*/
  • ชมวิวทิวทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 172
  • จำนวนผู้ชม : 413048
  • จำนวนผู้โหวต : 50
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
<< กันยายน 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน 2555
Posted by ชมวิวทิวทัศน์ , ผู้อ่าน : 3531 , 11:07:41 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทความ และภาพถ่ายสะสม โดย อ.เจริญ ตันมหาพราน  นักประวัติศาสตร์ชุมชน และนักเขียน

 

อ้างอิง บทความ

Copy//อีกหนึ่งประเพณีการทำบุญของชาวไทยเชื้อสายจีนที่วัดพนัญเชิง อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีการปรากฏร่องรอยของตำนานความเป็นมาสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมตามหลักพุทธศาสนามหายาน หรือจีนนิกาย ไว้อย่างน่าสนใจ 

 หลังจากวันสารทจีนผ่านพ้นไปราว ๓ วัน บรรดาชาวจีนจะมีงานเทศกาลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องปฏิบัติติดต่อกันยาวนานจนกว่าจะหมดเดือน ๗ (จีน) แต่ละสถานที่นิยมจัดงานแห่งละ ๓-๗ วัน โดยพิจารณาจากความเหมาะสมและความสะดวกเป็นสำคัญ วัตถุประสงค์ของงานนี้ คือ การบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้อย่างทั่วถึงกัน ผู้คนทั่วไปเรียกเทศกาลนี้ว่า “งานทิ้งกระจาดประจำปี”

 พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวเปรียบเทียบการทิ้งกระจาดของจีนกับการชิงเปรตในประเพณีเดือนสิบของภาคใต้ไว้ดังนี้ “เรื่องชิงเปรตนี้ดูไม่ผิดอะไรกับเรื่องทิ้งกระจาดของจีนที่เขากระทำในกลาง เดือน ๗ ของเขา ซึ่งตรงกับเดือน ๙ ของไทย คือ เขาปลูกร้านยกพื้นสูง นำเอาขนมผลไม้เป็นกระจาดขึ้นไปไว้ข้างบน นอกจากนี้ยังมีของมีราคา เช่น เสื้อผ้าหุ้มคลุมบนเครื่องสานไม้ไผ่คล้ายตะกร้า เมื่อถึงเวลามีเจ้าหน้าที่ ๒-๓ คนขึ้นไปประจำอยู่บนนั้น แล้วจับสิ่งของบนร้านโยนลงมาข้างล่างให้แย่งชิงกัน เดิมเห็นจะโยนทิ้งลงมาทั้งกระจาด จึงได้เรียกชื่อว่าอย่างนั้น ส่วนเสื้อผ้าโดยส่วนมากเป็นผ้าขาวม้า เขาทิ้งลงมาทั้งตะกร้าที่เอาผ้าติดไว้ ผลไม้และขนมโดยมากเป็นขนมเข่ง ที่ทิ้งลงมานั้นมีแต่พวกเด็กๆ และผู้หญิงแย่งกัน ส่วนผู้ชายไม่ใคร่แย่งเพราะคอยแย่งเสื้อผ้าดีกว่าผลไม้ และขนมที่ทิ้งลงมานั้นจะแย่งมาได้ก็เหลวแหลกบ้างเป็นธรรมดา แต่เสื้อผ้าที่ทิ้งลงมานี้แย่งกันจนขาดไม่มีชิ้นดี บางทีคนแย่งไม่ทันใจปีนร้านขึ้นไปแย่งกันบนนั้น เจ้าหน้าที่มีน้อยห้ามไม่ไหว คราวนี้ชุลมุนวุ่นวายกันใหญ่ถึงกับร้านทานน้ำหนักไม่ไหวพังลงมาก็เคยมี ต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นทิ้งสลากสำหรับเสื้อผ้า ส่วนของอื่นยังคงทิ้งลงให้แย่งกัน การทิ้งกระจาดของจีนเป็นการทิ้งทานให้แก่พวกผีไม่มีญาติ ส่วนการไหว้เจ้าชิดง่วยปั่วหรือสารทกลางปีของเขาเป็นการเซ่นผีปู่บ่าตายาย คือ ทำบุญให้แก่ญาติที่ตายไป”

 


หุ่นนักรบโบราณ ไต่สื่อเอี๊ยทำด้วยกระดาษ โครงร่างสานด้วยไม้ไผ่ แล้วระบายสีต่างๆให้สวยงาม สูงไม่ต่ำกว่า ๔-๕ เมตร

 

คตินิยมความเชื่อของคนไทยและคนจีนจะตรงกันอยู่อย่าง คือ ในวันสารทของทุกปี ประตูยมโลกจะถูกเปิดออก เพื่อปลดปล่อยให้พวกผีทั้งหลายได้กลับมาเยี่ยมญาติพี่น้องและรับเครื่องเซ่นไหว้จากลูกหลาน แต่ดวงวิญญาณเหล่านั้นจะมีอิสรภาพเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง พ้นจากนั้นจะถูกเรียกกลับคืนสู่แดนยมโลกดังเดิม เพื่อไปเสวยกรรมที่เคยสร้างไว้ระหว่างยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ในช่วงนี้ชาวจีนจะมีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษกัน เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที แต่ยังมีดวงวิญญาณบางดวงที่มีกรรมหนัก จึงมิได้ถูกปลดปล่อย หรือมิฉะนั้นก็เป็นดวงวิญญาณที่อ่อนแอ อาจถูกผีที่มีพละกำลังแข็งแรงกว่ามายื้อแย่งของเซ่นไหว้ไป วิญญาณบางดวงก็มีความหิวโหย เพราะญาติพี่น้องในโลกมนุษย์ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว บางทีอาจเสียชีวิตไปโดยที่ญาติพี่น้องไม่รู้ ผีจำพวกนี้คนจีนเรียกว่า”ฮอเฮียตี๋” จึงมักมาปรากฏกายให้เห็นในระหว่างช่วงเดือนนี้ เพื่อขอให้แผ่ส่วนบุญกุศลไปให้

 

สัญลักษณ์ที่สังเกตได้ง่ายในงานทิ้งกระจาด นอกจากมีกระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้าที่ทำด้วยกระดาษกองโตเท่าภูเขา เพื่อรอเวลานำไปเผาอุทิศไปให้ผู้ล่วงลับแล้ว นอกจากนี้ยังมีหุ่นขนาดยักษ์แต่งกายแบบนักรบโบราณ สวมเสื้อเกราะสีทอง ใบหน้าเขียวคล้ำ ใบหูสองข้างกาง จมูกโต ตาพอง มีเขี้ยวโผล่ออกมานอกปากอยู่ปลายริมฝีปากทั้งสอง ขนคิ้วเป็นเปลวเพลิงกำลังโชติช่วง อีกทั้งยังมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากปากด้วย

 หุ่นนักรบโบราณขนาดยักษ์นี้ทำด้วยกระดาษ โครงร่างสานด้วยไม้ไผ่ แล้วระบายสีต่างๆให้สวยงาม โดยจะมีส่วนสูงไม่น้อยกว่า ๔-๕ เมตร ถ้าเปรียบเทียบกับความสูงของคนทั่วไปแล้ว จะมีขนาดใหญ่กว่า ๓-๔ เท่า บางแห่งก็สร้างหุ่นเล็กๆ พอเป็นพิธี ชาวจีนต่างขนานนามหุ่นนักรบโบราณตนนี้ว่า “ไต่สื่อเอี๊ย”

 การตั้งหุ่นนักรบไต้สื่อเอี้ย เพราะต้องการเป็นสิ่งสมมุติแทนองค์พระโพธิสัตว์ทะเลใต้หรือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งตรงกับพระอวโลกิเตศวรของไทย มีหน้าที่คอยควบคุมบรรดาผีที่ออกจากยมโลก ให้กระทำการอยู่ในขอบเขตอันควร เพื่อป้องกันดวงวิญญาณที่มาเที่ยวบนโลกมนุษย์เพลินจนลืมกลับสู่ยมโลก

 


หุ่นนักรบโบราณ ไต่สื่อเอี๊ยสื่อถึงพระโพธิสัตว์หรือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งแปลงพระวรกายเป็นอสูรร้าย ทำหน้าที่คอยควบคุมบรรดาผีที่ออกจากยมโลกและพากลับสู่ยมโลก

 

นอกจากนี้ยังมีหุ่นกระดาษขนาดเล็กอีกสองตัว

หุ่นตัวแรก มีลักษณะคล้ายผู้สูงอายุ มีหนวดเคราสีขาว ใบหน้าเกลี้ยง สวมเสื้อผ้ามิต่างจากตัวละครในงิ้วจีน ในมือถือไม้เท้าคอยพยุงกาย ซึ่งเป็นตัวแทนของพระภูมิเจ้าที่ พวกคนจีนเรียกกันว่า “แป๊ะกง”

หุ่นตัวที่สอง หนุ่มกว่าแป๊ะกง สวมอาภรณ์ในชุดดำ สวมหมวกทรงกลมสูง ใบหน้าดำ แก้มแดง ในมือถือแส้และโซ่ตรวน คอยควบคุมดวงวิญญาณทั้งหลาย มีชื่อเรียกกันว่า "เฮ็กบ่อเซี้ย" ซึ่งหมายถึง "ยมทูต" มีหน้าที่คุมบัญชีรายชื่อผู้ตายและนำทางไปจับกุมดวง วิญญาณกลับไปจากโลกมนุษย์

อาณาบริเวณที่ตั้งหุ่นกระดาษเหล่านี้ ถูกสมมติให้เป็นอาณาเขตแห่งผีไม่มีญาติ ไม่ว่าผู้ใดจะอธิษฐานจิตและถวายของใดไปให้กับผู้ตาย ย่อมตกทอดไปถึงยังผู้ตายที่ยมโลกอย่างครบถ้วน เพราะมีท้าวยมราชและไต้สื่อเอี้ยคอยดูแลให้

 

 

บริเวณที่ตั้งหุ่นกระดาษถูกสมมติให้เป็นอาณาเขตแห่งผีไม่มีญาติ เพื่อให้คนได้อธิษฐานจิตถวายของ เช่น กองกระดาษเงินกระดาษทอง ที่จะอุทิศให้กับผู้ตายที่อยู่ในยมโลก

 

บางท่านอาจเกิดมีความสงสัยว่า เพราะเหตุใดองค์พระโพธิสัตว์จึงต้องจำแลงกายเป็นยักษ์ด้วย ซึ่งตำนานได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “เมื่อพระโพธิสัตว์ได้รับเทวบัญชาจากองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ให้นำสาส์นของผู้เป็นใหญ่แห่งเทพไปอ่านให้บรรดาดวงวิญญาณในนรกภูมิฟัง ให้ทราบถึงเวลาที่ถูกปลดปล่อยให้มาอยู่บนเมืองมนุษย์ อีกทั้งคอยควบคุมดูแลดวงวิญญาณเหล่านี้มิให้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้มนุษย์เดือดร้อน แต่การที่จะไปปรากฏกายในร่างของพระโพธิสัตว์ที่ทรงเปี่ยมไปด้วยน้ำพระทัยเมตตาแล้ว บรรดาดวงวิญญาณคงหาเกรงกลัวไม่ จึงจำเป็นต้องแปลงพระวรกายเป็นอสูรร้าย มีใบหน้าที่เหี้ยมเกรียม ร่างสูง ดังที่เห็นเป็นร่างหุ่นไต้สื่อเอี้ย”

สำหรับทางด้านของพุทธประวัติก็มีส่วนที่มาของงานทิ้งกระจาดนี้เช่นกัน จึงขอนำมาเปรียบเทียบเป็นการประดับความรู้ไว้สักนิด

 


ร้านยกพื้นสูง เดิมสร้างจากไม้ แต่เมื่อคนแย่งปีนกันขึ้นไปรับของบริจาค ทำให้พังลงมาบ่อยครั้ง จึงได้รับการก่อสร้างให้มีความแข็งแรง โดยจะนำของบริจาคใส่กระจาดขึ้นไปไว้ข้างบน แล้วโยนลงมาข้างล่างให้แก่ผู้ยากไร้

 

 

 

ในสมัยพุทธกาลขณะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปประทับอยู่ที่นิโครธาราม อารามที่พระญาติสร้างถวายพระพุทธเจ้า อยู่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ วันหนึ่งขณะที่บรรดาพระพุทธสาวกได้นั่งห้อมล้อมพระศาสดา เพื่อคอยสดับฟังพระธรรมเทศนา โดยมีพระอานนท์เพียงรูปเดียวที่เร้นกายไปอยู่ในที่สงัดเงียบ เพื่อนั่งบำเพ็ญสมาธิ ครั้นเวลาดึกพระอานนท์ได้แลไปเห็นอสุรกายตนหนึ่ง มีเปลวเพลิงพุ่งออกมาจากปาก ลำคอเล็กเท่ารูเข็ม ผมบนศีรษะรุงรัง ร่างกายซูบผอมเหี่ยวแห้ง มีแค่หนังหุ้มกระดูก อีกทั้งยังมีเขี้ยวงอกออกมาจากปาก ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก อสุรกายตนนั้นได้มายืนอยู่ที่ตรงเบื้องหน้าพระอานนท์ พร้อมกับพนมมือบอกแก่พระอานนท์ว่า “อีกสามราตรี ท่านอานนท์ก็จะถึงแก่กาลมรณภาพแล้ว และจะต้องไปอยู่ในหมู่อสุรกาย ดังเช่นตัวของข้าพเจ้าเวลานี้”

 

 เวลานั้นพระอานนท์ยังมิได้สำเร็จพระอรหันต์ เมื่อได้ฟังอสุรกายตนนั้นบอก พระผู้เป็นเจ้ายังมีความเกรงกลัวต่อมรณภัยที่จะมีมาถึง จึงได้ถามอสุรกายตนนั้นถึงวิธีแก้ไข จนได้รับคำแนะนำว่า "ถ้าพระผู้เป็นเจ้า อยากจะพ้นจากกองทุกข์นั้นไซร้ ควรกระทำพิธีพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และบริจาคทานให้แก่บรรดายาจกเข็ญใจที่อดยาก แล้วแผ่ผลบุญกุศลไปให้พวกอสุรกายทั้งหลาย ท่านก็จะได้มีอายุยืนยาว ส่วนอสุรกายทั้งปวงจะได้พึ่งกุศลผลบุญที่ท่านอุทิศให้ อาจจะพ้นจากกองทุกข์ไปสู่แดนสุคติได้โดยพลัน”

 


พระสงฆ์จีนนิกาย กำลังประกอบพิธีสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ผีไร้ญาติ ที่มาร่วมรับส่วนบุญในงานทิ้งกระจาด

 

 พระอานนท์ได้ฟังอสุรกายตนนั้นชี้แจงดังกล่าว จึงได้นำความทั้งปวงไปกราบทูลต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างครบถ้วนทุกกระบวนความ พร้อมกับขอให้พระพุทธองค์ได้ช่วยเหลือแนะนำ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพุทธวจนะแก่พระอานนท์ว่า “ดูกร อานนท์ เธออย่าได้มีความวิตกหวาดกลัวเลย เราตถาคตจะชี้ทางให้ เธอจงบริจาคทานให้แก่พวกพราหมณ์ยากจนมากที่เมืองกบิลพัสดุ์นี้ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่พวกอสุรกายให้พ้นจากทุกข์ดังกล่าว แต่การที่จะบริจาคทานให้ทั่วถึงนั้นกระทำได้ยากมาก เพราะพวกอสุรกายได้สร้างกรรมไว้มาก จึงไม่สามารถจะบริโภคได้ ต้องตั้งพิธีประชุมอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายมาเจริญพระคาถาที่ชื่อว่า "ถึกยือล่าย" ด้วยอำนาจของพระคาถานี้ อาจทำบุญได้ทั่วถึงในหมู่อสุรกายทั้งหลายได้ ส่วนอานนท์ก็จะได้มีอายุยืน”

 

เมื่อพระอานนท์เถระเจ้าได้สดับฟังพระพุทธวาจาแล้ว พระผู้เป็นเจ้าจึงได้จัดหาเครื่องสักการะบูชาและเครื่องอุปโภคบริโภค เมื่อพร้อมแล้วพระผู้เป็นเจ้าก็ตั้งพิธีสันนิบาตพุทธจักร ณ ที่อันควร กระทำการสักการะบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า โดยมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานในการนี้ หลังจากพระอานนท์เถระเจ้าบริจาคทานและอุทิศส่วนกุศลไปให้หมู่อสุรกายในครั้งนั้น จึงบันดาลให้หมู่อสุรกายทั้งหลายได้รับผลทานครั้งนี้อย่างทั่วถึง แล้วไปสู่สุคติ

 


 

ผู้คนที่หลั่งไหลมาร่วมทำบุญที่วัดพนัญเชิง ในงานประเพณีทิ้งกระจาด

 

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้มีพุทธวจนะแก่พระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์ เธอจงรู้เถิดว่า เราตถาคตจะแสดงให้ทราบ เมื่ออดีตกาลล่วงมาแล้ว ครั้งนั้นเราตถาคตเกิดอยู่ในตระกูลพราหมณ์สำนักพระโพธิสัตว์ทรงนามว่า "กวางตือต่ายโบ๊ด๊าก" (พระอวโลกิเตศวร) ได้เคยทำพิธีบริจาคทานแบบนี้มาแล้ว ครั้งหนึ่ง และอสุรกายที่มาบอกแก่พระอานนท์นั้นก็คือ "เหญี่ยมโข๊ว" หรือองค์พระโพธิสัตว์แบ่งภาคมาปรากฏนั่นเอง ปรารถนาจะโปรดทั้งมนุษย์และสัตว์ทั่วไปด้วยพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ส่วนที่ได้แบ่งภาคมาบอกแก่พระอานนท์นั้น มีจุดประสงค์จะให้พระอานนท์เป็นต้นแห่งการบริจาคทานในกาลต่อๆ มา”

 


 

การเผาหุ่นนักรบโบราณไต้สื่อเอี้ย พร้อมกับกองกระดาษเงินกระดาษทองให้เป็นเถ้าถ่าน เพื่ออุทิศบุญกุศลส่งไปให้ผีไร้ญาติที่ปรโลก

 

แต่การทิ้งกระจาดของจีนมีเป้าหมายตรงกับการตั้งเปรตชิงเปรตของไทยเพียงบางส่วน กล่าวคือ การตั้งเปรต-ชิงเปรตของไทยเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งผี(เปรต) ทั้งที่เป็นญาติพี่น้องของตนเองและที่ไม่มีญาติด้วย ส่วนการทิ้งกระจาดของจีนเป็นการทิ้งทานให้แก่พวกผีไม่ญาติเท่านั้น และสิ้นสุดลงด้วยการเผาหุ่นนักรบโบราณไต้สื่อเอี้ย พร้อมกับกองกระดาษเงินกระดาษทองให้เป็นเถ้าถ่าน เพื่ออุทิศส่งไปให้ยังปรโลก



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สุกรวดี วันที่ : 06/09/2012 เวลา : 16.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rojanar


บ้านเกิดฉันเองจ้า ไปงานทิ้งกระจาด
ครั้งล่าสุด 20ปี ที่แล้ว
ได้หมวกมาใบนึง เอามาเมกาด้วยละ


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หนุมานชาญสมร วันที่ : 06/09/2012 เวลา : 11.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง มีเรื่องให้ค้นห มีความงามให้จดจำ มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

พิธีที่ยิ่งใหญ่อีกพิธีหนึ่ง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน