลั่งในความสังวาส เป็นความสำราญทำให้ลืมเสียซึ่งความดำรงชีพ ต่อจากมันก็มีเจ้าตัณหาแห่งความใคร่มีชื่อเสียง คืออรูปราคะ ซึ่งโดยอาการกิริยาอันสุขุมของมันล่อให้คนดีกลายเป็นคนเสีย เป็นที่เกิดแห่งความกลั่นกล้า แห่งการสงครามและความเหนื่อย

          
 ต่อจากนั้นก็มาโน เจ้าความหยิ่ง เจ้าปิศาจแห่งความจองหอง แล้วก็เจ้าตัวรักตนเองนามว่า อุทธัจจะ แล้วเจ้าตัวโง่ซึ่งห้อมล้อมไปด้วยสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์บินอันน่าเกลียดสารเลว ไม่สมประกอบอย่างคางคกและค้างคาวก็มาถึงซึ่งเป็นที่เกิดแห่งความกลัว

          
 และความอยุติธรรมนามว่า อวิทยา (หมายความว่าความโง่เขลา ความเผลอ เห็นสิ่งที่ไม่ถาวร) ตัวแม่มดอันน่าเกลียดชังซึ่งเมื่อมันปรากฏมานั้น กระทำให้ราตรีกาลมืดยิ่งไปอีก และภูเขาก็สนั่นหวั่นไหวด้วยอานุภาพของมัน พายุร้ายคะนองลำพองพัดและเมฆก็กระจายละลายเป็นฝนตกลงมาอย่างห่าใหญ่ ดวงดาราตกจากฟ้า แผ่นดินไหวเหมือนกับว่าถูกไฟจี้ ณ แผลซึ่งเหวอะหวะ

          
 ท้องฟ้าซึ่งวับแวบไปด้วยสายฟ้า แลบกระพือเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง เสียงร้องอันน่าอนาถ และเสียงหมาเห่าหอน หน้าตาอันเหี้ยมโหดดูถมึงทึง และหน้าผากอันกว้างใหญ่น่าสะพรึงกลัวและผึ่งผายคือ หมู่เจ้าแห่งนรกซึ่งมาจากใต้บาดาลและนำบริวารของมันมาเพื่อล่อลวงพระศาสดาจารย์ แต่พระองค์หาได้กังวลด้วยไม่

          
 พระองค์ยังคงประทับด้วยพระวรลักษณ์อันบริสุทธิ์ของพระองค์อยู่ เพราะพระองค์มีคุณธรรมอันบริสุทธิ์ของพระองค์เป็นเครื่องป้องกัน ดุจดังอันที่แข็งแรงบริสุทธิ์พร้อมด้วยประตูและป้อมปราการ และพฤกษชาติอันศักดิ์สิทธิ์ คือต้นโพธิ์นั้นก็ไม่ไหวติงด้วยอำนาจแห่งพายุ ทั้งใบก็แวววับอย่างปกติดุจในยามราตรีกาลซึ่งสว่างไสวไปด้วยแสงของดวงจันทร์คราเมื่อไม่มีลมเฉื่อยแม้แต่น้อย มากระทำให้หยาดน้ำค้างตกลงมา เพราะความอึงมี่เหล่านี้คะนองลำพองลั่นอยู่นอกเขตเงาแห่งกิ่งใบทั้งมวลของต้นโพธิ์นั้น

          
 ครั้นกาลกำหนดระยะที่ ๓ แผ่นดินก็สงบเงียบ ฝูงปิศาจวายร้ายทั้งปวงก็หนีไปสิ้น และลมเฉื่อยก็พัดมาทางภายใต้ดวงจันทร์ซึ่งฉายแสงอยู่สลัวๆ ครั้นแล้วพระมหาบุรุษก็บรรลุซึ่งบุพเพนิวาสานุสติญาณ พระองค์ทรงแลเห็นทางแห่งความเป็นอยู่ในโลก ทุกๆ โลกซึ่งไกลยิ่งและยิ่งไกลๆ ออกไปอีก โดยอาศัยรัศมีซึ่งส่องเหมือนมนุษยชาติ และทรงระลึกชาติของพระองค์ที่ได้ล่วงแล้วมาในทุกๆ พิภพว่า มีจำนวนห้าร้อยห้าสิบชาติประดุจคนเดินทางซึ่งกำลังพักเหนื่อยอยู่บนยอดเขา กำลังมองดูมรรคาขรุขระซึ่งตนได้เดินมาตามแนวหน้าผาเหวและป่าสุมทุมซึ่งเมื่ออยู่แต่ไกลก็คล้ายเช่นจุดดำหรือตามหนอง น้ำใสจนดูเห็นเป็นสีเขียวและที่ลุ่มที่ต่ำซึ่งเขาได้เดินมาจนเหนื่อย เหนื่อยที่สุด

          
 ยอดเขาอันน่าสยดสยองซึ่งเท้าของเขาแทบจะลื่นล้ม และต่ำลงมาก็มีหญ้าซึ่งผึ่งแดด แก่ง ถ้ำและบึง และไกลออกไปอย่างลิบลับสายตาก็คือทุ่งซึ่งเขาได้ออกมา เพื่อให้ถึงขอบฟ้าอันเขียวอ่อนเหล่านี้ฉันใด ฝ่ายพระมหาบุรุษก็ทรงชมลำดับแห่งความเกิดต่อๆ มาของพระองค์ฉันนั้น
          
 นับตั้งแต่ทุ่งต่ำซึ่งชีวิตไม่ถาวรจนกระทั่งถึงความสูงที่ยิ่งสูงๆ ขึ้นไป อันเป็นที่ซึ่งความดีอันใหญ่ทั้ง ๑๐ ประการ รอคอยคนเดินทางเพื่อนำไปสู่สวรรค์ พะรมหาบุรุษยังเห็นอีกว่า ความเกิดใหม่ทุกๆ กำเนิดนั้น ย่อมรับผลซึ่งกำเนิดในชาติก่อนได้พูนเพาะมาแล้วนั้นอย่างไร อย่างไรซึ่งเมื่อชีวิตชะงักไปทีหนึ่ง(คือตายไปครั้งหนึ่งแล้ว) ก็ดำเนินไปใหม่อีก โดยสงวนผลได้และรับผิดชอบในเรื่องความเสียหายที่มีมาแล้วแต่ปางก่อนนั้น และในชั่วชีวิตทุกๆ กำเนิด ความดีย่อมเป็นมูลให้ดียิ่งขึ้นอีก และความชั่วก็เป็นมูลแห่งความชั่วใหม่อีก อย่างไร เพราะความตายนั้นเป็นเพียงประหนึ่งว่างบยอดบัญชีเป็นลูกหนี้หรือเป็นเจ้าหนี้ครั้งหนึ่งเท่านั้น และโดยการคำนวณซึ่งไม่มีคลาดเคลื่อน ยอดยกไปแห่งความประพฤติดีและความประพฤติชั่วก็ตราไว้ในตัวเอง โดยถูกต้องแน่นอนไม่ผิดแม้แต่น้อย เพื่อนับคำนวณสำหรับกำเนิดใหม่ที่เริ่มตั้งต้นอีกซึ่งประกอบด้วยความคิดและความประพฤติที่ล่วงมาแล้ว การต่อสู้และชัยชนะความจำอย่างเผินๆ และร่องรอยแห่งชีวิตหลายชาติซึ่งเหือดหายไปแล้ว

          
 และเมื่อจวนจะถึงซึ่งความตรัสรู้ ในเวลาเที่ยงคืนพระองค์ก็บรรลุซึ่งอภิชญาณ (ทิพพจักษุญาณ) คือความเล็งเห็นแลเห็นอันรุ่งโรจน์เกี่ยวด้วยโลกนี้ และโลกที่สูงๆ ซึ่งสุดที่จะระบุนามและเกี่ยวกับระเบียบต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับดวงดารา พระอาทิตย์และโลกทั้งหลายซึ่งเหลือที่จะคณนา อันโคจรไปด้วยความสม่ำเสมออย่างวิเศษเป็นหมู่เดียวกัน แม้จะอยู่ห่างกันก็ดี แต่ก็จัดว่าเป็นหมู่เป็นพวกเดียวกันทั้งมวล ซึ่งแม้ว่าอยู่ห่างกัน ไม่ติดต่อกันก็ดี โลกทั้งหลายซึ่งเปรียบเป็นเกาะเงินอยู่ในลูกคลื่นซัดกลิ้งไปตามกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงมิรู้สิ้นสุด

          
 พระองค์ทรงเห็นบรรดาดาวแห่งแสงสว่างซึ่งมีอำนาจสัมพันธ์อันมองไม่เห็น หน่วงเหนี่ยวหมู่ดาวน้อยอื่นๆ และซึ่งต้องอนุโลมหมุนรอบโลกอื่นที่มีอานุภาพยิ่งกว่าตนซึ่งโลกเหล่านั้นเองก็เป็นบริวารของดาวอื่นๆ ที่ไกลยิ่งไปอีก ประหนึ่งว่าดาวดวงหนึ่งย่อมส่องแสงอันเป็นประทีปแห่งชีวิตไปให้อีกดวงหนึ่งไม่รู้สิ้นสุด นี่แหละคือสิ่งที่ปรากฏในความเพ่งเล็งของพระองค์ และพระองค์ยังเห็นจักรราศีใหญ่และจักรราศีของโลกทุกโลก อีกทั้งการคณนากัลป์ (กัลป์เป็นวันหนึ่งของพราหมณ์ ซึ่งเท่ากับ ๔,๒๓๐ ล้านปี สิ้นกัลป์หนึ่ง พิภพก็จะสูญไป) และมหากัลป์ของโลกเหล่านั้นอันเป็นพิกัดอัตรากาลเวลาซึ่งไม่มีผู้ใดเลยอาจคาดถึงได้ (แม้แต่ผู้ใดซึ่งอาจนับน้ำแห่งแม่คงคาให้เป็นหยดๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงทะเลก็ดี) และซึ่งแสดงกำหนดกาลเวลาซึ่งโลกทั้งหลายเจริญและอันตรธานไป ซึ่งในระหว่างนั้นเหล่าโลกที่อยู่ในท้องฟ้านี้ก็ดำรงชีพอยู่ด้วยความรุ่งโรจน์ ครั้นแล้วก็มืดมัว และหายไปสักวารแล้วสักวารเล่า

          
 พระองค์รำพึงพิจารณาด้วยความลึกสุขุมและยอดแห่งความสุขุม รวมใจความว่าอย่างละเอียดลออ โดยเพ็งเล็งไปจนถึงเวหาอันเขียวซึ่งไม่มีขอบเขตและลักษณะของบรรดาโลกต่างๆและสมัยความเป็นไปประกอบด้วยอาการแห่งโลกทั้งปวงนั้น พระองค์ก็ทรงเห็นว่าอยู่ในกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ทั้งนี้โดยความสงบอยู่ในพุทธกิจอขงพระองค์ซึ่งต้องการให้ความมืดแปรมาสู่ความสว่าง และความตายมาสู่ความดำรงชีพซึ่งทำให้ที่ว่างเปล่ากลับเปี่ยมเต็ม ให้รูปกายแก่สิ่งซึ่งยังไม่มีรูปกาย เปลี่ยนความดีให้เป็นความดียิ่งขึ้น และความดียิ่งให้เป็นดีเต็มที่ โดยระเบียบซึ่งสำแดงโดยตนเองที่ไม่มีผู้ใดตั้งและไม่มีผู้ใดคัดค้าน เพราะระเบียบนั้นอยู่เหนือพระเจ้าทั้งหลาย ทั้งไม่แปรปรวน สุดที่จะพรรณนาและใหญ่ยิ่ง เป็นอำนาจซึ่งสร้าง ทำลาย และสร้างขึ้นใหม่อีก เป็นผู้ครองสิ่งทั้งปวงตามกฎแห่งความดีซึ่งสำเร็จลงเป็นความงาม ความจริงและคุณประโยชน์จนมีผลว่า ถ้าใครได้รับใช้อำนาจนั้นแล้วก็ได้ดี ใครขัดขวางก็ได้ชั่วฉะนั้น

          
 ตัวบุ้งก็ทำดีแล้วที่ได้อนุโลมตนให้เป็นไปตามธรรมชาติ เหยี่ยวก็ทำดีแล้วในการที่ตนได้นำอาหารสดอันชุ่มไปด้วยเลือดไปให้ลูกของมัน หยาดน้ำค้างและดาวก็มีแสงอย่างเดียวกัน และมีส่วนร่วมงานของโลกอยู่ด้วยกัน ฝ่ายมนุษย์ซึ่งมีชีวิตสำหรับตาย ก็ตายสำหรับเหตุผลที่ดี หากว่าตนได้ยึดเอาความประพฤติซึ่งไม่มีตำหนิไว้เป็นเครื่องจูงนำตน กับยึดเอาเจตนาอันเที่ยงแท้สำหรับไม่เพียงแต่ช่วยอย่างเดียว แต่สำหรับยักย้ายสัตว์โลกทั้งปวงให้พ้นจากความแปรปรวน ทั้งเล็กทั้งใหญ่ที่ทรมานอยู่ด้วยความดำรงตัวตน นี่แหละสิ่งซึ่งพระมหาบุรุษของเราเห็นในระหว่างที่จวนจะถึงซึ่งความตรัสรู้ตอนเที่ยงคืน 
          แต่ครั้นถึงคราวที่
 จวนจะถึงซึ่งความตรัสรู้ในลำดับที่ ๔ พระองค์ก็ทรงทราบความลับแห่งความเศร้าโศก (บรรลุอาสวักขยญาณ)ซึ่งเป็นอุปสรรคแก่กฎโดยอาศัยความชั่ว ดุจดังควันและขี้แร่ซึ่งทำให้ไฟของช่างทองดับไป ครั้นแล้วทุกขสัจองค์ที่ ๑ แห่งความจริงอันสุขุมก็ประจักษ์แก่พระองค์ พระองค์ทรงเห็นว่าทุกข์เป็นเงาแห่งชีวิตซึ่งเปลี่ยนที่ไปด้วยกัน และซึ่งเราอาจพ้นเสียได้ก็โดยพ้นจากความเป็นอยู่โดยตรง และฐานะทั้งปวงของตน คือ ความเกิด ความเติบโต ความเสื่อม ความรัก ความแค้น ความบันเทิง ความทรมานตัวตนและความประพฤติ ไม่มีสิ่งซ่อนอยู่ในสภาพแห่งความพึงใจเหล่านี้ได้

          
 หากผู้นั้นไม่มีวิทยาซึ่งอาจนำให้รู้ในเล่ห์กลของมันได้ แต่ผู้ใดซึ่งรู้จักอวิทยา มายา อบายมุข เหยียดมันให้เสียห่าง ไม่ริรักชีวิตต่อไป แต่ก็พยายามจนได้บรรลุถึงซึ่งความรอดพ้นไปได้ ตาของผู้นั้นย่อมเฉียบแหลม เขาย่อมเห็นว่ามายาเป็นอบายมุข เป็นมูลแห่งสังขาร (ความน้อมไปทางเลวทราม) และวิญญาณ(จิต)ซึ่งบังเกิดนามรูป(รูปกาย) โดยเฉพาะซึ่งทำให้บุคคลผู้ประกอบด้วยความรู้สึกต่างๆ อันปราศจากเครื่องป้องกัน ความหยั่งรู้เป็นเหมือนหนึ่งกระจกเงาที่ตั้งรับรูปภายนอกทุกอย่างซึ่งผ่านสัมผัสกับใจตน ครั้นเมื่อเป็นดังนั้นแล้ว เวทนา(ชีวิตแห่งความรู้สึก) ก็เติบโตขึ้นพร้อมด้วยความปลื้มอันผิดและโทษอันร้ายกาจ แต่ซึ่งจะเป็นทุกข์หรือสุขก็ตาม ก็ยังส่อให้เกิดตฤษณา (ความอยาก) คือความกระหายซึ่งทำให้ผู้มีชีวิตดื่มคลื่นเค็มอันน่าลุ่มหลง อันเป็นกระแสซึ่งตนซึ่งตนกำลังล่องลอยอยู่และลูกคลื่นนั้นได้แก่ความสนุกรื่นเริง ความเย่อหยิ่ง ความมั่งมี เดชานุภาพ การมีชื่อเสียง การมีอำนาจเหนือสิ่งอื่น การชิงชัย ความรักและอาหารอันโอชา เครื่องนุ่งห่มสวยงาม วังอันมโหฬาร ความทะนงตนในการเกิดตัณหาในทางประเวณีและการต่อสู้ ซึ่งบางทีก็ละมุนละม่อมแต่บางทีก็ขื่นขม

          
 ดังนี้ความกระหายของชีวิตก็ดูดดื่มเครื่องดื่มซึ่งทวีความกระหายขึ้นอีก แต่คนดีย่อมตัดตฤษณาให้หลุดไปจากวิญญาณของตน และไม่หล่อเลี้ยงญาณวิถีของตนด้วยสภาพอันผิดนั้นเลย ย่อมทำให้จิตใจอันไม่แปรปรวนของตนเคยชินในความไม่ต้องการ ในการไม่ต่อสู้ ไม่ทำลาย โดยพยายามอดกลั้นความทุกข์ร้อนทั้งปวงซึ่งเนื่องจากการที่ตนกระทำผิดมาแล้วแต่ปางก่อน ทั้งย่อมพยายามอดกลั้นความกระหายอยาก เหตุราคะตัณหาทั้งปวง

          
 เมื่อดังนี้แล้ว ผลที่สุดอันบริบูรณ์ของชีวิตคือกรรม กรรมซึ่งเป็นผลนอกของวิญญาณ กรรมซึ่งได้รับผลจากความประพฤติและความคิดซึ่งล่วงมาแล้วของตน กรรมซึ่งเป็นผลที่ตนได้กอบโกยมาเป็นเวลานาน อันเนื่องจากความสัมพันธ์แห่งเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเห็นได้ก็กลายเป็นบริสุทธิ์และปราศจากบาป ครั้นแล้วตนก็ไม่ต้องการหารูปกายและที่พำนักอันใดอันหนึ่ง หรือมิฉะนั้นจะมีรูปกายใหม่อีกโดยความเกิดใหม่ของตน ในวิถีซึ่งทุกขเวทนาของตนก็ย่อมบรรเทาเบาลงจนอันตรธานสิ้นไป

          
 ครั้นแล้วก็บรรลุถึงซึ่งปลายที่สุดแห่งมรรคา รอดตนพ้นจากความหลงในโลกและจากสกันธัส (ของติดแห่งรูปกายมีอยู่ ๕ คือ ๑.อาการที่แลเห็นทั้งปวง <รูปร่าง ความแข็งแรง สี> ๒. ความรู้สึก ๓. การแตะต้องและความพิจารณา ๔. นิสัยทางใจและความประพฤติ ๕.ความคิด ของเหล่านี้ล้วนแต่ไม่แน่นอนทั้งสิ้น) แห่งเลือดเนื้อได้ทำลายแล้วซึ่งอุปทาน ไม่จำเป็นต้องไปหมุนเวียนในวัฏสงสารอีกต่อไป ได้ถึงแล้วซึ่งความตื่นและวามารู้สึกตนเหมือนคนละเมอ ซึ่งมีผู้ปลุกให้สมฤดีในที่สุด เมื่อได้บรรลุถึงซึ่งความเป็นใหญ่ยิ่งกว่าราชาทั้งปวง สันติสุขเกษมศานต์กว่าเทพเจ้าทั้งหลาย แล้วก็รู้สึกว่าได้สิ้นแล้วซึ่งความเกิดอันธการ

          
 ครั้นแล้วตนก็จะย่างเข้าสู่ความเป็นไปอย่างใหม่อีก คือความเป็นไปซึ่งไม่ใช่มีชีวิต แต่สงบไม่รู้หาย สำราญเกษมศานต์สุดที่จะพรรณนา คือถึงแล้วซึ่งนิรวาณ (นิพพาน) ความสงบซึ่งไม่มีบาปและปราศจากความมัวหมอง ความที่เปลี่ยนแปลงซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป 

          
 ในทันใดนั้น อรุโณทัยก็ไขแสงแจ้งความสว่างแห่งความมีชัยของพระพุทธเจ้า อัคคีแห่งทิวาวารอันรุ่งโรจน์โชตนาการส่องแสงมาแล้วในเมฆสีดำแห่งราตรีกาล ณ เบื้องบุรพาทิศ ดาวกัลปพฤกษ์ซึ่งลอยเด่นอย่างแจ่มจรัสค่อยๆ จางลง ในเมื่อแสงหลัวๆ สีกุหลาบซึ่งค่อยๆ ส่องสว่างแจ้งขึ้นเสมอมาทำลายสีเทาให้อันตรธานไปจากท้องฟ้าไกล
          
 เหล่าภูเขาซึ่งเหมือนเงาย่อมให้ประสบมหาสุริโยทัยก่อนกาลซึ่งโลกตื่นแล้ว ภูเขาเหล่านั้นก็มียอดดาดไปด้วยแสงทอง ลมพัดเฉื่อยฉิวแห่งเวลาเช้าซึ่งโชยมาเหนือปวงบุปผชาติ กระทำให้บุปผชาติเหล่านี้แย้มกลีบอันอ่อนละมุนออกทีละกลีบ แสงช่วงโชติซึ่งเขยื้อนเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว ฉายลงมาเหนือบรรดาหญ้าอันสัมผัสด้วยหยาดของน้ำค้างซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นสีใสแวววับ ประดุจอัสสุชลของราตรีกาล เดียรดาษพื้นธรณีด้วยรัศมีแจ่มจรัส

          
 กระทำให้เมฆซึ่งมีขอบเขตเป็นสีทองแล้วจางไปประดับความเปล่งปลั่งให้แก่ใบของต้นตาลซึ่งน้อมลงประหนึ่งว่าถวายบังคมพวยพุ่งสีทองลงมาเหนือป่าโปร่ง วิถีของแสงพุ่งไปทางมาดุจคฑาวิเศษดังลำน้ำประหนึ่งว่ากำลังไหลหลั่งไปด้วยเม็ดพลอย ทับทิม ส่องลอดเข้าไปในพุ่มไม้ สู่ดวงตาของนางเนื้อทรายและประดุจบอกนางเนื้อทรายเหล่านั้นว่า สว่างแล้วฉายไปในรังของนกน้อยซึ่งนอนหดศีรษะอยู่ภายใต้ปีก พลางกระซิบว่า หนูเอ๋ย จงชมดูแสงะวันเถิดครั้นแล้วนกทั้งปวงก็เริ่มกู่ก้องร้องขับ นกดุเหว่าร้องทำนองขลุ่ย นกกางเขนร้องสรรเสริญ นกปรอดร้องทำนองว่า เวลาเช้า เวลาเช้านกคีรีบูนร้องพลางบินหาน้ำผึ้ง ก่อนที่แมลงผึ้งจะออกจากรัง การ้องกาๆ นกแก้วร้องเสียงแจ้ว นกค้อนทองสีเขียวเคาะไม้ นกขุนทองร้องอยู่บนกิ่งไม้ซึ่งมีใบหนา นกพิราบขู่ขับทำนองความรักซึ่งยืนยงตลอดชีพ แสงสว่างนี้คือแสงสว่างแห่งบารมีซึ่งเป็นพระคุณธรรมอันประเสริฐยิ่งที่ฉายความสันติสุข หาเสมอเหมือนมิได้มาสู่ที่อาศัยอยู่แห่งมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ร้ายซึ่งหมายทำการฆาตกรรมก็เก็บซ่อนมีดของตน ขโมยก็ทิ้งสิ่งของที่ไปขโมยได้มา พวกธนาคารและพวกให้แลกเงินก็ชำระเงินโดยถูกต้องไม่มีโกง

          
 บรรดาผู้มีใจร้ายทั้งปวงกลับกลายเป็นคนดีขึ้น คนดีกลายเป็นคนดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะรัศมีแห่งพระพุทธบารมีได้ส่องมาแล้ว ณ เบื้องบนแผ่นดินนั้นเอง ปวงราชาซึ่งทำสงครามต่างก็ผ่อนผันกัน คนเจ็บลุกขึ้นด้วยความยิ้มแย้มเหนือเตียงป่วยของตน คนเจ็บที่มีอาการร่อแร่อยู่แล้วยังยิ้มขึ้นได้ เพราะเข้าใจว่าอรุโณทัยที่ไขแสงมาใหม่นี้ได้กำเนิดมาจากแหล่งที่ไกลเบื้องบุรพทิศ ฝ่ายพระทัยของพระนางศรียโสธราซึ่งโศกเศร้าเฝ้าอยู่เคียงข้างพระแท่นของพระสิทธัตถะก็กลายเป็นปลาบปลื้มไปด้วยความสุขสำราญขึ้นทันทีและดูประหนึ่งว่าพระทัยของพระนางนั้นได้นึกว่าความรักของพระนางไม่ผิดแล้ว ดังนั้นความเศร้าโศกของพระนางจึงอันตรธานไป เพราะความปลาบปลื้มยินดีในโลกได้รับความสุขโดยไม่รู้เพราะเหตุใด จนถึงกับบรรดาเปรตและภูตผีปิศาจซึ่งไม่มีรูปกายต่างเปล่งระเบ็งเสียงขับร้องก้องมาเหนือทะเลทรายซึ่งว่างเวิ้งเพราะชื่นชมยินดีด้วยความมีชัยขององค์พระพุทธเจ้า

          
 ฝ่ายเทพยดาบนฟ้าก็ร้องว่าสำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว!พวกนักบวชทั้งปวงสนทนากับทวยประชาชนซึ่งประหลาดใจพลางชมรัศมีแจ่มจรัสซึ่งโชติช่วงอยู่บนเวหาแล้วว่าต้องมีอะไรที่มีมหิทธานุภาพบังเกิดขึ้นแล้วส่วนในทุ่งหญ้าและป่าหลวง ปวงสัตว์ทั้งหลายก็เป็นมิตรไมตรีกันหมดในวันนั้น เนื้อทรายลายเป็นจุด เล็มหญ้าอยู่ข้างพยัคฆีที่กำลังให้ลูกกินนมโดยปราศจากความเกรงกลัว เสือดาวกินน้ำในหนองอยู่เคียงข้างนางเก้ง กระต่ายป่าวิ่งไปมาข้างเบื้องล่างก้อนศิลาซึ่งนกอินทรีที่กำลังไซ้ขนด้วยปากอันน่ากลัวจับอยู่ งูซึ่งมีหนังเหลือบผิงแดดและหดเขี้ยวอันมีพิษลง เหยี่ยวซึ่งเป็นสัตว์โฉบเฉี่ยวปล่อยให้ปล่อยให้นกเล็กๆ ทำรังด้วยสันติสุข นกกินปลาทำตาเหม่อเพ้อฝันอยู่ใกล้ปลาที่ว่ายวนเวียนอยู่ใกล้ๆ นกกินผีเสื้อไม่ไล่จับผีเสื้อสีแดงเข้ม สีเขียวหรือสีเหลืองซึ่งเป็นฝูงๆ อยู่รอบที่ๆ นกนั้นเกาะอยู่

          
 นี่แหละคือ พระวิญญาณของพระพุทธเจ้าได้ทรงบันดาลให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงมีความรู้สึก ในเมื่อพระองค์ทรงสมาธิญาณพิจารณาอยู่ใต้ต้นโพธิ์จนได้บรรลุถึงความมีชัยเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งปวง และได้รับแล้วซึ่งแสงสว่างแห่งประทีปซึ่งสว่างกว่าแสงสว่างของดวงอาทิตย์

          
 ในที่สุดเมื่อทรงประกอบแล้วซึ่งพระรัศมี พระสำราญและพระกำลังเข้มแข็ง พระองค์จึงทรงลุกขึ้นภายใต้ต้นโพธิ์นั้นและเปล่งพระ สุรเสียงของพระองค์ออกพระโอษฐ์ มีพระดำรัสสำหรับให้เป็นที่ได้ยิน ได้เข้าใจได้ทุกกาลสมัยและทุกโลกว่าดังนี้:-
          
 เราได้ดำรงชีวิตของเรามาประสบกับความเป็นไปทั้งปวง เพื่อค้นคว้าหาให้รู้ว่าใครเป็นผู้สร้างห้วงแห่งกังวลให้แก่ความรู้สึกต่างๆ ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ได้ผจญกับความยากลำบากมาแทบไม่สิ้นสุด
          
 แต่บัดนี้เจ้าเอ๋ย เจ้าผู้สร้างห้วงหรือห่วงนั้น เจ้านั่นแล เรารู้จักเจ้าแล้ว เจ้าจะสร้างกำแพงซึ่งมีความทรมานอยู่ภายในนั้นไม่ได้อีกแล้ว เจ้าจะเผยอหัวออกอุบายของเจ้ามิได้แล้ว และเจ้าจะลงรากเหนือดินเหนียวนี้มิได้อีกแล้ว เรือนของเจ้าถูกทำลาย และขื่ออันสำคัญหักสะบั้นลงแล้ว คือมายานั่นแหละที่ได้สร้างเรือนนี้ขึ้น 

          
 ตั้งแต่นี้ไป เราจะเดินไม่หยุด เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งการที่ช่วยให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ได้ 


 

 

 



ปริเฉทที่ ๗
พุทธกิจ 

            ใน ระหว่างกาลหลายปีนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงแต่ระทมทุกข์เศร้าโศก และยามเมื่อพระองค์ประทับอยู่ในท่ามกลางเหล่าเจ้าศากิยะทั้งปวง พระองค์สลดพระทัยด้วยการที่ไม่ได้เห็นและได้ยินเสียงพระราชโอรส ฝ่ายพระนางศรียโสธรา เมื่อพระสวามีองค์อัครบุรุษของพระนางได้พรากไปให้พระนางเป็นม่ายเสียแล้ว พระนางก็มีแต่โศกเศร้าอาดูร จนไม่รู้จักประสบพบความสำราญใน พระชนมชีพ แห่งพระนางเสียเลย และคราวใดที่มีใครมาเล่าถึงเรื่องฤาษีซึ่งมีคนเลี้ยงอูฐหรือพวกพ่อค้าพาณิชที่ไปค้าหากำไรในเมืองไกลๆ ได้ไปพบเห็นเข้า แล้วผู้สืบข่าวของพระราชาก็ออกไปสืบแล้วนำกลับมากราบทูลว่า ได้ไปเห็นบุรุษผู้เคร่งสันโดษเดี่ยวและปราศจากที่อาศัยมา แต่ก็ไม่มีใครได้ทราบข่าวคราวของบุรุษผู้เป็นมกุฏเฉลิมเกียรติแห่งนรชาติของกรุงกบิลพัสดุ์อันเป็นที่เชิดชูไว้วางพระราชหฤทัยแห่งพระราชาพระราชบิดา เป็นเอกอัครเสน่หาของพระนางศรียโสธราและบัดนี้ได้เสด็จไปเสียห่างอย่างหลงลืมเพราะกลับพระทัยหรือบางทีจะถึงซึ่งสิ้นพระชนม์เสียแล้วนั้น

 

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ในวสันตฤดู ( ฤดูใบไม้ผลิ ) ซึ่งหยาดน้ำค้างขาวดุจดังเงินแวววับอยู่บนต้นมะม่วง และเป็นฤดูซึ่งมีความอบอุ่นทั่วทั้งพื้นปฐพีนั้น พระนางศรียโสธราได้เสด็จมาประทับที่ริมแม่น้ำอันใสสะอาดแห่งอุทยานซึ่งมีน้ำใสสะอาดดุจแก้วเจียระไนที่มีดอกบัวเรียงรายเป็นขอบเขตนั้น อันเคยมีเงาภาพ ณ กาลก่อนซึ่งเคยเกษมสุข ขณะสอดกรจับพระหัตถ์กับพระราชบุตรหรือขณะที่ทรงจุมพิต ขอบพระเนตรของพระนางชอกช้ำไปด้วยความโหยไห้ ปรางอันอ่อนละมุนทั้งสองข้างก็ซูบลง ขอบพระโอษฐ์ซึ่งงามพริ้งก็เหี่ยวลงโดยอำนาจแห่งความเศร้าพระทัย พระเกศาอันเหลือบเป็นเงาก็ซ่อนและม้วนเสียอย่างสตรีหม้ายทั้งปวง พระนางไม่ทรงเครื่องประดับเครื่องต้นเครื่องทรงอะไรเลย และไม่มีเครื่องทรงวิจิตรใดเลย ที่อยู่กับเครื่องแต่งพระองค์ไว้ทุกข์ขาวอย่างหยาบๆ พระบาทอันงามและแน่งน้อย ก้าวดำเนินได้แต่ช้าๆ และโดยความลำบากซึ่งแต่กาลก่อนเคยก้าวว่องไวเหมือนเท้าของนางเก้ง และเบาเหมือนกลีบดอกกุหลาบ ในเมื่อพระนางได้ยินเสียงอันสุดเสน่หาแห่งพระราชสามีรับสั่งเรียกพระนางนั้น ดวงเนตรทั้งคู่ซึ่งแต่เดิมแม้นเหมือน ดวงอาทิตย์อันแวววับอยู่ในที่มืดอันแสนมืด บัดนี้เคลิ้มเหม่อเมิน และลอยแลดูอย่างไม่รู้ว่าดูอะไร ถึงทอดพระเนตรดูความพิเศษแห่งฤดูอบอุ่นซึ่งได้อุบัติขึ้นก็ดี ก็ทอดพระเนตรด้วยอาการอันกำสรด กำสรดจนหนังพระเนตรอันละมุนละไมหรี่ลงมาปิดให้ดวงพระเนตรนั้นหลับไป พระกรข้างหนึ่งถือเข็มขัดประดับไข่มุกของพระสิทธัตถะซึ่งพระนางรักษาไว้เป็นที่ระลึก ตั้งแต่ราตรีที่พระราชสวามีเสด็จพรากไปจากพระนาง

โอ้ ! คืนร้ายเอ๋ย ? ราตรีร้าย ? มารดาแห่งทิวาวารซึ่งระทมทุกข์ ? ความรักอะไรหนอที่ร้ายยิ่งไปกว่าความรักซึ่งถูกปลิดเสียจากผู้ซึ่งตั้งใจรักจนวาระที่สุดแห่งชีวิต พระกรอีกข้างหนึ่งของพระนางจูงพระราชโอรส โอรสของนางซึ่งงามวิเศษ โอรสซึ่งพระสิทธัตถะทิ้งไว้ให้เป็นกำนัลแก่พระนางมีนามว่าราหุล และบัดนี้มีพระชนม์ได้ ๗ พรรษา พระราหุลดำเนินเคียงข้างพระราชมารดาอย่างคล่องแคล่ว ในพระทัยเบิกบานไปด้วยการที่ได้เห็นความงามแห่งโลกในวสันตฤดู

 

ครั้นแล้วทั้งสองพระองค์ พระมารดากับพระโอรสก็เสด็จมารีรออยู่ริมสระซึ่งเต็มไปด้วยปทุมชาติ และพระราหุลซึ่งทรงพระสรวลสำราญก็โยนข้าวให้แก่มัจฉาชาติสีเขียวและสีแดง ฝ่ายพระนางเมื่อมองดูฝูงวิหคที่บินมาอย่างรวดเร็วแล้วก็ทรงถอนพระทัยนึกว่า โอ้สัตว์มีปีกเจ้าเอ๋ย หากเจ้าได้พบเห็นว่าพระองค์ผู้เป็นที่รักของเราเสด็จไปซ่อนอยู่ที่ไหนแล้ว ขอจงทูลด้วยว่า ยโสธราเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะตาย ยังรอแต่ให้ได้ยินตรัสแต่คำเดียว และได้สอดสวมพระหัตถ์ของพระองค์แต่ครั้งเดียวเท่านั้น

ก็แลในขณะที่พระนางกำลังถอนพระทัยคร่ำครวญและพระราชโอรสกำลังเล่นอยู่นั้น มีนางสนมมาทูลพระนางว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า มีนายวาณิชแห่งหัสดินปุระผ่านเข้ามาทางประตูด้านใต้ นามว่าตระปุษะ และภัลลิกะ ล้วนแต่เป็นคนสำคัญซึ่งมากจากฝั่งทะเลที่มีคลื่นร้าย นำสินค้ามาขาย มีผ้าเยียระบับซึ่งงามวิเศษ มีทองสำริดอันแวววับ โถทองเหลือง งาต่างๆ เครื่องเทศ เครื่องแต่งกาย และนกแปลกๆคือขุมทรัพย์ของชนชาติต่างด้าว แต่ยังอีกอย่างหนึ่งซึ่งวิเศษกว่าสินค้าทุกๆ อย่าง สิ่งนั้นคือพระองค์ซึ่งเป็นบดีของพระแม่เจ้าและของหม่อมฉัน เขาเห็นพระองค์ องค์พระราชสวามีของพระแม่เจ้าซึ่งเป็นที่พึ่งแห่งนิคมคามทั้งปวง คือ พระสิทธัตถะอย่างไรล่ะเพคะ เขาได้เห็นพระองค์เฉพาะพระพักตร์ และได้กราบถวายบังคมพระองค์กับทั้งได้ถวายของแด่พระองค์ด้วย เพราะบัดนี้พระองค์ได้ทรงเป็นผู้เผยพระธรรมอันวิเศษซึ่งคนทั้งโลกบูชาเคารพ มีบุญและอัศจรรย์ยิ่ง คือเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งช่วยมนุษย์และโปรดสัตว์โลกทั้งปวง โดยพระธรรมเทศนาอันอ่อนหวานและโดยพระธรรมเมตตาอันใหญ่ประดุจท้องฟ้า ดังที่พระองค์ได้ทรงถูกทำนายไว้มาแต่ก่อนแล้วนั้น ตามที่นายวาณิชเล่าให้ฟังปรากฏดังนี้แหละเพคะ

 

ฝ่ายพระนางศรียโสธรา เมื่อได้ทรงทราบดังนั้นแล้วความปลาบปลื้มก็แล่นทั่วทั้งสรรพางค์ เหมือนดังน้ำแม่คงคาซึ่งละลายจากอาการที่แข็งอยู่ในภูเขาครั้งแรกฉะนั้น พระนางลุกขึ้นตบพระหัตถ์และทรงพระสรวล ดวงพระเนตรคลอหล่อไปด้วยอัสสุชลแล้วรับสั่งว่า โอ ! ไปเชิญเขามาที่หน้าม่าน ( ในประเทศอินเดียฝ่ายเหนือ สตรีชั้นสูงไม่ยอมแสดงให้คนต่างประเทศหรือผู้อื่นเห็น เพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่ในม่าน ) เพราะหูของเราซึ่งกระหายเหมือนคนที่คอแห้งอยากดื่มข่าวอันน่าบูชานั้นอย่างยิ่งแล้ว จงไปเชิญเขามา เราจงบอกเขาด้วยว่าถ้าคำพูดของเขาถูกต้องจริง เราจะรางวัลทองคำและเพชรนิลจินดาซึ่งมีค่าควรพระราชาทั้งหลายมีประสงค์อยากจะได้ ฝ่ายหล่อนผู้มาบอกแก่เราจงกลับมาด้วยนะจ๊ะ เพราะหล่อนก็จะได้รับรางวัลในโอกาสคราวนี้เพื่อเป็นเครื่องแสดงความขอบคุณอันพึงมีในใจของเรา

 

เมื่อดังนั้นแล้ว นายวาณิชทั้งสองก็ไปยังพระตำหนักอันเกษมศานต์และเดินอย่างช้าๆ ไปตามวิถีอันงดงามด้วยเท้าเปล่าในท่ามกลางนางสาวทั้งปวงที่มองดูเขาผู้ซึ่งตื่นเต้นด้วยความรุ่งโรจน์แห่งราชสำนักนี้ เมื่อเขาทั้งสองได้มาถึงม่านแล้วก็ได้ยินพระสุรเสียงอันอ่อนโยนลั่นและไพเราะถามมาว่า ท่านผู้มีการุญภาพ ท่านมาจากเมืองไกล และท่านได้เห็นพระองค์พระสวามีของข้าพเจ้า แล้วท่านได้บูชาพระองค์ ด้วยเหตุว่าพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าซึ่งโลกทั้งมวลเยินยอพระองค์เป็นผู้มีบุญและผู้ช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกขเวทนา และเวลานี้ พระองค์ก็กำลังเสด็จไปสู่ที่เหล่านี้ ขอท่านได้เล่าให้ฟังทีเถิด เพราะหากเป็นความจริงดังนั้นแล้ว เราขอเป็นมิตรแห่งราชสำนักของเรา เป็นมิตรที่เรานับถือยินดีรับรอง

 

ตระปุษะจึงทูลว่า ข้าแต่พระนางเจ้า ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงพระบารมีนั้นจริง ข้าพเจ้าได้ถวายบังคม ณ พระบาทยุคลของพระองค์ เพราะเหตุว่าพระองค์ซึ่งแต่เดิมเป็นแต่เพียงเจ้าชายนั้น บัดนี้ทรงปุญญานุภาพใหญ่ยิ่งกว่าพระราชาทั้งปวงแล้ว ณ ใต้ต้นโพธิ์ที่ริมฝั่งแม่น้ำผัลคู การกระทำอันสามารถช่วยมนุษยโลกได้นั้น บัดนี้ได้สำเร็จแล้วโดยความพากเพียรของพระองค์ผู้เป็นมิตรและและเจ้าแห่งมนุษย์ทั้งปวง พระองค์ซึ่งเป็นของพระนางมากกว่าใครๆ ซึ่งพระนางต้องโศกาดูรนั้นมีค่าแก่โลกคือ โลกได้ฟื้นเพราะพระธรรมเทศนาขององค์พระศาสดา ขอได้ทรงฟังเถิด พระองค์ทรงสุขสบายเหมือนบุคคลผู้ชนะแล้วเหนือความชั่วทั้งปวง

พระองค์เป็นพระเจ้าซึ่งหลุดพ้นแล้วจากความแร้นแค้นทั้งปวงแห่งโลก ผ่องใสในความจริง ซึ่งได้มาปรากฏแล้วแก่พระองค์อย่างบริสุทธิ์ งามจริงเมื่อพระองค์เสด็จไปตามเมืองต่างๆ ได้ทรงสั่งสอนด้วยวิธีอันสุขุม ( คือแสดงพระธรรมเทศนา ) ซึ่งนำมาซึ่งความสงบสันติภาพ กระทำให้มนุษย์ทั้งปวงเจริญตามวิถีทางของพระองค์ เหมือนดังใบไม้ที่มารวมกันเข้าเป็นกองด้วยอำนาจแห่งลม หรือเหมือนปศุสัตว์ที่เดินตามผู้รู้จักที่ๆ มีธัญญาหาร ข้าพเจ้าเหล่านี้ก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าได้สดับฟังมธุรธรรมเทศนาอันวิเศษของพระองค์ พระองค์คงจะเสด็จมาถึงนี่ก่อนฤดูฝนจะเริ่มตกในครั้งแรก

 

เมื่อนายวาณิชทูลดังนี้แล้ว พระนางศรียโสธราก็ตันตื้นไปด้วยความปลาบปลื้มยินดีจนพระนางสามารถรับสั่งตอบได้แต่เพียงว่า จงมีความสุขเถิด ทั้งในบัดนี้และเสมอไป ท่านผู้มีไมตรีอันควรนับถือ ท่านผู้ซึ่งนำข่าวดีมาแจ้งแก่เรา แต่ก็ความบำเพ็ญเพียรอันใหญ่ยิ่งนั้น ท่านรู้ไหมว่าได้บรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จอย่างไร

 

ภัลลิกะจึงทูลตามที่ได้รับทราบจากการบอกเล่าของพวกชาวหุบเขาถึงเรื่องพระพุทธองค์ทรงผจญในยามราตรีกาลซึ่งอากาศวิปริตมืดมัวด้วยอุบายของพวกปิศาจซึ่งพื้นแผ่นดินหวั่นไหว น้ำได้ท่วมขึ้นด้วยอำนาจแห่งความกริ่งโกรธของพระยามาร กับภัลลิกะได้เล่าถึงการที่พระบารมีของพระองค์ได้เปล่งปลั่งออกเป็นรัศมีอันเป็นที่พึงหวังแห่งมนุษย์ทั้งหลาย กับการที่พระองค์ได้ประสบแล้วซึ่งความสำราญอยู่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ภัลลิกะทูลต่อไปว่า แต่นั่นแหละการที่พระองค์บำเพ็ญเพียรทำเพื่อช่วยโลกนี้ก็อุปมาเหมือนหนึ่งว่า ภาระนี้หนักเหมือนก้อนทองทับอยู่เหนือดวงพระหฤทัย เพราะพระองค์จักต้องทำพระองค์ให้พ้นจากกิเลสรบกวนต่างๆ และความสงสัยเพื่อนำไปสู่ฝั่งแห่งความจริงโดยสวัสดิภาพ เพราะพุทธเจ้าทรงตรึกตรองว่าทำไมมนุษย์ซึ่งชอบบาปของตนและลุ่มหลงด้วยรูปเสียงกลิ่นรสอันเป็นเท็จตั้งพันประการนั้นจึงจะฉลาดพอที่จะมองดูและมีพละกำลังพอที่จะหักความพันพัวแห่งกามที่ผูกมัดตนนั้นได้

ทำอย่างไรมนุษย์จึงเรียนรู้นิทานทั้ง ๑๒ ( คือกำหนดความเป็นอยู่ที่พัวพันโดยกฎของเหตุกับผลตามความสังเกตอันเป็นหลักก็คือปรากฏว่า ทุกข์ติดพันอยู่กับธรรมชาติ ต้นเหตุของทุกข์คือความเกิด คือความยึดถือ ต้นเหตุของความยึดถือคือความอยาก ความอยากเกิดจากความรู้สึกซึ่งเนื่องจากความสัมผัส ความสัมผัสเนื่องจากเส้นประสาทๆ เกิดจากรูปกายซึ่งมีนามกำหนด < นามรูป > ซึ่งเกิดจากวิญญาณ วิญญาณเกิดจากดำริซึ่งเกิดจากความโง่ ( อวิชชา ) เพราะฉะนั้นต้องกำจัดตัวอวิชชาเสียเพื่อถึงซึ่งบรมสุขอย่างยอดเยี่ยม ) และบัญญัติที่อาจให้พ้นทุกข์ได้ ซึ่งดูๆ ก็น่าเกรงขามเพราะความใหม่ เช่นเดียวกับนกที่เคยกรง รู้สึกหวั่นไหวในเมื่อประตูเปิดอ้าไว้ ถ้าดังนี้เราก็คงจะไม่สมกับผลแห่งความมีชัย หากว่าในพิภพนี้ไม่มีที่พึ่งคือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นองค์ผู้หาหนทางพบแล้ว แต่หากทรงคาดว่าหนทางนี้กันดารเกินไปสำหรับเท้ามนุษย์ผู้ไม่ยั่งยืนและหากพระองค์ได้ข้ามพ้นไปแล้วโดยไม่มีใครเดินตามพระองค์เลย

 

ก็การที่พระพุทธองค์ของเราทรงพิจารณาเช่นนี้นั้น พระองค์ทรงพิจารณาโดยเมตตาคุณของพระองค์ แต่ ณ วาระนั้นมีเสียงแหลมดุจดังเสียงสตรีคลอดบุตรปรากฏขึ้นเสมือนหนึ่งว่าแผ่นดินซึ่งหวั่นไหวแล้วครวญครางว่า เรานี้ไม่รอดย่างแน่นอนเสียแล้ว คือเรากับธรรมชาติทั้งหลายของเรานี้

ครั้นเมื่อเสียงนั้นเงียบสงบลง ลมตะวันออกก็รำเพยเป็นศัพท์สำเนียงว่า โอ พระองค์ผู้มีบุญ ขอพระองค์จงสำเร็จในการเผยแผ่ข้อบัญญัติของพระองค์เถิด พระศาสดาจารย์เจ้าทรงทอดพระเนตรดูธรรมชาติทั้งปวง พระองค์ทรงเห็นธรรมชาติซึ่งบ้างก็เชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ทันที และบ้างก็ยังจะต้องรอต่อไป เฉกเช่นดวงอาทิตย์อันแรงกล้าซึ่งโชติช่วงอยู่เหนือหนองน้ำซึ่งเต็มไปด้วยปทุมชาติ แลเห็นดอกปทุมชาติบางดอกเตรียมพร้อมที่จะแย้มกลีบเพื่อรับรัศมีของดวงอาทิตย์นั้นบ้าง และดอกใดบ้างที่ยังไม่แตกกลีบบานก้าน ฉะนั้นเมื่อทรงเห็นดังนี้ พระองค์จึงทรงแย้มตรัสว่า นั่นแหละ เราจะสั่งสอนแต่ผู้ซึ่งตั้งโสตสดับเพื่อศึกษาในบัญญัติของเรา

 

ครั้นแล้ว เขาเล่าต่อ พระองค์ก็เสด็จข้ามเขาต่างๆ แล้วเสด็จเข้ายังนครพาราณสีซึ่งพระองค์ทรงสั่งสอนฤาษีทั้ง ๕ ( คือปัญจวัคคีย์ ) โดยทรงแสดงให้ปรากฏว่าชีวิต ( ความดำรงชีพ ) กับความตายนั้นย่อมถูกทำลายลงไปได้อย่างไร และมนุษย์ย่อมไม่ได้รับโชคอะไรอื่น นอกจากโชคซึ่งได้ผลจากความประพฤติก่อนๆ ที่ล่วงมาแล้วของตนนั้นอย่างไร ไม่มีนรกใดนอกจากนรกซึ่งตนเองเป็นผู้กระทำขึ้น ไม่มีสวรรค์ใดเลยที่จะสูงยิ่งสำหรับผู้ที่ชนะแล้วซึ่งราคะตัณหาทั้งปวง พระองค์ทรงสั่งสอนดังนี้ เมื่อวัน ๑๕ ค่ำ เดือนไพศาขะ ( หรือวิสาขะ เทียบปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงต้นเดือนมิถุนายน ) ณ ท่ามกลางแห่งเวลาเที่ยงแล้วและในคืนนั้นพระจันทร์เพ็ญเต็มดวง

 

ก็แลฤาษีทั้ง ๕ รูปนั้น รูปที่ ๑ นามว่า เกาณฑินยะ ( โกณฑัญญะ ) ได้บรรลุถึงความจริง คืออริยสัจทั้ง ๔ แล้วก็ได้สำเร็จพระอรหัตต์ และต่อมาจากเกาณฑินยะ ก็คือ ภัทริกะ ( ภัททิยะ ) อัศวะชิต ( อัสสชิ ) บาษปะ ( วัปปะ ) มหานาม ก็ได้สำเร็จเช่นเดียวกัน ต่อมาเจ้าชายยะศัท ( ยสกุลบุตร ) กับสุภาพบุรุษ ๕๔ คนซึ่งนั่งอยู่ข้างพระบาทของพระพุทธเจ้า ที่ในสวนกวางทราย ( อิสปตนะ มฤคทายวัน ) “ เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้วก็มีจิตเลื่อมใสบูชาและปฏิบัติตามพระองค์ เพราะการที่มีความสันติภาพและวิทยาศาสตร์อันสมัยใหม่นั้น เมื่อเผยแผ่แก่มนุษย์ดังนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ตรึงตราในดวงใจของผู้ใดซึ่งเชื่อฟัง เฉกเช่นบุปผชาติและต้นไม้ต้นหญ้างอกขึ้นเมื่อมีน้ำในทุ่งแห่งทะเลทรายฉะนั้น

 

พระอรหันต์ทั้ง ๖๐ นี้ เขาเล่าต่อ เมื่อได้ศึกษาวิธีบังคับและบำเพ็ญตนให้พ้นจากราคะตัณหาแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงจัดให้ไปทำการสั่งสอน ส่วนพระองค์ซึ่งโลกบูชาเคารพก็เสด็จออกจาสวนกวาง ( อิสปตนะมฤคทายวัน ) เพื่อเสด็จไปสู่ทิศใต้ ณ ยัสติและพระราชอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสารซึ่งพระองค์ทรงเทศนาสั่งสอนอยุ่หลายวัน จนพระเจ้าพิมพิสารและอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาและศึกษาบัญญัติว่าด้วยเมตตา และบัญญัติว่าด้วยชีวิตปฏิบัติของพระองค์

 

ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าพิมพิสาร ( เมื่อได้หลั่งน้ำ < เป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ กระทำเมื่อให้อะไรอย่างหนึ่ง > ยังพระหัตถ์พระพุทธเจ้าแล้ว ) ยังได้ถวายสวนไผ่นามว่า เวฬุวัน ซึ่งมีลำน้ำหลายสาย มีถ้ำและป่าโปร่งแก่พระองค์อีกด้วย และ ณ ที่สวนนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ตั้งศิลาจารึกก้อนหนึ่ง ในจารึกนั้นมีความว่า ผลและเหตุแห่งชีวิต องค์พระตถาคต ( หมายความว่าผู้ได้กระทำอย่างเดียวกัน เป็นพระนามของพระสิทธัตถะพระนามหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าพระองค์ได้ทรงเดินทางอันเดียวกันเหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ) ได้ทรงแสดงให้เราทั้งหลายได้ทราบปรากฏแจ่มแจ้งแล้ว สิ่งซึ่งช่วยชีวิตให้พ้นจากความชั่ว พระพุทธเจ้าของเราก็ได้ทรงแสดงให้เราทราบแล้ว

 

ก็ในสวนนั้นเอง นายวาณิชว่า มหาชนต่างไปชุมนุมประชุมกันเพื่อสดับตรับฟังคำสั่งสอนของพระองค์ในเรื่องความดีและความประพฤติ ซึ่งเมื่อผู้ใดเชื่อฟังพระองค์แล้วก็มีวิญญาณอันเลื่อมใสจนมีผู้ศรัทธาครองผ้าเหลือง คือ บวชเหมือนองค์พระบรมศาสดาจารย์เจ้าถึง ๙๐๐ องค์ แล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทำการเผยแผ่พระบัญญัติของพระองค์ สรุปความในพระโอวาทของพระองค์ว่าดังนี้

 

ความชั่วเป็นเครื่องทวีหนี้สินที่ต้องใช้ความดีเป็นเครื่องกำจัดความชั่ว และเป็นเครื่องใช้หนี้อันเกิดจากความชั่วนั้นได้ จงหลีกความชั่วและกระทำความดี จงสงวนความสุขของตนด้วยตนเอง นี่แหละคือหนทาง

เมื่อนายวาณิชเล่าเรื่องพระพุทธองค์จบลง พระนางยโสธราก็ประทานรางวัลและแสดงความขอบใจอย่างประเสริฐยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา แล้วพระนางถามว่า ก็แต่พระผู้มีพระภาคของเรานั้นพระองค์เสด็จตามทางใด ?” นายวาณิชทูลตอบว่า มาตามทางซึ่งห่างจากพระนครนี้ ๖๐ โยชน์และสู่ทิศพระนครราชคฤห์ซึ่งมีทางสะดวกผ่านมาทางโสนะและเขาต่างๆ โคของข้าพเจ้าซึ่งเดินได้วันละ ๘ ก๊อสส์ ( มาตราวัดอินเดีย เป็นระยะความยาว ก๊อสส์ ๑ ประมาณ๘๔๐ วา ) ต้องเดินทาง ๑ เดือนจึงจะถึง

 

ฝ่ายพระราชาเมื่อทรงทราบข่าวนี้แล้วก็ตรัสใช้ให้ผู้ซึ่งพระองค์ทรงไว้พระทัย ๙ นาย ขึ้นม้าที่มีฝีเท้าเร็วแยกย้ายกันไปเพื่อนำพระราชโองการของพระองค์ไปทูลแก่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระโอรสว่าดังนี้ พระสุทโธทนะผู้เป็นพระราชาซึ่งทรงชราภาพโดยกาลเวลาอันยืดยาวถึง ๗ ปี ในยามซึ่งเธอผู้เป็นโอรสได้พรากจากไป และได้พยายามสืบเสาะหาตัวอยู่เสมอเป็นนิตย์นิรันดร์ ขอวิงวอนให้พระราชโอรสของพระองค์เสด็จมารับพระราชบัลลังก์ และอาณาประชาราษฎรแห่งพระราชอาณาจักรซึ่งจักเกิดปั่นป่วนเมื่อพระองค์หาไม่แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงวิตกว่าจะเสด็จสวรรคตเสียก่อนที่พระองค์จะได้เห็นพระพักตร์ของเธอผู้เป็นพระราชโอรส

 

ส่วนพระนางศรียโสธราก็ได้ใช้ให้อัศวานึก ๙ นาย ไปทูลแก่องค์พระราชสวามีเหมือนกันโดยความว่าดังนี้ สวามินีแห่งพระราชสำนักของพระองค์ และผู้เป็นมารดาของราหุลมีความจำนงอยากเห็นพระพักตร์ของพระองค์อย่างยิ่งนัก เหมือนดวงหฤทัยของหญิงงามเมื่อได้เห็นพระจันทร์เมื่อเวลากลางคืน หรือเหมือนดอกอโศกแรกผลิรอคอยให้สตรีเหยียบย่ำอยู่ฉะนั้น ( ตามรามายณะ กล่าวว่า เมื่นางสีดาหนีไปอยู่ในพุ่มดอกอโศกก็ได้พ้นจากความรบกวนปิศาจ ราพณาสูร และต้านทานตนให้พ้นอันตรายได้ด้วยสวัสดีมีชัย เพราะดังนี้เอง เหล่าสตรีฮินดีจึงนับถือต้นอโศกและกินดอกอโศกนั้น ) หากพระองค์ได้ได้พบซึ่งสิ่งที่พึงประสงค์ยิ่งกว่าสิ่งที่ทรงเสียสละแล้ว พระนางทั้งพระราหุลขอได้รับส่วนด้วยเถิด แต่ที่พระนางต้องการที่สุดนั้นคือตัวพระองค์เอง

 

เมื่อดังนั้นแล้วมนตรีศากยะผู้รับใช้ก็ออกเดินทางโดยรีบด่วน แต่จำเพาะต่างคนต่างก็ถึงป่าไผ่ในยามที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาพระบัญญัติของพระองค์นั่นเอง และต่างคนต่างเมื่อได้ยินได้ฟังพระองค์แล้วก็เลื่อมใสจนลืมทูลพระองค์ และลืมจนกระทั่งพระราชา ลืมบรมราชโองการ ตลอดถึงพระนางศรียโสธราผู้โศกาดูร ต่างคนต่างเพ่งแต่ในพรนะบรมศาสดาจารย์เจ้า ดวงใจของเขาให้ผูกพันตรึงตราที่ริมพระโอษฐ์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตรัสพระโอวาทอันเต็มไปด้วยพระธรรมเมตตา และคุณสมบัติซึ่งเที่ยงแท้ บริสุทธิ์ และซึ่งส่องแสงสว่างแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง ดูเถิดภมรซึ่งเร่ร่อนหาเกสรเพื่อประโยชน์แห่งรังของมัน แม้ได้เห็นดอกโมกรา ( ดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง ) เป็นพุ่มพวงและส่งกลิ่นรสสุคนธ์ฟุ้งขจรไปตามลมแล้วก็ดี มันก็ยังนึกว่าน้ำผึ้งของมันยังไม่เต็มอยู่นั่นเอง พระอาทิตย์ตกก็ดี หรือฝนตกก็ดี มันก็ยังมีเจตนาผูกพันอยู่กับดอกไม้ซึ่งโอชาเพราะต้องการดูดดื่มน้ำอมฤตแห่งดอกไม้เหล่านั้นดังนี้ฉันใด

 

สำหรับอำมาตย์ผู้นำพระบรมราชโองการมาก็เหมือนกันฉันนั้น ก็เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์แล้วต่างคนต่างก็ละเลยเสียซึ่งกิจแห่งตนที่เดินทางมา และเมื่อต่างก็ลืมแล้วในกิจทั้งปวงก็นำตนเข้าเป็นบริวารแห่งพระพุทธองค์ต่อไป

เพราะเหตุนี้พระราชาจึงตรัสใช้อุทายีอำมาตย์ผู้มีอายุและซื่อสัตย์ซึ่งเคยเป็นเพื่อนเล่นของพระสิทธัตถะเมื่อยามสันติสุขเกษมศานต์แต่ก่อนนั้นให้ไปอีก ฝ่ายอุทายีซึ่งนึกว่าอย่างไรก็ดี ตนเองก็คงจะได้ยินพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ หากว่าเกิดความเลื่อมใสขึ้นก็คงจะเสียการ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาไปถึงสวยไผ่ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับ จึงเอาสำลีอุดโสตประสาทเสีย โดยการกระทำดังนี้จึงได้รอดพ้นจากได้สดับพระธรรม รสแห่งธรรมวิเศษนั้น และสามารถกราบทูลข่าวสารขององค์พระราชบิดาและพระนางศรียโสธราได้

 

ฝ่ายพระพุทธองค์ค่อยๆ ก้มพระเศียรแล้วตรัสแก่ที่ชุมนุมว่า จริงทีเดียวตถาคตจะไป เป็นกิจของตถาคตซึ่งเกิดจากเจตนาของตถาคตเอง ผู้ใดก็ดีอย่าได้ลืมสนองบุญคุณผู้ซึ่งบังเกิดตนให้มีชีวิตขึ้น คือชีวิตซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความขวนขวายในวิถีกำจัดเสียซึ่งความดำรงชีพ และความตายอีกต่อไป แต่ให้บรรลุถึงคงซึ่งนิพพานทีเดียว โดยการเชื่อฟังบัญญัติ โดยพ้นแล้วจากความผิดที่ล่วงมาแล้วของตน ทั้งไม่ต้องเพิ่ม ต้องมีให้ผิดอีก และโดยบรรลุถึงซึ่งเมตตาอันบริสุทธิ์ซึ่งกระทำให้บังเกิดความรักได้

จงทูลพระราชาและพระนางเถิดว่า ตถาคตจะออกเดินทางเพื่อไปหาแล้ว โดยกิตติศัพท์อันนี้ ปวงประชาชนแห่งเศวตกบิลพัสดุ์กับนิคมคามทั้งปวงตระเตรียมการรับรองผู้เป็นเจ้าแห่งตน

ณ ทวารทิศใต้ก็ปลูกปะรำ มีเสาประดับประดาไปด้วยเฟื่องดอกไม้และประดับแพรสีแดงและเขียวปักทอง ตามถนนหนทางก็ประดับประดากิ่งก้านบุปผชาติซึ่งมีรสสุคนธ์และราดรดน้ำมันจันทน์และน้ำมันมะลิอย่างชุ่มโชกซึ่งใช้รดด้วยมุสสุก ( ภาษาฮินดู ถังทำด้วยหนังแพะ ) คือถังสำหรับรดถนน ธงทิวปลิวไสว และหากเมื่อถึงกำหนดจะเสด็จมาถึงก็ให้มีช่างใส่กูบเงินและที่มีงาประดับปลอกทองรายเรียงอยู่ข้างหน้าพลับพลาซึ่งมียามเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพื่อคอยตีกลองให้สัญญาณว่าพระสิทธัตถะเสด็จมาถึงแล้ว บรรดาเสนาอำมาตย์ทั้งปวงจะได้ไปต้อนรับและถวายบังคมพระองค์ และซึ่งหมู่นางละครจะได้โปรยโรยดอกไม้และเต้นรำขับร้องจนกระทั่งว่าดอกกุหลาบและดอกรักเร่ที่โปรยโรยไปนั้นให้ท่วมเข่าแห่งอัศวราชอาชาไนยซึ่งพระองค์ทรงขี่ม้าและให้มรรคาทุกแห่งหนมีแต่งามตระการตา และก้องกังวานไปด้วยเสียงแห่งดุริยางค์และความบันเทิงอันกึกก้อง นี่แหละคือคำสั่งซึ่งประกาศ และทุกผู้ทุกคนก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แล้วคอยฟังเสียงกลองซึ่งตีให้สัญญาณเวลาที่พระองค์จะเสด็จไปถึงอย่างตั้งใจ

 

ฝ่ายพระนางศรียโสธรานั้น พระนางอยากไปรับพระราชสวามีก่อนใครอื่น จึงทรงสีวิกาเสด็จไปจนถึงเชิงกำแพงแห่งพระนคร ณ ที่ซึ่งได้ปลูกพลับพลาอยู่ท่ามกลางอุทยานนามว่านิโครธ มีกิ่งก้านร่มรื่นรายเรียงเป็นแถวแนว มีทางเลาะลัด กระทำให้อุทยานนั้นมีลักษณะสราญรมย์น่าพึงชมยิ่งนัก เพราะว่ามรรคาทางทิศใต้มีสนามหญ้าอันเขียวชอุ่มเป็นแถวแนวยาวยืด มีต้นไม้ซึ่งมีดอกเรียงรายกันไป และข้างนอกประตูก็เป็นหมู่กระท่อมแห่งทวยนาครชั้นต่ำและยากจนแร้นแค้นซึ่งหากว่ามาแตะต้องเข้าแล้วก็เป็นอัปมงคลแก่กษัตริย์และนักบวชพราหมณ์ แม้แต่ถึงกระนั้นทวยนาครชั้นต่ำเหล่านั้นก็ตั้งใจคอยรับรองพระองค์เหมือนกัน คือตื่นแต่เช้ามืดแล้วก้มองดูไปจนสุดสายตาและหากว่าเมื่อได้ยินเสียงระฆังที่ผูกคอช้าง หรือเสียงกลองแห่งวัดวาอารามดังขึ้นแล้วก็จะพากันขึ้นต้นไม้ดูพระองค์ และเพื่อเป็นเกียรติยศแก่พระองค์ยังได้ตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนของตนอย่างถึงใจ กับกวาดธรณีประตูประดับธง ผูกมัดใบมะม่วงทำเป็นเฟื่องประดับลิงคัม ( ศิลารูปกรวย ) และมุงใบไม้ ณ ประตูชัยเก่าแก่ซึ่งมีใบไม้แห้งเหล่านั้นเสียใหม่ กับอุตส่าห์ไต่ถามคนเดินทางอยู่เสมอเพื่อให้ทราบว่าจะมีอะไรเป็นอุปสรรคในระหว่างทางของพระสิทธัตถะบ้างหรือไม่

 

พระนางศรียโสธรามองดูหมู่ชนเหล่านั้นด้วยดวงพระเนตรอันตื่นเต้น ใคร่จะพบเห็นและมองดูทางทิศใต้เช่นเดียวกับหมู่ชนเหล่านั้น กับทั้งเงี่ยโสตคอยฟังข่าวจากผู้ที่ผ่านมาทั้งปวงเหมือนย่างคนเหล่านั้นด้วย ในที่สุดพระนางก็เห็นบุรุษคนหนึ่งค่อยๆ เดินมาอย่างช้าๆ โกนศีรษะแทบเกลี้ยงเกลา มีผ้าเหลืองพาดอยู่เหนือบ่า กายก็คลุมผ้าคล้ายฤาษี มือถือบาตรแวะเข้าประตูกระท่อมทุกๆ กระท่อมเป็นครู่ๆ พลางรับทานที่มีผู้บริจาคและอำนวยพรตอบแทน หรือถ้าไม่มีใครบริจาคทานแล้วก็เดินต่อๆ มาด้วยอาการปกติ

มีบุรุษเดินตามหลัง ๒ คน โดยครองผ้าเหลืองเหมือนกัน แต่บุรุษถือบาตรนั้นมีอาการสง่ายิ่ง น่าเคารพยิ่ง อันเป็นการซึ่งจำเริญความนิยมชมชื่นยิ่งมาตลอดวิถีทางของเขา และโดยแววตาอันประกอบด้วยบุญบารมี กระทำให้เป็นที่จับใจของคนทุกคน จนเมื่อเวลาที่คนเหล่านั้นถวายทานแก่ท่านก็มองดูท่านด้วยความเคารพ และบ้างก็น้อมกายกราบท่าน บ้างก็ไปหาของมาถวายใหม่อีกโดยความเสียใจที่ตนเป็นคนยากจนจนกระทั่งว่าต่อมาภายในไม่ช้า เด็ก บุรุษและสตรีต่างก็กระตือรือร้นพากันเดินตามท่านและพร่ำว่า ท่านผู้นี้คือใครหนอ ใครที่ไหนกัน ตั้งแต่เมื่อไรฤาษีจึงมีลักษณะสง่างามเช่นนี้ แต่ครั้นพระองค์ค่อยๆ เสด็จมาถึงพลับพลา ในทันใดนั้น ประตูประดับแพรก็เปิดออก แล้วพระนางศรียโสธราซึ่งมิได้คลุมพระพักตร์ก็จรลีขมีขมันไปสู่ทางพระองค์ เสด็จพลางอุทานว่า พระองค์พระสิทธัตถะ น้ำอัสสุชลก็คลอสองพระเนตร และประณมพระหัตถ์แล้วก็ทอดสิริร่างสะอื้นไห้อยู่ ณ แทบพระบาทของพระองค์นั้นเอง

 

นานต่อมา เมื่อพระนางศรียโสธราซึ่งระทมทุกข์กลับมาถือตามพระพุทธวจนะแล้ว เมื่อมีผู้ทูลถามแด่พระองค์ว่า เมื่อปรารถนาในการสละจากราคะตัณหาทั้งปวงแห่งมนุษย์ และจากการแตะต้องรูปรสอันละมุนละม่อมเหมือนดอกไม้ และน่านิยมคือการแตะต้องมือของสตรีแล้ว เหตุใดพระองค์จึงอดทนต่อการจูบกอดนั้นได้

พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ที่ใหญ่ยิ่งย่อมมีทางสำหรับความรักเช่นเดียวกันกับผู้ที่เล็กที่สุดแม้ผู้นั้นจะสูงเยี่ยมด้วยความบริสุทธิ์อย่างใดก็ตาม จงระวังอย่าให้ดวงวิญญาณซึ่งหลุดพ้นแล้วจากความผูกพันมีอาการเหยียดหรือข่มแก่วิญญาณซึ่งยังถูกมัดอยู่โดยความโอ้อวดในความอิสระ คือเพราะที่ตนได้หลุดพ้นแล้วนั้นเลยเป็นอันขาด ความอิสระของท่านจะมีค่ายิ่งเมื่อท่านสำเร็จในความอิสระของท่านโดยความพยายามพากเพียร และวิถีแห่งความรอบรู้ซึ่งละเอียดสุขุม ยุคแห่งความพากเพียรอันยืดยาว ๓ ยุค ได้กระทำให้พระโพธิสัตว์ ( ผู้ที่ได้สำเร็จความรู้อย่างสูงและย่อมเป็นผู้ที่ให้ความดีต่อมนุษย์ ) ซึ่งจะเป็นผู้นำและช่วยโลกอันมืดมนอนธการ ได้บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จ อันจะช่วยทุกข์ทั้งปวงได้ ยุคทั้ง ๓ นี้ ที่ ๑ คือ ปัญญาธิกะ ที่ ๒ คือ สัทธาธิกะ ที่ ๓ คือวิริยาธิกะ

ดูเถิดตถาคตได้เกิดมาแล้วในยุคแห่งปัญญา ต้องการความดี แสวงหาความรอบรู้แต่จักษุยังปิดไว้ไม่มองเห็น จงนับเม็ดทรายแห่งไร่ละหุ่งดู ก็จะพึงรู้ได้ว่าจำนวนเม็ดทรายเท่าใดนั่นแหละ คือจำนวนปีที่ตถาคตบังเกิดเป็นบุรุษชื่อราม คือพ่อค้าคนหนึ่งฝั่งใต้ อยู่ข้างหน้าลังกาทวีปอันเป็นแหล่งที่มีไข่มุก ณ กาลอันนานมาแล้วนั้น ยโสธราก็อยู่กับตถาคต ณ หมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล นางงามเหมือนเดี๋ยวนี้เหมือนกัน และมีนามว่าลักษมี ตถาคตจำได้ว่า เมื่อกาลครั้งกระนั้น ครั้งหนึ่งตถาคตต้องออกเดินทางซึ่งเอาชีวิตเป็นเครื่องเสี่ยงโชค เพราะอาชีพความเป็นอยู่ของเราทั้งสอง ณ กาลครั้งนั้นอยู่ในฐานะยากจนแร้นแค้น

นางได้วิงวอนอย่างโศกาอาดูรเพื่อมิให้ตถาคตออกเดินทางและมิให้ไปผจญต่อภยันตรายทั้งทางบกและทางทะเล นางคร่ำครวญว่าเมื่อมีความรักอยู่แล้ว จะสละสิ่งที่ตนรักไปได้อย่างไร ถึงกระนั้นก็ดี ตถาคตก็ออกเดินทางโดยเหตุที่ต้องลองพยายามไปตามบุญตามกรรม ตถาคตจึงผ่านช่องแคบไป และภายหลังที่มีพายุและเหตุการณ์ซึ่งตนจะต้องผจญ ภายหลังการต่อสู้กับธรรมชาติอันว่างเวิ้งลึกซึ้ง และความทรมานอันไม่รู้จักสิ้น พลางค้นคว้าดูในลูกคลื่นแล้ว ตถาคตก็ได้ไข่มุกเม็ดหนึ่งสดใสดุจดวงจันทร์ ประหนึ่งว่าปวงราชาทั้งหลาย ถ้าจะซื้อก็ต้องพล่าพระราชทรัพย์เสียจนสิ้นเชิง

เมื่อได้ดังนั้นแล้ว ตถาคตก็กลับมาสู่เขาคีรีที่อาศัยอยู่ แต่เผอิญบ้านเมืองได้รับความเสียหายด้วยทุพภิกขภัย ตถาคตก็ล้มเจ็บลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยแห่งการเดินทางในคราวที่กลับนั่นเอง กว่าจะถึงที่อาศัยอยู่ก็สุดลำบาก โดยเอาเม็ดไข่มุกอันบริสุทธิ์ซึ่งได้จากทะเลนั้นซ่อนไว้ในเข็มขัดของตถาคต แต่เมื่อถึงบ้าน ที่บ้านก็ปราศจากอาหาร

และ ณ ธรณีประตูนั้นเอง นางซึ่งตถาคตเป็นห่วง ห่วงยิ่งกว่าตัวของตถาคตเอง นอนพังพาบอยู่โดยปราศจากสุ้มเสียงจวนจะถึงซึ่งความตาย เพราะเหตุไม่มีข้าวใส่ท้องเลยแม้แต่น้อย เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว ตถาคตจึงร้องว่า หากผู้ใดมีข้าวให้เราที่นี่แล้ว จงดูเถิด นี่แน่ะคือค่าไถ่แห่งพระนครๆ หนึ่ง เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้โปรดให้อาหารแก่ลักษมีเถิด แล้วรับไข่มุกซึ่งพราวแพรวเหมือนดวงจันทร์ เมื่อว่าดังนี้แล้วเพื่อนบ้านคนหนึ่งจึงนำเดนอาหารของตนที่เหลืออยู่นั้นให้ ๓ แซร์ ( ขนาดความจุประมาณครึ่งลิตร ประมาณครึ่งทะนาน ) แล้วก็ฉวยเอาไข่มุกวิเศษนั้นไป พอได้กินอาหาร ลักษมีก็มีชีวิตต่อมาและเมื่อได้คืนแล้วซึ่งชีวิต นางก็เผยโอษฐ์ว่า อ้อ ที่จริงเธอก็รักฉันเหมือนกันนี่ แต่ในชีวิตนี้ตถาคตก็ทำการแลกไข่มุกเหมือนกันเพื่อบำรุงความสดใสแห่งดวงใจและวิญญาณซึ่งพ่ายแพ้แก่โลกีย์ แต่ไข่มุกอันบริสุทธิ์ในบัดนี้เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการผจญครั้งสุดท้ายของตถาคต และซึ่งเอามาได้จากลูกคลื่นอันลึกกว่าครั้งก่อน คือนิทานทั้ง ๑๒ กับกฎแห่งความดีนั้น จะเอาไปทำการแลกเปลี่ยนกับอะไรไม่ได้เลย นอกจากจะให้ไปเปล่าๆ จึงจะเรียกว่าได้ถึงแล้วซึ่งความบริสุทธิ์ เพราะรังมดเปรียบกับเชิงเขาพระสุมรุก็ดี หยาดน้ำค้างที่ย้อยมาและรวบรวมกันเป็นห้วงน้ำอยู่ ณ รอยเท้าของนางเก้งที่กระโดดเปรียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไม่มีที่สุดก็ดี ก็เท่ากับทานซึ่งตถาคตยอมสละแล้วแต่ก่อนนั้นอันจะเปรียบดังทานซึ่งตถาคตสละ ณ บัดนี้ไม่ได้

เพราะฉะนั้นความรักซึ่งกว้างขวางแล้วนั้น พอได้หลุดพ้นจากข่ายแห่งความรู้สึก รูป เสียง กลิ่น รส ก็เป็นความรักที่ถูกที่ดี ในเมื่อยอมตามใจผู้อ่อนแอ เพราะเมื่อยอมตามแล้วเท้าอันแบบบางของยโสธราก็จะพาให้พระนางเดินไปสู่ความสงบและความสุขได้ โดยเหตุที่เท้านั้นได้ถูกนำให้เดินด้วยวิธีอันอ่อนโยน

 

ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อทรงทราบว่า พระสิทธัตถะเสด็จมาถึงโดยปลงพระเกษา หุ้มห่อพระวรกายด้วยเครื่องนุ่งห่มของยาจก กับถือบาตรเพื่อรับเศษอาหารของหมู่ชนชั้นต่ำ ความเสียพระทัยโกรธกริ้วมากำจัดเสียซึ่งความรักอันมีอยู่ในพระทัยของพระองค์ไปเสียสิ้น

พระองค์ทรงถ่มเขฬะลงยังแผ่นดิน ๓ ครั้ง ทึ้งถอนพระมัสสุสีอันขาวดุจเงินแล้วเสด็จออกไปเสียอย่างหุนหันกระทำให้บรรดาอำมาตย์ราชบริพารต่างสั่นระรัวทั่วสรรพางค์กายไปตลอดทางที่พระองค์เสด็จ พระองค์เสด็จขึ้นทรงม้าสงครามด้วยพระขนงอันขมวด และทรงกระตุ้นม้าปล่อยให้ห้อไปตามถนนใหญ่น้อยทั้งปวงที่อัดแอไปด้วยฝูงชน หมองพระทัยไปด้วยความกริ้วโกรธ จนฝูงชนเหล่านั้นจะหาโอกาสบอกว่า นั่นแน่ะ พระราชา นั่งลงซิ เท่านั้นก็แทบไม่ทัน

 

ครั้นพระองค์วกกลับไปตามกำแพงของวัดซึ่งมองไปเห็นประตูด้านใต้ที่กล่าวมาแล้วนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นฝูงชนหมู่ใหญ่ซึ่งอุดช่องทางเดินและใหญ่ๆ ขึ้นเสมอซึ่งเดินตามพระสิทธัตถะผู้มีดวงพระเนตรอันสดใสบริสุทธิ์ พระองค์มองดูพระเนตรของพระบิดาผู้ชราของพระองค์แล้ว ความพิโรธโกรธกริ้วของพระบิดาก็อ่อนลงไป

เมื่อพระพุทธองค์เพ่งดูพระบิดาซึ่งขมวดพระขนงด้วยพระอาการอันอ่อนโยนและเคารพ ครั้นแล้วพระองค์ก็ก้มพระพักตร์และทรงคุกพระชานุลงต่อพระพักตร์พระราชบิดาด้วยพระอาการอันงามสุภาพ ทั้งนี้ก็เพราะพระราชบิดานั้นเมื่อเห็นพระราชโอรส เข้าใจในพระอาการกิริยาของราชโอรส สังเกตเห็นพระบารมีซึ่งปรากฏเป็นรัศมี ณ พระนลาฏของพระองค์ และเพราะพระรัศมีอันนี้เองซึ่งกระทำให้ปวงชนเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ด้วยความเงียบและเคารพ พระราชบิดาจึงมีพระทัยอ่อนลง

 

แม้แต่กระนั้นก็ดี พระราชบิดายังตรัสว่า พระมหาสิทธัตถะจะแอบเข้ามาในพระราชธานีของตนโดยนุ่งห่มอย่างคนขี้ริ้วโกนหัว สวมเกือกแตะและเที่ยวขอทานแก่หมู่ชนชั้นต่ำอย่างนี้ได้หรือ เขาผู้ซึ่งมีชีวิตเทียมเท่ากับพระเจ้าองค์หนึ่ง ลูกของเราซึ่งเป็นผู้รับมรดกในพระราชอาณาจักรอันกว้างใหญ่ และในปวงราชาทั้งหลายซึ่งเพียงแต่สัมผัสมือของราชาเหล่านั้นเท่านั้น ราชาเหล่านั้นก็จะเรียกให้บริวารของตนนำสิ่งใดๆ ทุกอย่างซึ่งอาจหาได้ในโลกนี้มาให้

สูเจ้าควรควรจะเข้ามาพร้อมด้วยเกียรติยศที่สมแก่ฐานันดรศักดิ์ของตนโดยแห่ห้อมล้อมไปด้วยพลหอกอันแพรวพราวและด้วยความสนั่นหวั่นไหวไปด้วยเท้าคนและเท้าม้า จงดูเถิด ทหารของเราทั้งสิ้นพักแรมอยู่ตามทางและทวยนาครของเราต่างรอคอยอยู่ตามทวาร ก็สูเจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่าในระหว่างเวลาหลายปีซึ่งอัปมงคล กระทำให้บิดาของเจ้าโศกเศร้าอาดูรอยู่เหนือราชบัลลังก์ และภรรยาของเจ้าดำรงชีวิตอยู่เป็นม่ายโดยยอมสละละเสียซึ่งความสนุกสนานร่าเริงทั้งปวง ไม่ฟังแล้วซึ่งเสียงจำเรียงร้องและดนตรี และไม่แต่งกายด้วยเครื่องแต่งสำหรับพิธีรีตองใดๆ จนกระทั่งวันนี้จึงแต่งด้วยเครื่องนุ่งห่มประดับสุวรรณจินดาเพื่อมารับรองสวามีซึ่งครองผ้าเหลืองขี้ริ้วที่กลับมา ลูกทำไมจึงทำเช่นนั้น

มหาบพิตรผู้บิดา พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ประพฤติการณ์ทั้งนี้เป็นธรรมเนียมของชาติตระกูลแห่งตถาคตเอง

ชาติตระกูลของเจ้า พระราชาทวนคำ ชาตติตระกูลของเจ้านั้น นับตั้งแต่มหาสมบัติเป็นต้นมาก็ได้ร้อยบัลลังก์แล้วแต่ก็หามลทินด้วยความประพฤติอย่างเจ้านี้มิได้

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ตถาคตจะได้พูดถึงเชื้อตระกูลซึ่งตายนั้นหามิได้ แต่พูดถึงเชื้อตระกูลซึ่งมองไม่เห็นของพระพุทธเจ้าแห่งอดีตและอนาคตนั้นต่างหาก ตถาคตนี้ก็เป็นองค์หนึ่งของเหล่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และสิ่งใดซึ่งพระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงประพฤติ ทรงกระทำ ตถาคตก็กระทำ ก็ประพฤติในสิ่งนั้น และสิ่งใดซึ่งเป็นขึ้น ณ บัดนี้ก็ได้เป็นแต่ก่อนมาแล้วเหมือนกัน แต่ปางก่อนนั้นก็มีพระราชาผู้สวมเกราะออกมารับรองโอรสของพระองค์ ณ พระทวารดังนี้เหมือนกัน คือพระโอรสซึ่งครองกายเหมือนฤาษี และผู้ซึ่งช่วยโลกให้พ้นจากทุกข์ มีธรรมานุภาพด้วยความเมตตาและความระงับในตนเองยิ่งกว่าพระราชาทั้งหลายซึ่งทรงศักดานุภาพนั้น ก็ได้มาน้อมกายเหมือนอย่างที่ตถาคตกระทำอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วถวายขุมทรัพย์ซึ่งได้นำมาด้วยนั้น มอบให้เพราะความรักและความเมตตาแก่พระราชบิดา ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องพันพัวกันด้วยหนี้อย่างหนึ่งแห่งความรักใคร่ นี่แหละคือถ้อยคำหรือขุมทรัพย์ซึ่งตถาคตขอทูลถวายแก่พระองค์บัดนี้

พระราชาประหลาดพระทัยแล้วตรัสถามว่า ขุมทรัพย์อะไร พระพุทธองค์ทรงประคองพระหัตถ์พระราชบิดาแล้วก็เสด็จต่อไปสู่ถนนต่างๆ ซึ่งมีทวยประชาล้วนเคารพพระองค์ มีพระราชาและพระนางศรียโสธราอยู่ข้างเคียง พลางทรงเผยสิ่งซึ่งกระทำให้เกิดความสงบและความบริสุทธิ์ ความจริงอันสุขุมคัมภีรภาพทั้ง ๔ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความดี คือธรรมมานุภาพเหมือนดังขอบฝั่งเป็นที่ตั้งกั้นทะเลมหาสมุทร พระองค์ตรัสถึงพระบัญญัติทั้ง ๘ ซึ่งทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าพระราชาหรือข้าทาสอะไรหากต้องการไปสู่ทางอันบริสุทธิ์ซึ่งมีอยู่ ๔ ชั้น และ ๘ อย่างซึ่งเป็นที่อาศัยของผู้ที่มีชีวิต ไม่ว่ามีอำนาจหรือแร้นแค้น ไม่ว่าฉลาดหรือโง่ บุรุษหรือสตรี เด็กหรือผู้ใหญ่ ต้องหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งความดำรงชีพไม่ช้าก็เร็ว แล้วก็ได้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานอันสันติสถาพร

 

ครั้นแล้วต่างก็เสด็จถึงพระราชวัง พระเจ้าสุทโธทนะนั้นกลับทรงเบิกบานพระทัยแจ่มใส ด้วยได้ดูดดื่มธรรมรสแห่งพระพุทธโอวาทของพระพุทธองค์จนทรงอุ้มบาตรตามพระองค์ ณ วาระเดียวกันนั้น พระเนตรของพระนางศรียโสธราก็มีแววแจ่มใสมากระทำให้อัสสุชลแห้งหายไปจากคลองพระเนตร โดยประการดังนี้ ณ ราตรีกาลวันนั้นต่างก็เกษมศานต์สันติสุขด้วยธรรมมรรคานั้นแล .

 


 

 


ปริเฉทที่ ๘
พุทธกิจบรรยาย


ยัง มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อยู่ทุ่งหนึ่งยาวยืดไปตามฝั่งแม่น้ำโกหานะอันไหลเชี่ยวที่นครเพื่อไปสู่ภูมิภาคที่กล่าวนี้ด้วยพาหนะเกวียนเทียมโค จากเมืองพาราณสีซึ่งเป็นเมืองที่วัดมีอยู่มากหลาย ก็ต้องเดินทางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเวลา ๕ วันจึงจะถึง ณ เมืองนี้ ซึ่งตลอดปีเดียรดาษไปด้วยปวงบุปผชาติและพุ่มพฤกษชาติที่ทอดเงาไปในน้ำให้มีเป็นสีเขียว มียอดเขาหิมาลัยซึ่งเต็มไปด้วยหิมะลอยเด่นอยู่

ลาดของเขานี้ชุ่มชื้น ต้นไม้กิ่งก้านสาขาซึ่งมีรสสุคนธ์ก็รื่นรมย์ และบัดนี้พระพายแห่งความบริสุทธิ์ก็ยังโชยอยู่ ณ ถิ่นที่นี้ ลมเฉื่อยแห่งสายสนธยากาลพัดมาสัมผัสละเมาะไม้และเหล่าศิลาแดงสลักซึ่งกะเทาะแตกแยกออกด้วยอำนาจของรากไม้และกิ่งเถาวัลย์ทั้งปวง กับรกรุงรังไปด้วยหญ้าและใบไม้ เหล่าอสรพิษอันสงบเลื้อยคลานออกจากรูในดินและในโพรงไม้ แล้วก็ขดตัวเป็นวงแหวนสีเหลือบเป็นเงาอยู่เบื้องบนศิลากลางแจ้ง กิ้งก่าซึ่งว่องไววิ่งเหนือพื้นศิลาลวดลาย ซึ่งพระราชาเป็นอันมากได้เคยเสด็จดำเนินเหนือศิลานั้นมาแล้ว สุนัขจิ้งจอกนอนโดยสุขสันติภาพ เหนือพระราชบัลลังก์อาสน์ซึ่งปรักหักพังแล้ว มีที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็แต่ยอดเขา แม่น้ำ สนามหญ้า และลมพัดเย็นเฉื่อย

  สิ่งทั้งปวงซึ่งงามวิไลตระการตาได้อันตรธานสิ้นไปแล้ว เพระสิ่งที่งามอยู่ที่นั่นนั้น คือพระราชธานีของพระเจ้าสุทโธทนะและภูผาน้อย ซึ่งเย็นวันหนึ่ง ยามเมื่อพระอาทิตย์กำลังฉายแสงสีเขียวและสีทอง องค์พระพุทธเจ้าได้ประทับเพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนแก่สานุศิษย์ที่เชื่อฟังของพระองค์

  ท่านจงอ่านพระคัมภีร์อันวิเศษดูเถิดก็จะรู้ได้ว่า ณ ภูมิภาคอันเริงรมย์นี้มีประพฤติการณ์มาแล้วอย่างใด คือภูมิภาคซึ่งแต่เดิมเป็นอุทยาน กอปรด้วยวิถีทางซึ่งเทลาด มีตาน้ำ หนอง บึง ลานดินซึ่งมีต้นกุหลาบเป็นขอบ กับห้อมล้อมไปด้วยพระตำหนักอันเกษมสันต์และพระราชสำนัก มีมุขอันวิจิตรบรรจงนั้น ในเมื่อองค์พระศาสดาจารย์เจ้าประทับเป็นสง่าอยู่ต่อหน้าหมู่ชนผู้คารวะซึ่งต่างก็คอยให้พระองค์แย้มพระโอษฐ์เพื่อแสดงพระธรรมอันวิเศษซึ่งกระทำให้ทวีปอาเซียของเราร่มเย็นนั้น การซึ่งมนุษย์โลกอันมีจำนวนตั้งสี่พันหลัก ( หลักหนึ่งเท่ากับหนึ่งแสน ) นับถือพระพุทธศาสนานี้ ย่อมเป็นพยานแห่งความจริงเมื่อสมัยครั้งกระโน้นเพียงใดแล้ว

  พระองค์ประทับอยู่ข้างเบื้องขวาพระราชาและเหล่าศากิยะทั้งปวง พระอานนท์ พระเทวทัต กับบรรดาผู้ซึ่งอยู่ในพระราชวังทั้งปวงก็รายเรียงล้อมรอบพระองค์ ข้างหลังพระองค์ก็คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะซึ่งเป็นพระเถระผู้แรกครองกาสาวพัสตร์ นับว่าเป็นสานุศิษย์ติดตามพระองค์ ในระหว่างพระชานุของพระองค์ พระราหุลชำเลืองดวงเนตรอันน้อยอย่างตื่น ๆ มองดูพระวรพักตร์ของพระองค์ผู้เป็นพระราชบิดาแล้วแย้มพราย ณ เบื้องพระบาทของพระองค์ก็คือพระนางศรียโสธราผู้สิ้นแล้วซึ่งความปั่นป่วนในดวงหฤทัย เพราะได้เล็งแลเห็นความจริงในในความสุขซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยความสนุกที่ไม่ถาวร คือชีวิตที่ไม่รู้จักแก่และตายซึ่งวัฒนาอันเป็นวาระที่สุดของสิ่งทั้งปวงอันจักเป็นไปได้ เมื่อความตายได้ถึงแล้วซึ่งสาระที่สุด เพราะได้อาศัยความสำเร็จผลของพระสิทธัตถะและของพระนางเอง

  อนึ่งพระนางวางพระหัตถ์ข้างหนึ่งไว้เหนือพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า และโดยเหตุที่พระนางเป็นผู้ซึ่งมีค่ายิ่งของพระองค์ผู้ซึ่งไตรภพรอคอยฟังพระโอวาทของพระองค์ พระนางเอาชายจีวรของพระพุทธเจ้ามาคลุมทับผ้าสารี ( ผ้าที่สตรีชาวอินเดียใช้นุ่งห่มมีลวดลายที่ขอบ ) ที่ทอเป็นเงิน ข้าพเจ้าไม่สามารถจะลงความเห็นได้แม้แต่เล็กน้อยว่า ตำรับที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้านั้นรุ่งโรจน์กระจ่างแจ้งเพียงใด เพราะข้าพเจ้าเองนี้เป็นผู้แถลงซึ่งเกิดมา ณ กาลภายหลังอันล่วงมานานนักหนาแล้ว แต่รักพระศาสดาจารย์เจ้า และรักพระธรรมเมตตาของพระองค์ซึ่งมีต่อมนุษย์ แล้วพรรณนาประวัติการณ์ของพระองค์ โดยเหตุที่ทราบว่าพระองค์ทรงไว้ซึ่งพระคุณธรรมสมบัติและข้าพเจ้าขอสารภาพว่า ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาพอที่จะพูดโดยไม่อาศัยพระคัมภีร์ซึ่งลายมือเลอะลบลงเสียแล้วด้วยความเก่าของกาลสมัยที่ล่วงมาช้านาน กระทำให้สำนวนข้อความโบราณนั้นสิ้นสูญไป คือสำนวนข้อความซึ่งเมื่อกาลเก่าก่อนโน้นยังใหม่เอี่ยมทั้งศักดิ์สิทธิ์แพร่หลาย และได้รับความนิยมนับถือจากมนุษย์ทั้งปวง โดยอาศัยคัมภีร์อินเดียซึ่งควรเรียกว่า แสงทองของอินเดีย ข้าพเจ้าจึงได้ทราบส่วนหนึ่งของแห่งพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้ายังทราบอีกว่า ตามความซึ่งจารึกไว้ในพระคัมภีร์มีอยู่ว่า ผู้ซึ่งเชื่อฟังพระองค์นั้นมีจำนวนมากกว่าที่เราจะนึกเห็นได้มากนัก เพราะเหตุว่าผู้ที่มาฟังพระองค์นั้น มีทั้งพวกยักษ์และอื่น ๆ นับด้วยหมื่นแสน หมู่เทวาทั้งปวงกับทั้งวิญญาณของผู้ที่ตายทั้งหลายต่างได้มาที่นั่น จนสวรรค์ทั้ง ๗ ชั้นว่างเปล่า และโลกนรกทั้งสิ้นก็เปิดประตูปล่อยหมู่นรกให้ขึ้นมา

  อนึ่ง แสงสว่างของทิวาวารก็นานยิ่งกว่าธรรมดา ส่องแสงกุหลาบเหนือยอดภูผาซึ่งสงบเงียบประหนึ่งว่า ปล่อยให้รัตติกาลนั้นเงี่ยโสตตรับฟังพระองค์อยู่ในหุบเขา และทิวาวารฟังพระองค์อยู่บนเขาฉะนั้น นั่นแหละ ในพระคัมภีร์มีจารึกว่า เงากำบังอยู่ในระหว่างสิ่งเหล่านี้ ประดุจนางฟ้าซึ่งต้องเสน่ห์ในปัจจุบัน มีเมฆซึ่งเป็นละลอกล่องลอยอยู่นั้น เป็นเกสาถักของนาง ดาราทั้งปวงเป็นไข่มุกและเพชรแห่งมงกุฎ ดวงจันทร์เป็นปันจุเหร็จ ( เครื่องรัดเกล้าที่ไม่มียอด ) ของนาง

  ในระหว่างที่พระองค์กำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนอยู่นั้น พระพายก็โชยรสสุคนธ์ให้ขจรมารวยรินและผู้ใดซึ่งฟังพระองค์จะเป็นไท้ต่างด้าว ข้าทาส ผู้มีตระกูลสูงหรือต่ำ มีเลือดเนื้อสืบมาจากอารยชนหรืออนารยชน ชาวป่าชาวดงพงไพรอะไรก็ตาม ต่างก็นึกเสมือนหนึ่งว่า ได้ยินเป็นภาคำพูดแห่งชาติ และตระกูลของตนทั้งสิ้น นอกจากปวงชนใหญ่น้อยทั้งลายซึ่งต่างก็ขมีขมันไปสู่ฝั่งแม่น้ำนั้นแล้ว ยังหมู่สัตว์จตุบาท นกทั้งปวง และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

 

พระคัมภีร์ก็กล่าวว่า เมื่อรู้สึกในพระคุณธรรมแห่งองค์พระพุทธเจ้า และถือเอาพระโอวาทของพระองค์เป็นสรณะ จนถึงกับว่าชีวิตของของสัตว์เหล่านี้ จะเป็นลิง เป็นเสือ เป็นเนื้อทราย เป็นหมี เป็นสุนัขใน เป็นหมาป่า เป็นเหยี่ยวที่โฉบซากต่าง ๆ มาเป็นอาหาร เป็นนกพิราบสีเทาเหลือบ หรือเป็นนกยูงที่มีสีงามวิจิตร เป็นกบที่ต่ำเตี้ย หรือเป็นงูสีลาย เป็นกิ้งก่า ค้างคาวหรือปลาซึ่งว่ายอยู่ในแม่น้ำ ก็ดูใกล้เคียงเข้ามากับมนุษย์ซึ่งมีความบริสุทธิ์น้อยกว่าสัตว์ทั้งหลายเล่านี้ และด้วยความปลาบปลื้มอันพดไม่ออก สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เข้าใจว่าเครื่องผูกพันแห่งกรรมของตนได้ขาดสะบั้นแล้ว ในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสต่อหน้าพระราชาว่าดังนี้

  โอม อมิตยะ จงอย่าใช้คำพูดเป็นเครื่องวัดสิ่งที่ไม่สามารถจะกำหนดได้ และจงอย่าพยายามคิดในสิ่งที่เกินความคิด เมื่อผู้ถามก็เข้าใจผิด และผู้ตอบก็เข้าใจผิด อย่ากล่าวอะไรเลยเสียดีกว่า

 

  ในคัมภีร์มีกล่าวว่า ทีแรกทีเดียวก็มีแต่ความมืดเท่านั้น ฉะนั้นจึงมีแต่พรหมเท่านั้นที่รำพึงพิจารณาอยู่ภายในรัตติกาล อย่าอยากรู้ว่าพรหมนั้นคืออะไรเลย จนแม้แต่เดิมกำเนิดของพรหม พรหมก็ดีหรือแสงสว่างใด ๆ ก็ดีจะมองดูด้วยจักษุประสาทซึ่งย่อมตาย และจะให้รู้จักด้วยดวงจิตแห่งมนุษย์นั้นไม่ได้เลย ฉากแห่งความลับจะเผยออกต่อ ๆ ไปกันได้ก็จริง แต่ต้องพยายามกระทำให้ฉากแรกเผยออก แล้วก็พยายามกระทำให้ฉากอื่นที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นเผยออกต่อไปจนสิ้นเชิง ดาราทั้งปวงโคจรไปตามวิถีทางของตนเป็นนิจนิรันดร โดยมิพักที่จะรั้งรอเพื่อตั้งกระทู้ถามอะไรเลยเป็นกาลพอเพียงอยู่แล้วซึ่งความดำรงชีพและความตาย ความสุข และความทุกข์โศกดำรงคงอยู่ เฉกเช่นเดี่ยวกับเหตุและผล กับความดำเนินของกาลเวลาและอาการขึ้นลงซึ่งไม่รู้จักสิ้นของความเกิดซึ่งเปลี่ยนแปลงเสมอและซึ่งดำเนินเรื่อยไปไม่หยุดหย่อน แม้นเหมือนกับลำน้ำซึ่งกระแสธาราไหลหลั่งไม่ยั้งหยุด จะเป็นเร็วหรือช้าก็ตาม อย่างไรก็ต้องไหลไปถึงซึ่งทะเลอยู่นั่นเอง

  ส่วนทะเลนั้นเล่าก็ถูกดวงอาทิตย์ดูดเอาน้ำขึ้นไปเป็นไอ ไอตกมาสู่เหนือภูเขา แล้วจากภูเขาก็ไหลลงมาใหม่ไม่หยุดหย่อนเพียงแต่เท่านี้ ก็พอที่จะกระทำให้เข้าใจไปถึงสภาพแห่งฟ้าและดิน โลกทั้งหลายกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ อย่าวิงวอนเลย ความมืดจะไม่สว่างขึ้นได้ดอก อย่าขออะไรกับความเงียบสงัดนั้นเลย เพราะความเงียบสงัดนั้นพูดหาได้ไม่ อย่าศรัทธากระทำความทรมานตนด้วยดวงจิตอันปั่นป่วนของตน

    โอ ! ญาติพี่น้องชายและหญิงทั้งหลาย อย่าได้หวังในความช่วยเหลือของพระเจ้าทั้งปวงซึ่งทารุณ โดยถวายเครื่องสังเวย และแสดงคำเยินยอต่อเขานั้นเลย อย่าพยายามให้ได้รับบำเหน็จจากพระเจ้าด้วยวิธีบูชายัญ อย่าเลี้ยงเขาด้วยผลไม้ และขนมเลย แท้จริงตัวเราเองต่างหากที่จะต้องทำการช่วยตนเองให้พ้นจากทุกข์ มนุษย์ทุกรูปย่อมสร้างคุกคุมขังตัวเอง ทุกผู้คนมีสิทธิในสิ่งทั้งเช่นเดียวกับผู้ที่ใหญ่ยิ่ง เพราะเหตุว่าสำหรับผู้ที่ใหญ่ยิ่งที่อยู่เหนือหรืออยู่รอบตัวเราก็ดี สำหรับธรรมชาติที่มีเลือดเนื้อและที่มีชีวิตก็ดี จะสุขสำราญหรือจะทุกข์ก็ล้วนแต่โดยความประพฤติทั้งสิ้น สิ่งใดที่เป็นมาแล้วสิ่งนั้นแหละเป็นเครื่องจูงนำสิ่งที่กำลังเป็นอยู่และจะเป็นต่อไปไม่ว่าเลวที่สุด หรือดีที่สุด ผลที่สุดย่อมอำนวยให้เป็นผลเริ่มแรกขึ้นอีก และผลที่เริ่มแรกย่อมอำนวยให้มีผลที่สุด ปวงเทวดาบนเบื้องสวรรค์ซึ่งเสวยสุขก็โดยผลอันบริสุทธิ์ซึ่งกระทำมาแล้วแต่อดีต ปวงปิศาจ ณ โลกอันต่ำต้อย เสวยทุกข์อันเป็นเวรกรรมที่ตนได้ประพฤติชั่วมาแล้วแต่หนหลัง สารพัดอย่างย่อมไม่คงทน

  

คุณสมบัติอันงามเสื่อมทรามล่วงสูญไปตามกาลเวลา บาปหนักก็อาจอันตรธานกลายเป็นบริสุทธิ์ขึ้นก็เพราะความไม่เที่ยงตามกาลเวลาเหมือนกัน ผู้ที่มีความลำบากด้วยสภาพแห่งความเป็นทาส ต่อไปอาจได้เป็นเจ้าได้เหมือนกัน เพราะอาศัยบุญกุศลที่ตนกระทำให้ดีและความประพฤติที่ตนมีอยู่ ผู้ที่เป็นพระราชาอาจซัดเซพเนจรไปบนแผ่นดินโดยหุ้มห่อกายด้วยเศษผ้ายาจกก็เป็นได้ ก็เพราะเหตุแห่งสิ่งที่ตนได้กระทำและที่ละเว้นไม่กระทำ ท่านอาจเชิดชูวาสนาของท่านให้สูงเยี่ยมยิ่งกว่าพระอินทร์ หรือทำให้ต่ำต้อยลงจนเลวยิ่งกว่าตัวหนอนหรือตัวอณูได้ สิ่งอื่นที่มีชีวิตไม่มีประมาณ บางอย่างก็บรรลุถึงซึ่งผลที่สุดในวาระแรกนั้นเอง บางอย่างก็ในวาระที่ ๒ ถึงกระนั้นตราบใดที่วัฏสงสารซึ่งมองไม่เห็นยังหมุนอยู่ ย่อมไม่มีสันติภาพการลดหย่อนและการหยุดพักอยู่ตราบนั้น ใครขึ้นอาจตกลงมาได้ ผู้ใดซึ่งตกก็อยากขึ้น กำเกวียนหมุนโดยไม่ยั้งหยุด

    หากท่านยังพัวพันติดอยู่กับล้อแห่งความเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากวิธีที่จะหักโซ่ที่ล่ามท่านให้สะบั้นลงแล้ว ดวงใจของสัตว์ซึ่งมีอิสระก็คงเข้าตาร้าย วิญญาณของสิ่งทั้งปวงย่อมเป็นสิ่งที่ดี ดวงใจของสัตว์โลกก็เป็นที่ตั้งแห่งความสงบได้เหมือนสวรรค์ เจตสิกย่อมมีอำนาจเหนือความทุกข์ อะไรที่ดีก็ดียิ่งขึ้นแล้วก็ดีที่สุด ตถาคต คือ พระพุทธะ ผู้ซึ่งได้เสียน้ำตามามากเท่าน้ำตาของญาติพี่น้องทั้งหลายที่ร้องไห้ ดวงใจของตถาคตได้ชอกช้ำโดยปลงเห็นความทุกข์ของโลกทั้งมวล

แต่บัดนี้ตถาคตหัวเราะและมีความสบาย เพราะได้บรรลุแล้วซึ่งความอิสระ เออ ท่านทั้งหลายผู้ซึ่งมีความทุกข์ จงเข้าใจเถิดว่าท่านรับทุกข์เพราะตัวท่านเองไม่มีอะไรอื่นเลยที่ยุหรือยึดเหนี่ยวท่านเพื่อให้ท่านเกิดและตาย แลทำให้ท่านหมุนบนวัฏสงสารแห่งความทุกข์นั้น กงแห่งวัฏสงสารย่อมมีแต่อาบด้วยน้ำตา กำแห่งวัฏสงสารย่อมไม่มีสาระ

  

จงฟังเถิด ตถาคตจะแสดงให้เห็นความจริงต่ำลงไปกว่านรก สูงยิ่งกว่าสวรรค์ ไกลไปกว่าดวงดาราที่ไกลที่สุด เกินกว่าความเป็นอยู่ของพรหมไปอีก มีมหานุภาพมั่นคงและศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งซึ่งมีขึ้นโดยไม่มีแรกเริ่มกำเนิด และทั้งไม่มีที่สิ้นสุดยืนยงอยู่ทั่วทุกแห่ง และมั่นคงเหมือนความจริงซึ่งเคลื่อนไปสู่ความดี และดีอยู่แต่ในกฎโดยตรงของตนเอง

  สิ่งนั้นแหละซึ่งทำให้ต้นกุหลาบมีดอก ศิลป์ของสิ่งนั้นเองที่ทำให้บัวมีใบ ภายใต้พื้นดินที่มืดและในเมล็ดพืชอันอยู่นิ่งก็คือสิ่งนั้นแหละที่ส่องแสงในอากาศแห่งฤดูใบไม้ผลิ รัศมีที่ก้อนเมฆก็ดี สีมรกตที่ตัวนกยูงก็ดี เหล่านี้อยู่ในอำนาจของมหานุภาพอันศักดิสิทธิ์เหมือนกัน

  ดวงเดือนเป็นที่อยู่ของมหาอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้น แสงสว่างและฝนเป็นทาสของมหาอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นบันดาลให้ใจของมนุษย์ออกจากความมืด และทำให้ตัวไก่ฟ้ามีคอสลับไปด้วยสีต่าง ๆ ออกจากไข่ที่ไม่มีใครมองทะลุเข้าไปได้ มหาอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักเว้น อาจสามารถกระทำให้สิ่งที่ประกอบด้วยโทษแลภยันตรายกลายเป็นสิ่งที่ชื่นชมได้ ไข่สีเทาของนกคีรีบูนที่มีอยู่ในรังก็เป็นทรัพย์สำหรับมหานุภาพนั้นด้วย

  รัง ๖ เหลี่ยมของผึ้งนั้นคือเหยือกน้ำผึ้งของมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ มดปฏิบัติตามกฎแห่งมหานุภาพ และนกพิราบขาวก็รู้จักกฎนั้นเหมือนกัน มหานุภาพนั้นบันดาลให้นกอินทรีรู้จักกระพือปีกบินเพื่อนำอาหารของมันมาสู่รังของมันได้

  มหานุภาพนั้นเป็นผู้นำให้นางหมาไนกลับมาหาลูกของมันได้ มหานุภาพนั้นเป็นผู้สร้างอาหารและมิตรสหายให้สัตวโลกซึ่งไม่มีใครรักเลย ไม่มีใครเกลียดชังและบังคับมหานุภาพนั้นให้หยุดได้เลย มหานุภาพนั้นรักทั่วทุกอย่าง นำน้ำนมมาสู่นมแห่งมารดา และนำน้ำขาวซึ่งเป็นพิษมาใส่ในเขี้ยวอสรพิษด้วยมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้น วางระเบียบความเป็นไปของโลกทั้งปวงให้ดำเนินในนภากาศซึ่งไม่มีขอบเขต มหานุภาพนั้นซ่อนทอง เพชร นิลจินดาทั้งหลายไว้ในพื้นปฐพี โดยเหตุที่มหานุภาพนั้นทำความอัศจรรย์ให้มีขึ้นจึงซ่อนสภาพอยู่ในป่าเขียวและยังให้เกิดพฤกษชาติแปลกประหลาด ณ โคนต้นสน ( แซเดร้อะ ) และประดิษฐ์ดอกไม้และใบไม้ทั้งปวง มหานุภาพนั้นพิฆาตและช่วยเหลือโดยไม่มุ่งผลอะไรอื่น นอกจากให้เห็นไปตามโชคชะตา

  ความตายกับความอาดูรเป็นเครื่องมือแห่งกิจการของมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้น กับมีความรักและความดำรงชีพเป็นโอรสมหานุภาพนั้น สร้างและทำลายกับแก้ไขทั่วทุกอย่าง สิ่งใดซึ่งทำขึ้นใหม่ย่อมดีกว่าเก่า ก่อนการงานซึ่งดีเลิศที่มหานุภาพนั้นลงมือทำย่อมค่อย ๆ บริสุทธิ์ขึ้นด้วยฝีมืออันชำนาญทั้งหลายแหล่เหล่านี้แหละที่เป็นฝีมือของมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านแลเห็น แต่สิ่งที่แลไม่เห็นนั้นแหละสำคัญกว่าสิ่งที่ท่านแลเห็นนั้นอีก ดวงใจและวิญญาณของมนุษย์ ความคิดของปวงชน วิถีและความมุ่งหมายของมนุษย์ทั้งปวงนี้ล้วนแต่อยู่ในบทบัญญัติของมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นเหมือนกันช่วยท่านโดยมือซึ่งทรงคุณานุคุณ โดยท่านไม่เห็น ไม่มีใครได้ยิน แต่ถึงกระนั้นก็พูดดังเสียกว่าฟ้าร้อง ความเมตตาและความรักพึงเป็นสมบัติของมนุษย์ เพราะความโหดร้ายได้ทำให้หมู่มนุษย์แก่กล้าเป็นตาบอดมานานแล้ว ไม่มีใครเกลียดชังมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ได้เลย

  ผู้ใดไม่เคารพต่อมหานุภาพนั้นย่อมมีโทษ ผู้ใดที่รับใช้มหานุภาพนั้นย่อมมีคุณมหานุภาพนั้นรางวัลความดีซึ่งซ่อนเร้นอยู่โดยสันติภาพและสุขสวัสดิ์ และตอบแทนความชั่วที่ปิดบังที่ปิดบังโดยความทรมาน มหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นมองเห็นทั่วทุกแห่งและสังเกตดูทั่วทุกอย่าง ท่านประพฤติชอบก็ให้บำเหน็จแก่ท่าน ท่านประพฤติชอบท่านก็จะได้รับตอบแทนการกระทำของท่านตามควรแก่หลักธรรมในไม่เร็วก็ช้า มหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ไม่รู้จักถือโกรธหรือยกโทษ เครื่องวัดตวงของมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นับว่าเที่ยงธรรมอย่างเด็ดขาด ตราชูไม่บกพร่องคลาดเคลื่อนเลย

  มหานุภาพนั้นไม่รู้จักแก่ด้วยอำนาจของวันและเวลา เพราะฉะนั้นก็อาจตัดสินอะไร ๆ ได้ในวันพรุ่งนี้หรืออีกช้านานก็ได้โดยอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งกระทำการฆาตกรรมจึงกระทำให้ตนเองบาดเจ็บด้วยมีดของตนเอง ตุลาการอยุติธรรมก็ถึงแก่ความจำนน ลิ้นโกหกก็ตกหนักเพราะความโกหกของตนเอง ผู้ร้ายและคนคิดคดปลิ้นปล้อนก็ได้รับผลแห่งการทุจริตที่ได้กระทำไป ทั้งหลายแหล่เหล่านี้แหละคือกฎซึ่งกระทำให้ประพฤติการณ์ทั้งปวงดำเนินเข้าสู่ความยุติธรรมซึ่งไม่มีใครอาจสามารถที่จะหลีกเลี่ยงหรือเหนี่ยวรั้งไว้ได้ ดวงใจของมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นคือความรัก วาระที่สุดของมหานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์คือความสงบและความสำเร็จอย่างบริบูรณ์ จงเชื่อตามนี้เถิด

  ตามความซึ่งแจ้งในพระคัมภีร์นั้นเป็นความจริงนะญาติพี่น้องทั้งหลาย ชีวิตของมนุษย์ทุกรูปทุกนามเป็นผลของการกระทำของตนในชาติก่อน ๆ ความผิดที่ล่วงพ้นมาแล้วเป็นเครื่องนำให้บังเกิดความทุกข์ทรมาน ส่วนความดีที่ล่วงมาแล้วเป็นเครื่องกระทำให้บังเกิดบรมสุข ท่านหว่านพืชสิ่งใด ท่านก็หวังเก็บผลของพืชสิ่งนั้น จงดูทุ่งนั้นเถิด งาก็เกิดจากงา ข้าวสาลีก็เกิดจากข้าวสาลีนั้นเอง ถึงแม้จะไม่มีเสียงหรือไม่มีรูป ความจริงก็ต้องเป็นความจริง สำหรับโชคของมนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกันนั้นแหละ ตนเกิดมาก็เพื่อจะเก็บเกี่ยวงาหรือข้าวสาลี อีกทั้งหญ้าทั้งหลายที่ร้ายและมีพิษซึ่งกระทำตนให้เจ็บป่วยซึ่งตนได้หว่านเพาะมาแล้วแต่ปางก่อน ก็หญ้าร้ายและมีพิษทั้งหลายนั้น ถ้าตนเอาการงานดีและถอนออกเสียแล้ว ปลูกพืชที่เป็นคุณประโยชน์พื้นที่ก็จะอุดมสมบูรณ์ดีและบริสุทธิ์ ผลซึ่งได้ก็มากมูล

  หากผู้ซึ่งมีชีวิตศึกษาให้รู้ได้ว่าทุกข์มาจากไหนแล้วพยายามอดกลั้นด้วยความเพียรข่มตน ให้ได้ใช้หนี้เก่าทั้งปวงของตนซึ่งตนได้มีหนี้ค้างมาแต่ปางก่อน เพราะเหตุแห่งความผิดของตน กระทำตนแต่ในความเมตตาและความเที่ยงธรรม หากไม่กระทำให้บังเกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใดแล้ว ตนก็จะชำระล้างพันธุกรรมอันเลวทรามไม่น่าเชื่อถือให้บริสุทธิ์ได้ ยอมทนทรมานทุกสิ่งทุกอย่างด้วยใจเย็น โดยถือว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยก่อเวรต่อและตอบแทนโทษด้วยคุณ หากตนประพฤติอยู่ในธรรมสังเวค บริสุทธิ์ ยุติธรรม น่ารัก และซื่อสุจริตได้มากขึ้นทุกวัน ๆ และกำจัดตัณหาซึ่งมีรากอันเป็นโลหิตติดอยู่ไม่ว่า ณ ที่ใด ๆ ได้แล้ว จนกระทั่งความรักในชีวิตได้ถึงซึ่งที่สุด ถ้าประพฤติได้ดังกล่าวมานี้ แล้วเมื่อตายไปก็จะได้กำเนิดใหม่ตามผลของตนที่ได้กระทำมาตามบัญชีความดีและชั่วในชีวิตนั้น ๆ ตนผู้ซึ่งสิ้นทุกข์แล้ว และความดีที่พึงมีหรือแม้แต่ยังห่างก็ดีก็ย่อมมีชีวิตและบุญกุศลที่ตนจะได้รับผลภายในไม่ช้า

  ผู้ใดซึ่งบรรลุถึงผลดังกล่าวนี้ย่อมไม่พะวงถึงชีวิตจนเกินไป ชีวิตซึ่งได้เคยมีมาแล้วและเริ่มมีอีกดังเช่นก่อนก็ถึงแล้วซึ่งความสิ้นสุด นับว่าตนได้ชนะแล้วซึ่งเคราะห์กรรมที่มนุษย์จะต้องมี พ้นแล้วซึ่งความทรมาน บาปจะไม่มาพัวพันอีกเลย ความทรมานแห่งความยินดี หรือทุกข์โศกในทางโลกมิอาจมาเกี่ยวข้องความสงบอันมั่นคงนั้นได้ทุกชั่วนิรันดร อีกทั้งความตายและความเกิดจะไม่มีใหม่แก่ตนอีกเลย ตนได้ถึงแล้วซึ่ง นิพพาน นับว่าตนได้บรรลุถึงซึ่งชีวิตใหม่อีกอย่างหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นหาใช่เป็นความดำรงอยู่ในชีวิตไม่ ตนได้สุขแล้ว เพราะที่สิ้นแล้วซึ่งความเกิด

  โอม มณีปัทเม โอม ( โอม มณีรัตน์ในประทุม เป็นคำสวดมนต์ของพระพุทธศาสนิกชนแห่งชาวธิเบต พระพุทธรูปนั้นโดยมากมักมีดอกบัวซึ่งมีมณีรัตน์ประดับอยู่ในดอก ) หยาดน้ำค้างได้หายไปในท้องมหาสมุทรอันกระจ่างใสแล้ว

 

ทั้งนี้แล คือบัญญัติแห่งกรรม จงศึกษาให้ทราบเถิด ความตายจะดับสูญได้โดยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อมูลทั้งปวงแห่งบาปได้สูญสิ้นไปแล้ว และเมื่อชีวิตได้อันตรธานไปเหมือนเปลวไฟอันรุ่งโรจน์ได้ดับลง จงอย่าได้กล่าวว่า ฉันเป็นหรือฉันได้เป็นมาแล้ว หรือฉันจะเป็นต่อไปอีก อย่าได้นึกว่า ท่านได้ผ่านจากที่อาศัยที่มีเลือดเนื้ออันหนึ่งแล้วก็มาอาศัยที่ ๆ มีเลือดอีกอันหนึ่ง เหมือนคนเดินทางที่จำหรือลืมว่าตนเองนั้นได้เคยพักแรมสบายหรือไม่สบายฉะนั้น ผลแห่งความเกิดปางก่อนซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดอีกย่อมกลับมามีแก่โลกอีกเสมอ มันสร้างสำนักที่อาศัยของมันเหมือนตัวไหมซึ่งมันพันตัวของมันเองด้วยรังของมัน มันได้สิ่งที่สำคัญและรูปทรงต่าง ๆ เหมือนไข่ของงูซึ่งเมื่อไข่ตกแล้วก็ได้เกล็ดและเขี้ยวเฉกเช่นพืชพันธุ์ของต้นอ้อสีต่าง ๆ ปลิวไปเหนือศิลา ดินเหนียวและทรายจนกระทั่งได้บรรลุถึงซึ่งหนองอันเหมาะแล้วจึงทวีพืชพันธุ์อีกต่อไป  

ความเกิดก็เช่นนี้แหละ ถ้าไม่เกิดสำหรับรับความสุขก็เกิดสำหรับรับความทุกข์ เมื่อมัจจุราชมาคร่าอาผู้โหดร้ายไป ส่วนแห่งความบาปอันแปดเปื้อนไปด้วยโลหิตก็ปลิวว่อนไปตามลมซึ่งมืดมนอันธการ แต่ถ้าคนที่ดีและมีธรรมตายลงก็มีลมเฉื่อยพัดโชยให้ผาสุก โลกก็งามยิ่งขึ้นเหมือนแม่น้ำแห่งทะเลทรายซึ่งลับตาไปแล้วก็มีขึ้นใหม่ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเก่า  

นี่แหละคือความประพฤติอันดีซึ่งให้ผล ย่อมกระทำให้ได้รับผลสันติสุขข้างหน้าต่อไป ซึ่งนัยว่าห่างจากความประพฤติที่ไม่ดี ถึงกระนั้นก็ดี ต้องใช้กฎแห่งความเมตตาดำรงไพศาลไปทั่วทั้งโลก ก่อนที่กัลป์จะสิ้นสุดลง อะไรเล่าจะเป็นอุปสรรค ญาติพี่น้องทั้งหลาย ก็คือความมืดที่พอกพูนอวิชชาเข้าไว้ ที่ทำให้ท่านหลง และทำให้ท่านถือเอาแต่เงาต่าง ๆ ที่ท่านแลเห็นนั้นว่าเป็นของจริง แล้วก็บังเกิดความต้องการอย่างแรงกล้า เพื่อให้สิ่งที่ท่านแลเห็นได้เป็นของท่าน และเมื่อท่านมีสิทธิ์ในสิ่งนั้นแล้วมันก็ผูกพันท่านให้ติดราคะตัณหาซึ่งกระทำให้ท่านได้รับความอาดูร ท่านผู้ซึ่งอยากดำเนินไปตามทางสายกลางซึ่งตกแต่งโดยสัมปชัญญะอันสว่าง และปราบให้ราบรื่นด้วยสุขารมณ์อันสงบ ท่านผู้ซึ่งอยากดำเนินให้บรรลุถึงทางสูงแห่งนิพพาน จงฟังความจริงที่สุขุมทั้ง ๔ ต่อไปนี้  

ความจริงประการที่ ๑ คือ ความทุกข์ อย่าปล่อยตัวให้หลงระเริงชีวิตซึ่งท่านรักนั้น เป็นการทรมานไม่รู้จักสิ้นสุดความลำบากในชีวิตยังมีอยู่เสมอ แต่ความสนุกแห่งชีวิตนั้นประดุจเหมือนนกงามที่บินผ่านไป ความทรมานในเวลากำเนิด ความทรมานในวาระที่เดือดร้อน ความทรมานในขณะเมื่อยังเป็นหนุ่ม เดือดร้อนและมีอายุมากแล้ว ความทรมานในฤดูหนาว และในปีที่แก่ชรา และความทรมานสุดท้ายคือความตาย สิ่งเหล่านี้แหละจะบังเกิดขึ้นในชีวิตอันน่าอนาถของท่าน ความรักเป็นสิ่งที่อ่อนหวาน แต่เปลวไฟแห่งเชิงตะกอนก็ต้องแปลบปลาบ สัมผัสหัวอกอันท่านเคยซบหน้าตลอดจนแก้มของผู้ซึ่งท่านเคยจุมพิต ความกล้าหาญเป็นคุณสมบัติแห่งนักรบก็จริง แต่เหล่าแร้งก็ยังได้ฉีกอวัยวะของแม่ทัพและเจ้าผู้เป็นประมุขได้ แผ่นดินงามตระการตาก็ดี แต่ผู้อาศัยในป่ายังกระทำการฆาตกรรมซึ่งกันและกัน เพราะเหตุแห่งความกระหายในการที่จะดำรงชีพ

 


ประทีปแห่งเอเซีย

โรจนากร

แปลเก็บความ จากคำโคลงภาษาอังกฤษ

เรื่อง The Light of Asia โดย Sir Edwin Arnold

พิมพ์ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๓๒

โดยชมรมนักเรียนเก่าแอลเอสอี (LSE)

 

จาก ผู้พิมพ์

ในการพิมพ์ครั้งที่ ๕

หนังสือเรื่อง ประทีปแห่งเอเชีย ที่ท่านถืออยู่ในมือเล่มนี้ ในการพิมพ์ครั้งก่อน ๆ ใช้ชื่อเรื่องว่า ประทีปแห่งชมพูทวีป เป็นสำนวนแปลแบบเก็บความ โดยท่านผู้ใช้นามปากกา โรจนากร จากหนังสือคำโคลงภาษาอังกฤษ เรื่อง The Light of Asia ของ เซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ นักปราชญ์นามอุโฆษชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของบรรดานิสิต นักศึกษาวิชาวรรณคดีอังกฤษ สำนวนการแปลของ โรจนากรนับได้ว่าเป็นสำนวนอมตะ แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยมานานเกือบครึ่งศตวรรษ แต่ก็ยังคงความเป็นเลิศ มีความไพเราะเพราะพริ้งสำนวนกินใจ ใครได้อ่านแล้วก็อยากจะอ่านซ้ำหลายเที่ยว โดยไม่มีวันเบื่อ

เซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ ประพันธ์ The Light of Asia โดยแปลจากภาษาฮินดีอีกทอดหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ และได้ตีพิมพ์แพร่หลายในอังกฤษ ประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ตลอดทั้งในอเมริกา ในประเทศฝรั่งเศส เลอ็อง สอร์ค นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสได้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยคำร้อยแก้ว

ส่วนในเมืองไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ เจ้าศักดิ์ประเสริฐ จำปาศักดิ์ บุตรเจ้ายุติธรรมธร เจ้านครจำปาศักดิ์ (ปัจจุบันนครจำปาศักดิ์ เป็นดินแดนในประเทศลาว) ได้แปลฉบับภาษาฝรั่งเศสของ เลอ็อง สอร์ค เป็นภาษาไทยด้วยคำร้อยแก้ว และได้ตีพิมพ์ในชื่อเรื่องว่า ประทีปแห่งทวีปเอเชีย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ หม่อมเจ้าดาราจรัสศรี เทวกุล ได้ทรงแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยด้วยบทประพันธ์กาพย์ฉันท์ขึ้นอีก และที่ โรจนากร ระบุในคำนำของผู้แปลว่า ได้เก็บความเรื่องนี้จากฉบับของท่านผู้ใช้นามว่า ภัตตรัตตา นั้น ภัตตรัตตา ผู้นี้ น่าจะเป็น หม่อมเจ้าดาราจรัสศรี เทวกุล นั่นเอง

ตามสถิติในต่างประเทศ หนังสือเรื่อง The Light of Asia เพียง พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้ตีพิมพ์กว่า ๑๕๐ ครั้งไปแล้ว หลังจากนั้นมา ก็ยังได้ตีพิมพ์เรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง มิได้ขาดไปจากตลาดหนังสือของโลก และตลาดหนังสือชั้นนำของเมืองไทยประเมินอย่างคร่าว ๆ ว่า ปัจจุบันคงตีพิมพ์ไปแล้วมากกว่า ๓๐๐ ครั้ง นั่นก็เป็นเครื่องวัดคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี

สำหรับ ประทีปแห่งเอเชีย ฉบับแปลโดย โรจนากร นี้ ได้รับการตีพิมพ์ก่อนหน้านี้อย่างน้อย ๔ ครั้ง ครั้งนี้จึงนับว่าเป็นครั้งที่ ๕ และในการตีพิมพ์ครั้งนี้ ผู้จัดพิมพ์เห็นว่า คำนิยมและความนำ ซึ่งเขียนโดย พลโท กาจ กาจสงคราม ผู้จัดพิมพ์ในครั้งที่ ๓ มีสาระสะท้อนให้เห็นคุณค่าของหนังสือเรื่องนี้ได้อย่างวิเศษ จึงได้นำมาลงตีพิมพ์ในคราวนี้ด้วย

ชมรมนักเรียนเก่า แอลเอสอี (LSE)

๒๕๓๑

 

คำนิยม

ของ

พลโท กาจ กาจสงคราม

ทุกท่านคงได้อ่านหนังสือทางศาสนามาหลายเล่มแล้ว และคงจะเกิดความรู้สึกว่า แต่ละเล่มเขียนไว้ดี อ่านแล้วบันดาล ให้ได้บุญทันตาเห็น ได้บังเกิดความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา ได้มองเห็นความดีของพระพุทธเจ้าอย่างแจ่มแจ้ง แล้วก็ก่อให้เกิดความนึกคิดอยากทำความดีอย่างท่านบ้าง การที่เรารู้ว่าใครดี แล้วก็อยากทำดีตามนั้น จัดเป็นวิถีทางดีที่สุดที่จะทำให้เรา กลายเป็นคนดีได้สายหนึ่ง ที่ว่านี้ขอทำความเข้าใจด้วยว่า คนที่อาศัยโลกย่อมต้องเกาะอยู่กับโลก เผอิญบนโลกที่เราเกาะอยู่ทุกวันนี้ เป็นโลกโกหกพกลม ต่างก็จมอยู่กับสิ่งโสโครก เน่าหนอน แล้วก็ดัดแปลงตกแต่งพรางตาผู้อื่นไว้ คนหลายคนชอบหลอกตัวเอง ชอบปลุกใจตัวเองในด้านผิดพลาด และคนหลายคนมักจะเป็นคนยอขึ้น โดยมากมักมีความลุ่มหลง จนเกือบจะยอมตายอยู่กับความลุ่นหลง ที่พากันผูกขึ้นไว้ด้วยวิธีการอย่างโง่เขลาเหล่านั้น

การที่พวกเราชาวโลกมีอาการยุ่งยากและเลวไปถึงเช่นนั้น ทางศาสนาก็ได้บอกไว้แล้วว่า เป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไม่ดีไว้มาก ๆ และสิ่งไม่ดีเหล่านั้นก็ย่อมตามมาสนอง การสนองของกรรมก็หาใช่เป็นสิ่งที่ได้คิดผิดทำผิดไว้แต่ชาติก่อนเท่านั้นก็หามิได้ หากแต่ได้ริทำริสร้างไว้ตั้งแต่รู้ภาษาคนมาทีเดียว ที่ว่านี้โปรดนึกถอยหลังดูตัวของตัวเองด้วยความเป็นธรรมเถิด ท่านจะเห็นจริงตามที่ว่านี้อย่างแน่ชัดทุกประการ ข้าพเจ้าเคยพูดกับท่านผู้สนใจมาหลายคนและหลายครั้งแล้วว่า การที่มนุษยชาติชอบผูกปมไว้สำหรับรัดคอตัวเองนั้น คงจะมิใช่เหตุอื่นไกล หากแต่เป็นเพราะโลกมนุษย์เป็นโลกที่ต้องแย่งกันกิน แย่งกันอยู่ แย่งกันหาความฉลาด แย่งกันสารพัดอย่าง แล้วก็ยังพากันแย่งความยุ่งยาก แย่งกันหาความทุกข์ ความเวทนามาใส่ตัวเอง กับยังมีกรรมที่ได้สร้างสรรค์ไว้ในชาติปางก่อนมาสนองในชาตินี้ด้วย คนทั้งหลายจึงได้พากันตกอยู่จมอยู่กับความไม่สู้ดีด้วยประการทั้งปวง นับตั้งแต่คลอดมา เห็นเดือนเห็นตะวันในวินาทีแรก ก็ได้เสวยความยากความลำบากมากมาตั้งแต่ต้นทีเดียว

ความในประวัติของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้วิเศษและเป็นผู้อยู่เหนือคนทั้งหลายในโลกมนุษย์นั้น ปรากฏว่าพอประสูติแล้วได้ ๗ วัน พระพุทธมารดาก็ถึงแก่ทิวงคต ในลักษณะนี้มีบางคนเข้าใจไปว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จทางพระนาภีของพระพุทธมารดา อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาวบ้านได้เข้าใจกันไปว่า แม้แต่การประสูติของพระองค์ ก็ได้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์สะอาดยิ่งกว่าคนทั้งหลาย เป็นนิมิตมาแต่แรกประสูติ ประกอบกับโหรได้ถวายคำทำนายไว้ว่า พระองค์จะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นใดทั้งสิ้น ในที่สุด พระพุทธองค์ก็ได้อยู่ในฐานะเป็นเอกอัครมหาบุรุษผู้ล้ำเลิศ ที่ได้ทรงค้นพบสิ่งที่คนทั้งโลกค้นไม่พบ และได้เป็นต้นศาสดาจารย์ของพุทธบริษัทมาจนกระทั่งทุกวันนี้

การค้นพบในสิ่งที่คนที่หลายค้นไม่พบ และได้รับสมญาว่า พระองค์เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันมีฐานะที่อยู่เหนือมหาจักรพรรดิเป็นอย่างมาก จนถึงกับจะนำไปเปรียบกันมิได้เลยเช่นนี้ คงมิใช่อยู่เฉย ๆ ก็จะบันดาลดลให้เป็นไปอย่างที่เรียกว่าบุญบันดาลหามิได้ ท่านได้ทรงเสียสละสมบัติ และตำแหน่งรัชทายาทแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ได้ตั้งพระทัยบำเพ็ญพรตอย่างจริงจัง ได้ทรงออกเรี่ยวออกแรงเพื่อค้นหาความจริงของโลก ปิ้มว่าพระวรกายจะแตกดับไป อีกทั้งได้ใช้เวลาศึกษานาน ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด เป็นระยะเวลาถึง ๖ ปี มิใช่วันสองวัน และคงจะมิใช่ตัวอย่างแห่งการอดอาหาร ๒๑ วัน อย่างที่คนที่หลายผู้ไม่รู้ ก็เห็นไปว่า การอด ๒๑ วัน เพื่อเสียสละเช่นนั้น เป็นการมหัศจรรย์เหลือเกิน แท้จริงพระพุทธเจ้าเคยอดในขณะที่ค้นความจริงอยู่ นั้นถึง ๔๙ วัน ด้วยอยากรู้อยากนำมาช่วยมนุษย์ที่กำลังเสวยทุกขเวทนาอยู่ในที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง การกระทำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีลักษณะโลดโผน เต็มไปด้วยความเสียสละ แม้แต่พระชนม์ชีพ เป็นพฤติกรรมดีอย่างวิเศษ ยากยิ่งที่ผู้ใดจะกระทำได้ จากเวลาโน้นและต่อมาจนกระทั่งถึงเวลานี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาถึง ๒,๕๐๐ ปีเศษที่นานมากพอใช้แล้ว เมื่อยกคนจำพวกพระอริยเจ้า ๔ จำพวกที่เป็นผู้ได้ตรัสรู้และได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปแล้ว ก็ยังหามีใครสักคนเดียวไม่ ที่จะสามารถค้นสิ่งที่ยังไม่พบ แต่รู้ว่ามีนั้นให้พบได้ พระองค์จึงทรงเป็นบุคคลชั้นเอกอัครมหาบุรุษที่สูงสุดในโลก แต่พระองค์เดียว ไม่มีใครเสมอเหมือน

การได้ฟัง การได้อ่านประวัติของพระพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้วนี้ ย่อมเป็นผลดีที่จะได้ช่วยในทางจิตใจให้ฟูลอย ไม่ให้ จมอยู่กับสิ่งโสโครกบรรดาที่มีอยู่ในโลก เมื่อข้าพเจ้าได้มาพบพระพุทธประวัติตอนต้น ฉบับที่ชาวอัสดงคตแต่งขึ้น ก็ได้รู้เพิ่มขึ้นไปเป็นพิเศษว่า มีความลึกซึ้งดีกว่าที่เคยพบมานั้นอีกบ้าง ที่ว่าดีนั้น เพราะทำให้คนใจอ่อนอย่างข้าพเจ้าบังเกิดความปีติยินดี ในความดีของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างขึ้นต้นไม้สุดยอด และก็มิได้เกิดความปีติยินดีที่จิตใจแต่แห่งเดียวเท่านั้น หากแต่ความปีติอันแรงกล้านั้น ได้ขับเอาน้ำตาไหลหลั่งออกมาคู่เคียงกับตัวหนังสือที่ขีดเขียนไว้นั้นด้วย เหมือนกับอาการของเด็กที่ร้องไห้ เมื่อหยิบขึ้นอ่านตั้งแต่ต้นจนจบถึง ๖-๗ ครั้ง ก็ไม่อาจทราบและอธิบายไม่ได้ว่า ความปีติอันแรงกล้าที่ได้ทำให้น้ำตาไหลหยดย้อยออกมาจากดวงตาทุกครั้งที่อ่านนั้น เกิดจากอะไรกันแน่ ทั้งนี้ในแง่หนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเพราะความซาบซึ้งในบทความชั้นเยี่ยมอันอยู่ในจำพวกดีวิเศษนี้เอง ซึ่งยังไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย แม้บทความในเรื่องมหาชาติ ที่เทศน์แล้วมีคนร้องไห้ ก็ยังไม่ทำให้เกิดความปีติมาก มายเท่ากับบทประพันธ์ที่ว่านี้ และก็เป็นเพราะนิมิตอย่างมหัศจรรย์ที่กล่าวมานี้เอง ทำให้ต้องขออนุญาตพิมพ์ขึ้น เพื่อแจกจ่ายแก่พุทธศาสนิกชนผู้สนใจให้ได้รับไปอ่านบ้าง เป็นการเผื่อแผ่บทความอันดีมากให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และควรนับว่า ผู้ที่พยายามแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นบทความในภาษาไทยนั้น เป็นผู้มีสมรรถภาพชั้นดีมากด้วย มิฉะนั้นคงไม่อาจถอดความของฝรั่งมาเป็นของไทย จนได้คะแนนดีเลิศถึงปานนั้น ขอให้ท่านผู้แปลได้เกิดความภาคภูมิใจในความดีของท่านเป็นอย่างมากด้วย ในต่อไปนี้การอ่านจะพิสูจน์ให้เห็นด้วยความรู้สึกของท่านเอง

ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลที่ได้ออกทรัพย์พิมพ์หนังสือ อันมีคุณสมบัติดีวิเศษนี้ ให้แก่บิดากับมารดาของข้าพเจ้า ผู้มีอุปการคุณอันยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้ล่วงลับไปจากโลกแล้ว หากท่านทั้งสองจะไปยุติอยู่ในภพใด ก็ขอให้พึงได้รับกุศลส่วนบุญตามเจตนารมณ์อันสูงสุดของข้าพเจ้านี้ด้วย เทอญ

พลโท กาจ กาจสงกราม

กองบัญชาการกองทัพบก วังสวนกุหลาบ พระนคร

วันที่ ๘ มกราคม ๒๔๙๒

 

ความนำ

ในการพิมพ์ครั้งที่สาม

เมื่อได้จัดการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งและที่สอง และได้แจกแก่ท่านผู้อยากได้ ที่ได้มีจดหมายขอไป อีกทั้งญาติมิตรบางคน ได้เคยขอไปแจกในการบุญ มีงานฌาปนกิจและงานบวชนาค เป็นต้น ได้แจกไปมาก หนังสือก็ได้หมดมือลง แต่ยังมีผู้ขอมาอีกมาก จดหมายขอแต่ละฉบับแจ้งว่า โดยมากไม่ได้ทราบประกาศบอกการให้หนังสือ หากแต่ได้พบเห็นและได้ยืมคนอื่นมาอ่าน ครั้นอ่านแล้วได้บังเกิดความเลื่อมใสปีติยินดีในความดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างที่ไม่มีอะไรจะพูดให้สมกับใจนึกได้ จึงอยากได้เป็นกรรมสิทธิ์ และปรากฏอีกด้วยว่า หนังสือเล่มนี้มีอานุภาพที่ได้บันดาลให้คนหนึ่ง ผู้ที่อ่านจบลง แล้วเกิดศรัทธาปสาทะอยากบวช แล้วก็ได้ตกลงใจบวช ในปีนี้มากคนด้วยเหมือนกัน พฤติการณ์นี้ทำให้รู้สึกเป็นที่พึงพอใจต่อผลทานที่ทำมานั้น ที่ได้แสดงให้ปรากฏอย่างชัดเจนว่า มีค่าประเสริฐเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เป็นผลตอบแทนทางจิตใจของข้าพเจ้า อย่างที่จะหาค่าสิ่งอื่นใดมาเปรียบมิได้อีกเลย

ข้าพเจ้าเห็นผู้หนึ่งที่อยากตรัสรู้ อยากเป็นผู้สำเร็จ อย่างพระพุทธเจ้า เหมือนกับท่านทั้งหลายนั้นเหมือนกัน หากแต่ข้าพเจ้ามีบาปกรรม ยังไม่อาจปฏิบัติกิจวัตรให้เหมือนกับนักพรตทั้งหลาย เพื่อเป็นการถางทางเดินไปยังที่หมายอันสำคัญมากในขณะนี้ได้ แต่ก็ได้ตั้งใจไว้บนประกายความอาบย้อมแห่งรัศมีของพระพุทธศาสนา ที่ได้ฉายแสงมาถึงจิตใจข้าพเจ้าบ้างแล้วว่า สักวันหนึ่งข้างหน้า จะเป็นในภพนี้ หรือในภพใดก็ตามเถิด ข้าพเจ้าจะต้องเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ปักได้กรุยไว้นั้นให้จงได้ เมื่อมีผู้อยากได้หนังสือที่ว่านี้ อันเป็นเสมือนการอยากได้ประทีปส่องทางเดินไปยังที่หมายอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ได้ทำให้ข้าพเจ้าเกิดมีกำลังใจขึ้นอีกมาก จึงได้บริจาคทรัพย์ พิมพ์เพิ่มขึ้นใหม่อีกเป็นครั้งที่สาม ผลแห่งความดีที่เกิดขึ้น หากจะเพิ่มพูนจากการพิมพ์ขึ้นอีกครั้ง ก็ยังคงขออุทิศผลานิสงส์ส่วนบุญที่เกิดขึ้นมากจนคาดไม่ถึงนี้ ให้แก่บิดามารดา ผู้เป็น พรหมของข้าพเจ้า และเป็นผู้มีอุปการคุณอย่างเหลือล้นเป็นอเนกนานัปการ ดังคำอุทิศที่ได้กล่าวไว้ในบทต้นนั้นแล้ว แม้ว่าพรหมทั้งสองของข้าพเจ้าจะได้ล่วงลับไปจากโลกนานแล้ว ไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี แต่รู้สึกว่ามิ่งขวัญข้าพเจ้ายังหลงติดอยู่กับท่านทั้งสองเป็นเสมือนกับการถูกแบ่งภาค ข้าพเจ้าเคยละเมอฝันถึงบ่อยครั้งที่สุดว่า ท่านทั้งสองยังไม่ตายและยังคงมีชีวิตอยู่ ได้กรุณาปรานีแก่ข้าพเจ้า เหมือนอย่างตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๒-๓ ปี เสมอมา การพลีสิ่งมีค่าของข้าพเจ้าออกสักการบูชา อุทิศให้ผู้ทรงคุณทั้งสอง จึงได้มีความแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะได้รับด้วยความภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้

พลโท กาจ กาจสงคราม

กองบัญชาการกองทัพบก วังสวนกุหลาบ พระนคร

วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๔๙๒

 

ประกาศ

มีผู้สงสัยและพูดกันอย่างหนาหูว่า ผู้ให้หนังสือสารคดี ประทีปแห่งชมพูทวีป นั้น มีความปรารถนาอะไรบ้าง ขอแจ้งว่า ผู้ให้มีความปรารถนาอยู่ข้อเดียวที่สูงสุด ก็เพราะ อยากให้ผู้อ่านเป็นคนดี หนังสือนี้ถ้าใครได้อ่าน ก็จะมีจิตใจกลายเป็นสุภาพชนตามแบบอย่างของพระสิทธัตถราชกุมาร มหาบุรุษแห่งโลกตะวันออก ได้ไม่มากก็น้อย เมื่ออานุภาพแห่งการอ่านทำให้คนกลายเป็นคนดีขึ้นกว่าเก่าดังนี้ ย่อมเป็นสิ่งมีค่ามากจนจะหาอะไรมาเปรียบมิได้เลย ผู้ให้จึงกล้าออกเงินส่วนตัว พิมพ์แจกเฉพาะผู้อยากได้ ไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่หลังฉากและไม่มีเจตนารมณ์อะไรไปมากกว่านี้อีก มีหนังสือพิมพ์บางฉบับ เก็บเอาไปเขียนให้เห็นไปในบ้านไม่ดีด้านชั่ว ตามวิสัยของผู้ที่ชอบครุ่นคิดแต่ความไม่ดีอยู่แล้วเป็นนิสัยสันดานว่า ข้าพเจ้าเอาเงินที่ไหนมาพิมพ์แจก จึงขอแจ้งเสียด้วยทีเดียวว่า ความจริงนั้นทรัพย์สินเงินทองคงไม่ใช่ของหายากนักดอก อย่างสุภาษิตที่นักปราชญ์แต่งไว้ว่าทรัพย์นี้มิไกล ใครมีปัญญาไว หาได้บ่นานเงินเป็นวัตถุที่คนในโลกตีราคามันขึ้นเอง พิมพ์ขึ้นเอง เมื่อใครมีปัญญาหาและตั้งใจหา ก็ต้องหาได้มีได้ เสมอเป็นธรรมดา

ข้าพเจ้าไปอยู่ในประเทศจีนสองปี เอาเงินมาจากไหนกัน ทั้งที่การใช้จ่ายที่นั่นก็แพงกว่าที่กรุงเทพ ฯ ถึง ๑๐-๑๕ เท่า แล้วต้องเสียค่าเดินทางทั้งไปและกลับ เป็นเงินจำนวนมากมาย ข้าพเจ้ามีเงินติดตัวออกไปหลายหมื่น แต่กลับเข้ามา ก็มีเงินมาถึงหลายแสน กล่าวได้ว่าร่วมล้านกว่าบาททีเดียว อยู่ในประเทศจีนก็ไม่อาจหาเงินด้วยวิธีคดโกงและไม่อาจใช้ลูกไม้อะไรได้ ทั้งการอยู่ในจีนก็ยังมีงานต้องทำการติดต่อกับพันธมิตรมาก และใช้เงินมากเป็นประจำ แต่มันก็จำเป็นต้อง หา ต้องมีเงินไว้บ้าง มิฉะนั้นถ้าพันธมิตรแพ้ศึก ข้าพเจ้าจะกลับมาประเทศไทยไม่ได้ ถ้าไม่หาเงินไว้กับตัวบ้างแล้ว มิพากันอดตายอยู่ที่นั่นทั้งหมดหรือ

จึงไม่น่าคิดอย่างคนที่หาสติไม่ค่อยได้ว่า ข้าพเจ้าไปคิดโกงของเขามาไม่รู้จักจบ เฉพาะครอบครัวข้าพเจ้าแล้ว บอกได้ว่า ไม่เคยอับจนในเรื่องเงินสำหรับใช้จ่ายเลยในชีวิต แม้แต่จะได้เงินเดือนเพียงเดือนละ ๘๐๐ - ๑,๒๐๐ บาท ก็ส่งลูกไปศึกษาในต่างประเทศด้วยทุนของตัวเองทุกคน ส่งติดต่อกันร่วม ๑๕ ปี และส่งไปศึกษาจนกระทั่งบัดนี้ บุตรชายหญิงของข้าพเจ้าต้องไปศึกษาอยู่ในต่างประเทศคนละหลายปี เพื่อประสงค์จะให้นำความรู้กลับมาทำงานให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ บางครั้งเคยส่งไปถึง ๒-๓ คนในคราวเดียวกันก็มี ค่าใช้จ่ายจำนวนมากนี้ ไม่เคยคดโกงได้เงินของใครที่ไหนมาเพื่อประโยชน์แก่ตัวเอง และเพื่อการศึกษาของลูก เรื่องเหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อมีผู้กล่าวถึงข้าพเจ้าด้วยสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้ว ก็ต้องขอชี้แจงตามความจริงบ้าง ขอได้โปรดเข้าใจตามที่กล่าวมานี้ด้วยโดยทั่วกัน

พลโท กาจ กาจสงกราม

กองบัญชาการกองทัพบก วังสวนกุหลาบ พระนคร

วันที่ ๘ เมษายน ๒๔๙๒

 

จาก ผู้แปล

เรื่องประทีปแห่งชมพูทวีปนี้ ได้เก็บความจากหนังสือ The Light of Asia ของเซอร์ เอ็ดวิน อาโนลด์ ซึ่งรจนาขึ้นเป็นโคลงภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับพระพุทธประวัติ และ อุปนิสัย และพระพุทธปรีชาญาณของพระองค์ เป็นหนังสือซึ่งแพร่หลายมากในยุโรป ปรากฏว่าได้พิมพ์ขึ้นถึง ๑๐๐ กว่าครั้งแล้ว และความแพร่หลายนี้เอง ทำให้มีผู้แปลออกไปเป็นภาษาฝรั่งเศส และเมื่อปี ๒๔๘๐ นี้ ได้มีท่านผู้หนึ่ง ใช้นามปากกาว่าภัททรัตตา มีอุตสาหะแปลออกมาเป็นกาพย์ฉันท์ไทย เพราะความรู้สึกซาบซึ้งในบทนิพนธ์อันนี้เป็นอันมาก ท่านบอกว่า ถึงกับอ่าน ๕ จบ

ในการเก็บความลงมาเขียนใหม่นี้ ข้อความในเครื่องหมายคำพูดบางอันข้าพเจ้าขอ Quote จากบทประพันธ์ของท่านภัททรัตตาด้วยความเคารพและชื่นชมในคำอันไพเราะนั้น ข้าพเจ้าขอแจ้งความจริงนี้แด่ท่านเจ้าของ และขอท่าน ได้รับความขอบคุณจากข้าพเจ้าในหน้าหนังสือนี้ด้วย

โรจนากร

บทที่ ๑

พระสิทธัตถกุมาร

วันหนึ่งในฤดูร้อน พญาหงส์สีขาวสะอาดตัวหนึ่งนำฝูงบินผ่านพระอุทยานของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ สู่รัง ณ ยอดเขาหิมาลัยโพ้น ความขาวของฝูงหงส์ซึ่งทาบอยู่กับท้องฟ้าสีขาวนั้น เป็นประดุจทางช้างเผือก ยังความนิยมยินดีให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก แต่พระเทวทัตกุมารมิเป็นเช่นนั้น น้ำพระทัยของเจ้าชายพระองค์น้อยนี้เป็นพาล มุ่งแต่จะทำลายเป็นที่ตั้ง พอทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์ เธอก็ทรงโก่งสายธนูขึ้นทันที ยกลูกศรขึ้นพาดสาย และน้าวหน่วงเต็มแรง ปล่อยศรวิ่งขึ้นไปเสียบอกพญาหงส์ ซึ่งกำลังร่อนร้องร่าเริงใจอยู่บนอากาศ นกที่น่าสงสารก็พลัดตกลงมาบนพื้นดิน ศรยังเสียบคาอกอยู่

กษณะนั้น พระสิทธัตถกุมาร พระโอรสแห่งพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กำลังประทับอยู่ในพระอุทยานเหมือนกัน พญาหงส์ถลาร่วงลงมาตรงพระพักตร์พอดี เจ้าชายทอดพระเนตรเห็นเข้าก็บังเกิดความเวทนา ทรงอุ้มหงส์นั้นขึ้นจากพื้น ประคองกอดแต่เบา ๆ มิให้วิหคเคราะห์ร้ายนั้นตกใจ แล้วก็ทรงชักศรซึ่งเสียบเนื้ออยู่นั้นออกเสีย พลางชโลมแผลด้วยน้ำผึ้ง แล้วเอาใบไม้ผจงปิดปากแผลอย่างเบา ๆ แล้วก็ทอดถอนพระหฤทัย รำพึงถึงความทุกข์ของพญาหงส์อันมีกายปรากฏบาดแผลอันใหญ่นั้น

พระกุมารนั้นก็ยังทรงพระเยาว์นัก พระชันษาของเธอน้อย ชอบที่จะแสวงสุขอย่างเด็กอื่น แต่เธอกลับคิดใคร่ครวญถึงความเจ็บปวดของพญาหงส์ อันความทุกข์ซึ่งสำแดงอยู่ในตัวนกนั้นเป็นอย่างไรกันหนอ เพื่อให้รู้ความจริงโดยตนเองอย่างแน่ชัด พระองค์ทรงหยิบลูกศรขึ้น แล้วก็แทงลงตรงข้อพระหัตถ์ พิษศรเสียวปลาบไปถึงพระหทัย และพระกุมารก็ทรงเข้าพระทัยในทันทีนั้นเองว่า ความเจ็บปวดของนกนั้นสาหัสเพียงไร เธอจึงทรงปลอบนกด้วยพระวาจาอ่อนหวาน กระทำพระองค์เป็นมิตรกับสัตว์ตัวน้อย เพื่อมิให้มันตื่นตกใจต่อไป พอดีพระเทวทัตกุมารผู้ยิงพญาหงส์ก็เสด็จมาถึง และจะแย่งนกนั้นไปให้ได้ พระสิทธัตถกุมารก็ไม่ทรงยอม ด้วยเหตุว่าพระเทวทัตเป็นผู้ทำลายหงส์ แต่พระองค์เป็นผู้ประทานชีวิต ถ้าหากปล่อยนกให้แก่เทวทัตผู้อนุชา นกจะต้องตายเป็นแน่แท้ พระองค์ประกาศว่า จะทรงสั่งสอนความเมตตาแก่โลก ถ้าหากว่าพระเทวทัตจะทรงคัดค้าน ก็ขอให้ทรงเรียกนักปราชญ์มาตัดสิน ในที่สุด เทพเจ้าซึ่งปลอมพระองค์มาเป็นนักปราชญ์ ก็ทรงตัดสินว่าผู้ใดกรุณาต่อสัตว์และเป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์ ผู้นั้นเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนั้น ผู้ช่วยเหลือสัตว์เป็นผู้ให้ชีวิต แต่ผู้ทำลายชีวิตสัตว์ให้ดับล่วงไป ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข่นฆ่า หาใช่เจ้าของสัตว์นั้นไม่ พระเทวทัตจึงแพ้ความ และพระสิทธัตถกุมารก็ได้พญาหงส์ไปเลี้ยงไว้ พระสิทธัตถกุมารนี้แหละ คือพระบรมศาสดาผู้ ประกาศศาสนาพุทธให้แก่ปวงชนทั้งปวง ให้เขาทั้งหลายได้พบเห็น และได้คงอยู่ในความสุขอันแท้จริง ความเป็นพระศาสดาผู้ตรัสรู้รอบด้าน ได้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่พระชันษาน้อย ๆ เมื่อพระพุทธองค์ทรงจุติจากสวรรค์ มาเข้าพระครรภ์พระพุทธมารดา คือพระนางสิริมหามายาเทวี เป็นพระชาติสุดท้าย ซึ่งทรงสั่งสอนพระธรรมแก่ชาวโลกนั้น ได้บังเกิดรังสีส่องสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นในยามค่ำคืนมืดสนิท เขาหินทั้งหลายส่งเสียงกัมปนาท ระลอกคลื่นในมหาสมุทรบรรเลงเพลงกล่อม และปวงบุปผชาตินานาพรรณ แย้มกลีบขยายชูช่ออรชรทั้ง ๆ ที่อรุโณทัยยังไม่ได้มาถึง พระพายพัดเย็นชุ่มฉ่ำ และสรรพสิ่งทั้งหลายดูเหมือนจะกระซิบบอกกันว่า ท่านทั้งหลาย ผู้ตายที่กำลังจะเกิด และผู้เกิดที่ตายไปแล้ว จงตื่นขึ้นและจงฟัง วันนี้พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาปฏิสนธิแล้ว จงรู้และจงมีหวังเถิด

ในตอนเช้าวันนั้น พระโหราจารย์ได้ทูลถวายพระพร พระเจ้าสิริสุทโธทนะ พระพุทธบิดาว่าพระโอรสของพระองค์ได้ทรงปฏิสนธิแล้ว และจะทรงเติบโตขึ้นเป็นบุรุษอันใหญ่ยิ่ง เป็นผู้ทรงปัญญายอด หากมิเป็นพระมหาจักรพรรดิ ครองทั่วทุกทวีป ก็จะทรงเป็นพระบรมศาสดา โปรดบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย และช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความโง่เขลาอันมืดมน

ครั้นพระพุทธมารดาทรงครรภ์ครบถ้วนทศมาส ก็ทรงประสูติพระโอรสใต้รุกขฉายาในป่าลุมพินีวัน เทพเจ้าทั้งหลาย เสด็จจากฟากฟ้าลงมาอัญเชิญพระวอทอง พ่อค้าชาวเมืองได้สดับข่าวก็เดินทางมาแต่ไกล เพื่อเอาของขวัญอันมีค่ามาถวายพระบรมราชกุมาร และในหมู่ชนทั้งหลาย ซึ่งเดินทางมาชมบุญบารมีนั้น มีฤๅษีตนหนึ่งทรงนามว่า อสิตฤๅษี ท่านผู้นี้ทรงบำเพ็ญพรตอยู่ใต้ต้นไม้ ได้สดับเสียงเทพยดาลงมาบอกว่า บัดนี้ พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาในโลกแล้ว ให้ไปชมพระบารมีเถิด ท่านจึงรีบร้อนมาในเมืองกบิลพัสดุ์ ครั้นเดินเข้ามาใกล้ พระพุทธมารดาก็ทรงวางพระกุมารลงแทบบาท พระดาบส พระฤๅษีเห็นพระโอรสก็ร้องห้ามว่าอย่า อย่า พระนาง อย่าทรงวางพระโอรสลงแล้วพระฤๅษีก็ก้มลงกระทำอภิวันทนาการพระบรมกุมารถึง ๘ ครั้ง กล่าวว่า พระองค์นี้แหละ คือพระพุทธเจ้าอย่างแน่แท้ ด้วยปรากฏมีรังสีกุหลาบจ้าจากพระวรกาย พระลักษณะ ๓๒ ประการ ของมหาบุรุษปรากฏอยู่ในพระองค์พร้อมสิ้น พระองค์นี้แหละ คือผกาของปวงชนอันจะบานเพียงครั้งเดียวในระยะอสงไขยปี เมื่อบานแล้วก็ส่งกลิ่นหอมขจรขจายไปทั่วพิภพอบโลก ให้หอมหวานด้วยปัญญาปานมธุรส

ครั้นพระชนม์ของพระบรมกุมาร ลุถึง ๗ วัน พระพุทธมารดาก็เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยเหตุว่าพระนางเธอประสูติพระโอรสประเสริฐ เทพยดาเจ้าทั้งปวงทรงรักใคร่ มิยอมให้เสด็จทนทุกข์เวทนาอยู่ในโลกนี้สืบไป จึงรับเสด็จพระนางไปสถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั่วนิรันดร

ส่วนพระราชโอรสนั้น เมื่อพระชนม์ได้ ๘ พรรษา พระพุทธบิดาก็ทรงหาพระวิศวามิตรฤๅษีมาสั่งสอนศิลปวิทยา แก่พระกุมาร พระวิศวามิตรรับพระราชโองการ พอถึงวันฤกษ์ดี เรียกกุมารมาสั่งสอน

พระราชโอรสทรงยืนถือกระดานไม้จันทน์แดงขัดมันเป็นเงาวับ และมีริมขอบฝังพลอยอยู่ตรงหน้าพระอาจารย์ พระหัตถ์น้อย ๆ ผจงจับดินสอมั่น และพระเนตรอันสุกใสจับอยู่ที่พระอาจารย์ด้วยความเคารพและสนพระทัย

พระฤๅษีบอกว่าพระกุมารจงเขียนคัมภีร์นี้ลงแล้ว ท่านก็ท่องคาถาตายัตรี ซึ่งยากลึกล้ำ ผู้สูงยิ่งด้วยปัญญาและความรอบรู้เท่านั้นจึงจะเขียนได้ พระกุมารทรงฟังแล้วก็เขียนลงบนกระดานอย่างถูกต้อง ใช่แต่ภาษาเดียวเท่านั้น เธอยังเขียนเป็นภาษาเทวนาครี ยะวา เดียรถีย์ และอื่น ๆ อีกเป็นหลายสิบภาษา จนพระอาจารย์ต้องร้องว่า พอแล้วพระเจ้าข้า แล้วท่านก็สอนให้นับเลขถึงสิบ แต่พระกุมารทรงนับต่อไปได้ ถึง โกฏิ อสงไขย นะหุต และนีนหุต พระอาจารย์ต้องทูลว่า พอแล้ว แล้วก็สอนดาราศาสตร์ พระโอรสตรัสเล่าให้ฟังสิ้น ถึงโคจรของจักรวาล ดวงดาวใหญ่น้อยเดินไปอย่างไร เหตุใดจึงเกิดมีคน สัตว์ พืชผล และแม่น้ำ ในมหาสมุทรนี้เกิดจากปรมาณูเป็นต้น น้ำในแม่น้ำต้องความร้อนละลายเป็นไอ ลอยไป แล้วตกลงมาเป็นฝน น้ำฝนทำให้เกิดมหาสมุทร และ มหาสมุทรก็ทำให้เกิดฝน ความหมุนเวียนอันเป็นธรรมคาของโลกนั้น มีอยู่ดังนี้

พระฤๅษีจะสอนอะไร พระกุมารก็ทรงทราบสิ้น พระดาบสจึงก้มลงกราบพระกุมารแล้วทูลว่า

พระองค์เป็นศาสดาของอาจารย์ ข้าพเจ้าหาใช่ครูของพระองค์ไม่ ข้าพเจ้ามาถวายความรู้ กลับต้องมาเรียนจากพระองค์เสียแล้ว พระองค์ทรงรอบรู้ทั่วทุกสิ่งโดยมิต้องใช้หนังสือเลย

อันพระกุมารแห่งศากยวงศ์นั้น จะเก่งเพียงความรู้อย่างเดียวก็หาไม่ แม้ในการวางพระองค์ และในการประลองศึกฝึกกำลังเยี่ยงบุรุษนักรบก็หาอาจมีใครเทียบไม่ แต่น้ำพระทัยของเธอนั้นเต็มไปด้วยเมตตามาแต่พระชนม์ยังน้อย ๆ ยามเมื่อทรงเล่นสนุกกับพระสหาย แม้กำลังมีชัยในการละเล่น หากได้ทรงเห็นพระสหายหดหู่พระทัย ก็ทรงสงสารและหย่อนพระกำลังลง ให้พระสหายได้เป็นผู้ชนะบ้าง พระสิทธัตถกุมารนั้นทรงมีพระอัธยาศัยดังนี้

เมื่อทรงเจริญวัย พระทัยอันเมตตาก็แผ่กว้างขยายออกไปทุกที ประดุจต้นไม้ใหญ่ ซึ่งแตกใบกิ่งก้านไปจากเมล็ดพืชเพียงเม็ดเดียว ในวันหนึ่งพระพุทธบิดาได้ตรัสชวนพระกุมารไปทอดพระเนตรพิธีแรกนาขวัญ ชมความสดชื่นในท้องนาและการหว่านไถข้าวกล้าทั้งหลาย ซึ่งจะตกเป็นของพระกุมารทันทีที่พระพุทธบิดาเสด็จสู่สวรรคาลัย

เวลานั้นต้นไม้กำลังออกดอกงามสะพรั่ง ชาวนากำลัง ไถนาอยู่ริมลำธารอันมีน้ำไหลรินระหว่างหมู่ต้นตาลรายเรียง เป็นวสันตฤดู หมู่นกเบิกบานแจ่มใสส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แมลงเล็ก ๆ และสัตว์เลื้อยคลานต่างก็มีความสุขอยู่ทั่วหน้า จาก ไกล ๆ ได้ยินเสียงตีกลองใหญ่อันแสดงว่าพิธีอาวาหมงคลได้มีขึ้นในที่ใดที่หนึ่ง พระมหากษัตริย์และพระบรมราชโอรสได้ทอดพระเนตรธรรมชาติ และทรงสดับเสียงเหล่านี้ด้วยความสุขอย่างยิ่ง

แต่ในท่ามกลางความชื่นบานเกษมสันต์หรรษานั้นเอง เจ้าชายพระองค์น้อย ได้ทรงมองซึ้งลงไป และทรงเห็นสิ่งซึ่งไม่มีใครได้เอาใจใส่มาแต่ก่อนว่า ในดอกกุหลาบอันสวยงามงามนั้นก็มีหนามอยู่ ในชีวิตซึ่งเต็มไปด้วยความรื่นรมย์นั้นมีความทุกข์

