*/
  • chicprecia
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-06-26
  • จำนวนเรื่อง : 124
  • จำนวนผู้ชม : 226571
  • จำนวนผู้โหวต : 41
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
<< กรกฎาคม 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม 2557
Posted by chicprecia , ผู้อ่าน : 3754 , 22:04:23 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน ดงละดอน , wansuk และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

ตามรอยเสด็จประพาสต้น อุทัยธานี – นครสวรรค์

เที่ยวละไม สุขใจอากาศสดชื่น

 

            เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา หลังจากเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวปล่อยขบวนคาราวาน ท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค 7 เส้นทางทั่วไทย กับโครงการเที่ยว 12 เดือนสุขใจให้พลังชีวิต ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยมีคุณอานุภาพ ธีรรัฐ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย คุณโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

              

              ภายในมีพิธีกรให้ความบันเทิงและ ดาราพิธีกรรับเชิญ คุณเบนส์ พรชิตา ณ สงขลา มาร่วมงานในครั้งนี้ ด้วย  ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการนำร่องภายใต้ กลวิธีสร้างความสุขใจ ให้พลังชีวิต ภายใต้แนวคิด เที่ยวละไมสุขใจ สูดอากาศสดชื่น ประกอบด้วย 7 เส้นทางดังนี้

                1.ภาคใต้ – เส้นทางสุราษฏร์ธานี –นครศรีธรรมราช

                2.ภาคเหนือ- เส้นทางอุทัยธานี – นครสวรรค์

                3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ –เส้นทางนครราชสีมา  - บุรีรัมย์ –ศรีสะเกษ

                4.ภาคกลาง – เส้นทางกาญจนบุรี

                5.ภาคตะวันออก – เส้นทางปราจีนบุรี – สระแก้ว

                6.เส้นทาง- ระยอง – จันทบุรี

                7.เส้นทางไหว้พระจันทบุรี

                โดยมีการปล่อยขบวนกันแต่เช้า ณ สยามนิรมิต ถนนเทียนร่วมมิตร บรรยากาศคึกครื้นสนุกสนานเป็นอย่างมาก หลายคนสดชื่นเบิกบานถึงแม้วัยจะสูงไปบ้างแต่ก็ใจสู้ พิธีกรบนเวทีสอนโพสต์ท่า ถ่ายรูปก็สามารถทำกันได้หมด ผู้เขียนดูแล้วมีความสุขเมื่อเห็นทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส 

 

            ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมสัมผัสการเดินทางในครั้งนี้ ด้วย โดยเลือกเส้นทางภาคเหนือ เส้นทางอุทัยธานี –นครสวรรค์  ตามรอยประพาสต้น รัชกาลที่ 5  โดยมี อ.พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ เป็นอาจารย์บรรยายพิเศษ เรื่องราวประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ได้อย่างหน้าสนใจ ทำให้ลูกทัวร์ในครั้งนี้ถูกอกถูกใจเป็นอย่างยิ่ง  และการบรรยายให้ความรู้และชมVCD เพื่อสร้างความเข้าใจก่อนถึงสถานที่จริง   เราเริ่มออกเดินทางกันระหว่างเดินทางเราได้รับการดูแลจาก ไกด์สาวหัวใจสวย น้องยุ้ยและน้องนัทหนุ่มหล่ออัธยาศัยดี แห่งบริษัทเพื่อน ธรรมชาติ คอยดูแลลูกทัวร์ทุกท่านเป็นอย่างดี

            ทริปนี้เราใช้ถนนสายเอเชีย ผ่านอยุธยา-สิงห์บุรี-ชัยนาท-เลยแยกห่างน้ำสาคร ไปเล็กน้อย ให้มุ่งหน้าตรงไปนครสวรรค์ ก่อนถึงนครสวรรค์เจอภูเขาที่มีการตัดเส้นทางถนนเรียกว่าแยกอุทัยธานี ให้เลี้ยวซ้าย ก่อนข้ามสะพานให้เลี้ยวซ้ายขับลัดเลาะเลียบแม่น้ำไม่มากนักจะมองเห็นองค์พระปรางค์สีเหลืองได้อย่างชัดเจน

แพท่าเสด็จ

             สถานที่แรกที่เรามาถึงคือ  วัดพระปรางค์เหลือง  ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต.พยุหะคีรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นวัดที่เราตามร่องรอยเสด็จประพาสต้น ของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่  5 ทรงเสด็จมาวัดพระปรางค์เหลืองแห่งนี้ ถึง 3 ครั้ง  จากร่องรอยที่เหลืออยู่ที่ได้มีการอนุรักษ์เก็บเอาไว้นั้น ได้แก่ท่าแพที่มีเสาลวดลายแกะสลักที่อ่อนช้อยงดงาม ยังคงมรรสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มองขึ้นมายังฝั่งวัดพระปรางค์เหลือง พบกองดินขนาดเตี้ยอยู่ด้านซ้ายมือ ทราบจาก มัคคุเทศน์ตัวน้อยประจำท้องถิ่นของเรา นำชมด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ซึ่งเค้าโครงนั้นมีเหลือให้เห็นน้อยเสียเหลือเกินจนไม่สามารถคาดเดาว่าส่วนยอดขององค์เจดีย์เป็นเช่นไร จึงยากต่อการที่จะบูรณะซ่อมแซมเจอแต่ฐานที่ทำด้วยอิฐคาดว่ามีการบูรณะในช่วงสมัยอยุธยา ซึ่งก่อนหน้านี้อาจมีการพบหินศิลาแลงที่ระบุว่าเป็นสมัยทวารวดีที่มีการบอกเล่าต่อ ๆ  กันมาแต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแต่อย่างใด  จากบันทึกทำให้ผู้เขียนทราบว่าหลวงพ่อเงินได้กราบทูล ต่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า บนกองอิฐนั้นน่าจะเป็นองค์พระปรางค์ เล็ก ๆและมีการนำสีเหลืองมาทาไว้  จึงเห็นสมควรชื่อพระปรางค์เหลือง 

เดินลัดเลาะริมฝั่งเจ้าพระยา


                ถัดมานั้นมีพระอุโบสถหลังเล็กๆ  มีการนำเครื่องลายครามสังคโลกมาประดับตกแต่ง และที่หน้าสังเกต ช่อฟ้าใบระกา หน้าบรรณที่แปลกจากที่อื่น  เชื่อว่าเป็นฝีมือช่างชาวจีนเป็นผู้สร้างจึงมีการผสมผสานทางด้านวัฒนธรรมเข้าไป 

             เข้ามาภายในบริเวณวัดที่ดูร่มรื่นสะอาดตาระหว่างที่กลุ่มสมาชิกกำลังนั่งฟังการบรรยาย เนื่องจากผู้เขียนและกลุ่มเพื่อนเป็นคนที่ชอบสำรวจตรวจตราจึงออกเดินรอบ ๆ วัด ทำให้พบศิลปะสกุลช่างที่มีผลงานน่าสนใจยิ่ง คาดว่าเป็นสกุลช่างเมืองสรรคบุรี  ที่สร้างเจดีย์ล้อมรอบอุโบสถ และมีการแทรกเรื่องราวพุทธประวัติและความเป็นอยู่ในท้องถิ่นไว้เป็นจำนวนมาก น่าเสียดายที่ยังไม่มีใครเก็บบันทึกรวบรวมงานฝืมือปั้นของสกุลช่างเมืองสรรคไว้แต่อย่างใด  จึงขอเก็บภาพรายละเอียดรอบ ๆ วัดตามประสาคนซุกซนชอบดูและศึกษางานศิลปวัฒนธรรม เพื่อท่านผู้อ่านไปพบเจอที่ใด ก็จะทราบได้ทันทีว่าฝีมือเป็นช่างสกุลใด

งานปั้นสกุลช่างเมืองสรรคบุรี

 


              ภายในบริเวณวัดยังมีการอนุรักษ์เก๋งเรือที่ทำด้วยไม้สักทอง ที่ใช้เป็นยานพาหนะทางน้ำของพระครูพยุหานุสาสน์ หรือหลวงพ่อเงิน ในครั้งนั้น และใกล้ ๆ กันมีโซ่คล้องช้างเส้นใหญ่และหนักมาก หลวงพ่อเงินได้เลี้ยงช้างไว้จำนวน 3 เชือก เพื่อใช้เป็นพาหนะในกิจของสงฆ์ในสมัยนั้น    มีช้างชื่อพลายมะลิ เพศผู้ รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานโซ่เส้นนี้สำหรับช้างพลายมะลิ พร้อมกับแต่งตั้งหลวงพ่อเงินเป็นเจ้าคณะเมืองพยุหะคีรี ในคณะนั้นและที่สำคัญในครั้งนั้นหลวงพ่อเงินได้มีโอกาสรดน้ำมนต์จินดามณี ถวายรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ทรงบันทึกไว้ว่า “ณ ขณะนั้น แม้ในบันทึก เสด็จประพาสต้น ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ก็ได้กล่าวถึง ว่าพอได้ขึ้นท่าหน้าวัดพระปรางค์เหลืองแล้ว พระครูก็รดน้ำมนต์ให้ เย็นดี ถึงแม้กระนั้น ครั้งหลวงพ่อเงินท่านมรณะภาพลง ก็มีพระราชหัตถเลขาว่า "น่าเสียดาย"   ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการสืบทอดพระคาถาจิดามณี มายังเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ถือว่าเป็นโอกาสดีทำให้ผู้เขียนได้รับหัวเชื่อน้ำมนต์จินดามณี มาด้วยในครั้งนี้


            นอกจากนี้แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เมื่อครั้งที่รัชกาลที่  5 ได้เสด็จวัดพระปรางค์เหลือง และทรงได้พบกับเจ้าพระยาเทเวศร์ ที่มารักษาตัวที่นี้ด้วยวิธีการเหยียบฉ่าเช่นกัน ทรงทอดพรนะเนตร   วิธีการรักษาเหยียบฉ่าโบราณมีมาตั้งแต่อดีตกาล ถูกถ่ายทอดศาสตร์ความรู้มาจากเขมรโบราณโดยมียาสมุนไพรสด ตำให้แหลกผสมน้ำมันมะพร้าวที่ผ่าการเคี่ยวนำมาเป็นตัวประสานกับไฟที่มีเหล็กกระทะคว่ำอยู่บนกองเพลิงที่กำลังลุกโชนที่ร้อนระอุ

               ด้วยความที่เป็นศาสตร์เฉพาะด้าน การรักษาแบบเขมรโบราณที่มีมาตั้งในอดีต ทำให้ผู้เขียนต้องขอลองสักหน่อยเมื่อได้เดินทางมาถึงยังวัดเกาะหงส์ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์  ซึ่งที่ได้รับการถ่ายทอกจากวัดพระปรางค์เหลืองในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งผู้เขียนก็อดนึกไม่ได้ว่าการรักษาแบบนี้น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีที่มีการสร้างอโรคยาศาล (โรงพยาบาลในปัจจุบัน)  จำนวน 102 แห่ง ในช่วงของอาณาจักรขอมโบราณก็เป็นได้ 

              พินิจพิเคราะห์ว่าทำไมถึงเรียกว่าเหยียบฉ่า นั่งมองดูเห็นหมอผู้รักษาใช้สนเท้าจุ่มลงไปในน้ำมันที่ชุ่มไปด้วยสมุนไพรสดนำไปเหยียบลงบนเหล็กที่ร้อนด้วยอุณหภูมิของไฟที่ร้อนจัดทำให้มีประกายไฟติดขึ้นมาจนเสียงดังฉ่า แล้วจึงนำเท้ามาเหยียบรักษาลงบนคนไข้ที่มีอาการปวดเมื่อยขัด เหน็บชา อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ พอเสียงดังฉ่า กับประกายไฟ คงจะเป็นที่มาของการเรียกชื่อ ระหว่าที่ทดลองด้วยตนเองเนื่องจากมีอาการชาที่ปลายมือ จึงให้หมอเหยียบที่แขนและมือในเบื้องต้น เหยียบไปก็สัมภาษณ์กันไป ก็ถาม ๆ กันว่าร้อนหรือไม่เวลาเหยียบไฟ หมอผู้รักษาบอกว่าไม่ร้อน ปกติดีไม่ได้มีอาการปวดแสบร้อนพุพองแต่อย่างใด เพราะมีการบริกรรมคาถาดับพิษไฟ ส่วนสมุนไพรและน้ำมันเป็นตัวประสานช่วยในการเหยียบทำให้ลื่นไหลง่ายมากขึ้นในการรักษา เหยียบผ่านไปได้ 40 นาที ผลงานออกมาถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่คงต้องมีเวลาสัก 2 ชั่วโมงน่าจะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น   ปัจจุบันที่วัดพระปรางค์เหลืองไม่ได้มีการถ่ายทอดศาสตร์นี้แล้ว หากท่านจะลองรักษาต้องไปวัดเกาะหงส์ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดคะ     การตามรอยเสด็จประพาสต้น ยังไม่จบเพียงแค่นี้ติดตามได้ในตอนต่อไป.......

 

พาเที่ยวไปกับ..............โชติกา วีรนะ

BY: CHOTIKA WEERANA


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ดงละดอน วันที่ : 04/07/2014 เวลา : 14.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaya2508

ศิลปะสกุลช่าง แลดูงดงามจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
wansuk วันที่ : 04/07/2014 เวลา : 13.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

7 เส้นทางท่องเที่ยว ช่วงโลว์ซีซั่นของทางภาคเหนือ ภาคใต้
มาเที่ยวภาคกลาง ภาคตะวันออกกันค่ะ น่าสนใจมาก

ความคิดเห็นที่ 3 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
chicprecia วันที่ : 04/07/2014 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toranee

ยังมีอยู่คะใครผ่านไปอุทัย นครสวรรค์แวะลองกันได้คะ ผู้เขียนก็ว่าจะไปซ้ำคะ เป็นศาตร์วิชาการรักษาแบบขอมโบราณ ผู้เขียนคาดว่าน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยทวาราวดี จากการลงพื้นที่สำรวจโดยรอบอโรคยาศาล จ.สุรินทร์ มักเจอสมุนไพรที่อดีตคาดว่าน่าจะปลูกไว้เพื่อทำการรักษาผู้บาดเจ็บ ด้านกระดูก เหมือนหมอน้ำมันไพลในสมัยก่อน อาจเป็นการถ่ายทอดตำรับยาและคาถาดับพิษไฟต่อ ๆ กันมา

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Chaoying วันที่ : 04/07/2014 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา..เจ้าหญิงไปงานแพทย์แผนไทย จัดที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ รังสิต มีบางจังหวัดมาจัด นวดแบบนี้ เอาเท้าอังไฟ แล้วนวดด้วยน้ำมันร้อนๆ ค่ะ เสียดายไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปไป

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 04/07/2014 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เคยอ่านเจอมาเหมือนกันครับ
วิธีการรักษาเหยียบฉ่าโบราณ
ไม่นึกว่ายังมีมาจนถึงปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน