• tontong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pa123_nan378@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-12
  • จำนวนเรื่อง : 1
  • จำนวนผู้ชม : 32373
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
สิงค์โปร์
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงค์โปร์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tontong
วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2552
Posted by tontong , ผู้อ่าน : 26201 , 18:04:29 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์

สิงคโปร์ (Singapore) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore) เป็นนครรัฐที่ตั้งอยู่บนเกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทรมาเลย์ อยู่ทางใต้ของรัฐยะโฮร์ของประเทศมาเลเซีย และอยู่ทางเหนือของเกาะรีเยาของประเทศอินโดนีเซีย

ภาษาราชการ  ภาษาอังกฤษ  ภาษามาเลย์  ภาษาจีนกลาง  และภาษาทมิฬ

การปกครอง   สาธารณรัฐระบบรัฐสภา

ประธานาธิบดี  เซลลาปัน  รามานาทาน

นายกรัฐมนตรี  ลี  เซียนลุง

สกุลเงิน  ดอลลาร์สิงคโปร์

ประชากร

ประชากรหนาแน่นสุดในภูมิภาค และเป็นประเทศเล็กที่สุดในภูมิภาค มีจำนวนประชากรประมาณ 4.24 ล้านคน (2547) ประกอบด้วยชาวจีน (76.5%) ชาวมาเลย์ (13.8%) ชาวอินเดีย (8.1%) และอื่น ๆ (1.6%)

วันชาติ 9 สิงหาคม (แยกตัวจากสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2508)

เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน 8 สิงหาคม 2510

อัตราแลกเปลี่ยน 24.30 บาท/1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มิถุนายน 2549) 1 ดอลลาร์สิงคโปร์/1.64 ดอลลาร์สหรัฐ (มิถุนายน 2549)

GDP 117,083 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2547)

GDP Growth ร้อยละ 6.4 (2548) ร้อยละ 5-7 (ประมาณการของปี 2549)

GDP per capita 26,907.2 ดอลลาร์สหรัฐ (2548)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.5 (2548)

อัตราว่างงาน ร้อยละ 3.4 (2548)

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 116,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2548)

ภาคการผลิต อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ชีวศาสตร์การแพทย์วิศวกรรมเครื่องมือวัด (precision engineering) วิศวกรรมขนส่ง (transport engineering) และ อุตสาหกรรมผลิตสินค้าทั่วไป (general manufacturing industries)

ภาคบริการ อุตสาหกรรมบริการทางสายอาชีพและการบริการสำนักงานในส่วนภูมิภาค การบริการข้อมูลและการสื่อสาร logistics การบริการทางวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม การธนาคาร การศึกษาและการบริการทางชีวศาสตร์การแพทย์

การค้าระหว่างประเทศ มีมูลค่าการค้ารวม 429.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2548)

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ มาเลเซีย สหรัฐ ฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย

สินค้าส่งออก เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็ง

สินค้านำเข้า เครื่องคอมพิวเตอร์ สินค้าเกษตรและอาหาร น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

ประวัติศาสตร์

ช่วงต้น สิงคโปร์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดแหลมมลายู เป็นสถานพักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลก เดิมชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค) มีกษัตริย์ปกครอง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา

ยุคการล่าอาณานิคม ประเทศแรกที่มายึดสิงคโปร์ไว้ได้คือโปรตุเกส เมื่อปี ค.ศ. 1511 แล้วก็ถูกชาวดัตช์มาแย่งไป แต่ประมาณปี ค.ศ. 1817 อังกฤษได้แข่งขันกับดัตช์ในเรื่องอาณานิคม อังกฤษได้ส่งเซอร์ โทมัส แสตมฟอร์ด บิงก์เลย์ แรฟเฟิลส์ มาสำรวจดินแดนแถบสิงคโปร์ ตอนนั้นสิงคโปร์ยังมีสุลต่านปกครองอยู่ แรฟเฟิลส์ได้ตกลงกับสุลต่านว่า จะตั้งสถานีการค้าของอังกฤษที่นี่ แต่สุดท้ายอังกฤษก็ยึดสิงคโปร์ไว้เป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จ

สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ และก็สามารถยึดครองสิงคโปร์ไว้ได้ แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง อังกฤษก็ได้ครอบครองสิงคโปร์เหมือนเดิม

การรวมชาติเข้ากับมาเลเซีย เมื่อสิงคโปร์เห็นมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ สิงคโปร์จึงรีบขอรวมชาติเข้ากับมลายาทันที เพื่อจะได้ไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอีก แต่สิงคโปร์ก็ไม่พอใจกับมาเลเซียมากนักเพราะมีการเหยียดชนชาติกัน ทำให้พรรคกิจประชาชนของสิงคโปร์ประกาศให้สิงคโปร์เป็นเอกราชตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 ตั้งแต่บัดนั้นมา

สาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อแยกตัวออกมาแล้วพรรคกิจประชาชนก็ครองประเทศมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ก่อนศตวรรษที่ 14 มิได้ถูกบันทึกอย่างชัดเจนและแน่นอนนัก ในช่วงศตวรรษที่ 14 สิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรมัชฌาปาหิตแห่งชวา ต่อมาใน ต้นศตวรรษที่ 15 ก็อยู่ภายใต้การยึดครองของอาณาจักรสยาม จนถูกประมุขแห่งมะละกาเข้ามาแย่งชิงไป และเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดครองมะละกา สิงคโปร์ก็กลายเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกสในราวปี ค.ศ. 1498 และต่อมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอลันดาในช่วงศตวรรษที่ 17

เมื่ออังกฤษขยายอิทธิพลเข้ามาบริเวณแหลมมลายูในกลางศตวรรษที่ 18 ก็เริ่มสนใจ สิงคโปร์ ในปี 1819 อังกฤษได้ขอเช่าเกาะสิงคโปร์จากจักรวรรดิ์ยะโฮร์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฮอลันดา ในปี 1824 อังกฤษมีสิทธิครอบครองสิงคโปร์ตามข้อตกลงที่ทำกับฮอลันดา ต่อมาในปี 1826 สิงคโปร์ถูกปกครองภายใต้ระบบสเตรตส์เซ็ตเติลเมนท์ (Straits Settlement) ซึ่งให้บริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษควบคุมดูแลสิงคโปร์ รวมทั้งปีนัง และมะละกาด้วย และต่อมาในปี 1857 รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาดูแลระบบนี้เอง ในปี 1867 สิงคโปร์กลายเป็นอาณานิคม (Crown Colony) ของอังกฤษ จนกระทั่งปี 1946 จึงได้รับการบกฐานะให้เป็นอาณานิคมแบบ เอกเทศ (Separate Crow colony) เมื่ออังกฤษกลับมายึดครองสิงคโปร์อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่สิงคโปร์อยู่ภายใต้ญี่ปุ่น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (1942-1946)

ในฐานะที่เป็นอาณานิคมแบบเอกเทศนั้น สิงคโปร์มีอำนาจปกครองกิจการภายในของตนเองแต่ไม่มีอำนาจดูแลกิจการทหารและการต่างประเทศ และยังมีผู้ว่าราชการจากอังกฤษมา ปกครองอยู่ ในสภานิติบัญญัติ (Legislative Council) นั้น อังกฤษเริ่มเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกบางส่วน (6 คน จาก 22 คน) ได้ ซึ่งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาบางส่วนนี้ในปี 1948 พรรคก้าวหน้า (Progressive Party) ของสิงคโปร์ได้ที่นั่งมากที่สุด ต่อมาในปี 1951 สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งถูกเพิ่มเป็น 9 คน ในจำนวน 25 คน และในปี 1955 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรกสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งมีจำนวน 25 คน ในจำนวน 32 คน

ต่อมาอังกฤษให้ชาวสิงคโปร์มีอำนาจและมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้นในช่วง 10 ปี ก่อนที่สิงคโปร์จะประกาศเป็นสาธารณะรัฐนั้น สิงคโปร์จึงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล 3 ชุด คือ (1) รัฐบาลของนายเดวิด มาร์แชล (David Marshall) จากปี 1955-1956 (2) รัฐบาลของนายลิม ยิว ฮ๊อค (Lim Yew Hock) จากปี 1956-1959 และ (3) รัฐบาลของนาย ลี กวน ยิว (Lee Kuan Yew) ซึ่งภายใต้รัฐบาลนี้สิงคโปร์อำนาจในการปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์แล้ว และนายลีได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ต่อมาในช่วงปี 1963-1965 รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ตัดสินใจเข้าไปรวมอยู่ในสหพันธรัฐมาเลเซีย และอยู่ได้เพียง 2 ปี

นับจากปี 1965 เมืองสิงคโปร์ประกาศตนเป็นประเทศเอกราช มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง โดยปกครองในรูปของสาธารณรัฐ หลังจากนั้นสิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเป็นเวลาถึง 25 ปี ซึ่งก็คือ นาย ลี กวน ยิว ทั้งนี้เป็นเพราะพรรคกิจประชา (PAP: People’ Action Party) ซึ่งนาย ลี เป็นผู้ก่อตั้งแต่ปี 1961 นั้นมีชัยชนะในการเลือกตั้งเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไป หรือการเลือกตั้งซ่อม

ทศวรรษที่ 1990 เป็นจุดเริ่มต้นของกรปรับเปลี่ยนการปกครองสิงคโปร์จากผู้นำกลุ่มเก่า (Old Guards) เป็นผู้นำรุ่นใหม่ (New Guards) นาย โก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong) ได้รับการคัดเลือกจากพรรคกิจประชาและคณะรัฐมนตรี ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1990 นาย ลี กวน ยิว ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลชุดใหม่โดยเป็นรัฐมนตรีอาวุโส และในปี 1993 สิงคโปร์เริ่มใช้ระบบประธานาธิบดีแบบใหม่ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

ปัจจุบันปี 2006 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกผู้นำคนใหม่และทีม เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป แต่อย่างไรก็ดี พรรคกิจประชาก็ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหมือนอย่างเดิม โดยพรรค PAP ได้รับที่นั่งในฝ่ายรัฐบาล 82 ที่นั่งจาก 84 ที่นั่ง ซึ่งเท่ากับสมัยนายโก๊ะ จก ตงได้รับในปี 2544 แต่ได้คะแนนเสียงลดลงจากสมัยแรกที่ได้ 75.3 เป็น66.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลนี้ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของนาย ลี เซียน หลุง สมัยที่สองซึ่งรัฐบาลจะมีนโยบายผลักดันในเรื่องปัญหาคนยากไร้ ผู้สูงอายุและคนว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นาย ลี เซียน หลุงจะได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้นั้น เขาได้เน้นโยบายแบ่งปันรายได้ผนวกกับความอ่อนแอและแตกแยกของพรรคฝ่ายค้าน ทำให้พรรคPAP ได้ครองอำนาจสืบทอดมาเป็นระยะเวลา 4 ทศวรรษ

 

การเมือง

ระบอบการปกครองของสิงคโปร์ คือ ระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข คือ นายเซลลาปัน รามานาทาน เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบัน ส่วนนายกรัฐมนตรีคือ นายลี เซียน ลุง ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากนายโกะ จก ตง และนายลี กวน ยูซึ่งมีฐานะเป็นบิดาของนาย ลี เซียน ลุง

    การเมืองของสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระบบพรรคการเมืองหลายพรรค แต่พรรคการเมืองที่มีบทบาทและครองอำนาจอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศคือพรรคกิจประชา ซึ่งนำโดยนายลี กวน ยู อดีตผู้นำประเทศ ตั้งแต่ปี 1968 เป็นต้นมา และตลอดทศวรรษ 1970 พรรคกิจประชาชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอดและปราศจากการคัดค้านในรัฐสภา ถึงแม้การเลือกตั้งครั้งหลังๆ ที่ผ่านมา พรรคกิจประชาจะยอมให้มีสมาชิกจากพรรคอื่นเข้ามาบ้าง แต่ถือว่ามีผลกระทบต่อการบริหารงานที่นำโดยพรรคกิจประชาน้อยมาก

           ปรากฏการณ์ทางการเมืองของประเทศสิงคโปร์ดังกล่าว จะเห็นว่าประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะพรรคกิจประชาที่ชนะการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐบาลพรรคกิจประชาก็สามารถควบคุมและชี้นำภาคสังคมไว้ได้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากสาเหตุหลายประการเช่นการที่สิงคโปร์มีกฎหมายที่มีบทลงโทษที่เข้มงวดและรุนแรงต่อผู้กระทำความผิด

                 นอกจากนี้ การพยายามอบรมกล่อมเกลาประชาชนตามหลักขงจื้อ ให้ทำงานหนักเพื่ออนาคตและเชื่อฟังผู้มีอำนาจ ทั้งหมดนี้ล้วนถูกตีความว่าเป็นนโยบายควบคุมดูแลเมตตาแบบ "ระบบพ่อขุนพ่อเมือง" (Benignly Patenalistic) ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนบางส่วนรู้สึกพอใจเพราะการที่รัฐบาลมีเสถียรภาพทางการเมือง สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับรายได้ประชาชาติของประเทศสูงขึ้นจนนับได้ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศหนึ่งของโลก

        แต่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรุดหน้า ก็มิได้หมายความว่าจะเกิดการพัฒนาประชาธิปไตยเสมอไป การมีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ผูกขาดการเข้ามามีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จและยาวนาน ทำให้ระบบพรรคการเมืองของสิงคโปร์มิใช่เป็นระบบพรรคเด่นพรรคเดียว (predominant Party System) แต่ควรจะเรียกว่า ระบบพรรคการเมืองแบบครองความเป็นเจ้า (Hegemonic Party System) มากกว่า เพราะว่าภายใต้ระบบแรกนั้น ในการเลือกตั้งมีการแข่งขันกันอย่างยุติธรรมระหว่างพรรคการเมืองที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพ แต่ในระบบหลังเป็นการแข่งขันที่มีแต่พรรคเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับชัยชนะและมีความได้เปรียบพรรคอื่นๆ ที่อ่อนแอกว่าโดยสิ้นเชิง

             นอกจากนี้ การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สื่อมวลชนและกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ทำให้สิงคโปร์ขาดภาวะของการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งก็คือการขาดหลักประกันทางด้านสิทธิและเสรีภาพให้แก่ประชาชนในแง่วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

            การให้ความสำคัญกับโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งหรือรัฐมากจนเกินไปทำให้เกิดการละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับภาคสังคม ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งบางครั้งการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งก็อาจเกิดการลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจไปในทางฉ้อฉลเพื่อพวกพ้องของตนเองหรือใช้ไปในทางลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน          ต้องสอดคล้องกับสถานภาพ และที่สำคัญยิ่งจะต้องเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อสิงคโปร์ด้วย

           ดังเช่นกรณีของประเทศสิงคโปร์ ถึงแม้ประชาชนจะมีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่ก็ขาดเสรีภาพที่จะทำอะไรบางอย่างได้เช่นกัน เช่น เสรีภาพในทางการเมืองโดยเฉพาะการวิพากษ์รัฐบาล และวิถีชีวิตบางอย่างก็ถูกวางกรอบจากรัฐบาล

           แต่รูปการณ์ดังกล่าว ก็เป็นที่วิพากษ์จากนักวิชาการตะวันตกว่า ประเทศสิงคโปร์ไม่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะประชาชนไม่มีสิทธิและเสรีภาพที่สมบูรณ์ การเมืองถูกผูกขาดเพียงการเมืองเพียงพรรคเดียว แต่ผู้นำประเทศสิงค์โปร์ก็ตอบโต้ว่า "เสรีนิยมประชาธิปไตยมิใช่เป็นสิ่งที่สังคมเอเชียต้องการ ส่วนรูปแบบของประชาธิปไตย ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม จะต้องไม่เป็นอุดมคติที่เลื่อนลอย

        

 

เศรษฐกิจ

1.       การเพาะปลูก พื้นที่มีน้อย ปลูกยางพารา มะพร้าว ผัก ผลไม้

2.       อุตสาหกรรม พัฒนารวดเร็วมาก อาศัยวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน มีอุตสาหกรรมเบา เช่น ผลิตยางพารา ขนมปัง เครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมหนัก เช่น อู่ต่อเรือ ทำเหล็กกล้า ยางรถยนต์ มีกิจการกลั่นน้ำมันซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้สร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันรายใหญ่ด้วย

3.       การค้าขาย เป็นท่าเรือปลอดภาษี ประเทศต่าง ๆ ส่งสินค้าต่าง ๆ มายังสิงคโปร์เพื่อส่งออก และสิงคโปร์ยังรับสินค้าจากยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เพื่อส่งไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน มีท่าเรือน้ำลึก เหมาะในการจอดเรือส่งสินค้า

 

 

การเมืองการปกครอง

สิงคโปร์มีเสถียรภาพและความต่อเนื่องทางการเมืองโดยมีรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค People’s Action Party (PAP) มาโดยตลอดนับตั้งแต่แยกตัวออกจากมาเลเซียเมื่อปี 2508 เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2547 นายลี เซียน ลุง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานธนาคารกลาง (บุตรของนายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์)ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สามของสิงคโปร์ สืบแทนนายโก๊ะ จ๊ก ตง (ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโส)

นโยบาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2548 นายลี เซียน ลุงได้กล่าวถ้อยแถลงต่อประชาชนในโอกาสวันชาติสิงคโปร์ (National Day Rally Speech) โดยได้ระบุถึงทิศทางในการพัฒนาประเทศและการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยในด้านการต่างประเทศนั้น สิงคโปร์จะให้ความสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน (โดยเฉพาะมาเลเซียและอินโดนีเซีย) รวมทั้งกับประเทศมหาอำนาจสำคัญๆ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรปและออสเตรเลีย นอกจากนั้น จะให้ความสำคัญกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน และการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย สำหรับนโยบายภายในประเทศ สิงคโปร์จะมุ่งเน้นเรื่องการปรับตัวทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก (remake Singapore) โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริม นวัตตกรรม การประกอบการ การวิจัยและการพัฒนา (innovation, enterprise and R&D) สำหรับด้านสังคม จะให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชน การดูแลคนชราและผู้ที่มีรายได้ต่ำ รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมด้านบริการเพื่อให้สิงคโปร์มีลักษณะของเมืองที่มีความเป็นสากล

การเปิดกว้างทางสังคม

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ย้ำในหลายโอกาสว่าประสงค์ที่จะพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นสังคมที่โปร่งใสและเปิดกว้างมากขึ้น (a more transparent and open society) โดยจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงค่านิยมที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของประเทศ (อาทิ การเป็นพหุสังคมที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศาสนา) มากกว่าการนำระบบเสรีนิยมประชาธิปไตยของตะวันตกมาปรับใช้ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองสิงคโปร์เห็นว่าประเด็นเรื่องศาสนาและความแตกต่างทางเชื้อชาติเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนในสังคมสิงคโปร์

เศรษฐกิจการค้า

นโยบายด้านเศรษฐกิจ

สิงคโปร์ต้องเผชิญกับประเด็นท้าทายสำคัญสามประการ ได้แก่ การแข่งขันจากประเทศในภูมิภาค การมีประชากรสูงอายุในจำนวนเพิ่มขึ้นขณะที่อัตราการเกิดของประชากรลดลง และการปรับโครงสร้างในภาคการผลิต ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการส่งออก

สถานะการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ในปี 2548 ธนาคารโลกได้จัดให้สิงคโปร์อยู่ในลำดับหนึ่งของประเทศในภูมิภาคเอเชียและลำดับ 2 ของโลกที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและจัดตั้งธุรกิจสูงที่สุด ปัจจัยที่สนับสนุนสภาพแวดล้อมดังกล่าว ได้แก่ อัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำ ระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความโปร่งใสของระบบราชการ (ปัจจุบัน สิงคโปร์เป็นที่ตั้งของบรรษัทข้ามชาติประมาณ 7,000 แห่งจากสหรัฐ ฯ ยุโรปและญี่ปุ่น วิสาหกิจจำนวน 4,000 แห่งจากจีน อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประมาณ 100,000 แห่ง)

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2548 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาของโลกได้เปิดสำนักงานภูมิภาคในเอเชียเป็นแห่งแรกที่สิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกฎระเบียบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อสิงคโปร์

สถานะเสรีภาพของสื่อมวลชน

ในรายงานประจำปี 2548 ขององค์กรเอกชน Reporters Without Borders เกี่ยวกับดัชนีเสรีภาพของสื่อมวลชน (Press Freedom Index) ของ 167 ประเทศทั่วโลกได้จัดให้สิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 140 ซึ่งต่ำกว่าประเทศสมาชิกก่อตั้งอาเซียนอีก 4 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซีย (ลำดับ 102) ไทย (ลำดับ 107) และมาเลเซีย (ลำดับ 113)

สถานะความโปร่งใสของรัฐบาล

ในปี 2548 สถาบัน Transparency International ได้จัดให้สิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 5 จาก 158 ประเทศทั่วโลกที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงน้อยที่สุด (นายโก๊ะ จ๊ก ตง รัฐมนตรีอาวุโสได้ให้ความเห็นว่าแม้สิงคโปร์จะมีระดับเสรีภาพของสื่อมวลชนต่ำ แต่รัฐบาลมีความโปร่งใสมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้น การมีเสรีภาพทางสื่อไม่ได้ช่วยส่งผลให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ มีระบบการปกครองที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสเสมอไป)

สภาวะเศรษฐกิจในปี 2548

ในปี 2548 เศรษฐกิจของสิงคโปร์ขยายตัวในอัตราร้อยละ 6.4

อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสิงคโปร์ในปี 2545 ร้อยละ 2.2 ปี 2546 ร้อยละ 1.1 และ ปี 2547 ร้อยละ 8.4 ตามลำดับ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป รวมทั้งอุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก แม้น้ำมันโลกมีราคาสูงขึ้น แต่กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐ ฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของสิงคโปร์ยังคงมีการขยายตัวอันส่งผลให้อุปสงค์ในสินค้าของสิงคโปร์ยังมีอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2549 เป็นที่คาดว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์จะสามารถขยายตัวในร้อยละ 5-7

การค้าระหว่างประเทศ

ในปี 2548 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ขยายตัวในอัตราร้อยละ 15.5 มีมูลค่ารวม 429.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศคู่ค้าสำคัญๆ ของสิงคโปร์ ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐ ฯ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และไทย ตามลำดับ

สิงคโปร์ได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับ 11 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน(ในกรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน) นิวซีแลนด์เมื่อปี 2543 สมาคมเขตการค้าเสรียุโรปเมื่อปี 2545 ญี่ปุ่นเมื่อปี 2545 ออสเตรเลียและสหรัฐ ฯ เมื่อปี 2546 จอร์แดนเมื่อปี 2547 Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement (บรูไน ดารุสซาลาม นิวซีแลนด์ ชิลีและสิงคโปร์) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 อินเดียเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2548 เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2548 และปานามาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา กับอีก 16 ประเทศ ได้แก่ กรอบอาเซียนกับจีน อาเซียนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อาเซียนกับอินเดีย อาเซียนกับญี่ปุ่น อาเซียนกับเกาหลีใต้ แคนาดา เม็กซิโก ศรีลังกา ปากีสถาน ปานามา เปรู คูเวต อียิปต์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์

ข้อมูลจากกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์

การพัฒนาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า อาทิ เวียดนาม จีนและอินเดีย รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจที่มีพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ (knowledge - based economy) และดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและพัฒนาให้ประเทศเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้แก่ (1) ด้านการบริการทางการแพทย์ สิงคโปร์มีโครงการ SingaporeMedicine ส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเดินทางมารักษาพยาบาลที่สิงคโปร์ ซึ่งมุ่งเน้นตลาดในจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง (2) ด้านการบิน สิงคโปร์มีเป้าหมายจะรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคโดยอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอาคารหลังที่สาม (Terminal 3) ของท่าอากาศยานชางงีในมูลค่า 1.75 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2551 และอาคารสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำในมูลค่า 45 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2549 ซึ่งคาดว่าจะรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวน 2.7 ล้านคนต่อปี (3) ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณในมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อสนับสนุนแผนแม่บทด้านการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ใน 10 ปีข้างหน้า (Tourism Master Plan 2015) เพื่อเสริมสร้างให้สิงคโปร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจาก 8 ล้านคน ในปี 2547 เป็น 17 ล้านคนในปี 2558 และรายได้จาก 10 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เป็น 30 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้แถลงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการตัดสินใจที่จะสร้างบ่อนการพนันในรูปแบบของ Integrated Resort - IR จำนวน 2 แห่งที่บริเวณอ่าว Marina ซึ่งใกล้กับย่านธุรกิจของสิงคโปร์ และบนเกาะ Sentosa ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2552 (รายงานการศึกษาของบริษัท Merrill Lynch ระบุว่าบ่อนการพนัน 2 แห่งดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้สิงคโปร์ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในอัตราร้อยละ 10) การรณรงค์การท่องเที่ยวโดยเน้นจุดเด่นของสิงคโปร์ในการเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม “Uniquely Singapore” (4) ด้านการศึกษา สิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา (global schoolhouse) ตั้งแต่ปี 2541 Economic Development Board (EDB) ได้จัดทำโครงการ World Class University (WCU) เพื่อเชิญชวนและดึงดูดให้สถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกในสาขาต่าง ๆ อาทิ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์มาจัดตั้งสาขาในสิงคโปร์ สิงคโปร์ได้ร่วมมือกับสถาบันทางการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากกว่า 10 แห่ง อาทิ Massachusetts Institute of Technology, University of Pennsylvania, University of Chicago และ INSEAD เปิดสาขาที่สิงคโปร์ ในหลักสูตรด้านการบริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์การแพทย์และวิศวกรรมศาสตร์ (5) ด้านอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (creative industries) รัฐบาลจะใช้งบประมาณจำนวน 200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ระหว่างปี 2547 –2552 เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ตามยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีกระทรวงข่าวสาร สารสนเทศและศิลปะเป็นหน่วยงานหลักดูแลเรื่องนี้

 

 

 

  ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์

ด้านการทูต

ไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2508 ความสัมพันธ์ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่นมาตลอด 40 ปี และได้พัฒนาไปเป็นลักษณะ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" ในการดำเนินการเชิงรุกในภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ อาทิ การเร่งรัดรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนตามแนวทาง 2+X และความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนาแก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา ลาว เวียดนามและพม่า)

ไทยและสิงคโปร์มีจุดแข็งและมีศักยภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างดี ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มีแรงงานจำนวนมากและมีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่วนสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่น้อย แต่มีความก้าวหน้าทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับสูง จึงได้มีการนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาใช้ร่วมกันจนนำไปสู่การส่งเสริมความสัมพันธ์และการพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน นายเฉลิมพล ทันจิตต์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์และนายปีเตอร์ ชาน เจ่อ ฮิง (Peter Chan Jer Hing) เป็นเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยคนใหม่แทนนายชาน เฮง วิง (Chan Heng Wing)

นายเฉลิมพล ทันจิตต์ รับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 ขณะที่นายปีเตอร์ ชานได้เดินทางมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548

ด้านการเมืองและความมั่นคง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ อาทิ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ (เนื่องจากมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนและประเด็นระหว่างประเทศที่คล้ายกัน) เสถียรภาพทางการเมืองของทั้งสองประเทศซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความต่อเนื่องทางนโยบายและความร่วมมือระหว่างกัน

ไทยกับสิงคโปร์มีกลไกความร่วมมือทวิภาคี ได้แก่

(1) การประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสิงคโปร์(Prime Ministerial Retreat) เป็นผลจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสิงคโปร์ในระหว่างการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (นายโก๊ะ จ๊ก ตง) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความคุ้นเคยระดับผู้นำและรัฐมนตรีของไทยกับสิงคโปร์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นด้านทวิภาคี ภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ/เป็นห่วงร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา การประชุม Prime Ministerial Retreat ได้ประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 10-12 มกราคม 2546 ที่จังหวัดภูเก็ต วันที่ 5-7 กันยายน 2546 ที่เกาะ Sentosa สิงคโปร์ และล่าสุดเมื่อวันที่ 2-3 กันยายน 2548 ที่จังหวัดเชียงใหม่

(2) คณะกรรมาธิการบริหารร่วมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกองทัพไทย-สิงคโปร์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกองทัพเรือไทย-สิงคโปร์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการฝึกและการซ้อมรบร่วมกัน โดยไทยอนุญาตให้สิงคโปร์ใช้พื้นที่ในการฝึกและมีการฝึกบุคลากรทหารร่วมกัน อาทิ การฝึกร่วมผสม (Cobra Gold) รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงอย่างสม่ำเสมอ อาทิ พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติได้รับเชิญให้ไปร่วมสังเกตการณ์ปฏิบัติการการรับมือกับเหตุการณ์การก่อการร้ายที่สถานีรถไฟใต้ดินของสิงคโปร์ภายใต้รหัส Exercise Northstar เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการจำลองเหตุการณ์จากการก่อวินาศกรรมที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 และศาสตราจารย์ เอส จายากูมาร์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกฎหมายและรัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการความมั่นคงเยือนไทยเพื่อแนะนำตัวเมื่อวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2549

ด้านเศรษฐกิจ

ด้านการค้า สิงคโปร์เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย (รองจากสหรัฐ ฯ ญี่ปุ่น และจีน) ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 7 ของสิงคโปร์ ในปี 2548 การค้ารวมระหว่างไทยกับสิงคโปร์มีมูลค่า 12,881 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกของไทยไปยังสิงคโปร์มีมูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 5379.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 2,120.8 ล้านดอลลร์สหรัฐ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2545-2548) มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสิงคโปร์ขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ปี 2546-2547 มูลค่าลดลงร้อยละ 16.5) น้ำมันสำเร็จรูป (เพิ่มขึ้นร้อยละ 114.7) แผงวงจรไฟฟ้า (เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.7) และส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.3) ตามลำดับ

 

ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ด้านการลงทุน สิงคโปร์เป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 6 (รองจากญี่ปุ่น มาเลเซีย ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์) ในปี 2548 สิงคโปร์ได้ยื่นโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 82 โครงการแก่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการอนุมัติ 69 โครงการในมูลค่า 14,421.5 ล้านบาท (ปี 2547 มีมูลค่า 18,238.6 ล้านบาท) ส่วนใหญ่อยู่ในสาขาสาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การบริการ การโรงแรม การขนส่ง การให้บริการทางการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สาขาผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร พร้อมทั้ง มีความสนใจที่จะลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการผลิตยา และอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี ทั้งนี้ หากพิจารณาจากมุมมองของสิงคโปร์ การลงทุนของสิงคโปร์ในไทยยังมีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับการลงทุนรวมของสิงคโปร์ในต่างประเทศ ประเทศที่สิงคโปร์ไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

ด้านการท่องเที่ยว ชาวสิงคโปร์มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยและคนไทย ในเดือนมกราคม-กันยายนปี 2548 มีนักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางมาประเทศไทยจำนวน 450,836 (มีสัดส่วนร้อยละ 5.48 ของตลาดการท่องเที่ยวไทย) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2547 ในจำนวน 398,438 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางไปสิงคโปร์จำนวน 379,000 คน (ปี 2548) (ในปี 2548 สิงคโปร์รับนักท่องเที่ยวจำนวน 8.9 ล้านคน ซึ่งได้นำรายได้เข้าประเทศประมาณ 10.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์)

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งสิงคโปร์

กลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ได้แก่

Singapore-Thailand Enhanced Economic Relations (STEER) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอุตสาหกรรม 5 สาขา ได้แก่ การเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว การบริการทางการเงิน อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนประกอบยานยนต์และการขนส่ง และเป็นการนำร่องการรวมตัวทางเศรษฐกิจในกรอบอาเซียนตามแนวทาง 2+X สิงคโปร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25-27 สิงหาคม 2546

ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2548 ซึ่ง เห็นชอบให้เพิ่มปริมาณการค้า การลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามเป็น 2 เท่าของตัวเลขในปัจจุบันภายในปี 2553 และส่งเสริมความร่วมมือด้านสินค้าอาหารและเกษตร การขนส่งและโลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนของทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจจำนวน 12 ฉบับ อาทิ ความตกลงเพื่อการคุ้มครองด้านการลงทุนระหว่างไทยกับสิงคโปร์

ด้านสังคม วัฒนธรรมและการศึกษา

กลไกความร่วมมือ ได้แก่

(1) โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (Thailand-Singapore Civil Service Exchange Programme-CSEP) ซึ่งตั้งเมื่อปี 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยและสิงคโปร์มีโอกาสพบปะอย่างใกล้ชิดและสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความใกล้ชิดและความเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ระหว่างกันมากขึ้นจนนำไปสู่การขยายความร่วมมือที่ดีต่อไป รูปแบบของการประชุมคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมกล่าวเปิดการประชุมและปลัดกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานการประชุมเต็มคณะ ในปัจจุบันไทยกับสิงคโปร์มี 12 สาขาความร่วมมือภายใต้ CSEP อาทิ การศึกษา แรงงาน วิชาการ สาธารณสุข และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี CSEP ได้มีการประชุมไปแล้ว 7 ครั้ง ล่าสุดที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม -2 สิงหาคม 2548

 

ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สิงคโปร์ได้เป็นประเทศแรกๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยต่อกรณีพิบัติภัยที่ภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2547 โดยได้ส่งเครื่องบิน C -130 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยจำนวน 23 คนจาก Singapore Civil Service Defence Force และยาเวชภัณฑ์ ผ้าห่ม อาหารแห้ง รวม 13 ตัน รวมทั้ง ส่งเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ (Super Pumas 2 ลำ Chinooks 2 ลำ) เพื่อช่วยค้นหาและกู้ภัย รวมทั้งได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านชันสูตรศพจำนวน 4 คน ไปยังจังหวัดภูเก็ต เพื่อพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 สิงคโปร์ได้ให้ความช่วยเหลือในรูปสิ่งของแก่ผู้ประสบอุทกภัยในภาคเหนือ รวมมูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ Chinook ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ซึ่งฝึกบินในประเทศไทยให้ความช่วยเหลือในภารกิจกู้ภัยที่จังหวัดพิษณุโลก

ข้อมูลการค้าไทย-สิงคโปร์

1. ความสัมพันธ์ทางการค้า 1.1 ภาครัฐบาล - ไม่มีความตกลงทางการค้าระหว่างกัน

- โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย – สิงคโปร์

(Thailand - Singapore Civil Service Exchange Programme : CSEP)

ประชุมครั้งล่าสุด ครั้งที่ 5 เดือนพฤศจิกายน 2545 ณ ประเทศสิงคโปร์

- กรอบการขยายความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างสิงคโปร์กับไทย

(Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship : STEER) ประชุม

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25-27 สิงหาคม 2546 ณ ประเทศสิงคโปร์

1.2 ภาคเอกชน - จัดตั้งสภาธุรกิจสิงคโปร์-ไทย มีการจัดการประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว

3 ครั้ง ครั้งล่าสุด จัดที่ประเทศไทย เดือนสิงหาคม 2539

2. การค้าระหว่างไทย - สิงคโปร์ (ตาราง)

3. ปัญหาและอุปสรรคการค้าทวิภาคี

3.1 สิงคโปร์เป็นตลาดเล็ก มีผู้บริโภคเพียงประมาณ 4 ล้านคน สินค้าไทยที่สิงคโปร์นำเข้าเพื่อใช้ในประเทศโดยตรงมีเพียงข้าวและผลไม้สด นอกนั้นจะเป็นการส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม

3.2 จากการที่สิงคโปร์ได้ขยายการผลิตและร่วมลงทุนในต่างประเทศ ทำให้สินค้าไทยต้องประสบปัญหา การแข่งขันกับสินค้าที่สิงคโปร์ไปลงทุนผลิตในต่างประเทศ

3.3 ปัญหาทางด้านสุขอนามัย เช่น สิงคโปร์กำหนดปริมาณขั้นสูงของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ตกค้างอันเนื่องจากการรมควันเพื่อรักษาคุณภาพลำไย โดยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ตกค้างบนเปลือกลำไย ได้ไม่เกิน 250 ppm และไม่อนุญาตให้มีสารตกค้างในเนื้อลำไย การกำหนดให้ฟาร์มเลี้ยงไก่และโรงฆ่าและแปรรูปไก่ของไทยต้องได้รับการตรวจสอบและอนุญาตจากหน่วยงานของสิงคโปร์ จึงสามารถส่งออกไก่ไปยังสิงคโปร์ได้

3.4 ปัญหาการส่งออกสินค้าเนื้อสุกรจากไทยไปยังสิงคโปร์ เนื่องจากติดปัญหาที่ Agri-Food Veterinary Authority (AVA) จะยอมรับการนำเข้าเนื้อสุกรจากประเทศไทยสำหรับฟาร์มที่ได้รับการตรวจรับรองว่าปลอดโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease : FMD) จากองค์การโรคระบาดสัตว์โลก (OIE) แล้วเท่านั้น

 

 

4. ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

4.1 โดยที่ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศในอาเซียนที่เปิดให้มีการค้าได้อย่างเสรี โดยมีมาตรการควบคุม การส่งออก-นำเข้าไม่มาก ประกอบกับมีศักยภาพทางด้านความก้าวหน้าของระบบสารสนเทศ มีการนำเทคโนโลยี ทางการสื่อสารชั้นสูงมาใช้ในด้านต่าง ๆ ดังนั้น ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพในด้านเป็นแหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตอาจใช้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปสู่ประเทศที่สามแทนการขยายการค้าเข้าสู่สิงคโปร์โดยตรง

4.2 เนื่องจากตลาดผู้บริโภคของสิงคโปร์แคบและมีจำกัด อีกทั้งสิงคโปร์มีนโยบาย Regionalisation คือ จะทำการค้าและการลงทุนกับประเทศในเอเชียมากขึ้น ดังนั้นควรเสนอให้สิงคโปร์พิจารณาร่วมลงทุนและ ส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งถิ่นฐานหรือสำนักงานในประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งที่เหมาะสมเป็นศูนย์กลางใน ภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งของสิงคโปร์ทั้งในด้านการสื่อสารและการคมนาคมขนส่ง เพื่อขยายการ ส่งออกและขยายธุรกิจไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต่อไป

4.3 ภายใต้สภาธุรกิจไทย-สิงคโปร์ (Thailand - Singapore Business Council) ที่ได้จัดตั้งแล้ว รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้ให้การสนับสนุนและเอื้ออำนวยความสะดวกต่อสภาธุรกิจในการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและแสวงหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันตลอดจนแสวงหาลู่ทางในตลาดประเทศที่สาม

4.4 ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme : CSEP) เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมความร่วมมือด้านทวิภาคี เสริมสร้างช่องทางความร่วมมือใหม่ ๆ ร่วมพัฒนาความเจริญเติบโตในภูมิภาคและระหว่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง

4.5 ไทยและสิงคโปร์ได้เห็นชอบกรอบการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสิงคโปร์ (Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship : STEER) ตามที่ฝ่ายสิงคโปร์เสนอในระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ 2545 ทั้งนี้ ในการประชุม STEER ครั้งที่ 1 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 25-27 สิงหาคม 2546 ไทยและสิงคโปร์ ได้หารือด้านการค้าสินค้าและบริการ และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม และสามารถลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) รวม 7 ฉบับ ใน 7 สาขา ประกอบด้วย สินค้าสุกรปรุงสุก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม การท่องเที่ยว การลงทุน การเงิน และธุรกิจสปา ซึ่งไทยควรใช้กลไกดังกล่าวเพื่อขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมโยงแก่ภาคเอกชนระหว่างประเทศทั้งสองต่อไป

 

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.apecthai.org/cd/Asia/Singapore.htm

http://www.vacationzone.co.th/index_singapore.asp





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 15/01/2009 เวลา : 09.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

สวัสดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]