ดูเอาเถิด ชาวนานั้นต้องจับคันไถไปท่ามกลางสุริยะ แสงอันแผดจ้า ควายซึ่งลากคันไถนั้นเล่า ก็ต้องเดือดร้อนสาหัส เพื่ออะไรเล่า เพื่อการยังชีพไว้เท่านั้นเอง ดูไปบนอากาศนั้นเถิด พญาเหยี่ยวกำลังถลาไล่จับนกเล็กเป็นอาหาร นกเล็กเล่า ก็ไล่ต้อนฝูงผีเสื้อ ซึ่งบินหนีด้วยความตระหนกตกใจ จะดูไปในน้ำ การฆ่าและถูกฆ่าเพื่อยังชีวิต ก็มีให้เห็นประจักษ์แจ้ง เราฆ่าเขาเพื่อยังชีพ และเราก็ถูกฆ่าต่อไป เพื่อผู้อื่นได้ครองชีพไว้ ฆ่ากันมาตั้งแต่สัตว์เล็กจนถึงสัตว์ใหญ่ โลกอันดูงามแต่ภายนอกนี้ ภายในเต็มไปด้วยความทุกขเวทนาทั้งสิ้น อนิจจา

พระกุมารทรงรำลึกดังนั้นแล้ว ก็มิอาจประทับดูความน่าสังเวชของสัตว์โลกอยู่ ณ ที่นั้นได้ จึงเสด็จไปประทับเสียใต้รุกขชมพู่ลำพังพระองค์เดียว เพื่อทรงใคร่ครวญถึงทุกข์โศกของโลก ทรงรำพึงไปในพระทัยว่า ทำอย่างไรดีหนอ เหล่าสัตว์โลกผู้น่าสงสารทั้งหลายจะพ้นเสียได้ ซึ่งทุกขเวทนาทั้งปวงนี้

กษณะที่พระบรมโอรสทรงบำเพ็ญญาณรำลึกทางดับทุกข์ของสัตว์ใต้รุกขฉายานั้นเอง พระฤๅษี ๕ ตนเหาะผ่านมาทางอากาศ มาถึงต้นชมพู่ ก็มิอาจไปต่อไปได้ ต่างก็สนเท่ห์นัก มองลงมาเบื้องล่างเห็นพระมหาบุรุษประทับอยู่ มีพระรัศมีปรากฏจากพระวรกายเปล่งปลั่ง จึงรีบลงจากอากาศ ถวายนมัสการเปล่งเสียงสรรเสริญพระคุณ แล้วจึงพากันเหาะ ต่อไป

บทที่ ๒

ยโสธราเทวี

ครั้นพระสิทธัตถะมีพระชนม์ได้ ๑๘ พรรษา พระพุทธบิดาก็ให้ทรงสร้างปราสาทอันวิจิตรตระการตาขึ้น ๓ องค์ สำหรับฤดูร้อน ฤดูหนาว และฤดูดอกไม้หอม มีนามว่า จำปา กำลังออกดอก ปราสาทองค์ที่หนึ่งซึ่งมีนามว่า สุภะ นั้นสร้างด้วยไม้สักตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสวางซ้อนกัน และ ภายในกอปรด้วยไม้สนสลักเสลาเป็นลวดลายงามตา อันปราสาทองค์นี้มีไว้สำหรับประทับในฤดูหนาว เพราะเมื่อเสด็จเข้าไปแล้วความอบอุ่นจักบังเกิดขึ้นแด่พระองค์ ปราสาทองค์ที่สองนั้นมีนามว่า สุรมมะ สำหรับประทับในฤดูร้อนเพื่อผ่อนบรรเทาความร้อนอันโหดร้ายของธรรมชาติ องค์ปราสาทจึงก่อด้วยศิลาอ่อนขาวทั้งองค์ และปราสาทอีกองค์หนึ่งซึ่งมีไว้ สำหรับต้อนรับเวลาจำปาออกดอก และพืชผลทั้งหลายผลิใบ นั้น มีนามว่ารัมมะ อิฐเผาสีแดงฉาน ประกอบขึ้นเป็นพระ ปราสาทองค์นี้ และมีหลังคาทำด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินงาม

บริเวณภายนอกพระปราสาททั้งสาม ก็ล้วนแล้วไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด ชูช่อและส่งกลิ่นหอมระรวยรินอยู่ไม่ขาดสักทิวาวัน ถัดไปจากไม้ดอกก็มีไม้ดง ปลูกไว้รายเรียง ริมฝั่งน้ำอันไหลหลั่งถั่งแรง เสียงคะครึกครื้นมิได้ยั้งหยุด จะ เปรียบก็ประดุจพระโลหิตกษัตริย์หนุ่มอันสดสี ย่อมไหลแรง เร็วดี และไม่มีการถอยหลัง ดังนั้นความสุขสนุกสนานก็บังเกิดขึ้นทุกวันทุกเวลามิได้ขาด แต่ทว่า ยังมีหลายเวลา ซึ่งพระพักตร์ของพระสิทธัตถะหม่นหมองเหมือนพระสุริยะซึ่งต้องเมฆดำมาเป็นเงาบัง คราใดที่ทรงระลึกถึงความทุกข์อันแฝงอยู่ในสีกุหลาบของชีวิต ครานั้นพระพักตร์ของพระบรมโอรสก็ซีดสลดลงทันที

การทั้งหมดนี้มิรอดพ้นความสังเกตของพระพุทธบิดาไปได้ พระองค์ทรงพระวิตกยิ่งนัก ด้วยหวาดหวั่นพระทัยว่า พระโอรสจะทรงหลีกทางโลกไปแสวงสุขในทางแคบ และโดดเดี่ยวเต็มไปด้วยความกันดาร เพื่อเสาะหาพระธรรมล้ำเลิศมาสั่งสอนมนุษย์เป็นแน่แท้ พระเจ้าสิริสุทโธทนะทรงเป็นกษัตริย์ ซึ่งรักมั่นและภาคภูมิในความเป็นขัตติยะยิ่งกว่าสิ่งใด อุดมคติของพระองค์คือการมีพระโอรสเป็นจักรพรรดิของยอดจักรพรรดิทั้งหลาย เพราะว่านั่นเป็นอำนาจสูงสุดและเป็นความสุขอย่างยิ่งยวด พระองค์มิทรงปรารถนาจะเห็นพระราชโอรสเป็นพระพุทธเจ้าผู้โปรดสัตว์เลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นพระสิทธัตถะทรงมีพระพักตร์หม่นหมอง เฝ้าวิตกวิจารณ์ถึงสุขทุกข์ของ มนุษย์ พระองค์ก็ทรงหวั่นไปว่าพระโอรสจะทรงสละทางโลกเสีย จึงทรงปรึกษาเหล่ามหาอำมาตย์หาทางป้องกันเสีย เหล่ามุขมนตรีกราบทูลว่า สิ่งที่จะผูกจิตมนุษย์ได้นั้นหาใช่โซ่ตรวนไม่ เส้นเกศาแห่งนางงามเท่านั้นจึงจะผูกจิตบุรุษได้ พระโอรสทรงเศร้าหมองดังนี้ เพราะยังมิได้ทรงอภิเษกสมรส ยังไม่ได้ทรงรู้จักความสุขยิ่งยอดอันเกิดจากความรัก ขอให้ทรงหานางผู้งามเลิศมาพระราชทานพระโอรสเถิด

พระเจ้าสิริสุทโธทนะทรงเห็นว่า การเลือกชายาให้พระโอรสนั้นเป็นการมิชอบ เพราะว่าการที่พระองค์ทรงเลือกชายาให้พระโอรสก็เป็นเขาผู้อื่นเลือกรักให้สมสู่ ดูไม่เป็นการที่จะทำให้พระโอรสรู้จักรักจริงได้ จึงทรงตกลงว่าให้มีงานมโหฬารขึ้น แล้วให้นางงามทั้งหลายมาประชุมกัน และให้ทุกนางมารับของขวัญจากพระสิทธัตถะ พระองค์ต้องพระทัยนางใด ก็ให้อำมาตย์คอยสังเกตไว้ เมื่องานเสร็จลงแล้ว พระชนกจะทรงสู่ขอนางนั้นให้พระโอรส

ไม่ช้า วันงานรื่นเริงในพระราชวังก็มาถึง เหล่ากัลยาณีทั้งหลายแต่งกายของตนอย่างวิจิตรเพริศแพร้ว หวีเส้นเกศาอันดำสนิทแล้วเกล้าเมาฬี แต้มขนตาด้วยน้ำยาอันเป็นเสน่ห์ละลานจิต มือเท้าน้อย ๆ นั้นย้อมด้วยชาดสีงาม ต่างสวมเครื่องประดับ ลูบไล้วิเลปนะอันมีกลิ่นหอมชวนจิตพิศวง แล้วต่างก็เยื้องกรายเข้าวังใน พอถึงเวลา ดรุณีแห่งกบิลพัสดุ์ ก็ค่อย ๆ เดินผ่านบัลลังก์พระโอรส ซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่เป็นสง่าน่าเกรง พอนางนั้น ๆ ชม้อยชม้ายเนตรอันดำขำ ขึ้นสบเนตรพระกุมาร ต่างก็เกิดความประหวั่นกลัว ใจระรัวสั่น มิอาจเอื้อมยกตนขึ้นเป็นคู่เสน่หาแห่งพระองค์ได้ พระกุมารนั้นประทับสงบนิ่ง พระพักตร์อ่อนหวานกรุณาและดวงเนตรเพียบไปด้วยความปรานี แต่ก็หาอาจจะมีนางใดกล้าสบเนตรได้ ต่างรับของขวัญจากพระหัตถ์ด้วยมือสั่นระรัวแล้วห่อไหล่ ค้อมตัว เดินหลบหายเข้าไปปะปนอยู่ในหมู่เพื่อนกันเสียโดยเร็ว ทุกนางมิอาจมีอาการสงบนิ่งอยู่ได้ เกิดประหวั่นพรั่นใจ กายสั่นระรัวด้วยกันทุกนาง

และแล้ว นางสุดท้ายก็ได้ดำเนินมาตรงพระพักตร์ กัลยาณีโฉมงามดังอัปสรสวรรค์ อาการเยื้องกรายก็งามสง่าเหมือนพระลักษมี สองเนตรเทวีดำสนิท แล้วมีแววหวานบริสุทธิ์เหมือนตานางเมื่อเวลารัก เธอหยุดลงตรงพระพักตร์พระกุมาร พนมหัตถ์ขึ้นระหว่างอุระ ชูศอแล้วเงยพักตร์ขึ้นสบเนตรพระองค์ ยิ้มอย่างแจ่มใส พลางทูลถามไม่ลดเลี้ยวว่าหม่อมฉันจะได้รับของขวัญไหมเพคะ

บุคคลซึ่งอยู่ใกล้ชิดในเวลานั้น ได้กราบทูลพระเจ้าสิริสุทโธทนะว่า

ทันทีที่พระโอรสทอดพระเนตรเห็นยอดกัลยาณียโสธรา ธิดาแห่งสุปปพุทธะ พระพักตร์ของพระองค์เปลี่ยนไปเห็นถนัด

พระกุมารทรงตอบว่า ของขวัญนั้นหมดเสียแล้ว แต่ขอให้ภคินีผู้ทรงโฉมงามล้ำรับเอาสิ่งนี้ไป

ตรัสแล้วก็ทรงถอดสร้อยพระศอมรกตออกคาดเอวอันอรชร อันหุ้มไว้ด้วยกำมะหยี่ดำ พระเนตรสบเนตรนางด้วยความรักอันท่วมท้นมิอาจปกปิดไว้ได้

เมื่อพระพุทธบิดาทรงทราบแน่ว่า พระโอรสผูกสมัครรักใคร่ยโสธราแล้ว ก็ทรงแต่งทูตให้ไปสู่ขอนางจากพระสุปปพุทธะผู้เป็นชนก แต่พระสุปปพุทธะตรัสตอบว่า ตามธรรมเนียมนางกษัตริย์ในศากยะตระกูลนั้น ผู้จะเป็นคู่ของนาง ต้องแสดงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในยุทธศิลปศาสตร์ อาจรบชนะผู้ท้าทั้งหลายให้ได้เสียก่อน พระองค์ทรงสั่งมากับทูตว่า

ลูกของเรานี้มีโอรสกษัตริย์ปองอยู่มากหลาย หากว่าพระโอรสของ กษัตริย์ท่านโก่งศรแกว่งดาบ และขี่ม้าได้ดีกว่าผู้ใด เธอก็จะได้นางไปเป็นชายา แต่เราสงสัยนัก พระสิทธัตถะหรือจะทำกิจของนักรบได้ เธอแก่วัดออกยังงั้น

พระเจ้าสิริสุทโธทนะก็เสียพระทัยที่พระโอรสจะไม่ได้นางผู้เป็นที่รัก แต่พระกุมารหนุ่มทูลว่า ให้ทรงจัดการประลองรบขึ้นเถิด พระองค์ได้ทรงฝึกฝนวิชาของบุรุษอยู่บ้างเหมือนกับพระญาติเหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงรักนางแล้ว หายอมเสียนางไปไม่

ด้วยเหตุที่พระสิทธัตถะตรัสดังนี้ เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีพิธีประลองกำลังครั้งใหญ่ ผู้ใดได้ชัยชนะ ผู้นั้นก็จะได้นางยโสธรา พระเทวทัตผู้ชำนาญทางศร พระอรชุนผู้เก่งทางขี่ม้า และพระนันทะผู้เชี่ยวชาญดาบ ก็ไปประชุมพร้อม พระสิทธัตถะนั้นทรงม้ากัณฐกะสีขาวผ่อง ซึ่งวิ่งระเริงร้องก้องกังวานเพราะความแปลกตาเข้ามาในสนามยุทธ์ พระโอรสกวาดพระเนตร ตรวจดูมหาชนทั่ว และเมื่อทอดพระเนตรเห็นยโสธราจอมขวัญ ก็เสด็จลงจากอัสดรกัณฐกะ และร้องประกาศว่า

ผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความเลิศเท่านั้นจึงจะคู่ควรกับมุกดาเทวีผู้นี้ ขอให้เรามาพิสูจน์ฝีมือกันเดี๋ยวนี้

ทีแรกพระนันทะท้ายิงธนู โดยใช้เป้ากลองทองเหลือง วางในระยะไกลหกโกศ พระเทวทัตขอยิงในระยะแปดโกศ แต่พระสิทธัตถะขอให้เลยสิบโกศออกไป จนกระทั่งมองเห็นกลองเท่าหอยแครงเท่านั้นเอง พระนันทะยิงทะลุกลองของเธอ พระอรชุน พระเทวทัตก็ดุจกัน ฝูงชนโห่ร้องชมเชยขึ้นอึงมี่ จนนางยโสธราต้องยกพัสตราขึ้นคลุมเนตรด้วยความหวาดหวั่นว่า พระผู้เป็นที่รักจักพ่ายแพ้แก่คู่ต่อสู้

พระสิทธัตถะทรงจับคันศรของพระญาติขึ้นน้าวสาย กำลังแรงทำให้ศรนั้นหักลงกับหัตถ์ ทั้ง ๆ ที่ว่าศรนั้นมีกลางคันอันหนา ชายชาตรีซึ่งมีกรแข็งแรงอย่างยิ่งเท่านั้นจึงจะทำให้โค้งได้ พระโอรสหนุ่มตรัสว่าศรนี้เป็นของเล่น คันศร ใหม่ที่แข็งแรงสมศักดิ์กษัตริย์ศากยะนั้นไม่มีหรือ ?”

มีผู้ทูลตอบว่า มีศรชื่อสิงหหานุใหญ่เหลือและแข็งแรงมาก คันทำด้วยเหล็ก เก็บไว้ในโบสถ์หลายร้อยปีมาแล้ว ไม่ปรากฏว่าเป็นของใคร และหาเคยมีใครอาจใช้ได้ไม่ พระสิทธัตถะทรงสั่งให้ไปนำศรนั้นมาส่งให้พระอนุชาน้าวสายก่อน แต่หามีพระองค์ใดแข็งแรงพอที่จะโน้มปลายให้เข้าใกล้คันกว่าศอกหนึ่งได้ไม่ พระองค์จึงรับคันศรมาน้าวสายแล้วเสียบลูกศรลงที่ช่องเสียบ ยิงไปด้วยกำลังแรง ศรถลาวิ่งประดุจนกอินทรี เสียงสนั่นกังวานอากาศ จนผู้เจ็บไข้มิอาจมาในงานนั้นได้ ต้องลุกขึ้นถามกันว่าเสียงอะไรนั่นลูกศรวิ่งถลาออกไปทะลุกลองอันวางไว้ไกลถึงสิบโกศกว่านั้น แล้วยังแล่นต่อไปอีกไม่หยุดยั้ง

ต่อไปพระเทวทัตท้าใช้ดาบตัดต้นไม้ พระองค์เองทรงตัดต้นตาลหนาหกนิ้วด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว พระอรชุน ตัดต้นไม้หนา ๗ นิ้ว และพระนันทะตัดต้นไม้ได้หนาถึง ๙ นิ้ว แต่พระสิทธัตถะทรงตัดต้นไม้มหึมาคู่หนึ่ง ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น รอยดาบราบดีจนต้นไม้นั้นขาดจากโคนแล้วยังยืนตรงอยู่ ณ ที่เก่า ไม่ล้มลงไปได้

คราวนี้ถึงคราวขี่ม้าแข่ง ม้ากัณฐกะของพระกุมารก็วิ่งได้รวดเร็วกว่าม้าของพระญาติทั้งสาม พระนันทะตรัสค้านว่า หาได้เป็นเพราะความเก่งของผู้ขับขี่ไม่ ม้ากัณฐกะนั้นฝีเท้าเร็วเอง ถ้าหากพระองค์ทรงขี่กัณฐกะก็อาจชนะได้เหมือนกัน ขอให้มาปราบม้าพยศแข่งกันดีกว่า

เขาจึงได้นำม้าพยศกล้า กายสูงใหญ่ ดำมันสนิทเหมือนค่ำคืน ตาดุขวาง จมูกบานกว้างใหญ่ ผมยาวยุ่งเหยิงด้วยไม่ได้ตัดสาง มีโซ่ล่ามอยู่สามชั้น โกลนอานใดหามีไม่ เพราะมันพยศนัก ใครจะขึ้นหลังไม่ได้เลย

กษัตริย์หนุ่มตรัสสั่งให้เอาโซ่ออก แล้วผลัดกันขึ้นหลัง ม้าดุโลดเต้นสลัดเอาพระเทวทัต และนันทะตกลงมาเจ็บปวด ได้ความอายเป็นอันมาก พระอรชุนขึ้นบังคับควบขับไปได้สักครู่ มันก็บันดาลโทสะ หันมาแว้งกัดขาอรชุนผู้แกล้ว ร่วงผลุนลงมา ผู้เลี้ยงม้าต้องรีบวิ่งไปเอาโซ่พันถึงสามชั้น ฝูงชนร้องว่าม้านี้บ้านัก ขอพระสิทธัตถะอย่าจับม้าผีนี้เลย

แต่พระกุมารทรงบอกเขาว่า ให้แก้สายโซ่ออกและให้ส่งผมม้ามา พระองค์ค่อย ๆ จับผมม้า ก้มลงกระซิบปลอบเบา ๆ วางหัตถ์ขวาลงบนตาทั้งสอง แล้วผจงลูบหน้าและลีข้างด้วยความปรานี ม้าซึ่งคึกคะนองเหนื่อยหอบอยู่ ก็มีอาการสงบนิ่ง ก้มหัวลงดุจคำนับ และเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นหลัง ก็มีอาการสงบนิ่งประดุจมันมีความเคารพรักพระองค์ พระสิทธัตถะใช้พระชงฆ์แตะสองข้างม้าเบา ๆ แล้วมันก็วิ่งไปอย่างเรียบร้อย

คนดูทั้งหลายต่างร้องว่าพระสิทธัตถะทรงชนะแล้ว ใครอื่นอย่าขวนขวายต่อสู้อีกเลย

ดังนี้ยโสธรานงเยาว์ก็ทรงลุกจากที่ประทับ หยิบพวงโมกขรมาลา เสด็จดำเนินผ่านปวงขัตติยะและปวงชน ไปถึงที่ซึ่งพระโอรสเสด็จลงจากพาชี ก้มองค์ลงอัญชุลีแล้วทรงสวมพวงมาลัยรอบพระศอพระโอรสหนุ่ม พระองค์ทรงโอบนางไว้แนบพระอุระ แล้วก็จูงหัตถ์นางกลับมายังพระพลับพลา

ไม่ช้าพิธีอภิเษกสมรสแห่งขัตติยะสองก็มีขึ้นอย่างมโหฬาร เพื่อจะผูกเสน่หาไว้ไม่ให้เหือดหาย และทรงละทิ้งโลกียสุขไปได้ พระบิดาจึงทรงสร้างมหาปราสาทรักขึ้นไว้ สำหรับพระโอรสหนุ่มและพระสุณิสา รอบบริเวณปราสาทนั้น มีเขาโรหิณีสีเขียวสด รอบเขาชุ่มไปด้วยธารน้ำใสสะอาดไหล ผ่านระริกเรื่อยจากต้นน้ำหิมาลัยไปสู่มหาสมุทร มีไม้ดอกไม้ผลสะพรั่งพร้อม และปราสาทนั้นก็อยู่ไกลจากฝูงชน ความสกปรกอันใด ไม่ให้เกิดมีขึ้นเป็นอันขาด ผู้รักษาปราสาทต้องปลิดดอกไม้ที่จะโรยทิ้งเสียก่อนที่มันจะเหี่ยวคาต้น ใบไม้ ซึ่งเหลืองตายต้องไม่ให้พระโอรสได้เห็นเลยเป็นอันขาด แม้นางสนมกำนัลผู้ขับฟ้อนบำเรอถวาย หากเกิดป่วยไข้หรือเป็นลมโดยปัจจุบัน นางนั้นจะต้องเนรเทศออกจากสถานแห่งบรมสุขนี้ บุคคลซึ่งแก่กายแล้วจะไม่ได้ปรากฏ เรื่องความทุกข์ของโลกภายนอกทั้งหลาย ใครอย่าได้นำมากล่าวเป็นอันขาด แม้จะประดิษฐ์ขึ้นเป็นเพลงร้องก็มิได้ พระบิดาวางโทษผู้กล่าวถึงความทุกข์ทั้งหลายไว้ว่าเป็นกบฏ พระโอรสจักได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง แต่ความรื่นรมย์และความสดชื่นเท่านั้น

เมื่อสร้างความสุขทั้งมวลไว้ในมหาปราสาทอันมโหฬารนั้นแล้ว เพื่อจะกักโอรสไว้แต่ในที่คุมขังแห่งความรักและความสนุกเพลิดเพลิน พระองค์ทรงสร้างกำแพงใหญ่ล้อมรอบพระปราสาท ณ ที่ห่างไกล สร้างประตูใหญ่ซึ่งต้องใช้คนเปิดถึงร้อยคน เสียงเปิดประตูนั้นกังวานก้องไปทุกหนทุกแห่ง แล้วทรงสร้างกำแพงและประตูขึ้นอีกสองชั้นรวมเป็นสามด้วยกัน ลงสลักมั่นลั่นกุญแจและมีคนเฝ้าแข็งแรง พระบิดาสั่งแก่ยามว่า

อย่าให้ใครเข้าออกเป็นอันขาด แม้แต่ลูกเราก็มิได้ หากละเมิดคำสั่ง โทษเจ้าถึงตาย

บทที่ ๓

เสียงครวญของสายพิณ

ภายในมหาปราสาทแห่งความรักของพระสิทธัตถะนั้น เต็มไปด้วยความสงบสุขและรื่นรมย์ พระพุทธองค์ของเราไม่เคยรู้จักความทุกข์ เรื่องเดือดร้อนอันใดก็ไม่เคยได้ยิน เพราะพระบิดาตรัสสั่งไว้อย่างเข้มงวดหนักหนาว่า อย่าให้ผู้ใดเอ่ยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนอกกำแพงปราสาทนี้เลยเป็นอันขาด แม้กระนั้น ก็มีหลายครั้งที่พระบรมโอรสบรรทมหลับแล้วทรงสุบินว่า ได้เสด็จออกไปนอกปราสาท ทอดพระเนตรเห็นโลกอันกว้างใหญ่ บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงสะดุ้งผวาตื่น ออกโอษฐ์อุทานว่า

โลกของฉัน โลก-ฉันได้เห็น ได้ยินและได้รู้ทั้งหมด ฉันมาในโลกนี้แล้ว

และเมื่อนั้นพระนางยโสธราเทวี ซึ่งถวายการปรนนิบัติพัดวีอยู่ ก็จะประหวั่นจิตหวาดพระทัย และทูลถามว่า ประชวรเป็นอะไรไปหรือ พระสิทธัตถะก็จะทรงรู้สึกองค์และทรงปลอบโยนพระชายาให้หายตระหนกอกสั่น พระพักตร์ของพระองค์ซีดสลด น้ำพระเนตรไหลคลอพระนัยนา แต่ก็ทรงฝืนยิ้มและรับสั่งให้นางนาฏกาดีดพิณสีซอถวาย ผู้อื่นได้สดับเสียงซอนั้นก็ชื่นจิตเหมือนได้ยินเพียงคนสรวลระเริงใจ แต่องค์พระโอรสนั้นทรงแว่วว่า เสียงซอครวญสะอื้นไห้รำพันว่า

เรานี้คือเสียงของลมพายุ ซึ่งพัดไปด้วยความโหยหา ความสงบแห่งดวงจิต แต่ก็หามีเวลาสงบลงได้ไม่ ชีวิตของมนุษย์ก็เช่นเดียวกับลม ความสงบไม่มี จึงมีแต่ความครวญคร่ำ โหยหาและสะอื้นไห้

เรามาจากไหน ไปที่ใด เกิดจากแหล่งใดไม่เคยทราบ เราก็เหมือนท่าน เราเป็นเพียงที่ว่าง ไม่มีอะไรยืนยง เรามีแต่ความทุกข์ไม่รู้จักหาย แต่พระองค์มีแต่ความสุขสำราญ ไม่รู้จักหมด แต่ความรักนั้นก็จะหมดลงสักวันหนึ่ง เพราะชีวิตก็เหมือนกันกับสายลม ไม่มีความยืนยงคงอยู่ตลอดไป

พระโอรสแห่งมายา จงทราบเถิด ในโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์แสนสาหัส เราได้ท่องเที่ยวไปรอบโลก ได้เห็นความทุกข์หลายอย่างต่าง ๆ กัน

ชีวิตนี้คือความว่างเปล่า เราจะไขว่คว้าอะไรมาไว้เป็นของเราได้หรือ เราจะคว้าเมฆมาไว้ในหัตถ์และห้ามห้วงน้ำมิให้ไหลรินได้หรือ

โอ้ -พระโอรสทรงตื่นเถิด อย่าบรรทมหลับอยู่เลย โลกกำลังเศร้านัก โลกกำลังจะจม โลกกำลังรอคอยพระองค์อยู่

ขอพระทรงตื่นขึ้นและทรงช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์เถิด จงละเสียซึ่งอำนาจจักรพรรดิในประเทศ

เราคือลมซึ่งพัดไปรอบโลก และเรามาครวญคราง ณ สายซอหิรัญนี้ ก็เพื่อหวังจะให้พระผู้หลับอยู่และไม่รู้จัก ได้รู้จักโลก เราหวังจะให้พระรู้ว่ากษณะนี้พระองค์ได้เล่นแต่เงางามเท่านั้น

นับแต่นั้นมา พระหฤทัยของพระบรมโอรสก็มิอาจตั้งอยู่ในความรื่นเริงดังแต่ก่อนได้ เสียงซอก็กลายเป็นลมคราง นางระบำและการฟ้อนทั้งหลายล้วนแต่ทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย พระองค์กลับสนพระทัยในนิยายต่าง ๆ ซึ่งนางกำนัล นำมาเล่าถวาย ในคราวหยุดพักจากการฟ้อนรำ นางนั้นเล่าถึงสิ่งประหลาดต่าง ๆ เล่าถึงบุคคลผู้มีผิวขาว เล่าถึงดวงตะวันอันตกจมลงในมหาสมุทรในยามสนธยา พระทรงฟัง แล้วก็ซักถามไม่ได้หยุด โลกของเรานั้นใหญ่กว้างนักหรือ มนุษย์ผู้อื่นที่เหมือนเรานั้นยังมีอีกหรือ ถ้าเรารู้จักเขา เราจะช่วยเขาได้ไหม พระอาทิตย์นั้นขึ้นจากขอบฟ้าในเวลาเช้า และไปตกลงในมหาสมุทรยามอัสดง เราจะเป็นเหมือนพระอาทิตย์ ไปอยู่บนท้องฟ้า ดูแลคนให้ทั่วได้หรือ

พระสิทธัตถะรู้สึกพระองค์ว่าทรงกลัดกลุ้มพระทัยเหมือนจะประชวรไข้อยู่ แล้วตรัสถามเขาถึงเรื่องม้ากายสิทธิ์อันเหาะได้รวดเร็วของเทวดาว่า มีจริงหรือ พระองค์ทรงปรารถนาม้านั้น เพื่อจะได้ขับขี่ไปดูโลกอันกว้างใหญ่ ทรงปรารถนาปีกของนกอินทรี อันจะพาพระองค์เหาะทะยานลิ่วออกไปยืนบนยอดเขาหิมาลัยอันสูงสุด แล้วมองดูว่าภายนอกพระทวารปราสาทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง

มีผู้ล่วงละเมิดพระบรมราชโองการพระบิดาเป็นคนแรก กราบทูลว่า ภายนอกนั้นมีเรือกสวนไร่นาป่าร้าง และมีโบสถ์ มีพระมหานครอันกว้างใหญ่ของพระเจ้าพิมพิสาร และในโลกนี้มีมนุษย์หลายอย่างต่าง ๆ กัน หลายสิบโกฏิเหลือจะพรรณนาได้

พระโอรสรับสั่งว่า ดีแล้ว ไปบอกฉันนะผู้สารถี ให้เทียมรถของเราไว้ พรุ่งนี้จะออกไปดูอะไรที่ไกล ๆ ออกไป

พระเจ้าสิริสุทโธทนะได้ทรงสดับอำมาตย์ทูลความปรารถนาของพระโอรส ก็ทรงว้าวุ่นพระทัยยิ่งนัก พระองค์ทรงตระหนักดีว่า ถึงเวลาแล้วที่พระโอรสจะได้ทรงรู้จักโลก แต่อีกพระทัยหนึ่งก็เกรงพระสิทธัตถะจะไปทอดพระเนตร เห็นความสกปรกและสิ่งโทมนัสพระทัยเข้า จึงทรงสั่งให้ป่าวประกาศราษฎรทุกคนว่า พระโอรสจะเสด็จเลียบพระนคร ให้ตกแต่งบ้านเรือนให้งามตา เอาบุปผานานาพรรณมาแต่งซุ้มประตู สิ่งที่จะทำให้หดหู่ใจให้เก็บซ่อนเสียจงสิ้น ในวันนั้น คนแก่ชราร่างร้าย คนเจ็บจวนตาย คนพิการง่อยเปลี้ยเสียขา อย่าปรากฏให้เห็น แม้กระทั่งการเผาศพซึ่งจำเป็นก็ของดไว้ก่อน ให้วันนั้นสิ้นไปแล้วจึงทำ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระโอรสเสด็จทอดพระเนตรพระนคร ก็ทรงเห็นแต่สิ่งล้วนงามตา ชาวเมืองหญิงชายเด็กเล็กแต่งกายอย่างดีที่สุก มาหมอบเฝ้ารายเรียงถวายช่อดอกไม้และคารวะ ต่างยิ้มสรวลสันต์เบิกบานประหนึ่งว่าโลกนี้หาเคยมีคำว่าทุกข์ไม่ พระสิทธัตถะทรงพอพระทัยยิ่ง ตรัสว่า

โลกของเรานี้ งามจริงหนอ คนทั้งหลายก็ใจดี หนุ่มสาวเหล่านี้ก็ล้วนขยันในการงาน เขาช่างใจดีจริงหนอ ดูสิฉันยังไม่ทันทำอะไรให้เขาเลย เขาก็มาเอาใจใส่ในฉัน เด็ก ๆ เหล่านี้ก็รักฉัน เขาคงจะรู้ว่าฉันรักเขาเป็นแน่ เขารู้ได้อย่างไรหนอ ดีจริง ประหลาดจริง บ้านเมืองของเรานี้ช่างมีแต่คนยิ้มแย้มแจ่มใส ฉันนะ ขับรถออกนอกประตูเมืองสิ โลกนี้งามดีชวนให้ดู เราอยากเห็นทั้งหมด

พอรถทรงเจ้าชายหนุ่มผ่านไป ฝูงชนโห่ร้องด้วยความยินดี บ้างเอาดอกไม้พวงมาลามาถวาย บ้างก็เข้าไปลูบคลำวัว เอาขนมและถั่วไปให้วัวกิน ต่างคนมีความยินดีทั่วหน้า ที่ได้เห็นเจ้านายของตน

ท่ามกลางความสวยงามและความโห่ร้องยินดีนั้นเอง ชายชราร่างเล็กคนหนึ่งคลานงุ่มง่ามออกมาจากกระต๊อบอันมีหลังคาโหว่และฝาทะลุของแก ร่างกายชายนั้นแสนจะสกปรก เครื่องนุ่งห่มสีซีดและเปื่อยขาด แค่พันกายก็เกือบจะมิมิด หลังงองุ้มจวนจะพับเป็นสองอยู่แล้ว เพราะต้องแบกภาระมานาน เนื้อหนังตกกระ ถูกแดดเผาดำเกรียมเหี่ยวย่นติดกระดูก จะหาเนื้อแต่สักน้อยก็แสนยาก ขอบตาแดงช้ำด้วยสนิมน้ำตาอันเกาะเป็นคราบมานานหนักหนา ลูกตามัวเป็นน้ำข้าว เมื่ออ้าปากก็ไม่มีฟัน ขากรรไกรสั่นอยู่งันงกประดุจเป็นไข้สันนิบาต แกถือไม้เท้าตัวสั่นรัวเดินหลังโค้งโก้งมาถึงกระบวนคนซึ่งยืน อยู่ หอบหายใจฮัก ๆ พลางร้องครางว่า

ได้โปรดสงสารคนยากจนเถิด หิวจะตายอยู่แล้ว

คนยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นแกออกมาก็ตกใจ พากันฉุดแข้งขาลากแขนให้แกออกไปเสีย พลางบอกว่า

นั่นเจ้านาย เห็นไหม กลับไป กลับไปรังของแก

พระโอรสหันมาทอดพระเนตรเห็นเข้าก็ตกพระทัย ทรงพิศวงยิ่งนัก ด้วยไม่เคยทรงเห็นคนแก่ชราอย่างนี้มาแต่ก่อน ทรงถามนายสารถีว่า

ฉันนะ นั้นตัวอะไรน่ะ ดู ๆ ก็คล้ายคน แต่ทำไมหลังงอโค้ง ตัวสั่นลำบากดังนั้น น่าสงสารเหลือเกิน เขาไม่มีอาหารกินหรือ กระดูกจึงได้โปนออกมาดังนั้น ทำไมเขาจึงร้องว่าเขาจะตาย มันแปลว่าอะไร ฉันนะ จงบอกให้เขาเข้ามาเถิด

นายฉันนะสารถีผู้มีใจซื่อ ทูลถามความเป็นจริงว่า

พระทูลกระหม่อมเจ้าข้า นี้คือคนเหมือนกัน และเมื่อแปดสิบปีก่อน เขายังแข็งแรงว่องไวสวยงามอยู่ นัยน์ยาก็ใสแจ๋วดี ดวงประทีปซึ่งเคยสุกใสในครั้งหนึ่งนั้น บัดนี้น้ำมันได้หมดเสียแล้ว ไส้ก็ไหม้ดำ ดวงชีวิตของเขายังเหลืออยู่น้อยหนึ่ง ไม่ช้าก็จะดับไปพระเจ้าข้า

พระโอรสรับสั่งถามว่าฉันนะ คนเราต้องเป็นดังนี้ทุกคนหรือ

เมื่อมีอายุล่วงนานไปก็เป็นดังนี้ทุกคนพระเจ้าข้า

ฉันก็เหมือนกันหรือ ฉันนะ ถ้ายโสธราอยู่ถึงแปดสิบปี ก็เป็นดังนี้หรือ ชาลินี คุงคา โคตมี หัสดาน้อย และ ใคร ๆ ก็เป็นดังนี้หรือ ฉันนะ

พระเจ้าข้า เช่นนั้นนายสารถีทูลสนองพระวาจา

พระโอรสรับสั่งว่ากลับรถเถอะ ฉันนะ พาฉันไปส่งบ้าน เราได้เห็นสิ่งซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่าจะมีอยู่

พระโพธิสัตว์ มีพระพักตร์อันซีดเผือด พระทัยเศร้าหมองและหดหู่ รีบเสด็จเข้าวัง แล้วนิ่งขรึม ไม่แย้มสรวล และไม่เสวยกระยาหาร ไม่เหลียวดูเหล่านางรำที่ขับฟ้อนบำเรอ ให้เห็นที่สำราญหฤทัย ยโสธราเทวีเห็นพระสวามีหม่นหมอง และไม่เอื้อนโอษฐ์แต่ประการใด ก็หวาดหวั่นพระทัยนัก เกรงไปว่าพระองค์ไม่พอพระทัยในการปรนนิบัติของพระนาง จึงกันแสงไห้แล้วทูลถามว่า พระนางได้ทรงกระทำอันใดไม่เป็นที่พอพระทัยหรือ

พระสิทธัตถะปลอบชายาว่า ที่พระองค์เศร้าเช่นนี้ หาใช่เพราะนางไม่ หากเพราะทรงคำนึงถึงว่า ความสุขทั้งหลายนั้น ที่แท้คือความทุกข์หนัก เพราะมันไม่อยู่ยืนนาน เวลาย่อมเข้ามาแทรกแซง ทำลายสิ่งสวยงามให้หมดสิ้นไป ร่างกายจะเต็มไปด้วยเส้นเอ็นระเกะระกะ หลังงอโค้ง และเนื้อก็เหี่ยวย่น เมื่อตรองถึงสิ่งนี้ พระองค์ก็มิอาจเป็นสุขอยู่ได้

ในคืนวันนั้น พระบิดาทรงสุบินถึงสิ่งน่าหวาดหวั่น และซึ่งเข้าพระทัยไม่ได้อยู่เจ็ดประการ

อันแรกซึ่งสุบินเห็นคือ ธงใหญ่ของพระอินทร์ถูกลมพัดขาดยับ และปลิวไปตกยังฝุ่นละออง ทันใดนั้นมีเงาเข้ามาหยิบเอาธงขาดออกไป

อันที่สอง เห็นช้างสารใหญ่งาขาวสิบเชือก เดินสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากทิศทักษิณ พระโอรสประทับมาบนคชสารใหญ่ตัวนำ และมีฝูงชนเดินตามมาเป็นแถว

อันที่สาม ทรงเห็นราชรถเพลาตก ลากด้วยม้าวิเศษสี่ตัว และพระโอรสประทับอยู่ในรถนั้น

อันที่สี่ มีจักรทองหมุนวนมาแต่ไกล กำกงฝังเพชรพลอยสุกใส มีอักษรจารึกในดุมกงของล้อ และเวลาที่หมุนไปก็มองดูโชติช่วง ประดุจแสงเพลิง เสียงดนตรีเสนาะกังวานออกจากคำจารึกนั้น

อันที่ห้า คือกลองใหญ่มหึมาวางอยู่ระหว่างเมืองและขุนเขาต่าง ๆ พระโอรสถือตุ้มเหล็กใหญ่เสด็จมาตีกลอง เสียงสนั่น ก้องไปทั่วทุกทิศ

อันที่หก เป็นหอใหญ่สูงโดดขึ้นไปถึงฟ้า พระสิทธัตถะยืนอยู่บนหอ สองหัตถ์โปรยแก้วมณีนพรัตน์ลงมาดังสายฝนให้แก่ปวงชนทั่วโลก ซึ่งเบียดเสียดกันเข้ามาเก็บแก้วมณี

อันที่เจ็ด คือเสียงคนร้องโอดครวญแล้วมีคนหกคนเดินร้องไห้ออกไป

พระเจ้าสิริสุทโธทนะทรงให้บรรดาโหราจารย์ทำนาย พระสุบินนี้ แต่หามีใครอาจทายถูกไม่ พอดีมีผู้เฒ่าคนหนึ่ง แต่งกายอย่างฤๅษีมาจากไหนไม่ปรากฏ รับอาสาทำนายพระสุบินถวาย ผู้ชรากราบทูลพระราชาว่า พระสุบินนี้ดียิ่งนัก สิ่งที่เห็นทั้งเจ็ดอย่างนั้นแหละคือความปีติใหญ่ยิ่ง ๗ ประการ ด้วยกัน

อันที่หนึ่ง ธงพระอินทร์ขาดยับนั้นหมายความว่า ความเชื่อถืออย่างเก่าจะหมดไป

อันที่สอง ช้างสารสิบเชือกนั้นหมายถึงทศพลญาณของพระบรมศาสดา

อันที่สาม ม้า ๔ ซึ่งเทียมราชรถนั้นหมายถึงว่า จตุราริยลัจซึ่งจะนำพระโอรสให้พ้นความเศร้าหมองและสงสัยทั้งปวง

อันที่สี่ ล้อหมุนคือพระธรรมจักรอันล้ำเลิศ และ

อันที่ห้า กลองใหญ่ซึ่งพระโอรสทรงตี หมายความว่า คำสอนของพระองค์จะสะท้อนไปทั่วทั้งโลกสาม

อันที่หก รัตนะมีค่าล้ำที่พระโอรสทรงโปรยปรายประทานปวงชนนั้น คือพระธรรมอันล้ำเลิศซึ่งไม่เคยมีมาแต่ก่อน และเป็นที่ต้องประสงค์ของมนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย

อันสุดท้าย หกคนที่ร้องไห้นั้น คืออาจารย์ของพระโอรสผู้ยิ่งกว่าตนเอง

ผู้ชรานั้นทำนายถวายแล้วก็กราบบังคมลาหายไป พระเจ้าสิริสุทโธทนะให้อำมาตย์ไปตาม เพื่อพระราชทานรางวัล แต่หาตามพบไม่ เขากลับมากราบทูลว่า เมื่อไปถึงที่เทวาลัยซึ่งฤๅษีนั้นอยู่ ได้พบแต่นกเค้าแมวบินจากแท่นบูชาเท่านั้นเอง

พระเจ้าสิริสุทโธทนะได้ทรงสดับคำทำนายก็ยิ่งทวีความหวาดหวั่นว่า พระโอรสจะเสด็จออกทรงผนวชเพื่อแสวงหาธรรมเสีย จึงรับสั่งให้เพิ่มจำนวนทหารยามประตูขึ้นอีก การดูแล ให้เข้มงวดกวดขันยิ่งขึ้น

แต่อนิจจา พระองค์จะทรงห้ามดวงตะวันมิให้ส่องแสง ห้ามได้หรือ ?

พระโอรสหนุ่มขอพระราชทานอนุญาตเสด็จเลียบพระนครอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ขอเสด็จอย่างเงียบ ๆ ปลอมพระองค์อย่างชนสามัญออกไป และขออย่าให้ราษฎรรู้ตัวก่อน เพราะทรงปรารถนาจะเห็นภาวะที่แท้จริงของราษฎร ทูลพระบิดาว่า

กลับมาคราวนี้ หม่อมฉันจะไม่ทูลขออีกต่อไป เพราะได้เห็นทุกอย่างสิ้นแล้ว ถ้าได้เห็นว่าคนเป็นสุขทั้งหมดก็จะสบายใจ แต่ถ้าได้เห็นคนเป็นทุกข์ หม่อมฉันก็คงได้ความฉลาดขึ้นบ้าง

พระบิดาไม่อาจขัดพระทัยพระโอรส จำต้องพระราชทานอนุญาต

ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้น โดยพระบรมราชโองการ ทหารยามต้องเปิดประตูให้พ่อค้าคนหนึ่งและเสมียนออกไป พระสิทธัตถะกับนายฉันนะนั่นเอง

อันสภาพของชาวเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งพระสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นในครั้งนี้ ก็เป็นไปดังที่มันเป็นอยู่แต่เดิม ปราศจากการตบแต่งเพื่อลวงแต่อย่างใด

ตามถนนเซ็งแซ่ไปด้วยศัพท์สำเนียงต่าง ๆ พ่อค้านั่งขัดสมาธิริมทาง ร้องขายเครื่องเทศและเสื้อผ้าอึงมี่ ผู้ซื้อก็ยืนต่อราคา เกี่ยงกัน ทะเลาะกันวุ่นวาย รถบดหินวิ่งมาและเสียงร้องตะโกนให้หลีกทาง คนหามแคร่เดินร้องเพลงมาอย่างสบายใจ มองไปอีกทางหนึ่ง ก็เห็นร้านชำขายของต่าง ๆ แมลงวันตอมอยู่วุ่น หญิงหนึ่งทูนไหน้ำเดินมาท่าทางทะมัดทะแมง มือหนึ่งอุ้มเด็กอ่อนตาดำ ๆ ช่างทอผ้าก็ชักเส้นด้าย กระตุกกระสวย ช่างทำเกราะเอาฆ้อนตีแผ่แผ่นเหล็กออกไปให้บาง บ้างก็เอาหอกดาบซุกเข้าไปในเตาไฟแดงฉาน ไอ ร้อนพุ่งมาปะทะ สุนัขวิ่งมาด้อม ๆ มอง ๆ หาอาหาร ทหารเดินผ่านไป เสียงดาบกระทบฝักดังกริ่ง ๆ พราหมณ์เดินหลีกเจ้าไพร่ศูทรไปอย่างถือตน หมองูนั่งเป่าปี่เสียงแหบโหย งูตัวใหญ่ตาลุก แผ่พังพานร่าน่าสะพรึงกลัว เจ้าสาวแต่งกายสีงาม นั่งคลุมหน้ามาในรถวิวาห์ หญิงหนึ่งถือเครื่องสักการะเข้าไปในเทวาลัย เพื่อขอบุตรจากเทพเจ้า พระโอรสทรงเพลินไปในการทอดพระเนตรสิ่งเหล่านี้ ด้วยไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน

ทันใดนั้นเอง พระองค์ได้สดับเสียงครางข้างถนนว่า ช่วยด้วย ช่วยด้วย จะตายก่อนถึงเรือนอยู่แล้วคนเจ็บเป็นกาฬโรคคนหนึ่งนอนจมฝุ่นอยู่ ร่างกายเต็มไปด้วยผื่นแดง เหงื่อเม็ดใหญ่เต็มหน้าผาก บิดตัวเครียด ๆ ชักไปมา ปากบูดเบี้ยว นัยน์ตาเหลือกถลน มองดูน่าเวทนา เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็โงนเงนล้มคว่ำลงไปอีก ปากร้อง โอย โอย ด้วยความเจ็บปวด

พระบรมโอรสทรงผละจากนายสารถี วิ่งเข้าไปประคองไว้ทันที พระหัตถ์ลูบร่างกายคนเจ็บเบา ๆ ด้วยความเวทนา ทรุดองค์ลงนั่ง แล้วยกศีรษะคนเจ็บวางบนพระชงฆ์ ปลอบโยนแล้วตรัสถามด้วยปรานีว่า

ภราดร เจ้าเป็นอะไรไปหรือ ?”

เมื่อไม่ได้คำตอบ ก็ตรัสถามมหาดเล็กว่า ฉันนะ คนผู้น่าสงสารนี้เป็นอะไร ?”

นายฉันนะทูลสนองว่าพระยุพราชพระจ้าข้า คนนี้ เขาเจ็บเป็นกาฬโรค แต่ก่อนเขาก็แข็งแรงอยู่ เลือดบริสุทธิ์ อย่างคนทั้งหลาย แต่บัดนี้โรคร้ายกินเขาแล้ว หัวใจเขาเพลียไป เต้นช้าและไม่เป็นจังหวะ เส้นประสาทของเขาก็ตึงเครียด เจียนจะขาด ทอดพระเนตรดูเขาสิ พระเจ้าข้า เขาชักใหญ่ ตาแดงดังไฟ หายใจแรง ประเดี๋ยวเถิด ประเดี๋ยวกาฬโรคทำลายเขาหมด เขาต้องตายอย่างทุเรศ ทรงวางเขาเสียเถิด พระองค์ ไม่ดีดอก โรคอาจติดต่อถึงพระองค์ได้

พระยุพราชหนุ่มหาอาจทอดทิ้งเขาได้ไม่ ทรงลูบคลำเขาต่อไป แล้วรับสั่งว่าฉันนะ คนอื่นก็เป็นอย่างนี้ได้เหมือนกันหรือ ?”

พุทโธ่ ได้สิพระเจ้าข้า โรคร้ายมีหลายอย่าง กลาก เกลื้อน เหน็บชา อัมพาต สันนิบาต อหิวาต์ พยาธิ และ อื่น ๆ อีก สัตว์ทั้งหลายต้องเจ็บตามยถากรรมของตน

โรคมันมาสู่คนอย่างไร ฉันนะ ? มันไม่มีตัวไม่ใช่ หรือ ?”

มันมาเหมือนงูพิษพระเจ้าข้า มาเงียบ ๆ มาเร็ว เหมือนอสุนีบาต บางคนมันก็ทำลาย บางคนมันก็เว้น

ถ้าอย่างนั้นมนุษย์ก็อยู่ด้วยความกลัว เวลาจะนอนใจเขาสั่นระริก หลับไม่สบายเลย เพราะว่าเขากลัวความเจ็บไข้ เจ็บแล้วก็พิการ และแก่อย่างนั้นหรือ ฉันนะ ?”

พระเจ้าข้า ดังนั้น

เมื่อเจ็บนาน ๆ และเมื่อชราลงมาก ๆ แล้ว เขาเป็นอย่างไรในที่สุด

ตาย พระเจ้าข้า คนเราต้องตายทุกคน นั่นอย่างไร เล่าคนตาย ทอดพระเนตรสิพระเจ้าข้า

บุคคลหมู่หนึ่งเดินคร่ำครวญสะอื้นไห้มาสู่ริมแม่น้ำ คนหนึ่งถืออ่างดินใส่ถ่านสุกแดงแกว่งนำหน้ามา ถัดไปก็ญาติ โกนผมแสดงความทุกข์ ผ้าพันศีรษะไม่มี ปากเขาร้อง รามะ-โอ รามะจุ่งโปรดถัดจากนั้นก็มีคนหามแคร่ไม้ ไผ่ ภายในมีผี ซากศพแข็งผอมแห้ง ขาเหยียดตึง สีข้างกลวง ซี่โครงขึ้นเป็นอัน ๆ ยิงฟันแหง กายนั้นชโลมด้วยขมิ้นและเหลือง เขานำไปยังจิตกาธานริมลำธาร แล้วก็จุดไฟขึ้นเผา หนังแห้งเกราะ ไหม้เร็ว กระดูกแตก ควันขึ้นโขมง ไฟกระหึ่มคราง แล้วค่อย ๆ มอดลง ร่างกายหายไปแล้ว เหลือแต่กระดูกชิ้นเล็กน้อยเป็นสีขาวอยู่ในถ่านสีแดง-อนิจจา

เจ้าชายหนุ่มตรัสว่า นี่หรือที่สุดของคนทั้งหลาย

พระเจ้าข้า นี่แหละคนเราซึ่งเดินไปมานี้ พอตายแล้ว ซากเขาก็ไร้ค่า เขาไม่มีความรู้สึก ไม่รู้จักเจ็บจักทุกข์ ไม่ รู้จักสนุกสบาย อัคคีเผาไหม้เขาก็ไม่รู้ เขาไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็นต่อไป คนร้องไห้เขาก็ไม่รู้ สัตว์โลกทุกตน ไม่อยู่ยั่งยืนได้ เขาต้องเป็นดังนี้ เขาต้องตายด้วยอาการต่าง ๆ กัน คนผู้ใหญ่ ผู้น้อย แม้กระทั่งสัตว์ก็เหมือนกันหมด นี่แหละคือ สภาพของสัตว์โลก การหมุนเวียนของสัตว์โลกเป็นดังนี้ พระเจ้าข้า

พระสิทธัตถะได้สดับ ก็น้ำพระเนตรไหล สะอื้นไห้ด้วยความสงสารเหล่ามนุษย์ ทรงแหงนดูอากาศ และกลับทอดพระเนตรดูปฐพี แต่ทรงทำอยู่ดังนี้ก็หลายครั้ง พระทัยครุ่นคำนึงถึงแต่ความทุกข์ของโลก

โอ้ โลกนี้หนอเศร้านัก เพื่อนมนุษย์ของเราจักต้องพบโรคาพยาธิ ต้องแก่ ต้องตาย ความสุข ไม่อยู่ยืนนาน แม้ความรักก็ต้องจบสิ้นด้วยมัจจุภัยเป็นที่สุด และเมื่อตายแล้วก็เกิดใหม่ รับทุกข์ต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น ที่เราหลงระเริงอยู่นี้ ก็เป็นความสุขปลอมทั้งสิ้น ความสุขของเราเองก็เช่นนั้น แต่ก่อนนี้เราไม่รู้เลย ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินสิ่งเหล่านี้ ชีวิตสุขของเราจะเปรียบก็ไม่ผิดกระแสน้ำ ไม่ไหลผ่านเฉพาะสวนบุปผชาติและบ้านเรือนเท่านั้น มันจะต้องผ่านโขดหินโคลนตม และก็ไปสุดลงที่ห้วงมหรรณพ ม่านที่เคยบังตาอยู่ก็จะเผยให้เห็นความทุกข์ เราเองก็ไม่ผิดอะไรกับเขาเหล่านั้น ที่อ้อนวอนให้พระเจ้าช่วยทุกข์ แต่ก็หาได้รับความช่วยไม่ บางทีเทพเจ้าจะทรงต้องการความช่วยเหลือด้วยกระมัง เพราะเมื่อคนร้องไห้นั้น ท้าวเธอไม่ทรงช่วยเหลือ หรือว่าท้าวเธอจะทรงมีอำนาจน้อย พระพรหมทำไมจึงสร้างโลกให้ลำบากดังนี้ จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องมีผู้ช่วยเหลือ คนทุกข์ยากทั้งหลาย ถ้าฉันช่วยได้ ฉันจะไม่ให้ใครต้องร้อง ไห้เลย

ฉันนะ พาเรากลับบ้านเถิด เราได้เห็นหมดแล้ว เอ็นดูช่วยพาเรากลับบ้านด้วย

พระราชบิดาได้สดับความไม่สบายพระทัยของพระโอรส ก็เร่งสั่งให้นายยามกวดขันเรื่องคนเข้าออกกว่าแต่ก่อน จะลดหย่อนได้ก็เมื่อครบเจ็ดวันหลังจากทรงสุบินแล้ว

บทที่ ๔

จันทร์เพ็ญในจิตรมาส

ในที่สุด วันกำหนดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงสละโลกียสุขและอำนาจอันใหญ่หลวง ไปบำเพ็ญญาณเพื่อจะหาทางดับทุกข์ และแสวงสุขอันไม่มีที่สิ้นสุดก็มาถึง

วันนั้นเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนเมษายน พระจันทร์เต็มดวงสว่าง ส่องแสงอันสุกสกาวเป็นนวลใยลงจับต้นมะม่วง ซึ่งมีลูกเป็นพวงสุกหอม ดอกอโศกเริ่มบานส่งกลิ่นหอมหวน ไปทั่วทั้งพระนคร ลมพัดเฉื่อย ๆ ลงมาจากยอดเขาหิมาลัย แสงนวลใยของดวงจันทร์กระจ่างจับโลกดูแจ่มใส สรรพสำเนียงใด ๆ ก็เงียบสงัด แว่วแต่เสียงจิ้งหรีดและเรไรกรีดร้องระงมไปทั่วสนามหญ้า นานๆ จึงจะได้ยินเสียงทหารยามตีกลอง และร้องขานเวลาเปลี่ยนเวร มันเป็นเวลาอันเงียบสงัด และเป็นสุข

แต่ในคืนวันนั้นเอง พระนางยโสธราผู้ยอดรักของพระบรมโอรส หาอาจบรรทมหลับสนิทไม่ พระเทวีหวาดผวา สะดุ้งตื่นทั้งองค์ แล้วกันแสงไห้ จับพระหัตถ์พระสวามีมาจูบถึงสามครั้ง ด้วยพระอาการหวนละห้อย พระสิทธัตถะตื่นบรรทมขึ้นถามว่า กันแสงด้วยเรื่องอะไรกัน พระนางเล่าถวายว่า พอหลับเนตรลงก็ทรงเห็นสามสิ่งน่าสะพรึงกลัว

เมื่อหลับเนตรครั้งแรก ทรงเห็นโคเผือกผู้ขาวผ่องตัวหนึ่ง กายกำยำสมเป็นจ่าฝูง ที่หน้าโคนั้นมีแก้วมณีเม็ดใหญ่ซึ่งตกลงมาจากฟากฟ้ามาติดอยู่ รัศมีดวงมณีนั้นโชติช่วงชัชวาลยิ่งนัก วัวผู้เดินอย่างแช่มช้าออกพระทวารไป หามีใครขัดขวางไว้ไม่ ทั้ง ๆ ที่มีเสียงร้องลงมาจากเบื้องบนว่าถ้าปล่อยโคออกไปแล้ว ความรุ่งเรืองพระนครจะหมดไปด้วยพระนางทรงร้องสั่งให้คนปิดพระทวารไว้มั่น และพระองค์ก็ทรงกอดคอโคนั้นไว้ แต่โคพยศแผดเสียงร้องก้องกังวานแล้วเผ่นทะยานออกนอกประตูไป พระนางก็ทรงสะดุ้งผวาขึ้น

ครั้นระงับหลับเนตรลงใหม่ ก็ทรงสุบินเห็นเทพเจ้าสี่องค์เสด็จลงมาจากฟากฟ้ามาสู่พระนครนี้ ในขณะเดียวกัน ธงชัยหน้ารถทรงอินทราธิราชก็หักสะบั้น แล้วมีธงใหม่ขึ้นปลิวสะบัดแทน ธงนั้นมีรัศมีสีแดงสดใส มีอักษรเงินปักไว้ เมื่อใครอ่านเข้าก็มีความยินดียิ่ง ลมพัดมาเฉื่อย ๆ คลี่ธงออกให้คนเห็นตัวหนังสือ แล้วบันดาลมีดอกไม้สีต่าง ๆ โปรยปราย ลงมาดังสายฝน อันพรรณบุปผาชนิดนี้ในพระอุทยานหามีไม่

พระสวามีตรัสว่าฝันอย่างนี้ก็ดีแล้วนี่

แต่พระนางทรงเล่าคือไปว่ายังมีอีกเพคะ ในตอนท้ายของฝัน หม่อมฉันได้ยินเสียงร้องดังสนั่นหวั่นไหวว่า จวนถึงเวลาแล้ว เวลากำหนดใกล้เข้ามาแล้วหม่อมฉันเลยสะดุ้งตกใจตื่นขึ้น

พอหลับไปอีกเป็นครั้งที่สาม ก็ทรงสุบินว่า พระนางหวาดผวาลุกขึ้นในตอนดึก ลืมพระเนตรดูทั้ง ๆ ไม่เห็นพระสวามี พบแต่เขนยเปล่ากับฉลองพระองค์ทิ้งไว้ พระนางทรงหวั่นหวาดยิ่งนัก และพอขยับองค์ลุกขึ้นนั่ง สายสะอิ้งซึ่งพระสวามีประทานให้ก็กลับเป็นงูพิษ กำไลข้อบาทหล่นกระจาย สายสังวาลขาดหลุด พุทธชาดซึ่งแซมเกศาอยู่ก็เหี่ยวแห้ง พระวิสูตรขาดหล่น แล้วก็ได้สดับเสียงโคเผือกร้องมาแต่ไกล และอีกครั้งหนึ่งมีเสียงร้องว่าถึงเวลากำหนดแล้ว

เล่าจบแล้วพระนางก็กันแสงไห้ ทูลถามว่าสุบินนี้หมายความว่าพระนางจะสิ้นพระชนม์ หรือว่าจะทรงประสบความร้ายแรงยิ่งไปกว่ามัจจุภัย คือการถูกพระภัสดาทอดทิ้ง หรือว่าพระสวามีจะถูกทำร้ายลักพาไปเสีย

พระสิทธัตถะทรงพิศดูพระพักตร์เทวี พระเนตรเปี่ยมไปด้วยความกรุณา ตรัสปลอบพระนางว่า พระองค์ทรงรักนางอยู่เสมอ แม้พระสุบินนั้นเป็นนิมิตบอกถึงมรรคอันจะนำไปสู่ความสุขและความปลอดภัยของโลก ก็ขอให้ทรงแน่พระทัยว่า พระองค์ทรงรักเธออยู่เสมอ พระนางก็ได้ทรงทราบแล้วว่า พระองค์ทรงวิตกถึงความทุกข์ของชาวโลกมานานแล้ว และใคร่จะทรงหาหนทางดับทุกข์ให้เขาเหล่านี้ พระทัยของพระองค์หาได้แปรไปรักนางอื่นไม่ หากมีเหตุใดเกิดขึ้น ขอให้นึกถึงโคผู้และธงอันสดใสนั้นเถิด อันใดที่พระองค์ทรงเสาะแสวงหาเพื่อความสุขของชาวโลกทั้งหลาย ก็จะต้องนำสุข อันสูงสุดมาสู่พระนางด้วยเหมือนกัน

เธอก็ทราบอยู่แล้วว่า ใจของพี่เป็นอย่างไร พี่รักเธอมากที่สุด เพราะว่าใจของพี่นั้น รักสัตว์มีชีวิตทั้งหมดทีเดียว ขอให้หลับเสียเถิดและไม่ต้อง สะดุ้งหวาดผวา พี่จะเฝ้าดูแลอันตรายให้

ดังนั้น พระนางยโสธราก็บรรทมหลับไปอย่างว่าง่าย หลับไปทั้ง ๆ ที่น้ำพระเนตรยังอาบพักตร์และพระทัยหวาดผวา เพราะทรงสดับเสียงว่าถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาแล้วมิได้ขาดเลย

ในยามนั้น รัชนีเต็มดวงกำลังขึ้นสูง ท้องฟ้าปราศจากเมฆหมอก รัศมีสีเงินยวงกระจ่างจับโลก ดูประดุจกลางวัน และจันทร์เพ็ญในคืนนั้นก็เสมือนจะกล่าวถ้อยทูลว่า

ราตรีนี้ เหมาะที่สุดแล้ว พระเจ้าข้า พระองค์เสด็จมาถึงทางแยกแล้ว จะทรงเลือกเอาทางของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ เคลื่อนล้อรถไปบน ความสมบูรณ์พูนสุข หรือจะทรงเลือกทางทุรกันดาร เสด็จโดย องค์เดียวไปโปรดสัตว์ทั้งหลายในโลก

และในเวลาเดียวกัน นั้น พระมหาโพธิสัตว์ทรงสดับเสียงทูลจากที่มืดว่าถึงเวลา แล้ว- ถึงเวลาแล้วเมื่อทรงได้ยินเสียงนี้พระบรมโอรสก็ทรงตะลึง พระเนตรจับนิ่งอยู่ที่ดวงรัชนีอันแจ่มใสและบริสุทธิ์

จริงหรือ ? เวลาได้มาถึงแล้ว ที่ยโสธราสุบินไปว่า ถึงเวลาที่เราจะจากโลกนี้ไปแสวงธรรมมาถึงแล้วนั้นจริงหรือ เธอได้รู้ล่วงหน้าและอ่านชะตาของเราออก ที่จริงก็ถูกของเธอแล้ว เราเกิดมาเพื่อความสุขของผู้อื่น เราไม่เคยต้องการชักดาบ และให้ล้อรถของเราหมุนไปในทะเลเลือดและบนซากศพเลย เราต้องการเดินไปตามทาง ซึ่งสะอาดผ่องแผ้ว ปราศจากเวร แม้เราจะนอนบนพื้นดิน กินอาหารอันเขาบริจาคให้ และแต่งกายอย่างคนโซก็ตาม เราจะประพฤติตนอย่างนั้น เพราะเราไม่อาจทนดื่มด่ำความสุขอยู่ในวัง แล้วทิ้งผู้อื่นให้ทรมานอยู่ได้

อนิจจา เศร้านัก โลกเรานี้เศร้านัก ใครเล่าจะช่วยโลกได้ พระเจ้าหรือ พระอินทร์ พระพรหม หรือ ? เรายังไม่เห็นว่าพระองค์ทรงช่วยใครเลย กองไฟที่ เขาก่อขึ้นบูชา และอ้อนวอนขอความช่วยเหลือนั้นมีประโยชน์อันใด ควันไฟลอยขึ้นสูง แล้วก็หายไปในท้องฟ้า มนุษย์ผู้บนบวงสรวงยังจะได้พ้นทุกข์ พ้นความเจ็บไข้ และพ้นความตายหรือ

อนิจจา ใครเล่าจะพ้นความเกิด ความตาย ความว่ายวนอยู่ในวัฏสงสารได้ แม้พระพรหมเอง พระคัมภีร์ก็ยังบอกว่าเวียนเกิดเวียนตายเหมือนกัน ไม่ผิดอะไรกับมนุษย์ และไม่ผิดอะไรกับสัตว์สี่เท้าสองเท้าและเลื้อยคลาน โลกเรานี้มืดนัก เรายังเต็มไปด้วยความไม่รู้ ความหวาดกลัว ความมัวเมาขมขื่น เราทั้งหลายตกอยู่ในห้วงทุกข์เดียวกันทั้งสิ้น

เราไม่ควรจะนิ่งอยู่ในความเพลินเพลิน ในเมื่อคนอื่น เขาต้องทุกข์ และอีกประการหนึ่ง เราเองก็หาอาจหลีกพ้น โรคาพยาธิ ความแก่และความตายได้ไม่ เราจะสละเสียซึ่งความสุขนี้ ไปแสวงหาความจริง ค้นความลับ ซึ่งแฝงอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วนำความรู้นั้นมาช่วยชาวโลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ดีกว่า อันสมบัติในโลกนี้หายั่งยืนและหาอาจทำเราให้เป็นสุขได้ตลอดไปไม่

เมื่อทรงรำพึงถึงความทุกข์ และความเวียนว่ายอยู่ในห้วงทุกข์ของมนุษย์ทั้งหลายแล้ว พระผู้ทรงสมภพมาเพื่อช่วยโลกให้พ้นจากความมืดมน ก็เปี่ยมไปด้วยความรักและความสงสารในชาวโลก พระหทัยไหวหวั่นประหนึ่งว่าความทุกข์ทั้งหลายนั้นเป็นของพระองค์เอง ตัดสินพระทัยได้ทันทีว่า จะยอมเสียสละอำนาจและราชสมบัติมไหศวรรย์ ยอมสละแม้กระทั่งพระบิดา และพระชายาผู้เป็นที่รักยิ่งพระหฤทัย

ยโสธราเอ๋ย พี่ขอจากไปก่อน ลูกน้อยของเราก็เช่นกัน ทูลกระหม่อมพระบิดาของหม่อมฉัน ยโสธราผู้เป็นที่รัก ลูกน้อยและชาวเมืองทั้งปวง ขอให้ทนความทุกข์รอไปสักหน่อยหนึ่งก่อน ขอลาออกไปเรียนพระธรรม นำแสงสว่างกลับมาให้ ตราบใดที่ยังไม่พบหนทางอันดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว จะไม่ขอกลับมาเป็นอันขาด

แล้วพระสวามีหนุ่มก็โน้มพระองค์ลงจุมพิตยโสธราแต่เบาๆ ด้วยเกรงว่าพระนางจะทรงตื่นบรรทมขึ้น เขยื้อนพระองค์ออกมาห่าง แล้วเพ่งพินิจดูพระชายายอดหทัยด้วยความรักและอาลัยอย่างสุดซึ้ง ถ้อยคำที่ร่ำไห้นั้นครวญอยู่แต่ภายใน เพราะพระองค์มิอาจเอ่ยโอษฐ์ออกวาจาให้ไปกระทบโสตพระนางได้ ทรงเกรงไปว่า พระวาจาอันเบาที่สุดนั้นจะไปสัมผัสประสาทอันหวาดไหวเป็นที่สุดแล้ว และมันจะทำให้พระนางทรงตื่นขึ้น ขัดขวางการเสด็จออกทรงผนวชของพระองค์เสีย ความรักความอาลัยนั้นสุดกลั้นได้ พระองค์ทรงปล่อยให้น้ำพระเนตรไหลลงอาบพระพักตร์ไม่ขาดสาย ค่อย ๆ ขยับพระองค์ลงจากพระแท่นบรรทม เสด็จเวียนประทักษิณสามรอบพระชายา เพื่อกันภัยมิให้มาแผ้วพานผู้เป็นที่รักซึ่งอยู่หลัง แล้วทรงยกพระกรกุมพระอุระ กันมิให้ดวงหทัยอันเต้นนั้นส่งเสียงออกมาให้กระทบโสตพระนาง จรดปลายพระบาทดำเนินไปทางพระทวารโดยเงียบ ยังไม่ทันออกไปก็ทรงชะงักด้วยหวนอาลัย พระนาง แต่ทรงหวนไปหวนมาอยู่ดังนั้นถึงสามครั้ง ในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยได้อย่างเด็ดขาด ทรงหยิบพระภูษาขึ้นคลุมพระเศียร แล้วเปิดพระวิสูตรออกไปทันที โดยไม่เหลียวมองมาเบื้องพระปฤษฎางค์อีกเลย

เบื้องหน้าพระวิสูตรนั้น เหล่านางสนมกำนัลนอนหลับอยู่ดารดาษ มองดูประดุจดอกบัวอันหุบกลีบในเวลากลางคืน นางโคตมีและคุงคาฝาแฝดทั้งคู่ผู้นัยน์ตาดำสนิท กำลังหลับเนตรพริ้มอยู่เคียงกัน พระมหาโพธิสัตว์เสด็จผ่าน ทอดพระเนตรเห็นก็ตรัสว่า

ลาก่อนเธอผู้เป็นที่รัก เราจะต้องขอลาไปก่อน เพราะถ้าเราไม่ไป เธอจะต้องตายสูญหายไปตามธรรมดาโลก แต่ว่าเมื่อตายไปแล้วไปไหนไม่มีใครรู้ เหมือนกุหลาบซึ่งเหี่ยวแห้งลงแล้ว สีอันสวยงามของมันหายไปไหน ? เมื่อเทียนดับ เปลวเพลิงหายไปไหน ? ถ้าหากเราขืนอยู่กับพวกเธอด้วยความสนุกสบายต่อไป เราจะไม่มีวันรู้เรื่องนั้นเลยเป็นอันขาด แม้ว่าจะสุขสบาย เราก็อยู่ไม่ได้เป็นอันขาด หัวใจเราระทมไปด้วยทุกข์ ในเมื่อเห็นคนอื่นต้องเป็นเหยื่อของความทุกข์ ลาก่อน เราขอลาเพื่อนรักทั้งหลายไปนำแสงสว่างนั้นกลับมา

แล้วพระผู้ยอมตัดขาดจากความสุขก็จรดปลายพระบาท ค่อย ๆ ก้าวไปยังที่ซึ่งไม่มีแสงโคม กษณะนั้นรัชนีเปล่งแสงจ้ากระจ่างงามน่ารักยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดุจทอดสายตาลงมาดูพระองค์ฉะนั้น ลมโชยมาอ่อน ๆ ชายฉลองพระองค์สะบัดพลิ้ว ดอกไม้ในสวนก็แย้มกลีบออกดังยามรุ่งอรุณ สีเหลือง แดง ชมพู ม่วงตระการตา พระพายพัดมาในคราวใด กลิ่นหอมหวนก็ตลบอบอวลไปทั้งสิ้นในคราวนั้น แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น ประหนึ่งว่า อุระพระธรณีเต้นโดดด้วยความปรีดาเป็นที่ยิ่ง ในการเสด็จออกทรงผนวช เทพเจ้าทุกห้องฟ้าแซ่ซ้องสาธุการ บรรเลงดุริยางค์ดนตรีวังเวงหวานไปทั่วทิศานุทิศ

พระโอรสทรงปลุกมหาดเล็กว่า ฉันนะลุกขึ้นเถอะ ช่วยผูกม้าให้เราที

อะไรกันพระเจ้าข้า จะทรงอาชาในเวลาดึกดื่นอย่างนี้หรือพระเจ้าข้านายฉันนะผลุดลุกขึ้น และออกอุทานด้วยความประหลาดใจ

จุ๊ย์ ค่อย ๆ หน่อย ฉันนะ ถึงเวลาแล้วที่เราจะหนีกรงทองออกไปแสวงหาความจริง และหนทางดับความทุกข์ทั้งหมดให้สิ้นไป เพื่อจะได้กลับมาช่วยคนทุกคน

อนิจจา นี่ก็เป็นจริงดังพระดาบสทำนายแล้วพระเจ้าข้า การเสด็จทุรกันดารในป่า ทรมานพระกายนั้น เป็นความดีอยู่หรือ ?”

ฉันนะ เราเกิดมาเพื่อประโยชน์อันนี้ให้แก่ผู้อื่น เราไม่ใช่จักรพรรดิ รัฐสีมาของเรานั้นกว้างขวางกว่าดินแดน ซึ่งเต็มไปด้วยมรณภัยมากนัก ฉันนะ ขอม้าให้เราเถิด

พระเจ้าข้า แล้วพระชนกเล่า ? พระองค์ก็จะทรงโศกเศร้า หทัยสลาย เพราะความสุขของพระบิดานั้นอยู่ที่การได้เห็นพระองค์ทรงเป็นมหาจักรพรรดิดังนี้ แล้วพระยุพราชจะกลับมาโปรดพระบิดาได้อย่างไร พระเจ้าข้า?”

ความรัก ซึ่งเต็มไปด้วยห่วงผูกพันนั้นมิชอบดอก เรารักบิดาเราเหมือนอัน แต่รักความจริง และรักที่จะสร้างความสุขให้แก่โลกมากกว่า ฉันนะ ขอม้าให้ฉันเถิด

นายฉันนะเหลือที่จะทัดทานได้ ก็ลุกขึ้นไปหาม้ากัณฐกะด้วยใจสลดระทด จัดแจงแปรงขนให้ แล้วผูกอาน รัดสายหนังฝังเพชรโชติช่วง ใส่โกลนทองทั้งคู่ เสร็จแล้วนำมาถวาย อัสดรแสนรู้มองเห็นเจ้านาย ก็วิ่งเข้าหาร้องก้องสนั่นด้วยความยินดี แต่เทพเจ้าปิดกรรณคนทั้งหลายหาให้ได้ยินไม่

พระสิทธัตถะจับเส้นผมม้า ตบคอ แล้วก็ระซิบบอกอาชาไนยว่ากัณฐกะ อย่าเอะอะไปนะ เราจะไปแสวงหาความจริงเพื่อเอามาช่วยทุกข์คนทั้งหลาย จะไปพบ ณ ที่ใด นั้น เรายังรู้ไม่ได้ จะลำบากยากแค้นเพียงใด เรายังรู้ไม่ได้ กัณฐกะ ช่วยพาเราหนีไปด้วยนะ พอเราแตะสีข้างขอให้ควบไปเร็วดังลม ดังไฟ ดังอากาศ ขอให้เจ้าเป็นกำลังช่วยเรา ในการทำงานเพื่อประโยชน์ของโลกด้วย ช่วยพาเราไปให้พ้นกบิลพัสดุ์ก่อนสว่างนะ

พอตรัสขาดคำก็เสด็จขึ้นหลังอาชา ม้าทรงแสนรู้ควบออกลิ่วไปโดยเร็ว และเมื่อถึงกำแพงประตู ก็กลายเป็นพระทวารเปิดออกเองอย่างง่ายดาย เหล่าทหารยามทั้งหลายพากันหลับสนิท ทั้งร้อย ทั้งพัน ด้วยมิอาจทนลมอันโชยเฉื่อยสบายนั้นได้

ไม่ทันรุ่งสาง พระโอรสก็เสด็จพ้นกรุงกบิลพัสดุ์เข้าเขตป่า พอไปถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา อันมีคลื่นสาดฝั่งอยู่ซ่า ๆ เป็นฟองขาว พระองค์ทรงหยุดกัณฐกะ เสด็จลงจากอาชา ทรงจุมพิตกัณฐกะระหว่างกรรณ แล้วตรัสแก่นายฉันนะว่า

เราขอบใจมาก ในการออกมาด้วยในครั้งนี้ จงแน่ใจเถิดว่าเรารักเจ้าเสมอกับที่เจ้ารักเรา เราถึงที่หมายแล้ว ช่วยนำม้ากลับไปบ้านด้วย สร้อยคอไข่มุกนี้หนักเกินไป เครื่องทรงนี้ก็ไม่เหมาะแก่สภาพของเราแล้ว เข็มขัดก็เอาคืนไปเสียด้วย และอ้อ เกศาของเรายาวนัก ช่วยตัดให้ด้วย นำไปถวายพ่อด้วยนะ ทูลว่า ลูกชายขอกราบลา จนกระทั่งไปเรียนรู้สิ่งที่เขาต้องการแล้วจะกลับวัง พร้อมด้วยแสงสว่างแห่งปัญญาอันจะพาโลกให้พ้นความมืดมน มันเป็นสมบัติที่เลิศกว่าสมบัติจักรพรรดิยิ่งนัก ช่วยทูลด้วยว่า ลูกชายทูลลาไป ทั้งนี้เพราะรัก รักและหวังให้ทุกคนได้เป็นสุขทั่วหน้ากัน ไปบอกด้วยนะ ฉันนะว่า เราจะกลับมาช่วยโลก

บทที่ ๕

ดาบสหนุ่มแห่งรัตนคีรี

ล้อมรอบเมืองราชคฤห์แห่งพระเจ้าพิมพิสารนั้น มีปัญจคีรีภูเขา ๕ ยอดเป็นอาณาเขตกางกั้น ยอดหนึ่งคือไพภาระ เขียวชอุ่มอยู่ด้วยต้นมะนาว ยอดหนึ่งคือพิบูลละสูงใหญ่ ที่เชิงเขามีแม่น้ำอุ่น ๆ ไหลผ่าน ยอดหนึ่งชื่อตะโปวัน ทอดเงามืดทะมึนลงไปในสระกว้างใหญ่ มองดูดุจมีหินดำตระหง่านอยู่ใต้น้ำ ยอดหนึ่งชื่อคิชฌกูฏ และอีกยอดหนึ่งซึ่งอยู่ทางบูรพทิศนั้นมีนามว่ารัตนคีรี ด้วยเป็นที่เกิดของแก้วมณีหลายหลาก มีรอยทางจรคดเคี้ยวอยู่แถบดงไผ่ ผ่านหญ้าฝรั่นและ ป่าอัมพพฤกษ์ ผ่านศิลาน้อยใหญ่และหินขาวบริสุทธิ์ด้วยน้ำนม ทางลาดไปตามไหล่เขา ซึ่งดารดาษไปด้วยดอกไม้ป่านานาพรรณ ค่อย ๆ สูงขึ้นไปทางทิศประจิม จนกระทั่งถึงป่ามะเดื่ออันให้ร่มเงา บังแสงตะวัน ตรงหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง ท่านทั้งหลายผู้มาถึง ณ ที่นี้ ควรถอดรองเท้าและโน้มเศียรลงอภิวาทน์ จะหาที่ใดบริสุทธิ์และควรแก่การเคารพยิ่งไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะว่าพระผู้ทรงสละบัลลังก็จักรพรรดิของเราได้เสด็จมาประทับอาศัย ณ ที่นี้

พระองค์ทรงละเพศฆราวาส คลุมองค์ด้วยจีวรเหลือง เสวยอาหารอย่างแร้นแค้น ซึ่งฝูงชนบริจาคถวาย ค่ำลงก็บรรทมบนพื้นหญ้าแต่องค์เดียว สดับเสียงเสือคำรณร้องกระหึ่มครางรอบถ้ำ ด้วยพระทัยอันสงบเยือกเย็น ทรงบำเพ็ญสมาธิสงบนิ่งประดุจภาพปั้น นิ่งนานและไม่รู้สึกเลย แม้กระทั่งเวลาที่ลูกกระรอกซุกซนขึ้นไปวิ่งเล่นบนพระเพลา นกเล็ก ๆ นำลูกอ่อนมาวางที่ซอกพระบาท พิราบบินมาจิกข้าวจากบาตรข้าง ๆ พระองค์

นักบวชหนุ่มจะประทับเข้าสมาธิตั้งแต่เวลาเที่ยง ตะวันเผาโลกแผดแสงจ้า จนกระทั่งถึงเวลาอาทิตย์อัสดง พระก็หาลืมพระเนตรดูดวงตะวันอันเหลื่อมเขา ว่าจะลับไปอย่างไรไม่ สีม่วงแห่งสายัณห์ลับหายไปจากเขตกว้างใหญ่แล้ว ดารกาขึ้นดารดาษท้องฟ้า นกเค้าแมวส่งเสียงร้องน่าสะพรึงกลัว แต่ พระหาได้ทรงสดับไม่ ยังคงสงบพระทัยนิ่งอยู่กับการใคร่ครวญหาเหตุผล สืบสาวเรื่องราวของชีวิตว่ามันตั้งต้นมาอย่างไรกัน และไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แต่ทรงคิดอยู่ดังนั้นจนถึงเวลาดึกสงัด โลกเข้าสู่นิทรา สัตว์ป่าออกแสวงหาอาหาร น่าเกลียดน่ากลัว ประดุจความโลภ โกรธ โทสะ และริษยา อันมีข้องอยู่ในดวงจิตแห่งบุคคล

พระองค์จะเสด็จบรรทมเมื่อศศิธรจะลับขอบฟ้าอยู่รำไรแล้ว แต่ยังไม่ทันรุ่งสางก็ตื่นบรรทม เสด็จยืน ณ ที่มืดบนเขา ทอดพระเนตรภูมิลำเนาพื้นที่ซึ่งหลับอยู่ ด้วยพระทัยเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย ลมเช้าโชยมาเอื่อย ๆ รุกขชาติสะบัดใบ บอกอาการพลิกฟื้นตื่นจากนิทรา

ณ ทิศบูรพานั้น รัศมีแห่งเวลาเช้าทอแสง พอไก่ขันเป็นครั้งที่สอง สีขาว ณ ขอบฟ้าก็ขึ้นมาแต่ไกลแล้วยิ่งแผ่สูงขึ้นทุกที ๆ ดาวประจำเมืองต้องริบหรี่ หลีกให้แสงทองมาจับยอดเมฆดูอร่ามไปทั่วทิศ แล้วสีค่อย ๆ แปรเป็นสีหญ้าฝรั่นจับเมฆดูแดงแจ่มจ้า ที่แดงเข้มไหม้ก่ำก็มี แล้วดวงตะวันผู้ทำแสงสว่างก็ขึ้นจากขอบฟ้า พระดาบสทรงต้อนรับสุริยาตามแบบฤๅษี เสด็จสรงน้ำ ทรงสบงจีวร แล้วเสด็จออกบิณฑบาตตามถนน ประชาชนทั้งหลายมีใจศรัทธา เอาอาหารมาถวาย เหล่ามารดาพอเห็นพระฤๅษีพักตร์ผ่อง เนตรสุกใสประดุจเทวา ก็บอกให้ทารกกราบไหว้ จุมพิตบาทหยิบชายสบงประจงแตะหน้าผาก

พระเสด็จดำเนินไปด้วยพระทัยอิ่มเอิบ มองเห็นชนทั้งปวงเป็นสหายผู้ร่วมทุกข์ในโลก พระพักตร์ผ่องสดใส เหล่าสาว ๆ อินเดียผู้มีเนตรดำได้ยลพักตร์ ก็บังเกิดความเสียววาบในดวงใจ นี่คือเทพบุตรในความฝัน นางทั้งหลายนึกดังนั้นแล้ว ก็บังเกิดความรักและบูชา อาการประหม่าอายเห็นได้ชัด แต่พระก็ตอบสันถวไมตรีของเขาด้วยพจมาลย์เหมาะสมสุภาพราบเรียบ แต่สง่า แล้วพระก็เสด็จกลับวิเวกสถานที่ประทับเหนือคีรีรัตนานั้น

ตามไหล่เขารัตนคีรีนั้น มีพระฤๅษีมาบำเพ็ญตบะอยู่หลายตนด้วยวิธีต่าง ๆ ท่านเหล่านี้ถือกายเป็นศัตรูของจิต จึงกระทำกายให้เจ็บปวดสาหัส จนประสาทปราศจากความรู้สึกอันใด ต่างก็ซูบเศร้าหมอง ใช้วิธีทรมานตนต่าง ๆ กัน บ้างยืนชูแขนขึ้นฟ้าตลอดทิวาราตรี จนแขนที่พ่วงพีกลับซูบซีด เหี่ยวแห้ง มองดูคล้ายกิ่งไม้บนพฤกษ์ซึ่งยืนตาย บ้างกำมือแน่นจนเล็บทะลุมือ บ้างเอาเหล็กแหลมขีดกายาเป็นริ้วรอย บ้างเอาธุลีคลุกกายดูน่าเวทนา บ้างก็สมาคมกับศพอันน่าเปื่อย กลิ่นเหม็นคลุ้ง บ้างเอางูร้ายมาพันคอ และบ้างก็ร้องว่าศิวะ ๆวันหนึ่งนับได้ถึงหลายพันครั้ง

เขาทั้งหลายเหล่านี้ ดู ๆ ก็น่าเวทนายิ่งนัก หัวต้องแดดเกรียมไหม้ ตามืดมัว เนื้อเหี่ยวย่น ที่กินข้าววันละเม็ดก็มี ที่ทำกายให้พิการก็มี ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อในพระคัมภีร์ที่ว่า ความทุกข์ของใคร(ที่)ทำให้ พระเจ้า(ผู้)ประทานทุกข์มา รู้สึกอายได้ เขาก็จะกลายเป็นเทพเจ้า พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นอาการน่าเวทนาเหล่านี้แล้ว ก็ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก ตรัสถามว่า การทำอัตตทรมานเพิ่มทุกข์ให้แก่ชีวิตซึ่งเต็มไปด้วยทุกข์อยู่แล้วนั้น เพื่อประโยชน์อันใด

พระอเจลกะหัวหน้าพระโยคี ทูลตอบว่า เพื่อจะได้ปลดบาป ทำจิตให้บริสุทธิ์

พระราชบุตรตรัสว่าโน่นแน่ เมฆสีทองบนฟ้าอัน ล้อมรอบวิมานพระอินทร์ของท่านนั้น มาจากไอน้ำทะเลลอยขึ้นไปจับกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วตกลงมา ไหลไปตามชอกหิน เป็นลำธาร แล้วเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลไปเป็นมหาสมุทรดังนี้ ใช่ไหมท่าน? อันใดสูงขึ้นไปแล้วก็ต้องตกลงมา ท่านรับทุกข์ พ้นทุกข์แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไรอีก ต่อไปท่านก็รับทุกข์อีกนั่นเอง เพราะท่านซื้อสวรรค์ด้วยโลหิตและเนื้อ เมื่อหมดราคาก็ต้องตั้งต้นใหม่

พระฤๅษีตอบว่าจะเป็นดังนั้นก็ตามใจ แต่เราเกลียดเนื้อนัก มันถ่วงจิตให้ตกยาก เราต้องทรมานมันเพื่อปล่อยจิตให้เป็นอิสระ จะได้ไปสู่สวรรค์

ทรงถามว่าอันชีวิตที่ไหน ๆ จะต่างกันละหรือ เทพเจ้าของท่านไม่มีทุกข์หรือ ?”

ทูลตอบว่าก็มีอยู่ แต่มหาพรหมไม่เปลี่ยนแปลง

ถ้าเช่นนั้นท่านจะทรมานกายไปทำไม ควรหรือที่จะทำร้ายร่างกายซึ่งรับใช้จิต ร่างกายสูญไปเสียแล้ว ท่านจะบำเพ็ญภาวนาหาความจริงอยู่ได้หรือ ? ท่านพ้นเรือนร่างซึ่งเราอาศัยอยู่แล้ว เราจะอยู่ที่ไหน เมื่อดวงตาของเราหายไป เรา จะเอาอะไรมาส่องดูว่า ทางไหนดี ทางไหนเราควรเลือกเดินเล่า

เราได้เลือกแล้วราชบุตร เราจะไปทางนี้ แม้จะเป็นทางไฟก็ดี ถ้าท่านรู้ว่าทางใดดี จงบอกเรา ถ้าท่านไม่รู้ จงไปเสียเถิด ราชบุตร

พระพุทธองค์ในภายหน้าทรงสดับคำดาบส ก็เสด็จดำเนินหลีกมาเสียจากฤๅษีทั้งหลาย ทอดพระเนตรดูเหล่าปักษา และพฤกษชาติอันขึ้นอยู่ริมทางจร แล้วทรงรำพึงว่า อันต้นไม้ และสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จะมีปัญญาก็ด้อย หาสู้มนุษย์ได้ไม่ แต่มันมีความสุข มันเจริญ และงอกงามตามแนวที่ธรรมชาติสร้างไว้ หาได้เพียรจะทำตนให้สูงขึ้นไปกว่าภาวะเดิมของตนไม่ คนเราสิหนอ คนเรานั้นชื่อว่าฉลาดเหนือสัตว์ทั้งปวง ไฉนจึงทำร้ายร่างกายทรมานตน เพื่อหาความสุข ดูพิกลนัก

กษณะที่พระองค์ทรงรำพึงอยู่นั้นเอง ก็ทอดพระเนตรเห็นฝุ่นฟุ้งมาแต่ไกล แกะและแพะหมู่หนึ่งกำลังถูกไล่ต้อนลงมายังชายเขา บางตัวก็เดินมาดี ๆ บ้างก็เดินไถลออกนอกทาง บางตัวก็แวะกินหญ้าใต้ต้นมะเดื่อ ซึ่งเอนต้นออกไปเหนือลำธารน้อย ๆ นายเมษบาลเห็นดังนั้นก็ตีเกราะร้องเรียกให้เข้าคืนที่

ลูกแกะตัวหนึ่ง เล็กกะจ้อยร่อย เดินขากะเผลกมาข้างหลัง เลือดไหลเป็นทาง มันหาอาจเดินให้ทันฝูงแกะดี ซึ่งไปข้างหน้าไม่ แม่แกะก็พะว้าพะวัง อ้อมไปเรียกลูกข้างหน้าแล้ววกมาดูลูกตัวหลัง เป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก นักพรตหนุ่มทรงเห็นเข้าก็สงสาร เสด็จไปอุ้มลูกแกะน้อยขึ้นแล้วบอกแก่แม่มันว่าจง เดินไปดี ๆ เถิด ข้าจะอุ้มลูกของเจ้าไปให้เอง

อันแกะฝูงนี้เขาต้อนไปเข้าพิธีบูชายัญ พระองค์ทรงทราบดังนั้นก็เสด็จตามฝูงแกะไปด้วย พอมาถึงริมแม่น้ำ หญิงหนึ่งชูหัตถ์ขึ้นพนมก้มลงกราบ น้ำตาไหลลงอาบพักตร์นางพลางทูลว่า นางนี้เองคือหญิงผู้อ้มลูกน้อยเมื่อวานนี้ ลูกของนางเล่นดอกไม้เพลินอยู่ งูตัวหนึ่งเลื้อยมาพันแขน เด็กน้อยอ้าปาก หัวร่อแล้วเอามือเปิดปากงู ทันทีพ่อหนูก็หน้าซีดและหยุดพูด นางได้มาเฝ้าพระองค์ ทูลถามว่าลูกเป็นอะไรไป จะแก้ให้กลับหัวเราะอย่างเก่าและเรียกแสงสุกใสมาสู่นัยน์ตาลูกน้อยอย่างเก่า ได้หรือไม่ พระองค์ทรงแนะนำให้ไปหาเมล็ดผักกาดมาทะนานหนึ่งจากบ้านซึ่งไม่มีคนตายเลย นางได้ไปหาแล้วทั่วทุกบ้านทุกเรือนทั้งในชนบทและในเมือง เมล็ดผักกาดนั้นมี แต่บ้านซึ่งไม่มีคนตายหามีไม่

ภคินีเอ๋ยพระตรัสตอบดังนี้เธอก็ได้พบความจริงแล้ว ลูกของเธอนั้นตายไปแล้ว ตายเหมือนกับที่คนทั้งหลายเขาตาย มันเห็นความพินาศที่ทำลายความรักอันหอมหวานให้สูญสิ้นไป แต่ทว่าหามีใครเลี่ยงพ้นได้ไม่ จงทำใจให้สงบ และจงฝังลูกของเธอเสียเถิด ภคินี

แล้วพระองค์ก็เสด็จพระดำเนินตามนายเมษบาลต่อไป จนกระทั่งย่ำสนธยา นายเมษบาลพาฝูงแกะเข้าประตูเมือง ตรงไปยังสถานที่ซึ่งกระทำยัญพิธี พอพระผู้อุ้มลูกแกะอ่อนอันบาดเจ็บ เสด็จผ่านทวารา นายประตูก็จับตาพิศดูพระองค์อย่างตะลึงตะไล ชาวบ้านร้านตลาดสงบนิ่งลงทันทีเพื่อจะพิศดูพระองค์ ที่กระบุงตั้งขวางหน้าอยู่ก็รีบปัดกระบุงไปเสียให้พ้น ที่กำลังซื้อขายเกี่ยงราคาก็เลิกทะเลาะกัน ช่างเหล็กชูฆ้อนเหล็กค้างอยู่กลางอากาศ เสมียนลืมเขียนข้อความลงบนกระดาษ เพราะให้รู้สึกเลือนข้อความซึ่งตนจะเขียนไปหมด คนนับเงินก็หลงใหลไม่อาจนับต่อไปได้ ช่างทอทิ้งหูกวิ่งออกมาดู คนรีดนมก็วางมือปล่อยให้น้ำนมโคไหลรินออกมานอกถัง ต่างคนต่างถามกันว่าใคร ใคร ผู้นั้นเป็นใคร เขาอยู่ในวรรณะไหนจึงงามดังนี้ ?”

บ้างก็ว่าดูเนตรเขาซี เพื่อน เราไม่เคยเห็นใครมีเนตรงามอ่อนหวานและเต็มไปด้วยความปรานีดังนี้เลยบ้างก็ว่า เทวดาเท่านั้นจึงจะงามดังนี้

ต่างคนต่างกระซิบถามกันวุ่นวาย แต่พระองค์หาทรงเห็น ทรงฟังคำของเขาไม่ พระทัยนึกแต่สัตว์ผู้เคราะห์ร้ายจะต้องมาเป็นเหยื่อยัญกรรมอย่างน่าสงสาร เพราะมันเป็นสัตว์ไร้เดียงสา และขาดผู้นำ แสนจะอ้างว้างว้าเหว่ใจ

ในท้องพระโรงซึ่งกระทำยัญพิธีนั้น องค์พระเจ้าพิมพิสารราชาเสด็จประทับอยู่กลาง สองข้างท้องพระโรงด้านซ้ายขวาเป็นแถวยาวนั้น เป็นที่ของเหล่าพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาว นั่งสาธยายมนต์ พลางหยอดน้ำมันลงเลี้ยงไฟให้ลุกสว่างคราง แลบเลียเครื่องหอม มีกฤษณา เครื่องเทศ กลัมพักและน้ำ โสม พร่ำภาวนาว่า โอม โอม เชิญเสด็จพระอินทร์มาเสวยของบูชาซึ่งล้วนแต่เป็นของโปรด รอบกองกูณฑ์บูชามีทราย ไว้สำหรับซับเลือดของสัตว์ที่ถูกฆ่า แพะลายจุดตัวหนึ่งถูกมัด นอนตะแคงรอความตายอยู่ พราหมณ์จรดมีดสีขาวลงที่คอสัตว์ แล้วร้องว่า

เหล่าอสุรมารทั้งหลายจงออกจากพระวรกายพระเจ้าพิมพิสาร มาดูเลือดพุ่งจากคอแกะเป็นที่สนุกสนาน มาดมกลิ่นเนื้อย่าง ณ ที่นี้ บาปกรรมทั้งหลายของพระองค์จุ่งมาอยู่ที่แพะนี้ และให้ไฟไหม้ไปโดยพลัน

แล้วพราหมณ์ก็เงยมีดขึ้น

พระผู้สมภพมาไม่เคยเห็นความร้าย เอื้อนโอษฐ์ตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารว่าราชะ โปรดปล่อยมันไปเถิดแล้วพระองค์ก็ทรงแก้มัดให้แพะนั้นหลุดไป หามีใครกล้าขัดขวางไม่ พระองค์ทรงแสดงให้เขาเห็นว่า การฆ่าสัตว์นั้นใคร ๆ ก็ทำได้ แต่การทำให้มันเกิดมาหามีใครทำได้ไม่ ดังนั้นเราควรจะแสดงกรุณาต่อมัน ด้วยเหตุว่ามนุษย์ย่อมเลิศกว่ามัน ทั้งในทางอำนาจและสติปัญญา ควรหรือที่เราจักมาฆ่าผู้ป้องกันตัวเองมิได้ สัตว์แม้จะต่ำต้อยน้อยนิดปานใด ก็รักชีวิตของมันเหมือนกัน มันย่อมรู้สึกเจ็บ รู้จักเดือดร้อน รู้จักโทมนัส ในการต้องพลัดพราก เพียงแต่ว่ามันไม่มีปากจะพูดขอความเห็นใจเท่านั้น

เวลาเราเองเจ็บปวด เราก็ขอความช่วยเหลือ จากพระเจ้าให้อึงไป แต่แล้วตัวเราเองสิกลับใจร้าย ทำทารุณต่อสัตว์อันหาปากจะอ้อนวอนมิได้ ภราดรเอย คน สัตว์ ทั้งหลายย่อมมีชีวิตเกี่ยวดองกันทั้งสิ้น ท่านมิรู้ดอกหรือว่า มันก็มีบุญคุณแก่เรา ให้น้ำนมและปุยขนอันอ่อนนุ่ม ยังชีวิต และความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเรา และมันนั้นมอบชีวิตมอบความไว้วางใจไว้แก่เรา ผู้ซึ่งตอบแทนมันด้วยการประหัตประหาร ด้วยการโยนบาปของเราลงไป ทำลายชีวิตของมันเพื่อไถ่โทษคน ดังนี้เป็นการสมควรแล้วหรือ โทษของใคร ใครก็ต้องรับไว้ นี้เป็นธรรมดา ใครสร้างกรรมไว้อย่างไร ก็ต้องรับกรรมแห่งตนดังนั้น

บรรดาพราหมณ์ทั้งหลายเงียบเสียง ผู้ถือมีดวางมีดของตนลง องค์พระมหากษัตริย์เสด็จมาใกล้พระศาสดา ประนมหัตถ์ขึ้นฟังเทศน์ด้วยความเคารพ พระสิทธัตถะจึงทรงประกาศว่า

ภราดรเอ๋ย โลกเรานี้จะงามยิ่งนัก ถ้าหากว่าสัตว์ โลกทั้งหลายไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์จตุบาท ทวิบาท เลื้อยคลาน รักกันประดุจพี่น้องร่วมสายโลหิต และเราก็เสพแต่ผลไม้พืช ผัก เว้นเสียซึ่งการกินเนื้อสัตว์และการฆ่าสัตว์มาเป็นอาหาร

พวกพราหมณ์ได้สดับดังนั้น ก็มีใจโอนอ่อนตามพระวจนะ พากันดับกองไฟ และปล่อยแพะแกะไปเสียสิ้น พระเจ้าพิมพิสารทูลเชิญเสด็จพระองค์ครองพระนครราชคฤห์ แต่พระผู้เป็นเจ้าไม่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิ ทูลตอบกษัตริย์ว่า พระองค์ทรงสละเสียแล้วซึ่งสิ่งเหล่านั้น ตั้งพระทัยแสวงหาความจริงอันลี้ลับอยู่ต่อไป ตรัสว่า

พระสหายที่รักของหม่อมฉัน ถ้าหม่อมฉันค้นของสิ่งนี้ได้แล้ว หม่อมฉันจะกลับมาสนองพระเมตตาของพระองค์ ทั้งนี้อย่างแน่นอน

บทที่ ๖

พิณสามสายจากสวรรค์

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย หากท่านประสงค์จะไปถวายสักการบูชา สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสำเร็จพระโพธิญาณแล้ว จุ่งบ่ายหน้าไปทางทิศพายัพเถิด เลียบลุ่มแม่น้ำคงคาจนถึงภูเขาซึ่งเป็นต้นของธารน้ำนิลาชันและโมหะมา แล้วเดินต่อไป ตามความคดเคี้ยวแห่งธารน้ำ เดินไปตามใต้ร่มไม้ใบหนาจน กระทั่งถึงที่ราบในแคว้นคยา แล้วต่อไปถึงที่รกชัฏอันมีนามว่า อุรุเวลา ณ ที่นั้นมีภูเขาทราย มีป่าไม้ มะพร้าว ตาล ล้อมรอบ ทางเชิงเขามีน้ำใสสะอาด เหล่ามัจฉาเต่าปูอาศัยอยู่เป็นที่สำราญ ชาวคามนิคมปลูกบ้านของตนอยู่อย่างสงบ ภราดร เอ๋ย เมื่อไปถึงที่นั้นแล้ว ขอท่านดำเนินเข้าไปจนกระทั่งถึง ร่มไม้โพธิ เมื่อไปถึงที่นั้นแล้ว จุ่งก้มเกล้าทำความเคารพเถิด เพราะว่า ณ ที่นั้นแล พระบรมศาสดา ผู้เป็นที่สักการะของเราได้สำเร็จพระโพธิญาณ ซึ่งพระองค์ก็แสวงหามาได้ยากยิ่ง และโดยปราศจากครูสั่งสอน

เมื่อพระสิทธัตถะนักบวชทรงเห็นว่า การทรมานตนอย่างโยคีทั้งหลายนั้นเป็นการไร้แก่นสาร และไม่เป็นทางไปสู่มรรคผลอันใดแล้ว พระองค์ก็เสด็จละจากนิวาสสถาน ณ รัตนคีรี มาบำเพ็ญภาวนาอยู่ในป่าอันเงียบสงัด ในแว่นแคว้นคยานี้ เฝ้าแต่ทรงพิจารณาดูทุกข์ของตน ดูทางแห่งทุกข์ ดูเหตุผล ดูที่มา และที่ไปของปวงสัตว์ ดูความลึกลับแห่งชีวิตทั้งหลาย พระองค์ทรงนึกอยู่แต่ดังนี้เป็นเวลาหลายเดือน เฝ้าแต่เพียรบำเพ็ญตบะจนกระทั่งลืมเสวย ลืมบรรทม มิทรงหิวเลย จนกระทั่งหลายวันล่วงไป ครั้นรู้สึกองค์เห็นบาตรว่าง มีแต่ผลไม้อันนกนำมาทิ้งไว้ ก็หยิบขึ้นเสวย แต่พอประทังความหิว ดังนี้ มิช้าพระฉวีอันเคยผุดผ่องก็ซูบซีดลง สิ้นสง่า พระกายาทุพพลไปด้วยการใช้ความคิดเกินกำลัง พระมังสาซูบหายไป เห็นแต่พระอัฐิขึ้นโก้งเก้งน่าเวทนา ครั้นยกพระหัตถ์ลูบองค์ พระโลมาก็ร่วงหล่นติดพระหัตถ์มา ด้วยเหตุว่าหาน้ำเลี้ยงมิได้ จึงร่วงหล่นไปประดุจใบไม้แห้งต้องร่วงจากต้นฉะนี้

เมื่อเป็นดังนี้นานเข้า วันหนึ่งพระองค์ก็หมดกำลัง เซถลาล้มฟาดลงยังพื้นดินดูประดุจคนตาย ด้วยพระอัสสาสะและปัสสาสะหยุดหาย หามีไม่ แต่บรรทมนิ่งอยู่ดังนั้น จนกระทั่ง เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งมาพบเข้า มีความเวทนายิ่ง ด้วยพระกายานั้นซูบซีดน่าสงสาร มิหนำซ้ำตะวันยังส่องแสงแผดกล้ามาต้ององค์ เด็กน้อยจึงไปหักกิ่งไม้มาปักเพื่อให้ร่มเป็นแก่พระพักตร์ จะรินนมลงโอษฐ์แล้ว แต่หากล้าไม่ ด้วยตนเองมีศักดิ์ต่ำต้อย ได้ชื่อว่าเป็นทาสเขา จึงลังเลอยู่ เพราะการกระทำดังนี้เป็นโทษแก่ตนเอง ในตอนนี้พระพุทธประวัติเล่าว่า กิ่งก้านชมพู่ซึ่งเด็ดเก็บมาปักบังพักตร์นั้นก็แตกช่อใบออกสล้าง เป็นเสมือนฉัตรแก้วอันล้ำเลิศออกกั้นองค์ เด็กผู้เลี้ยงแกะเห็นดังนั้นก็นึกว่าเทพยดา จึงยกหัตถ์ขึ้นประสานเป็นการเคารพ พอดีพระสิทธัตถะลืมพระเนตรขึ้น และตรัสขอน้ำนม

เด็กนั้นทูลตอบว่าข้าถวายมิได้ดอก เทวะผู้เป็นใหญ่ พระองค์ไม่ทรงเห็นหรือว่าข้าเป็นไพร่ จะทำให้พระองค์สกปรกไป พระเจ้าข้า

พระบรมครูตรัสตอบว่าเด็กเอ๋ย เราทุกคนมีโลหิตสีแดงเหมือนกัน ไม่มีเจ้า ไม่มีไพร่ ความเมตตากรุณาทำให้ เราเป็นญาติกันหมด ไม่มีใครดอกที่เกิดมามีอุณาโลมอยู่ที่หน้าผาก คนจะต่างกันก็แต่การกระทำเท่านั้น ใครทำดีไว้เขาก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว

เด็กนั้นจึงน้อมถวายน้ำนมด้วยความปราโมทย์ยิ่ง

และก็ในวันนั้นเอง เหล่าอัปสรเยื้องกรายลงมาจากอินทรสถาน จับระบำรำร่ายด้วยความหรรษา นางหนึ่งตีเภรีมีขนยูงปักรอบ นางหนึ่งเป่าปี่ แลอีกนางหนึ่งดีดพิณสามสาย ค่อยกรายมาตามละเมาะไม้ เสียงกระพรวนเงินที่ข้อบาทดังกรุ๋งกริ๋ง รับกับเสียงกำไลกรแสนเสนาะกรรณ กษณะนั้นนางผู้ถือพิณก็ขับร้องขึ้นว่า

            ดีดพิณจับระบำงาม        จงทำสายให้พอดี

ไม่สูงต่ำพวกเรานี้                          จะเต้นรำสำราญใจ

ตึงนักสายพิณขาด                        เพลงพินาศหมดเสียงใส

หย่อนนักเสียงหมดไป                  จงทำสายให้พอดี

แล้วนางก็เต้นรำต่อไป ประดุจผีเสื้อตัวงามอันมีความหยิ่งลำพองในสีอันสวยของปีกตน มิได้นึกฝันว่า เพลงที่นางขับนั้นจะไปถึงพระกรรณพระมหาบุรุษ ผู้นั่งรำพึงอยู่ใต้ไม้ริมทาง พอนางผ่านไป พระองค์ก็ทรงเห็นแสงสว่างแห่งปัญญาทันที พระตรัสว่าอ้า คนโง่นี้ก็สอนคนฉลาดได้บ่อยครั้ง ถ้านางนี้ไม่มาขับพิณ เราก็คงจะขึงเส้นชีวิตจนตึงเกินไปอยู่ดังนี้ มันคงจะขาดลงสักวันหนึ่ง เราควรจะหย่อนลงบ้าง เพราะว่า เรายังต้องการชีวิตไว้สำหรับช่วยทุกข์คนอีกมากมายนัก

ริมธารน้ำในแคว้นคยานั้น มีเศรษฐีหนึ่งนาม เสนานี เป็นคนใจบุญและมีบริวารมากมาย ได้ภรรยาผู้งามพร้อมทั้งกายใจ ชื่อว่าสุชาดา อยู่กันมาหลายปีแล้วก็ไม่เกิดบุตร นางจึงไปบวงสรวงวิงวอนรุกขเทวดาขอบุตร ในที่สุดนางก็ได้บุตรน้อยสมปรารถนา สุชาดามีความกตัญญูต่อรุกขเทพ จึงสั่งให้ทำมธุปายาสด้วยน้ำนมโคอย่างดีต้มกับข้าวซึ่งปลูกจากดินที่ไถใหม่ ๆ ปนไปกับจันทน์ กลัมพัก และเครื่องเทศ ปรุงรสอร่อยล้ำเพื่อสังเวยเทพยดา แล้วนางก็ให้ทาสไปกวาดพื้นต้นมะเดื่อให้รื่นรมย์ ไม่นานนักทาสาก็วิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่า

ถ้าแต่ท่านผู้เป็นนาย รุกขเทวดามาแสดงองค์แล้ว รัศมีท่านเรืองกระจ่างรอบพระองค์ รอบพระนลาฏอันงามเหมือนวงเดือน พระเนตรงามน่าพิศวงยิ่งนัก ท่านโชคดีแล้ววันนี้

สุชาดาได้ยินก็รีบอุ้มลูกน้อยไปด้วยความดีใจจนตัวสั่น นางก้มลงจุมพิตธรณีแสดงความเคารพแล้วทูลเชิญให้รับมธุปายาส นางรินน้ำเกสรกุหลาบอันหอมหวานลงในพระหัตถ์ ถวายมธุปายาส กราบแล้วถอยไปยืนนิ่งเคารพอยู่

พระสิทธัตถะเสวยข้าวนั้นแล้ว ก็ตรัสบอกแก่นางว่า พระองค์หาใช่เทพเจ้าไม่ หากเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

แต่ก่อนนี้เป็นกษัตริย์ บัดนี้เราสละสิ่งนั้นเสียแล้ว มาเป็นชายพเนจร เพื่อแสวงหาดวงประทีปอันส่องใจคนให้หายมืดมัว นับแต่เวลาออกจากความเป็นกษัตริย์มาก็หกปีเข้านี่แล้ว เราใช้เวลาค้นหาดวงประทีปนั้นทุกวัน ทุกวัน อดอยากตรากตรำจนร่างกายไม่มีแรง เราได้มธุปายาสนี้มา ชุ่มชื่นใจนัก ขอขอบคุณภคินี และขอให้สุขของท่านยั่งยืนเถิด ภาระซึ่งลูกท่านจะนำมาให้จงบางเบาลง

แล้วพระก็ตรัสถามนางถึงเรื่องความสุขของชีวิต นางทูลตอบว่านางเป็นสุข เพราะนางพอใจในชีวิตแล้ว และนางก็มิได้สร้างบาปไว้แก่ผู้ใด

ดีแล้วภคินี เธอเป็นผู้มีสัมมาจริยะ และใจสูง เราขอเคารพ ขอให้ท่านไปสวัสดีเถิด

นางสุชาดาทูลว่าสิ่งใดที่พระองค์ต้องประสงค์ ขอให้ทรงสำเร็จเถิดแล้วนางก็ทูลลาไป

เมื่อเสร็จเสวยข้าวมธุปายาส อันนางสุชาดาผู้มีใจงาม นำมาถวายแล้ว พระสิทธัตถะก็เสด็จจากต้นมะเดื่อไปประทับยังโพธิฉายาอันรื่นรมย์ พระหฤทัยผ่องแผ้ว มองเห็นความเป็นมาเป็นไปของมนุษย์ได้โดยตลอดปลอดโปร่ง ปราศจากความขุ่นมัว

ด้วยเดชะพระบารมีคุณอันพระองค์ตั้งพระทัยจะสั่งสมไว้ให้มนุษย์ ต้นโพธิโอนอ่อนน้าวกิ่งลงบังแสงตะวันมิให้ส่องมาต้องพระองค์ เหล่าสัตว์ร้ายในบริเวณใกล้เคียงนั้นพากันสงบนิ่ง เลิกการปองร้ายซึ่งกันและกัน และซึ่งสัตว์อ่อนแออื่น ๆ นกคาบเหยื่อบินมา พอผ่านต้นโพธินั้นก็ปล่อยเหยื่อทิ้ง หุบปีกลงกระทำคารวะ ปักษาใหญ่น้อยทั้งหลายส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วด้วยความหรรษา ต่างก็สรรเสริญในพระทัยอันหวังประโยชน์สุขต่อเพื่อนมนุษย์ และต่างแซ่ซ้องถวายพรให้ประสบความสำเร็จอันยิ่งยวด ต่างบอกกันว่าพวกเราชาว โลกทั้งหลายจะได้เป็นสุขแล้วนับแต่นี้ต่อไป

ณ ราตรีอันแจ่มจรัสด้วยเดือนเพ็ญคืนหนึ่ง ขณะที่พระบรมศาสดาของเราประทับเข้าสมาธิหลับพระเนตร สำรวมพระอิริยาบถนิ่งอยู่ใต้ร่มโพธิพฤกษานั้น บรรดาพระยามาร คือ กิเลสทั้งหลาย รู้ว่าพระองค์จะข้ามพ้นวัฏสงสาร และบำเพ็ญเพียรเพื่อช่วยมนุษย์ ก็ให้มีจิตริษยา เกรงว่าพระองค์ประสพซึ่งอริยสัจอันจะช่วยปวงสัตว์ได้เป็นยวดยิ่ง จึงเตรียมพหลพลมารอเนกอนันต์มา เพื่อประจญกับพระปัญญาอันสว่างไสวของพระองค์

นายมารเหล่านี้มีดำฤษณาราคะเป็นต้น ซึ่งมี พหลพลมารคือ โทสะ โมหะ และอวิชชายันมืดคลุ้ม ต่างก็ผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ด้วยตนต่าง ๆ กัน เพื่อจะทำลายขันติ สมาธิ ของพระผู้ยิ่งนักบวชทั้งหลายให้สิ้นไป บ้างกระพือพายุโหมบดบังอากาศให้มืดคลุ้มน่าสะพรึงกลัว แล้วส่งเสียงอสุนีบาดฟาดเปรี้ยง ๆ เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งโลกสาม พระธรณีมีอาการประหนึ่งจะทรุดแตกแยกทำลาย

เมื่อเห็นพระยังหลับเนตรมิหวั่นไหว ก็เปลี่ยนอุบาย ใช้วจีไพเราะ เป็นเครื่องเล้าโลม ให้รำลึกถึงความรักอันหอมหวน แล้วมันก็บันดาลให้อากาศเสนาะไปด้วยเสียงดนตรี มีเหล่านางรำผิวพักตร์ผุดผ่องมาร่ายฟ้อน กวักหัตถ์ยั่วเย้าดำฤษณา เมื่อหามีผลไม่ ก็ใช้สมบัติจักรพรรดิมาเป็นเครื่องล่อ

ครั้นการอันนี้ไม่ก่อให้เถิดผลอันใด มันก็หันไปใช้อุบายให้พระบังเกิด วิจิกิจฉาและโมหะมืดมัวต่าง ๆ แต่พระหทัยของพระองค์นั้น ได้รับการอบรมฝึกมาอย่างดีแล้ว จึงไม่ไหวหวาดต่อกิเลสทั้งหลายแห่งดวงจิต มันจะสำแดงแผลงฤทธิ์ประการใด พระก็ไม่ไหวหวั่น คงประทับเฉยสงบพระกายนิ่งอยู่ ด้วยเดชแห่งพระบารมี อันทรงบำเพ็ญภาวนาไว้ เหล่าอสุรมารทั้งหลายก็พ่ายกระจายพินาศแก่ตนเองไปสิ้น

เป็นเวลาจวนรุ่งสางแล้ว ดวงรัชนีค่อยเคลื่อนต่ำลงยังขอบฟ้า ทั่วปริมณฑลนั้นสงบนิ่ง แม้ใบพระโพธิก็มิเขยื้อนให้ระคายโสตพระองค์ผู้พิชิตมาร พระพายรำเพยลมเย็นมาอ่อน ๆ พระสมณโคดมประทับนิ่งมิไหวองค์ หลับพระเนตร เสียจากสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่พระจักษุภายใน ทรงมองเห็นความเป็นไปในปางหลังมาได้อย่างแจ่มแจ้ง ประดุจมีดวงประทีปสุกสกาว ส่องให้บุคคลผู้ยืนอยู่ปลายทางหันกลับไปมองเห็นอดีตของตนได้ตลอดปลอดโปร่ง

พระทรงรำลึกชาติต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกล ในสมัยที่ทรงกำเนิดมาเป็นสัตว์ และเป็นมนุษย์ในชั้นวรรณะต่าง ๆ กัน นับได้ห้าร้อยห้าสิบชาติ รวมหมดจะเปรียบก็เหมือนว่าได้ทรงบทจรจากดงไม้หนามหนา และเต็มไปด้วยดินซึ่งสูบชีวิต พระเสด็จไต่เต้าไปตามเหวห้วยด้วยความลำบากยากเข็ญ พระบาทเกือบจะพลัดตกเขาเสียก็เป็นหลายครั้ง แต่ในที่สุดเมื่อผ่านซอกถ้ำห้วยละหานธารน้ำ และที่ทุรกันดารทั้งหลายแล้ว พระก็เสด็จขึ้นไปประทับอยู่ ณ ยอดบรรพต

ดังนี้จะเปรียบก็คือ การที่พระพุทธเจ้าได้ไต่เต้าจากชาติกำเนิดที่ทรามขึ้นไปจนถึงชาติอันสะพรั่งพร้อมด้วยพระบารมีทั้งหลาย อันพระเพียรสั่งสมแต่ครั้งยังต่ำต้อย พระองค์ทรงเห็นว่าอันความดีชั่วของมนุษย์นี้เป็นเสมือนกงเกวียน สร้างสิ่งใดไว้อันนั้นย่อมตามมาสนอง ทำดีก็ได้ความเบิกบาน ทำชั่วก็ถึงแก่ย่อยยับ อันความดีชั่วนั้นเป็นเสมือนตอก อันตอกตรึง แน่นไว้ จะขูดลบโยกถอนอย่างใดก็หาหลุดไปไม่ มันย่อมตามมาสนองผู้กระทำกรรมอันดีชั่วเสมอไป

เมื่อทรงพบความจริงอันนี้แล้ว ก็ทอดพระเนตรเห็นกว้างไกลออกไปถึงจักรวาลอื่น ๆ อันหมุนอยู่กลางหาว ไกลลิบลับ ดวงอาทิตย์จันทร์และดวงดาวทั้งหลายเหล่านี้ต่างก็แยกกันอยู่ แต่อยู่ห่างในระยะอันเหมาะเจาะ และต่างก็มีความสัมพันธ์กันอยู่ ตัดมิขาด ดวงอาทิตย์นั้นคุมดาวให้เดินไปตาม จักรราศีของมัน แต่ดาวและดวงอาทิตย์เกิดมาตั้งแต่ครั้งไหน ไม่มีใครรู้ จะฉายแสงสว่างนานไปอีกเท่าไรก็ไม่มีใครรู้เหมือน กัน ไม่มีที่ตั้งต้น และไม่มีปลาย แต่มีหลักธรรมอันเป็นประทีปส่องให้เห็นความเป็นจริงอันเกิดมาเองก็เป็นดังนี้ อันกฎธรรมชาติของโลกนั้นอยู่เหนืออำนาจบังคับมนุษย์และเทวดา ทั้งปวง ของอันเกิดมีขึ้นมาแล้วต้องหมดไปแล้วก็ตั้งต้นกันใหม่ การเกิดการทำลายเป็นไปอยู่ทุกแห่งหน จักขัดขืนความจริงอันนี้หาได้ไม่ สัตว์โลกเกิดมาแล้วก็ต้องตาย เมื่อตายแล้วก็เกิดใหม่ แต่วนเวียนรับทุกข์อยู่ดังนี้ไม่มีวันสิ้นสุดลงได้

ดังนั้นพอเข้าปัจจุสมัยจวนสว่าง ความลับทั้งหลายก็กระจ่างแจ้ง ทรงเห็นความจริงอันหนึ่ง คือความทุกข์ ซึ่งตรึงสัตว์ทั้งหลายให้แน่นอยู่กับโลก เป็นเสมือนหนึ่งเงาอันตามตนอยู่ จะสลัดไปได้ก็เมื่อชีพสิ้นไปแล้วเท่านั้น

ทุกข์นั้นคืออะไร ทุกข์นั้นคือความไม่เที่ยงแท้ คือ ชรา และ โรคาพยาธิทั้งหลาย คือความโกรธ เกลียด โลภ หลง และ ความยินดียินร้ายอันตนตัดไม่ขาด คือตัณหาและความกระหาย จะได้ซึ่ง ลาภ ยศ สมบัติ และสรรเสริญ รวมทั้งสิ่งเพลิดเพลินเจริญใจอื่น ๆ คือความข้องอยู่ในโลก ความอยากมีชีวิตไม่รู้จักดับ คือความเบื่อหน่ายแล้วซึ่งโลกนี้ อยากจะทำลายตนไปเสียให้พ้น ซึ่งเป็นการฝืนธรรมดาของโลก ทั้งหลายเหล่านี้แล คือความทุกข์ บุคคลผู้มีปัญญา ถึงได้ตรองเห็นความจริงอันนี้ และที่มาของทุกข์ทั้งหลาย แล้วหมั่นเพียรอบรมใจให้ระงับเสียได้ซึ่งทุกข์เหล่านี้ ความสุขอันไม่รู้จักจบก็จะบังเกิดขึ้นแก่เขาผู้นั้น

พอพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสร็จสำเร็จแจ้งซึ่งความจริงของโลก และหนทางที่จะดับทุกข์ทั้งปวงให้หายไปสิ้น ทรงถอนกิเลสทั้งปวงให้หมดไป ตัดความอาลัยอาวรณ์และบรรลุถึงพระบรมโพธิญาณ ปลดทุกข์ปลดบาปไปสิ้นแล้วนั้น ก็ถึงเวลาอรุโณทัยพอดี

อะโห ดูซิทางทิศบูรพาโน้น ดวงตะวันเริ่มไขแสง ออกสอดสีม่านดำแห่งราตรี ดาวประจำเมืองซึ่งเคยแผดแสงกล้าอยู่ก็อ่อนแสงลงไปจนกระทั่งลับหาย รัศมีสีกุหลาบของพระสุริยเจ้าค่อยเปล่งแสงสุกใสขึ้นทุกที จนกระทั่งอาบไปทั่วท้องฟ้าสีเทา บรรดาขุนเขาซึ่งมีมงกุฎสีทองสวมอยู่นั้น ได้เห็นดวงตะวันก่อนใคร ๆ ทั้งสิ้น ลมเช้าโชยมาต้องเหล่าบุปผชาติ ให้เผยอแย้มกลีบออกรับรุ่งอรุณอันวิเศษไปกว่ารุ่งอรุณซึ่งเคย ฃมีมาแล้วแต่ก่อน เมฆฝนพายุกล้าทั้งหลายต่างสงบนิ่งลง ถวายอภิวันทนาการแต่พระพุทธเจ้าด้วยความเบิกบานหรรษา สีทองงามแห่งพระสุริยาทอลงจับน้ำในลำธารละหานห้วยและ ฃพุ่มพฤกษา เหล่าพฤกษาและวิหกในรังรวงว่า จงตื่นขึ้นก้มเกล้าอภิวันท์และสรรเสริญพระผู้ยอดยิ่งมนุษย์ของเราได้สำเร็จพระโพธิญาณแล้ว เสียงนั้นกระท้อนก้องไปทั้งป่า เหล่าปักษา น้อย ๆ ร้องบอกกันว่ารุ่งแล้ว รุ่งแล้ว ตื่นขึ้นไหว้พระองค์ผู้ตรัสรู้เถิดกระต้อยตีวิดบินถลาออกจากรัง นกแก้ว ร้องเสียงเจื้อย ตีทองก๊ก ๆ เรื่อย ๆ ไปเป็นการสำราญใจ บอกเล่ากันทั่วหมู่นกว่า สิ่งใดได้บังเกิดขึ้นแล้ว

ด้วยเดชะพระบารมีคุณและพระเมตตาอันใหญ่ยิ่งต่อโลก ความสงบได้แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณใกล้ไกลอย่างไม่เคยมีมาแต่ก่อน บุคคลผู้ใจเหี้ยมก็บังเกิดความอ่อนละมุนขึ้นในใจตน ที่ลับมีดแสวงคมไว้จะฆ่าเขา ก็กลับเอามีดไปซ่อนเสีย คนขี้โกงกลับเวียนนับเงินให้ครบถ้วน คนพาลสันดานหยาบและ ใจทุจริตทั้งหมดก็กลับละพยศ หวนกลับไปสู่ความดี และความเมตตากรุณา ความรักความปรานีจากหทัยพระพุทธองค์แผ่ขยายไปทั่วพิภพ นับวันจอมนักรบก็ผู้ฉกาจก็วางอาวุธของตน คนไข้กระโดดลงจากที่นอนอย่างกระปรี้กระเปร่า หัวเราะร่า ยิ้มหัวกระชุ่มกระชวย เสียงแจ่มใสดุจทราบว่า เวลาเช้าวันนั้น ความสุขได้หลั่งมาจากร่มโพธิ ณ แคว้นคยา ไหลไปทั่วทิศานุทิศ แม้พระนางยโสธราผู้เศร้าสร้อย ไม่รู้จักสร่าง ก็พลันรู้สึกสำราญพระหฤทัย ประดุจว่าความรักนั้นคงอยู่เสมอชีพ ความทุกข์ยิ่งใหญ่ในการต้องวิปโยคพลัดพรากพระสวามี ก็เป็นอันหายไปประดุจปลิดทิ้ง

เหล่าสัตว์โลกทั้งหลายพากันเป็นสุข และรักใคร่มีใจเอื้อต่อกันอย่างที่มันไม่เคยมีมาแต่ก่อนเลย

อย่าว่าแต่หมู่มนุษย์เลยหนอ แม้เทพยเจ้าก็ประกาศกัน ทุกห้องฟ้าว่าพวกเราจงยินดีเถิด พระภควันต์เจ้าสำเร็จพระโพธิญาณยันยอดยิ่งแล้วเหล่าเปรตอสุรกายก็พากันชื่นชมโสมนัส มองลงมาเบื้องล่างในโลกมนุษย์อีก ก็ได้แลเห็น กวางดาวเล็มหน่อไม้อยู่ริมที่นอน สองแม่เสือซึ่งดุ ตาเป็นมัน เมื่อวานนี้ แต่วันนี้กลับเสงี่ยมหงิมและต้อนรับนางกวางด้วยสันถวไมตรี ใต้เงื้อมหินนั้น นกอินทรีนอนไซ้ขนนิ่ง ไม่กังวลกับการโฉบเฉี่ยวสัตว์เกิน นกกินปลาที่นอนผึ่งแดดสบาย ไม่ตีปีกขยับจะงอยปากเมื่อเห็นปลาว่ายวนในลำธาร ผีเสื้อต่างสีบินวนเวียนอยู่รอบ ๆ ฝูงวิหค แต่มันก็หามีอันตรายไม่ สัตว์โลกทั้งปวงมีความรักความเมตตากันยิ่งยวด ทั้งนี้ก็เพราะพระพุทธองค์ได้ทรงชนะมารเด็ดขาดแล้ว และทรงพบพระธรรมอันล้ำลึก มีแสงสว่างแรงกล้ายิ่งอาทิตย์ ส่องโลกให้กระจ่างอยู่เป็นนิจนิรันดรนั่นเอง

พระพุทธองค์ทรงคลายพระอิริยาบถจากการประทับนิ่ง เป็นเวลานาน เสด็จลุกขึ้นยืน พระองค์ทรงรู้สึกแจ่มใส และอิ่มเอิบด้วยความปีติ พระพละซึ่งหายไปแต่ก่อนนั้นกลับคืนมาสิ้น และรู้สึกแข็งแรงขึ้นกว่าแต่เก่า พระทรงอุทานว่า

สังขารเอ๋ย เราได้พบเข้าแล้วในวันนี้ เราได้ท่องเที่ยวค้นหามาหลายชาติ แต่เพิ่งพบในวันนี้เองว่า เจ้าเป็นผู้สร้างเรือนจำอันกักขังจิตเราไว้ แต่นี้ไปเจ้าไม่อาจสร้างบ้านทำกำแพง อันเป็นของลวงหุ้มห่อเราไว้ได้อีกแล้ว สังขารเจ้ามี แต่จะผุพังหักไป ความสุขอันยอดยิ่งซึ่งเราค้นพบนั้นไม่มีวันแตกดับ ไม่มีวันทำลาย เราได้พบแล้ว เราได้ผ่านทุกข์ทั้งปวง แล้ว

บทที่ ๗

ผู้ใหญ่ยิ่งเหนือจักรพรรดิ

นับแต่พระสิทธัตถะบรมราชโอรสเสด็จออก็ทรงมหาภิเนษกรมณ์แล้ว พระนครกบิลพัลดุ์ซึ่งเคยครึกครื้นด้วยศัพท์สำเนียงเสียงสรวล และดีดลีดีเป่า ก็กลับร่วงโรยเหี่ยวแห้ง ด้วยเหตุว่าขวัญเมืองได้ปลาสนาการไปเสียแล้ว พระเจ้าสิริสุทโธทนะมีพระหฤทัยอันกลัดหนองหมองกล้า ท้าวเธอส่งคนไปสืบถามข่าวดูในบรรดาหมู่โยคี และนักพรตต่าง ๆ แต่ก็หามีผู้ใดพบพระบรมโอรสไม่ พระนางยโสธราพิมพาก็เต็มไปด้วยความโทมนัสเซื่องซึมอยู่ เธอมิได้ทรงเห็นความสดชื่นในสิ่งใด มิได้ทรงสดับสำเนียงใดแล้วเห็นว่าไพเราะ แม้เสียงสรวลของนางใน ซึ่งแว่วมาแต่ไกล เธอก็กลับยินเป็นเสียงกำสรวลไห้ทั้งสิ้น

วันหนึ่งในฤดูฝน พระพิรุณพึ่งเหือดหายไปใหม่ ๆ เม็ดน้ำฝนยังค้างอยู่บนใบมะม่วง มองดูแวววาวราวกับเพชรในยามต้องแสงตะวันสีทองอร่าม พื้นดินประดับด้วยตฤณชาติ สีเขียวสะอาด ต้นไม้แตกใบอ่อนสล้าง มองไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่ความสดชื่น ชวนใจให้ระเริงรื่นเกษมสันต์ จึงพระจอมขวัญยโสธราเสด็จออกมา ณ สระน้ำอันสวยงามในพระอุทยาน น้ำขึ้นเปี่ยมถึงขอบ แลราบเรียบราวกับแผ่นกระจกเป็นเงางาม ริมน้ำนั้นดารดาษอยู่ด้วยบัวบุณฑริก และบุษบาชนิดอื่นๆ สีเหลืองขาวแดง และสัตตบงกชตระการตา

ณ ที่ นี้พระนางเคยเสด็จมากับพระสวามี ทอดพระเนตรดูพระฉายา ในน้ำอย่างเป็นสุขสำราญใจ พระภัสดาทรงสวมกอดเธอไว้ และจุมพิตด้วยความเสน่หา พระกายามิได้ห่างกัน

มาบัดนี้สิ เงาแห่งพระสิทธัตถะนั้นหามีไม่แล้ว พระเนตรของพระนาง แก้วอันเคยแจ่มจรัส ก็จางรัศมี แสงหมดไปหามีไม่ พระปรางอันแดงระเรื่อกลับซูบซีดเหี่ยวย่น ริมโอษฐ์อันอ่อนหวานประดุจกลีบกุหลาบ กลับซีดลงเพราะความทุกข์โทมนัสถึงพระภัสดา พระเกศามุ่นไว้ก็แต่เพียงมิให้ลงปกหน้า รำคาญพระเนตร มิทรงตกแต่งให้วิจิตรเพริศแพร้วแต่อย่างใด ทรงแต่พัสตราภรณ์สีขาวปราศจากเครื่องประดับประดุจหญิงหม้าย ขณะที่ย่างดำเนิน พระกายอ่อนระทดระทวย ฝีพระบาทเบา ประดุจเท้าเลียงผา แม้ย่างลงบนใบไม้แห้ง สำเนียงใดจะเกิดขึ้นก็หาไม่ พระเนตรของพระนางก้มลงต่ำ ไม่เหลือบดูความงามของพระอุทยานแต่อย่างใด พระหัตถ์กำพระสะอิ้งไข่มุก ซึ่งพระสวามีทรงปลดทิ้งไว้ตอนเสด็จจากเมืองไป อนิจจา คืนนั้นช่างขมขื่นเสียเหลือเกิน

อีกพระหัตถ์หนึ่งนั้น ทรงกุมกรพระราหุลกุมารน้อย ซึ่งมีชันษาเข้าเจ็ดขวบแล้ว พระกุมารเต็มไปด้วยความร่าเริง ยินดี ทรงพระสรวลร่าในขณะที่ทอดพระเนตรเห็นบุปผชาติ และเหล่าปลาเงินทองแหวกว่ายอยู่ในสระ พระหัตถ์โปรยเมล็ดข้าว พระเนตรจับอยู่ที่หมู่ปลา ส่วนพระมารดานั้นเนตรสลด ทอดถอนพระหฤทัย แล้วตรัสถามแก่เหล่านกยางซึ่งถลาลงจับปลาในสระนั้นว่า ยังจะได้เห็นพระภัสดาบ้างหรือไม่ พระเสด็จแอบแฝงอยู่แห่งใดช่วยบอกด้วยเถิด ความทุกข์ครั้งนี้ทำให้ชีวิตจะขาดลงรอน ๆ แล้ว

ทันใดนั้น นางกำนัลเข้ามาทูลว่า มีนายวาณิชสองคน เดินทางมาจากหัสดินปุระ นำเครื่องเพชรมาขาย แต่สิ่งที่ล้ำค่ากว่าแก้วมณีทั้งปวงซึ่งเขานำมานั้น คือข่าวพระสวามี พระนางทรงฟัง ก็มีพระหฤทัยโลดผวาด้วยความยินดีเป็นที่สุด ลุกขึ้นตบหัตถ์สำรวล และน้ำพระเนตรไหลหยาดย้อย ตรัสสั่งให้ นางกำนัลพาเขาเข้ามาเฝ้านอกม่าน แล้วพระนางก็ทรงถามเขา จากหลังพระวิสูตรว่า

ท่านวาณิช ท่านมาจากทางไกล ท่านได้เห็นสามีฉัน และได้อภิวันทนาการ เฉพาะพระทรงเป็นพระพุทธเจ้าผู้ล่วงพ้นกิเลสและเป็นที่เคารพของโลก และพระองค์กำลังเสด็จมา ณ ที่นี้จริงหรือ ?”

พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้พบพระสวามีของพระองค์ซึ่งเสด็จหายไปจากพระนคร และบัดนี้พระองค์ทรงค้นพบพระธรรมอันวิเศษใหญ่ ยิ่งกว่าสมบัติของจักรพรรดิทั้งหลายมารวมกัน ได้ทรงนำพระธรรมอันล้ำค่านี้มาโปรดสัตว์โลกให้พ้นความทุกข์ และความเวียนว่ายอยู่ในห้วงแห่งการเกิดดับมิรู้จัก หมดสิ้น คนทั้งหลายได้เสวนาพระธรรมของพระองค์แล้ว ก็มีใจผ่องแผ้วประดุจท้องฟ้าอันปลอดฝนปราศจากเมฆ พากันตามเสด็จพระองค์ไปประดุจฝูงแกะเดินตามนาย หรือใบไม้แห้งที่ปลิวตามลม ถ้าพระบาทได้เข้าเฝ้าฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ซึ่งพระโปรดเทศน์สั่งสอนก่อนเสด็จมาจำพรรษา ณ กบิลพัสดุ์นี้ พระเจ้าข้า

พระนางทรงตอบว่า ขอบใจท่าน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เขารู้ได้อย่างไรกันว่า พระสวามีของเราสำเร็จพระโพธิญาณ โปรดบอกเราหน่อยเถิดท่านผู้อารี

นายวาณิชจึงเล่าถวายดังคำของชาวหุบเขาเล่าว่า ในคืนวันที่พญามารมาประจญพระบรมศาสดานั้น แผ่นดินเกิดไหวสะเทือนเลื่อนลั่น น้ำไหลขึ้นท่วมฝั่งทำลายทัพพญามารให้หมดไป แล้วก็ในรุ่งอรุณวันนั้นเอง โลกตื่นขึ้นพร้อมด้วยความหวังอันใหญ่ยิ่งสำเร็จลงแล้ว หลายวันมาแล้วที่โลกได้เห็น พระพุทธองค์ทรงประทับนิ่งอยู่ใต้ต้นโพธิ ทรงใคร่ครวญถึงวิธีที่จะช่วยสัตว์โลกทั้งหลาย ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ให้พ้นจากความโง่เขลาอันมืดตื้อและกิเลสตัณหา อันเป็นเครื่องถ่วงจิตให้ลงไปสู่ความเสื่อมทราม และมาในวันนั้น โลกก็ได้พบว่าพระองค์ทรงประสพสิ่งซึ่งทรงแสวงหาแล้ว แต่พระธรรมนั้นเป็นสิ่งยากลึกล้ำนัก เหลือที่คนจะตามได้ แม้จะทรงเปิดทางให้แล้วก็ดี พวกเขาจะเป็นเสมือนนกซึ่งติดกรงอยู่นาน แม้เปิดกรงให้แล้วก็ยังงงต่ออิสรภาพอยู่

ครั้นจะเสด็จไปเดี่ยว มิเปิดทางให้คนอื่นเล่า พระทัยก็เต็มไปด้วยความสงสาร ทรงปรารถนาจะให้เขาเป็นสุขด้วยกันทุกผู้ เพราะทั้งพระองค์ ทั้งเขาเหล่านั้นต่างก็มีสายโลหิตสีแดงอันเดียวเหมือนกันทั้งสิ้น และในขณะนั้นเอง ได้ทรงสดับเสียงร้องโหยหวนว่าอนิจจา เราจวนจะวินาศกันสิ้นแล้วแล้วก็มีเสียงกราบทูลอ้อนวอนว่า พระผู้มีพระภาคได้โปรดทรงแสดงพระธรรม เพื่อช่วยฝูงชน ให้เขาได้ประพฤติตามบ้างเถิด

ด้วยเหตุนี้พระองค์ผู้ทรงตรวจดูโลก และทรงหยั่งรู้ ว่า บุรุษใดควรสอนก่อน บุรุษใดควรสอนทีหลัง จึงตกลงพระทัยประทานพระธรรมแก่ผู้ต้องการศึกษา เวลานั้นไม่มีใครซึ่งอาจเรียนพระธรรมสำเร็จได้ นอกจากพระปัญจวัคคีย์ พระฤๅษี ๕ องค์ ผู้บำเพ็ญพรตอยู่ ณ ป่าพาราณสี พระพุทธองค์เสด็จไป ณ ที่นั้น แล้วก็ทรงเทศนาพระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตรแก่เขา ยังให้พระฤๅษีเหล่านั้นสำเร็จเป็นอรหันต์ ไปทั้ง ๕ องค์

อันพระธรรมซึ่งพระพุทธเจ้าเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธผู้ถวายเวฬุวนาราม อันร่มรื่นแต่พระพุทธองค์นั้น มีใจความดังที่พระราชาโปรดให้สลักไว้ในศิลา ว่าดังนี้

เย ธมฺมา เหตุปปฺภวา เตสํ เหตุตถาคโต (อาห)

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ

และในป่าเวฬุวันอันรื่นรมย์ด้วยต้นไผ่นั้น เขาเล่าว่า ได้มีการประชุมใหญ่ พระบรมศาสดาได้ทรงประกาศพระศาสนาของพระองค์ อันสรุปได้โดยความว่า

สพฺพปาปสฺส อกรณํ                        กุสลสฺสูปสมฺปทา

สจิตฺตปริโยทปนํ                             เอตํ พุทฺธานสาสนํ

อย่าก่อความบาปทั้งหลายขึ้น พึงสร้างแต่สิ่งซึ่งเป็นกุศล

ล้างจิตให้บริสุทธิ์ใสสะอาด นี่แหละ คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า (ทั้งหลาย)

เมื่อนายพาณิชเล่าจบลงแล้ว พระนางยโสธราก็รับสั่งถามว่าพระสวามีของฉันเสด็จไปแห่งใดในขณะนี้ ?

เขาทูลตอบว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ ราชคฤห์ พระเจ้าข้า หากคิดกำหนดหนทางเดินแล้ว เดือนหนึ่งก็ถึง กบิลพัสดุ์พระนคร พระเจ้าข้า

พระเจ้าสิริสุทโธทนะได้ทรงสดับดังนี้ ก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก พระองค์ทรงสั่งอำมาตย์เจ็ดคน ให้ควบม้าทะยานตรงไปยังราชคฤห์โดยเร็วพลัน ให้ทูลพระราชบุตรว่า พระบิดา ทรงพระประชวรหนัก ทรงเป็นกังวลถึงพระบรมโอรสยิ่งนัก ขอให้รีบเสด็จกลับกบิลพัสดุ์โดยเร็วเถิด บิดาจะเสด็จสวรรคาลัยอยู่แล้ว ฝ่ายพระนางยโสธราเทวีก็ทรงทำเช่นเดียวกัน ทรงตรัสสั่งม้าใช้ว่าให้รีบไปทูลพระสวามีว่า พระชายาของพระองค์ มารดาแห่งราหุลกุมาร โหยหาถึงพระองค์เป็นที่ยิ่งแล้ว พระนางได้ทรงสดับข่าวว่าพระองค์ทรงพบสิ่งอันล้ำสมบัติจักรพรรดิ จึงใคร่ทูลขอประทานสำหรับพระนางเอง และพระโอรสบ้าง

พวกขุนนางรับพระราชโองการแล้ว ก็รีบควบม้าเร็วไป แต่พอเขาไปถึงเวฬุวันวนาราม ป่าไผ่อันรื่นรมย์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์นั้น เขากลับลืมพระราชโองการของพระมหากษัตริย์เสียหมดสิ้น กลับทรุดกายลงนั่งฟังพระ สุรเสียงอันมีกังวานไพเราะจับใจด้วยกิริยาอันงวยงงหลงลืมตัวเองไปสิ้น ครั้นรสพระธรรมไหลระรินเข้าโสตแล้ว เขาก็บังเกิดจิตศรัทธา หาอาจขยับเขยื้อนตัวไปจากที่นั้นได้ไม่ ดวงใจบังเกิดความชุ่มฉ่ำเหมือนได้รับน้ำอมฤตอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้ครองความเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ ครองสบงจีวรแทนเครื่องนุ่งห่มของฆราวาสเสียสิ้น อำมาตย์หมู่ใด ๆ ก็เป็นดังนี้ไปทั่วทุกผู้

กษัตริย์เห็นท่าจะไม่เป็นการ จึงส่งกาฬุทายี พระสหาย เพื่อนเล่นแต่เล็กน้อยของพระบรมโอรสมาทูลอัญเชิญ รับสั่งเป็นบังคับว่าให้ทำการให้สำเร็จ กาฬุทายีเป็นคนเจ้าปัญญา พอถึงพระอุทยานก็ดึงฝ้ายมาอุดหูเสียมิให้สดับพระธรรมเทศนา เขาเข้าไปกราบทูลดังพระบรมราชโองการพระพุทธบิดา

พระผู้ตัดสิ้นแล้วซึ่งกิเลส ตรัสบอกแก่เขาว่ากาฬุทายี ไปทูลพระบิดาเถิดว่าเราจะไป เป็นความประสงค์และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องไป บุรุษพึงเคารพและสนองคุณผู้มีอุปการะแก่ตน ไปทูลราชาและยโสธราเถิดว่าเราจะไป

ฝ่ายพระมหากษัตริย์กรุงกบิลพัสดุ์ ยโสธราเทวี และ ชาวบุรีทั้งหลายได้ทราบข่าวว่า พระบรมศาสดาจะเสด็จสู่กบิลพัสดุ์ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง ต่างตกแต่งซุ้มประตูด้วยดอกไม้ เฟื่องมาลัยสลับไหมทอง แพรเรืองรอง สีแดง เขียว สรรหาดอกไม้หอมมาประจงประดับประดา ให้มีกลิ่นหอมเลิศ ปลูก พลับพลาประเสริฐอร่ามเรืองด้วยแสงรัตนะ ติดธงทิวปลิวไสวไปทั่ว แล้วจัดขบวนกุญชร สวมอาภรณ์เพริดแพร้ว กูบแก้วแกมหิรัญ ล้วนแต่เลือกสรรสิ่งวิเศษมาตกแต่งช้างพระที่นั่งให้เลิศลอย ควรแก่การรับเสด็จพระโอรสจอมขวัญแห่งพระนครกบิลพัสดุ์ ให้ไปรออยู่ใต้พลับพลาที่ประทับ พอพระราชบุตร เสด็จมาถึง อำมาตย์น้อยใหญ่ก็ทรุดตัวลงยอกรกราบไหว้ แล้วให้นางระบำร้องรำร่ายปรายโปรยบุปผชาติไปทั้งสถลมารค ซึ่งพระองค์ทรงควบขับพาชีผ่านไป สรรพดนตรีดุริยางค์ทั้งหลายก็ให้บรรเลงอึงมี่สนั่นไปทั่วทั้งธานี ในวันนั้นทุกคนคอยฟังเพียงระฆังตี อันเป็นสัญญาณว่าพระเสด็จมาถึงแล้ว

พระนางยโสธราเทวีรีบทรงพระวอทองเสด็จสู่เชิงเทินอันเป็นที่สูง เพื่อคอยทอดพระเนตรดูพระสวามีแต่ไกล ๆ มองไปจากปราการนั้นแลเห็นภูมิภาพโดยรอบบริเวณในป่าโน้น เนืองนองไปด้วยต้นอินทผลัม และต้นไทร ขอบทางเวียนนั้นงามด้วยไม้ดอก ไม้ผลขึ้นริมตลิ่ง งามดังภาพเขียน ใต้ร่มไม้เป็นที่ราบเตียน หญ้าขึ้นเขียวเป็นที่น่ารื่นรมย์ ภายนอกพระทวารวังเป็นทับกระท่อมที่อาศัยของคนจนยากไร้ เหล่าจัณฑาลสกุลต่ำ ผู้เป็นกษัตริย์และพราหมณ์จำต้องหลีกให้ไกลพ้น เพียงแต่เหยียบเงาเข้าก็อับจนเสนียดกินต้องสะเดาะเคราะห์กันเป็นพิธีใหญ่ เพื่อปัดจัญไรไปเสียจากตัว แม้กระนั้นเขาผู้ยากจนเหล่านั้นก็มีอุตส่าห์ตื่นก่อนตะวันส่องแสง ด้วยตั้งใจคอยแสดงคารวะแก่พระมุนี บ้างปีนต้นพฤกษาฟังเสียงพระสังข์ บ้างเงี่ยหูฟังเสียงฆ้องกลองอันขานบอกเวลาพระเสด็จ ใช้เวลาตามประสายาก ปัดกวาดทับกระท่อมปักธงพร้อมตามที่มี บ้างมัดใบมะเดื่อเป็นสายยาวรีแขวนไว้ ณ ซุ้มประตูบ้าน พร่ำถามกันตั้งแต่วันวานนี้ว่าพระบรมศาสดา ของเราเสด็จมาแล้วหรือยัง เพื่อนเอ๋ย

พระนางยโสธราเล่าก็เฝ้าจับพระเนตร จ้องมองดูหนทางไม่ผิดอะไรกับผู้อื่น ยิ่งตะวันแผดแสงในตอนสาย พระ พักตร์ของเธอก็คลายสีอันแดงระเรื่อซีดสลดลงตามลำดับ พระอุระหวั่นประว้าว่า พระสวามีคงจะมิเสด็จมาเสียแล้ว

ทันใดนั้นเอง พระนางทอดพระเนตรเห็นนักบวชผู้หนึ่ง เดินเด่นมาแต่ไกล เกศาโกนเกลี้ยงเกลา หุ้มองค์ด้วยภูษาสีเหลือง หัตถ์นั้นอุ้มบาตรดิน ดำเนินนำหน้ามาแต่ผู้เดียว สองซ้ายขวาถัดไปนั้นเป็นพระภิกษุแต่งสีเหลืองดุจกัน แต่องค์ภิกษุ ซึ่งนำหน้านั้น ท่าทางควรแก่การเคารพนบอภิวันท์ยิ่งนัก อาการซึ่งก้าวเดินก็งามสง่าน่าประหลาด เนตรสุกใสบริสุทธิ์ ปวงชนซึ่งถวายของมองตะลึงด้วยความพิศวง บ้างก็นั่งงง บ้างก็ก้มลงกราบ บ้างก็หน้าเศร้าด้วยไม่มีของถวาย นายไพร่ กระซิบถามกันว่า ใคร ? ใคร ? พระฤๅษีนี่เป็นเทวดาหรือ ?

พอพระภิกษุนั้นดำเนินเข้ามาใกล้พลับพลา พระวิสูตรแพรก็เผยออก ยโสธราเทวีสะดุ้งผวาหวีดร้องว่าพระสวามี หม่อมฉันมาถึงแล้ว

ฝ่ายพระเจ้าครองนครกบิลพัสดุ์ ได้ทรงสดับว่า พระ ราชโอรสเสด็จมาโดยมิได้ทรงพาชีอย่างขัตติยะ มิหนำซ้ำ โกนพระเกศาเสียจนสิ้นสวย ทรงแต่ภูษาเหลืองเก่าคร่ำคร่า บทจรมาด้วยบาทเปล่า มิหนำซ้ำทรงถือบาตรรับทานอาหารจากคนยากจนเข็ญใจ ก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก ความรักใคร่เอ็นดูเหือดนายไปสิ้น พระองค์ทรงกระทืบพระบาทดึงพระมัสสุขาวอย่างแรง แล้วตรัสเรียกเสนาให้จัดม้าพระที่นั่งมาถวาย พระพักตร์นิ่วเสด็จขึ้นหลังม้า กระแทกโกลนโดยแรงจนม้าถลา แล่นประดุจลูกธนูออกจากแล่ง

พระองค์ทรงควบไปตามถนน ตรอกซอก ฝูงชนซึ่งเดินเก้กังขวางหน้าพากันหลบวุ่นวาย วิ่งเตลิดหายบอกกันไม่ทันว่า พระราชาเสด็จแล้ว รีบเคารพ นบไหว้เถิดชาวเรา พอเขาพูดไม่ทันขาดปาก ม้าก็วิ่งผ่านหน้าเลยไป พระราชาทรงควบใหญ่จนกระทั่งถึงกำแพงวัด ซึ่งมีฝูงชนยืนอยู่แน่นขนัดเหลือที่จะนับได้ ที่ยังหลั่งไหลมาจากสารทิศต่างๆ ก็ไม่มีขาดสาย เขาแหวกทางเป็นช่องให้กษัตริย์ เข้าไปยังพระพุทธองค์ ซึ่งทรงยืนสงบนิ่งแช่มช้อยอยู่และทอดพระเนตรดูพระราชบิดาด้วยความกรุณา และสุภาพเรียบร้อย น่าเคารพ

ทันใดนั้นเอง กษัตริย์ก็หายทรงพระพิโรธดังปลิดทิ้ง พระพักตร์คลายความบึ้งตึงด้วยความขึ้งเครียด และไม่พอพระทัยลง พระองค์เสด็จลงจากหลังม้าพระที่นั่งทรุดพระองค์ลงต่ำ แล้วคุกพระชงฆ์ลงถวายอัญชุลีแด่พระพุทธองค์ด้วย พระทัยสวามิภักดิ์นอบน้อม ความปีติสุขฉายแสงออกมาให้เห็น อย่างเด่นชัด เพราะทรงตระหนักแน่แล้วในขณะนี้ว่า พระราชบุตรของพระองค์นั้น ทรงพระประเสริฐใหญ่ยิ่งกว่าจักรพรรดิทั้งหลาย ฝูงชนซึ่งล้อมรอบพระองค์อยู่นั้น ต่างก็มีอาการสงบนิ่ง ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยปากแต่อย่างใด

กษัตริย์ทรงสงบระงับความตื่นเต้นพระทัยได้แล้วก็ เอื้อนโอษฐ์ตรัสถามว่า

ลูกรัก พ่อไม่ได้คิดเลยว่า ลูกจะปลอมองค์มาเยี่ยงกระยาจกขอทานฉะนี้ ลูกของพ่อเมื่อก่อนนี้ทรงพัสตราภรณ์อันเพริศแพร้ว ประดับองค์ด้วยแก้วมณีมีค่าล้ำ เพียงแต่ตบหัตถ์เท่านั้น สารพัดสิ่งจะมาถึงพระองค์ ลูกเอย ตั้งแต่ลูกจากไป พ่อไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่น้อย ทำไมลูกถึงทิ้งพ่อไว้ให้โศกเศร้า ยโสธราเทวีของลูกก็เช่นกัน เธอมิเป็นอันเสวยและบรรทม เช้าค่ำก่นร่ำไห้จนพักตร์ซีดสลดมัวหมอง การบรรเลงขับร้องและฟ้อนรำ เธอก็มินำพา เธอเพิ่งมาสิ้นทุกข์หมองไหม้ในวันที่ลูกมาถึงนี้เอง ลูกของพ่อทำไมจึงทรงภูษาเหลืองเก่าคร่ำคร่าและเที่ยวขออาหารจากชาวเมืองดังนี้เล่า ลูกรัก ?”

พระชินสีห์เจ้าของเราทูลตอบว่า

สกุลของหม่อมฉันเป็นอย่างนี้เองค่ะ หม่อมฉันจึงต้องทำอย่างนี้ด้วย

อะไรกันลูกรัก ลูกเอาที่ไหนมาพูด วงศ์ศากยะมีอายุก็ยืนนานนักหนาแล้ว พ่อไม่เห็นมีใครเขาทำดังนี้เลย

สกุลของฉันไม่ใช่ศากยะดอก หากเป็นอริยวงศ์ พระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จมาก่อน ได้ทรงกระทำดังนี้ทุกพระองค์ หม่อมฉันจึงต้องทำอย่างพระพุทธองค์นั้น ๆ ด้วย ก็อย่างเดียวกับที่ทรงธรรมต้องสวมเกราะ แต่งเครื่องรบครบครันเยี่ยงกษัตริย์แต่โบราณกาลนั่นแหละค่ะ พระบิดาเป็นกษัตริย์ แต่ลูกเป็นนักบวช ต้องทำอย่างนักบวชทั้งหลายผู้ยังประโยชน์สุขให้แก่โลก ลูกไปค้นหาแก้วมณีอันมีค่ายิ่งกว่าสัตตรัตน์ของพระจักรพรรดิเจ้ามาแล้ว ลูกจะได้แจกจ่ายให้แก่ชาวโลกทั้ง หลายต่อไป

พระราชาทรงฉงนพระทัยยิ่งนัก ด้วยมิได้ทอดพระเนตรเห็นทรัพย์สมบัติใด พระพุทธองค์ก็เสด็จบทจร ทรงจีวรคร่ำคร่าและมีบาตรดินใบหนึ่งเท่านั้นเอง ตรัสถามว่า

สมบัติอะไรที่ไหนกัน ลูกรัก พ่อไม่เห็นมีสิ่งใดเลย

พระมหาโพธิสัตว์ทรงจับพระกรพระพุทธบิดาจูงเสด็จดำเนินไปตามถนน พลางตรัสเล่าให้ฟังถึงพระจตุราริยสัจ สันติปฏิปทา อัฏฐศีลอันควรงดเว้นเสีย เพื่อจะได้ปราศภัย มรรคแปดอันควรสนพระทัยและดำเนินตาม ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือทาสต้อยต่ำ จัณฑาลเข็ญใจปานไร ฉลาด โง่ แก่หรืออ่อนวัยปานไหน ก็พึงสดับและปฏิบัติตามทั้งสิ้น เพื่อ จะได้เข้าสู่นิพพานอันพ้นแล้วซึ่งปวงทุกข์และการเวียนว่ายในห้วงมหรรณพของทางโลก

พระมหากษัตริย์ได้สดับก็ชุ่มชื่นกมล พระพักตร์หายย่น สิ้นฉงนสนเท่ห์ เพราะแสงสว่างแห่งปัญญาได้ปรากฏแก่พระองค์แล้ว ในราตรีนั้นเอง พระเจ้าสิริสุทโธทนะและ พระศรียโสธราผู้เป็นสะใภ้ ก็ทรงสำเร็จพระปรมัตถ์ อันเป็นความเกษมศานติไม่รู้จักเหือดหาย

บทที่ ๘

สิ่งที่อยู่คู่ฟ้า

เบื้องล่างแห่งภูเขาหิมาลัยสูงเยี่ยมตระหง่าน และสดชื่นอยู่ด้วยไม้อันเขียวขจี และมีดอกอันงดงามหอมหวน เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดปี เป็นที่รื่นรมย์ยิ่งนั้น มีกองศิลาต่างสีประดับด้วยรัตนะหักทับกันอยู่ดารดาษ เกือบทุกอันมีรอยสลักลวดลายอย่างประณีตบรรจง แต่ทว่าลบเลือนไปบ้างแล้ว ด้วยความชราของอายุ บางอันก็เปื้อนดินแทบจะมองดูเส้นลายไม่เห็น บางอันก็ฝังจมอยู่ในดิน รากมะเดื่อขึ้นพันรัดเอาไว้ แน่นหนา ลางอันก็ถูกไม้เลื้อยขึ้นปกคลุมยะยุ่งจนไม่มีใครทราบว่ามีศิลาอยู่ภายใต้ไม้เลื้อยอันเขียวขจีนั้น งูและตุ๊กแก และเหล่าสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ พากันออกจากโพรงไม้ผุ ๆ ซึ่ง สลักเสลาอย่างประณีต อันแสดงว่าแต่ก่อนนี้เคยประกอบขึ้นเป็นที่ประทับของกษัตริย์ พื้นปราสาทอันงามและราชอาสน์ กลายเป็นที่อยู่ของเหล่าสุนัขจิ้งจอก อันเข้าไปขดตัวนอนสบาย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่แสดงถึงความไม่เที่ยงแท้ทั้งสิ้น เพราะว่า ซากปรักหักพัง เป็นที่อาศัยของเหล่าจตุบาททวิบาทและเลื้อย คลาน เหล่านี้แหละคือกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเคยรุ่งเรือง วะวาบวับด้วยแสงแก้วมณี และเป็นที่ซึ่งจอมกษัตริย์เคยประทับสุขสบายมาแต่ก่อน

พระพายเท่านั้นที่ยังคงรำเพยอยู่เช่นเดิม มหาสิขรินทรหิมาลัยและธารน้ำเท่านั้นที่ยังคงอยู่ บุปผชาติเท่านั้นก็ยังคงบานสะพรั่ง และส่งกลิ่นหอมหวานอยู่มิได้ขาด ความจริงในธรรมชาตินี้เป็นฉันใด พระพุทธโอวาทก็เป็นฉันนั้น คำสั่งสอนของพระบรมศาสดายังคงอยู่ ไม่รู้จักเสื่อมสลายหายสูญไปจากโลก

พระคัมภีร์เล่าว่าในอดีตสมัยนั้น พระบิดาและพระประยูรญาติพากันมาแวดล้อมเฝ้าแหนพระพุทธองค์ ทรงสดับพระพุทโธวาท แล้วก็ทรงเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก ที่เคยถือพระองค์ว่าสูงศักดิ์ สูงอาวุโสกว่า ก็นอบน้อมถ่อมกายอยู่แทบบาทพระผู้ทรงพ้นแล้วจากห้วงทุกข์ในโลกทั้งสิ้น พระศาสดาเสด็จประทับเทศนา ประทานพระญาติในสวนขวัญอันเป็นที่สงัดร่มเย็น สร้างเป็นเนินสูงต่ำหลั่นลดเป็นชั้นๆ ก่อตั้งฐานปูนผสมเป็นภูเขาน้อย ๆ สำหรับปลูกกุหลาบหลากสีและมีกลิ่นระรื่นรวย น้ำพุพวยพุ่งอยู่กลางสวนชวนให้ทัศนายิ่งนัก เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ได้ทรงสดับพระสัทธรรม ก็มีหฤทัยเอิบอาบ ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำอมฤตแห่งปัญญา ซึ่งต่อมาก็ยังผลให้ชาวชมพูทวีปทั้งหลายได้มีกมลอันบริสุทธิ์สดใส และเห็นทางข้างหน้าสว่างกระจ่างไป เพราะมีดวงประทีปแก้วแห่งปัญญาอยู่กับตนแล้ว

นี่ก็เป็นที่สุดแห่งพระประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดยิ่ง อันพระพุทธปรีชาญาณและพระวิริยะนั้นเลิศล้ำหาเปรียบมิได้ พระองค์ทรงสละเสียซึ่งความมีอำนาจอันใหญ่ยิ่งในทางโลก ด้วยพระทัยห้าวหาญ และด้วยทรงหวังจะยังประโยชน์ต่อโลกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ข้าพเจ้าเล่นมานี้ก็เพียงแต่ส่วนน้อย กาลซึ่งพระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์อยู่หรือก็ล่วงเลยมานานแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มาทีหลังพระศาสดา ได้สดับแต่เสียงพระธรรมล้ำเลิศ ก็มีความบูชาและจงรักต่อพระองค์ผู้ทรงกรุณามนุษย์ทั้งโลก มิได้นับว่าคนชาติใด ชั้นใด และผิวใด อันนี้เองเป็นเหตุให้เกิดความอุตสาหะ รจนาเรื่องราวของพระองค์ขึ้น เพื่อให้เพื่อนร่วมโลกทั้งหลายได้แจ้งถึงพระจริยวัตรอัธยาศัยของพระมหาบุรุษผู้ยิ่งยอด และข้าพเจ้าก็มิอาจแต่งให้เลยข้อความในพระคัมภีร์ไปได้ พระสัทธรรมอันทรงแสดงไว้ในเย็นวันนั้น พระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงแก่บรรดาผู้มาประชุมหลายโกฏิพัน รวมทั้งมนุษย์ใต้หล้า และเทวดาบนสวรรค์ เพราะการปรากฏว่าท้องฟ้าทุกชั้นว่างเปล่า ด้วยเหล่าเทพเสด็จจากทิพยพิมานสถานลงมาชุมนุมฟัง โลกเบื้องล่างก็เปิดกรงขังให้เหล่าสัตว์ที่ ต้องทนทุกขเวทนาด้วยบาปกรรมซึ่งตนสร้างมานั้น ได้ขึ้นมา สดับเสียงพระธรรมบ้าง เทพเจ้าช่วยกันยังความสงบให้เกิดขึ้นทุกพระองค์ พระอาทิตย์ก็มิส่องแสงแผดกล้า พระวายุรำเพยพัดแต่เพียงเบา ๆ มิให้เขาทั้งหลายต้องตื่นตกใจไหวหวาด ฟ้าที่เคยคะนองกัมปนาทก็หยุดนิ่ง ทุกสิ่งที่ร้ายกลับกลายเป็นดีไป กษัตริย์พราหมณ์ยิ่งใหญ่ก็บังเกิดความรักใคร่พวกแพศย์ ศูทร จัณฑาล อันมีวรรณะต่ำกว่าตน อหิงสาริษยาพยาบาท ปลาศนาการหายไปสิ้น ด้วยอำนาจแห่งรสพระธรรมนั้น

ชาวเราทั้งหลาย พึงขวนขวายสดับซึ่งพระสัทธรรมอันล้ำเลิศนั้นเถิด ไม่มีสิ่งใดแล้วที่จะประเสริฐไปกว่าพระพุทธวจนะของพระบรมศาสดา ความสุขสุดยอดซึ่งเราท่านแสวงหา ก็จะได้ประสบเป็นมั่นคง

หากมีบางส่วนที่อ่านได้ไม่ครบ ก้ขออภัยโทษ มา ณ. ที่นี้ ด้วยครับ ข้าน้อยสมควรตาย 







 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน