*/
  • ชมวิวทิวทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 172
  • จำนวนผู้ชม : 415221
  • จำนวนผู้โหวต : 50
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
<< ธันวาคม 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม 2555
Posted by ชมวิวทิวทัศน์ , ผู้อ่าน : 1266 , 19:42:02 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อาการน่าเป็นห่วงครับ...เกี่ยวกับข่าวการรื้อถอนกลุ่มอาคารศาลฎีกา เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ได้ผลสรุปกันเลยครับ เพราะ ขาดคนกลาง มาไกล่เกลี่ย อยู่ขณะนี้ (ตามข่าวด้านในครับ)

หลายฝ่ายความเห็นไม่ตรงกัน ยังไปคนละทิศละทาง โดยเฉพาะองค์กรหลักๆ

อัพเดทข่าว ก็ยังไม่มีคนกลางมาไกล่เกลี่ย นับเป็นสัญญาณไม่ดี กับการอนุรักษ์มรดกอันทรงคุณค่าของเราครับ ถ้าคุยกันเข้าใจ หันหน้าเข้าหากัน ก็น่าจะดีน่ะครับทุกท่าน...

 

สัญญาณไม่ดีครับ ยังไปคนละทิศละทาง ระบบเตือนภัย เรื่องการร่วมมือกัน อนุรักษ์ มีปัญหาอย่างแน่นอนครับ 

 

อ้างอิง เนื้อหาด้านล่าง ผมคัดลอกจาก นสพ. คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 ธันวาคม 2555

ประธานศาลฎีกา ถกรับมือวันนี้ หลังกรมศิลป์ขู่แจ้งความรื้อถอนโบราณสถาน โต้ไม่มีสิทธิ์ชีคุกชี้ตะราง ยุแจ้งความ จะได้ผิดฐานแจ้งเท็จ อธิบดีกรมศิลป์ รอคำตอบขอชะลอรื้อตึก

ความคืบหน้ากรณีเครือข่ายโซเชียลมีเดีย และกรมศิลปากร รวมตัวคัดค้าน หลังจากศาลฎีกา ดำเนินการรื้อถอนอาคารเก่า 2 หลัง โดยหลังแรกเป็นอาคารศาลยุติธรรม ตั้งอยู่บริเวณหลังพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ส่วนหลังที่ 2 เป็นอาคารศาลอาญากรุงเทพใต้ อยู่ติดกับคลองหลอด ซึ่งอาคารทั้งสอง ถือว่าเป็นโบราณสถานมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แบบโมเดิร์น และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ด้านการพัฒนากฎหมาย กระทั่งสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชุปถัมภ์ ประกาศมอบรางวัลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ เมื่อปี 2550 และรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี 2552

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากกรมศิลปากร ออกมาระบุว่า ได้ทำหนังสือแจ้งไปถึงศาลฎีกาหลายครั้งว่า อาคารศาลฎีกาเป็นโบราณสถาน ห้ามรื้อถอน ทั้งนี้หากทางศาลยังเพิกเฉย ดึงดัน ที่จะรื้อถอนต่อไป อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. โบราณสถานฯ และมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี ทำให้ทางศาลไม่พอใจอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นการข่มขู่ประธานศาลฎีกา โดยจะเคลื่อนไหวเรื่องนี้ทันที ในวันที่ 24 ธันวาคม เวลา 9.00 น. เริ่มด้วยการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ซึ่งมีนายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน และเนื้อหาของการประชุม จะหารือถึงท่าทีของกรมศิลปากรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

แหล่งข่าวจากศาลยุติธรรม ระบุว่า ทางกรมศิลปากร ไม่ใช่เป็นผู้ชี้คุกชี้ตะราง และเรื่องนี้มีผู้พิพากษาพูดคุยกันว่า อยากจะให้กรมศิลปากร ไปแจ้งความดำเนินคดีกับศาล จะได้มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ

ด้านนายนิกร ทัสสโร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลช่วยงานประธานศาลฎีกา และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการแก้ไขปัญหา และข้อขัดข้องการสร้างอาคารใหม่ศาลฎีกา กล่าวถึงกรณีกรมศิลปากร ระบุว่าศาลได้ทุบทิ้งอาคารพัฒนากฎหมายว่า ไม่เป็นความจริง เพราะอาคารพัฒนากฎหมาย มีการรื้อถอนตั้งแต่ประมาณปี 2485 และอาคารพัฒนากฎหมายที่ถูกรื้อถอน ไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดียวกับกลุ่มอาคารศาลฎีกาในปัจจุบัน แต่อยู่ที่ท่าช้าง วังหน้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงธรรมการเดิม โดยเมื่อกระทรวงธรรมการย้ายออกไป ทางศาลจึงเข้าไปใช้ในช่วงปี 2454-2484 โดยอาคารพัฒนากฎหมายแสดงให้ถึงเอกราชทางศาล จะมี 3 หลัง เป็นที่ตั้งของกระทรวงยุติธรรมหนึ่งหลัง ศาลฎีกาหนึ่งหลัง และเป็นที่ยกร่างกฎหมายอีกหนึ่งหลัง ต่อมาเมื่ออาคารศาลฎีกาหลังพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ฯ สร้างเสร็จในปี 2484 ศาลฎีกาย้ายมาอยู่ที่ตั้งปัจจุบัน จากนั้น กรมศิลปากร จึงเข้าไปรื้ออาคารพัฒนากฎหมาย แล้วสร้างเป็นโรงละครแห่งชาติ จะมาบอกว่าทางศาลเป็นผู้รื้อได้อย่างไร ในเมื่อกรมศิลปากรเป็นผู้รื้ออาคารพัฒนากฎหมายเอง

นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรม กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งกรมศิลปากร และยังไม่เคยเห็นหนังสือที่ขอให้ชะลอการรื้อถอนอาคาร ขณะที่การดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารศาลฎีกา ยังต้องมีต่อไป ยืนยันว่า ศาลไม่ได้ดำเนินการใดๆ โดยพลการ เพราะก่อนจะสรุปแผนโครงการก่อสร้าง ได้คุยกันชัดเจนแล้ว โดยในช่วงปี 2552-2553 ได้พูดคุยกันต่อหน้าของผู้ที่เกี่ยวข้อง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมขณะนั้น คือ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เรียกว่าทุกอย่างคุยกันไปหมดแล้ว โครงการก็เดินหน้าไปแล้ว ถ้าจะมาขอให้ชะลอตอนนี้ คงต้องพูดคุยกันให้ชัดถึงสิ่งที่เคยตกลงกันจนได้ข้อยุติไปแล้ว

นายวิรัชกล่าวต่อว่า เมื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการศาลยุติธรรม ยังเคยถูกถาม และต่อว่าจากผู้พิพากษาส่วนใหญ่ว่า เมื่อใดจะดำเนินการก่อสร้างตามโครงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอดีต และคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้งมาเคยเห็นชอบ เนื่องจากผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัยจากสภาพอาคารที่ทรุดโทรม อย่างไรก็ตามยืนยันว่า การก่อสร้างอาคารใหม่ตามแบบความเห็นชอบที่กระทำในรูปคณะกรรมการ ต้องเดินหน้าต่อไป ขณะที่การก่อสร้างอาคาร ยังคงความมุ่งหมายศาลฎีกา ในการทำหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

ขณะที่แหล่งข่าวศาลฎีกา กล่าวว่า ที่ผ่านมา ครม. อนุมัติเงินงบประมาณในการก่อสร้างมาให้แล้ว 2 รอบ ประมาณ 800 ล้านบาทจากงบก่อสร้างทั้งหมด 2,000 กว่าล้านบาท ทำให้ต้องเดินหน้าตามโครงการต่อไป ซึ่งอดีตที่ผ่านมา ครม. มีหนังสือให้หน่วยราชการเกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือกับศาลในโครงการนี้ และการตกลงก่อสร้างอาคารใหม่ กระทั่งได้ข้อยุติว่า จะเก็บอาคารเก่า 1 หลังไว้คือ หลังพระราชานุสาวรีย์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งได้คุยกันรู้เรื่องแล้ว อีกทั้งอดีตอธิบดีกรมศิลปากรรับทราบ ขณะที่เอกสารต่างๆ ที่สรุปเกี่ยวกับข้อตกลงก็มีอยู่ ถ้าจะคุยอะไรกัน ต้องย้อนไปดูเอกสารด้วย ทั้งก่อนปี 2552 และในปี 2552 รวมทั้งปี 2554

วันเดียวกัน นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวยืนยันอีกครั้งในเรื่องคำสั่งห้ามรื้อถอนอาคารศาลว่า ก่อนหน้านี้ ได้ลงนามส่งหนังสือ นำเรียนไปยังประธานศาลฏีกา และเลขาธิการศาลยุติธรรม เกี่ยวกับการชะลอการรื้อถอนอาคารเก่าทั้ง 2 หลังแล้ว ซึ่งกรมศิลปากรอยู่ระหว่างรอคำตอบจากศาลฎีกาในสัปดาห์นี้ ว่าจะมีความเห็นเป็นเช่นไร เพื่อจะดำเนินการให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

นายสหวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อเกิดการคัดค้านขึ้นจากทางประชาชน และกรมศิลปากร ส่วนตัวเห็นว่า ศาลฎีกาควรชะลอการรื้อถอนหรือ กระทำใดๆ ไปก่อน เพราะจะเป็นการทำผิดกฎหมาย เนื่องจากเมื่อปี 2552 ทางกรมศิลปากร ทำหนังสือแจ้งไปยังศาลฏีกาแล้วว่า ทั้ง 2 อาคารถือเป็นโบราณสถานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดยอาคารศาลเป็นโบราณสถานอย่างชัดเจน เทียบเท่าโบราณสถานที่กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียน ต้องได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 (แก้ไขเพิ่มเติม 2535) เพราะฉะนั้นการรื้อ การทำลาย ตกแต่ง ต่อเติม ต้องขออนุญาตกรมศิลปากร หากใครฝ่าฝืนกรณีโบราณสถานที่ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะมีโทษสูงสุด 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ทั้งนี้ กรณีโบราณสถานบางแห่ง ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นเพราะกระบวนการตรวจสอบต้องถูกต้องชัดเจน เนื่องจากภายใน 1 ปี กรมศิลปากร สามารถประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานได้เพียง 100 กว่าแห่งเท่านั้น ขณะที่มีโบราณสถานที่อยู่ในบัญชีอีก 8,000 แห่ง ทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการ หรือแจ้งผู้ครอบครองให้รับทราบ และยินยอมเข้าสู่กระบวนการการประกาศเป็นโบราณสถาน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมศิลปากร ได้รับการแจ้งข้อมูลและร้องเรียนมาจาก 3 ฝ่าย คือ 1.จากภาคประชาชนในโลกโซเชียลมีเดีย 2. สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ทำหนังสือแจ้งมายังกรมศิลปากร ว่า มีการรื้อถอนอาคารศาลฎีกา ใกล้กับพื้นที่สนามหลวง พร้อมกับรูปถ่ายการรื้อถอน ทั้งที่เป็นอาคารโบราณสถาน และ 3. สมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ออกแถลงการณ์เรื่องคัดค้านการรื้อทุบตึกศาลฎีกา ซึ่งทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้กรมศิลปากร ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่มีหน่วยงานใด หรือบุคคลใดขอเข้ามา เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย หรือแจ้งความดำเนินคดี เพราะที่ผ่านมา หากมีกรณีละเมิด พ.ร.บ. โบราณสถานฯ จะเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร ต้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์เองเท่านั้น

“ในกรณีศาลฎีกานั้น หากที่สุดแล้วยังฝ่าฝืน กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จะทำหน้าที่เข้ายื่นแจ้งความกฎหมาย มิเช่นนั้นทางกรมศิลปากรจะกระทำผิดกฎหมาย เพราะละเลยหน้าที่ แต่ขณะนี้ยืนยันว่า ยังไม่มีการแจ้งความคดีใดๆ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว อยู่ระหว่างรอคำตอบจากศาลฏีกาเท่านั้น” อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว

 

หมายเหตุ : บทความย้อนหลัง

"เหตุผลที่ควรระงับ การรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกา (โดยทันที)" โดย ชาตรี ประกิตนนทการ ม.ศิลปากร

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=254402251355830&set=t.100004878248310&type=3&theater

 

ประวัติศาสตร์ที่มีลมหายใจ (เฮือกสุดท้าย) คงจะหายสาบสูญ ถ้าเราไม่ช่วยกัน (ส่งเสียง)

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/24/entry-1

 

"คณะกรรมการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ ค้านศาลฎีกาทุบอาคารเก่า ชี้ไม่มีใครกล้าทัดทานเพราะกลัวอำนาจศาล" ตามลิ้งก์ http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/23/entry-1

 

"ข่าวเดียวกัน ออกมาพร้อมๆ กันจาก 2 หน่วยงาน แต่สับสน"

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=256110064518382&set=t.100004878248310&type=3&theater

 

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน