• แต๋งแต๋ง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-19
  • จำนวนเรื่อง : 6
  • จำนวนผู้ชม : 17941
  • ส่ง msg :
  • โหวต 26 คน
ด้วยความสังเวชใจในการเมืองไทย
ความคิดที่ผุดขึ้นในแต่ละชั่วขณะ บางทีมีแง่มุมที่มีประโยชน์ ผ่านแล้วเลยไปน่าเสียดาย บันทึกไว้เผื่อได้เก็บเกี่ยวมาใช้งาน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tintinthai
วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม 2550
Posted by แต๋งแต๋ง , ผู้อ่าน : 2453 , 09:05:35 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประเทศเดนมาร์ก แหล่งศึกษาดูงานระดับกระทรวง( ซึ่งไม่รู้ว่าไปดูงานหรือไปดูฟยอร์ดและพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอรเวย์ ) เป็นประเทศทีไม่มีแผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาล เราจะไม่พบการนั่งรอแออัดที่ งานผู้ป่วยนอกหรือที่เรียกกันว่า โอพีดี

เพราะทุกคนจะมีหมอประจำครอบครัว เมื่อป่วยที่ไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะต้องไปที่หน่วยบริการทางการแพทย์ที่ถูกจัดให้ใกล้บ้าน มีหมอ๑คนต่อประชากร๔๐๐คน  ไม่ถูกใจเปลี่ยนได้ในปีถัดไป เมื่อป่วยก็ไปรับการตรวจ และไม่ต้องเสียค่าบริการ เรียกว่าตรวจรักษาฟรี แต่รับใบสั่งยาไปซื้อยากินเอง

เมื่อป่วยหนัก ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะถูกส่งตัวจากหน่วยบริการที่ใกล้บ้านไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ฟรีทุกรายการค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วย

เรียกว่าผู้ป่วยในรักษาฟรี ผู้ป่วยนอกจ่ายค่ายาเอง 

นี่ประเทศต้นแบบประเทศหนึ่งที่เจ้าของความคิด๓๐บาทรักษาทุกโรค ไปเอาอย่าง นำมาเสนอขายให้นายทักษิณ โดยมีเงื่อนไขต้องตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้นมาเพื่อบริหารเงิน นายทักษิณซื้อความคิดนี้ และ ออกกฎหมายพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา เพื่อรองรับงานนี้

ทำไมนายทักษิณซื้อสินค้าตัวนี้

เพราะงานพัฒนาสังคม งานด้านสาธารณสุข เป็นงานที่ประชาสัมพันธ์ตนเองได้

เพราะปีหนึ่งๆงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขต้องใช้ในการสงเคราะห์ผู้ป่วยรายได้น้อยก็มากมาย คิดว่าเพิ่มอีกเล็กน้อยน่าจะทำได้

กระทรวงสาธารณสุขจึงกลายเป็นกระทรวงที่ประหลาดที่สุด เพราะเงินงบประมาณส่วนใหญ่ไปอยู่ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ๒๐๐๐บาทx๖๐ล้านคน คร่าวๆ๑๒๐,๐๐๐ล้านบาท อยู่ในกระทรวงไม่กี่ล้าน อยู่ที่สปสช.(สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)ร่วมแสนล้าน  กระทรวงสาธารณสุขไม่มีเงินบริหารจัดการ แต่สปสช.มีรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดกับเลขาธิการสปสช.

กระทรวงไม่มีเงิน โรงพยาบาลขาดทุน กระทรวงช่วยไม่ได้

โรงพยาบาลต้องหาวิธีเอาตัวรอดเอง

ประชาชนเดินทางไกล ระยะทาง๗๐-๘๐กิโลเมตรรักษาใกล้บ้านไม่หาย จึงไปโรงพยาบาลจังหวัด

ต้องจ่าย ๑.ค่าเดินทาง  ๒.ค่ารักษาต้องจ่ายหากไม่มีหนังสือส่งตัวจากอนามัยหรือโรงพยาบาลอำเภอใกล้บ้าน

ต่อให้ฟรี แต่เมื่อโรงพยาบาลต้องเอาตัวรอด    ยา ชนิดเดียวกัน มีหลายเกรด หลายมาตรฐาน และหลายราคา 

เมื่อโรงพยาบาลต้องเอาตัวรอดจากการขาดทุน เพราะงบประมาณไม่พอ ผู้ป่วยจะได้ยาระดับใดไปกิน 

จึงไม่แปลก ที่เดินทางไกลแสนไกล  แต่ได้แค่พาราเซตามอลกลับบ้าน แล้วก็ไปด่าหมอ ด่าโรงพยาบาล ไม่มีใครด่าทักษิณ ไม่มีใครด่าสปสช.

เมื่อโรงพยาบาลให้การรักษาผู้ป่วยหายจากโรค โดยเฉพาะโรคร้ายแรงหรือความเจ็บป่วยรุนแรง ก็มีการไปทำโฆษณาว่า หายเพราะ๓๐บาทรักษาทุกโรค และ เป็นผลงานสปสช. (ไม่ใช่ผลงานของโรงพยาบาลหรอกหรือ? ปกติเขาก็รักษาผู้ป่วยแบบนี้กันมาตลอด ให้ฟรีก็เยอะแยะ ไม่ค่อยให้ฟรีคนรวยเท่านั้น)

เดิมงบประมาณ๖๐,๐๐๐ล้านบาท  สำหรับประชากร๖๐ล้านคน

 ในท่ามกลางความขาดแคลน ทรัพยากรทุกด้าน ไม่ว่าจำนวนบุคคลากรที่ปฏิบัติงาน ซึ่งควรเพิ่มตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆทั้งสำหรับช่วยชีวิตและการรักษาทั่วไป ไม่ว่าอาคารสถานที่ บุคคลากรไม่มีความเจริญก้าวหน้า ค่าตอบแทนต่ำ โดยเฉพาะไม่เหมาะสมกับการดำรงชีพ 

แล้วโรงพยาบาลที่กำลังขาดแคลน ก็ถูกนโยบาย๓๐บาทรักษาทุกโรคมาเพิ่มความขาดแคลน

ปัจจุบันฟรีทุกคน แต่ไม่ฟรียาหลายชนิด โดยเฉพาะยานอกบัญชียาหลัก ไม่ฟรีหลายโรค ไม่ฟรีเปลี่ยนไขกระดูก  ไม่ฟรีถ้าไม่มีใบส่งตัวจากอนามัยหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

ความแตกต่างจากเดิม คือ   คุณภาพที่ลดลงตามงบประมาณ    คนรวยก็ฟรีได้เท่ากับคนจน    กระทรวงสาธารณสุขเป็นง่อย เพราะไม่มีงบบริหารจัดการ อย่างที่ควรจะเป็น 

หากคุณภาพการรักษาการบริการผู้ป่วย  มันเลว ที่ควรด่านั้น คือ ผู้เสนอสินค้าตัวนี้ คือ เลขาธิการสปสช.คนแรก และผู้ซื้อสินค้าตัวนี้ คือ คนชื่อทักษิณ ชินวัตร

ประเทศเดนมาร์ก ประชากร๕ล้านคน จ่ายภาษี๔๑% การศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรี เรียนฟรี รักษาฟรีเฉพาะคนไข้ที่ต้องนอนโรงพยาบาล   มีสวัสดิการค่าสาธารณูปโภคต่ำ  แทบจะเป็นรัฐสวัสดิการ เพราะภาษี ๔๑% ครับ

ประเทศไทยภาษี๗%ยังไม่อยากจ่าย เงินได้ปกปิด โกงใบแจ้งภาษีแทบทุกบริษัท  ประชากรยังไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร รู้แค่ว่าจ่าย๕๐๐กาได้ดีกว่าจ่าย๒๐๐     

โอ้   พระเจ้า  ๓๐บาทรักษาทุกโรค 

รัฐสวัสดิการอย่างเดนมาร์กยังทำไม่ได้ 

คนรวยรักษาฟรี  แต่ ชอบพูดว่าคนจนรักษาฟรี

รัฐบาลเดนมาร์กควรจัดคณะผู้บริหารประเทศมาดูงานประเทศไทยบ้าง

ขอให้ประเทศไทยจงเป็นสุขๆเถิด โดยเฉพาะพวกที่เคยโกงประเทศโกงประชาชนอย่าได้เบียดเบียนประเทศไทยและประชาชนไทยอีกเลย

ขอสวัสดีปีใหม่กับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ด้วยความจริงประเทศไทย  ด้วยประการฉะนี้   แล

 ...

 ...

 หมายเหตุ: ข้อคิดของผม เป็นความเห็นสรุปปัญหาการดำเนินงานและการสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชน โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความเห็นเรื่องการสร้างหลักประกันด้านสุขภาพแก่ประชาชนนั้น"ต้อง"มี ส่วนวิธีการนั้น "ปรับ"ได้ ตามความเหมาะสม

สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือการเร่งรีบให้การรักษาฟรีในทุกฐานะเศรษฐกิจในขณะที่ด้านสาธารณสุขไทยยังขาดแคลน และยังต้องมาแบ่งสรรสิ่งที่มีแบบขาดแคลนให้แก่คนที่ดูแลตนเองได้

สิ่งที่เห็นด้วยคือ คนไทยต้องมีหลักประกันสุขภาพและต้องมีวิธีการอย่างเหมาะสมและสถานบริการต้องมีคุณภาพ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 07/04/2008 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณคนโทฯ

มีการเดลื่อนไหวต่อต้านการห้ามจ่ายยาที่คลินิกและเรื่องการฟ้องร้องอื่นๆ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนแนวทางของหลักประกันสุขภาพ เรื่องวิธีการที่อ้างว่าเป็นหลักประกันสุขภาพปัจจุบัน เคยมีแนวคิดจากรัฐมนตรีมงคล ว่าจะผลักดันให้เป็นการร่วมจ่าย แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ ทุกวันนี้เป็นการเพิ่มภาระการรักษาฟรีคนที่จ่ายได้ให้แก่โรงพยาบาล สรุปก็คือยังเหมือนเดิมครับ

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 06/04/2008 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

ไม่ทราบว่าวงการแพทย์มีความเห็นประเด็นนี้อย่างไรกัน
ได้เคลื่อนไหว ผลักดัน อะไรกันบ้างหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 09/03/2008 เวลา : 08.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

ประเด็นซีแอลไม่ซีแอลยาเอดส์กับมะเร็ง

ทำไมไม่ประกาศรักษาฟรีไปเลย โรคที่เป็นแล้วไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เพราะผู้ป่วยโรคที่ร้ายแรงน่าจะไม่มีปัญญาไปประกอบอาชีพหาเงินมาจ่ายค่ายาค่ารักษา

แต่โรคที่เป็นบ่อย ไข้หวัด คออักเสบ อุจจาระร่วง ปวดหัวตัวร้อนทั่วๆไป เป็นกันบ่อย ไม่นานก็หาย แล้วกลับไปประกอบอาชีพได้ รัฐหมดงบประมาณไปมาก กับการรักษาโรคเหล่านี้ฟรี

๓๐บาทรักษาทุกโรคไม่แน่จริง เพราะโรคที่เป็นแล้วประกอบอาชีพไม่ได้ไม่กล้าฟรีให้

ไม่ทราบว่าปัจจุบันคุยกันไปประเด็นไหน?

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 08/03/2008 เวลา : 22.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับชาลี
คนที่รับหน้าที่บริหารบ้านเมืองเป็นอย่างนั้นจริงๆ
เวลามีงบประมาณมาลงก็ต้องหารายได้จากงบนั้น
มีสิ่งดีๆไปเห็นมาก็เอามาบางส่วน เฉพาะที่จะเอื้อประโยชน์ตนเอง
การใช้สิทธิบัตร๓๐บาทนั้นไม่เกี่ยวกับบริการดีที่ได้รับ ขึ้นกับสำนึกผู้ให้บริการ แสดงว่าโรงพยาบาลที่ดูแลดีมีสำนึกสูง
ชอบตรงนี้
"........๒. ส่วนสำหรับการดูแลสุขภาพของประชาชน เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ประชาชนเดนมาร์กทุกคนจะมี
หมอประจำตัว โดยระบุชื่อหมอไว้ที่บัตร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น โรงพยาบาลจะติดต่อหาหมอประจำตัวทันที หรือถ้า
มีอะไรมากเป็นพิเศษหมอของคน ๆ นั้นก็จะจัดการหาหมอหรือรพ.พิเศษให้ทันทีเช่นกัน"
แต่เมืองไทย หากคนไข้ไปโรงพยาบาลนอกเขตบัตร๓๐บาท จะถูกเรียกเก็บเงิน ไม่มีการติดต่อหาต้นสังกัด ต้องหาใบส่งตัวไปแสดงไม่งั้นได้จ่ายเอง

คนไทยถูกหลอกมาตลอด

เอาไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน........สส.ขายเสาไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟฟ้า ฯลฯ
เอาถนนเข้าหมู่บ้าน.............สส.ขายยางมะตอย สัมปทานก่อสร้าง ขายรถยนต์ ขายจักรยานยนต์ เป็นเจ้าของรถประจำทางที่วิ่งถนนนั้น ถนนเลี้ยวเข้าที่ดินตนเองและญาติหรือพวกพ้อง

ทั้งปีทั้งชาติ

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
chalee วันที่ : 21/02/2008 เวลา : 19.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalee
This land taught me the value of life.

ชาลีขอเพิ่มเติม
หากคนไทยในเดนมาร์กมาอ่านพบ ที่ชาลีแสดงความเห็นไว้ และเห็น่วาผิดไปจากนี้ กรุณาให้ความรู้และแก้ไขให้ด้วยค่ะ

"ชาลี"

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
chalee วันที่ : 21/02/2008 เวลา : 19.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalee
This land taught me the value of life.


สวัสดีอีกรอบค่ะคุณหมอ

ชาลีขออนุญาตแตกประเด็นจาก ๓๐ บาทนะคะ เนื่องจากคุณหมอพูดเรื่องไปเอาอย่างเดนมาร์ก
จึงนึกได้ว่า เคยคุยกับเพื่อนที่อยู่เดนมาร์ก นานมาแล้ว เขาเล่าเรื่องบัตรประชาชนของชาวเดนมาร์ก
พร้อมทั้งส่งตัวอย่างบัตรนี้มาให้ชาลีดู

บัตรประชาชนของเดนมาร์กนั้นจะไม่มีรูปติดเหมือนบัตรประชาชนของไทย บัตรของเขาเรียกว่า
sygesikringskort (ซุ่ยก์ซิ๊คคริ้งคอร์ท) เป็นบัตรที่ใช้ได้หลากหลายในบัตรเดียว แบ่งออกเป็น ๔ ส่วนใหญ่ๆ

........๑. ดูแลเรื่องการเงิน ส่วนนี้จะทำหน้าที่คล้ายกรมสรรพากรของไทย คือรัฐสามารถรู้เรื่องรายได้ของบุคคล
สถานะสมรส สถานะการเงินในธนาคาร ส่วนนี้จะต้องนำรายรับรายจ่ายทั้งหมดมาคำนวณภาษี ตามกฎหมายรัฐ
จะมีสิทธิ์รู้เรื่องการเงินของประชาชนทั้งหมด

........๒. ส่วนสำหรับการดูแลสุขภาพของประชาชน เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ประชาชนเดนมาร์กทุกคนจะมี
หมอประจำตัว โดยระบุชื่อหมอไว้ที่บัตร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น โรงพยาบาลจะติดต่อหาหมอประจำตัวทันที หรือถ้า
มีอะไรมากเป็นพิเศษหมอของคน ๆ นั้นก็จะจัดการหาหมอหรือรพ.พิเศษให้ทันทีเช่นกัน

........๓. ส่วนที่เกี่ยวกับกฎข้อบังคับ การกระทำผิดทางกฎหมาย ตรงนี้ตำรวจจะมีหน้าที่ดูว่าประชาชนของเขา
เคยต้องโทษอะไรหรือไม่ เช่นกรณีง่าย ๆ ในเรื่องการขับรถ คนๆ นั้นเคยถูกปรับบ้างหรือเปล่า

........๔. ด้านสังคม ดูแลว่าใครมีปัญหาไม่มีงานทำหรือว่าคนอพยพไม่มีค่าใช้จ่าย หรือคนที่เกษียณ ก็จะ
ได้รับเงินช่วยเหลือเท่าไร

ขออภัยชาลีแตกประเด็นจาก ๓๐ บาท บังเอิญมันมีความคิดเรื่องนี้คาอยู่ในสมอง เมื่อคุณหมอบอกว่า
ไปเอาอย่างเดนมาร์กมา จึงนึกได้ว่าใช่ไปเอามาแตกประเด็นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว มิได้ใช้เพื่อ
ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

จำได้ว่าช่วงที่มีเรื่องบัตร ๓๐ บาทออกมา ก็มีเรื่องการทำบัตรประชาชนรุ่นสมาร์ทการ์ดออกมา ซึ่งจนป่านนี้
ทั้งบัตร ๓๐ บาท และบัตรสมาร์ทการ์ด ก็ยังเป็นเรื่องมืดมน และมีผลประโยชน์เบื้องหลังมากมาย
แต่ประชาชนต่างหากที่เสียประโยชน์ ประเทศชาติต่างหาก ที่ถูกเจาะพรุนจนเป็นโพรง

ถ้าประเทศไทย คือต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ก็ไม่มีแกนในเนื้อเหลืออยู่แล้ว เพราะมันกลวงโบ๋ ด้วยถูก
หนอนร้ายเจาะชอนไชไม่มีชิ้นดี

ถ้าเปรียบแผ่นดินไทยเป็นร่างกายมนุษย์ ขณะนี้ ก็แผ่นดินนี้ก็เป็นมะเร็งร้ายเต็มไปหมดทุกส่วน แถมโรค
ฮีโมฟิเลียของคุณคนสองแผ่นดินให้ด้วย เพราะนี่คือผลงานอัปยศที่มิใช่จะทำไว้ที่ กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น
แต่ยังได้เข้าไปทำร้ายทำลายในทุก ๆ กระทรวง เปิดไปกระทรวงไหน ก็เน่ากระทรวงนั้น

กรณี ๓๐ บาท เลียนแบบมา แต่เอามาไม่หมด
กรณี บัตรสมาร์ทการ์ด เอามาใช้ แต่ประชาชนใช้แล้วไม่รู้สึกสมาร์ท

รูปบัตรประชาชนเดนมาร์กที่เอามาให้ดู จริง ๆ แล้ว บัตรนี้ถ้าแปลเป็นไทยเขาเรียกว่า“บัตรประกันการป่วย”
คือเอาไว้ไปหาหมอ แต่ก็จะมีหมายเลขประจำตัวซึ่งหมายเลขประจำตัวนี่แหละที่ทางหน่วยงานของรัฐสามารถ
รู้เกี่ยวกับตัวเรา แยกจากกัน คือ เรื่องรายได้หน่วยที่รับผิดชอบเท่านั้นถึงจะดูได้ เรื่องสุขภาพ ฝ่ายที่
รับผิดชอบด้านสุขภาพที่จะเข้ารหัสได้ เป็นต้น เขามีบัตรใบเดียวใช้ได้หลายอย่าง แต่เราหนึ่งคน ต้องมีทั้ง
ใบขับขี่ บัตรประชาชน บัตร ๓๐ บาท ทะเบียนบ้าน โอ๊ย แยกอะไรเยอะแยะ ของเขารวมไว้ที่เดียวกันหมด
และสามารถใช้ได้อย่างสมาร์ทจริง ๆ นี่แหละถึงได้บอกว่าไปเอาอย่างเขา แต่ไม่ทำตามเขา

.....๐ .....๐ ปัญญาชน หรือจนปัญญาก็ไม่ทราบได้ ๐..... ๐.....

แตกประเด็นมากมาย เพราะเห็นว่าคนละเรื่องเดียวกันนะคะ
จึงขอใช้ entry ของคุณหมอเก็บข้อมูลที่ชาลีได้รับรู้มาไว้ด้วยกัน หวังว่าคุณหมอคงไม่ว่าอะไร

ขอบคุณค่ะ

“ชาลี”

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
chalee วันที่ : 21/02/2008 เวลา : 19.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalee
This land taught me the value of life.

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

อ่านเรื่องนี้อยู่หลายรอบ อ่านทั้งเนื้อหาในบล็อก อ่านทั้งเนื้อหาในกล่องแสดงความเห็นของทุกคน ถ้าพูดใน
ฐานะชาวบ้านตาดำๆ โดยส่วนตัวยังไม่เคยใช้สิทธิ์ ๓๐ บาท แต่ญาติผู้ใหญ่หลายคนมีโอกาสได้ใช้สิทธินั้นแล้ว
จึงขอเล่าประสบการณ์ตรงจากการพาญาติ ๆ ไปใช้สิทธิตรงนี้แล้วกันนะคะ

“เรา”หมายถึงคนในตระกูล มีความแตกต่างกันทั้งฐานะความเป็นอยู่ วิธีคิด ถามว่าพวกเราเรียกว่ายากไร้หรือไม่
ตอบว่ายังไม่ใช่ ถามว่าพวกเราเป็นผู้มั่งมีหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ใช่เช่นกัน แต่ถ้าดามว่า ถ้าเทียบพวกเรากับคนที่
เขาไม่มีเลย กับสิทธิ ๓๐ บาทล่ะ ต้องตอบว่าเราได้มากเกินไป ประเทศไทยยังไม่ร่ำรวยขนาดแจกใครเปล่าๆ
ได้ทุกคน

เมื่อพาญาติผู้ใหญ่หลายคนไปรักษาที่โรงพยาบาลด้วยบัตร ๓๐ บาท ได้เห็นอะไรแปลก ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่มาจาก
โรงพยาบาล แต่มาจากพวกเราเอง และโรงพยาบาลก็มิได้ปฏิเสธ จะด้วยละเลย หรือว่าด้วยเคยชินก็สุดแล้วแต่

.....๐ ญาติคนหนึ่ง ฐานะดี เวลาไปโรงพยาบาล แต่งตัวดี เครื่องประดับแพรวพราว ไปพบหมอด้วยโรคเพียง
โรคเดียว ใช้บัตร ๓๐ บาท อาศัยว่าช่างเจรจา ช่างพูด และมีของฝากติดมือแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และ
ด้วยความเกรงใจคนไข้ ไม่เกี่ยวกับอำนาจบารมีแต่อย่างใด เมื่อญาติคนนี้ขอยามากแค่ไหน แพทย์ก็เขียนให้
แต่ชาลีก็ต้องตกใจกับจำนวนยาที่ได้มานั้น มันมากราวกับจะเอาไปขายต่อได้

.....๐ ญาติอีกคน ฐานะไม่ดี แต่งกายอย่างชาวบ้าน มีโรคประจำตัวมากมาย พูดไม่เก่ง แพทย์สั่งยาแค่ไหนก็
แค่นั้น ไม่กล้าซักถาม ไม่กล้าขออะไร ใช้สิทธิรักษา ๓๐ บาทเท่ากันได้ยามาตามอาการที่รักษา

.....๐ สองพี่น้องคู่หนึ่ง เป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ แพทย์ส่งต่อให้ไปนวดแผนไทย ที่เปิดให้บริการใน
โรงพยาบาล ซึ่งโดยปกติที่นี่มีบริการนวดแผนไทยตามใบสั่งแพทย์ ถ้าไม่ใช่คนไข้ที่แพทย์สั่ง ก็สามารถ
ใช้บริการได้โดยเสียค่านวดตามราคาที่กำหนด ขั้นต่ำ ชั่วโมงละ ๒๐๐ บาท

..........๐ คนไข้สองพี่น้อง หมอเขียนใบสั่งให้ไปนวด ทั้งพี่น้องต่างก็ไปด้วยกัน แต่สองพี่น้องคิดไม่เหมือนกัน
ครั้งหลัง ๆ คนน้องนึกสงสารโรงพยาบาล เพราะจะเสีย ๒๐๐ หรือ ๓๐ ยังไงคนนวดก็ได้เท่าเดิม แต่โรงพยาบาล
ต่างหากที่จะเสียรายได้ที่ควรจะได้

..........๐ การให้บริการที่โรงพยาบาลนี้ด้วยบัตร ๓๐ บาท ให้บริการดีมาก นี่ตอบเฉพาะประสบการณ์จากที่พา
คนในตระกูลไปสัมผัสมา แต่จากชาวบ้านคนอื่นไม่ทราบได้ จบประเด็นเรื่อง ๓๐ บาทตรงนี้ก่อนนะคะ


“ชาลี”

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 20/01/2008 เวลา : 12.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


เรียน คุณหมอ หรือ คุณแต่งแต่ง

วันนี้ผมขอส่งเรื่องการรักษาฟรีตามที่ปรากฎเป็นบทความในหังสือมติชน ผมลอกมาทั้งหมดโดยมิได้ตัดทอนสิ่งใดออกไปเลย หวังว่าเจ้าของบทความคงไม่ขัดข้อง เพราะเป็นการช่วยกันให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ตามที่ปรากฎเป็นข่าว โดยเฉพาะเรื่องเจ้าของดั้งเดิมของความคิดนี้ ไม่ว่า รมต.เจ้ากระทรวง เลขาธิการสปสช.ผู้ล่วงลับไปแล้ว นพ. ประเวศ วสี อ.อัมมาร สยามวาลา หรือ นักการเมืองล้วนแต่เป็นบุคคลที่น่าสนใจทั้งสิ้นตามมุมมองของแต่ละท่าน

แต่ความจริงของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนจะฟันฝ่าไปได้อย่างไรหากไม่มีเงินเป็นตัวช่วย หรือช่วยกันเอง

สวัสดีครับ
คนสองแผ่นดิน

ต่อไปนี้คือบทความที่คัดลอกมา

อนาคตหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อนาคตบัตรทองถึงเวลาต้องร่วมจ่าย???

ชลธิดา ภู่ระหงษ์ chontida_pla@yahoo.com

มติชน 27 ธ.ค. 50 - ในรอบ 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ที่มีการขยายสิทธิประโยชน์ครอบคลุมแทบทุกโรคแล้ว รวมถึงการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล ที่มีการประกาศบังคับใช้สิทธิไปแล้ว 3 รายการในกลุ่มยาเอดส์ ยาโรคหัวใจ และในเร็วๆ นี้อาจจะมีข่าวดียากลุ่มมะเร็ง

สิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง เป็นเรื่องที่น่าดีใจของภาคประชาชน เพราะเป็นหลักประกันได้ว่าประชาชนทุกคน ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ขณะเดียวกันหากมองในแง่ของภาครัฐที่จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขในภาพรวมทั้งประเทศ

ถือเป็นเรื่องใหญ่มหาศาล ที่ไม่ควรมองข้ามทีเดียว

สังเกตได้ว่าปีแรกที่มีระบบหลักประกันสุขภาพ โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งที่มีเงินสะสมอยู่ ติดลบเกือบทั้งหมด พอรัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารช่วงตุลาคมปี 2549 นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีสาธารณสุขสั่งยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 30 บาท พร้อมอัดงบประมาณเข้าไปในระบบแสนกว่าล้านบาท และในปีงบประมาณ 2551 ใส่งบประมาณไปอีกแปดหมื่นกว่าล้าน หากปล่อยให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างไม่มีปลายปิด ปัจจุบันงบประมาณด้านสาธารณสุขสูงถึง 11% จะเพิ่มขึ้นไปเป็น 12-13% และหากปล่อยให้ขึ้นไป 20% หมายถึงว่าประเทศต้องแบกภาระจนแอ่น จนล้ม ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะรัฐบาลต้องใช้เงินมาดูแลสุขภาพหมดจนไม่มีเงินพัฒนาประเทศ และสุดท้ายระบบหลักประกันสุขภาพของประชาชนก็อยู่ไม่ได้ต้องล่มสลายไป

นพ.มงคลยอมรับว่าโครงการบัตรทองดีมากช่วยเหลือคนจนไม่ให้ต้องล้มละลาย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้ประเทศชาติล้มละลายด้วย ต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้สามารถจำกัดการใช้จ่ายทำให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะปัจจุบันประชาชนยังเห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพเป็นของฟรี จึงไม่เห็นคุณค่าได้ยามาฟรีก็กินทิ้งกินขว้าง ทำให้วันนี้ประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตและนำเข้ายาเกินความจำเป็น ยังทำให้เกิดปัญหาการดื้อยาตามมาด้วย

"การลดความแออัด" และ "การร่วมจ่าย" (co-payment) จึงถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง โดยเฉพาะโครงการร่วมจ่าย เป็นเรื่องที่ นพ.มงคลบอกว่าอยากจะผลักดันให้สำเร็จภายในช่วงที่ยังบริหารงานอยู่ เพื่อไม่ต้องให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนจะผลักดันสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการประชุมของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในวันที่ 27-28 ธันวาคมนี้ ที่ จ.เพชรบูรณ์

"ที่อยากเร่งทำเรื่องการร่วมจ่าย เพราะถือว่าทีมงานในขณะนี้เป็นผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขที่ร่วมทำงานมาตั้งแต่ต้น มีข้อมูลของระบบอย่างละเอียด หากนักการเมืองเข้ามาทำงานต่อ ไม่ได้มาจากการแพทย์ การสาธารณสุข จะไม่เข้าใจระบบ ทำให้การทำงานจะลำบาก" นพ.มงคลระบุ

อย่างไรก็ตาม ยังมีทางเลือกที่ประชาชนไม่ต้องร่วมจ่าย แต่คนไข้ต้องเริ่มต้นการรักษาที่การสาธารณสุขขั้นพื้นฐานก่อน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงและไม่ต้องร่วมจ่าย เพียงแต่ร่วมในเรื่องของการรักษาพยาบาล เช่น โรคหวัดธรรมดา ไปรักษาสถานีอนามัยค่ารักษา 40 บาท ไปโรงพยาบาลชุมชน ค่ารักษา 120 บาท ไปโรงพยาบาลทั่วไป 400 บาท โรงพยาบาลศูนย์ 1,000 กว่าบาท ไปโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอาจถึง 2,000 บาท

ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเหล่านี้ นพ.มงคลอธิบายว่า การลดภาระค่ารักษาพยาบาลต่างๆ สามารถทำได้ ซึ่งเกี่ยวโยงกับ "โครงการลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่" ที่ขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) ได้เริ่มดำเนินการนำร่องไปบ้างแล้ว อาทิ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช รพ.รามาธิบดี รพ.ราชวิถีอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ส่วนในต่างจังหวัด รพ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ก็เริ่มดำเนินการและประสบความสำเร็จอย่างมาก

วิธีการดำเนินการ คือ รพ.ต้องสร้างเครือข่ายสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้เป็นคลีนิคลูกข่ายรองรับผู้ป่วยในพื้นที่ได้อย่างพอเพียง เพราะเป้าหมายหลักของโครงการคือ รพ.จะต้องลดจำนวนผู้ป่วยนอกลง หรือไม่มีผู้ป่วยนอกเลย แต่ละรับผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน หรือการส่งต่อผู้ป่วยเท่านั้น และ รพ.จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบถึงโครงการและวิธีการรับรักษาพยาบาล ซึ่งในกรณีที่คนไข้มีอาการป่วยไม่หนัก หรือป่วยเป็นโรคทั่วไป แทนที่จะมาโรงพยาบาลใหญ่ๆ โรงพยาบาลศูนย์ ก็ไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน ศูนย์สุขภาพชุมชน สถานีอนามัย หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านที่เป็นคลีนิคลูกข่ายของ รพ.ใหญ่แทน

"โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ฉวยเอาโครงการนี้ไปเป็นผลงานของตนเอง ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามี ศ.นพ.ประเวศ วสี อ.อัมมาร สยามวาลา เป็นผู้ริเริ่มคิดระบบขึ้นมา แล้วมาเร่ขายให้รัฐบาลยอมรับ พอพรรคไทยรักไทยมาเห็นก็หยิบไปใส่เป็นสโลแกน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งที่ไม่ใช่ผลงานของเขา" นพ.มงคลกล่าว

เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงแม้ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเข้ามาก็ไม่มีทางยกเลิก และเลิกไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายที่ประเทศอื่นอยากจะเอาเป็นแบบอย่าง เราใช้งบประมาณจำนวนไม่มาก แต่ป้องกันไม่ให้คนล้มละลายจากการรักษาพยาบาลได้หลายล้านคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกายังทำไม่ได้

ทั้งหมดนี้ เป็นแนวคิดของรัฐมนตรีมงคลทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม การร่วมจ่ายดังกล่าวคงจะไม่เกี่ยวข้องกับค่ารักษาพยาบาลทั่วไป ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน และจะเป็นการขัดกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตีความเรื่องนี้ไว้ ว่า สปสช.ไม่สามารถนำระบบร่วมจ่ายมาใช้ได้ แต่หากเป็นสิทธิประโยชน์ที่นอกเหนือกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานเช่น ห้องพักพิเศษ พยาบาลพิเศษ ฯลฯ ก็สามารถใช้การร่วมจ่ายได้

ด้าน นพ.สงวน นิติยารัมภ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า แนวทางในการให้บริการด้านสุขภาพของประชาชน หากมองเรื่องของการร่วมจ่ายคงจะไม่จำเป็นเหมือนเมื่อก่อนเพราะในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณมาให้จำนวนมากแล้ว ซึ่งสิ่งที่ สปสช.ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในขณะนี้คือ เน้นเรื่องคุณภาพของการบริการ

โดยเฉพาะโครงการลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะต้องขยายโครงการให้มากขึ้น เพราะจำนวนผู้ป่วยที่ล้น รพ. เกินกำลังของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ทำให้บุคลากรเหล่านี้มีงานล้นมือ ซึ่งเสี่ยงต่อการรักษาที่ผิดพลาด กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน เป็นการป้องกันสมองไหล หรือบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนในทางอ้อมได้ เพราะโครงการดังกล่าวจะช่วยลดภาระหน้าที่ของแพทย์และพยาบาลลง งานไม่หนักจนอยากลาออกไปอยู่ รพ.เอกชน

นอกจากนี้ สปสช.ยังมีโครงการใหม่คือ การรักษาพยาบาลในอนาคตจะเน้นการลดผลกระทบต่อผู้ป่วยในบางโรคที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งทางร่างกายและเงินทอง เช่น ต่อไปต้องไม่มีผู้ป่วยตาบอดจากโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้ เช่น เบาหวาน เป็นต้น

ส่วนปัญหาที่สำคัญที่ทุกฝ่ายกังวลว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไม่มีความยั่งยืนนั้น นพ.สงวนให้ความเห็นว่า ปัญหาหลักคือวิกฤตเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความกระทบต่อโครงการได้ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองเห็นดีกับตัวโครงการ เพราะประชาชนเห็นผลงานชัดมากที่สุด

ดังนั้น การมองหางบประมาณที่แน่นอนที่จะนำมาใส่ในระบบ เช่น การนำงบประมาณมาจากภาษีบาป จึงเป็นสิ่งที่จะต้องคิดทำต่อไป !!!

"ขณะที่ประชาชนเองก็ต้องรู้จักการดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคต่างๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิก ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หมั่นออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ภาระตกไปอยู่ที่โรงพยาบาล รัฐไม่ต้องหัวหมุนหาเงินมาใส่ในระบบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" นพ.สงวนกล่าวทิ้งท้าย

สุดท้ายแล้ว...ระบบหลักประกันสุขภาพจะอยู่ได้ยั่งยืนหรือไม่ อยู่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 19/01/2008 เวลา : 17.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล


สวัสดีอีกครั้งครับท่านอาจารย์

ผมรู้สึกว่าหากภาคประชาชนมีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ ผมเขื่อว่าการสาธารณสุขแบบประชาชนมีส่วนร่วม ของประเทศเราต้องพัฒนาเดินหน้าอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

และหน่วยงานสาธารณสุขทั้งสิ้นทั้งปวง จะไม่รีรอที่จะให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางและนโยบายการดำเนินงานของหน่วยงานสาธารณสุขเลยครับ

การณ์ในปัจจุบันนี้ ประชาชนยังไม่เห็นภาพทั้งหมดของระบบบริการสาธารณสุข และภาพทั้งหมดของนโยบาย๓๐บาทรักษาทุกโรค ซึ่งผมชอบเพียงหลักการ แต่วิธีการทำให้เป็นจริงในแง่การปฏิบัตินั้นผมให้คะแนนระดับสอบตกครับเพราะทำให้เกิดผลเสียมากมาย

ผมจึงขอเสนอแนวคิดระบบสาธารณสุข ถอยคืนสู่ระยะก่อนฟรี คือการสาธารณสุขแบบสังคมเกื้อกูลกัน ซึ่งเชื่อว่า "ประเทศไทย เป็นครอบครัว..ครอบครัวแปลว่าเราจะไม่ทอดทิ้งกัน...คนไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน...คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน..."

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 19/01/2008 เวลา : 16.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล


สวัสดีครับคุณคนสองแผ่นดิน

ยินดีอย่างยิ่งครับ ที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนะ
คือทั้งหมดนี้โดยเจตนา ผมเห็นด้วยในการมีหลักประกันความมั่นคงด้านสุขภาพแก่ประชาชน และต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันก่อนที่จะสามารถให้ฟรีได้ทั้งหมด เพราะการประกาศฟรีทั้งหมดทำให้เราต้องจัดงบประมาณไปฟรีให้แก่ท่านที่ฐานะทางเศรษฐกิจสามารถช่วยตนเองได้ ซึ่ง หากเราขอให้รอไปก่อน เพื่อให้โรงพยาบาลและรัฐบาลสามารถมีความแข็งแรงพ้นจากภาวะขาดแคลนก่อน จึงค่อยฟรีถ้วนหน้า ก็จะทำให้การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพโรงพยาบาลเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดชงัก และไม่มีผลเสียแก่คุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยครับ

อาจารย์ครับ การดำเนินงานของท่าน ผมเห็นด้วยทุกประการ ที่อยากเห็นให้เป็นรูปธรรมคือเรื่องที่ท่านเสนอให้สปสช. กาชาดไทย และองค์การเภสัชกรรม ร่วมกันผลิตแฟกเตอร์เข้มข้นในรูปผงไว้ใช้

หากงานนี้สำเร็จจะเป็นคุณูปการแก่ผู้ป่วยฮีโมฟิเลียเป็นอย่างยิ่ง ผมก็ภาวนาขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นความสำคัญและดำเนินการครับ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 18/01/2008 เวลา : 20.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


เรียน คุณหมอ หรือ คุณแต่งแต่ง

อ้างความเห็นเรื่องการรักษาฟรี บัตร๓๐บาทรักษาทุกโรค

ขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ผมมีโอกาสชี้แจง ณ ที่นี้ดังนี้ –

๑ หลังจากที่สปสช.ได้อนุมัติรับโรคฮีโมฟิเลียไว้ในโครงการรักษาฟรี โดยจ่ายเป็นเงินสดให้โรงพยาบาลศูนย์รักษาเบื้องต้น ๘๐,๐๐๐ บาทต่อผู้ป่วย ๑ ราย เพื่อซื้อยา (แฟ็กเตอร์เข้มข้น) ให้ผู้ป่วยใช้ที่โรงพยาบาลและที่บ้านของตนเอง ทำให้มีคำถามว่าการรักษาฟรีนี้จะให้ได้นานเท่าใด เพราะการรักษาต้องดำเนินไปตลอดชีวิตและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

๒ เพื่อความชัดเจน ผมจึงได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการสปสช. พร้อมเสนอแนะให้ประหยัดงบประมาณด้วยการซื้อยานี้จากสภากาชาดไทยและนำเงินส่วนต่างที่ได้จากการประหยัด (เช่น ๑๐%) ไปช่วยคนจนเป็นค่าเดินทางไปรับการรักษาฟรี สปสช.โดยนพ. “ส” ได้ตอบผมทางโทรศัพท์ พอสรุปได้ว่าการรักษาฟรีจะดำเนินต่อไป ใช้ยานำเข้าต่อไป โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา และค่าใช้จ่าย

๓ ด้วยความปรารถนาที่จะให้ผู้ป่วยที่ยากจนได้รับการรักษาฟรี ผมจึงได้นำเรื่องนี้ออกเผยแพร่ทางโอเคเนขั่นบล็อกแห่งนี้ในหัวข้อ “อนาคตของบัตร ๓๐ บาท ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์” ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ถึงชาวโอเคเนชั่นบล็อกให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยรับทราบ แต่ก็ยังไม่มีคนจนไปขอรับการรักษาฟรีเท่าที่ควร ในขณะที่คนรวยไปใช้สิทธิ์กันมากนับเป็นร้อย ๆ ราย

๔ ด้วยความเป็นห่วงว่า วันหนึ่งข้างหน้าโรคฮีโมฟิเลียคงจะถูกตัดออกจากโครงการรักษาฟรี ผู้ป่วยจะไม่สามารถซื้อยานำเข้ามารักษาตนเองได้ จึงได้เสนอให้สปสช. สภากาชาดไทย องค์การเภสัชกรรม ร่วมมือกันผลิตยานี้สำหรับใช้ภายในประเทศให้พอเพียง เช่นยารักษาโรคเอดส์ซึ่งขณะนี้องค์การเภสัชกรรมผลิตได้ในราคาถูกมาก แทนการส่งพลาสม่าไปแปรรูปเป็นชนิดผงแล้วส่งกลับมาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวก็ยังไม่ได้ตอบให้ทราบว่า จะทำอย่างไรให้ได้บ้าง?

หลังจากที่ได้อ่านบทความของคุณหมอ http://www.oknation.net/blog/tintinthai/2007/12/31/entry-2 ความคิดเรื่องการรักษาฟรีนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอีก จึงได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปว่า “แรกทีเดียวก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย” เพราะได้สนทนากับ นพ. “ส” ไว้อย่างนั้นโดยไม่มีความรู้เรื่องเบื้องหลังมาก่อน แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าการเมืองมีบทบาทสำคัญอยู่ไม่น้อย ผมไม่เคยได้รับการบอกเล่ามาก่อนเลยว่า คนจนเสียประโยชน์ คนรวยได้ประโยชน์ การรักษาไม่มีคุณภาพ โรงพยาบาลขาดเงินดำเนินการ คนไข้หนีไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนจนหมดเนื้อหมดตัว ฯลฯ จึงขอยื่นยันระบบสังคมเกื้อกูลกันอีกครั้งหนึ่ง

พอดีขณะนี้มีข่าวด่วนออกมาว่า เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นพ. สงวน ฯ ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลรามาฯ ด้วยโรคมะเร็ง อายุ ๕๙ ปี จึงขอแสดงความเสียใจมายังญาติและครอบครัวของท่านมา ณ ที่นี้ด้วย และหวังว่ารัฐบาลใหม่และเลขาธิการสปสช.คนใหม่จะช่วยกันทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่สุขสบายไร้โรคาโดยทั่วถึงกัน

สวัสดีครับ

คนสองแผ่นดิน

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 17/01/2008 เวลา : 07.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล


โลกทัศน์ เป็นสิ่งที่ทุกคนมี แต่ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ต่อให้หัวใจดวงเดียวกัน ก็ไม่เหมือนกัน โลกใบเดียวกัน แต่เชื่อไหมว่า คนมองเห็นไม่เหมือนกัน

เพราะโลกทัศน์ของแต่ละคน คือ ความทรงจำ ความรู้ ความคิด ที่บันทึกผ่านสมองของแต่ละคน

นโยบาย๓๐บาทรักษาทุกโรค หรือ ห่างไกลโรค คนกลุ่มต่างๆก็มีโลกทัศน์เรื่องนี้ต่างกัน

-คนจนมองเห็น ความมั่นคงทางใจ จับใจที่สุด เพราะมี๓๐บาทก็ไปโรงพยาบาลได้ แต่ไม่ทราบว่าแต่เดิมคนจนก็ฟรีได้อยู่แล้ว ในหลายช่องทาง

-คนรวย มองเห็นโอกาสที่จะเสียเงินน้อยลง แต่มองเห็นความแออัดที่ใครๆต้องแห่กันไปโรงพยาบาลแห่งเดียวกัน

-พรรคเจ้าของนโยบาย มองเห็นคะแนนนิยมที่จะได้รับเลือกตั้งมากมาย

-กระทรวงการคลัง มองเห็นปัญหาการบริหารเงินที่จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาล และภารกิจที่ต้องหาช่องทางเรียกเก็บเงินเข้ารัฐ เพื่อมาใช้จ่ายในโครงการนี้

-โรงพยาบาลมองเห็น ปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นมหาศาลโดยรายได้มหาศาลจากการเรียกเก็บคนรวยต้องหายไป

-แพทย์พยาบาลที่คลุกอยู่กับปัญหาการสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยมองเห็นประสิทธิภาพ-ศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยที่จะลดลงจากสาเหตุความขาดแคลนที่มีอยู่จะต้องขาดแคลนหนักกว่าเดิม

-โรงพยาบาลเอกชนมองเห็นโอกาสรวย เพราะโครงการนี้ คนจนไปโรงพยาบาลรัฐบาล คนรวยไปโรงพยาบาลเอกชน

-คนเสนอความคิดให้พรรคการเมืองมองเห็นโอกาสที่จะได้ถืองบประมาณมหาศาลหลายหมื่นล้านบาท แทนกระทรวงสาธารณสุข เพราะตนเองจะได้เป็นเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จะจัดตั้งตามกฏหมายรองรับนโยบายนี้


ผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เกิดขึ้นทุกอย่างตามที่ทุกกลุ่มมองเห็น

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 08.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณkunbig95
เนื่องจากโลกทัศน์คนเราไม่เหมือนกันครับ ชาวบ้านทางภาคเหนือภาคอีสานที่ชมชอบและเชื่อคำโกหก เพราะเขาไม่มีโอกาสได้รับทราบปัญหาจริงๆ เพราะทุกคนอยู่ในส่วนย่อยของสังคม จึงมองภาพจริงไม่หมดครับ

เรื่องโลกทัศน์
http://www.oknation.net/blog/tintinthai/2008/01/11/entry-1

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
kunbig95 วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kunbig99


มันเป็นอย่างนี้แหละเพราะพวกเราบางกลุ่มหลอกง่าย ขายง่าย 30 บาทรักษาทุกโรคดูผิวเผินดี แต่มั่วฉิบ.. แต่ละโรงพยาบาลวุ่นวายใจมีแต่คนบ่นแต่ทำอะไรไม่ได้ มันไม่ได้เป็นผู้ปฎิบัติ มันก็ว่าไม่มีปัญหา พอมันไปแต่ทิ้งปัญหาค้างไว้ให้คนอื่นรับผิดชอบ แล้วคยโจมตีถ้ามันไม่ได้เป็นรัฐบา พรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้ไว้ดีพอสมควรแล้วแทนี่จะปรับปรุงเพราะมีโอกาสเป็นรัฐบาล มันกับสร้างปัญหาใหม่ ก็รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีตัวเลวร้ายทั้งคณะของพรรคไทยรักไทยนันเอง คุณเข้าไปถามตามโรงพยาบาลทุกแห่งก็ได้ นี่คือความจริงครับ ทำไมบางคนโง่จริงๆจึงไม่รู้เรื่อนี้
ผมเจอคุณที่บ้านคนอื่นครับ และคุณอ้างที่มาของคำตอบนี้ ขอบคุณและยินดีด้วยที่เข้าเรื่องจริง โหวดให้ครับ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 18.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

เวลานี้สปสช.คาดว่าน่าจะเอาตัวไม่รอด เพราะมีการผลักดันนโยบายให้ยกสถานีอนามัยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ

โดยการอ้างว่ารัฐธรรมนูญให้กระจายอำนาจ แต่เมื่ออ่านรัฐธรรมนูญแล้วก็พบว่าเพียงกระจายอำนาจด้านการศึกษา เนื่องจากต้องการให้ท้องถิ่นรับผิดชอบเอง โดยเฉพาะด้านงบประมาณ

เนื่องจากการใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษานั้น ภารกิจของกระทรวงจะต้องให้เด็กที่เพิ่มขึ้นทุกปีมีที่เรียน

ในแต่ละปี จำนวนประชากรเด็กนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มครู การเพิ่มจำนวนห้องเรียน การเพิ่มอุปกรณ์การเรียน การเพิ่มเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณอย่างมาก ครูทุกท่านทราบดีว่า งบประมาณแต่ละปีที่เห็นนั้นหดหู่เพียงใด

ครูกับหมอ โรงเรียนกับโรงพยาบาล หัวอกเดียวกัน พื้นฐานเดียวกัน คือ มีจำนวนคนที่จะต้องดูแลเพิ่ม แต่ทรัพยากรขาดแคลน

ทรัพยากรที่ขาดแคลน ทั้งครู-หมอ-พยาบาล-อื่นๆ ,สถานที่-อุปกรณ์ งบดำเนินการ

ในภาวะที่ขาดแคลน แต่นักการเมืองพยายามให้นโยบายฟรี ฟรีในขณะที่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม๗%

เมื่อประกาศฟรี โรงพยาบาลกระทบมากกว่า เพราะในภาวะที่ขาดแคลน ยังตัดรายได้จากคนรวย และเพิ่มค่าใช้จ่ายให้คนรวยฟรี สภาพความขาดแคลนจะยิ่งวิกฤติอีกเพียงใด

ตามหลัก เมื่อขาดแคลนก็ต้องหามาเพิ่ม ไม่ใช่หาคนมาช่วยทับถมให้ขาดแคลนหนักกว่าเดิม

กระทรวงศึกษาฉลาดก่อนกระทรวงสาธารณสุข ก็จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท)มาช่วยจ่ายเงิน โดยอ้างว่ากระจายอำนาจ อปท.ก็ดีใจเพราะใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงได้ ครูวันนี้ก็น้ำตาตก ต้องรอคนดีมีความสามารถของวงการครูไปสมัครรับเลือกตั้งแข่งเสี่ยนักการเมืองก่อน รัฐบาลสบายไปอีกระดับ เพราะอปท.เอาไปบริหาร งบอปท.หามาสมทบ

สปสช.เห็นแล้วชอบลดค่าใช้จ่ายได้หลายกระบุง ส่งสัญญาณให้นักวิชาการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขชงเรื่องยกอนามัยให้อปท.

อปท.ก็ยิ้มอีก แต่ไม่ทราบจะออกดอกออกผลกันอย่างไรในวันหน้า เนื่องจากเรื่องแบบนี้ต้องรอให้สุกงอม กว่าจะเห็นผลมันใช้เวลา และเมื่อกว่าจะแก้คืนก็ใช้เวลา

ในระหว่างการใช้เวลานี่แหละ ผู้ป่วย(สธ.) และเด็กนักเรียน-ครู(ศธ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ใครจะโชคร้ายรับผลของความล้มเหลวนี้ก่อน? และอย่างไร?

ขอไว้อาลัยไว้ ณ ที่นี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณคนสองแผ่นดิน

ยิ่งตอบว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจนี้ ผมยิ่งเคารพและศรัทธามากขึ้นไปอีกครับ เพราะการมีความเข้าใจในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ถึงระดับโรคฮีโมฟิเลียด้วย และถึงระดับทราบว่าการทำพลาสม่าแยกส่วนและทำเป็นผงเพื่อเก็บไว้ใช้ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ นับว่าน่าทึ่งมากสำหรับผม แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ชื่นชมครับ หาได้ยากที่จะมีคนทราบเรื่องราวระดับลึกละเอียดเท่านีได้ แม้แต่แพทย์ก็เถิดครับ

เรื่องราวที่ได้เล่าให้ผมได้รับทราบนั้น เกินกว่าความรู้ผมครับแต่ผมรับได้เพราะเป็นความรู้ระดับต่อยอดจากที่ผมมี และได้ทราบการดำเนินการเพื่อช่วยแก้ไขไว้ล่วงหน้าเช่นนี้แล้ว ผมรู้สึกยินดีแทนผู้ป่วย และ รัฐบาลในอนาคต

ผมอยากให้รัฐบาลได้แถลงยุทธศาสตร์ของประเทศ ในการพัฒนาแก่ประชาชน จะได้รู้ว่ารัฐบาลกำลังจะทำอะไรให้ประชาชนและประชาชนกำลังจะได้รับอะไรในแต่ละปี

โดยเฉพาะเรื่องของการสาธารณสุข จะมีการวางนโยบายแต่ละปีอย่างไร จะดำเนินแผนยุทธศาสตร์ตามนโยบายอย่างไร? จะมีวิธีการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ให้เกิดผลแก่ประชาชนอย่างไร? แจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์นั้นตรงตามแผน และเกิดผลตามแผน และผลที่บรรลุนั้น ตรงตามนโยบาย และประชาชนได้ประโยชน์อย่างน่าพอใจ

หากสปสช.ยังอยู่ ผมอยากเห็นการดำเนินงานควบคู่กับการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข โดยการใช้จ่ายเงิน เป็นไปตามพันธกิจของกระทรวงที่จะต้องทำตามแผนยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่สปสช.ไปทำโครงการเองโดยการต่อตรงกับหน่วยบริการในพื้นที่ และต้องการเห็นการใช้จ่ายเงินที่อนุมัติให้กระทรวง ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์โครงการ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


เรียนคุณหมอ หรือ คุณแต่งแต่ง

ขอเรียนก่อนครับว่าผมไม่เคยรับราชการมาก่อน ได้แต่ประกอบธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ มาตลอด ความรู้ที่มีอยู่ได้จากการขวนขวายหาเอาเองเพื่อตนเองเป็นส่วนใหญ่ เมื่อรู้มากขึ้นก็มีความมั่นใจนำความรู้นั้น ๆ ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วย และเข้ามาอยู่รวมกับบล็อกเกอร์อื่น ๆ ที่นี่ถึงทุกวันนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว

แรกทีเดียวก็เห็นดีเห็นงามกับการรักษาฟรี เพราะโดยหลักการแล้วเห็นประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับง่าย ๆ ตามคำโฆษณาชวนเชื่อของนักการเมือง แต่ไม่มีผู้ใดออกมาแจกแจงผลข้างเคียงของระบบว่ามีอะไรบ้าง ปัญญาชนระดับสมองของประเทศอย่างสปสช. หรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็ร่วมมือกันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย พูดถึงผลงานของตนเองอยู่เนือง ๆ จึงมิได้ฉุกคิดว่าอุปสรรคนั้นมีมาก และขบวนการนี้ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปพร้อม ๆ กัน ผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับแนวคิดให้สังคมอยู่อย่างเกื้อกูลกัน คือคนรวยช่วยคนจนบ้างมิใช่เอาจากคนจน จนกระทั่งหยูกยาก็ไม่มีให้ คนรวยต้องซื้อหามาเอง คนจนก็ไม่มีอะไรให้ ไม่เกิดผลดีแต่อย่างใดตามโครงการ

เมื่อระบบการประกันสุขภาพของชาติล้มเหลวเช่นนี้ ประชาชนจะมีอะไรเหลือบ้าง ต้องเสียเงิน เสียเวลา เอาชีวิตเข้าเสี่ยง ปัญญาชนผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องนั่นแหละต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาประชาชนทั้งประเทศ มิใช่ว่าจะรอจนกว่าจะมีนางมณีเมขลามาช่วยอย่างในเรื่องพระมหาชนก และมิใช่ป่าวร้องผลงานของตนว่าดีต่าง ๆ นานา เพื่อหาพันธมิตรแนวร่วม การกระทำเช่นนี้พูดได้ว่าฝังตัวอยู่กับอุดมการณ์เพ้อฝัน นับเป็นมะเร็งร้ายในชาติบ้านเมือง

แม้แต่มหาเศรษฐีต่างจังหวัดผู้ป่วยด้วยโรคข้อและกระดูกดังกล่าวนั้น ก็ยังทำตามแนวทางของสปสช. ด้วยการใช้สิทธิ์อันพึงมีพึงได้ของเขาตามกติกาของบัตรทองหรือบัตร ๓๐ บาทเพื่อให้ได้มาซึ่งของที่ต้องการฟรี (เหล็กราคาแพง) แต่เมื่อบริการดูแลหลังการผ่าตัดไม่ถูกใจ เขาก็ยอมเสียค่าใช้จ่ายย้ายไปยังโรงพยาบาลที่เขามีหุ้นอยู่ และแน่นอนว่าเขาจะได้ผลตอบแทนสิ้นปีเมื่อมีการแบ่งผลกำไร หากโรงพยาบาลของรัฐมีรายได้จากคนไข้บ้างตามฐานานุรูป โรงพยาบาลก็จะมีศักยภาพสูงขึ้นให้ประชาชนทั่วไปได้พึ่งพาอาศัยได้ต่อไป

ผู้ป่วยฮีโมฟิเลียรายหนึ่งเล่าว่า โรงพยาบาลประจำจังหวัดได้ขอให้เขาลงทะเบียนเป็นคนไข้ของโรงพยาบาล เขาได้ตอบโรงพยาบาลไปว่าเขาอยู่ไกลและมีเลือดออกไม่บ่อยนัก และเขาสามารถซื้อยาจากสภากาชาดไทยมาสำรองไว้ที่บ้านเผื่อกรณีฉุกเฉิน เขาไม่ต้องการมารับยาแม้จะเป็นของนำเข้าไปใช้ที่บ้านฟรีเพราะเขาต้องการให้ผู้มีฐานะยากจนได้ใช้ยานั้น ๆ หากเขามีความจำเป็นจริง ๆ แล้วเมื่อใด เขาจะมาลงทะเบียนเองในภายหลัง เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ชี้แจงต่อไปว่าเมื่อเขาได้ลงทะเบียนแล้ว โรงพยาบาลก็จะใช้สิทธิ์ของเขาเบิกเงินค่ายาเป็นเงินสดขั้นต่ำได้ ๘๐,๐๐๐ บาท ถึงแม้เขาจะไม่ได้มารับการรักษาเลยก็ตาม เผอิญเขารู้มาก่อนว่าคนจนไม่มารับยากัน เพราะการจะฉีดยาเข้าเส้นของตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และที่สำคัญคือคนจนไม่มีค่ารถ ค่าเดินทางไปรับยาถึงโรงพยาบาลศูนย์ หรือ โรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น

สปสช. รู้ดีว่าการรักษาโรคฮีโมฟิเลียให้หายขาดนั้นยังทำไม่ได้ เมื่อมีเลือดออกครั้งหนึ่ง เช่นในข้อเข่า การรักษาผู้ใหญ่หนัก ๖๐ กก. ๓ วัน ในโรงพยาบาล เฉพาะค่ายาแฟ็กเตอร์ ๘ เข้มข้นอย่างเดียว วันละ ๒ ครั้ง เป็นเงิน ๓๖,๐๐๐ บาท และถ้าเลือดออกเดือนละ ๓ ครั้ง ค่ายาขั้นต่ำสุดก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐๘,๐๐๐ บาทต่อเดือน นั่นคือ ๑,๒๙๖,๐๐๐ บาทต่อปี เฉพาะร่างกายที่ไม่มีแอนตี้บอดี้ และในโลกนี้ก็มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ที่รัฐจ่ายค่ายาให้หมด ๑๐๐% ลองคิดดูอย่างหยาบ ๆ ว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้คนจนที่ได้รับไปจริงมากน้อยเท่าใด

โดยปกติแล้วผมเป็นคนที่ชอบแก้ไข โดยเฉพาะเพื่อส่วนรวม เมื่อเห็นว่ารถขบวนนี้เดินทางผิดรางและมีสิทธิ์ตกรางได้หากวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จึงทำเรื่องไว้ล่วงหน้าสำหรับรองรับภัยพิบัติอันอาจจะเกิดขึ้นได้ จึงทำเรื่องถึงสปสช.ให้นึกถึงคนยากไร้ด้อยโอกาสด้วย ถึงสภากาชาดไทยให้ช่วยเร่งผลิตยาให้พอใช้ ถึงองค์การเภสัชกรรมให้ช่วยแปรรูปพลาสม่าให้เป็นชนิดผง ถึงสำนักงานเลขาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการให้ช่วยผู้พิการให้ได้รับการศึกษาที่บ้าน (โฮมสกูล) และสุดท้ายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ช่วยแจ้งข่าวสารนี้ผ่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ

หวังว่าเรื่องที่เล่ามานี้ จะมีสัมฤทธิผลบ้าง หรืออย่างน้อยก็เป็นการจุดประกายให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เห็นความห่วงใยของประชาชนที่มีต่อประชาชนด้วยกัน

สวัสดีครับ
คนสองแผ่นดิน

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 07.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

"ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด จงทำให้ดีที่สุด"

ธงในการรบที่ผมได้จากการประชุมครั้งหนึ่งที่ได้ร่วมงานกับทหาร

สิ่งนี้จะเกิดหากผู้บริหารโรงพยาบาลได้ตระหนักและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ใต้บังคับบัญชา

แต่ไม่น้อย ที่ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ใต้บังคับบัญชา

ธงนี้จะยังคงปักได้มั่นคง ถ้า"มโนธรรม" ยังคงอยู่กับผู้ปฏิบัติหน้าที่

พระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพลังแก่เรา

""จงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์"



ความคิดเห็นที่ 24 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 06.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณคนสองแผ่นดิน

เป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ครับ
ผมขออนุญาตเรียกว่าอาจารย์นะครับ เดาว่าอาจารย์น่าจะเป็นอาจารย์แพทย์หรือสาขาวิชาขีพด้านนี้ เพราะดูกิจกรรมและความรู้แล้ว ผมเชื่อว่าน่าจะเคยสอนในโรงเรียนแพทย์ที่กรุงเทพฯ และเผอิญผมเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดจึงไม่มีโอกาสรู้จักอาจารย์ที่สถาบันอื่นๆเท่าใดนัก
ชีวิตราชการผมไม่ได้โดดเด่นกระไร เพราะการทำงานที่คิดว่าผู้ใหญ่เห็นเองนั้นใช้ไม่ได้กับราชการไทย ผมดูแลคลินิกโรคเลือดในเด็กกลุ่มงานกุมารเวชกรรม ในโรงพยาบาลจังหวัดมา๑๘ปี และเวลานี้เข้ามาทำงานส่วนกลางด้วนความจำเป็นต้องดูแลลูกที่เรียนชั้นมัธยมครับ

การทำงานที่ปรารถนาจะช่วยให้ผู้ป่วยได้พ้นหรือบรรเทาจากความทุกข์ ในโรงพยาบาลที่ขาดแคลน เป้นเรื่องที่ลำบากมาก ความขาดแคลนนี้เป็นอุปสรรคอันดับแรกของระบบบริการสุขภาพในประเทศไทย

ความขาดแคลนเป็นอุปสรรคในการดูแลรักษาผู้ป่วย การของบประมาณเพื่อการเพิ่มศักยภาพในการรักษาโรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มีเพียงปีละครั้งเดียว ปีนี้ไม่ได้ก็ต้องปีถัดไป

หากผู้บริหารโรงพยาบาลไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจ พลังของผู้ดูแลรักษาก็จะลดน้อยลงไป เหลือเพียงสำนึกของผู้นั้น ว่าจะมีความมั่นคงมากน้อยเพียงใด

ไม่น้อยเลยที่แพทย์และพยาบาลรวมทั้งวิชาชีพต่างๆ อยู่ในความขาดแคลน แล้วเกิดความรู้สึกว่า

"ในตำรานั้นคือจินตนาการหรือนิยายไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ในท่ามกลางความขาดแคลน"

ไม่น้อยเลยที่การรักษานอกตำราเกิดขึ้น ไม่น้อยเลยที่การรักษาอยู่นอกมาตรฐาน

ในท่ามกลางความขาดแคลนจะมีหมอกี่คนที่ยังรักษามาตรฐานวิชาชีพไว้ได้?

หมอมีทางเลือกอย่างไรที่จะดูแลผู้ป่วยในสภาวะนี้?

มีหมอกี่คนที่ยังรักษาอุดมคติ ยังรักษาจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์ให้อยู่กับตนเองได้?

ทีพบเห็นมา หากยังมุ่งมั่นมาตรฐานการรักษา หมอก็มักไปเรียนต่อแล้วเป็นอาจารย์แพทย์ นั่นสำหรับคนที่มีใจรักการเรียนรู้ด้านวิชาการ และอยู่ไม่ได้กับความขาดแคลนที่ไม่รู้อนาคต เพราะมีความรู้แต่ไม่สามารถใช้ได้เพราะขาดเครื่องมือหรือยาหรือเวชภัณฑ์อื่น
ส่วนหนึ่งก็รักษาด้วยการดิ้นรนให้ได้มาด้วยการหาบริจาคจากผู้ที่ตนรู้จัก
ส่วนหนึ่งก็อยู่ไปวันๆใช้เท่าที่มี ไม่หายก็ว่ากันไป ตามบุญตามกรรม ว่างมากก็เปิดคลินิก จนกระทั่งเวลาโรงพยาบาลเป็นงานอดิเรก

ส่วนหนึ่งพลิกวิกฤติเป็นโอกาส คิดค้นพัฒนาเองเพื่อช่วยผู้ป่วย(แบบนี่มีสักเท่าใด?)
ส่วนหนึ่งทิ้งวิชาการเข้าสายบริหารเพื่อเติบโตในตำแหน่งบริหาร โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านเวชกรรมป้องกัน

"แล้วประชาชน คนไข้ อยู่ตรงไหนในใจหมอ?"

เดิมถ้าหมอคนหนึ่งมีทัศนะว่า
"ตำราคือนิยาย ไม่ใช่ชีวิตจริง"
"ทำไม่ได้หรอกไม่ใช่โรงเรียนแพทย์"

แล้วในท่ามกลางความขาดแคลน รัฐบาลประกาศรักษาฟรีโดยนโยบาย๓๐บาทรักษาทุกโรค

การพัฒนาที่ต้องใช้เงินซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์นั้นแทบไม่มีเลยในรัฐบาลนั้น
รวมทั้งการทบทวนตัดยาจำนวนมากออกจากบัญชียาในโรงพยาบาล เพื่อลดค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยต้องน้อยลง

จึงไม่แปลกที่จะพบว่า หมอน้องๆที่จบใหม่เมื่อถูกตำหนิให้คิดถึงรายรับรายจ่ายของโรงพยาบาล จึงมีการจ่ายยาวิเศษรักษาทุกโรค

รายการยาวิเศษ รักษาทุกโรคเพื่อสนองนโยบาย๓๐บาทรักษาทุกโรค(โรงพยาบาลเป็นอภิชาตบุตรของรัฐบาลจึงออกทุนในการรักษาเพียง๙บาท)
๑.เม็ดขาวกลมๆ หรืออาจมีรูปแบบอื่น ชื่อ พาราเซตามอล ๑๐เม็ด
และหรืออาจจะไม่มี ๒.เม็ดชมพูเคลือบ วิตะมินรวม ๑๐เม็ด

รักษาไม่หาย เสียเวลา อาการมากขึ้น แย่ลง ด่าใคร หมอกับโรงพยาบาล ใช่ไหมครับ?

ไม่น้อยที่อดรนทนไม่ได้ ผู้ป่วยจึงไปโรงพยาบาลเอกชน เพราะภาพมันดีกว่าโรงพยาบาลรัฐบาล จึงได้ยาจำนวนหนึ่งที่ดูมากกว่าแต่ค่ารักษามหึมา (พาราเซตามอลที่เม็ดไม่เหมือนของโรงพยาบาลของรัฐบาล,วิตะมินบีรวมกินแล้วปัสสาวะออกเป็นสีเหลืองมากมีกลิ่นแปลกไปเพิ่มความมั่นใจว่าได้รับการรักษา,ยาแก้อักเสบ,ยาลดน้ำมูก ,แถมวิตะมินบีรวมหรือพาราเซตสมอลฉีดอีกเข็มหนึ่ง)

แล้วเราจะต้องชื่นชมกับนโยบายนี้ไปอีกนานแค่ไหน?

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 23.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


สวัสดีครับคุณหมอ หรือ คุณแต่งแต่ง

ขอบคุณครับสำหรับความคิดเห็นที่ได้เสริมเข้ามา ยินดีที่ทราบว่าท่านเป็นหมอที่ได้คลุกคลีกับเด็ก ๆ ที่เป็นโรคเลือดมายาวนาน แรก ๆ ก็คิดอยู่เหมือนกันจากบทความนำร่องของท่านซึ่งได้แต่พูด ๆ กันเฉพาะกลุ่ม แต่ท่านเป็นคนแรกที่ได้เขียนไว้เป็นบทความดังที่ได้อ่านกันในบล็อกนี้ นับเป็นการสร้างสรรค์สังคมที่ดีเป็นอย่างยิ่งวิธีหนึ่ง ผมเองขณะนี้ผ่านพ้นวัยทำงานมานานแล้ว แต่ยังสนใจงานสังคมสงเคราะห์อยู่ จึงใช้ความรู้และประสบการณ์เท่าที่มีอยู่ทำงานนี้ไปเรื่อย ๆ ส่วนมากจะเป็นการแก้ไขเพื่อสังคม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพเบื้องต้นในการพัฒนาสังคมรวมทั้งตนเองด้วย ผมได้แสดงความคิดเห็นลงลึกไปอีกระดับหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามที่คุณหมอได้นำร่องไว้ ที่บล็อกข้างล่างครับ

คนสองแผ่นดิน

http://www.oknation.net/blog/hemophilia2/2008/01/06/entry-1

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

เชื่อมโยงกระทู้ที่เกี่ยวข้องครับ

http://www.oknation.net/blog/hemophilia2/2008/01/06/entry-1

ขอบคุณคุณคนสองแผ่นดินที่ช่วยขยายความครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณคนสองแผ่นดิน
บทความคิดที่กล่าวมา ท่านได้พูดสิ่งที่เป็นความจริง ซึ่งผมสัมผัสมาตลอดชีวิตราชการ๑๙ปี และการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคเลือดในเด็ก
ผมไม่ทราบว่าท่านมีอาชีพอะไร แต่จากสิ่งที่กล่าวออกมานั้นหากท่านไม่ใช่บุคคลากรในวงการสาธารณสุข ก็นับได้ว่า ท่านได้สัมผัสมาอย่างแท้จริง ซึ่งแม้แต่ผู้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยจะได้รับรู้ปัญหาอย่างที่กล่าวมานี้ นับว่าน้อยมาก และในส่วนน้อยที่รับรู้ยังน้อยคนที่รับรู้แล้วจะลงทุนลงแรงช่วยเหลือจนทราบปัญหาได้ในระดับนี้

ผมขอขอบคุณแทนผู้ที่ได้รับผลจากการปฏิบัติงานของท่านด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


อนุสนธิความคิดเห็นที่ ๑๙

อ่านแล้วได้ความชัดเจนตามที่ได้รจนาไว้ทุกประการ เกิดความวิตกมากขึ้นเป็นลำดับ จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นของตนเองตามที่ได้รู้เห็นมา ในการร่วมมือพัฒนาประชาชนพลเมืองให้เป็นไปตามแผนตามขั้นตอน โดยมิได้ตระหนักถึงกาลเวลาทรัพยากรของประเทศที่ต้องสูญไปแล้วเหมือน "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของสปสช.ต่อผู้ป่วยผู้ยากไร้ผู้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยโดยรวม

ผมหมายถึง "เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง" ของสปสช. ความพยายามในการดูแลผู้ป่วยเยี่ยงประเทศที่ร่ำรวย (เช่น โรคฮีโมฟิเลีย) ด้วยการแจกยาราคาแพงสุด ๆ นำเข้าจากต่างประเทศฟรี ๆ ซึ่งแม้แต่ในประเทศเหล่านั้นก็ไม่ทำกัน อย่างดีก็ให้ร่วมจ่ายผ่านบริษัทประกันสุขภาพ ก็ดูเป็นธรรมดี

แต่การแจกยาฟรีของสปสช.ในประเทศไทยนั้นก่อปัญหาซับซ้อนมากด้วยเงื่อนไข แต่ถ้าเป็นคนรวยปัญหาก็น้อย หรือแทบไม่มี ส่วนคนจนก็ปล่อยไปตามยถากรรม ใครมารับยาเองไม่ได้ก็สุดแต่บุญแต่กรรม เรื่องสิทธิตามหลักประกันสุขภาพของคนจนก็ยกประโยชน์ให้เป็นของคนรวยไป จะทำอย่างมูลนิธิ พอ. สว. ของสมเด็จย่า หรือ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ฯ นั้นอย่าหวัง

ที่ประหลาดคือขยายโอกาสให้คนรวย ทำอย่างในประเทศต้นแบบ เช่น จัดการสัมมนาในสถานที่หรูหราราคาแพง เชิญแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันให้ความรู้เรื่องโรค การดูแลรักษา และนันทนาการต่าง ๆ แต่เลี่ยง ๆ ไปเรียกว่า "แค้มป์" ทั้ง ๆ ที่มีผู้ทักท้วงขอให้จัดให้คนจนบ้าง ครั้งต่อไปจะจัดในวันที่ ๑๙-๒๐ มกราคมนี้ ที่ ซับใต้รีสอร์ต นครราชสีมา สำหรับผู้ป่วย ๑๕ ราย ไม่ใช่ผู้ป่วย ๓๕ ท่าน (ฟรี)

การแสดงความคิดเห็นของผมในครั้งนี้ ต้องการสนับสนุนเจ้าของบทความตอนท้ายว่า "สุดท้ายถูกต้ม ที่ฟรีคือคนรวย คนจนเท่าเดิม และ คุณภาพการรักษาลดลง"

คนสองแผ่นดิน
http://hemophilia07.googlepages.com/index.htm

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 05/01/2008 เวลา : 13.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณแอน

แต่ละประเทศแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน การไปดูต่างประเทศแล้วกลับมานั่งๆนอนๆแล้วคิดว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

การพัฒนานั้นหากนำพระราชดำริเรื่องศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้ง๖แห่งในภาคต่างๆมาศึกษาก็จะทราบว่า

หัวใจการพัฒนาคือ การเข้าใจ การเข้าถึง และการพัฒนา

ต้องเข้าใจก่อน ว่า
ปัญหาแต่ละท้องถิ่นด้านการสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลนั้น เป็นอย่างไร ?
และเข้าให้ถึงองค์ประกอบแห่งปัญหานั้น เข้าให้ถึงปัจจัยที่เป็นปัญหาและปัจจัยที่ใช้แก้ปัญหากับปัจจัยที่ใช้ในการพัฒนา
สุดท้ายเมื่อเตรียมปัจจัยที่จะแก้ปัญหาให้พร้อมแล้วก็ทำการแก้ไขปัญหาและพัฒนา

โผล่มาก็รักษาฟรี ประชาชนทั้งหลายจึงไม่ได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำ จะเอาฟรีอย่างเดียว จึงไม่มีใครมาคิดว่าอะไรเป็นอะไร สุดท้ายถูกต้ม ที่ฟรีคือคนรวย คนจนเท่าเดิม และ คุณภาพการรักษาลดลง

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
anytime วันที่ : 03/01/2008 เวลา : 10.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anytime

มันเป็นอย่างนี้นี่เองเหรอ เป็นความรู้ใหม่เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 02/01/2008 เวลา : 07.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวสัดีครับคุณชมภู่
เหมือนเรื่องพระสมเด็จเหนือหัวแหละครับ
แค่เห็นวิธีการโฆษณาก็รู้แล้วว่าเบื้องหลังเบื้องลึกเป็นปัญหาแน่ แล้วก็จริงๆ เรื่องการเมืองไม่คิดให้ดีก็เช่นเดียวกัน ถูกต้ม

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ชมภู่ขอนแก่น วันที่ : 01/01/2008 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonkhonkaen

สวัสดีค่ะ พี่หมอฯ
ชอบคำนี้จังเลย มาตั้งไกลได้แต่พาราฯ กลับไป ต้องเปลียนชื่อใหม่เป็น 30 บาท รักษาบางโรค ....555ค่า

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 01/01/2008 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

ตามหลักแล้ว หากจะบอกว่าฟรี ควรเอาแค่มีบัตรประชาชนก็เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ทุกแห่งครับพี่สาวจ๋า ไอ้ที่คุยโม้นั้นหลอกชาวบ้านครับ หาเรื่องให้มีเงื่อนไขแล้วไม่ฟรี ทางโรงเรียนจึงต้องพากันทำประกันอุบัติเหตุครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 01/01/2008 เวลา : 13.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณคนสองแผ่นดิน

ไม่ใช่มะพร้าวห้าวละครับ ผมเปรียบเสมือนสวนที่ขาดมะพร้าวพันธุ์ดีครับ ชายังไม่เต็มถ้วยครับ

เห็นด้วยทุกประการสำหรับการเลือกฟรี เอาที่ชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ ดีกว่าที่จะสิ้นเปลืองงบประมาณ ไปแบบสูญเปล่า
ผใมยังอยากให้ทำแบบประกันสังคม หากชาวบ้านทั่วไปก็ให้จ่ายสองส่วนเพราะไม่มีนายจ้างร่วมจ่าย และข้าราชการก็หักเงินเดือนแบบประกันสังคม กองทุนจะมหาศาลกว่าเดิม สามารถเป็นการประกันสุขภาพได้และมีเงินมากพอที่จะพัฒนาคุณภาพของการบริการทุกด้านครับ
ทุกวันนี้มีเงินเพียงปีละ๕๐๐ล้านบาทสำหรับทั้งประเทศในการใช้จ่ายก่อสร้างและซื้อครุภัณฑ์ แถมหน่วยบริการต้องมาก่อน หน่วยบริหาร เช่น สาธารณสุขจังหวัดบางแห่งแม้อาคารก็ทรุดโทรมแสนสาหัส บางจังหวัดถูกน้ำท่วมทุกปียังไม่มีอะไรจะช่วยเลยครับ
เงินส่วนใหญ่ไปอยู่ที่สปสช. ตั้งเงินเดือนสูงกว่าราชการ (๑.๕เท่า)ครับ เช่าสถานที่เป็นสำนักงานใหญ่ปีละหลายล้าน เช่าสำนักงานเขตอีกปีละหลายล้าน มีเงินครับ เขามีเงิน
โรคเลือดและอีกหลายโรคที่น่าสงสารมากสมควรช่วยเหลือ
การพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ต้องทำ
หลายปีมานี้ทำไม่ได้ครับ เพราะโรงพยาบาลต้องเอาตัวรอดก่อน ประชาชนคนป่วยมาทีหลัง

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 01/01/2008 เวลา : 12.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับพี่สาวจ๋า
"...ทุกวันนี้ถ้าเป็นเจ็บเพราะอุบัติเหตุโรงเรียนขอความร่วมมือให้ทำประกันอุบัติเหตุ(หมู่) ทั้งโรงเรียนไว้ นักเรียน/คน/ปี /125 บาท พอช่วยได้มาก..ไม่ง้อบัตรทอง 30 บาท
...."
นี่แหละครับที่พากันหลงเข้าใจผิด ชื่นชมนโยบาย๓๐บาทรักษาทุกโรค สุดท้ายประชาชนต้องช่วยตนเอง การโกหกผ่านสื่อโฆษณานี้ทำเอาหลงผิดไปหลายล้านคนครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


ขอบคุณครับสำหรับคำตอบ โรคนี้มีอาถรรพ์สามารถทำให้ราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซียล่มสลายได้ เพราะรัชทายาททรงเป็นโรคนี้ พระราชวงศ์ถูกปลงพระชนม์หมดพร้อม ๆ กัน อย่าได้มีอะไรเกิดแก่สปลช.เลย

โดยปกติผู้เป็นโรคนี้ มีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ดีการขาดสารที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวส่วนมากได้แก่แฟ็กซ์เตอร์ ๘, ๙, ๑๑ ก็เป็นต้นเหตุให้เลือดออกง่ายเป็นเวลานานกว่าคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยต้องรักษาตลอดชีวิต ดังเช่นในกรณีที่เล่าให้ผมฟัง ว่าถึง ๑๕๖ วันในหนึ่งปี สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วย และบิดามารดาผู้ดูแลลำบากไปตาม ๆ กัน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความวิตก หวาดกลัว(ตาย) เครียด ถึงเสียสุขภาพจิตได้ ผู้ป่วยจึงควรต้องไดรับการแก้ไขด้วยตรงจุดนี้

ผู้ที่มีสภาพคล่องในการดูแลรักษาตนเองหรือบุคคลในครอบครัว จึงมีความทุกข์ดังกล่าวน้อยกว่าผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั้งหลาย ผู้ป่วยกลุ่มหลังนี้ ผมมีความเห็นว่าสมควรได้รับความช่วยเหลือ ความสงสารจากสังคมก่อนกลุ่มแรก หากสังคมไม่สงเคราะห์พวกเขาก่อน สังคมจะมีภาระมากขึ้นในการดูแล ประคับประคองพวกเขาให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ร่วมกันในอนาคต งานสารสนเทศของผมจึงมุ่งเน้นตรงจุดนี้ก่อน หนังสือขอความอนุเคราะห์จากผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศจึงเกิดมีขึ้น ตามที่คุณแต่งแต่งได้แสดงความคิดเห็นในโอเคเนชั่นบล็อกแห่งนั้นด้วย

ความสัมพันธ์ของ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข นักการเมือง ดังที่คุณกล่าวถึงนั้นผมไม่ทราบมาก่อน นับว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก เมื่อกระทรวงฯไม่ได้จัดการเอง และความรับผิดชอบอันมหึมาเช่นนั้นตกไปอยู่กับสปสช. และจ่ายเป็นเงินสดให้โรงพยาบาลได้โดยพลการ โดยให้ผอ. โรงพยาบาลรับไปจับจ่ายตามที่เห็นชอบนั้น น่าจะเป็นการบริหารของบริษัท ห้างร้านโดยทั่วไปมากกว่า แล้วนี่กระทรวง(รัฐบาล)จะไม่รับผิดชอบบ้างหรือ!! กระทรวงการคลังไม่ท้วงติงบ้างเลย?

ความคิดเห็นของผมมีถูกผิดอย่างไร ขอความกรุณาช่วยแก้ไขด้วย หากเป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน ก็ขออภัยด้วยครับ

คนสองแผ่นดิน
http://hemophilia07.googlepages.com/hemophilia.htm

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ธมลวรรณ วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 15.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tamonwan


ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนก็คือเวลาที่เด็กหรือผู้ปกครองทำบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค หรือที่ใช้ใหม่ว่า 30 บาทห่างไกลโรคนั้น ตอนสมัครต้องระบุชื่อสถานพยาบาลปฐมภูมิ (ใช้คำทำนองนี้)ไว้
.
ปัญหาคือจะใช้สิทธิ์ตอนเจ็บป่วยก็ต้องไปที่ศูนย์หรือโรงพยาบาลที่ระบุไว้ก่อนจนกว่าจะมีหมอรับรองว่าฉุกเฉินจริง
ซึ่งก็ยุ่งยากพอสมควร
.
เด็กบางคนระบุตามผู้ปกครองเพราะเน้นใกล้บ้านแต่เวลาป่วยขึ้นมาเด็กอยู่กับครูที่โรงเรียน บ้านกับโรงเรียนก็ใช่ว่าจะใกล้เสมอไป..
.
ทุกวันนี้ถ้าเป็นเจ็บเพราะอุบัติเหตุโรงเรียนขอความร่วมมือให้ทำประกันอุบัติเหตุ(หมู่) ทั้งโรงเรียนไว้ นักเรียน/คน/ปี /125 บาท พอช่วยได้มาก..ไม่ง้อบัตรทอง 30 บาท
.
พี่สาวจ๋า มาบ่อยเพราะไปจ๊ะเอ๋ชื่อคุ้น ๆนี้ ที่หน้าหนึ่ง เรื่องแนะนำของบางโอเคนี่คะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 13.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีปีใหม่ครับคุณคนสองแผ่นดิน
ขอบคุณสำหรับคำพรครับ

เรื่องที่เล่ามานั้นเป็นจริงอย่างนั้นจริงๆ เด็กที่เป็นฮีโมฟิลเลีย และโรคพร่องสารที่ช่วยเลือดแข็งตัวทุกชนิด สุขภาพจิตจะปกติเหมือนคนทั่วไปหรือไม่ผมตอบไม่ได้ เพราะที่เห็น เพียงคนเฝ้าไข้ ซึ่งมักเป็นแม่ มาทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ๓วันสำหรับโรคพร่องแฟกเตอร์๗ ไปโรงพยาบาลปีละ๕๒สัปดาห์ ปีละ๑๕๖วัน เมื่อก่อนคนรวยช่วยจ่าย เดี๋ยวนี้รวยก็ฟรีเท่ากับคนจน
โรคนี้ไม่ว่าคนรวยคนจนก็น่าสงสารเหมือนกัน ในแง่ของความโชคร้ายที่จะเกิดมาแล้วมีกรรมพันธุ์เป็นเช่นนี้
คนรวยยังพอมีอะไรๆบ้าง
แต่ คนจน จะมีอะไรบ้างหรือ?

หากจะฟรีทุกคน ควรเลือกที่จะฟรี ไม่ใช่ฟรีไปหมดทุกโรค ทำไมไม่ฟรีเฉพาะโรคที่ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งผู้ป่วยจำนวนไม่มาก แต่น่าสงสารมากกว่า
ส่วนไข้หวัดคออักเสบ อุจจาระร่วง ปวดหัวตัวร้อน สำหรับคนที่แข็งแรงในฐานะเศรษฐกิจ จะฟรัแข่งกับคนที่น่าสงสารกว่า ไปทำไม?
เวลานี้ มันแย่งกันฟรี เพราะความเห็นแก่ตัว ทำลายระบบคุณธรรมในสังคมไปหมด ไม่มีคำว่าสังคมเกื้อกูลกัน

สปสช.ไม่ได้ขึ้นกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขครับ ขึ้นกับรัฐมนตรี ซึ่งนักการเมืองชอบมาก เพราะรัฐมนตรีกับงบก้อนโตไม่ต้องผ่านปลัดกระทรวง แต่ผ่านสปสช.
สปสช.นั้น น่าจะมีหน้าที่ในการบริหารเงินให้ได้ประสิทธิภาพตามนโยบายของกระทรวง ไม่ใช่ไปทำตัวเป้นเสี่ยจ่ายให้หน่วยบริการโดยตรง เมื่อผลงานหน่วยบริการออก ก้รวบรวมว่าเป้นผลงานของตนเอง

เช่น การผ่าตัดต้อกระจก เฉลิมพระเกียรติ การผ่าตัดหัวใจ๘,๐๐๐ดวง ซึ่งสปสช.เสนอเป็นโครงการของตน ทั้งที่ตนเองเป็นเพียงผู้จัดสรรงบประมาณ แต่ไม่ได้เป้นหน่วยงานที่ทำการผ่าตัดเอง ผลงานผ่าตัดควรเป้นของหน่วยบริการ และผลงานรวมของหน่วยบริการทั้งก็ต้องเป้นของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป้นต้นสังกัด
นี่คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ขายความคิดให้แก่นายทักษิณเอง ก็ยังไม่มีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของตน

สมควรยุบได้แล้วครับ สปสช.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


ขอให้คุณแต่งแต่งมีความสุขความเจริญตลอดปีใหม่

ในฐานะที่ทำงานสารสนเทศเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย จึงพูดได้เต็มปากในส่วนที่เกี่ยวกับโรคนี้ การนี้คนยากไร้ด้อยโอกาสเสียเปรียบตั้งแต่ไก่โห่ สปสช. จ่ายให้โรงพยาบาลศูนย์รักษาโรคนี้เบื่องต้น ๘๐,๐๐๐ ต่อผู้ป่วย ๑ รายเป็นค่ายา คนรวยก็แห่กันไปรับการรักษาฟรี ๆ แต่คนจนผู้ซึ่งเป็นโรคนี้เสียส่วนมากและอยู่ในชนบทห่างไกลหมดโอกาสเพราะไม่มีค่ารถเดินทางไปโรงพยาบาล ทำให้เสียโอกาส เสียสิทธิ์ เสียเปรียบ ฝ่ายสปสช.นั้นสนับสนุนบุคคลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ จ่ายให้เป็นเงินสด โรงพยาบาลก็หาคนไข้เหมือนเป็นเซลล์แมน เอาใจคนรวยเหมือนเป็นโรงพยาบาลเอกชน จัดให้มีนันทนาการในโรงแรมชั้น ๑ จัดสัมมนาให้ความรู้เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนคนปกติทั่วไป คนจนทิ้งไว้ก่อนปล่อยให้อยู่กันไปตามบุญตามกรรม หลายคนพิการทุพพลภาพ ตายไปก็เยอะ ในขณะที่คนรวยได้รับการดูแลอย่างดีจากภาครัฐ เช่นจัดหายานำเข้าราคาแพงกว่าผลิตภัณฑ์ในประเทศกว่า ๓๐๐ เปอร์เซนต์ให่ใช้ ได้เคยมีผู้เสนอให้สปสช. ของกระทรวงสาธารณสุขเหลียวมองคนจนบ้าง จัดหายาในประเทศที่สภากาชาดผลิตทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ขวดละ ๑,๗๐๐ บาทแล้วปันเงินส่วนต่างนี้ให้เขาเป็นค่ารถ ค่าเรือไปโรงพยาบาล แต่ก็ไม่มีผลดีอะไรเกิดแก่คนจนตราบจนทุกวันนี้

รัฐบาลยุคไหน สมัยไหน ก็ไม่กล้าแตะต้องเรื่องนี้ เลิกรักษาฟรี หรือให้ร่วมจ่าย ก็เสียฐานเสียงเลือกตั้ง ก็หนีไม่พ้นรากหญ้าที่ไปหลอกพวกเขามาลงคะแนน

ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนงานเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย ขอให้ท่านมีความสุขทั้งกายและใจตลอดไป

คนสองแผ่นดิน
http://hemophilia07.googlepages.com/hemophilia.htm

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีปีใหม่ครับคุณnumouse
คุณหนูเม้าส์ทราบไหมครับว่า ปัจจุบันประกันสังคมเราดีกว่า๓๐บาทรักษาทุกโรค โรงพยาบาลชอบ เพราะยังมีรายได้เข้าไปให้ใช้พัฒนา
เสียดายที่ไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าประกาศยกเลิกพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตัวปัญหาของ ระบบบริการสาธารณสุขและสุขภาพปัจจุบัน
และเสียดายที่ไม่มีพรรคใดกล้าหีรือมีความรู้ที่จะบอกประชาชนว่า ระบบบริการสุขภาพและสาธารณสุขเราต้องกลับเข้าระบบร่วมจ่าย เราเป้นสังคมเกื้อกูล เงินที่เข้าระบบบริการสุขภาพจะนำไปพัฒนาสิ่งที่โรงพยาบาลขาดแคลน จะมีการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลให้ประชาชนพึ่งได้ จะมีการตรวจสอบระบบการเงินในระบบบริการสุขภาพเพื่อการใช้เงินให้เป้นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ และการพัฒนานี้มุ่งไปที่การดูแลสุขภาพประชาชน แบบประชาชนวางใจได้

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 10.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

ขอบคุณครับคุณสุภาวัลย์ หวังให้ประเทศไทยและโลกทั้งใบเป็นไปตามทำนองคลองธรรม ไม่อยากให้เกิดความเลวใดๆอีกเลย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 10.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

ขอบคุณครับคุณtaimahayan
อยากให้ประชาชนได้รู้ว่าเลือกแล้ว มันเป็นอย่างนี้ ต่อไปอย่าเลือกได้ไหม? ให้ดูที่งานและคิดให้เป็นเถิด

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แต๋งแต๋ง วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 09.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สวัสดีครับคุณกิต
มันอัดอั้นมาตั้งแต่เห็นป้ายหาเสียงปี๔๓ครับ
เมื่อก่อนเราคิดว่าการจะออกสู่สาธารณะได้นั้นต้องแม่นในเรื่องคตวามถูกต้อง เพราะ หากไม่แน่จริงคงโดนโห่
แต่ปัจจุบัน คนโห่หายไปไหนไม่รู้ พากันมาหลอกประชาชน เล่นปาหี่
เรื่องนี้ คนจนเสียรู้ครับ สิทธิการรักษาโรคน้อยกว่าเดิมแต่คิดว่าตนเองได้เพิ่ม
ที่เพิ่มคือสิทธิการรักษาของคนรวยเพิ่มขึ้น
นายจอน แซ่อึ้ง กล่าวว่า คนรวยควรได้ฟรีเช่นเดียวกับคนจน เพราะคนรวยเสียภาษีมากกว่า
แต่นายจอน แซ่อึ้ง ไม่เคยคิดว่าคนรวย เวลาโกงภาษีนั้นมากเพียงใด และ นายจอน ไม่รู้จักคำว่า สังคมเกื้อกูลกัน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
numouse_2007 วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numouse
ถ้าเราลดความ "เห็นแก่ตัว" ให้น้อยลงบ้าง อะไรๆ มันคงจะดีกว่านี้ และถ้ายิ่งจัก "ยอม" บ้างคงจะดี


อืม... เป็นอย่างนี่นี้เอง

ไม่อยากใช้ทั้งประกันสังคมด้วยได้ไหมค่ะเนี้ยะ
เลยทำให้เราต้องดูแลตัวเองมากขึ้น
พยายามอย่าเป็นโรคอะไรก็เลยแต่
จะได้ไม่ต้องไปหาหมอ
แต่คนเราก็หนีไม่พ้นอยู่ดี.. เฮ้อ


ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ค่ะ
" นู๋ตัวโตค่ะ"

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีในวันสุดท้ายของปี 2550 ค่ะ ..

ขออวยพรให้ท่านได้รับพรที่ปรารถนา ขอให้ปีใหม่นำมาซึ่งความงดงามในชีวิต ความสุข ความสมหวัง สุขภาพที่ดี ตอลดปี 2551 และทุกๆวันค่ะ

สุภาวัลย์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ญาปู่ครูบาธรรมโยคีอริยธาตุมหาญาณโพธิสัจ วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 09.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taimahayan
ธรรมะวิถีไทเซน  มหาสารคาม

...ความจริงนี้ สมควรต้องแพร่พันธุ์ ให้ขยายวงกว้างออกไปยิ่งกว่าไวรัส โดยด่วน จะช่วยนำไปโพลสแหลก ให้ความจริงปรากฏ ขออนุโมทนาที่นำข้อมูลนี้มาเปิดเผย
.......ขอให้ธรรมานุภาพของทุกองค์ศาสดา จงประทานพรให้คุณ มีความสงบเย็นเป็นสุข ในทุกปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ในทุกมิติแห่งชีวิต ตลอดปีหนู๒๕๕๑ เถิดเทอญ
..........ปีใหม่ทั้งที มาทำดีเพื่อพ่อหลวงไทย ด้วยการสวดมนต์ถวายพระพรข้ามปี ขอเชิญไปหัดสวดมนต์ที่บ้านtaimahayan มีพยากรณ์แม่นๆให้ฟรีๆ สำหรับทุกคนที่ไปเยือนด้วยเด้....

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กิต วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 09.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้

ขอบคุณความรู้ใหม่ครับผม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน