• tiki_ทิกิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nickmansl@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-16
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 24060
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
tiki on net ทิกิ..ที่นี่ก็มี
บันทึกอะไรต่อมิอะไร ที่อยากบันทึก นิยาย เพิ่งลงเดือนมีนา 2551 นี้ เองค่ะ ทำบล็อกย้อนหลัง(ใต้วันที่ย้อนหลัง ) ไม่เป็นค่ะ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tikionnet
วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม 2551
Posted by tiki_ทิกิ , ผู้อ่าน : 784 , 20:22:08 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทที่เจ็ด
         ก้าวสู่ชีวิตทำงานมือโปร

             จน ปีถัดมา ข้าพเจ้าก็ไปสมัครงานที่บริษัทฯเอกชน
อีกบริษัทฯ หนึ่ง เพื่อยกระดับเงินเดือนของข้าพเจ้าขึ้นที่เดือน
ละ ๓๐๐๐ บาท อัตรานี้ เทียบเท่ากับ บัณฑิตที่จบปริญญาโท
ในปีนั้น...เปลี่ยนงานอีกรอบ คราวนี้ เข้าบริษัท ฝรั่งที่นับว่าเป็น
ยักษ์ใหญ่ในการโฆษณา ที่ถนนเพลินจิต  เงินเดือนข้าพเจ้าปีน
จาก ๕๐๐๐ บาท ขึ้นไปที่ ๖๐๐๐ ถึง ๗๕๐๐ บาทในปีนั้น  


         ในปี พุทธศักราช ๒๕๑๘-๒๕๑๙ อันเป็นปีที่ข้าพเจ้า
เปลี่ยนงานไปมา คือ ลาออกไปทำกับอีกบริษัทฯหนึ่ง ที่ ถนน
คอนแวนต์ และ ถูกเจ้านายที่เพลินจิตสั่งเลขาตามตัวกลับมา
หนหนึ่ง        ข้าพเจ้าก็ลาออกอีก เพื่อจะไปเรียนต่อที่คณะ
วารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์ ซึ่งแต่แรก มิได้คิดจะออก เพราะ
เลือกสอบเข้า ภาคค่ำไว้ แต่กรรมที่จะไม่ได้เรียนคือต้องไป
เรียนภาคกลางวัน แล้วกดดันในชีวิตมาก ที่ต้องกลับไปอาศัย
คุณแม่ใช้เงินคุณแม่ไปเรียน    กำลังคิดมากอยู่ช่วงนั้น คุณ
แม่ได้ย้ายออกจากบ้านในกรมฯ แล้ว คุณพ่อลาออกได้บำเหน็จ
มาก้อนใหญ่ คุณแม่ไปเลือกซื้อที่ดินติดกับบ้านพี่ชายในหมู่บ้าน
เอกชนแห่งหนึ่ง และ กำลังรอการก่อสร้างอยู่ ท่านจึงไปเช่า
บ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งของเพื่อนคุณพ่อ และ ข้าพเจ้าก็ไปอยู่
บ้านหลังนั้น เดินทางไปเรียน ที่ มธ. อยู่ และ ไปอาศัยบ้าน
ญาติพี่น้องคุณแม่ที่คลองประปาสามเสน  ไปเรียนช่วงนั้น จน
ถึงวันตัดสินชีวิต คือ  มหาวิทยาลัยมีเดินขบวนประท้วงเกิด
การนองเลือด ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ นั้น ข้าพเจ้า ก็ จบชีวิต
นักศึกษาอีกรอบ

             วันรุ่งขึ้นยกหูโทรศัพท์ โทรฯ ไปหาเจ้านายที่เพลินจิต
ท่านก็บอกคำเดียวว่า " มาเลย เงินเดือน ๗๕๐๐ " --- นั่นมัน
ราคาจบด็อคเตอร์ในปีนั้นนะคะ แล้วข้าพเจ้าจะเรียนไปทำไม
กับภาวะต้องอาศัยชาวบ้านชาวช่องอยู่อีก ..ไม่เอาแล้วเรียนหนัง
มีแต่ป้ญหา ข้าพเจ้าไม่เรียนก็ทำงานได้ เงินเดือนมากกว่าพี่น้อง
ทุกคนในบ้าน มากกว่าสองเท่าสามเท่าเสียด้วยซ้ำ   วันรุ่งขึ้น
ข้าพเจ้าก็ได้กลับไปทำงานใหม่อีกครั้ง..ณ บริษัทฯเก่าที่ลาออกไป

          ช่วงนั้น ข้าพเจ้าย้ายที่พักไปเป็นหอพักแบบบ้านรวม
แบ่งห้องให้เช่า ที่ซอยสุขุมวิท ๔๓ พอย้ายไปทำงานที่บริษัทฯ
ที่ถนนคอนแวนต์ ก็ไปเช่าห้องชุดราคาเดือนละ ๕๐๐๐ บาท
เป็นอพาร์ตเมนท์อย่างหรูที่ ถนนคอนแวนต์  แล้วก็ไปเช่าห้อง
ชุดอย่างหรูแถบถนนพหลโยธิน ราคาเท่ากัน แต่แล้วก็กลับไป
เป็นอพาร์ตเมนท์ เล็ก ๆ ห้องหนึ่งเดือนละสองพันบาทในซอย
สุขุมวิท ๔๑ ที่นับเป็นแหล่งพักพิงนอกอกแม่ครั้งสุดท้าย..ก่อน
จะไป ๆ มา ๆ อยู่กับคุณแม่ที่บ้านใหม่ที่คุณแม่สร้างเสร็จและ สร้าง
ห้องให้ข้าพเจ้าห้องหนึ่งที่นั่น  และ ...กลับไปอยู่กับคุณแม่
ช่วงปี ๒๕๒๑ ถึง ๒๕๒๓ อีกครั้ง

           คราวนั้นเงินเดือนพอมีมากขึ้นเป็นหมื่นแล้ว น้องชายก็แนะนำให้
ข้าพเจ้าไปซื้อรถยนต์ใช้เอง อย่าเดินทางด้วยรถเมล์หรือ รถแท็กซี่
อีก ข้าพเจ้าเลือกซื้อรถคันแรก เป็นรถมือสองอเมริกันคันยาว
ยี่ห้อ ปอนติแอก-Pontiag  รุ่น แคททาลีน่า-Catalena ให้พี่ชาย
มาขับออกจากอู่ให้  มีเรื่องตลกว่า เขาทำรถตายบนสะพานปิ่น
เกล้า มีคนมาช่วยแก้ไขรถ เรียกค่าซ่อม๔๐๐ บาท ตอนนั้นนับว่า
แพงมาก เทียบค่าเงินสมัยนี้ ก็ไม่ต่ำกว่า สองพันบาทแน่ เขาก็
ตาเหลือก ต่อรองค่าซ่อม เจ้าช่างนักฉวยโอกาสนั้นมองพี่ชาย
ข้าพเจ้าหัวจรดเท้าแล้วกล่าวว่า
            " ขี่รถคันยาวเป็นวา บอกไม่มีเงินได้ไง  "
         พี่ชายก็ต่อรองให้ช่างนั้นไป สัก สองร้อยบาท แล้วรีบ

โทรฯ หาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเลยฉุกคิด คำนวณทั้งค่าน้ำมัน ทั้ง
ค่าโสหุ้ยแล้ว ก็ไปที่อู่ขอเปลี่ยนเป็นรถโฮลเด้นสีทอง มันก็
ดูมีอาการไม่ค่อยดีอีก จึงเปลี่ยนเป็นเฟี้ยต-Fiat  รุ่น Sport Baby
แทน  ขับไปขับมาไม่เท่าไหร่ก็ถูกรถเมล์ชน ไปเสียเวลาซ่อม
ทำสี ข้าพเจ้าจึงไปเปลี่ยนเป็น Fiat อีกแล้ว แต่เป็นรุ่น 124
ซึ่งทำประวัติการณ์ " เข็นทุกครั้ง " หรือ "ต่อสาย(ไฟ)ตรงแล้วติด"
ให้ข้าพเจ้าใช้ไปอีกหลายปี  


         นับเป็นรถมือสองหลายคันที่ใช้มา จนในที่สุด เมื่อคุณ
พ่อข้าพเจ้า ซึ่งลาออกจากงานราชการเหมือนกัน ได้ย้ายสถาน
ที่ทำงานไปอยู่ รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ขอใช้สวัสดิการ
ของที่ทำงานท่าน ซื้อรถเก๋ง Toyota ใหม่เอี่ยมป้ายแดงออก
จากอู่ โดยให้ รถFiat นั้นแก่ท่านแทน แล้วข้าพเจ้าก็ผ่อนรถ
Toyota อยู่พัก และ ขายคืนให้คุณพ่อ และ ขายรถ Fiat ด้วย
กลับไปใช้รถเมล์ รถตุ๊ก ๆ รถแท็กซี่ ในเวลาแค่สามสี่ปี ต่อมา


        ถ้าพูดถึง ช่วงปีนับแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๗ ที่ลาออก
จากมหาวิทยาลัย มาทำงาน จนถึง ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นั้น แค่
หกปี  นับจากเดินออกจากมหาวิทยาลัยมาทำงาน  พบอุปสรรค
ทุลักทุเลของชีวิตอย่างเขียนไม่ถูกจริง ๆ มันเป็นเวลาที่ชีวิตหก
ผกผัน จนแทบจะบรรยายไม่ถูก      และ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้มาใน
ช่วงนั้น  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าพเจ้าล้วนทำเอง สร้างเอง
เลือกเอง เป็นไปเองตามกรรมตามวิถีชีวิตของข้าพเจ้า และ ได้
อีกสิ่งหนึ่งที่อยากได้มานานชั่วชีวิต...
คือ "โฉนดที่ดินแปลงหนึ่ง"
ซึ่ง ได้มาและ นำไป จำนอง และ ขายฝาก ไว้กับหลายแห่ง
หลายครั้ง ในช่วงนั้น...มันมีที่มา....!
             ปมเล็ก ๆ ในใจของข้าพเจ้า ที่ต้องการ บ้านและที่ดิน
ของตัวเอง กลายเป็นปมใหญ่มหาศาลของชีวิต เป็นปมที่คว่ำ
ข้าพเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า...และ จะค่อย ๆ เล่าไปอย่างละเอียด
อย่างเกี่ยวเนื่อง เหมือนกับห่วงโซ่ของโครเชต์ที่ร้อยเรียงต่อติด
ไปอย่างตัดไม่ขาด.......

แก้ไขเมื่อ 19 มี.ค. 51 19:32:56

จากคุณ : tiki_ทิกิ

ภาคต่อไปของข้าพเจ้านั้น เขียนเสร็จไปส่วนหนึ่งเมื่อคืนนี้ แต่นั่งอ่านแล้ว
ชั่งใจอยู่ว่า จะลงดี หรือไม่ลงดี แต่หากไม่ลง ก็เหมือนมองไม่เห็นปัญหา
และสัจธรรมแห่งการ ดิ้นรนที่จะมีอิสระเสรีภาพ ของตน

ข้าพเจ้าย่อมมีสิทธิ์ในชีวิตของตนที่ดำเนินทิศทางอย่างที่ตัวเอง
บังคับได้ ชีวิตมนุษย์ย่อมเหมือนปลาที่ต้องพยายามกระเสือกกระสน
เพื่อหาบ่อน้ำเลี้ยงชีวิต
มุมมองของคุณแม่ ท่านก็รู้จักแต่ "วิชาบัญชี"
แบบที่ท่านเรียนมา เหมือนคนรุ่นป้า รุ่นแม่ของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้ารู้จัก
ส่วนใหญ่ ก็มักเรียน วิชาบัญชี หรือ ครูอาจารย์ หรือ แพทย์พยาบาล
การที่จะมองเห็นสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตกับศิลปะนั้น หายากนัก หาก
ใครมีความแตกต่างจากบุคคลอื่น เป็นปัจเจกบุคคลโดดเด่น คนนั้นก็มัก
จะถูกหาว่า "บ้า" "บ๊อง " " เพี้ยน " " สติแตก " ฯลฯ

แต่กับคนอย่างข้าพเจ้านั้น คนละสายพันธุ์ทางความคิดกับคุณแม่
และ ญาติโกโหติกาคุณแม่แทบจะ ๑๐๐ % มีบางครั้งที่ได้ยินเพื่อนคุณแม่
ท่านบ่นกับพวกข้าพเจ้า ว่า
" ป้าอยากเอาเรามาเลี้ยงเองเสียจริง แม่เรามันเลี้ยงลูกไม่เป็น
เลี้ยงลูกผู้หญิงไม่เป็น ไอ้ลูกป้ารึ ม้นก็ไม่ฉลาดเฉลียวอย่างเรา น่าเสียดาย
นะ หากป้าเลี้ยง เจ้าคงจะไม่เป็นอย่างนี้ดอก.."

บันทึกไว้ ณ เวลา 12:38 นาฬิกา พระอังคาร ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ เรือนนนทบุรี

จากคุณ : tiki_ทิกิ - [ 19 มี.ค. 51 12:37:38 ]

โดย: tiki_ทิกิ วันที่: 20 มีนาคม 2551 เวลา:2:14:51 น.

ค้อปี้ที่เขียนไว้ จากหน้า พันทิป

http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W6423525/W6423525.html#25

 และ

บล็อกแกงก์

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=tiki&date=18-03-2008&group=7&gblog=2

นำมาลงต่อที่นี่ คุณ สีน้ำฟ้าเขาแนะนำให้ลงวันละตอนจะได้อ่านไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวจะแถมให้อีกสองสามตอนนะคะ

 %%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

สิบเอ็ดโมงยี่สิบห้านาที วันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

หลวงพ่อกำลังฉันเพล อาหารที่เรานำมาถวายในเช้าวันนี้คือ บะหมี่เป็ด
เกี๊ยวน้ำ และ ข้าวหน้าเป็ด เอ็มเค ร้านทำเป็ดอร่อย วันนี้เป็นวันที่คุณที่บ้าน
นัดไว้ว่าจะทำบุญครบ ๕๐ วัน ให้คุณแม่ของเขา หรือคือ คุณย่าของลูกชาย...
"หลวงพ่อดูสิคะ ที่ดินของเรา จนป่านนี้ ๒๙ ปีแล้วนะคะ ยังเข้าไป
ใช้ที่ใช้ทางเราไม่ได้เลยค่ะ "
ข้าพเจ้ายื่นโทรศัพท์มือถือให้ท่านดูภาพตรงหน้าจอ ให้ท่านกดลง
ดูภาพไปเรื่อย ๆ ท่านหัวเราะ ก็เหมือนที่ข้าพเจ้าก็หัวเราะกับท่าน เช่นกัน
"ดีที่มันเป็นที่นะ มันเลยยังอยู่ หากเป็นอย่างอื่นก็หมดไปด้วยแล้วซี
ปีนี้ เธอไม่ต้องคิดร่ำคิดรวยอะไรนะ สร้างบุญบารมีของเธอไปก็พอ "
ที่อะไรหนอ ที่เราซื้อมาตั้ง ๒๙ ปีแล้ว แต่ไม่อาจทำประโยชน์อะไรใน
ที่นั้นได้ เลย....
แล้วภาพปัจจุบัน ก็ถูกแทนที่ด้วยภาพ เมื่อสามสิบปีที่แล้วแทน


บทที่แปด
โดดเดี่ยว รัก และร้าง..

ช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังทำงาน ชุดหนึ่งเป็นโฆษณาสินค้าสุภาพสตรี
มี "หนังสือดวงชะตา" ที่ข้าพเจ้าต้องทำให้เป็นการส่งเสริมการขายให้แก่
สินค้าชิ้นนั้น เป็นเหตุให้ต้องวิ่งไปหาท่านอาจารย์หมอดูคนดังท่านหนึ่ง
ที่ถนนวิทยุ ทางเข้าโปโลคลับ
ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักท่าน และ ท่านก็ไม่รู้จักข้าพเจ้า แต่พอเข้าไป
แจ้งความประสงค์ว่า ขอให้ท่าน " เขียน บทดูหมอประจำราศี ในปีถัดไป"
โดยมี "ค่าตอบแทน" จากบริษัทฯ ให้ ท่านหมอดูท่านนั้น ก็ มองข้าพเจ้า
อย่างชื่นชมโสมนัส และ ศรัทธา อย่างยิ่ง

" ไหนคุณบอกผมมาทีซิ ว่าเกิด วันเดือนปี เวลาตกฟากและเมือง
ไหน "
ข้าพเจ้าได้สอบถาม "ความเป็นมา "ของท่านหมอดูท่านนี้กับเพื่อน
บางคนมาแล้ว เขาว่า ท่าน "ร้อนวิชา" ถึงแก่เคยปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคา
บ้าน นอนไม่ได้หลายวันหลายคืนมาเป็นที่ลือลั่น
ด้วยความยินดีที่ท่านจะดูให้ข้าพเจ้า จึง บอกท่านถึงวันเดือนปี
เกิด คุณหมอดูท่านนั้น ขออนุญาตเรียกชื่อย่อ ว่า อาจารย์ ส. ท่านก็
เขียนดวง ปุ๊บปั๊บ แล้วก็ทำท่าผงะอยู่
" คุณล้อผมเล่นหรือเปล่านี่ ? "
" ล้ออะไรเหรอคะ ? " ข้าพเจ้าทำหน้าพิศวง แต่ก็พอเข้าใจในสาระ
ที่ท่านตอบ..เพราะได้ยินหลายครั้งแล้วจากคนอื่น คือท่านพูดว่า
" ก็คุณเอาดวงคนตายแล้วมาให้ผมดูน่ะซี คนนี้ ตายไปแล้วตั้งแต่
อายุ ๑๓ ถึง ๑๗ แต่ที่แน่ ๆ น่าจะตายตั้งแต่ อายุ ๑๗ นะครับ "
ข้าพเจ้ายิ้มใส่ไปในลูกตาท่าน
" ดวงหนูเองแหละค่ะ "
" คุณเคยมีอุบัติเหตุทางน้ำอะไรช่วงอายุดังกล่าวไหม "
ข้าพเจ้านึกถึง ช่วงเวลา ' ทักทายนายผ้านุ่งแดงทุกคืน' ช่วงนั้น
ก็เลยพยักหน้า แล้วก็ฟัง อาจารย์ ส. ท่าน 'ฟันธง'เอากับดวง ข้าพเจ้าว่า
" ผมเห็นบุคลิกคุณ คุณดูเหมือน'คุณหญิง'มากเลย แต่พอเห็นดวง
แล้ว ผมตกใจ ผมไม่พูดอะไรมาก ในปีสองปีต่อไป ดวงคุณจะถึงขนาด
' ท้องไม่มีพ่อ ' เอาเชียวละ "

ข้าพเจ้านึกเอือมระอากับคำทำนายแนวนี้มานานแล้ว คนอย่าง
ข้าพเจ้าน่ะเรอะ มีแต่ทิ้งคนอื่น จะต้องเป็นอย่างที่ อาจารย์ ส. นี้ทำนาย
เชียวหรือ ? แล้วก็ ลาท่านกลับไปบริษัท ฯ โดยไม่ได้สนใจกับคำทำนาย
ทายทักอะไรพวกนั้น

พุทธศักราช ๒๕๒๑ เวลาที่ข้าพเจ้ากำลัง รุ่งเรืองเรื่องการเรื่องงาน
ของข้าพเจ้าอย่างหาใดเทียบไม่ได้ในช่วงนั้น ..นายผู้ที่เคารพอย่างยิ่งส่ง
ข้าพเจ้าไปประชุมต่างประเทศ ในแถบเอเชียแปซิฟิค และ เป็นเวลาที่
ข้าพเจ้ากำลังมีรักในหัวใจกับหนุ่มบางคน การเดินทางไปประชุมของข้าพเจ้า
ในครั้งกระนั้น ได้ทำให้หญิงสาวบางคนซึ่งก้าวเข้ามาแทรกกลางชีวิต ได้
ดึงเขาไปจากข้าพเจ้า
พอกลับมาจากประชุม...ทั้ง ๆที่เพียงไม่กี่วัน..รักที่คิดว่าแน่ว่านอน
นั้น ก็ปลิวหายไปกับหญิงสาวคนนั้นแล้ว

ข้าพเจ้ารู้สึกอกหักอยู่พักหนึ่ง จึงใช้ชีวิตอย่างไม่ค่อยจะแคร์อะไร
เท่าใด ทั้ง ๆ ที่ ถูกห้ามดื่มเหล้า ดื่มแอลกอฮอล์ และ ห้ามเที่ยวกลางคืน
แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกหัวใจสลายอย่างหนักในระยะนั้น จึงมักออกเที่ยวเตร่ไป
ตามผับตามบาร์ตามโฮเต็ล อย่างน้อยให้ลืม ๆ เรื่องเก่า ๆที่เข้ามาในชีวิต
นั้นลง และนั่นจึงทำให้ 'ใครอีกคน' ก้าวเขามาในชีวิตข้าพเจ้า เพราะ'เขา'
อยู่ในกลุ่มเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้าอยากเข้านักหนา ข้าพเจ้าจึง
ไว้วางใจ เที่ยวเตร่เฮฮา กับพวกพี่ ๆ กลุ่มนั้น และ ไว้วางใจถึงขนาดให้
ทั้งกลุ่มเข้ามาหาข้าพเจ้าในห้องพักที่อพาร์ตเม้นท์ตอนดึก และ ดื่มเหล้า
พูดคุยกับไป หนสองหน ซึ่ง'เขา' ผู้เป็นสมาชิกคนใหม่ในกลุ่มที่ข้าพเจ้า
มิเคยเห็นมาก่อนนั้น แสดงความสนใจกับข้าพเจ้าอย่างออกนอกหน้า

%%%                                                                            %%%

บทที่แปด (ต่อ )
โดดเดี่ยว รัก และร้าง..


      เหตุของความประมาทในครั้งนั้น ได้ทำให้ชีวิตข้าพเจ้าแปรผัน
แต่ ก็เป็นเวลาที่ข้าพเจ้า กำลังหา "บ้าน" เพื่อจะซื้ออยู่อาศัยเอง ในช่วงนั้น
ข้าพเจ้าได้ไปวางเงินจองซื้อบ้านไว้ ที่ถนนพัฒนาการหนึ่งแห่ง ซึ่งเป็นบ้าน
ใกล้บ้านคุณอาและอยู่ในโซนติดต่อกันสุขุมวิท ด้วยถนนเพชรบุรีตัดใหม่
กำลังมีความหวังในชีวิตว่าตัวเองจะมีบ้านอยู่ของตัวเองสักหลัง จะไม่เช่า
อพาร์ตเม้นท์อีกแล้ว

ยามว่างของข้าพเจ้า มักจะไปที่ร้าน Thai House สุขุมวิท เข้าไป
ซื้อหาเฟอร์นิเจอร์ไม้สักเก่า เวลาว่าง ก็จะเปิดประตูห้อง ยกออกไปหน้าห้อง
นำมาเช็ดล้าง ทำความสะอาด ขัดจนดูผุดผ่อง รอจนแห้งแล้วก็ยกกลับมา
แต่งห้องไว้อีก ฝันว่าวันหนึ่งคงจะได้ยกเข้าบ้านใหม่ของข้าพเจ้า
เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเก่านั้น นำกุมารปูนพลาสเตอร์น้อยมาให้ตัวหนึ่ง
ข้าพเจ้าวางไว้บนโต๊ะไม่สักเก่าตัวนั้น

และ คืนหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ฝัน เห็นกุมารีน้อยหัวจุก ในชุดผ้านุ่งโจง
กระเบน มาหาข้าพเจ้า เสียงเรียก "แม่จ๋า .." นั้นยังกังวานอยู่ในโสตประสาท
แม้เมื่อตื่นขึ้นมา

แต่แล้ว ...บางอย่างก็เกิดขึ้นกับชีวิตข้าพเจ้า 'เขา'คนนั้น ผู้ก้าว
เข้ามาในชีวิต ผู้มีอิทธิพลรุนแรงจนโชคชะตาแปรผัน ราวกับที่ท่านหมอดู
อาจารย์ ส. ท่านทำนายทายทักไว้ ข้าพเจ้าหมดแรงหมดกำลังใจที่จะ
ซื้อบ้านต่อไป ปล่อยให้เจ้าของโครงการณ์ยึดเงินดาวน์ไป เพราะมอง
อนาคตไม่เห็นเลย ว่าจะทำงานทำการต่อไปได้อย่างไร จากสิ่งที่กำลัง
เกิดขึ้นในชีวิตวันนั้น

ดูเหมือนเขากับข้าพเจ้าอึดอัดกันอย่างยิ่ง .......

..... ข้าพเจ้านั้น 'ไล่เปิดเขาไปจากชีวิต ' ครั้งนี้เป็น
ครั้งสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องตัดสินใจ ย้ายกลับไปอยู่บ้านกับคุณแม่
และ คุณพ่อ..ในแวดวงของพี่ชาย น้องชาย และ หยุดชีวิตที่อพาร์ตเม้นท์
ไว้เพียงเท่านั้น ขอให้มันเป็นเพียงภาพความหลังที่แม้จะผุดกลับมา แม้จะ
ทำให้หวนหาอาลัย แต่ก็ไม่อยากจะคิดถึงมัน
ข้าพเจ้าอยากจะฝังวันแห่ง
ความรัก ความอาทรอันรวดเร็วปานจรวดนั้นลง ข้าพเจ้ารู้ว่าตัวเองประมาท
และพลาดพลั้ง แต่ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบชีวิตตัวเองต่อไป

หลายเดือนในช่วงต้น ๆ ข้าพเจ้า
ยังมีภาพหลอนของเขา และจมดิ่งอยู่ในความทุกข์เศร้า จนแม้แต่นาย
แพทย์ ที่เข้ามาตรวจอาการของข้าพเจ้า และ จัดวิตามินให้กิน ยัง
ดุว่าข้าพเจ้าที่ไม่บำรุงรักษาต้วเอง ...ก็ในความสิ้นหวังอย่างนั้น ข้าพเจ้า
จะเอาพลังใจที่ไหนมาสู้ชีวิต

ชีวิตสอนบทเรียนให้ข้าพเจ้าอีกบทว่า การดับความทุกข์ให้แก่
ตนเอง คือต้องยอมรับว่า ในอดีตชาติของเรานั้น คงได้เคยทำกรรมแก่
ผู้คนเขาไว้มาก หากชาติที่เคยเกิดเป็นชาย คงได้ ทิ้งร้างหญิงไว้
เป็นม่ายลูกติดไว้มาก ชาตินี้ข้าพเจ้าจึงได้เสวยกรรมอย่างทันตาเห็น

แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่พลังต่อสู้นั้นกลับคืนมา ข้าพเจ้าบอกคืน
ห้องแก่ผู้ดูแลอพาร์ตเม้นท์ เก็บข้าวของทุกชิ้นออกจากห้องพัก ขน
ของขึ้นรถ และข้าพเจ้าก็ย้ายกลับบ้านแม่ ในขณะที่ ขับรถไปทำงาน
ที่บริษัทฯเป็นปกติ เหมือนที่เคยเป็น

หลายคนถามถึง'เขา' เขาคือใคร ทำงานที่ไหน ฯลฯ ข้าพเจ้า
บอกให้ทุกคนทราบว่าเขาคือใครและทำงานที่ใด แต่เขากับข้าพเจ้า
นั้น เดินกันไปเป็นเส้นขนานไม่มีวันที่จะมาแตะกันอีกแล้ว

แก้ไขเมื่อ 23 มี.ค. 51 22:12:27
จากคุณ : tiki_ทิกิ

%%%%                                                                  %%%%


บทที่แปด
โดดเดี่ยว รัก และร้าง..
(ต่อ )

             พุทธศักราช ๒๕๒๒ อีกหนึ่งชีวิต ...เพิ่งเกิดมา.
เด็กน้อยน่ารักของขวัญชีวิตของข้าพเจ้า  เกิดที่โรงพยาบาลพหลโยธิน
ซอยราชครู.. กระเช้าดอกไม้ขนาดใหญ่ หลายกระเช้า ส่งมาจากบริษัทฯ
วางไว้ที่หัวเตียง เพื่อน ๆหลายคนมาเยี่ยม

ลูกสาวน้อยผิวขาวผ่องอมชมพูแสนสวยของข้าพเจ้าเกิดมาแล้ว

และข้าพเจ้าจะเลี้ยงเขาให้ดี ให้น่ารัก ให้ดีกว่าข้าพเจ้าหลายเท่า

ถัดไปจากนั้น คือหน้าที่ของ ทนาย ที่จะส่งเอกสารใบแจ้งเกิด
ต่าง ๆ ไปยังบ้านของเขาทั้งที่กรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด ใบตอบรับ
ลายเซ็นของเขาทุกใบ รวมทั้งเอกสารลายมือที่เขาเขียนไว้ให้ข้าพเจ้า
ก่อนหน้า รวมอยู่ในแฟ้มประวัติการเกิดของลูกสาวทุกอย่าง

ข้าพเจ้าได้ ทะนุถนอมลูกน้อยในครรภ์มาตลอด ๙ เดือน ทั้งไปทำบุญทำทาน
ให้ลูกได้เกิดมาตลอด แค่นี้ที่ต้องการ

ชีวิตของข้าพเจ้า มี' เพื่อนน้อย '
แล้ว ไม่ได้ว้าเหว่ อ้างว้าง เหมือนที่เคยเป็นมา

ภาพที่ข้าพเจ้ารำลึกไว้ ถ่ายเก็บไว้ คือภาพวันที่นำ ลูกสาวน้อย
กลับจากโรงพยาบาลเข้าบ้านคุณแม่ คุณพ่อซึ่งขณะนั้นทำงานต่าง
จังหวัด กลับมารออยู่ที่บ้าน ท่านนั่งอุ้มหลานสาวผิวขาวผ่องตัวสีชมพู
ของท่านไว้บนตัก ท่านนั่งอุ้มอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง
ข้าพเจ้าหยิบ
กล้องถ่ายบันทึกภาพนั้นไว้ และเป็นความสุข ทุกครั้งที่เห็น ภาพคุณพ่อ
และ คุณแม่ กำลังเชยชมลูกสาวแสนสวยของข้าพเจ้า

คุณแม่ขอให้ลูกใช้ นามสกุลของเรา แต่ข้าพเจ้าแย้งและยืนยัน
ว่าเธอมีสิทธิ์ใช้นามสกุลพ่อของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ข้าพเจ้าอุ้มเจ้าตัวน้อยสีขาวอมชมพูที่กำลัง
ยิ้มแฉ่งเบิกบาน เป็นขวัญใจคุณตาคุณยายไว้ในอ้อมกอด
"ลูกจะโตอย่างมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าแม่รักเขา ห่วงใยเขา
และ ดูแลเขาตลอดไป
"
มือเล็ก ๆ นั้น โอบรอบคอข้าพเจ้าไว้ ผิวนุ่มละเอียดขาวนั้น
ผุดผ่องนัก เธอเป็นของขวัญแก่ชีวิตของข้าพเจ้าจริง ๆ
( จบบทที่ แปด )
แก้ไขเมื่อ 23 มี.ค. 51 22:16:23

หมายเหตุ
* โรงพยาบาลพหลโยธิน ซอยราชครู..
บัดนี้กลายเป็นศูนย์ธุรกิจขนาดย่อม เข้าซอยราชครูไปสักสามสิบเมตร ประมาณนั้น...


บางเรื่องของชีวิต ที่เราไม่อยากจะเขียนถึง แต่ก็จำเป็น
เพราะมันโยงใยเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าว.. บางอย่างที่เหมือนไม่สลักสำคัญ
แต่มันรื้อขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน..
ยอมรับว่า ม้นเป็นเรื่องยาว ที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะเขียนได้มาก่อน
เพราะไม่มีสมาธิพอนะคะ

แต่วันนี้ มันเกิดขึ้นแล้วที่นี่ ที่หน้ากระทู้พันทิปนี้ค่ะ***(ตามที่ยกมา)
จะยากเย็นก็ตรงที่ต้องพยายามเขียนมิให้กระทบกระเทือนผู้ใดทั้งสิ้น
หรือ ต้องกระเทือนน้อยที่สุด เพราะสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถย้อน
กลับไปแก้ได้  ได้แต่ มองเหมือนฉากละครฉากหนึ่ง ซึ่งกำลังผ่านไป

            เชิญอ่านที่ OK Nation ตามลิงก์ ได้ที่นี่ค่ะ

 ..............ที่ดินผืนนั้น........... 

    ตอนหนึ่ง My Novel...My Land ;-from pantip dot com 

    #2 My Novel - My land (in Thai) form pantip dot com

    #3 MY Novel : My land ที่ดินผืนนั้น ภาคต่อ 3

    #4 My Novel , My land ที่ดินผืนนั้น ภาคสอง บทต่อ บท เก้า





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
tiki_ทิกิ วันที่ : 18/04/2008 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tikithai


ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาชมบล็อกและอ่านนิยาย แต่ต้นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
tiki_ทิกิ วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 19.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tikithai

ขอบคุณทุกท่านที่มาอ่านและ ตั้งใจเม้นต์ นะคะ
คุณเชษฎฐา มาบอกว่าน่าจะเปิด ไม่ควรรวมคำตอบ
ไว้ที่เดียวกัน ก็เลย OK ค่ะ เปิดอย่างเดิมนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 24/03/2008 เวลา : 20.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

ของขวัญแห่งชีวิต พันธนาการแห่งหัวใจ
เขียนได้ดีน่าติดตาม โหวตให้ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน