*/
  • ชมวิวทิวทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 172
  • จำนวนผู้ชม : 413486
  • จำนวนผู้โหวต : 50
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม 2555
Posted by ชมวิวทิวทัศน์ , ผู้อ่าน : 2854 , 07:47:03 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ชายสามหยด โหวตเรื่องนี้


บทความ : พระนอนสวมเทริด โดย อ.เจริญ ตันมหาพราน นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น

ขอขอบคุณภาพถ่ายสะสมของ อ.เจริญ ตันมหาพราน


พระนอน พุทธศิลป์ของปักษ์ใต้ที่มีเพียงองค์เดียวในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ในวัดเล็กๆ ในท้องที่หมู่ที่ ๑ ตำบลน้ำผุดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โดยมีพุทธลักษณะแบบพื้นเมืองแตกต่างจากพระนอนองค์อื่นๆ แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ มีการสร้างเทริดประดับไว้บนพระเศียรขององค์พระ โดยมีที่มาจากตำนานต่างๆ ได้แก่


ตำนานเกี่ยวกับวัดภูเขาทองแห่งนี้บันทึกว่า ก่อนที่วัดภูเขาทองจะอุบัติขึ้นนั้น ในอดีตเป็นภูเขามีทะเลล้อมรอบ มีร่องน้ำไหลผ่านลอดถ้ำสามารถผ่านไปทะลุอีกด้านหนึ่ง ชาวเรือจะอาศัยทางลัดนี้แล่นเรือสัญจรไปออกสู่ทะเล เพื่อติดต่อค้าขายระหว่างเมืองพัทลุง ตรัง กันตัง ต่อมาจึงได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ตรงหน้าถ้ำอันเป็นห้วงน้ำวนไว้สักการะ (ในปัจจุบันเป็นลานซีเมนต์มีพระพุทธรูปยืน ปางลีลาที่ประดิษฐานอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่)

  

สถานที่ตั้งวัดไม่มีผู้ใดมาถวายให้ อาศัยที่มีพระพุทธไสยาสน์เก่าแก่ตั้งมาก่อน แต่ขาดผู้มาทำนุบำรุงจนกลายเป็นวัดร้าง จนกระทั่งราวปี พ.ศ.๒๔๖๕ ได้มีการตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้น ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า“สำนักสงฆ์เขาชุมทอง” อันหมายถึงบริเวณที่มีทองชุกชุม

  


ครั้นถึงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ ได้รับวิสุงคามสีมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ภายในเนื้อที่ทั้งหมด ๓๑ ไร่ ๕๐ ตารางวา มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า“วัดภูเขาเขาทอง โดยมีท่านพระครูปาน จนทวณโณ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกมีชื่อว่า“วัดเขา” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกอย่างสั้นๆว่า“วัดเขา” เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ภูเขาหลักที่สูงตระหง่าน เมื่อเข้าไปสัมผัสใกล้ๆจะพบกับเพิงผาหินกว้าง ภายใต้เป็นลานดินทรายขาวสะอาดสลับกับผลไม้นานาชนิดสลัดกิ่งใบชูช่อออกดอกสด ใส พลิ้วไหนไปมาตามกระแสลมพัดโชยอย่างไม่ขาดสาย

 

 

พระครูโอภาสธรรมวิมล (อาจารย์นวล ชุตินุธโร) เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน เล่าถึงประวัติวัดภูเขาทองว่า ในกาลครั้งหนึ่งมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง คือตาสามโมกับยายเพชร มีบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลฝาละมี อำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง ตาสามโมมีความชำนาญในด้านการจับช้างและนำมาฝึกหัดให้เชื่องก่อนที่จะนำส่งไป ให้พระเจ้ากรุงทองที่เมืองสทิงพาราณสีปีละหนึ่งเชือก อยู่มาวันหนึ่งตาสามโมได้พาเมียไปเข้าป่า บังเอิญไปพบทารกน้อยเพศชายคนหนึ่งในป่าไผ่เลี้ยง พอเดินไปถึงป่าไผ่ตงก็ได้พบทารกน้อยเพศหญิงในป่าไผ่ตง ตายายอยู่กินกันมานาน แต่ไม่มีลูกสืบสกุลจึงมีความเอ็นดูเด็กน้อยทั้งสองคน จึงได้นำกลับมาเลี้ยงที่บ้านพระเกิด พร้อมกับทั้งชื่อกุมารน้อยว่า“เจ้าหน่อ”หรือ“กุมาร” ส่วนบุตรสาวมีผิวพรรณขาวสะอาดก็ให้ชื่อว่า“เลือดขาว”

 

ตาสามโมได้ถ่ายทอดวิชาคชศาสตร์ให้กับบุตรบุญธรรมจนเติบโตเป็นหนุ่มสาว จึงได้จัดการให้คนทั้งสองแต่งงานกัน หลังจากนั้นไม่นานตายายก็ถึงแก่กรรมทั้งคู่ ตำแหน่งนายกองช้างจึงตกอยู่กับเจ้าหน่อและนางเลือดขาว ต่อมาคนทั้งสองได้รำลึกถึงบุญคุณของตายายที่ได้เลี้ยงตนจนเติบใหญ่ จึงได้ช่วยกันหักล้างถางพงบริเวณริมคลองบางแก้ว สร้างเป็นอุโบสถ วิหาร กุฏิ พระพุทธรูป เพื่ออุทิศกุศลให้กับพ่อแม่บุญธรรมที่ล่วงลับไปแล้ว

ครั้นราว พ.ศ.๑๔๙๓ เจ้าหน่อและนางเลือดขาวทราบข่าวพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๒ เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเตรียมการบูรณะเสริมสร้างพระบรมธาตุที่เมือง นครศรีธรรมราชให้เป็นไปตามอย่างที่ลังกาสร้างเอาไว้ เมื่อเจ้าเมืองต่างๆทราบ จึงพยายามช่วยเหลือในการบูรณะครั้งนี้ ด้วยการนำทรัพย์สินเงินทองไปร่วมถวายเป็นพุทธบูชา บรรจุเอาไว้ในองค์พระธาตุ

 

เจ้าหน่อและนางเลือดขาวได้ขี่ช้างจากบางแก้วมาถึงเมืองตรัง โดยพักแรมค้างคืนอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง พร้อมกับสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์พระพุทธสิหิงค์ พร้อมกับได้จำลองพระพุทธรูปสิหิงค์ไว้ที่วัดองค์หนึ่ง พอมาถึงเมืองนครศรีธรรมราชปรากฏว่า องค์พระมหาเจดีย์ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เจ้าหน่อและนางเลือดขาวได้ตัดสินใจนำทรัพย์สินของมีค่าเหล่านั้นบรรจุไว้ที่ ถ้ำภายใต้เขาชุมทองและเขาหลักจันทร์(เขาโหรง) พร้อมกับอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยพิทักษ์รักษา เพื่อที่จะได้นำสมบัติไว้สมทบในการสร้างในภพอื่นต่อไป

 

เจ้าหน่อและนางเลือดขาวได้สร้างพระพุทธไสยาสน์สวมเทริดครอบพระเศียรไว้หน้า ปากถ้ำที่เขาหลักจันทร์และเขาชุมทองทั้งสองแห่ง ในแต่ละแห่งได้ผูกคำกลอนปริศนาธรรมตามแบบฉบับของครูโนราว่า“ลำแตนมีเลนครอบ ศพ ผู้ใดแก้จบ ทำกินไม่รู้สิ้น” อีกบทหนึ่งคือ“หนองหัดมีพัดเสมา มีทุ่งหญ้าคา มีป่าเรียงๆ(ต้นเหรียง)” ต่อมามีชาวต่างชาติที่มาทำเหมืองแร่ในบริเวณนั้นและสามารถไขปริศนาที่เขาหลักจันทร์ได้ จึงได้ขนทองคำกลับไปยังบ้านเมืองของตน นับแต่นั้นมาเขาหลักจันทร์ได้ทำคนช่วยกันทำลายย่อยยับ จนไม่มีการสร้างขึ้นมาทดแทนใหม่ ในปัจจุบันคงเหลือพระพุทธไสยาสน์ที่วัดภูเขาทองเท่านั้น

 


สำหรับพระพุทธไสยาสน์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดภูเขาทองมีลักษณะที่พิเศษคือ พระเศียรทรงเทริด(เครื่องประดับศีรษะ)อย่างมโนราห์ นับว่าแปลกกว่าที่อื่นและมีองค์เดียวในประเทศไทย โดยมีความยาวถึง ๘.๗๐ เมตร ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวางอข้อศอก วางฝ่าพระหัตถ์เสมอพระพักตร์ เค้าพระพักตร์บาง ตามพุทธลักษณะเป็นฝีมือแบบชาวบ้าน สันนิษฐานว่าผู้สร้างมีคงฐานะเป็นเพียงระดับเจ้าเมือง หากเป็นถึงเจ้าฟ้ามหากษัตริย์จะทรงสร้างตามคัมภีร์มหาปุริสลักษณะ

 

สภาพเดิมของพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ทำด้วยดินล้วนๆ ทั้งหมด แต่กาลเวลาที่เนิ่นนานทำให้เกิดชำรุดทรุดโทรม รวมทั้งมีการทำลายจากกลุ่มมิจฉาชีพที่มุ่งทำลายลักลอบเอาทรัพย์สินมีค่า ซึ่งบรรจุไว้ในองค์พระ เช่น พระเนตร มุกประดับรอบกงจักรที่ฝ่าพระบาท พระนขา(เล็บ)ที่ทำด้วยเปลือกหอย ชฎาหรือเทริดทรงมโนราห์ เดิมประดับด้วยแก้วอันแวววาว ถูกขโมยไปทั้งสิ้น มีหลักฐานที่ด้านหลังองค์พระมีการขุดเจาะและการทุบที่ด้านบนขององค์พระนอน ดังเหตุการณ์เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๓๖ พระพุทธรูปยืนสูงประมาณ ๑ เมตร จำนวน ๒ องค์ที่แกะสลักด้วยไม้จันทน์ที่อยู่คู่กับพระนอนมานานแสนนานได้อันตรธานหายไป

 

สาเหตุที่มีการเจาะทำลายองค์พระบรรทม มีเรื่องเล่ากันไว้ว่า สมัยหนึ่งที่ฝรั่งเข้ามาทำเหมืองแร่ที่บริเวณใกล้วัด ทราบว่าที่ตัวองค์พระบรรทมมีของมีค่าบรรจุอยู่ จึงมีการเจาะทำลายและได้ของมีค่าคือทองไป ปัจจุบันองค์พระบรรทมที่วัดภูเขาทอง โบกปูนทับองค์เดิมทำด้วยดินล้วนๆ ที่มีสีออกดำคล้ำต่อมานายเนื่อง ไพรินทร์ ได้นำปูนมาโบกและซ่อมบูรณะใหม่ หลังจากนั้นอาจารย์คลิ้ง ซึ่งเป็นพระกรรมฐานได้เข้ามาพัฒนาวัดภูเขาทองได้นำสีทองมาทาที่องค์พระบรรทม เพื่อให้เป็นที่กราบไหว้บูชาของอนุชนรุ่นหลังสืบไปและช่วยกันดูแลรักษา ทรัพยากรอันมีค่าที่นับประมาณมิได้ไม่ให้สูญหายไป

  

วัดภูเขาทองยังคงเป็นวัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นของไม้ป่านานาชนิดและผลไม้ที่ชาวบ้าน และพระได้ร่วมกันปลูกขึ้น เพิงผาหินกว้างเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของวัดที่ไม่เหมือนที่ไหน ประกอบกับพระนอนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้สร้างความน่าสนใจให้กับผู้ที่เดินทางมาเยือนเป็นยิ่งนัก ชาวบ้านในบริเวณนี้จึงมีความผูกพันกับวัดนี้มาช้านาน ร่วมกันทำนุบำรุงรักษาวัดจนมีความเจริญรุ่งเรือง ที่เคลือบแฝงอยู่ภายใต้ความสงบเงียบ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ชายสามหยด วันที่ : 21/08/2012 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

เป็นพระนอน ที่ดูแปลกตาและสวยงามมากครับ ที่สำคัญสวมเทริด ประดับบนศรีษะเหมือนโนราห์ จริงแหละครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน