*/
  • chicprecia
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-06-26
  • จำนวนเรื่อง : 124
  • จำนวนผู้ชม : 226911
  • จำนวนผู้โหวต : 41
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
<< มกราคม 2017 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม 2560
Posted by chicprecia , ผู้อ่าน : 2786 , 12:14:57 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน feng_shui โหวตเรื่องนี้

 

พระพุทธรูปมงคลศักดิ์สิทธิ์โบราณ กราบพระพุทธปฎิมาในพระมหากรุณาพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า

             เริ่มต้นพุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วยความเป็นสิริมงคล แห่งชีวิต เชิญชวนทุกท่านน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบูรพมหากษัตริย์ไทย เป็นโอกาสสุดพิเศษ ที่ไม่ควรครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้มีโอกาส กราบบูชาพระพุทธปฎิมาในพระมหากรุณาพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า  โดยได้อัญเชิญพระพุทธรูปมงคลศักดิ์สิทธิ์โบราณ จำนวน ๑๐ องค์  เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ากราบสักการะ  ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์  พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร

                โดยทั้ง ๑๐ องค์ มีความงดงามทางศิลปะที่แตกต่างกันออกไปตามยุคสมัย โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในสมัยสุโขทัย เป็นประธาน และอีก ๙ องค์ มีความเชื่อมโยงกับพระบุรพมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

                ๑.พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัย –ล้านนา  โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงอัญเชิฐมาจากเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๘ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองประเทศไทย  ซึ่งตามหนังสือที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง  ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ฉบับหลวงวิจิตร วาทการ ได้กล่าวไว้ว่า “ พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ลังกาได้ทรงสร้างขึ้นมา เมื่อ พ.ศ. ๗๐๐ ได้เข้าสู่สยามในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งสมัยต้นที่ประเทศสยามได้กำเนิดขึ้นฉะนั้นจึงต้องนับว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของสยามอย่างแท้จริง”และนัยแห่งการบูชา เพื่อน้อมรำลึกถึงพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย พระกษัตริยาธิราชเจ้าซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของแผ่นดินไทย

                ๒.พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑  พระพุทธรูปแสดง “อภยมุทรา” ภาษาสันกฤต คำว่า “อภยะ” แปลว่า ไม่มีภัยหรือไม่กลัวภัย คำว่า “มุทรา” แปลว่าการแสดงท่าด้วยมือ” ดังนั้นจึงมีความหมายว่า”ท่าที่แสดงให้เห็นถึงความไม่มีภัยหรือไม่หวั่นเกรงภัย” ครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชอุทิศพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ตามที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ สร้างขึ้นจำนวน ๓๔ องค์ เพื่อถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินสยามรัชกาลต่าง ๆ ในกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี กำหนดให้พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นพระพุทธรูปประจำสยามรัชกาลที่ ๑๘ คือรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช “


                ๓.พระพุทธรูปปางจงกรมแก้ว ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ ที่มาของพระพุทธรูปปางจงกรมแก้ว ตามพระพุทธประวัติตอนหนึ่งว่าสัปดาห์ที่ ๓ หลังตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จฯ จาก    อนิมิสเจดีย์แล้ว ทรงปรารถนาจะกระทำการปาฏิหาริย์เพื่อระงับเสียซึ่งความสงสัยของเทวดาในการตรัสรู้ ฯ ของพระองค์ จึงทรงหยุดกลางทาง ระหว่างต้นอชปาลนิโครธ กับอนิมิสเจดีย์ พระองค์เนรมิตที่รัตนจงกรมในอากาศ ทิศเหนือแห่งมหาโพธิ์พฤกษ์ แล้วเสด็จพุทธดำเนินจงกรมอยู่ ณ ที่นั้นจึงได้นามต่อมาว่า รัตนจงกรมเจดีย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง    อานิสงค์การเดินจงกรมไว้ ๕ ประการ คือ  ๑.ทำให้อดทนต่อการเดินทางไกล ๒.ทำให้อดทนต่อการทำความเพียร ๓.ทำให้มีอาพาธ คือ ความเจ็บป่วยไข้น้อย ๔.ทำให้อาหารมีรสและย่อยได้ง่าย และ๕.สมาธิที่ได้ขณะจงกรมย่อมตั้งอยู่นาน 

                พระพุทธรูปปางจงกรมแก้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาให้จารึกข้อความให้พระพุทธรูปปางจงกรมแก้ว เป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระนารยณ์มหาราช”

                ๔.พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา  ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕ ลักษณะเป็นรูปเคารพประทับนั่ง พระหัตถ์ประสานในอิริยาบถเข้าสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานคล้ายแท่นหิน ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ติดต่อกัน ๖ ปี จนมีพระวรกายผอม ได้รับทุกขเวทนาแต่ก็ไม่สามารถบรรลุวิมุติธรรมได้ การสร้างพระพุทธรูปปางทุกรกิริยา ศิลปะเหมือนจริง มีความมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงความเพียรปฎิบัติได้ยากยิ่งหาที่เปรียบไม่ได้ก่อนการตรัสรู้ฯของพระพุทธองค์และให้ตระหนักถึง การบำเพ็ญเพียรโดยการทรมานตนเองเกินไป ที่ไม่ใช่สายกลาง ทำให้ทรงละเลิกเสียจึงค้นพบการปฎิบัติทางสายกลางที่นำไปสู่การดับทุกข์

        เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชอุทิศพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นจำนวน ๓๔ ปาง  ถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินสยามรัชกาลต่าง ๆ ในกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี  พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกริยาองค์นี้ ทรงสถาปนาขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนา ทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศล เฉพาะต่อเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งได้ครอบครองพระราชสมบัติ ตั้งกรุงที่แขวงเมืองธนบุรี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”


         ๕.พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ศิลปะล้านนา ยุคกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พระพุทธรูปแสดงพระหัตถ์ขวาคว่ำบนพระชานุเบื้องขวา นิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๕ ชี้ลงแผ่นดิน พระหัตถ์ซ้ายหงายขึ้นวางบนพระเพลา ประทับในอิริยาบถขัดสมาธิเพชร ลักษณะท่านั่งเช่นนี้ เรียกว่า วัชรปรรยัง กาสนะ หรือวัชราสนะ หรือปัทมาสนะ เป็นคำสันกฤต มีกำเนิดในอินเดียภาคเหนือ ซึ่งเป็นพระพุทธศานาฝ่ายมหายาน/วัชรยาน ในประเทศไทยพระพุทธรูปแสดงอิริยาบถเช่นนี้ นิยมเรียกว่าปาง มารวิชัย ส่วนการแสดงท่าพระหัตถ์รูปแบบนี้ภาษาสันกฤต เรียกว่า ภูมิสปรรศมุทรา หรือท่าสัมผัสแผ่นดิน มีความหมายถึง การใช้พระหัตถ์เรียกแผ่นดินหรือพระธรณีให้เป็นพยานการสั่งสมบารมีแต่ปางบรรพ์ของพระพุทธองค์ที่นำไปสู่การตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในชาตินี้   ส่วนในอินเดียถาคใต้ ศรีลังกา พระพุทธรูปปางมารวิชัยจะอยู่ในอิริยาบถนั่งสมาธิราบ(ปรรยังกาสนะ) บางแห่งถือว่าปางนี้ แสดงถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หลังจากที่เอาชนะมาร (มารวิชัย)หรือพิชิตการผจญของมารได้แล้ว

               พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ๓๗ องค์ ประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น ๓๔ องค์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงจารึกพระนามเพิ่มเติมอีก ๓ องค์ รวมทั้งหมด ๓๗ องค์ แต่ละองค์ถวายพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์แต่ละรัชกาล ประหนึ่งพระพุทธรูปประจำรัชกาล ไม่ซ้ำกัน พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชรถือเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก”

 

                ๖.พระพุทธรูปปางสมาธิเพชร  ศิลปะล้านนา พระพุทธรูปองค์นี้ เรียกขานว่า “พระพุทธรูปหลวงพ่อนาก” หรือ “หลวงพ่อนาก” เนื่องจากองค์พระมีสีสุกปลั่งเหมือนนาก พบที่เจดีย์โบราณวัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุนนาค จังหวัดพะเยา  โดยมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลีและสันสกฤต กล่าวถึงพระราชายุธิษฐิรรามราช เจ้าเมืองพะเยาเป็นผู้สร้าง

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชนิยมในการหล่อพระพุทธรูป “ประทับขัดสมาธิเพชร” อย่างไรก็ดีตามตำราพระพุทธรูปปางต่างๆ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ระบุว่า “พระพุทธรูปปางสมาธิราบ” เป็น “พระพุทธรูปปางประจำวันพฤหัสบดี”  ดังนั้นวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงควรเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิราบ  ถึงกระนั้นความจาก พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทำให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงหล่อพระพุทธรูปเท่าจำนวนพระชนมพรรษา แต่เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเพชร  “...มีอาการนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย แปลกกับปางเดิมไปอีกอย่างหนึ่งและเปลี่ยนลักษณะอาการส่วนสัดตามพระราชประสงค์และฐานนั้นก็ทำเป็นกลีบบัวคว่ำบัวหงายอย่างโบราณไม่เป็นฐานพระพิมพ์อย่างแต่ก่อน...”  ทั้งนี้คงเพื่อให้แตกต่างจากพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระองค์ (รัชกาลที่ ๔) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิราบ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

 

                 ๗.พระพุทธรูปปางขอฝน  ศิลปะรัตนโกสินทร์  รัชกาลที่ ๖ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)เสนาบดีกระทรวงวัง ถวายพร้อมทั้งตู้แปดเหลี่ยมสลักปิดทอง  

                 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาในปางขอฝน (พระคันธารราฐ) ตามความที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือนว่า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ พระพุทธรูปที่เหลือจากทรงพระราชอุทิศถวายพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนมีอยู่สองปาง คือ พระลองหนาว และพระคันธารราฐ จึงได้ทรงเลือกพระคันธารราฐเป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาและเพราะเหตุที่ท่านผู้ใหญ่เห็นว่า เมื่อก่อนปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประสูตินั้น ฝนแล้ง ข้าวในนาก็เสียมาก เมื่อปีที่ประสูติต้นปีก็ฝนแล้ง แต่เมื่อเวลาประสูติ ในทันใดนั้นฝนตกมาก ตามชาลาในพระราชวังท่วมเกือบถึงเข่า เห็นกันว่าเป็นการอัศจรรย์อยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เป็นหน้าที่สำหรับทำพิธีฝนแต่เล็กมา จึงได้ตกลงกันให้ใช้พระคันธารราฐเป็นพระประจำพระชนมพรรษา พระพุทธรูปปางขอฝน (พระคันธารราฐ) ประจำพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งแบบวัชราสนะเหนือปัทมาสน์กลีบบัวคว่ำและกลีบบัวหงาย มีเกสรบัวประดับทั้งตอนบนและตอนล่าง บริเวณฐานมีตราพระเกี้ยวเป็นสัญลักษณ์ แต่เนื่องจากในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไม่มีพระพุทธรูปปางขอฝนประทับนั่ง จึงใช้พระพุทธรูปปางขอฝนประทับยืนในการจัดแสดงครั้งนี้แทน  เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

 

            ๘.พระพุทธรูปปางลองหนาว  ศิลปะล้านนาพุทธศตวรรษที่ ๒๒ –๒๓ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน พระพุทธรูปปางลองหนาว เป็นพุทธปฎิมาที่หาได้ยาก เหตุการณ์พระบรมศาสดาทรงจีวรคลุม   พระวรกายเพื่อทดลองความหนาวนี้ ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขัยธกะ ระบุว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระดำเนินขากนครราชคฤห์ไปนครเวสาลี (ไพศาลี) แคว้นวัชชี ระหว่างทางได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุหลายรูปหอบผ้าพะรุงพะรัง จึงทรงพระดำริว่าจะตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงทดลองห่มจีวรคลุมพระวรกายตลอดราตรีในฤดูหนาว ทรงจีวร ๔ ผืนพอทนหนาวได้จนรุ่งสาง พระพุทธองค์ ทรงดำริว่า “กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ ที่เป็นคนขี้หนาว กลัวต่อความหนาว ก็อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอ เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย เราจะพึงอนุญาตไตรจีวร” ซึ่งไตรจีวร ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุยาตแก่ภิกษุสงฆ์นั้น ได้แก่ ผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าอุตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว

          สำหรับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสร้างพระปางลองหนาว  เหตุที่เลือกปางนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีทัศนะว่า  “เป็นปางที่สมควรแก่พระประสูติมงคลสมัยอันมีในเหมันตฤดูกาลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”

 

                    ๙.พระพุทธรูปปางสมาธิใต้ร่มโพธิ์เหนือมารผจญ เป็นศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑  เป็นของสมเด็จสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เดิมอยู่ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รักาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙  ทรงประทับที่พระตำหนักเพชร ในวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

                    พระพุทธรูปปางสมาธิใต้ร่มโพธิ์เหนือมารผจญเป็นลักษณะที่พบได้ยากในพระพุทธรูปปางสมาธิ พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะแสดงให้เห็นถึงการชนะมาร เหล่ามารหรือกองทัพมาร ที่อยู่ใต้ฐานดอกบัว กำลังแสดงความเคารพพระพุทธองค์อยู่ โดยมีพญาช้างที่พาหนะของพญามารกำลังแสดงความนอบน้อมด้วยงวงชูดอกบัวบูชา อันหมายถึงยอมแพ้ศิโรราบแล้ว ดังนั้นพระพุทธองค์จึงสู่อิริยาบถสมาธิ  แสดงถึงการตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ พระองค์ถึงความหลุดพ้นหรือบรรลุถึง “พุทธิปัญญา” ที่แทนด้วย “โพธิ์พฤกษ์” ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไป ณ เบื้องบน เมื่อหวนระลึกจึงไม่ต่างกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะความยากจนของพสกนิกร นำพาประชาราษฎร์ของพระองค์ออกจากห้วงทุกข์เข็ญ ประชาราฎร์ร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระเมตตาบารมีภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร

                  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ซึ่งเสด็จสวรรคตในวันพฤหัสที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ พระพุทธรูปประจำวันพฤหัสคือ พระพุทธรูปปางสมาธิ  พระพุทธรูปปางสมาธิที่มีลักษณะพิเศษองค์นี้ จึงสมควรแก่การนำมาประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เพื่อให้ประชาชนสักการบูชาในศุภวาระขึ้นศักราชใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระธรรมราชาธิราชอันเป็นที่รักเทิดทูนประทับอยู่ในจิตใจของพสกนิกรไม่เสื่อมคลาย  น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

 

                และ ๑๐.พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๗ โดยปกติแล้วในช่วงสมัยสุโขทัยนิยมสร้างพระพุทธรูปในอิริยาบถลีลา (เดิน) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสมัยนั้น พระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติองค์นี้ จัดว่าเป็นรูปแบบพิเศษที่หาได้ยากในศิลปะสุโขทัย โดยเปรียบได้กับพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปปางห้ามญาติเป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เนื่องด้วยทั้งสองพระองค์ทรงพระราชสมภพในวันจันทร์ พระพุทธรูปปางห้ามญาตินี้เป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันจันทร์ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”


                ในศุภวาระฤกษ์ดีปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐ พระพุทธรูปปางต่างๆ ข้างต้น ๙ องค์ นำมาประดิษฐานเพื่อการสักการบูชา น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและส่งพลังบุญกุศลถวายแด่พระ        บุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตทั้ง ๙ พระองค์  สำหรับพระพุทธรูปปางห้ามญาติองค์นี้ นำมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นองค์ที่ ๑๐ พร้อมกันไปด้วย เพื่อแสดงถึงโอกาสพิเศษ ให้ประชาชนร่วมกันบูชาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๐ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ทั้งยังสอดคล้องกับการเป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระองค์ เนื่องด้วยพระองค์ทรงพระราชสมภพในวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕  

            กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงได้จัดกิจกรรมพิเศษสักการะพระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “กราบบูชาพระพุทธปฏิมาในพระมหากรุณาพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า” นี้ จะจัดแสดง ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันนี้– ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ ระหว่างเวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

 

พาเที่ยวไปกับ....โชติกา 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 09/01/2017 เวลา : 19.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ไปมาแล้วขะ ว่าจะไปอีก เพราะวันที่ไป มีเวลาน้อย ไม่ได้เดินชมโดยรอบให้ทั่ว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน