• Ayurveda
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : topteamaia@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-13
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 42910
  • ส่ง msg :
  • โหวต 30 คน
มาลดการใช้พลังงานกันเถอะ
ขอต้อนรับสู่ อาณาจักรของผม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/topteam
วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม 2551
Posted by Ayurveda , ผู้อ่าน : 572 , 17:58:53 น.  
หมวด : กฎหมาย

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

"ความกลัว" ว่าหลังเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50 บ้านเมืองของเราคงยังไม่มีอะไรดีขึ้น กำลังระบาดไปทั่วทุกภาคส่วนสังคม และทุกสาขาอาชีพ จนแทบไม่ได้ยินใครมองโลก "คิดเชิงบวก" (Positive Thinking) ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะช่วยทำให้บ้านเมืองของเราดีขึ้นได้อย่างไร
   อารมณ์ของสังคมส่วนใหญ่อยู่ในสภาพห่อเหี่ยว "ทำใจ" ว่าอย่างน้อยที่สุดการเลือกตั้งจะทำให้ได้รัฐบาลใหม่ที่น่าจะดีกว่าอยู่ภายใต้รัฐบาล "ขิงแก่" พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่นับถอยหลังรอวันกลับบ้านอย่างเดียวไม่ยอมทำเรื่องอื่นใดแล้ว
   โดยไม่ได้ตั้งความหวังไว้ว่ารัฐบาลเลือกตั้งจะมีเสถียรภาพมีประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่าเดิมมาก จนกระทั่งสามารถขับเคลื่อนประเทศออกจากวิกฤติการเมืองซ้ำซากได้อย่างไร
    จึงทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้หงอยๆ ยังไงชอบกล อารมณ์เบื่อการเมืองของชาวบ้าน จึงแสดงออกมาแบบไม่ค่อยยินดียินร้ายหรือตื่นเต้นกับนโยบายขายฝันของแต่พรรคที่นำเสนอออกมาในแนวใกล้เคียงกันคือ ประชานิยมแบบพาฝันมากกว่าเป็นจริง
     หากบรรยากาศการหาเสียง และรณรงค์เลือกตั้งยังซึมเซาเหงาหงอยเช่นนี้ไปอีกสักพัก ชาวบ้านคงจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.น้อยเป็นประวัติการณ์
     มิหนำซ้ำคณะกรรมการ การเลือกตั้ง(กกต.)ที่มีอดีตผู้พิพากษา 4 คน กับ 1 อดีตอัยการได้ออกกฎ "เหล็ก" อิงจากกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.  ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ในสภาพ "เรียบร้อยราบคาบ" ผิดธรรมชาตินักการเมืองไทยที่แข่งกันติดป้ายหาเสียงแบบเอาเป็นเอาตายไม่สนใจว่าจะรกรุงรังแค่ไหน
    คนกรุงเทพฯ "กลัว" ว่าหลังเลือกตั้งความขัดแย้งทางการเมืองจะยังไม่จบสิ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศยังกู่ไม่กลับ เศรษฐกิจในภาพใหญ่จะยิ่งวังเวงกว่าเดิม ผู้บริโภคยังอยู่ในอารมณ์ไม่เชื่อมั่นในอนาคตทำให้ไม่ยอมควักเงินจับจ่ายใช้สอย วงจรเศรษฐกิจ-ธุรกิจจะไม่สามารถหมุนไปข้างหน้าได้
     ผู้เชี่ยวชาญนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ จึงซ้ำเติมด้วยการวิเคราะห์พยากรณ์เศรษฐกิจไทยบนความ "กลัว" (ที่แย่กว่าความเชื่อ)ว่าเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งคงจะไม่ดีขึ้นค่อนข้างแน่นอน  เพราะประเทศไทยจะมีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพ(ซึ่งไม่ใช่เสมอไป) ไม่มีความเข้มแข็งในเชิงการบริหารและการตัดสินใจต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ เช่น ราคาน้ำมันสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ,วิกฤติซับไพร์มในสหรัฐอเมริกาจะลุกลาม,โรงงานจะเริ่มโละคนงานเพราะส่งออกลดลง ฯลฯ
     หลายๆ ปัจจัย "ความกลัว" ของคนกรุงเทพฯ ทำให้พัฒนากลายเป็น "ความระแวง" ไม่ไว้วางใจว่าอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะรักษาคำพูดวางมือการเมืองจริง การแสดงออกส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มต้องการกลับมามีอำนาจทางการเมืองเพื่อล้างมลทิน และชำระแค้น จะยิ่งทำให้ "ความกลัว" ว่าการเมืองหลังการเลือกตั้งจะยังอยู่ในสภาพขัดแย้งกันรุนแรงกว่าเดิม จนบ้านเมืองวุ่นวายเหมือนกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
     ยิ่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน คุณสมัคร สุนทรเวช" ขุนพลฝั่งพระนคร "จับมือแนบแน่นกับ "ขุนศึกฝั่งธน" ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง มากเท่าไร คนกรุงเทพฯ "ขวัญอ่อน" ที่มีอยู่จำนวนมาก จึงยิ่งหวั่นอกหวั่นใจว่าบ้านเมืองของเราจะเดินหน้าไปกันอีท่าไหนล่ะ หากพรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมาก (เกิน 240 เสียง) แล้วคุณสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีเคียงคู่กับคุณเฉลิมที่ตีตราจองรัฐมนตรีมหาดไทย
    สำทับกับเมื่ออ่านผลสำรวจโพลล์เชิงวิเคราะห์ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ(กอ.รมน.)ออกมาคาดการณ์ว่าพรรคพลังประชาชนจะได้ ส.ส.รวม 2 ระบบประมาณ 280 คน
    ภาพหลังเลือกตั้งที่คนกรุงเทพฯ กลัวขึ้นสมองคงจะเป็นอย่างนี้ : ทหารคงจะไม่ยอมกลับกรมกองง่ายๆ สนธิ ลิ้มทองกุล(ถ้ายังเป็นคนเดิมหลังสึก)คงจะระดมพลออกมาชุมนุมปะฉะดะ คนอีสานคงไม่ยอมให้คนกรุงเทพฯชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่เลือกมาอีกแล้ว ฯลฯ
    แต่คนอีสานในเขตนอกเมืองกลับ "กลัว" ไปอีกแบบว่าหลังการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีใครมาเอาใจใส่กับปัญหาเก่าๆ ของคนจนในภาคอีสาน  แบบเดียวกับเมื่อครั้งรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ทุ่มงบประมาณผ่านนโยบายประชานิยม ทั้งกองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค งบประมาณเอสเอ็มแอล ฯลฯ
    อารมณ์โหยหาอยากให้ทักษิณกลับมาจึงอบอวลไปทั่วภาคอีสานตอนบนและตอนล่าง ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงแบบตึงๆ เกร็งๆ ระหว่างนักการเมืองสายอำนาจเก่ากับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีภารกิจชัดเจนว่าจะต้องทำให้สีแดงเป็นสีเขียวให้ได้
     ส่วนคนอีสานในเขตเมือง "กลัว" ว่าหลังเลือกตั้งจะได้รัฐบาลที่ทำงานไม่เป็นแบบเดียวกับรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แม้จะไม่ค่อยชอบพฤติกรรมหลายอย่างของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และใช้จ่ายเงินแบบไม่บันยะบันยัง 
     แต่กลับมองเชิงบวกว่านโยบายของรัฐบาลทักษิณ ยังมีข้อดีที่ช่วยทำให้ชนบทอีสานมีกระแสเงินสดหมุนเวียนดีกว่าปกติ ทำให้กำลังซื้อของคนนอกเขตเมืองเพิ่มขึ้นแม้ว่าภาคเกษตรยังลุ่มๆ ดอนๆ แต่ช่วยให้การค้าการขายในช่วงรัฐบาลก่อนคล่องตัวดีกว่านี้มาก โดยไม่ได้ใส่ใจมากนักว่าจะกระทบสถานะทางการคลังมากแค่ไหน
     เสียงคนอีสานในเขตเมืองคงจะกระจัดกระจายไปหลายพรรคตามใจชอบ  เลือกแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด เขตเดียวกันจะได้ผู้แทนมากกว่า 1 พรรค และเลือกเผื่อไว้แบบเดียวกับคนอีสานนอกเมืองด้วย
     คนใต้ตลอดด้ามขวานของไทยยกเว้นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  กำลังอยู่ในอารมณ์อยากให้ถึงวันเลือกตั้งเร็วๆ เพื่อจะออกไปใช้สิทธิแสดงพลังไม่เอาทักษิณอีกเช่นเดิม ความตื่นตัวทางการเมืองของคนใต้ที่มีสูงกว่าคนภาคอื่นสะท้อนจากคะแนน No Vote มากกว่าเลือก ส.ส.ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย.49 กับ Vote Yes วันที่ 19 ส.ค.50 ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างท่วมท้นเกือบ 90%
     คนใต้ทั้งเขตเมือง และนอกเมือง "กลัว" ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะ "แห้ว" ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาลอีก ส่วนใหญ่ยังอยากจะให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสพิสูจน์ฝีมือในการบริหารประเทศอีกสักครั้ง แม้ว่าจะผิดหวังหลายครั้งกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ในหลายครั้งที่ผ่านมา ที่ไม่ได้ช่วยทำให้ภาคใต้ได้ผลประโยชน์มากขึ้นกว่าปกติ แบบเดียวกับภาคอีสานที่ได้อย่างท่วมท้นจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในช่วง 5 ปี 2544-2549
     ยิ่งคนอีสานในเขตชนบทที่มีจำนวน ส.ส.มากกว่าภาคใต้หลายเท่าแสดงออกชัดเจนว่าอยากให้ทักษิณกลับมาเร็วๆ ยิ่งกดดันให้คนใต้ทั้งภาคออกมาเทคะแนนให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งระบบเขต และระบบสัดส่วนเพื่อไปคานเสียงจากอีสาน
     ส่วนคนไทยทั้งมุสลิม และพุทธในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ในสภาพทุกข์หนักกับเสียงระเบิด และความรุนแรงมายาวนาน ผ่านจาก "ความกลัว" จนกลายเป็น "ไม่กลัว" แต่กลายเป็น "สิ้นหวัง" กับการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานมากแล้ว
    การแสดงพลังเมื่อการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.49 ที่ปฏิเสธพรรคไทยรักไทยที่มีกลุ่มวาดะห์เป็นแกนนำยังไม่ได้หายไปไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความหวังมากนักกับคนเก่าคนใหม่ของพรรคเก่า และพรรคใหม่ที่เสนอตัวในการเลือกตั้งครั้งนี้
     อารมณ์ความรู้สึกทางการเมืองของคนเหนือในเขตเมืองกับนอกเมืองไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก  "ความกลัว" ของผู้คนในพื้นที่ตอนบนของประเทศไม่ค่อยชัดเจน อยู่ในสภาพจะเอากันยังไงก็ได้ขอให้บ้านเมืองกลับสู่สภาพปกติเสียที ไม่ได้สนใจว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะสัญญาอย่างไร ไม่ค่อยยึดติดว่าจะเลือกพรรคไหน แต่ "ความกลัว" เจ้าพ่อเจ้าแม่อิทธิพลท้องถิ่นยังมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินเลือกใครเป็นผู้แทน
     ส่วนคนภาคกลาง และตะวันออก ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะช่วยทำให้บ้านเมืองดีขึ้นได้อย่างไร  อารมณ์ของผู้คนไม่ได้แตกต่างจากคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากนัก เหม็นเบื่อผู้แทนพรรคการเมืองที่เสนอตัวมาให้เลือกส่วนใหญ่เก่าเป็นรุ่นโบราณ และสืบทอดทายาททางการเมือง แม้ว่าไม่เคยทำผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันพอเชิดหน้าชูตาได้เลย
     เราจะก้าวข้าม "ความกลัว" แปรเปลี่ยนให้เป็นพลังในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้อย่างไร เมื่อบรรยากาศของบ้านเมืองอยู่ในสภาพความกลัวแบบวิตกจริตบนความกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่
    จึงทำให้ "บ้านเมืองของเรา" ปกคลุมไปด้วย "ความกลัว" ที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงวิธีการเอาชนะ "ความกลัว" เพื่อจะได้ก้าวพ้นสารพัด "ความกลัว" ออกไปสู่ "แสงสว่าง" เสียที เท่าที่นึกออกในเวลานี้  อาทิเช่น
                  คนกรุงเทพฯ และคนเมืองในเขต 1 ของทุกจังหวัดที่อยู่ในสภาพวิตกจริต "กลัว" ว่าการเมืองหลังเลือกตั้งจะไม่จบสิ้นความขัดแย้ง
                  จงตัดสินใจอย่างกล้าหาญเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งที่เห็นว่าจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น เลือกแบบยกทีมในทุกเขตเลือกตั้งเพื่อให้เกิดคะแนนทวีคูณให้พรรคการเมืองนั้นชนะอย่างเด็ดขาดในขอบเขตทั่วประเทศ โดยไม่ต้องออกอาการลังเลหรือวอกแวกหลายใจเลือก 3 คน จาก 3 พรรค เพื่อให้ไปคานอำนาจกันในสภา แนวทางการเลือกตั้งแบบนี้จะยิ่งทำให้การเมืองขัดแย้งหนักกว่าเดิมเมื่อไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งครองเสียงข้างมากชัดเจน
                  คนอีสานที่เป็นเสียงชี้ขาดว่าพรรคการเมืองไหนจะได้ ส.ส.มากที่สุด
    
