*/
  • ชมวิวทิวทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 172
  • จำนวนผู้ชม : 414998
  • จำนวนผู้โหวต : 50
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
<< มกราคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 2 มกราคม 2556
Posted by ชมวิวทิวทัศน์ , ผู้อ่าน : 3291 , 08:04:39 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน hayyana , feng_shui โหวตเรื่องนี้

ภาพล่าสุด รื้อถอนกลุ่มอาคารศาลฎีกา อัพเดท 30 ธันวาคม 55 

 

ประวัติศาสตร์ทำท่าจะสูญอีกที่หนึ่งแล้วครับ “กลุ่มอาคารศาลฎีกา(บางส่วน)” โดนรื้อไปมากแล้วครับ แล้วมรดกชาติ จะเป็นยังไง

 

ถ้า 14 องค์กรอนุรักษ์พิทักษ์มรดกชาติ “เสียงยังไม่ดังพอ” มรดกชาติของเรา สุ่มเสี่ยง มีปัญหาใหญ่แน่นอน

ก่อนเข้าบทความบนบล็อกนี้ ท่านที่ยังไม่เคยติดตามเรื่องราวมาก่อนหน้านี้ สามารถเข้าไปอ่านคร่าวๆ กันที่ลิ้งก์นี้กันครับ http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/23/entry-1

วันนี้เป็นบทความเสวนาที่ได้รับอนุเคราะห์จาก คุณ Pongkwan Lasus ที่เป็น จุลสาร ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๒ ของ สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรม และสิ่งแวดล้อม

บทความนี้ เป็นเสวนาเวทีสาธารณะในหัวข้อ  “อาคารศาลฎีกา : แพร่งของการอนุรักษ์หรือพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ ?” เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ (๔ ปีที่แล้ว) ซึ่งมีองค์กรต่างๆ เข้าร่วมอย่างมากมาย ด้วยความเป็นห่วงเรื่องการจะรื้อถอนอาคารศาลฎีกา ในขณะนั้น (แต่ปัจจุบัน กำลังรื้อถอนบางส่วนแล้ว โดยที่ฝ่ายที่คัดค้านขอระงับการรื้อถอน ยังสงสัยเคลือบแคลง ถึงเหตุผลว่าทำไม ไม่มีการแจ้งรายละเอียดเท่าที่ควร ก่อนจะมีเหตุการณ์รื้อถอนเกิดขึ้นในปัจจุบัน)

  

อาคารศาลฎีกา : แพร่งของการอนุรักษ์หรือพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ ?

หลังจากได้คณะกรรมการสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรม และสิ่งแวดล้อมชุดใหม่ นางจุฬา สุดบรรทัด นายกสมาคมฯ คนใหม่ ก็สานงานของสมาคมฯ ทันที ด้วยการจัดเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “อาคารศาลฎีกา : แพร่งของการอนุรักษ์หรือพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ ?” ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร ด้วยอาคารหลังดังกล่าวถูกสร้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ภาพถ่ายทางอากาศปี ๒๔๘๙ แสดงให้เห็นอาคารกระทรวงยุติธรรมและปีกอาคารศาลฝั่งคลองคูเมืองเดิม ที่ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนอาคารที่ติด ถ.ราชดำเนินใน (ริมสนามหลวง)

 

ทางประวัติศาสตร์ชาติ และประวัติศาสตร์วงการยุติธรรมของไทย อันมีที่มาสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยได้เอกราชทางการศาลโดยสมบูรณ์ หลังจากที่ต้องเสียไป นับแต่ทำสนธิสัญญาเบาวริ่งในรัชกาลที่ ๔ เมื่อจะมีโครงการทุบอาคารศาลดังกล่าว เพื่อสร้างใหม่บนพื้นที่เดิมด้วยงบประมาณ ๓,๗๐๐ ล้านบาท โดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์สาธารณะ จึงสร้างความคลางแคลงใจต่อประชาชน และนักวิชาการ ที่ต้องการทราบถึงความจำเป็น รวมถึงรายละเอียดของโครงการฯ

 

14 องค์กรอนุรักษ์พิทักษ์มรดกชาติ “เสียงยังไม่ดังพอ” มรดกชาติของเรา สุ่มเสี่ยง มีปัญหาใหญ่แน่นอน

 

ในการนี้สมาคมฯ จึงร่วมกับองค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน และภาคประชาชนรวม ๑๔ องค์กร อาทิ สถาบันไทยคดีศึกษา อิโคโมสไทย สมาคมสถาปนิกสยาม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เครือข่ายผังเมืองเพื่อสังคม บางกอกฟอรั่ม ชมรมสยามทัศน์ ฯลฯ จัดเวทีพูดคุยที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา เพื่อให้รายละเอียดข้อมูลและรวบรวมความคิดเห็นจากเวทีเสวนา ไปนำเสนอต่อผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว ให้พิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง

 

อาคารศาลฎีกา ๒๔๘๒-๒๔๘๔

 

ภูธร ภูมะธน วิทยากรท่านแรก ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ และนักวิชาการอิสระ มีความเห็นในเรื่องอาคารศาลฎีกาว่า การรื้ออาคาร แล้วสร้างขึ้นใหม่ เป็นเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องใหญ่อยู่ที่รูปแบบ และนโยบายการอนุรักษ์ของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า ที่มีมาตรฐานไม่ชัดเจน และไม่ได้แสดงบทบาท อันจะหวังพึ่งได้ในการอนุรักษ์และพัฒนากรุงฯ อย่างแท้จริง เพราะแม้จะมีกฎห้ามไม่ให้สร้างอาคารทุกประเภททั้งของรัฐ และเอกชนเพิ่มในกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังสามารถทำได้ อีกทั้งยังมีนโยบายสนใจอนุรักษ์เฉพาะเพียงอาคารสมัยรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป รวมถึงคณะกรรมการบางท่าน มีแนวคิดที่จะให้คนเข้ามาในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์น้อยที่สุด “….จะให้เป็นสุสานที่มีแต่ วัง วัด และต้นไม้ ไม่ให้มีแม้แต่พิพิธภัณฑ์ เพราะมองว่าเป็นการนำคนเข้ามาในพื้นที่ด้วยซ้ำ วิธีคิดต่อการอนุรักษ์และพัฒนาต้องทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองที่มีชีวิต มีการสืบเนื่องจากอยุธยา และต่อเนื่องไปสู่ยุคเปลี่ยนการปกครอง ยุคจอมพลสฤษดิ์ ต่อไปเป็นสายยาวสู่อนาคต”

 

อาคารศาลฝั่งคลองคูเมืองเดิม สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุคคณะราษฎร์ เสร็จในปี ๒๔๕๖

 

ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ติดตามโครงการอาคารศาลฎีกามาแต่แรก กล่าวว่า มีสามข้อเท็จจริงที่ควรทำความเข้าใจให้กระจ่างก่อนจะดำเนินการรื้ออาคารเก่าและสร้างใหม่ คือ ข้อแรกเหตุผลที่ศาลฎีกาอ้างถึงพื้นที่ใช้สอยของกลุ่มอาคารปัจจุบัน ไม่เพียงพอต่อความต้องการของหน่วยงาน สอง การเสื่อมสภาพของอาคารศาลฎีกาปัจจุบัน และสุดท้าย ปัญหาเรื่องยุคสมัยของกลุ่มอาคารศาลฎีกา ที่ว่าไม่เก่าแก่ และไม่มีคุณค่า ซึ่งอาจารย์ได้ให้คำตอบต่อข้อคำถามดังกล่าวคือ ในเรื่องพื้นที่ใช้สอย กลุ่มอาคารศาลหลายหลัง ที่เดิมเป็นศาลาอาญากรุงเทพฯใต้ และอื่นๆ ปัจจุบันได้ย้ายออกไปอยู่ที่ ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งเป็นที่ตั้งใหม่หมดแล้ว เพราะฉะนั้นพื้นที่น่าจะเพียงพอต่อการขยายตัวของศาลฎีกาแผนกเดียวที่ยังอยู่ อีกทั้งทางศาลเอง ก็ยังไม่เคยมีการแจงรายละเอียดความต้องการพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด ว่าของเก่ามีเท่าใด และต้องการเพิ่มอีกเท่าใด ส่วนปัญหาการเสื่อมสภาพ มีความเห็นว่ายังไม่ถึงสถานการณ์ที่แย่มาก และสำหรับเรื่องอายุ และคุณค่าอาคารศาลหลังแรกนั้น สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ อย่างน้อยก็เกิน ๕๐ ปี และมิต้องกล่าวถึงคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ เพราะกลุ่มอาคารทั้งหมด สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการได้เอกราชสมบูรณ์ทางการศาล หลังจากได้เสียไปแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ เมื่อทำสนธิสัญญาเบาวริ่ง ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าได้เอกราชมาแต่รัชกาลที่ ๕ หากเมื่อไปค้นเอกสารจึงพบว่า ปี พ.ศ.๒๔๘๑ ได้มีสนธิสัญญาและมีบันทึกถึงการได้รับเอกราชทางการศาล ซึ่งรัฐบาลสมัยนั้น เห็นควรให้มีศาลสถิตยุติธรรม พร้อมกับอนุมัติให้สร้างกลุ่มอาคารศาลดังกล่าวขึ้น ทั้งยังจัดให้มีงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย ส่วนในฐานะของงานสถาปัตยกรรม กลุ่มอาคารศาลฎีกา สร้างหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงได้รับรูปทรงแบบโมเดิร์น อันถือเป็นสไตล์เฉพาะของยุคสมัย ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมในช่วงเวลานี้ ซึ่งนับวันจะถูกรื้อทิ้งไปเรื่อยๆ 

 

ขบวนเฉลิมฉลอง ภายในงานฉลองวันชาติ และฉลองสนธิสัญญาใหม่ ในปี ๒๔๘๒ ซึ่งสนธิสัญญาใหม่ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ นี้ ทำให้ไทยได้เอกราชสมบูรณ์ทางการศาลกลับคืนมา

 

เพิ่มเติมข้อมูล  

 

 

นอกจากนี้ อาจารย์ยังมีข้อทักท้วงว่า อาคารที่จะสร้างขึ้นใหม่ จะก่อให้เกิดปัญหาสองมาตรฐาน ในการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ ของคณะกรรมการอนุรักษ์ฯ เพราะที่ผ่านมา ไม่มีเสียงท้วงติงใดๆ จากคณะกรรมการอนุรักษ์ฯ ทั้งที่อาคารหลังใหม่สูงถึง ๓๒ เมตร เกินกว่าข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร และมาตรฐานที่คระกรรมการอนุรักษ์ฯ วางไว้ไม่กิน ๑๖ เมตร ทั้งยังเกินมาตรฐานค่าเฉลี่ยความสูงของกลุ่มอาคารในพระบรมมหาราชวังอีกด้วย อันเป็นการทำลายคุณค่าโบราณสถานสำคัญของพื้นที่ ท้ายที่สุดโครงการดังกล่าว ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณภาษีของประชาชนถึง ๓,๗๐๐ ล้านบาท 

 

(ซ้าย) ภาพเปรียบเทียบทัศนียภาพท้องสนามหลวงในปัจจุบัน (ภาพบน) กับทัศนียภาพที่จำลองขึ้นหากมีการสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ ที่มีความสูงมากถึง ๓๒ เมตร (ภาพล่าง) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางภูมิทัศน์อย่างมากต่อวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง (ขวา) ภาพขยายอาคารศาลฎีกา

 

