• forgive
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-08
  • จำนวนเรื่อง : 1003
  • จำนวนผู้ชม : 1040663
  • ส่ง msg :
  • โหวต 319 คน
ทูแคร์
คำว่า 'to care' เป็นที่รวมของคำอีกสองคำคือ 'careful' ซึ่งมีความหมายทางด้านสติและการระมัดระวัง กับ 'caring' ซึ่งมีความหมายทางด้านความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tocare
วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน 2550
Posted by forgive , ผู้อ่าน : 739 , 13:57:57 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

        title.gif picture by Mblog_2007

        ท่านเหลี่ยวฝานเป็นชาวเจียงหนาน (กังหนำ) อายุ ๔๓๓ ปีในปีนี้หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านสอบจิ้นซื่อได้ และเข้ารับราชการเมื่ออายุ ๓๗ ปี คนสมัยก่อนมีเวลาร่ำเรียนมากกว่าพวกเราสมัยนี้ ท่านจึงมีความรู้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งนัก เชี่ยวชาญในวิชาการเกือบทุกแขนง นอกจากพุทธธรรมที่ท่านสนใจมาก จนสามารถเข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้แล้ว ท่านยังเป็นนักปราชญ์ในทางอักษรศาสตร์ โบราณคดี คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ อุทกศาสตร์ ธรณีวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรัชญา ฯลฯ แม้ยุทธศาสตร์ ท่านก็ช่ำชอง สามารถใช้ปัญญาเอาชนะโจรสลัดญี่ปุ่นที่โจมตีท่าน ในขณะปฏิบัติการทางทหารที่ชายแดนได้อย่างงดงาม ตำแหน่งหน้าที่ราชการของท่านนั้น ดำรงทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ซึ่งน้อยคนนักจักมีความสามารถเช่นนี้ เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรม แม้จะเป็นเวลาที่มิได้รับราชการแล้ว ฮ่องเต้ก็ยังทรงระลึกถึงคุณงามความดีของท่านอยู่ จึงทรงสถาปนายศและทรงประกาศเกียรติคุณของท่านให้ปรากฏไปทั่วแผ่นดิน

        ท่านไม่หวงแหนหรือกลัวจะหลุดจากตำแหน่งหน้าที่ในราชการ ใครทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียเกียรติภูมิ ใครใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม ใครทำให้ประชาราษฎร์เดือดร้อน ท่านจะต่อสู้อย่างสุดกำลัง แม้ผู้นั้นจะมีความยิ่งใหญ่เพียงใด ท่านก็ไม่ยอมสยบ แต่สำหรับตัวท่านเองแล้ว ใครจะใส่ร้ายป้ายสี ท่านก็ไม่นำพา อิจฉากันนักท่านก็กราบถวายบังคมลาไปอยู่ถิ่นเดิมของท่าน ท่านแต่งตำรับตำราไว้มากมาย เป็นเพชรน้ำหนึ่งในสมัยหมิง

         เมื่อครั้งท่านเริ่มรับราชการ เป็นนายอำเภออยู่ทางเหนือ ซึ่งเป็นท้องที่ที่ประสบอุทกภัยเสมอ ท่านสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ด้วยวิธีการแยกพลังน้ำออกเป็น ๓ ทิศทาง แม่น้ำสายเดียวแต่โบราณมา ก็กลายเป็นสามสายด้วยปัญญาของท่าน และความสามัคคีของชาวบ้านที่คิดพึ่งตนเองอย่างไม่ย่อท้อ ผนึกพลังอันน้อยนิดของแต่ละคนรวมเป็นพลังมหาศาลยิ่งใหญ่ เหนือพลังน้ำที่น่ากลัว แล้วท่านให้ปลูกต้นหลิ่ว (หลิว) ตามริมฝั่งแม่น้ำและริมฝั่งทะเล ยาวสุดสายตา คราใดที่คลื่นซัดเข้าฝั่ง ทรายจะติดอยู่บริเวณต้นหลิ่ว ทับถมกันนานเข้าก็กลายเป็นเขื่อนธรรมชาติ ป้องกันน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี ทางภาคเหนือของประเทศจีนมักจะมีพายุพัดทรายมาทีละมากๆ ก็ได้อาศัยต้นหลิ่วทั้งหลายนี้ปะทะแรงลมและทรายไว้ได้

        แม้ท่านจะกลับมาอยู่ถิ่นเดิมในบั้นปลายของชีวิต ท่านก็ไม่นั่งดูดาย คอยช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด คิดค้นวิธีทำไร่ไถนาให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น ให้แผ้วถางพื้นดินที่รกชัฏจนเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่มีที่ดินของตนเอง นอกจากท่านจะสอนให้ชาวบ้านมีความรู้กว้างขวาง มีรายได้เพิ่มพูนแล้ว ท่านยังสอนให้ชาวบ้านรักกัน ช่วยเหลือกัน เสียสละ และหมั่นบริจาคจนเป็นนิสัย แต่ละวันท่านจะทำตารางการทำงานส่วนตัว และส่วนที่จะทำเพื่อผู้อื่นไว้ล่วงหน้า ท่านไม่เคยอยู่นิ่ง ทำงานตลอดวันอย่างมีระเบียบ

        ท่านฝึกสมาธิเป็นเวลาและสม่ำเสมอจนบรรลุฌาน และเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุญาณ

        ท่านถึงแก่อนิจกรรม เมื่ออายุ ๗๔ ปี ในขณะที่บุตรของท่านอายุ ๔๒ ปีแล้ว คือปี พ..๒๑๖๖ (..๑๖๒๓) ผิดจากที่ท่านผู้เฒ่าข่งพยากรณ์ไว้ถึง ๒๑ ปี โดยมิต้องบนบวงต่อฟ้าดินและท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์  มิต้องสะเดาะเคราะห์ ปล่อยนกปล่อยปลา

        อันคุณงามความดีนี้ ช่างมีอานุภาพต่อชีวิตมนุษย์ให้เห็นถึงปานนี้หนอ...

        ภรรยาของท่านก็ใจบุญสุนทร์ธรรมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย เป็นคู่ชีวิตที่คอยส่งเสริมแต่ในทางที่ดีงาม เป็นปัจจัยในการทำดีเพื่อกันและกันตลอดเวลา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ภรรยาของท่านซื้อฝ้ายมาปั่นเพื่อทำเสื้อหนาว ท่านเหลี่ยวฝานท้วงว่า บ้านเรามีเสื้อหนาวอย่างดี ทำด้วยแพรเนื้อดี สอดไส้ด้วยนุ่น อุ่นดีอยู่แล้ว ไฉนจะให้ลูกใส่เสื้อหนาวที่ทำด้วยผ้าฝ้ายถูกๆเล่า ภรรยาของท่านตอบว่า ก็เพราะฝ้ายนั้นถูก จึงตัดใจขายเสื้อหนาวดีๆของลูกเสีย ได้เงินมามากๆเพื่อทำเสื้อหนาวแจกชาวบ้านที่กำลังหนาวสั่นอยู่นี้ได้ทั่วถึง ท่านเหลี่ยวฝานดีใจมาก พูดด้วยความตื้นตันใจว่า “ถ้าแม่ใจบุญถึงปานนี้ ลูกของเราจะไม่มีวันลำบากเป็นแน่แท้”

         บุตรของท่านก็สอบจิ้นซื่อได้เช่นท่าน และได้เป็นนายอำเภอที่เมืองกว่างตง (กวางตุ้ง) อีก ๒๑ ปีต่อมา ก็สิ้นแผ่นดินหมิง ใน พ.ศ.๒๑๘๗ (ค.ศ.๑๖๔๔) ประเทศจีนตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวแมนจู ที่สถาปนาราชวงศ์ชิง (เช็ง) ปกครองชาวจี ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย อยู่นานถึง ๒๖๗ ปี ท่านซุนจงซาน (ดร.ซุนยัดเซ็น) กับคณะ จึงได้ลบความเป็นเจ้าเข้าครองออกจากประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ในปี พ.ศ.๒๔๕๔ (ค.ศ.๑๙๑๑)