      จงสลัดความกลัวว่ารัฐบาลใหม่จะไม่มีใครใส่ใจรักษานโยบายประชานิยมที่ทำให้คนอีสานได้ประโยชน์โดยตรงแบบเต็มๆ เพราะความกลัวเช่นนี้น่าจะเป็นเพียงความกลัวไปเองแบบไม่มีเหตุผลรองรับต่อไปแล้ว เพราะทุกพรรคการเมืองทั้งเก่า และใหม่แข่งขันกันเสนอนโยบายประชานิยมที่แทบไม่แตกต่างจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย 
      จงตัดสินใจเลือก "คนดี-คนซื่อสัตย์" ไปเป็นผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้แน่ใจว่าผู้แทนไม่ได้เข้าไปหากิน หาประโยชน์เข้าตัวเองแบบที่ผ่านๆ มา  ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนคนอีสานที่เสียงไม่ค่อยดังพอเมื่อเทียบกับคนกรุงเทพฯ ที่เสียงน้อยแต่ดังกว่า
      ยังมีวิธีเอาชนะความกลัวอีกหลายอย่างที่จะต้องช่วยกันคิด หากสังคมไทยยังคิดแต่เชิงลบหดหู่ท้อแท้กับความกลัวที่ยังไม่เกิดขึ้นแล้วไม่หันมาคิดเชิงบวกที่มีความหวัง ด้วยการสลัดความกลัวที่ครอบงำสังคมจนอยู่ในสภาพวิตกจริตว่าหลังเลือกตั้งบ้านเมืองจะยังขัดแย้งไม่สงบสุข
     "ความกลัว" จะกลายเป็น "ความจริง" ที่เลวร้ายกว่าเดิมกลับมาทำร้ายตัวเราเองอย่างไม่สิ้นสุด หาใช่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อเปลี่ยนถ่ายจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลเลือกตั้งอย่างแท้จริง

เเหล่งที่มาhttp://www.thaioctober.com/smf/index.php?topic=2912.msg43763





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 18.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruarob

บทความนี้เขียนก่อนการเลือกตั้งนี่ครับ

ตอนนี้เลือกตั้งไปแล้ว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กิต วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้

ไม่กลัว


แต่ขี้เกียจ


บ่อยนักล้ำ


5555+


แต่ก็ต้องไป


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

การเมืองแบบไทยๆ .. เหนื่อยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน