ความแตกต่างระหว่าง LCD TV, LED TV และ Plasma TV

กาลเวลาเปลี่ยนแปลงยุคสมัย เริ่มเปลี่ยนวิวัฒนาการและเทคโนโลยีก็หมุนเวียน เปลี่ยนตาม จากเดิมที่เริ่มจำความได้ว่าทีวีบ้านเราๆนั้นจะเป็นจอสีเหลี่ยมจัตุรัส ที่ มีขนาดให้เลือกตั้ง 14,21,25,29นิ้วให้คุณเลือกตามกำลังและความต้องการ เวลาล่วงเลยมาได้2-3ปีให้หลังคุณอาจจะเห็นทีวีลดน้อยลงไปแทบจะไม่เห็นเลย เพราะ Plasma TV กับ LCDTV จากความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าทั้งความสามารถทั้งขนาดที่ดูแล้วควบคู่มากับ ราคาที่เปลี่ยนจากเดิม จึงทำให้ เข้ามาตีตลาดให้จอทีวีค่อยๆลดหายลงไป และในปัจจุบันสิ่งเปลี่ยนแปลงและค่อยๆก้าวเข้ามาคือ LED TV


คงอยากรู้กันแล้วสินะครับว่าทั้ง LCD TV, LED TVและPlasma TV แตกต่างกันอย่างไร เรามาเริ่มรู้จักที่ละอย่างเลยครับ เริ่มที่ตัวของ LCDTV ก่อนเลย จากราคาที่น่าสนใจและตลาดที่แทบจะทุกค่ายผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ผลิตออก กันมาส่วนใหญ่จะเป็น LCD TV


LCD TV (Liquid Crystal Display) ซึ่งใช้หลอดไฟ CCFL หรือ Cold Cathode Fluorescent Lamp ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟ เรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัวกำเนิดแสง แสดงภาพโดยเริ่มจากแหล่งกำเนิดแสง Backlight ส่องแสงไปที่ผลึกเหลว (ลักษณะ คล้ายๆเยลลี่ ดังนั้นถ้าลองสังเกตดูว่าถ้าเอามือจิ้มลงไปที่จอจะรู้สึกว่านิ่มๆ) ที่หยอดเอาไว้ระหว่างช่องกระจกจะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ทำให้โมเลกุลของลิควิดคริสตัลในส่วนของจุดภาพ พิกเซล (pixel) นั้นหมุนเป็นมุม 90 องศา เพื่อให้เกิดได้ทั้งจุดสว่าง และจุดมืด (แต่ละพิกเซลไม่สามารถกำเนิดแสงได้เอง) หากเรากล่าวว่าเทคนิคของ LCD คือการบิดตัวโมเลกุล แล้วเอาเงาของมันมาใช้งานก็ถือว่าถูกต้องอย่างที่สุด LCD ทีวีจะมีหลายขนาดมากๆ ไล่ตั้งแต่ 15 นิ้ว ไปจนถึง 108 นิ้ว ครับ

 




ภาพแสดงการทำ งานของจอ LCD



ลำดับถัดมาก็คือ LED TV

LED ย่อมาจากคำว่า Light Emitting Diode เป็นหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ว อาทิเช่นหลอดไฟท้าย Minor Change ของ Honda Civic โฉมปัจจุบัน ซึ่งใช้หลอด LED เป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด LED ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆ


*แล้ว ทำไมจึงต้องมี LED TV เกิดขึ้นมาอีกล่ะ? !!

สาเหตุที่ทำให้ทาง ผู้ผลิต ต้องคิดค้นผลิตภันท์จนมาเป็นทีวีแบบ LED นี้ เนื่องจากว่าจอภาพแบบ LCD นั้น ใช้หลักการที่ว่าตัวจอภาพจริงๆ จะไม่มีแสงสว่างในตัวเอง จำเป็นต้องใช้หลอดไฟเพื่อส่องแสงผ่านตัวจอ ผลึกเหลว (Liquid Crystal) โดยใช้หลอดไฟ CCFL (Cold cathode fluorescent lamps) ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เป็นตัวให้แสงสว่าง จนทำให้เกิดเป็นภาพแสดงบนจอ LCD TV ให้เราได้เห็นกัน

แต่ว่า ตัวหลอด CCFL ที่ใช้เป็นตัวกำเนิดแสงสำหรับจอLCDทีวีนั้น จะมีข้อเสียหลักๆเลย นั่นก็คือ กินไฟค่อนข้างมาก จอ lcd tv ที่มีขนาด 40" นั้น กินกำลังไฟฟ้าประมาณ 140W Up และมีความร้อนในตัวของมันเองค่อนข้างค่อนข้างสูง

และในบางครั้งทำให้ เกิดอาการที่เรียกว่า " อาการแสงรั่ว " ยกตัวอย่าง เช่น ฉากในหนังตอนมืดๆ บริเวณที่มืดๆ ดำๆ ควรจะดำสนิท แต่อาการแสงรั่วนั้น จะทำให้บริเวณนั้นออกเทาๆ ม่วงๆ ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้เสียอรรถรสในการรับชมไปก็ได้

และเนื่องจากสาเหตุ นี้เองละครับ ที่ทำให้บรรดาบริษัทผู้ผลิตต่างๆ พยายามแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการหาแหล่งกำเนิดแสงอื่นๆ ที่สามารถควบคุมได้ กินไฟน้อยกว่า แต่ให้ความสว่างมากกว่า และหนึ่งในทางออกของปัญหานี้ ทางผู้ผลิตก็ได้พบว่าหลอด LED นี้เอง ที่สามารถจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ (ถ้านึกไม่ออกว่าหน้าตาเป็นยังไง ให้นึกถึงไฟเขียวไฟแดงตามสี่แยก เดี๋ยวนี้จะใช้หลอด LED กันหมดแล้ว)











จากตรงนี้เอง ก็เลยทำให้ทางผู้ผลิตเลือกที่จะใช้หลอด LED มาเป็นตัวกำเนิดแสงแทนหลอด CCFL ที่เคยใช้ เพราะว่าเมื่อพิจารณาจากเหตุผล และคุณสมบัติที่ของหลอด LED นี้ ก็คือ กินไฟน้อยกว่า แต่ให้แสงที่สว่างกว่า และที่สำคัญคือ สามารถเลือกเปิด/ปิด หลอดแต่ละบริเวณได้นั่นเอง (ตรงตามเสป็คที่ทางผู้ผลิตเค้าต้องการเลย)


เพราะฉะนั้น LED TV ในปัจจุบันจริงๆ แล้วก็คือจอ LCD TV เพียงแต่เปลี่ยนแหล่งกำเนิดแสงมาเป็นหลอด LED แทนนั่นเอง


ในปัจจุบัน LCD/LED TV ที่ทำออกจำหน่ายนั้น จะมีอยู่ 2 แบบ คือ

1. LED Backlight >>>> LED Backlight จะเป็นการแทนหลอด CCFL ด้านหลังจอ ด้วยหลอด LED
มีทั้งแบบแทนที่ทั้งหมด เช่น SONY X Series ขนาด 46" ขึ้นไป ซึ่งเป็นการใช้หลอด LED แบบ RGB คือใช้หลอด LED แบบสามสี (แดง,เขียว,น้ำเงิน) ทำให้ได้สีสันที่สมจริง และสีดำที่เข้มดำสนิท เพราะสามารถเลือกเปิด/ปิดหลอดแต่ละหลอดได้นั่นเอง และ แบบผสมหลอด CCFL และหลอด LED เช่นจอ LCD ของ SAMSUNG F Series (LA-52F91)

2. LED Edge-lit >>>> เป็นการใช้หลอด LED วางรอบๆ ขอบจอ และส่องแสงจากทั้ง 4 ด้านของจอ (LED TV รุ่นใหม่ของ SAMSUNG ใช้หลักการแบบนี้) ทำให้ได้ Contrast ที่สูงกว่าหลอด CCFL และประหยัดไฟมากกว่า อีกทั้งการ design ให้หลอดอยู่้ด้านข้าง ทำให้จอมีความบางนั่นเอง

 





และลำดับสุดท้ายก็ คือ Plasma TV

PLASMA TV ภาพแบบพลาสม่าทีวี แสดงภาพโดยการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพมีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas แต่ละพิกเซลกำเนิดแสงได้เองPlasma ทีวี จะเน้นทำแต่ ขนาดใหญ่ๆครับ 42 นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาด 150 นิ้ว ครับ


ภาพแสดงส่วนประกอบของ Plasma TV



ความแตกต่างของจอทั้ง 3 ชนิดคือ หลอดภาพที่แตกต่างกันในการแสดงผลครับ ข้อดีข้อเสียของของจอทั้ง 3ชนิด มีดังนี้ครับ

ข้อดีของ LCD TV
1. ให้สีที่สว่างสดใสเหมาะกับการแสดงสีกราฟฟิก เช่น การ์ตูน , สารคดี และละคร
2. เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์
3. เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่นหรือ ห้องรับแขก (หรือท่านที่จะซื้อเพื่อใช้ไปติดตั้งในร้านค้าหรือร้านอาหาร แอลซีดี ทีวีก็จะเหมาะสมกว่า)
4. อาการ Burn-In จะไม่โอกาสไม่เกิดขึ้นเลย
5. แอลซีดีทีวียังกินไฟน้อยกว่าด้วยนะครับ

ข้อดีของ LED TV
1.ลักษณะจอมีขนาดบางกว่าจอLCD และจอPlasma
2.ความสว่างและสีสันค่อนข้างสดกว่า
3.กินไฟน้อยกว่าจอทั้ง2ชนิด

ข้อดีของ Plasma TV
1. สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีกว่า เนื่องจากมี Response Time .001 ms จึงเหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์ Action และการรับชมกีฬาเป็นอย่างมาก
2. อายุการใช้งาน ยาวนานกว่าที่ 100,000 ชั่วโมง (Half Brightness)
3. สามารถแสดงระดับพื้นสีดำได้ดีกว่า
4. มีคอนทราสต์ที่สูงกว่าทำให้เห็นมิติของภาพได้ดีกว่า
5. มุมมองจอภาพที่กว้างกว่า แอลซีดี
6. ให้สีที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ มากกว่า สีออกโทนอุ่น

เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมต้องมีข้อเสียในตัวของมันเองอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่า "ของทุกอย่างนั้นไม่มีอะไรที่ดีที่สุด และในขณะเดียวกัน ก็ย่อมไม่มีอะไรที่แย่ที่สุดเช่นกันครับ"


ข้อเสียของ LCD TV
1. ไม่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดี เนื่องจากมี Response Time เร็วที่สุดในขณะนี้เพียงแค่ 2 ms เท่านั้น
2. มีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้นโดยเฉพาะสีแดง, โทนสีผิว, สีท้องฟ้า ทะเล
3. ไม่สามารถแสดงสีดำสนิทได้เนื่องจาก Backlight เปิดตลอดเวลาในขณะที่เครื่องทำงาน ทำให้มีแสงขาวเล็ดลอดออกไปในฉากที่เป็นสีดำ จึงทำให้ฉากสีดำเป็น “ดำสว่าง” ไม่ใช่ “ดำมืด” อย่างที่ควรเป็น

ข้อเสียของ LED TV
1.ราคาแพงกว่า จอLCD และ Plasma

ข้อเสียของ Plasma TV
1. อาการ Burn-In มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าเปิดภาพนิ่งเป็นเวลานานๆ เช่นโลโก้ช่อง 7 หรือโลโก้ True Vision เป็นต้น (ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์)
2. ไม่เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่น หรือกลางแจ้ง
3. หน้ากระจก ทำให้เกิดการสะท้อนเป็นเงาได้
4. กินไฟมากว่าทั้งจากตัวทีวีเอง และการทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นเพราะ Plasma TV มีความร้อน ออกมาจากตัวเครื่องมากกว่า
5.ค่าซ่อมแพง ซ่อมต้องซ่อมเปลี่ยนทั้งหลอดภาพหมดทั้งชุด




และทั้งหมดนี้ ก็คือ ข้อมูลเบื้องต้นที่ผมได้ค้นหามาจากหลายๆ เวบไซต์ครับ เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจหรืออยากเปลี่ยนจอทีวีมาเป็น จอLCD หรือ LED กันครับ ถือเป็นข้อมูลให้เริ่มเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ หรือว่าจะเอาไว้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจเลือกซื้อครับ


thank