        เป็นบุญของเราชาวไทยที่ไม่ต้องทนถูกเคี่ยวเข็ญเย็นค่ำ กรำไปถึง ๒๖๗ ปี พระคุณของวีรกษัตริย์ และวีรชนของเรานั้นใหญ่หลวงนัก แม้ประวัติศาสตร์จะได้จารึกความยิ่งใหญ่ไว้แล้ว แต่เราก็จะต้องสำนึกในพระคุณ จดจำไว้ในส่วนลึกของดวงใจ เพื่อเป็นตัวอย่าง อันที่จะปกป้องแผ่นดินไทยต่อไปด้วยชีวิตของเราทุกคน

         ท่านหานซานต้าซือ ศิษย์ของท่านอวิ๋นกุเถระ เขียนประวัติ เมื่อท่านอาจารย์ได้จากไปแล้ว

        ผู้ด้อยปัญญา ขอกราบคารวะท่านหานซานต้าซือ กราบขออนุญาตท่าน จารึกประวัติของท่านอวิ๋นกุเถระ ผู้พลิกชีวิตของท่านเหลี่ยวฝาน ดังต่อไปนี้...

        ท่านอวิ๋นกุเถระ เกิดเมื่อ ค.ศ.๑๕๐๐ (พ.ศ.๒๐๔๓) ในราชวงศ์หมิง ท่านเกิดก่อนท่านเหลี่ยวฝาน ๔๙ ปี ท่านคิดบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สมัครเป็นศิษย์กับอาจารย์ท่านหนึ่งที่วัดต้าอวิ๋นจื้อ อายุ ๑๙ ปี เริ่มฝึกฌาน อายุ ๒๕ ปี บวชเป็นภิกษุ ได้พบอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษ ณ วัดเทียนหนิง จึงฝากตัวเป็นศิษย์ ได้ตัดขาดจากกิจนิมนต์ทั้งหมด นั่งเข้าสมาธิอยู่เป็นระยะๆ จาก ๗ วัน เป็น ๑๔ วันครั้ง จนถึง ๔๙ วัน แล้วกำหนดใหม่จาก ๑ เดือนครั้งเป็น ๒ เดือนครั้ง ถึงหนึ่งปีเต็ม ไม่เคยก้าวล่วงธรณีกุฏิของท่านไปเลย จิตท่านใสใจสว่าง แต่ท่านอาจารย์อธิบายว่า การฝึกจิตเช่นนี้ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แล้วสอนให้ท่านฝึก ‘มหาสติปัฏฐาน ๔’ ติดตามการเกิด-ดับของจิตให้ได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด จงตั้งกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ ที่นั้น.. เมื่ออยู่ในความรู้สึกอย่างไร จงตั้งเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ ความรู้สึกนั้น.. เมื่ออยู่ในสภาพจิตอย่างไร จงตั้งจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ สภาพนั้น.. เมื่อเผชิญกับสภาวธรรมใด จงตั้งธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ สภาวะนั้น.. ฝึกให้สติและสัมปชัญญะ คอยกำกับบทบาททุกขณะของปัจจุบัน ให้รู้เท่าทัน ให้รู้ทันท่วงที ให้รู้อย่างไม่ยินดียินร้าย ให้รู้อย่างหมอที่กำลังตรวจคนไข้ ให้รู้อย่างผู้พิพากษากำลังวินิจฉัยคดี ว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ กำลังมีสภาพจิตเป็นเช่นไร กำลังเผชิญกับสภาวธรรมอะไร เมื่อกระแสแห่งกิเลสตัณหา อุปาทาน กำลังเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ชีวิตก็ล่วงไปๆ จงเพียรพยายาม อย่าท้อถอยแม้แต่ก้าวเดียว แม้แต่ขณะจิตเดียว ที่จะสำรวจตรวจดูสติสัมปชัญญะว่า ได้เจริญงอกงาม มีประสิทธิภาพเพียงพอแก่การปฏิบัติธรรมหรือยัง จนกว่าความรู้ความเข้าใจจะถึงจุดอิ่มตัว ก็จักหลุดพ้นจากอิทธิพลของกิเลสตัณหาอุปาทานได้เอง

        ท่านอวิ๋นกุเถระ จึงเริ่มฝึกมหาสติปัฏฐาน ๔ อย่างจริงจังทันที บางครั้ง ไม่ฉัน ไม่จำวัด ก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ท่านอิ่มจากการฉันอาหาร ท่านเผลอตัวเพียงขณะจิตเดียว ชามข้าวก็ตกลงบนพื้น ทันใดนั้น ท่านก็เข้าถึงความหมายของสติ และสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ ท่านรีบไปกราบเล่าให้ท่านอาจารย์ฟัง ท่านอาจารย์ผงกศีรษะ รับรองวาระจิตของลูกศิษย์ว่าได้เข้าถึงสภาวธรรมแล้วจริง ตั้งแต่นั้นมา จิตของท่านอวิ๋นกุเถระได้รับการพัฒนายิ่งขึ้นเป็นลำดับ จนหลุดพ้นจากกามฉันทะ คือความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และกระทบทางใจ หลุดพ้นจากความพยาบาท อันเป็นความคิดให้ร้ายคนหรือสัตว์เสียได้ หลุดพ้นจากถีนมิทธะ อันทำให้จิตมืดมัว กายง่วงโงกเสียได้ หลุดพ้นจากอุทธัจจกุกกุจจะ อันยังความตื่นเต้น ฟุ้งซ่าน หวาดหวั่น รำคาญใจเสียได้ หลุดพ้นจากวิจิกิจฉา อันยังความเคลือบแคลง สงสัย ไม่แน่ใจ ในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียได้   

       การล่วงพ้นนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ เป็ปัจจัยให้ท่านเข้าถึงความหมายของอุปาทานขันธ์ ๕ เห็นความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไปของรูป เห็นความไม่คงทน ต้องทรุดโทรม แปรปรวน ไปตามเหตุปัจจัยของรูป ของเวทนา ของสัญญา ของสังขาร และของวิญญาณ (กระแสจิตที่รู้บทบาทของรูป เวทนา สัญญา สังขาร เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป)

         ท่านละสัญโญชน์ อันเป็นเครื่องจองจำชีวิต ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร คอยเชื่อมโยงอายตนะภายนอก และภายในทั้ง ๖ ทวาร ให้เกิดความประมาท ติดใจใหลหลงในรูปธรรมเสียได้ เมื่อท่านอวิ๋นกุเถระมีสติและสัมปชัญญะ ตั้งอยู่เฉพาะหน้าเช่นนี้แล้ว กิเลสตัณหาอุปาทานและความเห็นผิด ย่อมอาศัยนอนเนื่องอยู่ในจิตใจของท่านไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือองค์ธรรมอันยิ่งใหญ่ คือโพชฌงค์ ๗ อันเป็นกลุ่มธรรมสามัคคี ที่เกิดขึ้นด้วยกันอิงอาศัย ให้คุณต่อกันและกัน นำไปสู่องค์ปัญญาแห่งการตรัสรู้ กลุ่มธรรมอันประเสริฐยิ่งนี้เอง ที่ทำให้ท่านอวิ๋นกุเถระ เห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ทุกแง่ทุกมุมอย่างหมดจด ข้ามพ้นความโศกและความร่ำไร ดับได้ซึ่งความทุกข์และโทมนัส มีแต่ความกระปรี้กระเปร่า ชื่นบาน สงบสบายทั้งกายและใจ อยู่อย่างเป็นกลางในทุกสิ่ง แม้จะมีใครขอให้ท่านขนสัตว์ให้หมดโลกเสียก่อน ก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเมื่อจิตได้หลุดพ้นจากกระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิดเสียแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะห่วงหน้ากังวลหลังได้อีก พระพุทธศาสนาจึงมิใช่สอนให้ชาวพุทธตัดช่องน้อยแต่พอตัว ดังที่หลายท่านเข้าใจกันอยู่

         มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ท่านอวิ๋นกุเถระกำลังนั่งเข้าสมาธิจนกายไม่ไหวติงอยู่นั้น ได้มีผู้ทรงอิทธิพลมาเที่ยววัด เห็นท่านนั่งเฉย ไม่ลุกขึ้นต้อนรับ ก็โกรธ หาว่าท่านไม่มีสัมมาคารวะ ผรุสวาท อย่างไม่กลัวบาปกรรม ท่านจึงย้ายไปอยู่ที่วัดชีเสียซาน อันเป็นสถานที่ๆท่านเหลี่ยวฝานไปกราบนมัสการท่านในเวลาต่อมา และท่านก็ได้สอนให้ท่านเหลี่ยวฝานฝึกมหาสติปัฏฐาน ๔ เช่นเดียวกับท่าน

        เมื่อท่านหานซานต้าซือไปกราบลาท่านเพื่อออกธุดงค์ ท่านให้โอวาทว่า โบราณท่านเดินธุดงค์เพื่อมองเห็นตนเอง ขูดเกลาตนเอง พัฒนาตนเอง เพื่อความหลุดพ้น เจ้าจงสำเหนียกอยู่เสมอว่า จะมีหน้ากลับมาพบพ่อแม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหายได้อย่างไร ถ้าเดินธุดงค์ โดยรองเท้าสึกเสียเปล่า ไม่ได้รับปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองของผู้ที่ถวายรองเท้าเจ้ามา ท่าน หานซานต้าซือประทับใจในโอวาท จนสะอื้นไห้..

        ลูกศิษย์ของท่านมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที อุบาสกอุบาสิกามาฟังธรรมจากท่านเนืองแน่น ท่านพูดน้อย พูดแต่ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง เสียงท่านชัดเจน ก้องกังวาน ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป ท่านกลับไปยังบ้านเกิด โปรดผู้คนเป็นจำนวนหมื่น จำนวนแสน อยู่มาคืนหนึ่ง เป็นคืนขึ้น ๕ ค่ำ เดือนอ้าย ปี ค.ศ.๑๕๗๕ (พ.ศ.๒๑๑๘) ชาวบ้านเห็นบนหลังคากุฏิที่ท่านอยู่สว่างไสว เสมือนไฟกำลังลุกโชติช่วงฉะนั้น ครั้นรุ่งเช้า ชาวบ้านพากันไปที่วัด ปรากฏว่าท่านได้ดับขันธ์ไม่ไหวติงเสียแล้ว ทุกคนจึงลงความเห็นว่า ท่านดับขันธ์ด้วยเตโชกสิณนั่นเอง

         ขณะนั้น ท่านอายุ ๗๕ ปี พรรษา ๕๐...

        ท่านหานซานต้าซือ รำพึงรำพันว่า ตั้งแต่ท่านออกธุดงค์ ได้พบพระเถระมากมาย แต่จะหาใครสักรูปหนึ่งที่ทรงคุณวิเศษเช่นท่านอวิ๋นกุเถระไม่มีเลย แม้ต่อมาท่านหานซานต้าซือพรรษามากขึ้น ก็ไม่สามารถลืมคำสอนของท่านได้ แม้ปฏิปทา ในศีลาจารวัตรของท่าน ก็ได้นำมาประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

        ที่หลุมฝังศพ ของท่านอวิ๋นกุเถระ มีศิลาจารึกคุณธรรมอันสูงส่งของท่าน โดยท่านเหลี่ยวฝาน ท่านหานซานต้าซือ เห็นว่า ควรมีประวัติจารึกไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติตาม จึงเขียนประวัติและคำสั่งสอนของท่านไว้เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เสียดาย ผู้ด้อยปัญญาบันทึกไว้ได้เพียงนี้.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
pimahn วันที่ : 17/01/2008 เวลา : 14.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

ตามมาอ่านต่อครับ ประทับใจกับเรื่องราวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
inmoon วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 15.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

สวัสดีค่ะ
เคยอ่านค่ะ หลายปีแล้วค่ะ
แต่ก็เคยเห็นในร้านหนังสือแบบตีพิมพ์ใหม่ค่ะ
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วชอบอีกเล่มหนึ่งค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 14.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ครีบ
อ่าน
โอวาท4
ของท่าน
ดี ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]