• forgive
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-08
  • จำนวนเรื่อง : 1003
  • จำนวนผู้ชม : 1014673
  • ส่ง msg :
  • โหวต 319 คน
ทูแคร์
คำว่า 'to care' เป็นที่รวมของคำอีกสองคำคือ 'careful' ซึ่งมีความหมายทางด้านสติและการระมัดระวัง กับ 'caring' ซึ่งมีความหมายทางด้านความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tocare
วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม 2553
Posted by forgive , ผู้อ่าน : 1714 , 17:10:56 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

    

พุทธทาส

"อุดมคติ"

เราเกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้งดงาม

เพื่อทำความพอใจและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

อย่างนี้แล้วการทำงานจะไม่เห็นแก่ตัว นี่เป็นอุดมคติที่ยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้

"ทำดีให้สุจริต 1"

หลักพุทธภาษิตว่าจงประพฤติธรรมะให้สุจริต

ก็เพราะมีคนประพฤติธรรมะ แต่ไม่สุจริต

ทำความดีก็เพื่อสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง เป็นการทำดีบังหน้า

"ประพฤติธรรมะไม่สุจริต 1"

การปฏิบัติใดๆ โดยทำเป็นเคร่ง เพื่อให้คนเขาชมชอบ

ให้ทาน เพื่อความเห็นแก่ตัว

รักษาศีล เพื่อความขลังความศักดิ์สิทธิ์
อย่างนี้แหละเรียกว่าประพฤติธรรมะไม่สุจริต

"ความรักผู้อื่นเป็นหัวใจของทุกศาสนา 2"

เราลองมาคิดดูว่าทำไมเราจึงไม่รักผู้อื่น

เพราะว่าเขาสวยกว่าเรา เขาดีกว่าเรา เขารวยกว่าเรา

เราจึงอิจฉาริษยาเขา เราจึงไม่ยอมรับเขา

ความคิดมันเป็นไปในทำนองนี้ เราจึงไม่รักผู้อื่น

"โลกแห่งพระศรีอารยเมตไตรย์"

รักผู้อื่น เป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา

เมื่อใดที่ทุกคนรู้จักการรักผู้อื่นแล้ว

เมื่อนั้นโลกแห่งพระศรีอารย์ก็จะปรากฎขึ้น 
ที่นั่นคือทุกคนจะมีแต่ความรักความเมตตาให้แก่กัน

"มารดาบิดาคือพระพรหมของบุตร"

มีคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า

บิดามารดาเป็นพระพรหมของบุตร

บุตรจะลงนรกหรือจะขึ้นสวรรค์ ก็แล้วแต่การสร้างสรรค์ของบิดามารดา

"บุตรต้องเสียอนาคตเพราะไม่เชื่อฟังบิดามารดา"

คำว่าเชื่อฟังนี้สำคัญมาก

เดี๋ยวนี้เยาวชนกำลังเดินไปสู่ความวินาศ

ติดการพนัน ติดยาเสพติดหรือเหลวไหลในการเรียน

เพราะไม่เชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์

"บุตรที่เชื่อฟังบิดามารดาประเสริฐที่สุด 1"

บุตรที่มีฐานะดีกว่าหรือแย่กว่าหรือเสมอกันกับบิดามารดานั้น

ยังถือไม่ได้ว่าบุตรประเภทไหนคือบุตรที่ประเสริฐที่สุด 
บุตรที่เชื่อฟังบิดามารดา

นั่นแหละคือบุตรที่ประเสริฐที่สุด

"บุตรที่เชื่อฟังบิดามารดาประเสริฐที่สุด 2"

พระพุทธเจ้าท่านระบุไปยังบุตรที่เชื่อฟังบิดามารดาว่าประเสริฐที่สุด
อย่าไปคิดว่าเราเรียนสูงกว่าบิดามารดา หรือมีปริญญายาวเป็นหาง 
เราก็เป็นบุตรที่ประเสริฐแล้ว

อย่าได้คิดเพียงเท่านั้น

"มีความหวังก็ต้องวิตกกังวลในความหวัง"

อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง

ชนิดที่แผดเผาจิตใจให้ร้อนรนอยู่ตลอดเวลา

เพียงแต่ให้รู้ว่า จะต้องทำอย่างไรแล้วก็ทำอย่างนั้นให้สนุกไป

ดีกว่าที่จะมาคอยคาดหวังด้วยความวิตกกังวล

"มีความหวังอย่างโง่เขลาจึงต้องเศร้าและเป็นทุกข์"

มนุษย์มีสิ่งเลวร้ายอันหนึ่งที่ไม่ค่อยจะรู้จักกันนัก 
นั่นคือความหวัง

ความหวังคือสิ่งที่ทรมานจิตใจของมนุษย์ 
ทำให้เป็นบ้า เป็นโรคประสาทได้ ถ้าเอาแต่หมกจมอยู่กับความหวัง

"แม่คือผู้สร้างโลก 1"

แม่ที่ดีควรสอนลูกให้เป็นคนรู้จักประหยัดเสียตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กอยู่

โลกจะน่าอยู่มากกว่านี้

ถ้าทุกคนรู้จักใช้สิ่งของต่างๆ ด้วยความประหยัด

"หยุดความเห็นแก่ตัวเสียได้จึงจะเป็นสุข"

ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดของมนุษย์
ความเห็นแก่ตัวมันจะดึงไว้ไม่ให้รักผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่น
ถ้าความเห็นแก่ตัวหมดไป

มันก็รักผู้อื่นเห็นแก่ผู้อื่นโดยอัตโนมัติ

"ธรรมะกับปัญหาปากท้อง"

การทำมาหากินเพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่ได้

เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ

ถือว่าเป็นการปฎิบัติธรรม ที่จะต้องทำให้ถูกต้องของความเป็นมนุษย์ด้วยเหมือนกัน

"จิตไม่เป็นทุกข์ต้องอยู่เหนือความเป็นของคู่"

ถ้าจะไม่ให้มีความทุกข์เลย

จิตต้องอยู่เหนือความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ๆ

คือ ไม่ได้ไม่เสีย ไม่แพ้ไม่ชนะ ไม่ดีใจไม่เสียใจ

ให้มีสติ ระวังอย่าให้ไปหลงรักหลงเกลียดสิ่งที่เป็นคู่ๆ อย่างนี้

                               "ความยึดมั่นถือมั่นทำให้เกิดความทุกข์"

ความทุกข์เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น
ว่าเป็นตัวตน เป็นของตน

ถ้าเดือดจัดขึ้นมา ก็เรียกว่าเป็นตัวกู เป็นของกู

ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนนี้เป็นของหนัก เป็นความเร่าร้อน

"ความรู้ของพระพุทธเจ้าช่วยให้หมดทุกข์"

ถ้าต้องการชีวิตที่สงบเย็นเบาสบายมีอิสระเสรี
ก็ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้า

และต้องวิ่งไปหาความรู้ของพระพุทธเจ้า

ซึ่งเป็นความรู้ที่ปลดปลงภาระหนักของปุถุชนให้เบาลงได้

"ควรมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต"

สามีภรรยาถ้ามีธรรมะเป็นคู่ชีวิตแล้ว

จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งใดๆ เลย

ลูกกับพ่อแม่, นายจ้างกับลูกจ้าง ก็เช่นกัน
หากมีการประพฤติธรรมะแล้ว จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นต่อกันเลย

"ความพอใจในความถูกต้องคือความสุข"

ความสุขนี้มาจากความพอใจ

ถ้าไม่มีความพอใจความสุขก็มีไม่ได้
พอใจในสิ่งเลวก็มีความสุขจากความเลว ซึ่งเป็นความสุขหลอกลวง 
พอใจในสิ่งดีก็มีความสุขในความดี ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริง

"ทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องสมบูรณ์"

คำว่าการงาน หรือหน้าที่ หรือธรรมะนั้น มีความหมายอย่างเดียวกัน

ผู้ใดทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องแล้ว

ก็เรียกว่าได้ว่าผู้นั้นมีธรรมะ

"มนุษย์ต้องมีหน้าที่คือการทำงาน"

คำว่างานหรือการทำงานก็คือการทำหน้าที่เพื่อให้ชีวิตรอด

เราทำงานก็เพื่อการดำรงชีวิตให้ชีวิตรอด 
แล้วก็เลื่อนชั้นแห่งความรอดขึ้นไป

จนถึงความรอดอันสูงสุด

"ละความเห็นแก่ตัวด้วยความรักผู้อื่น"

ศัตรูของมนุษย์ไม่มีอะไรจะร้ายกาจไปกว่าความเห็นแก่ตัว

ความเบียดเบียนกัน ความขัดแย้งทุกรูปแบบ มันมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น

ความรักผู้อื่นเท่านั้นแหละ ที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวได้

"สร้างนิสัยให้ลูกรักบุญกลัวบาป"

เรื่องอบรมเด็กๆ นี้สำคัญมาก

ถ้าเรารักเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของเราแล้ว ก็จงให้ธรรมะแก่เขาเถิด

จึงจะได้ชื่อว่าให้สิ่งประเสริฐที่สุดแก่เขา จะมีประโยชน์แก่เขาอย่างยิ่ง

"ไม่ควรมองข้ามความรักผู้อื่น"

ความรักผู้อื่นนั่นแหละ

เป็นความหลุดพ้นหรือสันติสุขทั้งของสังคมและของบุคคล

มีความเมตตา มีความกรุณา รักใคร่เอ็นดู ในสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ

"ความรักดีควรสร้างให้เป็นนิสัย"

ความรักดี เป็นสิ่งที่เราควรสร้างให้เกิดขึ้นในสันดาน
ต้องเป็นความรักดีที่จะเป็นประโยชน์และเป็นที่พึ่งแก่ตนได้

ถ้ามนุษย์รักดีแลัวมนุษย์จะหมดปัญหาได้

"ความรักผู้อื่นเป็นหัวใจของทุกศาสนา 1"

ความเมตตา คือความรักผู้อื่น เป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา 

เมื่อเรารักผู้อื่นแล้ว การฆ่ากัน การลักโขมย การหลอกลวงกัน ฯลฯ อย่างนี้มันทำไม่ได้

จึงเรียกว่าเป็นโลกของพระศรีอาริย์โดยแท้จริง

"พ่อแม่สมบูรณ์แบบ"

ลูกที่จะประพฤติธรรมได้ต้องมีพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ
นี่หมายความว่าต้องเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกเป็นลูกที่ดีมาตั้งแต่ในท้อง 
จนคลอดออกมาก็ต้องอบรมเลี้ยงดูดี

โตขึ้นมาก็ให้การศึกษาดีโดยตลอด

"ทำงานให้เป็นสุข"

ความสุขมีอยู่ในการทำหน้าที่ของมนุษย์ 

เป็นสุขสนุกเมื่อได้ทำงาน ก็จะทำงานได้มาก

เป็นสุขเมื่อได้กินแต่พอดี เหลือจากนั้นก็นำไปช่วยเหลือเผื่อแผ่ให้กับผู้อื่น

นี่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม

   

"ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้คนใจบุญ"

คนที่ใจบุญนั้นใครก็อยากอยู่ใกล้

อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ดูหน้าคนเป็น

คนหน้าชนิดนี้มันเป็นคนใจบุญหรือไม่ ไม่เชื่อก็ขอให้สังเกตดูเถอะ

   

"ไม่ต้องเป็นทุกข์"

หัวใจของพระพุทธศาสนาพูดเรื่องการดับทุกข์
คือพูดเรื่องทุกข์ ก็เพื่อให้รู้จักความทุกข์
แล้วก็จะได้ดับความทุกข์นั้นเสีย

  

   ป.อ. ปยุตโต

"สังคมต้องถือธรรมเป็นใหญ่"

ประชาธิปไตยมีประชาชนเป็นใหญ่

แต่ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในความประมาท

มัวแต่จ้องเอาประโยชน์ ขัดแย้ง แย่งชิงกัน

ประชาธิปไตยจะไปไม่รอดแน่ ถ้าไม่มีธรรมะเป็นใหญ่

"สุขสบายแล้วอย่าประมาท"

คนเราพอสุขสบายแล้วมีความโน้มเอียงว่าจะเฉื่อย จะเพลิน

ต้องมีอะไรมาบีบเค้นจึงจะลุกขึ้นกระตือรือร้นทำโน่น ทำนี่ ดิ้นรนขวนขวาย

พุทธศาสนาจึงต้องย้ำเรื่องความไม่ประมาท

"พุทธบริษัทต้องดูแลพุทธศาสนา"

พุทธศาสนาเป็นของพุทธบริษัททั้งสี่

จึงมีสิทธิเท่ากันในการดูแลรักษา

ไม่ใช่ว่ายกให้พระเป็นผู้ดูแลเพียงฝ่ายเดียว
พอเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นมา ก็บอกว่าฉันไม่เกี่ยว อย่างนี้ไม่ถูก

"คนไทยไม่รังเกียจใคร"

คนไทยนี่ไม่มีการรังเกียจเดียดฉันท์คนพวกอื่น
ไม่ว่าจะเป็นลัทธิศาสนาไหน ก็อยู่กันด้วยดีเป็นอย่างนี้มายาวนานแล้ว

นี่ก็เพราะแนวคำสอนของพระพุทธศาสนา ให้มีเมตตากรุณา

"เสรีภาพในการนับถือศาสนา"

ชาวไทยเรามีจิตใจที่เปิดกว้างให้สิทธิและเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหนๆ

เราก็ไม่ไปกีดกันหรือจำกัดสิทธิในการเผยแพร่ศาสนา

"เป็นชาวพุทธแต่ไม่รู้จักพุทธศาสนา"

เป็นคนไทยบอกว่านับถือพุทธศาสนา

แต่ไม่รู้ว่าพุทธศาสนาสอนอะไร
ไม่รู้ว่าเชื่ออย่างไรถูก เชื่ออย่างไรผิด

ไปขูดต้นไม้บ้าง หรือสัตว์ที่เกิดมาพิการก็ไปไหว้หาเลขบ้าง

อย่างนี้หรือคือชาวพุทธ

"อุเบกขาแท้"

อุเบกขาที่ถูกนั้น ต้องมีปัญญารู้ แล้ววางเฉยได้ด้วยไม่ประมาท

ส่วนอุเบกขาที่ผิด คือพวกเฉยด้วยความไม่รู้ จึงเฉยเมย
แล้วไม่เอาเรื่องเอาราวอะไร นี่ต้องระวังในเรื่องการวางอุเบกขาให้ดีๆ

"ปล่อยวางหรือปล่อยปละละเลย1"

เรื่องการปล่อยวางนั้น ปล่อยวางได้ แต่อย่าปล่อยปละละเลย

ปล่อยวางนั้น เป็นเรื่องของจิตใจที่ไม่ยึดติดถือมั่น
แต่ปล่อยปละละเลย เป็นความประมาท เป็นอกุศล เป็นความเสื่อม

"ภัยภายในพุทธศาสนา"

ปัญหาของพุทธศาสนาคือการขาดการศึกษา
พระที่บวชเข้ามาไม่ได้เรียนอะไรเลย

สมัยก่อนเขาเรียกว่าบวชเรียน เดี๋ยวนี้เหลือแต่บวชตามประเพณี

บวชเข้าไปแล้วก็อยู่เฉยๆ พระธรรมวินัยก็ไม่รู้จัก

"แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์"

การสนับสนุนให้คนได้ทำความดี เรื่องนี้สำคัญมาก
บางทีเมื่อเราให้โอกาสคนมาสร้างสรรค์ทำความดี เขาลืมทำความชั่วไปเอง

ารแก้ปัญหามากมายนั้น ก็คือแก้โดยให้มีสิ่งที่ดีๆ มาให้เขาทำ

"ความสุขที่พึ่งพาวัตถุ"

คนบางพวกในปัจจุบันนี้

ได้แต่วิ่งดิ้นรนหาความสุขจากวัตถุให้แก่ตัวเอง

กระทั่งไม่คำนึงถึงผู้อื่น แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่เอาใจใส่กัน

มีแต่จะเบียดเบียนกัน เพื่อแย่งชิงความสุขจากวัตถุนั้น

"เมื่อปัจจัยพร้อมจึงเกิดผล"

เราปลูกมะม่วงเรามีเม็ดมะม่วง

แต่เราไม่มีดิน น้ำ ปุ๋ย และอากาศที่พอเหมาะมะม่วงนั้นจะงอกงามขึ้นมาไม่ได้

เรื่องทำกรรมดีก็เช่นกัน ต้องมีเหตุปัจจัยพร้อม

กรรมดีถึงจะส่งผลดีได้

"ความหวงแหนกีดกัน"

ในเรื่องที่อยู่อาศัย, เรื่องเผ่าพันธุ์ของตน
เรื่องผลประโยชน์, เรื่องชนชั้นวรรณะ, เรื่องวิชาความรู้ 
เป็นเรื่องที่มนุษย์หวงแหนแย่งชิงกัน

จนหาความสามัคคีกันจริงๆ ไม่ได้

"ตัณหา มานะ ทิฏฐิ"

ตัณหา คือความอยากได้

มานะ คือต้องการเป็นใหญ่กว่าผู้อื่น
ทิฏฐิ คือยึดถือลัทธิศาสนาของตนโดยไม่ยอมรับฟังผู้อื่น
มนุษย์อยู่ภายใต้กิเลสสามตัวนี้ทำให้เกิดความแตกแยกกันมาก

"พระคุณแม่คุ้มครอง"

คนเราพอพูดคำว่าแม่ขึ้นมาเท่านั้นแหละ

ความรู้สึกดีๆ ทั้งหลายนั้นจะเกิดขึ้นมาเลย โดยไม่ต้องไปนึกให้เสียเวลา

อันนี้คือพระคุณของแม่ที่แท้จริงที่จะคุ้มครองเราได้

"กินด้วยปัญญา"

เรื่องการกินควรกินด้วยปัญญา คือกินเพื่อให้ดีต่อสุขภาพ 
แต่ถ้ากินตามความรู้สึกอร่อย ไม่อร่อย หรือกินเพื่ออวดความโก้
ซึ่งบางทีก็ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย

อย่างนี้เรียกว่ากินโดยไม่ใช้ปัญญา

"การงานให้ประโยชน์กับชีวิต"

คนเราส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการทำงาน

ดังนั้นทำอย่างไร เราจะได้พัฒนาตัวเราให้เกิดประโยชน์และมีความสุขด้วย
ไม่ใช่สักแต่ว่าทำไปด้วยความฝืนใจและเป็นทุกข์ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น

"จิตสำนึกในการฝึกตน"

ถ้าเรามีจิตสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตนเองแล้ว

การทำงานใดๆ ที่ว่ายาก ที่ต้องใช้ความเพียร ใช้สติปัญญามาก

                เราจะเป็นสุขจากการงานนั้น เพราะเราจะได้ความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นมากมาย

"วินัยชาวพุทธ"

ความมีคิหิวินัย วินัยของคฤหัสถ์นี่ถ้าทำได้จริง
สังคมไทยเราจะเจริญมั่นคงแน่

แต่แค่คิหิวินัย ชาวพุทธก็ยังทำไม่ได้

อย่าว่าแต่ทำไม่ได้เลย แค่รู้ก็ยังไม่รู้เลยว่าคิหิวินัยคืออะไร

"วันเกิดเราคือวันเกิดพ่อแม่"

วันเกิดของเราเป็นวันที่เราควรระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่

เพราะว่าวันเกิดเรานั้น ที่จริงก็เป็นวันเกิดของพ่อแม่เราด้วย
คือท่านเกิดความเป็นพ่อความเป็นแม่ของท่าน

"การศึกษามีอยู่ทุกขณะ"

การศึกษามีอยู่ในทุกขณะของชีวิต

ว่ากันตามหลักของพุทธศาสนา ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีการศึกษา

ส่วนชีวิตที่ไม่มีการศึกษาท่านเรียกว่าพาล

แปลว่ามีชีวิตอยู่ สักว่ามีลมหายใจเข้าออกเท่านั้น

"จุดเริ่มของการคิดเป็น"

เราควรใช้พฤติกรรมของเราในการกิน การอยู่
มาฝึกให้เราเป็นคนรู้จักคิดเป็น

คือรู้ว่าเรากินเพื่ออะไร หรือการใช้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนี้เพื่ออะไร

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักคิดเป็น

"ใช้ตาดูหูฟังเพื่อหาความรู้"

ในทางพุทธศาสนาการศึกษาเริ่มต้นที่การใช้ตาดูหูฟัง
ถ้าเราใช้เป็นก็จะใช้เพื่อการแสวงหาความรู้

ไม่ใช่ใช้เพียงเพื่อเสพความรู้สึกแบบลัทธิบริโภคนิยม

แต่ต้องก้าวไปหาความรู้

"วิธีสร้างสุข"

เราจะไปนั่งอยู่ที่ไหนก็ตาม

เราไม่ควรไปเก็บเอาอารมณ์ที่ไม่ดีมาทำให้เราไม่สบายใจ

แต่ควรมีสติระลึกถึงในสิ่งที่ดีที่เป็นกุศล

จะทำให้จิตใจเราสบายและมีความสุข

"วิธีวัดผลการปฏิบัติธรรม"

การปฏิบัติธรรมเราจะรู้ว่าถูกต้องหรือไม่ นี่พิสูจน์ได้
อย่างหนึ่งคือจิตจะต้องมีความปราโมทย์, ปีติ, ปัสสัทธิ, สุข, สมาธิ 
ถ้าจิตมีธรรม ๕ ประการนี้แล้ว

การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าไปได้ด้วยดี

"สุขยาก-ทุกข์ง่าย"

คนที่มีความเข้มแข็งจะเป็นคนที่สุขได้ง่าย ทุกข์ได้ยาก
ส่วนคนที่อ่อนแอจะมีความสุขที่เปราะบาง

คือจะมีความสุขที่เปลี่ยนเป็นความทุกข์ได้ง่ายและสุขได้ยาก

"การศึกษาต้องช่วยให้คิดเป็น"

การศึกษานั้นจะต้องช่วยให้คนคิดเป็น

จะคิดเป็นก็ต้องมีฐานความรู้ ความคิดต้องมาคู่กันกับความรู้

การมีความคิดเห็นที่ไม่มีฐานความรู้ ก็เป็นเพียงความคิดที่เพ้อฝันเลื่อนลอย

"เป้าหมายคือความจริง"

พระพุทธเจ้าตรัสว่าตถาคตทั้งหลายจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม

ความจริงของธรรมชาติก็มีอยู่อย่างนั้น

ท่านเป็นสื่อชี้ให้เราดูไปที่ความจริงนั้น
เป้าหมายอยู่ที่ความจริงของธรรมชาติ ไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้แสดงหรือสอน

"ควรทำอะไรในวันเกิด"

ในวันเกิดเราควรนึกถึงพ่อแม่ของเรามากที่สุด

น่าจะเป็นวันที่เราได้อยู่กับพ่อแม่ ควรให้เวลาแก่ท่าน

เพราะตั้งแต่เราเกิดมา พ่อแม่นี่แหละคือผู้ที่ให้เวลาแก่เรานี่มากที่สุด

"หน้าที่ของวัด"

วัดคือที่ให้ความสะดวกแก่ญาติโยมในการบำเพ็ญกุศล

กระทั่งวัดให้ที่ในการจัดงานมีมหรสพมากมาย

จนกลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นกุศลไปเสียแล้ว
ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจกันให้ดีว่า ที่แท้วัดมีหน้าที่ในการบำเพ็ญกุศล

"เด็กยุคนี้โชคดี"

เด็กในยุคนี้โชคดี เกิดมามีเครื่องอำนวยความสะดวกมาก
แต่เราก็อย่าไปติดเพียงการเสพสุขเท่านั้น

เราควรมองให้เห็นว่าทำอย่างไรสิ่งเหล่านี้จะมาช่วย

ให้เราได้หาความรู้และสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น

   

        

ว.วชิรเมธี

"แค่ครั้งเดียวเอง"

บางครั้งเรามักจะประมาทกับคำว่าไม่เป็นไรหรอก
แค่ครั้งเดียวเอง

แต่แค่ครั้งเดียวนั่นแหละ มันทำให้เราต้องสูญเสียไปทั้งชีวิต

"อย่าประมาทแม้ชีวิตกำลังไปได้ดี"

อุบัติเหตุมักเกิดกับรถที่กำลังวิ่งอยู่ทางตรง ทางเรียบ
ชีวิตเราก็เช่นกัน มักจะผิดพลาดตอนที่ชีวิตกำลังไปได้ด้วยดี

เพราะเรามักจะประมาทในตอนนั้น

"เรียนพุทธศาสนาเพื่อดับทุกข์"

เราเรียนวิชาการในพระพุทธศาสนานั้น เราเรียนได้

แต่ต้องไม่ลืมนะว่าเราเรียนก็เพื่อจะดับทุกข์

ไม่ใช่เรียนเพื่อดูถูกคนอื่น

"ความลับไม่มีในโลก"

ถ้าเราทำผิด แล้วบอกว่าเชื่อเถอะไม่มีใครรู้หรอก
นี่ขอให้รู้ไว้เลยว่าความลับไม่มีในโลก

แม้คนอื่นไม่รู้ แต่จิตสำนึกของเราเองนั่นแหละที่รู้

และมันได้เก็บข้อมูลสิ่งที่เราทำไว้หมดแล้ว

"ควรรักเพื่อนแต่พอดี"

เราคบเพื่อนต้องรู้จักความพอดี

ถ้าเข้าไปในชีวิตเพื่อนมากเกินไป ก็ไม่ดี

ไม่ดูแลช่วยเหลือเพื่อนเลย สุดท้ายเพื่อนก็จากไป
ดังนั้นจึงควรคบเพื่อนให้พอดีๆ ถึงจะคบกันได้นาน

"รู้ให้ดีอย่ารู้มาก"

คนสมัยก่อนท่านไม่ได้มีความรู้มาก แต่ท่านรู้ดี
คนเดี๋ยวนี้รู้มาก แต่รู้ไม่ดี

หมายความว่ารู้ทุกอย่างที่จะทำให้ตัวเองได้กำไรสูงสุด

โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิดอย่างไร

"สิ่งชั่วอย่าทำ"

มีหลักสั้นๆ อยู่ข้อหนึ่งว่า

อะไรก็ตามเมื่อทำไปแล้ว ต้องมานั่งนึกถึงด้วยน้ำตานองหน้า อย่าทำ

แค่นี้เองมันจะครอบคลุมการกระทำของเราไม่ให้ผิดพลาดได้ทุกอย่างเลย

"คิดบนฐานความจริงใจ"

คนทั่วไปจะคิดอะไรมักอยู่ในกรอบของความคิดมากเกินไป
จนยึดติดอยู่ในกรงขังแห่งความคิด

เราจึงมองไม่เห็นคนที่อยู่ตรงหน้าเราด้วยความจริงใจ

"คิดอย่างมีสติรู้สึกตัว"

เราจะคิดอะไรนั้นต้องคิดบนพื้นฐานของการมีสติ

หมายความว่าเมื่อเราจะคิดอะไร

เราก็คิดด้วยการรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา

"วิกฤตการณ์เกิดจากใจคน"

วิกฤตของประเทศไทยทุกวันนี้

มันเกิดจากวิกฤตที่ใจคนมีความเห็นผิดเป็นชอบ

คือทำความชั่วแล้วคิดว่าตัวเองจะอยู่ได้ไม่เป็นไร

"ความทุกข์มวลรวมประชาชาติ"

ประเทศไทยมีความทุกข์กันมากเพราะไปสนใจกันอยู่เรื่องเดียว
คือเรื่องจีดีพี ให้คุณค่าแต่เรื่องผลกำไรที่จะได้มา
ซึ่งเป็นที่มาของความทุกข์มวลรวมประชาชาติ

"เราต้องทำเป้าหมายให้ชัดเจน"

เราจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นประเทศที่มีความสุข
มวลรวมประชาชาติเราจะต้องเปลี่ยนคำถามของประเทศใหม่
จากคำถามที่ว่า ทำยังไงถึงจะรวย

เป็นถามว่า ทำยังไงถึงจะมีความสุข

"รากเหง้าของความชั่ว"

โลภะ โทสะ โมหะ สามตัวนี้พระพุทธเจ้าตั้งชื่อว่า
อกุศลมูล แปลว่ารากเหง้าของความชั่วซึ่งก็คือ
รากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง

"พระในบ้าน 1"

เราทุกคนจงรู้ไว้เถิดว่าพ่อกับแม่คือชีวิตของบ้าน

ถ้าพ่อแม่ยังอยู่กับเรา บ้านเรานั้นคือสวรรค์

เราควรดูแลท่านให้ดีที่สุด
กราบพระหมื่นองค์ แสนองค์ อย่าลืมกราบพ่อ กราบแม่

“ปฏิบัติแล้วได้ผลจริง"

การปฏิบัติธรรมบางทีก็ไม่ต้องการคำอธิบายที่ฟุ้งเฟ้อ
เพียงแต่ลงมือทำลงไปจริงๆ เขาก็จะได้รับผลจริงทันที
เหมือนคนที่เอามือจุ่มลงในน้ำร้อน จะรู้ทันทีว่าร้อนเป็นยังไง

"สันโดษในสิ่งที่มีอยู่"

เพราะคนไม่มีความสันโดษ

จึงหาความสุขจากที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่ได้

ความสุขของเขากลายเป็นต้องไปอยู่ในเรื่องของอนาคตลอดเวลา

"ฝึกจิตให้ดีรักษาศีลได้ครบ"

พระพุทธองค์กล่าวกับพระรูปหนึ่ง

ที่มีจิตฟุ้งซ่านในการรักษาศีลให้สมบูรณ์ไม่ได้ว่า

ให้เธอรักษาใจไว้ให้ได้อย่างเดียว เธอจะรักษาทุกอย่างไว้ได้

"อ่อนน้อมถ่อมตนรับธรรมะได้ง่าย"

คนหัวดื้อรั้นมีทิฏฐิมากจะไม่สามารถรับธรรมะได้ อาตมาไม่สอนนะ

แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่สอนนะคนหัวดื้อเนี่ย

"เรียนพุทธศาสนาเพื่อดับทุกข์"

เราเรียนพระพุทธศาสนาในสายวิชาการนั้น เราเรียนได้

แต่ต้องไม่ลืมนะว่า เราเรียนพระพุทธศาสนาก็เพื่อจะดับทุกข์

ไม่ใช่เรียนเพื่อดูถูกคนอื่น

"ใช้พุทธศาสนาไม่ถูกวิธี"

ถ้าเราใช้พุทธศาสนาไม่ถูกเราก็จะติดอยู่กับการเรียนประวัติศาสตร์

หรือสายวิชาการพุทธศาสนา

บ้างก็มุ่งนำธรรมะไปขายอย่างเดียว ก็เลยดับทุกข์ไม่ได้ซะที

                                                     "จับประเด็นให้ถูกทาง"

ถ้าจะดับทุกข์ต้องจับประเด็นให้ชัด

ว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดความทุกข์มีสามอย่างนะคือ โลภ โกรธ หลง 
สามตัวนี้เราต้องขับมันออกไปเสียจากจิตใจ

"เราชอบหลอกตัวเอง"

มนุษย์มักพยายามจะหลอกตัวเองอยู่เสมอ
ในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ ว่าเที่ยงแท้

และหลงวนอยู่กับสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

"ถอนความยึดมั่นก็ไม่ทุกข์"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

โดยสรุป ความยึดติดถือมั่นในเบญจขันธ์นั่นแหละคือตัวทุกข์

ดังนั้น ถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่นในเบญจขันธ์ มันก็จะไม่ทุกข์

"บรมสุข 1"

บรมสุขไม่ได้หมายความว่าต้องทานอาหารที่อร่อยที่สุด
นั่งรถที่แพงที่สุด มีเงินให้มากที่สุด นั่นยังไม่ใช่บรมสุขนะ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าการกำจัดความรู้สึกว่าตัวกูเสียได้นั่นแหละ คือ บรมสุข

"ยึดติดว่าเป็นของฉัน"

เมื่อเราได้ครอบครองเป็นเจ้าในสิ่งใดแล้ว

เรามักจะหลงเข้าใจอย่างยึดติดถือมั่นไปว่า สิ่งนี้มันเป็นของฉัน
แต่แท้ที่จริงแล้ว ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของฉัน

"อนัตตา 1"

คนโง่คิดว่าทรัพย์ของกู โคของกู ลูกเมียของกู
พระพุทธเจ้าได้ยินจึงตรัสว่าตัวกู ของกู ยังไม่มี
ทรัพย์ของกู โคของกู ลูกเมียของกู มันจะมาแต่ไหน

"ความยึดติดในอาจารย์"

บางครั้งครูบาอาจารย์ที่เรานับถือ

อาจจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด ถือมั่น ของเรา

บางทีครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากๆ นั้น

ก็ไม่เป็นอะไรมากไปกว่าศูนย์รวมแห่งความยึดติด ถือมั่น

"อนัตตา 2"

ความเป็นอนิจจัง เราเข้าใจ

ทุกขังความเป็นทุกข์ เราเข้าใจ

อนัตตาเราคิดว่าเราเข้าใจ

แต่พอไปอยู่ในสถานการณ์จริงๆ
เราถึงได้รู้ว่าเรา ยังไม่เข้าใจนะ

ความยึดติดว่าตัวกูนี่มันหลอกเราได้สนิทนะ

"หลงในเกียรติยศ"

ถ้าเราหลงในชื่อเสียงของเราซึ่งเป็นความงามในสายตาชาวโลก
เราก็ทุกข์ เราก็แบกหนัก

เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้ทันเราจะแบกอีกไหม

เกียรติยศ เกียรติคุณ อันเป็นเพียงสิ่งสมมตินี่

"มีการศึกษาแต่ไร้ปัญญา"

การศึกษานี่เป็นเงื่อนไขให้มีปัญญา

แต่บางทีการศึกษากลับทำให้โง่กว่าเดิม เพราะอะไร

เพราะไม่กล้าใช้ปัญญาของตัวเอง
จะคิดอะไรก็ขอดูก่อน ว่าเรื่องนี้มีคนคิดแล้วหรือยัง เลยไม่ฉลาด

"ทุกข์ในสิ่งสมมติ"

ความดัง เป็นสิ่งสมมติ

เกียรติยศ เป็นสิ่งสมมติ
ชื่อเสียง เป็นสิ่งสมมติ

ให้เรารู้ทันสมมติ แล้วก็ใช้สมมติ แต่ไม่แบกสมมติ

เราจะได้ไม่เป็นทุกข์




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 30/12/2010 เวลา : 09.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

สาธู เจ้าค่ะ

และหวัดดีปีใหม่ ๒๕๕๔
นะเจ้าค่ะ คุณป้า
ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ

ก้อนหินยิ้มค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 25/12/2010 เวลา : 19.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 22/12/2010 เวลา : 11.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


แล้วป้าอักฯ
จะค่อย ๆ มาซึมซับคำสอน
ไปเรื่อย ๆ นะคะ
อิ อิ
คงจะต้องใช้เวลาพอควรทีเดียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 22/12/2010 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปวิภา วันที่ : 22/12/2010 เวลา : 05.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 

...ค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 21/12/2010 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


สาธุค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]