• tiki_ทิกิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nickmansl@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-16
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 23806
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
tiki on net ทิกิ..ที่นี่ก็มี
บันทึกอะไรต่อมิอะไร ที่อยากบันทึก นิยาย เพิ่งลงเดือนมีนา 2551 นี้ เองค่ะ ทำบล็อกย้อนหลัง(ใต้วันที่ย้อนหลัง ) ไม่เป็นค่ะ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tikionnet
วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม 2551
Posted by tiki_ทิกิ , ผู้อ่าน : 1208 , 01:26:38 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

ความคิดเห็นที่ 15

๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑
เวลา ๑๑:๕๐ นาฬิกา

.........ข้าพเจ้าเลี้ยวรถเข้าไปตามซอยแคบ ๆ นั้น..ตามถนนซีเมนต์ที่ไป
จ่อไว้ตรงต้นไม้เดิม ที่ชินตามากว่าสิบปี กับบ้านคนข้าง ๆ ที่ ...มองไปยัง
ต้นธูป ที่ขึ้นรกเรื้อ...หยิบกล้องมาถ่ายไว้...ถึงที่ดินแปลงแรก และ แปลง
เดียว ที่...ยังเดินเข้าไปที่ตัวเองไม่ได้ ..หยิบโทรศัพท์ สอบถามตามเบอร์
ที่เขาแปะป้ายไว้ ถามว่า..."ไหนว่า คุณมา ถมที่ ปรับที่แล้วรังวัดแล้วจะ
ให้ดิฉันมาเซ็น..ไม่เห็นร่องรอยอะไรเลย...ฯลฯ"
ห้านาทีที่ หมุนไปมาอยู่ตรงนั้น...ข้าพเจ้าก็พาตัวเองกลับออกไป
ทางถนนซอยซีเมนต์..ทิ้งปัจจุบันไว้ที่นั่นอย่างเดิมอย่างที่มันเป็น.....



บทที่สี่
ชีวิตในกรม ฯ

ที่บ้านในกรมฯ ของเรานั้น ข้าพเจ้าซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียว
ชอบการเย็บปักถักร้อยมาก นับแต่การได้เห็นคุณย่าคุณยายเย็บ
ผ้าด้วยมือ และ เย็บด้วยจักร ทำให้ข้าพเจ้าชอบการเย็บผ้าอย่าง
มาก ยิ่งได้เรียนที่โรงเรียนสตรีฯและ เลือกวิชาคหกรรม คือการ
เรียนเย็บผ้าตัดเสื้อ ตัดกางเกงด้วย ยิ่งทำให้เป็นคนสนใจเรื่อง
แฟชั่นและเครื่องแต่งกาย สามารถตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เองได้เกือบ
ทุกแบบ วัน ๆ หากไม่มีใครมายุ่งกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะง่วนอยู่
แถวจักรเย็บผ้า และ ฝันอยากจะไปเรียนดีไซน์และตัดเย็บที่
ประเทศฝรั่งเศสกับเขาบ้าง แต่ก็จะถูกคุณแม่ ขัดแย้ง เสมอว่า
เป็นนักตัดเย็บ นักเสื้อผ้ามันไม่ดี อย่างโน้น อย่างนี้ จะให้เรียนต่อ
ไปทางเข้ามหาวิทยาลัย

ความสนใจในเรื่องการตัดเย็บนี้เผื่อแผ่ไปยังการตกแต่งผ้า
ในบ้าน เป็นคนตกแต่งบ้านไปเกือบทุกมุม และ คุณพ่อคุณแม่ก็
จะดีใจที่ข้าพเจ้าตกแต่งบ้านเสมอ

ข้าพเจ้าถือว่าเป็นชาวบางลำพู คุ้นกับผ้าชนิดต่าง ๆ และ
ชอบการปักผ้าชนิดต่างๆ ยิ่งปักครอสติช ก็ชำนาญ ไม่แพ้การถัก
แท้ต ถักไหมพรม หรือ ถักโครเชต์ อย่างที่ พวกภรรยาชาว กรมฯ
เขาชอบทำกันเป็นงานอดิเรก

นาน ๆที พอรวบรวมเงินที่เก็บไว้จากค่าขนมได้ ข้าพเจ้าก็
จะไปซื้อผ้าชนิดต่าง ๆ มาทำผ้าคลุมเตียงบ้าง ผ้าม่านบ้าง หรือ
ปักครอสติชทำหมอนอิงรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมันอยู่ทนเป็นสิบ ๆ ปี ไป
อยู่ตามบ้านต่าง ๆ ของข้าพเจ้ามาหลายบ้าน และ ทำผ้าปูโต๊ะ
ครั้งหนึ่งนั้นได้ ซื้อผ้าครอสติชสีแดงเลือดนกมาปักลายเล็ก ๆ โต๊ะ
กินข้าวของคุณพ่อนั้นเป็นไม้มะค่าแท้ ๆ แต่ ฝานบางหน่อย-(ซึ่ง
พอโตขึ้นมามีความรู้เรื่องไม้ จึงรู้ว่า ทำยากนัก เพราะ ไม้มะค่า
แข็งมากที่จะตัดเป็นชิ้นบางอย่างนั้น ต้องใช้ฝีมือมาก)-พื้นบน ทา
แล็คเกอร์เงามันหากถูกน้ำก็จะด่างดวง ข้าพเจ้าจึงทำผ้าปูโต๊ะ
สีแดงนั้น ตัดผ้าให้ มนโค้งรอบโต๊ะ ลายเล็ก ๆ ที่ปักนั้นจะ
กระจายอยู่ ส่วนรอบโต๊ะและตรงกลางโต๊ะ เป็นสีฉูดฉาด มีพลัง
อย่างที่จำแม่นยำมาถึงวันนี้ เย็บผ้าดอยลี่ เป็นชิ้น ๆ สำหรับ
ใช้วางจานข้าวของแต่ละคนบนโต๊ะอาหารไว้ด้วย


คุณพ่อนั้น ท่านเป็นนักสโมสรสันทนาการเข้าสังคม
เหมือนกัน การนั่งโต๊ะอาหาร รับประทานให้เรียบร้อยเป็นสิ่งที่เรา
ลูกข้าราชการถูกฝึกอบรมกันมาก ข้าพเจ้าก็ไปเยี่ยมเยือนบ้าน
ท่านผู้ลากมากดี เจ้านายคุณพ่ออยู่บ่อย ๆ ได้เห็นการใช้ชีวิต การ
กินการอยู่ของท่านเหล่านั้น อยู่เสมอ ๆ ไม่นับบ้านญาติพวกนาย
พลฯ พี่น้องของคุณพ่ออีกหลายแห่ง แต่นับว่า การที่คุณพ่อพาเข้า
สมาคมสโมสรเพื่อนราชการคุณพ่ออยู่เป็นประจำนั้น ทำให้
ข้าพเจ้า รู้จักการวางตัว รู้จักสังคมของคุณพ่อพอประมาณ

ทุกวันศุกร์หรือเสาร์ข้าพเจ้าก็จำไม่แม่น คุณพ่อก็อนุญาต
ให้ข้าพเจ้าติดไปที่ตึกสมาคมศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมฯ ของท่าน
อยู่ใกล้ ๆกับโรงยิมตีแบดนั่นเอง ท่านให้ข้าพเจ้าไปเรียนรู้วิชา
สมาคมอีกอย่างหนึ่งคือการไปฝึกเต้นรำบอลรูม ให้ได้ทุกเสต็ป
ข้าพเจ้ารู้สึกชอบการเต้นรำในแต่ละจังหวะเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะ
เป็น ช่าช่าช่า แทงโก้ วอลทซ์ รุมบ้าบีกิน ฯลฯ จะจังหวะอะไรก็
ต้องเรียนกับครูของสมาคมฯ นั้นทุกจังหวะ

คุณพ่อมีกฎไว้กับข้าพเจ้าว่า หากถึงอายุสิบเจ็ดเมื่อไหร่จะ
ให้ออกรอบของจริงในงานบอล เด็กวัยรุ่นอย่างข้าพเจ้าตื่นเต้น
มาก อยากให้ถึงอายุสิบเจ็ดเร็วๆเสียทีจะได้แต่งตัวสวยๆ ไปงาน
เลี้ยงเต้นรำอย่างที่เขากำลังฮิตกันตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆในวาระ
นั้น

การไปเรียนรู้วิชาสมาคมนั้น ยังต้องไปสำรวจ "ขวด "
เหล้าฝรั่ง ชนิดต่าง เบียร์ และ ไวน์ อย่างเป็น"นักศึกษา" ด้วย ว่านี่
มันอะไรและ ดื่มอย่างไร กินอย่างไร คุณพ่อสอนราวกับว่าวัน
หนึ่งข้างหน้าข้าพเจ้าจะต้องไปออกงานสังคมเป็นประจำอย่างนั้น
แต่ข้าพเจ้าจะจิบจะชิมเท่าไรในวัยนั้นก็ยังไม่รู้จักกับเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ถึงโทษถึงภัยของมันอย่างไร เพราะสังคมของเหล่า
เพื่อนคุณพ่อทั้งหลาย ท่านล้วนแต่ พบกันก็ ชนแก้วกัน ให้กรึ่ม ๆ
กัน คุยกันมีสโมสร มีเกมต่าง ๆ ให้เล่นอย่างที่ข้าพเจ้าได้เห็น
สโมสรผู้ใหญ่เป็นกัน แต่มันไม่ใช่สโมสรของนักเรียนอย่าง
ข้าพเจ้า

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 00:40:47 ]





ความคิดเห็นที่ 16

บทที่สี่
ชีวิตในกรม ฯ (ต่อ )

ไม่เว้นแม้การพาไปดูดนตรีคลาสสิค ท่านจะต้องกำกับ
การให้ข้าพเจ้าแต่งกายในชุดแสคเรียบร้อยคลุมเข่า หรือเสมอเข่า
สวมถุงน่องรองเท้าหุ้มส้นอย่างสุภาพ เวลาไปฟังดนตรีแบบต่าง
ๆ ที่โน่นที่นี่พร้อมอบรมให้รู้จักชนิดของดนตรี ที่ไปดูด้วยทุกครั้ง
นอกเหนือไปจากการ เปิดเพลงคลาสสิคที่ข้าพเจ้าต้องฟังมาแต่
เล็กแต่น้อยกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงดนตรีที่หอบหิ้วกันมาจากบ้าน
เก่า อันเป็นเครื่องระบบไขลาน ให้หัวเข็มอันโต ๆ กลม ๆ ใหญ่ วาง
ไปบนแผ่นโต ๆ หมุนด้วยความเร็วจี่ก็มี กลางก็มี ช้าก็มี ฟังกันแต่
ละครั้ง หลายแฟ้ม จะคลาสสิคชนิดไหนก็ต้องฟังไปกับคุณพ่อมา
ตลอดชีวิต จนถึงเครื่องรุ่นใหม่ใช้ไฟฟ้า ที่มีรุ่นน้องคุณพ่อนำมาให้
ยืมฟัง และต่อมา ข้าพเจ้าก็ต้องมีหน้าที่ไปหาซื้อกับพี่ชายน้อง
ชาย ทั้งเครื่องเสียงชนิดใหม่ และ แผ่นเสียงต่าง ๆ มาให้คุณพ่อ
ได้ฟังอีก

วันเสาร์อาทิตย์กลางวัน ก็ต้องให้ข้าพเจ้า ติดตามขบวน
ก๊วนกอล์ฟของชาวกรมฯ ซึ่งมีสนามกอล์ฟอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับ
บ้านข้าพเจ้าเองอีก ให้รู้จักการตีกอล์ฟ ซึ่งกีฬาอย่างหลังนี้ ยิ่งโต
ข้าพเจ้าก็ยิ่งประท้วงและแอนตี้คุณพ่อหนักเข้าและไม่ค่อยจะ
ยอมไปเพราะรู้สึกว่า เสียเวลาชีวิตสังคมวัยรุ่นของข้าพเจ้าเกิน
ไป และมีอคติว่า เป็นเกมกีฬาของคนมีสตางค์สิ้นเปลืองมาก
สำหรับคนชั้นกลางอย่างข้าพเจ้า

นอกจากนั้น แต่เล็กมาแล้วท่านชอบพาพวกเด็กเล็กอย่าง
ข้าพเจ้าและพี่น้องไปเล่นเสก๊ตกันแถวลานพระรูปตอนเช้ามืด พอ
โตขึ้นมา ย้ายเข้าไปอยู่บ้านในกรมฯ แล้ว ท่านก็ยังพาไปเล่น เสก๊ต
น้ำแข็ง ทางถนนเพชรบุรีตัดใหม่ -ขออภัยข้าพเจ้าจำชื่อสถานที่
นั้นไม่ได้- แถมด้วย "โคลีเซี่ยมสเก๊ต" ที่พวกผู้ใหญ่หัวโบราณเขา
หาว่าเป็นแหล่งมั่วสุมวัยรุ่น สมัยนั้น และอะไรต่อมิอะไรมากมาย
ซึ่งท่านมีคติว่า "ให้พ่อพาไปดีกว่าให้คนอื่นพาไป"

ซึ่งก็หมายรวมถึงการต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ไกล ใกล้
หลายแห่งตามวันหยุดก็ดี หากไปพัทยา หรือ บางละมุง ก็ต้องไป
ฝึกเล่นสกีน้ำ ซึ่งเจ้านายราชนิกุลของคุณพ่อท่านโปรดการเล่น
กีฬานั้น ๆ หรือ บางครั้งก็มีการเดินทางไกลไปจังหวัด เหนือ และ
ใต้ ไปกับการดูงานของคุณพ่อในที่ต่าง ๆ ให้ข้าพเจ้าเรียนรู้รูปแบบ
การทำงานของคุณพ่อที่มีต่อชาติและประชาชน ..ดูเหมือนม้นจะ
"มากเกินไป" เรียกว่า ข้าพเจ้า "แก่แดด แก่ลม" มาแต่เล็ก แต่คุณ
พ่อคงจะรู้ดีว่าท่านจะไม่อยู่กับข้าพเจ้านาน จึง "อัดใส่สมอง"นั้น
จนเต็มเพียบ จนน่าเบื่อ น่าระอา แต่ ก็ ดีกว่าอยู่เฉย ๆ

ข้าพเจ้าในฐานะลูกสาวคนเดียวของพ่อ ต้อง"รับ" รู้ทุก
อย่างที่พ่อเก่ง พ่อมี พ่อเป็น...ก็นับว่าดีเหมือนกันสำหรับข้าพเจ้า
นอกเหนือไปจากเป็นหนอนหนังสือ ก็ต้องรู้เรื่องกล้วยไม้อย่างที่
คุณพ่อชอบเพาะเลี้ยงกล้าไม้เล็ก ๆในขวด แล้วก็ ขยายเป็นเรือน
กล้วยไม้ใหญ่ เต็มทั้งที่บ้านศรีย่าน และ ค่อนสนามหลังบ้านใน
กรมฯ นั้น หรือ การเลี้ยงไก่ เร้ดฮอร์นเต็มกรงหลายชั้นแต่บ้าน
ศรีย่านนั้น หรือ เลี้ยงเป็ด "ลูก" อะไรของคุณพ่อ.ที่ทำให้พวกบ้าน
ข้าพเจ้าต้องพลอยโกลาหลไปกับคุณพ่อ แต่นั้นเป็นงานอดิเรกอัน
มีความสุขของท่าน แต่เป็นความรู้สึกใกล้เพี้ยนของเราลูก ๆ
...โอย...มากมาย เล่าไม่หมด..

อีกอย่างหนึ่ง คือความสนใจเรื่องการบันทึกภาพ ข้าพเจ้า
ได้เรียนรู้การใช้กล้องทั่วไปธรรมดา และ สนใจการบันทึกภาพ
ดอกไม้หรือแหล่งไปเที่ยวที่โน่นที่นี่มาตลอด นับแต่การบันทึกด้วย
ฟิล์มขาวดำ เนกาตีฟ สไลด์สี และ ฟิล์มสีธรรมดา มาเรื่อย ๆ
เป็นอีกความสนใจที่แม้ทรัพยากรดังกล่าวจะหายไปเสียมาก
ระหว่างการโยกย้ายที่อยู่ในแต่ละครั้ง แต่มันก็ยังบันทึกไว้ใน
ความทรงจำ อันมากมายก่ายกองไปด้วยภาพและเสียง
ส่วนเรื่องการขับรถเป็นนั้น ข้าพเจ้าจำได้ว่า ได้ทำ
วีรกรรมเอาไว้ที่นั่น ว่าเมื่อตอนอายุสิบสามนั้น ข้าพเจ้าได้
กระโดดขึ้นไปที่ หน้ารถแลนด์โรเวอร์ประจำตำแหน่งของคุณพ่อ
แล้ว ไขกุญแจ สตาร์ทเครื่อง ทันที คิดว่าตัวเองเก่งแน่ ขับรถได้แน่
ผลคือ รถพุ่งเข้าชนประตูโรงรถ ซึ่งเป็นที่พักของพี่ชายน้องชาย
สองคนของข้าพเจ้า รถไม่เป็นไรมาก เพราะเหล็กนั้นแข็งมาก มี
บางอย่างแตกนิดหน่อยที่คุณพ่อต้องเสียเงินซ่อมให้หลวง แต่
ประตูนั่นสิ มันพัง พังเข้าไปในบ้านหลังนั้น
หลังจากนั้น คุณพ่อ จึงสั่งให้คน ขับรถท่านนั้นเป็นครู
สอนขับรถให้ข้าพเจ้าทันที รถที่ข้าพเจ้าขับเป็นคันแรก จึงเป็นรถ
แลนด์โรเวอร์ของกรมฯ นั่นเอง และนับว่าขับรถเป็นแต่เมื่ออายุ
๑๓ ก็เพราะการไปอยู่บ้านในกรมฯ แต่วาระนั้น

แก้ไขเมื่อ 18 มี.ค. 51 00:56:40

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 00:53:14 ]





ความคิดเห็นที่ 17

คุณพ่อไม่เพียงแต่ อบรมให้ข้าพเจ้ารู้หลายอย่างอย่างที่
เล่ามาอีกอย่างที่ท่าน "สั่ง" ไว้ในชีวิต จำได้ว่าเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้า
จะต้องไป"คัดสำเนาทะเบียนบ้าน" ที่อำเภอปากเกร็ด ข้าพเจ้าไม่
รู้จัก ไม่รู้วิธีไป ไปไม่เป็น ฯลฯ ข้าพเจ้าพูดอ้อนวอนให้ท่านพาไป
แถมคงจะขู่เข็ญจะให้คนขับรถของท่านพาไปด้วย ซึ่งมันเป็นไปไม่
ได้ เพราะในเวลาทำงานของกรมฯนั้น ข้าพเจ้ามิใช่ท่านจะไปสั่ง
คนขับรถประจำตำแหน่งท่านให้ไปรับใช้ข้าพเจ้าอย่างนั้นได้อย่าง
ไร แต่ในวัยเด็กอย่างนั้น ข้าพเจ้ามิรู้ความควรไม่ควร ไปนั่งขอร้อง
ท่านให้จัดการให้ คุณพ่อจึงพูดว่า

"ต้องไปทำอะไรเองให้มันเป็นเอง ไม่งั้นชีวิตนี้ก็ทำอะไรไม่เป็น"

ข้าพเจ้าจำได้ว่า ตัวเองโกรธคุณพ่อจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง..ไป
เองก็ได้ฟระ..แล้วก็นั่งรถเมล์จากป้ายหน้าถนน ไปจนถึงปาก
เกร็ด และ ไปคัดสำเนาทะเบียนบ้านเป็นได้ในวันนั้น


นั่นก็เป็นคุณพ่อซึ่งทำหน้าที่ อบรมสั่งสอน รูปแบบวิถีชีวิต
ที่สอนใส่เข้าไปสมองน้อย ๆ ของข้าพเจ้าซึ่งยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยว
หัวต่อของวัยรุ่น อย่างไม่เบื่อหน่าย ท่านมักเปรยบ่อยๆ ว่า
" โลกมีสารพัดแบบ มันอยู่ที่ลูกจะใส่แว่นตาสีไหน ใส่แว่น
สีไหนโลกก็เป็นสีนั้น.."

สารพัดจิปาถะ ที่ข้าพเจ้าเรียนรู้จากชีวิตวัยรุ่นเมื่อยังอยู่
กับคุณพ่อคุณแม่ ท่านถือว่าเป็นครูคนแรกของลูก และก็ยังเป็น
อยู่เสมอ

ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นครูที่ดีปานใด ต่อมาข้าพเจ้าก็ยัง
อกตัญญูต่อครูคนแรกของข้าพเจ้าท่านนี้ออกบ่อย แต่ท่านจะ
โกรธจะเคืองจะแค้นข้าพเจ้าก็หาไม่ ...สำหรับลูกแล้ว ท่านมีแต่ให้
และ ให้เสมอไม่ว่าท่านจะมีชีวิตอยู่หรือ ท่านจะล่วงลับไปแล้ว
สิ่งที่คุณพ่อวางแบบไว้ให้แก่ข้าพเจ้าล้วนเป็นสิ่งดี มีประโยชน์
บันทึกไปไม่หมดสิ้น

(จบบทสี่ )
เขียนไว้คืน ต่อคืนวันเสาร์ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ณ เรือนนนทบุรี ประเทศไทย

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 00:56:12 ]


I am Posting the Novel Up side down into
the Comment Boxes...Enjoy your Reading now

ขออนุญาตนำมาโพสต่อที่นี่ค่ะ เมื่อคืนก่อน ทำไม่ได้เพราะเครื่องนั้น

ทำไม่ได้อย่างที่เครื่องนี้ ยกมาวางได้เลยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 2
tiki_ทิกิ วันที่ : 23/03/2008 เวลา : 01.31 น.
http://www.oknation.net/blog/tikithai
ip : 203.118.74.230
 

ความคิดเห็นที่ 20

บทที่ห้า
หัวเลี้ยวหัวต่อ

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ข้าพเจ้าก็ยังฮึกเหิมอยู่อีก ว่า
ในเมื่อเรียนดีเรียนเด่นประมาณนั้นแล้ว มีหรือที่จะเก็บตัวเองไว้ใน
โรงเรียนสตรีฯนี้อีก ได้ยินเขาว่ากันว่า เด็กนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ที่พญาไท นั้น เขาเรียนเก่งได้ทุนไปเรียนเมืองนอกเมืองนากัน
ข้าพเจ้าก็ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเรียนในโรงเรียนที่เก่งที่สุดของประเทศ
อีกดูทีรึว่า คนอย่างข้าพเจ้าถ้ามันขยันเอาจริงเอาจังจะไปเรียนมิได้
ก็ตั้งหน้าตั้งตาดูหนังสือขนานหนัก และ มุ่งมั่นว่าปีนั้นจะไปสอบ
เข้าเรียน โรงเรียนเตรียมฯ ดังกล่าว

แต่ความคิดของข้าพเจ้านั้น กลับถูกคุณแม่ขัดขวางทุก
วิถีทาง การยกตัวอย่างพี่ชายที่สอบเข้าไม่ได้ในปีที่ผ่านไป แล้ว
ทำให้คุณแม่ต้องวุ่นวายหาโรงเรียนเอกชนอื่นให้พี่ชายเข้า ต้อง
เสียเงินเสียทองค่าแป๊ะเจี๊ยะอะไรต่าง ๆ ของคุณแม่ในปีนั้น ทำ
ให้คุณแม่ดูแคลนว่า ข้าพเจ้าคงจะสอบไม่ได้และ จะไม่มีวันเซ็น
ใบอนุญาตต่อการศึกษาอะไรให้ อีกทั้งข้าพเจ้าก็ไปสอบถามข้อมูล
เจ้าหน้าที่ว่า หากไปขอใบสุทธิ คือใบบอกสำเร็จการศึกษามัธยม
ต้น จากโรงเรียนสตรีฯ ของเราปลายปี มัธยมศึกษาปีที่สาม ในปี
นั้นถือว่าลาออกไปเลย จะกลับมาขอเรียนใหม่ที่โรงเรียนเดิมไม่
ได้แล้ว - ก็ถือว่า โรงเรียนก็กันไม่ให้เด็กออกไปเหมือนกัน

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ข้าพเจ้าเป็นเดือดเป็นแค้นกับ
คุณแม่อย่างแรงยิ่งคุณแม่กีดกันเท่าไหร่ ความฮึกเหิมในใจ
ข้าพเจ้าประสาวัยรุ่นอายุสิบหกปีก็ยิ่งประทุขึ้นมาก ประกาศกับแม่
เอาไว้ว่า หากให้เรียนต่อที่โรงเรียนสตรีฯ ต่อไป ข้าพเจ้านั้น
เชี่ยวชาญทางวิชาศิลป์และ ภาษาเป็นอย่างยิ่ง จะแกล้งไป
เรียนสายวิทย์และ จะแถมตกให้แม่ดูทั้งปีด้วย ในฐานที่ไม่ยอม
เอื้ออำนวยให้ข้าพเจ้าไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมฯ

ในวันดังกล่าว จะถือว่าข้าพเจ้าเฮี้ยวหรือเฮี้ยนหรือ
อะไรก็แล้วแต่ แต่วันนั้น นับเป็นจุดหักเหของชีวิต อย่างที่ผู้
ปกครองนักเรียนทั้งหลายอาจจะต้องตาค้างกับความคิดวิตถาร
ในหัวใจของเด็กของท่าน ซึ่งถือเป็นพวกเด็กหัวรุนแรงอะไร
อย่างที่เขาว่ากัน...

เมื่อข้าพเจ้าประกาศเป็นตายกับคุณแม่ไปแล้ว
คุณแม่จะสำเหนียกสักนิดก็หาไม่ว่า ระเบิดลูกเล็กๆ กำลังจุด
ไฟขึ้นที่สายชนวนแล้วรอประทุ และเกมนี้สิ่งที่เป็นเดิมพัน
อาจไม่ใช่ชีวิตข้าพเจ้าก็จริง แต่นับเป็นรอยกรรมรำลึกชนิดหนึ่ง
ซึ่งเมื่อกำลังบันทึกชีวิตช่วงนี้ในชีวิตช่วงต้นก่อนวัยทำงานของ
ข้าพเจ้า เป็นการบอกถึงความเป็นตัวของตัวเอง และ ความหยิ่ง
ในศักดิ์ศรีอย่างบ้าบิ่นพอสมควร หากเทียบกับพวกกามิกาเซ่
ของญี่ปุ่น บินทิ้งระเบิดด้วยการขับเครื่องบินโหม่งโลกศัตรู
ข้าพเจ้านั้นมันก็ครือ ๆ กัน กับไอ้พวกนักบินพวกนั้นแต่ไอ้ที่ดิ่ง
ลงไปนั่นมัน ประเทศตัวเอง

ข้าพเจ้าปิดเทอมปลายปีมัธยมศึกษาปีที่สามในปีนั้น
ถือว่าจบมัธยมต้น ทางโรงเรียนให้ประกาศนียบ้ตรมาอีกใบเอาไว้
เก็บงำ บางคนเขาเอาไปใส่กรอบติดฝาบ้าน แต่ข้าพเจ้าเก็บรวม
ใส่แฟ้มไว้แฟ้มหนึ่ง

สรุปคร่าว ๆ ว่า ข้าพเจ้าอยู่โรงเรียนสตรีฯ นั้นในปีมัธยม
ปลาย มัธยมศึกษาปีที่สี่แผนกวิทยาศาสตร์ และ ทำวีรกรรมสอบ
ตกมันทั้งสองเทอมให้แม่เสียใจทั้งปี ทั้งยังทำตัวเป็นพระเตมีย์ใบ้
ไม่พูดกับคุณแม่ไปอีก เก้าเดือน ซึ่งวีรกรรมนี้ ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้
พิมพ์ในหนังสือ "แม่จ๋า -พระคุณแม่ลูกกราบแทบเท้า- ชีวิตสอน
ชีวิต เล่มหนึ่ง " ของข้าพเจ้าแต่ปี ๒๕๔๗ ไปแล้ว..จึงไม่อยาก
เขียนซ้ำในตอนนี้

ในปีถัดมา ข้าพเจ้าก็หอบ ใบรับรองการศึกษา "การเรียน
-ไม่พอใช้ ..ความประพฤติ - เรียบร้อย " อย่าง -ผู้ชนะ- ตาม
สมองอันทิฎฐิมานะดื้อด้านของข้าพเจ้า ไปสมัครเข้าเรียนโรงเรียน
เตรียมอุดมศึกษาพญาไท ..ซึ่ง ตอนนี้ ข้าพเจ้าจดจำความสุขใน
โรงเรียน ดอกบัวงามเต็มฝั่งน้ำ ที่นั่นได้เต็มที่ แต่ข้าพเจ้าก็ขอ
อนุญาตยังไม่เล่าอะไร ได้แต่เรียนที่นั้น ณ เรือนเทา สายศิลป์
ฝรั่งเศส อยู่ปีหนึ่ง แล้วก็ย้ายขึ้นไปเรียน ตีกหนึ่ง สายศิลป์ เมื่อ
ปีสอง มีการกีฬา มีการกิจกรรมพอสมควร และ ก็เคี่ยวเข็ญตัว
เองอย่างหนัก เพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้...โดย ทำตัว
ประชดประชันคุณแม่อย่างแรงในปลายปีนี้ เพราะ ข้าพเจ้าปราถนา
จะเรียน ศิลปากร ที่คณะมัณฑศิลป์ ในขณะที่คุณแม่ ก็ยื่นคำขาด
(รอบที่เท่าไหร่ไม่ทราบ) อีกแล้ว ว่า ต้องเข้า จุฬาให้ได้ ข้าพเจ้า
ก็แกล้งแม่ตามเคย เลือกคณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ไป
เลย แถมด้วย มธ ให้แม่อีกคณะเป็นลำดับสอง แล้วตามด้วย ลำ
ดับสาม เป็นอะไรต่อมิอะไร จนถึงอันดับสุดท้าย (ที่อยากเข้า
เหมือนกัน) คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ลำดับนี้ อยากไปให้ไกล
แม่มากที่สุดเท่าที่จะไปได้ )

ถึงตรงนี้ ขยายความไว้อีกนิดว่า สมัยนั้นมีกฎว่าในการสมัคร
เข้ามหาวิทยาลัยนั้น ผู้ปกครองต้องเซ็นรับประกันว่า จะ "ส่งเสียให้
เรียนให้จบ " ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีสิทธิ์สอบเข้า คุณแม่ก็ใช้ช่องว่างนี้
บังคับให้ข้าพเจ้าต้องเลือกมหาวิทยาลัยตามใจท่าน ข้าพเจ้าก็
ทำ อย่างที่ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้เขาว่า " แดรกส่ง " คือ เลือกคณะที่
ข้าพเจ้าไม่เชี่ยวชาญ ก็สายศิลป์ฝรั่งเศสไม่ได้เรียนคณิตศาสตร์
กข หรือ ค แต่เราเรียน คณิตศาสตร์ ก เท่านั้น อาศัยวิชาภาษา
อังกฤษ และ อื่น ๆ เป็นหลัก ข้าพเจ้า ซึ่งในที่สุด ต้องไปตกลำบาก
ตรากตรำในคณะพาณิชย์บัญชีฯ ที่ตัวเองไม่ถนัดอยู่สี่ปี ด้วยสอบ
ติดคณะที่ตัวเองประชดส่งแม่นั่นเอง

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 20:56:20 ]





ความคิดเห็นที่ 21

บทที่ห้า
หัวเลี้ยวหัวต่อ( ต่อ )

ชาวหอ ซีมะโด่ง

ใครจะคิดว่าชีวิตจะต้องเป็นเด็กหอ- อีกครั้งอีกแล้ว- จะโทษ
อะไรไม่ได้ นอกจากว่า ชีวิตชาวหอครั้งนี้ มันก็ต่อเนื่องมาจากบ้าน
ไกลอีกเหมือนเดิม คราวนี้ คุณแม่ได้ไปขอ คุณป้าเพื่อนคุณพ่ออีก
แล้ว ท่านก็จัดการคุยกับผู้ดูแลควบคุมหอพักจุฬา ฯ ให้ข้าพเจ้ามี
สิทธิ์เข้าไปอยู่ที่นั่น นับเป็นชีวิตที่ ทั้งทุกข์ ทั้งปวดร้าว ทั้งขมขื่น
ทั้งบ้า ๆ บอๆ อะไรสารพัดอย่าง ที่ต้องเข้าไปอยู่เรียนในคณะวิชา
ที่ตัวเองไม่อยากเรียน แต่พวกพี่ชาวหอ "ซีมะโด่ง " นั้นน่ารักจน
แสนประทับใจว่าทำให้ ชีวิตช่วงนั้นมีความสุข ยกเว้นเดือนต้น ๆ
ที่เข้าไปอยู่หอ ที่ เกือบถูกรุ่นพี่รูมเมทจะปลุกปล้ำเอาเสียแล้ว ข้อ
หาที่เขาให้ข้าพเจ้า คือ "อยากใส่ชุดนอนยั่วนัก " เอากับเขาซี่
ข้าพเจ้าหอบผ้าหอบผ่อนออกจากห้องกลางดึก ไปขออาศัยพี่ใน
คณะเดียวกัน อีกห้องที่ข้าพเจ้าชอบไปขลุกขลุ่ยภาคดึก คือ ชอบ
ลงไปทำการบ้านบัญชี ในห้องสมุดหอ ด้านล่างจนดึกแล้วจะเจอ
รุ่นพี่พวกนี้ ก็จะ เป็น "น้องรัก" ของพี่ชาวหอ เข้าออกห้องพี่ๆ พวก
นี้ได้ ..ยังนึกระลึกถึงไม่หาย

ช่วงนั้น ข้าพเจ้าป่วยเป็นทั้งโรคเครียดลงกระเพาะ แถม
หวัด บ้าง อะไรต่อมิอะไรมากมาย แถมโรคจิตน้อย ๆ ที่ต้องถูกรุ่น
พี่ที่คณะ รับน้องเดี่ยว และ อีกหลายเรื่อง


วันถัดไปที่เกิดเรื่องดังกล่าว ก็ไปขอท่านผู้คุมหอย้ายห้อง
ไปอยู่กับรุ่นพี่คณะเดียวกันที่ว่า

พวกรุ่นพี่ที่หอซีมะโด่งนั้น ชอบ
ข้าพเจ้าเอามาก ๆทีเดียว ทั้งส่งให้ข้าพเจ้าไปเต้นโมเดิร์นด้านซ์
หน้าพระที่นั่ง คืน ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓ ในปีนั้นแล้วยัง
ให้ไป ออกทีวีช่อง ๓ ที่หนองแขม ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัย
รำถวายพระพร คืน ๔ ธันวาคม ปีเดียวกัน ข้าพเจ้าจำความรู้สึก
สดชื่น ปลาบปลื้มยินดีเหล่านั้นได้มาก นับเป็นคนดังข้าม
มหาวิทยาลัย(แบบเงียบ ๆ - ติดดิน )กับเขาคนหนึ่งเหมือนกัน
แต่...แต่ขอโทษเถอะ คุณแม่นั้นไม่รู้เรื่องข้าพเจ้าอะไรทั้งสิ้น..
ท่านกับข้าพเจ้าเหมือนอยู่กันคนละโลกเลย..

ชีวิตในหอ"ซีมะโด่ง" นั้นมีสารพัดรสชาติ ทั้งสุข สนุก
และทุกข์ก็มี ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าตากชุดชั้นใน สีชมพู สีฟ้า สีเหลือง
อ่อนเอาไว้สามชุด พอกลับไปจะไปเก็บ ก็หายไปหมด ให้งงมากว่า
ขนาดนิสิตที่นั่น ยังมีการสอยเสื้อชั้นในของข้าพเจ้าไปได้นะ

หากจะเขียนแต่ชีวิตชาวหออย่างเดียวคงจะยาวไปอีก
หลายบท ขออนุญาตข้ามไป เพราะ อยู่หออยู่ไม่กี่เดือน
คุณแม่ท่านก็บ่นว่าค่าใช้จ่ายสูง ก็สั่งข้าพเจ้ากลับบ้านในกรมฯ อีก
แล้ว ข้าพเจ้าละมึนเลย ให้ไปกลับกับรุ่นพี่ที่คณะซึ่งเป็นลูกสาว
เพื่อนสนิทคุณพ่ออยู่ในกรมฯ นั่นแหละ เช้ามืดให้นั่งรถเก๋งอาศัยเขา
ไปอีกตอนเย็นก็อาศัยเขากลับ ฯ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ยิ่งสิ้นปี
เขาซ้อมเชียร์ซ้อมอะไรต่อมิอะไร กันมากมาย แต่ก็สุดจะทุ่มเถียง
ทะเลาะกับคุณแม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก เอาไง ก็เอา

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
บทที่ห้า
หัวเลี้ยวหัวต่อ
(ต่อ)
จุดหัก จุดเห

เมื่อสิ้นปีที่หนึ่งที่อยู่ที่คณะบัญชี ฯ นั้น ข้าพเจ้าก็เหมือน
ไอ้เด็กหัวดื้อคนอื่น ๆ คือ "ข้าฯ จะทำอะไรตามใจข้าฯ ให้ได้ "ก็ไป
ฝึกมือที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร กับพี่ๆ คณะมัฑณศิลป์ ที่เคยรู้จัก
ครั้งเรียนโรงเรียนสตรีฯ เมื่อข้าพเจ้าเต้นโมเดิ้ร์นด้านซ์ ในช่วงนั้น
พวกพี่ ๆที่คณะฯ ดังกล่าว ได้เข้าไปจัดการ ออกแบบชุดเสื้อผ้าให้
ข้าพเจ้านักเต้นทั้งหลายที่นั้น เราจึงได้ มีสายใยติดต่อกัน และเข้า
ไปนั่งฝึกมือ ในช่วงนั้น แต่ข้าพเจ้าอาจเป็นคนขี้เล่นเกินไปก็ได้
เพราะเกิดไปทัก "พระพิฆเณศวร์" ที่หน้าประตูเอาว่า
" พระอะไรเนี่ย ..มีหน้าเป็นช้างด้วย " สงสัยท่านจะไม่
ค่อยชอบ ฝึกมือเท่าไหร่ ไม่ก้าวหน้า แถมวิชาที่เลือกอันดับหนึ่ง
ในปีนั้น คือ " คณะจิตรกรรม " ยิ่งยากหนัก เขามีไว้ให้แต่พวกมือโปร
เขียนรูปจากเพาะช่าง ช่างศิลป์นั่น อันดับสอง คือ "คณะมัณฑนศิลป์"
ก็ปิ่ว...ไปติดอันดับสามที่เลือกเผื่อไว้ คือ " ภาควิชาสื่อสารมวลชน"
จุฬา ฯ นั่นเอง

ข้าพเจ้าพิจารณาวาระถูกโทษ รับน้องเดี่ยวในปีก่อนที่ผ่านมา
แล้วเสียวสยอง ข้าพเจ้าจะไม่ไปเป็นน้องใหม่ใส่ถุงเท้าที่นั่นอีกดอก
ถึงแม้จะสอบติดมีชื่อเรียนที่ภาควิชาดังกล่าว ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ไปสอบ
สัมภาษณ์แต่อย่างใด ..นับเป็นความโง่-แบบเด็กๆ -ของตัวเองอีกอย่าง..

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 21:13:00 ]


ความคิดเห็นที่ 1
tiki_ทิกิ วันที่ : 23/03/2008 เวลา : 01.30 น.
http://www.oknation.net/blog/tikithai
ip : 203.118.74.230
 

I am Posting them up side down

ความคิดเห็นที่ 22

บทที่ หก

หัวหกก้นขวิด


หลังจากที่หวนคิดถึงความเซ็งของตัวเอง และต้องกลับไป
เรียนแบบไม่ค่อยเข้าเรียนตามสะดวกที่คณะบัญชี อย่างเดิม ทำวีรกรรม
สอบตกวิชาคำนวณหรือสถิติอะไรสักวิชา ถึงแก่ตกชั้น ไปอยู่กับรุ่นน้อง
ที่เขาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเป็นหน่วยกิตแล้ว...และ ในที่สุด
ข้าพเจ้าก็สลัดทิ้งการศึกษาที่จำใจเรียนไปสี่ปีอย่างนั้น..

ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ อันเป็นปีที่เพื่อนรุ่นเดียวกันที่
เข้าไปชุดแรก ออกไปรับปริญญาทำงานนั้น ข้าพเจ้าต้องไปฝึกงาน
ภาควิชาบริหารอุตสาหกรรมเดินทาง หรือเรียกกันว่า ภาควิชาโรงแรม
ณ โรงแรมชั้นหนึ่งที่ถนนสีลม
แต่งานที่ฝึกนั้นน่าเบื่อหน่ายเสียนี่กระไร
ข้าพเจ้าต้องทนอยู่แต่หน้า เคาน์เตอร์ Front Office คอยรับคอยส่ง
กุญแจห้องให้ฝรั่ง ครั้งหนึ่งถูกฝรั่งเอากุญแจห้องปาหัวเข้าให้ หาว่า
ซื่อบื้อหยิบกุญแจห้องผิด ข้าพเจ้าในฐานะ เด็กฝึกงาน ซึ่งติดป้าย
ไว้ที่ อกว่า Trainee คิดแล้วคิดอีก ว่าจะฝึกงานบ้า ๆ บอ ๆ นั่นไป
ทำไม ข้าพเจ้าได้ทิ้งเกียรติยศศักดิ์ศรีตัวเองทำเพื่ออะไร เพื่อประชด
ชีวิตมาถึงสี่ปี เป็นครั้งสุดท้ายที่รู้ว่าจะไม่ทนเพื่อใครอีกแล้ว จึงแจ้ง
แก่ทางโรงแรม นั้นว่า ข้าพเจ้าขอหยุดการฝึกงานไม่ฝึกจนจบ
รู้ว่าตัวเองไม่ชอบวิชาที่เรียนทั้งนั้น และ อยากทำงาน ด้านการเขียน
ข่าว ทำข่าว หรือ ขีดเขียน- งานอดิเรกคือเขียนหนังสือลง นิตยสาร
หลายเล่มในวาระนั้น- ข้าพเจ้าก็ขอข้ามไปฝึกงานกับหนังสือ พิมพ์
ฝรั่งเล่มหนึ่งที่ถนนเดโช ใกล้ ๆ โรงแรมที่ข้าพเจ้าไปฝึกงาน
แทน
สรุปว่าข้าพเจ้าไม่ยอมฝึกงานให้จบ

คุณแม่ยังคิดว่า ข้าพเจ้าไปฝึกงานที่ โรงแรม นั้นเสร็จแล้ว
โดยที่คุณแม่กับข้าพเจ้าทะเลาะกันอย่างแรงในช่วงนั้น ว่ารู้สึกอาย
ที่ลูกสาวกลับบ้านดึก ฝึกงานอย่างไร ฯลฯ ท่านลุแก่โทสะตบหน้า
ข้าพเจ้าอยางแรงหนึ่งที และ ออกปากขับไล่ข้าพเจ้าออกจากบ้าน
ในกรมฯ ในวันนั้น โดยใช้คำเดิม ๆ ของแม่ ท้าทายความสามารถ
ของข้าพเจ้า อย่างที่ว่า
"แกมีปัญญาหาเงินเรียนเองได้ก็ไปเลย "
ความอดทนของเราทั้งคู่หมดลงด้วยกันในวันนั้น (ถึงแม้
คุณแม่จะปฏิเสธในระยะหลัง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ท่านก็ปฏิเสธว่าไม่
ได้ตบหน้าข้าพเจ้า และ ไม่ได้ไล่ออกจากบ้าน - ในใจท่านคง
ประชดประช้นเอาชนะข้าพเจ้าอย่างที่เคยเป็นมาตลอด) ข้าพเจ้า
สุดจะทนกับความเหนื่อยยากแสนเข็ญที่ต้องไปฝึกงานถึงสีลมและ
กลับมาบ้านปากเกร็ด ก็ยังถูกคุณแม่อ้าง "คนอื่นเขาจะคิดอย่างไร? "
อยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้าก็เดินขึ้นไปชั้นบนบ้าน หอบผ้าผ่อนออกจาก
บ้านแม่ ตรงดิ่งไป หาเพื่อนร่วมคณะซึ่งไปฝึกงานโรงแรมร่วมกัน
อยู่ในตอนนั้น โดยเธอเช่าตึกแถวตรงข้ามคณะ ซึ่งทำเป็นหอ
เอกชน ฯ ข้าพเจ้าเข้าไปแบ่งห้องคนละครึ่งกับเธอแค่แมวดิ้นตาย
มีเตียงเล็ก ๆ โต๊ะเล็กๆ และ ตู้เสื้อผ้าพลาสติกอยู่ใบท้ายเตียง พอกัน
ทีกับสภาพลูกสาวคนดีคนงามของคุณแม่....และหายตัวไปจาก
ชีวิตแม่ไม่กลับไปบ้านแม่อีกนาน

จนได้เวลาจะเปิดเรียนใหม่ในปีนั้น คุณแม่ก็ให้คนขับรถคุณ
พ่อ นำเงินใส่ซองมาให้ข้าพเจ้าเพื่อเป็น ค่าเล่าเรียนเทอมใหม่ และ
คุณแม่ก็ให้เงินค่า ใช้ชีวิตชาวหอพักอิสระ นั้นมาด้วย..ข้าพเจ้ามอง
เงินในมือ ไม่อยากรับ แต่คนขับรถคุณพ่อ ก็เคี่ยวเข็ญให้รับว่า คุณ
แม่จะเสียใจมาก หากข้าพเจ้าไม่รับ... แต่ ข้าพเจ้าไม่ได้นำเงินนั้น
ไปลงทะเบียนเรียนดอก วีรกรรมครั้งสุดท้ายในการเรียนให้แม่น้ำตา
ตกที่ไม่อยากจะเขียนถึงเลย คือ

"ลาออกไปทำงาน"

นั่นคือทางชีวิตของข้าพเจ้า...ทางที่ข้าพเจ้าเลือกเอง
ทางที่ข้าพเจ้าอยากจะเรียกตัวเองว่า นักธุรกิจหญิง นักทำงานคนมี
ความคิด ของตัวเอง...พอเสียทีกับชีวิตใต้อุ้งเท้าแม่ !!

ถ้าคิดในแง่ของแม่ ข้าพเจ้าคงเป็นลูกอกตัญญูอย่างยิ่ง
แต่ในแง่ของข้าพเจ้าแล้ว ไม่ใช่ ..ข้าพเจ้าถูกแม่บังคับมาทั้งชีวิต
จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขอครั้งนี้ที่ข้าพเจ้าเลือกเอง คือการได้
ไปทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ไม่ต้องให้แม่บ่น แม่ว่า ว่าใช้เงินของแม่
ทำให้แม่ทุกข์ลำบากใจ...สักครั้ง กับการเปรียบเทียบตัวเองและ
ลูกคนอื่นของคุณพ่อ ว่า ท่านออกก๊วนกอล์ฟ สัปดาห์ละสองหน
หากไม่หอบลูกชายคนเล็ก ก็คนโตไปด้วยกัน ค่าใช้จ่ายนั้น..คุณ
แม่เคยคิดบ้างไหมว่า หากคุณแม่พูดกับคุณพ่อให้เพิ่มเงินให้ข้าพเจ้า
ใช้เพียงพอ โดยการหยุดไปออกรอบตีกอล์ฟ เรื่องไม่จำเป็น (แต่
จำเป็นยิ่งสำหรับคุณพ่อ และลูกชายนักกอล์ฟของท่าน ) ข้าพเจ้า
คงจะไม่น้อยใจขนาดนั้น ...แต่ข้าพเจ้าฮึดสู้เสียแล้ว และ โบกมือ
อำลาชีวิตนิสิตนับแต่วันนั้น

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 22:38:51 ]




ความคิดเห็นที่ 23

บทที่ หก (ต่อ )

หัวหกก้นขวิด
ชีวิตหกผกผัน

เป็นสิ่งที่ภูมิใจมาก ที่ได้ไปทำงานแล้ว...บริษัทโฆษณา
แถบถนนเพชรบุรีตัดใหม่ นั้น รับข้าพเจ้าเข้าไปทำงานในตำแหน่ง
ค้อปี้ไร้ท์เตอร์ คือนักเขียนบทโฆษณา

อัตราเงินเดือน ๑๕๐๐ บาท ท่านอย่าหัวเราะเยาะ เชียวนะ
เพราะ สมัยนั้น ข้าราชการชั้นตรี ยังสตาร์ทด้วยไม่ถึง ๑๐๐๐ บาท
และ วันนั้น ข้าวก็ยังจานละ สองสามบาทอยู่..ค่ารถเมล์ ก็เพิ่มเป็น
สัก หกสลึง หรือ บาทห้าสิบแล้วต่อช่วง ข้าพเจ้าเอาสามสิบวัน
หาร ๑๕๐๐ บาท แปลว่า ข้าพเจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเงินวันละ
๕๐ บาท

เพื่อให้ ทางชีวิตการงานข้าพเจ้าประสบผลสำเร็จ พอได้
งานที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่นั้น ข้าพเจ้าก็ไปหาหอฯ แถวเอกมัยอยู่
ได้หอหนึ่ง ในนั้นมีคนทำงานบริษัทฯต่าง ๆและ นักศึกษาปริญญา
โท ก็มี อยู่หลายคน

เพื่อให้ชีวิตรอดมีกินพอประทังชีพ ข้าพเจ้าก็ซี้อเตาไฟฟ้า
หัวขดได้เตาหนึ่งพร้อมกับ หม้อตุ๋นข้าวได้ใบหนึ่งเป็นสองชั้น
เวลาทำต้องใส่น้ำไปชั้นล่าง มีหูยาว ๆอันเดียวทั้งสองชั้น ชั้นบน
ใส่ข้าวสารกับน้ำพอท่วมข้าวลงไป ชั้นล่างก็เป็นที่ใส่น้ำให้เต็ม
ตั้งไปบนเตาไฟฟ้าดังกล่าว จนเดือด และ ซื้อไข่ไก่ มาต้มไป
พร้อมกับน้ำที่ต้มข้าวด้านล่าง ซื้อ ปลากระป่อง และ ผักกาด
กระป่องไว้เป็นอาหารประจำทุกมื้อที่กลับไปหอ ประมาณว่า
มื้อหนึ่งไม่ถึงสิบบาทสมัยนั้น ไข่ไก่ก็ฟองละไม่ถึงบาท ผัก
กาดกระป๋อง และปลากระป๋อง ก็บาทกว่าเองเท่านั้นค่ะ
เช้าก็ออกจากหอ ขึ้นรถเมล์ไปนิดหนึ่งไปถึงบริษัทฯ
กลางวันก็หาข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวแถวนั้นกิน เย็นก็กลับรถเมล์ถึง
หอฯ และ ทำอาหารดังที่ว่าไว้ คือ หุงข้าวตุ่นชั้นบน ชั่นล่าง
ต้มไข่ เปิดปลากระป๋อง นั่นเป็นอาหารสามัญประจำตัวของ
ข้าพเจ้า

เสื้อผ้านั้น ความที่ข้าพเจ้าเป็นนักเย็บผ้า จึงสามารถ
ตัดเย็บชุดสูทให้ตัวเองบ้าง ชุดแซค บ้าง ชุดกระโปรง กับเสื้อ
ยืดและเสื้อกั๊ก ให้ตัวเองหลายชุด เรื่องเสื้อผ้านั้นข้าพเจ้าสามารถ
มีเสื้อผ้าสวย ๆ ใส่ เหมือนสมัยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่

เงินเดือนแค่นั้นกระติ๊ดเดียว ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่หอพักฯ
มือก่ายหน้าผาก แต่นัยน์ตาไม่ได้แห้งผาก เพราะข้าพเจ้ามีทาง
ชีวิตรออยู่ข้างหน้า อยู่แล้วในหัวใจ

พี่ชายคนโต ซึ่งห่วงใยข้าพเจ้ามาก ก็พยายาม มารับ
ข้าพเจ้าไปค้างบ้านเขากับพี่สะไภ้ ที่แถวถนนเทพารักษ์ ในช่วง
เย็นวันศุกร์ และ พามาส่งในเช้าว้นจันทร์ บางครั้งเสาร์อาทิตย์
ข้าพเจ้าก็ไปเยี่ยมเยียนคุณอา ซึ่งเป็นทหารเรือ ที่สัตหีบ และ
มีชีวิตอย่างอิสระเสรีไม่มีกฎข้อบังคับของคุณแม่ที่เป็นไม้เบื่อ
ไม้เมากับข้าพเจ้าอย่างแรง

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 22:41:55 ]


ความคิดเห็นที่ 24

บทที่ หก (ต่อ )

หัวหกก้นขวิด
ชีวิตหกผกผัน

จะว่าไป ช่วงที่ข้าพเจ้าปฏิวัติตัวเองไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติ
สัญญาณของแม่ต่อไป ก็นับว่าดีเลิศในการงาน แต่ตกต่ำในภาพ
ลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง หากหวนคิดไปถึง เด็กหอฯ ที่อยู่คนเดียว
ใช้ชีวิตอิสระ มีงานทำ ขึ้นรถเมล์บ้าง ตุ๊ก ๆ บ้าง บางครั้งก็แท็กซี่
แต่สำหรับคนภายนอกเขาคงมองข้าพเจ้านั้นกระจอกพิกลอยู่
ทว่า สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ด้วยความทิฎฐิมานะยึดมั่นในความเป็น
ตัวของตัวเองสูงลิ่วนั้น ข้าพเจ้าถือว่า ที่กำลังเอาชนะคะคานกัน
อยู่นั้น คือ คุณแม่..!! และ ข้าพเจ้าถือว่าชนะ เพราะการมีงานทำ
อย่างดีเด่นนั้น...หากใช้ภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าคงเป็น "The
amazing Gypsy Copywriter " ในวันนั้น...

และยังมีต่อ...

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 18 มี.ค. 51 22:45:00 ]

ข้าพเจ้านำจากที่ไปเขียนไว้ในช่องคำตอบ มารวมไว้นี่หมดแล้ว

เพื่อให้ติดตามอ่านง่าย ต้องขออภัยในความทำไม่เป็นด้วยค่ะ

ภาค ๑ที่ลงไว้ตอนก่อนคือที่นี่ค่ะ

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม 2551
My Novel...My Land ;-from pantip dot com

Posted by tiki_ทิกิ , ผู้อ่าน : 24 , 23:23:36 น.  

http://www.oknation.net/blog/tikionnet/2008/03/22

และตอนต่อไป อีกตอน คือที่นี่ค่ะ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม 2551
#3 MY Novel : My land ที่ดินผืนนั้น ภาคต่อ 3

Posted by tiki_ทิกิ , ผู้อ่าน : 7 , 20:22:08 น.  

http://www.oknation.net/blog/tikionnet/2008/03/24/entry-2/comment#read

      

..............ที่ดินผืนนั้น...........

             เชิญอ่านที่ OK Nation ตามลิงก์ ได้ที่นี่ค่ะ

    ตอนหนึ่ง My Novel...My Land ;-from pantip dot com 

    #2 My Novel - My land (in Thai) form pantip dot com

    #3 MY Novel : My land ที่ดินผืนนั้น ภาคต่อ 3





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
tiki_ทิกิ วันที่ : 18/04/2008 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tikithai


ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาชมบล็อกและอ่านนิยาย แต่ต้นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chedtha วันที่ : 09/04/2008 เวลา : 04.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)

คำว่า "หยิ่งในศักดิ์ศรี" ในท่ีนี้ คงใช้ผิดแล้ว
น่าจะเป็น "เห็นผิดเป็นชอบ" ซะมากกว่า
หรือ "ดันทุรัง" หรือ "ชอบเอาชนะในทางที่ผิด" ดูจะเป็นคำที่เหมาะสมกว่านะ

โอย...อ่านมาถึงตอนนี้
นี่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ผมมีลูกสาวอย่างคุณ สงสัยต้องหัวใจวายตายตั้งแต่ยังไม่แก่

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
tiki_ทิกิ วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 19.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tikithai

ขอบคุณทุกท่านที่มาอ่านและ ตั้งใจเม้นต์ นะคะ
คุณเชษฎฐา มาบอกว่าน่าจะเปิด ไม่ควรรวมคำตอบ
ไว้ที่เดียวกัน ก็เลย OK ค่ะ เปิดอย่างเดิมนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 23/03/2008 เวลา : 01.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

ขอบคุณครับที่เขียนเรื่องแบ่งปันกันอ่าน

มีเวลาว่างแวะ บ้านสวนธรรม กับอีกมุมมองหนี่ง ที่บ้านผมบ้างนะครับ http://www.oknation.net/blog/suntawanyim/2008/03/23/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน