• somsak_tienja
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-05-22
  • จำนวนเรื่อง : 116
  • จำนวนผู้ชม : 177789
  • ส่ง msg :
  • โหวต 24 คน
somsak tienjaroonkul
หากเธออยากรู้..ว่านานเพียงไหนที่ใจฉันนี้มีให้เธอ รักที่ใจฉันมี..แม้นไม่เป็นนิรันดร์..ก็เนิ่นนานตราบวันฉันสิ้นลม..
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tienja
วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2554
Posted by somsak_tienja , ผู้อ่าน : 2003 , 15:28:13 น.  
หมวด : กฎหมาย

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

http://www.oknation.net/blog/tienja/2011/11/25/entry-1

2.กรณีศึกษาการปรับบทความผิดก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2547

ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2547 การปรับจูนโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจไม่น้อยทั้งต่อปัจเจกชนและต่อส่วนรวม จนเจ้าหน้าที่หรือองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายต้องตามจับกุมผู้กระทำการปรับจูนโทรศัพท์เคลื่อนที่มาดำเนินคดี แต่ก็เกิดอุปสรรคในแง่ข้อกฎหมาย กล่าวคือ กฎหมายที่มีโทษทางอาญาที่มีอยู่ ณ ช่วงเวลานั้นไม่อาจปรับบทลงโทษได้ หรือไม่อาจค้นหากฎหมายที่มีความรับผิดทางอาญาใดมาปรับบทบังคับใช้ได้ตรงต่อลักษณะแห่งการกระทำและตรงต่อความมุ่งหมายของผู้กระทำ จนต้องมีการค้นหาบทบัญญัติของกฎหมายตามพระราชบัญญัติเฉพาะเรื่องมาปรับใช้แก่การกระทำปรับจูนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้กระทำ

การปรับจูนโทรศัพท์เคลื่อนที่เกิดเป็นคดีความพิพาทขึ้นสู่ศาล และมีประเด็นแห่งคดีที่สำคัญประเด็นหนึ่ง คือ ประเด็นข้อหาลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ของประมวลกฎหมายอาญา กล่าวคือ การปรับจูนโทรศัพท์เคลื่อนที่และมีการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องที่ปรับจูนนั้นไปลักลอบใช้บริการการสื่อสาร ซึ่งมีการแอบใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการหรือผู้ทรงสิทธิที่เป็นลูกค้าของผู้ให้บริการ ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ทรงสิทธิใช้บริการจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยคดีความนั้นมีประเด็นสำคัญ คือ ลักษณะแห่งการกระทำแอบใช้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่นนี้ ถือเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่

ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าว คือ สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จะถือเป็นทรัพย์ในความหมายของความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ที่จะถูกเอาไปหรือแย่งการครอบครองพาเคลื่อนที่ไปได้หรือไม่ ซึ่งจะศึกษาการตีความกฎหมายอาญาและการบังคับใช้กฎหมายอาญาโดยองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวแก่ประเด็นนี้จากคำพิพากษาฎีกา 3 ฉบับ ดังต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5354/2539 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2537 ถึง 28 ตุลาคม2537 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้ทำและมีเครื่องวิทยุคมนาคม โดยการนำโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโมบิล่าซิตี้แมน 200 มาทำการปรับจูนโดยใช้เครื่องดีเลอโค๊ดหมายเลข 4000 และก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์หมายเลข 9573336 ซึ่งเป็นคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ระบบเซลลูล่า 900 มือถือของบริษัทแอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย เข้าเครื่องโทรศัพท์มือถือดังกล่าว จนสามารถใช้ส่งและรับวิทยุคมนาคมได้ แล้วจำเลยได้บังอาจลักเอาไปซึ่งสัญญาณโทรศัพท์หมายเลข 9573336 ของผู้เสียหายคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 24,733 บาท โดยทุจริต โดยใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าวส่งและรับวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตนั้น ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำเลยให้การรับสารภาพ เห็นว่าที่ฟ้องระบุว่าจำเลยนำโทรศัพท์มือถือมาทำการปรับจูนและก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์หมายเลข 9573336 ของผู้เสียหายแล้วใช้ทำการรับส่งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตนั้นก็เป็นเพียงการทำการรับส่งวิทยุคมนาคม โดยอาศัยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธินั่นเอง จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ตาม เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 แต่จำเลยยังคงมีความผิดฐานทำ มี และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 และมาตรา 23

คำพิพากษาฎีกาที่ 2156/2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 23 ความผิดฐานมีโทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และมาตรา 26 ความผิดฐานจงใจให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันพิพากษาลงโทษจำคุกกรรมละ 1 ปี รวม 2 กรรม เป็นจำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เนื่องจากจำเลยรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ คงลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเพราะจำเลยให้บริการโทรศัพท์มือถือโดยบุคคลอื่นว่าจ้างจำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองเครื่องโทรศัพท์มือถือและให้บริการทันที จำเลยกระทำผิดเพียงเจตนาเดียวในคราวเดียวกันและต่อเนื่อง จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เห็นได้ชัดเจนว่า ความผิดฐานมีโทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 23 และความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26 นั้น มีองค์ประกอบความผิดต่างกันและเป็นความผิด 2 กรรม กล่าวคือ ความผิดตามมาตรา 23 นั้นเป็นความผิดเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต ส่วนความผิดมาตรา 26 นั้น เป็นความผิดเพราะจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ซึ่งความผิดฐานนี้แม้จำเลยจะมีโทรศัพท์มือถือโดยได้รับหรือไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม หากจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมแล้ว การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามมาตรา 26 นี้เช่นกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระเป็น 2 กรรมนั้นจึงชอบแล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำให้เกิดการรบกวนขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม โดยร่วมกันนำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาปรับคลื่นสัญญาณความถี่และรหัสประจำเลขหมายในภาครับและภาคส่งของเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 2165791 ทำให้คลื่นสัญญาณของโทรศัพท์เคลื่อนที่เลขหมาย 2165791 ขัดข้องไม่อาจใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารได้ แล้วจำเลยนำโทรศัพท์ที่ปรับคลื่นสัญญาณมาใช้ติดต่อสื่อสารโทรออกผ่านชุมสายโทรศัพท์ระบบเซลลูล่าร์ 470 ขององค์การโทรศัพท์ผู้เสียหาย เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งคำนวณเป็นราคาทรัพย์ที่จำเลยลักไปเป็นเงิน 52,265.40 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 83,91, 33 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6, 22, 23, 24, 26  ริบของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 52,265.40 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) (7) วรรคสาม พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 26 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันรบกวนขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 52,265.40 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์นั้น คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุว่า จำเลยกับพวกร่วมกันลักเอาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้กับวิทยุคมนาคม โดยจำเลยกับพวกนำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ปรับคลื่นสัญญาณและรหัสเลขหมายของโทรศัพท์หมายเลข 2165791 มาใช้ติดต่อสื่อสารโทรออกหรือรับการเรียกเข้าผ่านสถานีและชุมสายโทรศัพท์ระบบเซลลูล่าร์ 470 ของผู้เสียหาย คำนวณเป็นราคาทรัพย์ที่ลักไป 52,265.40 บาท นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นเพียงการทำการรับส่งวิทยุคมนาคมหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์โดยไม่มีสิทธินั่นเอง จึงมิใช่เป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์ และยกคำขอให้คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

จากคำพิพากษาฎีกาทั้ง 3 ฉบับนี้ มีประเด็นที่จะพิเคราะห์ 2 ส่วน คือ กรณีแรก ข้อเท็จจริงเกี่ยวแก่การปรับจูนโทรศัพท์เคลื่อนที่และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ปรับจูนนั้นแอบใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในข้อหาลักทรัพย์ มาตรา 334 ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5354/2539 กับ คำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543 และ กรณีที่สอง การใช้ มีโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ตามคำพิพากษาฎีกาทั้ง 3 ฉบับ กับความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ดังคำพิพากษาฎีกาที่ 2156/2543 กับคำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543

2.1 กรณีแรก ในข้อหาลักทรัพย์ มาตรา 334 กับการปรับจูนโทรศัพท์เคลื่อนที่และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ปรับจูนนั้นลักลอบใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5354/2539 กับ คำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “การปรับจูนและก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธินั่นเอง จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334” หมายความว่า ศาลฎีกาตีความคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ามิใช่ทรัพย์ในความหมายของความผิดฐานลักทรัพย์ที่จะเอาไปหรือแย่งการครอบครองพาเคลื่อนที่ไปได้ ทั้งลักษณะแห่งการกระทำเป็นเพียงการแย่ง (แบ่ง:Share) ใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ มิใช่เอาไปในลักษณะที่พรากการครอบครองคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปเสียทีเดียว สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงอยู่และล่องลอยอยู่ในบรรยากาศทั่วไป ผู้ทรงสิทธิในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงใช้ได้บ้าง เพียงอาจไม่สะดวกหรือติดขัดหรือใช้ไม่ได้บางช่วงเวลา และการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการก็ยังคงดำเนินไปให้แก่ผู้ทรงสิทธิที่เป็นลูกค้าของตนได้ เพียงการให้บริการการสื่อสารแก่ลูกค้าของตนนั้น คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจสะดุดไม่ไหลลื่นหรือติดขัดหรือไม่สะดวกหรือใช้ไม่ได้ในบางช่วงเวลาเท่านั้น

2.1.1 พิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่กับกระแสไฟฟ้า คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นช่วงคลื่นหนึ่งของพลังงานไฟฟ้า เช่นเดียวกับกระแสไฟฟ้า แต่ต่างกับกระแสไฟฟ้าตามคำพิพากษาฎีกาที่ 877/2501 ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าที่ปล่อยไปตามสายอันเป็นสื่อนำพา ส่วนคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เดินทางไปตามบรรยากาศทั่วไป มิได้ปล่อยไปตามสายอันเป็นสื่อนำพา กรณีนี้ผู้เขียนมีความเห็น 3 ประการ ดังนี้

ประการแรก สถานะความเป็นทรัพย์ที่ถูกลักได้หรือไม่ หากพิเคราะห์ตามหลักการตีความกฎหมายอาญาดังที่ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ อธิบายไว้ว่า[1] “วัตถุมีรูปร่างอาจมีรูปร่างโดยตัวของมันเองหรือโดยอาศัยสิ่งอื่นเป็นรูปร่างก็ได้ เช่น น้ำในขวด น้ำมันในแกลลอน อากาศหรือแก๊สที่บรรจุกระป๋องหรือบรรจุในถังหรือไหลไปตามท่อส่งแก๊ส” คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นช่วงคลื่นหนึ่งของพลังงานจึงมิใช่วัตถุมีรูปร่างโดยอาศัยสิ่งอื่นเป็นรูปร่าง แต่กระแสไฟฟ้าตามคำพิพากษาฎีกาที่ 877/2501 เป็นพลังงานที่มีรูปร่างโดยอาศัยสิ่งอื่นเป็นรูปร่างและไหลหรือเคลื่อนที่ไปตามสื่อที่เป็นสายจึงสามารถถูกแย่งการครอบครองพาเคลื่อนที่ไปได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงกรณีความเข้าใจที่อาจสับสนปะปนกันระหว่างความหมายของวัตถุมีรูปร่างกับวัตถุที่จับต้องได้ ดังนี้ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงมิใช่วัตถุมีรูปร่างหรือทรัพย์ในความหมายของความผิดฐานลักทรัพย์ที่จะเอาไปหรือแย่งการครอบครองพาเคลื่อนที่ไปได้

ประการที่สอง วัตถุแห่งการกระทำที่ผู้กระทำมุ่งประสงค์ คำพิพากษาฎีกาที่ 877/2501 มีวัตถุแห่งการกระทำ คือ กระแสไฟฟ้าในรูปพลังงาน แต่คำพิพากษาฎีกาที่ 5354/2539 กับ คำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543 มีวัตถุแห่งการกระทำเป็นบริการการสื่อสาร มิใช่กระแสไฟฟ้าในรูปพลังงาน แม้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเป็นช่วงคลื่นหนึ่งของพลังงานไฟฟ้าก็ตาม เช่นนี้ การลักลอบใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงเป็นช่องว่างแห่งกฎหมายอาญาที่ยังไม่มีบทบัญญัติใดของประมวลกฎหมายอาญามีวัตถุประสงค์คุ้มครองวัตถุแห่งการกระทำเช่นว่านี้ และไม่มีบทบัญญัติใดของประมวลกฎหมายอาญาจะนำมาปรับใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำ อันเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่า “ไม่มีกฎหมาย ย่อมไม่มีความผิดและไม่มีโทษ” (nullum crimen, nulla poena sine lege) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2

ประการที่สาม องค์ประกอบภายในว่าด้วยประสงค์ต่อผล ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 877/2501 จำเลยมีความมุ่งหมายประสงค์ต่อผลการใช้กระแสไฟฟ้าในรูปของพลังงานไฟฟ้า แต่คำพิพากษาฎีกาที่ 5354/2539 กับ คำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543 (รวมถึงคำพิพากษาฎีกาที่ 1880/2542 กับคำพิพากษาฎีกาที่ 2286/2545 สัญญาณโทรศัพท์ที่เคลื่อนไปตามสื่อที่เป็นสาย) จำเลยประสงค์ต่อผลมุ่งหมายบริการการสื่อสาร หาใช่การใช้กระแสไฟฟ้าในรูปของพลังงานไฟฟ้าไม่

2.1.2 พิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสัญญาณโทรศัพท์ที่เคลื่อนไปตามสื่อที่เป็นสาย คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5354/2539 กับคำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543 เมื่อพิเคราะห์เปรียบเทียบกับสัญญาณโทรศัพท์ที่เคลื่อนไปตามสื่อที่เป็นสายตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1880/2542 กับคำพิพากษาฎีกาที่ 2286/2545 แล้ว จะเห็นได้ว่า จำเลยมิได้มีความต้องการนำพาไปหรือใช้กระแสไฟฟ้าในรูปของพลังงานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสัญญาณโทรศัพท์ที่เคลื่อนไปตามสื่อที่เป็นสาย หากแต่จำเลยมีความต้องการใช้โทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณ “เพื่อการสื่อสาร” แม้นหากข้อเท็จจริงของการสื่อสารด้วยโทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณตามสายเป็นการแปลงเสียงพูดที่ต้นทางเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วส่งกระแสไฟฟ้าไปตามสื่อที่เป็นสาย เมื่อถึงปลายทางกระแสไฟฟ้าก็จะถูกแปลงเป็นเสียงพูดอีกชั้นหนึ่ง ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าจำเลย “ประสงค์ต่อผล” ต้องการลักกระแสไฟฟ้าในสภาพของพลังงานไฟฟ้า แต่ลักษณะแห่งการกระทำของจำเลยก็อาจอาศัยการตีความกฎหมายอาญาได้ว่าเป็นการลักสัญญาณโทรศัพท์ที่เคลื่อนไปตามสื่อที่เป็นสายอันเป็นรูปหนึ่งของกระแสไฟฟ้า และเมื่อยึดถือการตีความกฎหมายอาญาตามคำพิพากษาฎีกาที่ 877/2501 ว่า กระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์ที่ถูกแย่งการครอบครองและพาเคลื่อนที่ไปได้ สัญญาณโทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณตามสายซึ่งอยู่ในรูปหนึ่งของกระแสไฟฟ้าจึงเป็นวัตถุที่มีรูปร่างโดยอาศัยสิ่งอื่นเป็นรูปร่างสามารถถูกแย่งการครอบครองพาเคลื่อนที่ไป จึงเป็นทรัพย์ที่ถูกลักได้ ดังนี้ จำเลยจึงยังคงมีความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกัน ซึ่งต่างกับคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เคลื่อนไปตามบรรยากาศมิใช่วัตถุที่มีรูปร่างโดยอาศัยสิ่งอื่นเป็นรูปร่างดังกล่าวข้างต้น

กระนั้น คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสัญญาณโทรศัพท์ที่เคลื่อนไปตามสื่อที่เป็นสาย ผู้เขียนมีความเห็นว่า ต่างก็มีลักษณะแห่งการกระทำของจำเลยที่มุ่งประสงค์ต่อผลเพื่อการสื่อสาร ซึ่งไม่ใช่ประสงค์ต่อผลในรูปของพลังงาน หากแต่เป็นการลักลอบหรือแอบใช้บริการการสื่อสารมากกว่า และวัตถุแห่งการกระทำก็เป็นเรื่องบริการการสื่อสาร หาใช่กระแสไฟฟ้าในรูปของพลังงานไฟฟ้าไม่ กรณีจึงมิใช่การลักทรัพย์ เพราะบริการการสื่อสารมิใช่ทรัพย์ที่จะถูกเอาไปหรือพรากการครอบครองพาเคลื่อนที่ไปได้

2.2 กรณีที่สอง การปรับบทความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 กล่าวคือ การใช้ มีโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5354/2539 คำพิพากษาฎีกาที่ 2156/2543 และคำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543 กับความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ดังคำพิพากษาฎีกาที่ 2156/2543 และคำพิพากษาฎีกาที่ 8177/2543

2.2.1 ความผิดฐานใช้ มีโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต”

มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 11 หรือมาตรา 16 มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ” 

ฐานความผิดทางอาญาทั้งสองมาตราประกอบกันนี้จะเห็นได้ว่า มิใช่การปรับบทความผิดตามลักษณะแห่งการกระทำคือการลักลอบใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ หากแต่เป็นบทบัญญัติความผิดที่ลงโทษการมีหรือใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายทางเทคนิค (mala prohibita) ไม่เกี่ยวกับการลักลอบใช้บริการการสื่อสารโดยตรง

2.2.2 ความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 26 บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจกระทำให้เกิดการรบกวน หรือขัดขวางต่อการ วิทยุคมนาคมมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ”

ความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม การที่จำเลยปรับจูนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และลักลอบใช้บริการการสื่อสารนี้มีผลให้ผู้ทรงสิทธิการใช้หรือผู้รับบริการเกิดปัญหาติดขัด ไม่สะดวก บางครั้งบางคราวใช้งานได้ บางครั้งบางคราวก็ใช้งานไม่ได้ ย่อมเป็นการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมอยู่ในตัว แต่หากพิเคราะห์ถึงองค์ประกอบภายในว่าด้วยเจตนาประสงค์ต่อผล จำเลยมิได้มีความมุ่งหมายที่จะรบกวนหรือขัดขวางการสื่อสาร หรือรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม จำเลยต้องการลักลอบใช้การสื่อสารโดยไม่มีสิทธิ ไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิหรือผู้ให้บริการ เช่นนี้ ความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมจึงเป็นผลกระทบที่เกิดจากลักษณะแห่งการกระทำของจำเลยมากกว่าเป็นเรื่องที่จำเลยประสงค์ต่อผล

แต่แม้มาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 จะใช้คำว่า “จงใจ” ก็ตาม ก็ย่อมหมายถึงเจตนาในทางกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง กล่าวคือ เจตนาในทางกฎหมายอาญามี 2 ประเภท คือ เจตนาประสงค์ต่อผลกับเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ข้อเท็จจริงที่จำเลยลักลอบใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้จำเลยจะมิได้ประสงค์ต่อผลรบกวนหรือขัดขวางการสื่อสาร หรือรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมของผู้ทรงสิทธิ แต่จำเลยย่อมคาดเห็นได้ว่าจะทำให้การใช้บริการการสื่อสารของผู้ทรงสิทธิเกิดสะดุด ไม่สะดวก ได้รับการรบกวนจากการกระทำของจำเลย ดังนี้ จึงตีความได้ว่าการที่จำเลยกระทำไปนั้นมีเจตนาย่อมเล็งเห็นผล

http://www.oknation.net/blog/tienja/2011/11/25/entry-3

[1] จิตติ ติงศภัทิย์ กฎหมายอาญา ภาค 2 ตอน  2 และภาค 3 พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพมหานคร:เนติบัณทิตยสภาฯ 2532 หน้า 2473-2477





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]