• ..เวลาสวัสดิ์..
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-02-12
  • จำนวนเรื่อง : 386
  • จำนวนผู้ชม : 332992
  • ส่ง msg :
  • โหวต 363 คน
..เวลาสวัสดิ์..
..เดินทางข้ามผ่าน..เวลา..และ..."เธอ" คือ..คำตอบ..
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/times
วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554
Posted by ..เวลาสวัสดิ์.. , ผู้อ่าน : 1716 , 20:12:37 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ชลัยย์มาศ , อาโป และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

โพธิปักขิยธรรม ๓๗
เป็นมัชฌิมาปฏิปทา

ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ปฏิจจสัตตกนิบาต แสดงว่า โพธิปักขิยธรรมม แต่ละอย่าง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ สติปัฏฐาน๔ อิทธิบาท๔ สัมมัปปธาน๔ โพชฌงค์๗ เป็นต้น การที่ทรงระบุ โพธิปักขิยธรรม แต่ละอย่างว่า เป็น มัชฌิมาปฏิปทา เพราะว่า

ไม่เป็นไปเพื่อ อาคาฬหปฏิปทา คือ เปียกชุ่ม (กามสุขัลลิกานุโยค)
ไม่เป็นไปเพื่อ นิชฌามปฏิปทา คือ ไหม้เกรียม (อัตตกิลมถานุโยค)

เพราะฉะนั้น โพธิปักขิยธรรมแต่ละอย่าง จึงเป็น มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางให้ถึงความดับทุกข์

ปฏิจจสมุปปบาท
เป็นมัชฌิมาปฏิปทา

ปฏิจจสมุปบาท มีกฏเกณฑ์ว่า เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น นี่คือ ลักษณะของความเป็นกลาง มิได้ระบุว่า ตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้วสูญ ความถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ เมื่อมีเหตุปัจจัย ให้เกิดย่อมเกิด เมื่อหมดเหตุ ปัจจัยย่อมดับ มันมีแต่ธรรมชาติ ของการเกิด-ดับ ไม่ระบุบุคคล ตัวตน เราเขา แต่ประการใด.

ในทำนองเดียวกัน สิ่งทั้งปวง ไม่อาจระบุว่า มี หรือ ไม่มี โดยความหมายนี้ ปฏิจจสมุปบาท เป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือ ไม่เอียงไปทาง "อัตถิยา" ว่ามีอยู่ หรือ ไม่เอียงไปทาง "อนัตถิยา" ว่าไม่มีอยู่

ในทางกฏแห่งกรรม มีปัญหาเกิดขึ้นว่า นี้ใครทำ จะมีคำตอบว่า เราทำ หรือ เขาทำ อย่างนี้ไม่ถูก คำตอบที่ถูกต้อง อยู่ที่ว่า เหตุปัจจัย เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้น เพราะ สิ่งที่เรียกว่า "คน" ไม่มี มีแต่เหตุปัจจัย ปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น นี่คือ ลักษณะ ของความเห็น ที่ถูกต้อง ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา

การรู้ตามเป็นจริงต่อปัจจัย ๕ ประการ 
เป็นมัชฌิมาปฏิปทา

ตามสูตรที่มีอยู่ใน อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย แสดงไว้เป็นใจความว่า เป็น ผู้รู้เห็นอยู่ตามเป็นจริง ต่ออายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา โดยความเป็นโทษ (อาทีนวทสฺสาวี) จนไม่มี ฉันทราคะ ในธรรมเหล่านั้น จัดเป็น มัชฌิมาปฏิปทา

สิ่งทั้ง ๕ ย่อมอาศัยกันเกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺฌติ จกฺขุวิญฺญาณํ - เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย ย่อมเกิด จักษุวิญญาณ ติณฺณํ ธมฺมานํ สงฺคติ ผสฺโส - ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการนี้ เรียกว่า ผัสสะ ผสฺสปจฺจยา เวทนา - เพราะผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ดังนี้ สิ่งทั้ง ๕ นี้ เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ของทุกคน 

เมื่อเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงสิ่งที่ปรุงแต่งอาศัยกันเกิดขึ้น ไม่มีฐานะ ที่จะพึงกำหนดได้ว่า เป็น ตัวตน ที่ตรงไหน ฉะนั้น ถ้าไปหลงยึดถือ จะติดโทษ เป็นความทุกข์ แต่ถ้ามีการเห็นตามเป็นจริง ด้วยความเป็นโทษ อันเนื่องมาจาก ความเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมทำให้ละ "ฉันทราคะ" ในสิ่งเหล่านี้ได้ ฉะนั้น ในกรณีนี้ สิ่งที่พึงกระทำก็คือ

ชานํ ปสฺสํ - รู้อยู่ เห็นอยู่ ยถาภูตํ - ตามที่เป็นจริง ในสิ่งทั้ง ๕ นั้น จนทำให้ดับ "ฉันทราคะ" ได้ แม้นี้ก็เป็น มัชฌิมาปฏิปทา

การรู้เห็นตามเป็นจริง
ย่อมทำให้อัฏฐังคิกมรรคเต็มเปี่ยม

เมื่อเห็นตามเป็นจริงในสิ่งทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้ว ย่อมทำอัฏฐังคิกมรรค ให้เต็มเปี่ยมโดยอัตโนมัติ เพราะเหตุว่า เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ความเห็นนั้นย่อมเป็น สัมมาทิฏฐิ เห็นว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และเห็นว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

เมื่อสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว เป็นอันว่า สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่อมเกิดขึ้นพร้อม นั่นคือ เป็นการทำให้อัฏฐังคิกมรรค ของเขาผู้นั้น ถึงความเต็มเปี่ยมในขณะนั้น ย่อมเป็นการละตัณหาได้ ทำให้ได้รับ การเสวยสุขทางใจ

การเป็นอยู่ชอบ โดยอาการอย่างนี้ เรียกว่า "เป็นผู้ทำโลกนี้ ไม่ให้ว่าง จากพระอรหันต์" ดังพระพุทธภาษิตมีว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้ จะเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ดังนี้.

หนทางที่ทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ "ต้องเป็นอย่างนั้น" เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้.

ทั้งหมดนี้ คือเรื่องของอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ (นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์).

ตามที่กล่าวมา เป็นการแสดงว่า "อริยสัจจ์" ๔ เป็น "ตถตา" คือจะต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกปรมาณู ของสิ่งทั้งปวง และเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล นั่นคือ อริยสัจจ์ ๔ เป็นไกวัลยธรรม

กฏปกิณกะแห่งอริยสัจจ์ ๔
ตามพระบาลี

๑. บาลีสังยุตตนิกาย มหาวรรค แสดงไว้ว่า อริยสัจจ์๔ เป็นกฏที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสิ่งที่จักต้องเป็นอย่างนั้น (ตถตา) ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น (อวิตถตา) ไม่เป็นโดยประการอื่น (อนัญญถตา)

๒. และได้แสดงต่อไปว่า การพ้นทุกข์โดยไม่รู้อริยสัจจ์ ย่อมเป็นไปไม่ได้

๓. อีกสูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เพราะไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ทั้งเธอและฉัน จึงต้องท่องเที่ยว เวียนว่ายไปในวัฏฏะ" หมายถึง กิเลส กรรม วิบาก ถ้ารู้อริยสัจจ์๔ จักหยุดการเวียนว่าย เพราะ ตัณหาถูกถอนสิ้นเชิง ทั้งในภพนี้ และภพใหม่ "ตัณหาในภพนี้ ถูกถอนเสียแล้ว ตัณหาในภพใหม่ ก็ถูกทำให้สิ้นสุดลง" นี่แสดงว่า หยุดเวียนว่าย เพราะรู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔ 

๔. การได้สรณะอันเกษม สรณะอันอุดม ย่อมสำเร็จได้ ด้วยการเห็น อริยสัจจ์ ๔ ด้วยปัญญา อันชอบ หมายความว่า การถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ต้องรู้อริยสัจจ์๔ ด้วยปัญญาอันชอบ

๕. ความหมายที่ยิ่งไปกว่านั้น คือ การถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นแหละ คือ การเห็นอริยสัจจ์๔ นี่แสดงว่า พระรัตนตรัย กับอริยสัจจ์๔ เป็นอันเดียวกัน ดังพระพุทธภาษิตมีว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผุ้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม" ดังนี้ จึงตั้งเป็นกฏตายตัวได้ว่า จะได้ที่พึ่งอันเกษม ได้ที่พึ่งอันอุดม จะต้องเห็นอริยสัจจ์๔ ด้วยปัญญาอันชอบ.

๖. บุคคลย่อมตกเหว อันน่ากลัว เพราะ ไม่เห็นแจ้ง ตามเป็นจริง ในอริยสัจจ์๔ หมายถึง เหวแห่งชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เนื่องจากว่า เมื่อไม่รู้ไม่เห็น อริยสัจจ์๔ ย่อมมีความยินดีอย่างยิ่ง (อภิรมนฺติ) ในสังขารทั้งหลาย ที่จะเป็นไปเพื่อชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ เมื่อมีความยินดีอย่างยิ่ง ย่อมมีการสร้างสรรค์ปรุงแต่ง (อภิสงฺขโรนฺติ) คือ ปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย ที่เป็นไปเพื่อชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส.

อภิสงฺขริตฺวา - เมื่อสร้างมันขึ้นมาแล้ว
ชาติปปาตํ ปตนฺติ - เขาจะตกลงไปในเหวแห่งชาติ
ชราปปาตํ ปตนฺติ - เขาจะตกลงไปในเหวแห่งชรา
มรณปปาตํ ปตนฺติ - เขาจะตกลงไปในเหวแห่งมรณะ
        ฯลฯ                               ฯลฯ

น ปริมุญฺจนฺติ ทุกขสุมาติ วทามิ - นี้เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้ นี่คือ เหวที่ยิ่งใหญ่กว่า น่ากลัวกว่า น่าอันตรายกว่า เหวที่น่ากลัวทางวัตถุ

นี่แสดงว่า ผู้ไม่รู้อริยสัจจ์๔ ย่อมสร้างเหวขึ้นเอง แล้วตกเอง อยู่ตลอดเวลา

๗. สูตรถัดไปแสดงไว้ว่า มันตกอยู่ในความมืด จะตกแล้วตกอีกอยู่ในความมืด เพราะไม่รู้อริยสัจจ์๔ ตามเป็นจริง.

๘. อีกสูตรหนึ่งต่อไปมีว่า มันจะเผาตัวมันเอง อยู่ท่ามกลางความเร่าร้อน

ชาติยา ปริฬาเหนฺติ ปริฑยฺหนฺติ
   - มันจะเผาตัวมันเอง อยู่ในความเร่าร้อนแห่งชาติบ้าง
   - มันจะเผาตัวมันเอง อยู่ในความเร่าร้อนแห่งชราบ้าง
   - มันจะเผาตัวมันเอง อยู่ในความเร่าร้อนแห่งมรณะบ้าง
                                       ฯลฯ

ด้วยอาการอย่างนี้ ทรงแสดงว่า มันไม่พ้นไป จากความทุกข์ได้ เพราะ ไม่รู้ อริยสัจจ์๔

๙. เมื่อรู้อริยสัจจ์๔ จะมีความแน่ใจตัวเอง มั่นใจตนเอง เชื่อในตนเอง ไม่มีความหวั่นไหว ต่อปัญหาทั้งปวง เพราะทุกปัญหาอยู่ที่อริยสัจจ์ ถ้ารู้อริยสัจจ์๔ จะตอบปัญหาได้ทุกข้อ เปรียบหินใหญ่แท่งทึบ ยาว ๑๖ ศอก ฝังอยู่ในดิน ๘ ศอก อยู่บนดิน ๘ ศอก ย่อมไม่หวั่นไหวต่อลมที่พัดมาทั้ง ๔ ทิศ ฉันใดฉันนั้น ผู้ที่รู้อริยสัจจ์๔ ย่อมไม่หวั่นไหว ต่อการถูกซัก ถูกต้อน ถูกสกัด ถูกไล่ ถูกอะไรก็ตาม ทุกประการ จักเป็นผู้ตอบปัญหา ได้ทั้งหมด.

๑๐. ผู้ไม่รู้อริยสัจจ์๔ คือ คนโง่ เป็นคนมีอวิชชา แม้จะรู้มากไปถึงนอกโลก ไปถึงดวงจันทร์ แต่ถ้ายังไม่รู้เรื่องการดับทุกข์ ก็ยังจัดเป็นคนโง่ อยู่นั่นเอง เพราะว่าแม้ไปถึงดวงจันทร์แล้ว ก็ยังมีความทุกข์อยู่ ยิ่งทำให้ชาวโลก หวาดระแวง สะดุ้งกลัว สงครามอวกาศ แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริง ก็ไม่ควรสนใจ ถ้าไม่มีประโยชน์ ในการดับทุกข์ เช่น คิดว่า โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง โลกมีที่สุด หรือ ไม่มีที่สุด ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ เป็นต้น

๑๑. อีกสูตรหนึ่งมีว่า ถ้าไม่รู้อริยสัจจ์๔ แล้ว ยังไม่เป็น "สมณะ" ดังพระพุทธภาษิตมีว่า "ถ้าไม่รู้อริยสัจจ์ ยังไม่ควรรับรองว่า เป็นสมณะ" ดังนี้

๑๒. "ถ้ายังไม่รู้อริยสัจจ์ ก็ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า" พระสัมมาสัมพุทธะในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน ล้วนแต่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ดังพระพุทธภาษิตมีว่า "เมื่อใด ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง มีปริวัฏสาม มีอาการสิบสอง เช่นนั้น ในอริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้ เป็นของบริสุทธิ์ หมดจดด้วยดีแก่เรา เมื่อนั้นเราปฏิญญาว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่ง อนุตตรสัมโพธิญาณ" ดังนี้ นี่แสดงว่า องค์แท้ของพระพุทธเจ้า คือ อริยสัจจ์๔ นั่นเอง และ การที่สาวก ได้มาอาศัย เป็นศิษย์ตถาคต ก็เพราะการที่พระองค์ทรงรู้อริยสัจจ์๔

๑๓. อริยสัจจ์ ๔ เปรียบใบไม้กำมือเดียว คือ การตรัสรู้ของพระองค์ มีมาก เปรียบใบไม้ในป่า แต่สิ่งที่มีความจำเป็นทรงนำมาสอน เปรียบใบไม้กำมือเดียว นั่นคือ อริยสัจจ์๔

๑๔. อริยสัจจ์ ๔ บางคราว ทรงบัญญัติโดยย่อเหลือเพียง ๒ คือ ความทุกข์ กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ดังคำตรัสมีว่า
        "ภิกษุทั้งหลาย! ทั้งในกาลก่อนและบัดนี้ เราย่อมบัญญัติแต่ความทุกข์ และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
เท่านั้น" ดังนี้.

ในการบัญญัตินี้ ทรงยืนยันว่า เป็นการบัญญัติ ตามความรู้ แม้จะมีการติชม ในการบัญญัตินั้น ก็ไม่ทรงยินดียินร้าย แต่ทรงทำความรู้สึก ให้เป็นกลาง ต่อการบัญญัตินั้น ดังพระพุทธภาษิตมีว่า 
         "ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่า ในการบัญญัตินั้น จะมีคนเหล่าอื่นมาสักการะ เคารพนับถือ บูชาตถาคตไซร้ ความรู้สึกในเรื่องนั้นย่อมเกิดแก่ตถาคตว่า สิ่งใดที่เรากำหนดรอบรู้แล้วในกาลก่อน เราย่อมกระทำให้เหมือนกันกับที่เรารู้แล้ว ในสิ่งนั้น ในบัดนี้" ดังนี้
          นี่เป็นการแสดงว่า เป็นการบัญญัติที่ไม่หวั่นเกรงต่อการตำหนิ หรือ ชื่นชมต่อการสรรเสริญ แต่เป็นการบัญญัติไปตามความเป็นจริง และ ดำรงความเป็นกลาง สงบอยู่ในความจริง นั้น

๑๕. การบัญญัติอริยสัจจ์๔ เป็นสิ่งที่ตายตัว ไม่มีใครคัดค้านได้ ดังพระพุทธดำรัสมีว่า "อนุตตรธรรมจักรอันตถาคตให้เป็นไปแล้ว จะไม่มีสมณะ หรือ พราหมณ์ หรือ เทวดา หรือ มาร หรือ พรหม หรือ ใครๆในโลกนี้ จะมาปฏิวัติ คือ ทำให้หมุนกลับได้" ดังนี้.

๑๖. การรู้อริยสัจจ์ไม่เหลือวิสัย "ในกาลยืดยาวฝ่ายอดีต อนาคต และปัจจุบัน กุลบุตรผู้ออกเรือน บวชไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ย่อมรู้พร้อมตามที่เป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างนี้ ด้วยกันทั้งนั้น" ดังนี้ นี่แสดงว่า การรู้อริยสัจจ์ เป็นสิ่งไม่เหลือวิสัย.

๑๗. การรู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔ จักสำเร็จได้ด้วยการหลีกเร้น "ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียร ในการหลีกเร้นเถิด ภิกษุผู้หลีกเร้น ย่อมรู้ได้ ตามที่เป็นจริง ซึ่งความจริงอะไรเล่า คือ ความจริงอันประเสริฐ๔ ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เธอจงประกอบความเพียร ในการหลีกเร้นเถิด" ดังนี้.

๑๘. การรู้แจ้งอริยสัจจ์๔ นั้นย่อมสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้ "เมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงานแล้ว เธอน้อมจิต ไปในญาณ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ เธอก็รู้ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์"

 "เปรียบเหมือนห้วงน้ำใส ที่ไหล่เขา ไม่ขุ่นมัว คนตาดีไม่บอด ยืนอยู่ที่ริมตลิ่งนั้น เขาจะได้เห็นหอยต่างๆ บ้าง เห็นกรวดและหินต่างๆ บ้าง ฝูงปลาบ้าง อันหยุดอยู่และว่ายไปในห้วงน้ำนั้น เขาเกิดความรู้สึกในใจว่า ห้วงน้ำนี้ ใสไม่ขุ่นมัวเลย มีหอย มีกรวด มีปลาหยุดอยู่บ้าง ว่ายไปบ้าง" ดังนี้.

อุปมานี้ฉันใด การรู้แจ้งอริยสัจจ์๔ ของภิกษุทั้งหลาย ก็มีอุปมัยฉันนั้น

๑๙. ถ้าสนใจแต่เรื่องการปริยัติ อันประกอบด้วยองค์๙ จักทำให้ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์๔ องค์ประกอบทั้ง ๙ นั้น คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ และเวทัลละ รวมเป็น ๙ ประการ.

หมายถึง ๑ ตัวสูตร ๒ บทที่แต่งเป็นคาถา ๓ คำร้อยแก้ว ๔ คำขับ ๕ คำที่เปล่งออกมา ด้วยความประหลาดใจ ๖ คำที่กล่าวได้แต่เพียงว่า ได้ยินว่า กล่าวมาอย่างนี้ ๗ เรื่องกล่าวแต่หนหลัง ของพระศาสดา ๘ เรื่องน่าอัศจรรย์ ๙ ข้อที่เถียงกันไม่รู้จักจบสิ้น.

ปริยัติ ๙ ประการเหล่านี้ ย่อมชวนให้หลงใหล ลืมสนใจเรื่องอริยสัจจ์ ๔ เปรียบคนรับจ้างเลี้ยงวัว แต่ไม่เคยกินนมวัว.

๒๐. "อริยสัจจ์ มีคำสั้นๆ เพียง ๔ คำ แต่คำอธิบาย มีปริยายมาก ไม่มีขอบเขต" การพรรณาความ การลงอักษร การจำแนกแจกแจงเพื่อความพิสดาร มีมากจนประมาณมิได้ ว่าเป็นปริยายอย่างนี้ เป็นปริยายอย่างนั้น.

๒๑. อีกทางหนึ่งตรัสว่า การเรียงอริยสัจจ์เป็นการตายตัว อย่าพยายามเรียงลำดับเป็นอย่างอื่น" ภิกษุ เธอต้องจำอริยสัจจ์ ๔ ประการนี้ ตามที่เราได้แสดงไว้แล้วอย่างถูกต้อง คือ แสดงว่า ทุกข์เป็นข้อที่ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นข้อที่ ๒ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นข้อที่ ๓ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นข้อที่ ๔ จงจำไว้อย่างนี้ อย่าเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น มันจักเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์" ดังนี้.

ฉะนั้น ในการนี้ ต้องมีการกระทำให้ถูกต้องตามหน้าที่ คือ ข้อที่ ๑ ต้องกำหนดรู้ ที่ ๒ ต้องละ ข้อที่๓ ต้องทำให้แจ้ง ข้อที่๔ ต้องทำให้เจริญ

๒๒. สัตว์ทั้งหลายที่ยังมีความทุกข์อยู่ จำเป็นต้องอาศัยอริยสัจจ์ ๔ "เรื่องอริยสัจจ์นี้ก็ดี การสอนเรื่องอริยสัจจ์นี้ก็ดี ยังจำเป็นอยู่ตลอดเวลา สำหรับสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีความทุกข์อยู่" ดังนี้.

สรุปความว่า สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็น กฏเกณฑ์แห่งจตุราริยสัจจ์นี้ ยังจำเป็นอยู่ในที่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง และตลอดเวลา เพื่อความรอดพ้น จากความทุกข์ ของสรรพสัตว์ทั้งปวง.


        
(ไกวัลยธรรม ตอนที่ ๕ จบ)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ซันญ่า วันที่ : 10/06/2012 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

ทุกข์เท่านั้นที่ทำให้มีความเพียร นาๆ เกิดขึ้น
กองทุกข์ทั้งปวง โดยแท้
ช่างจะดีเสียนัก จิตดวงที่ ต้องรู้จักทุกข์ นี่
.
.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ชลัยย์มาศ วันที่ : 07/05/2011 เวลา : 23.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalaimas


สาธุ ค่ะ

๒๒. สัตว์ทั้งหลายที่ยังมีความทุกข์อยู่ จำเป็นต้องอาศัยอริยสัจจ์ ๔ "เรื่องอริยสัจจ์นี้ก็ดี การสอนเรื่องอริยสัจจ์นี้ก็ดี ยังจำเป็นอยู่ตลอดเวลา สำหรับสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีความทุกข์อยู่" ดังนี้.


สรุปความว่า สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็น กฏเกณฑ์แห่งจตุราริยสัจจ์นี้ ยังจำเป็นอยู่ในที่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง และตลอดเวลา เพื่อความรอดพ้น จากความทุกข์ ของสรรพสัตว์ทั้งปวง.


มีความสุขในทุกขณะจิต นะคะ ราตรีสวัสดิ์ คะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 06/05/2011 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

แวะเข้ามาอ่านอีกครั้งเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Cat@ วันที่ : 06/05/2011 เวลา : 03.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

สาธุ สาธุ สาธุ

...
เชิญค่ะ
ไม่ได้เข้าครัว มาคุยกันเล่นๆๆ

ตอน
ตอนทำอย่างไรจะอยู่ได้..อย่างสงบ
Posted by Cat@ ,

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 03/05/2011 เวลา : 10.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

สาธู เจ้าค่ะ
อริยสัจจ์ ความจริงแท้จริง....

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 30/04/2011 เวลา : 12.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อาโป วันที่ : 30/04/2011 เวลา : 09.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


อริยสัจจ์

....ทุกข์์เท่านั่นที่เกิดขึ้น

...ทุกข์เท่านั่นที่ตั้งอยู่

...ทุกข์เท่านั่นที่ดับไป

...อีกต้องเกิดแก่เจ็บตาย...ดุลพืชพันธ์


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]