วิทยากรท่านสุดท้าย ผศ.ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร นักวิชาการจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีส่วนร่วมโครงการสำรวจโครงสร้างด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และสภาพแวดล้อมของอาคารศาลฎีกา ที่ศูนย์บริการวิชาการของจุฬาฯ รับดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ พบว่า อาคารมีความเสื่อมโทรม และมีการปรับปรุงซ่อมแซม โดยใช้งบประมาณค่อนข้างมากอยู่แล้ว สำหรับที่มีข่าวว่าเสาหลายต้นแตกจนอาจส่งผลต่อความมั่นคงของตัวอาคารนั้น หลังจากตรวจสอบทางวิศวกรรม พบว่าเป็นเพราะความชื้นเข้าไป ทำให้เหล็กดันออกมา แต่สามารถซ่อมแซมได้ ส่วนสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเป็นเพราะการจัดการไม่ดี ซึ่งอาจารย์เสนอแนวทางให้ปรับปรุงอาคารด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร จะทำให้ได้พื้นที่เพิ่มถึง ๔๕,๐๐๐ ตารางเมตร จากเดิมที่ ๑๒,๐๐๐ ตารางเมตร และใช้งบประมาณเพียง ๖๐๐ ล้านบาท “สิ่งที่ศาลควรทำก่อนทุบอาคารคือ ต้องทำการศึกษาจริงจังว่าจะพังหรือไม่ แล้วเปิดเผยผลการศึกษา....ราชการต้องคิดว่าอาคารรัฐเป็นของประเทศ ไม่ใช่เจ้าขององค์กร ถ้าจะทุบทิ้งถามเจ้าของแล้วหรือยัง”  

จากนั้นจึงเปิดเวทีให้ประชาชนผู้เข้าฟังแสดงความคิดเห็น ซึ่งผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ เห็นไปในทางขอให้รักษาอาคารเก่าไว้ และปรับปรุงให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม หลังการเสวนาครั้งนี้ สมาคมฯ และองค์กร ร่วมจัดได้รวบรวมความคิดเห็นและประมวลผลการเสวนาสาธารณะนี้ยื่นต่อองค์กรผู้เกี่ยวข้อง อันได้แก่ ประธานศาลฎีกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมศิลปากร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในมาตรา ๖๖ และ ๖๗ ที่พยายามให้เกิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนการกำหนดนโยบายสาธารณะ

 

หมายเหตุ :: ที่ระลึกเอกราชสมบูรณ์ทางการศาล

กลุ่มอาคารศาลบน ถ.ราชดำเนินใน เป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่สุด ในพื้นที่ที่มีอายุเก่าแก่ อันประกอบด้วยอาคารหลายหลังที่สร้างเป็นรูปตัววี (V) และออกแบบให้มีรูปลักษณ์เป็นศิลปกรรมแบบทันสมัย กลุ่มอาคารนี้มีด้วยกัน ๓ หลัง สถาปนิกผู้ออกแบบคือ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) ซึ่งเป็นสถาปนิกของกรมศิลปากร ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมในยุคนั้นหลายแห่ง ขณะเดียวกัน ก็มีสถาปนิกและวิศวกรที่สำคัญในยุคนั้นมาดูแลด้วยอีกหลายท่าน ได้แก่ นายหมิว อภัยวงศ์ หลวงบุรกรรมโกวิท นายเอฟ ปิโตโน และมีผู้รู้ในการศาลและกระบวนการยุติธรรมด้วย อาทิ หลวงจักรปาณีศรีสุทธิ์ เป็นต้น

การออกแบบอาคาร แม้จะทำไว้ในคราวเดียวกัน แต่ในการก่อสร้างมิได้ทำในครั้งเดียว อาคารหลังแรก คือ อาคารปลายตัววี ด้านหลังอนุสาวรีย์พระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เริ่มสร้างปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม สร้างเสร็จและทำพิธีเปิดในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นวันชาติของไทยในยุคนั้น อาคารหลังที่ ๒ คือ อาคารปีกตัววี ที่ติดกับคลองคูเมืองเดิม สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ทำพิธีเปิด พ.ศ. ๒๔๘๖ เพื่อเป็นที่ทำการศาลอาญากรุงเทพฯใต้ ส่วนอาคารปีกฝั่ง ถ.ราชดำเนินใน มิได้ถูกสร้างตามรูปแบบเดิมที่วางไว้ เนื่องจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่มาเริ่มก่อสร้างใหม่ ภายใต้การออกแบบใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ บนพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของอาคารศาลยุติธรรมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ** ซึ่งถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ ที่เป็นอาคารศาลฎีกาในปัจจุบัน แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดในปี พ.ศ. ๒๕๐๖

........................................................................................

** ร.๕ ทรงมีพระราชดำริ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรวบรวมศาลต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นที่เก็บรักษาพระราชกำหนดกฎหมายต่างๆ ไว้ให้เป็นแบบแผน โดยเป็น ๑ ใน ๒ ของถาวรวัตถุ ที่สร้างขึ้นสำหรับการสมโภชพระนคร ครบ ๑๐๐ ปี

 

ชมวีดีโอครับ

 

 

อีโคโมสต์ไทย จัดเสวนา [หยุด]รื้อ โบราณสถาน ศาลฎีกา [...] วันเสาร์ที่ 5 มกราคม 56 ตามลิ้งก์ http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/26/entry-1

 

 

หมายเหตุ : บทความย้อนหลัง

"เหตุผลที่ควรระงับ การรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกา (โดยทันที)" โดย ชาตรี ประกิตนนทการ ม.ศิลปากร

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=254402251355830&set=t.100004878248310&type=3&theater

 

องค์กรใหญ่ มีความเห็นไม่ตรงกัน ขาดคนกลางมาไกล่เกลี่ย ...การอนุรักษ์มรดกชาติ มีปัญหา

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/24/entry-2

 

ประวัติศาสตร์ที่มีลมหายใจ (เฮือกสุดท้าย) คงจะหายสาบสูญ ถ้าเราไม่ช่วยกัน (ส่งเสียง)

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/24/entry-1

 

"คณะกรรมการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ ค้านศาลฎีกาทุบอาคารเก่า ชี้ไม่มีใครกล้าทัดทานเพราะกลัวอำนาจศาล" ตามลิ้งก์ http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/23/entry-1

 

"ข่าวเดียวกัน ออกมาพร้อมๆ กันจาก 2 หน่วยงาน แต่สับสน"

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=256110064518382&set=t.100004878248310&type=3&theater

 

กรมศิลป์ ฝ่ากระแส เสือกระดาษ ไร้อำนาจ “เดินหน้า ค้านทุบศาลฎีกา” จาก Thairathonline

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/25/entry-1

 

มีบทความเดิม ข้อเสนอในการปกป้องสมบัติชาติ มรดกแห่งประวัติศาสตร์ ที่เคยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=rattanakosin&date=27-12-2012&group=1&gblog=109

 

ท่านใดที่สนใจ ร่วมเป็นเครือข่าย ปกป้อง มรดกเมือง มรดกของเรา เข้าไปกด like ที่ Facebook “Urban Heritage – มรดกเมือง มรดกของเรา” ตามลิ้งก์ http://www.facebook.com/UrbanHeritageThai 

 

 

 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 ชมวิวทิวทัศน์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
hayyana วันที่ : 02/01/2013 เวลา : 15.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

พอดีคนเซ็นไม่ได้จบวิชาศิลปวัฒนธรรมประเพณีหรือสถาปัตยกรรมมา
เลยถึก

ความคิดเห็นที่ 1 ชมวิวทิวทัศน์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 02/01/2013 เวลา : 13.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ไม่เห็นด้วยกับการทุบทิ้ง เขามีแต่ซ่อมบำรุงอาคารเก่ากว่าจะให้อาคารเหล่านี้ที่เหลือน้อย ไว้อยู่คู่กับบ้านเมือง เป็นมรดกและบันทึกแห่งปวศ.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน