*/
  • ชมวิวทิวทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 172
  • จำนวนผู้ชม : 415103
  • จำนวนผู้โหวต : 50
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
<< มกราคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม 2556
Posted by ชมวิวทิวทัศน์ , ผู้อ่าน : 3979 , 21:31:48 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทุบทำลาย แล้วสร้างใหม่ ก็ยังมีประเด็นน่ากังวลอีกหลายประการ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ และทัศนียภาพโดยรวมของเกาะรัตนโกสินทร์

 

อัพเดทภาพ เมื่อ 4 ม.ค. 56 ในภาพ ปีกซ้ายอาคาร ตามแนวคลองคูเมืองเดิม กำลังจะหายไป

เครดิต @Pongkwan Lasus

 

วันนี้มีบทความ โดยสรุป จากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ อาคารอันทรงคุณค่า ซึ่งองค์กรมากมายนับสิบองค์กร เห็นไปในทางเดียวกันว่าควรอนุรักษ์เอาไว้ และมีการนำเสนอข้อมูลผ่านการเสวนาอย่างต่อเนื่อง นับได้ประมาณ ๕ ครั้งตามบทความด้านล่างนี้ ซึ่งปัญหาจะเป็นประการใด ทำไมเหตุการณ์มันถึงเดินมาถึงการรื้อถอน ทุบทำลาย อาคารศาลฎีกา (บางส่วน) แล้ว ท่านที่สนใจควรจะอ่านรายละเอียดบทสรุป ความเป็นมา และเป็นไป แล้วพิจารณากันให้ถ้วนถี่ด้วยน่ะครับ ส่วนตัวผมในฐานะประชาชน ก็เป็นห่วงเรื่อง รากเหง้าประวัติศาสตร์ อาคารอันทรงคุณค่า จะหายไปประการที่หนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่ง ก็เรื่อง กลุ่มอาคารที่จะสร้างใหม่ มันจะข่ม พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพราะอาคารมีความสูง ๓๑.๗ เมตร เมื่อสร้างเสร็จ (ตามรูปภาพจำลองด้านล่าง)

 

(ซ้าย) ภาพเปรียบเทียบทัศนียภาพท้องสนามหลวงในปัจจุบัน (ภาพบน) กับทัศนียภาพที่จำลองขึ้นหากมีการสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ ที่มีความสูงมากถึง ๓๑.๗ เมตร (ภาพล่าง) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางภูมิทัศน์อย่างมากต่อวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง (ขวา) ภาพขยายอาคารศาลฎีกา

 

เข้าเนื้อหาบทความหลักกันดีกว่าครับ

อ้างอิงเนื้อหาหลัก เครดิต สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ http://www.facebook.com/groups/126248490747293/permalink/481379691900836/

 

รายงานสรุปเรื่องโครงการทุบทําลายกลุ่มอาคารศาลฎีกา

 

เรื่องเดิม

๑.  สํานักงานศาลยุติธรรมได้จัดทําโครงการทุบทําลายกลุ่มอาคารศาลฎีกาที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน   ติดคลองคูเมืองเดิม และริมถนนราชดําเนินในด้านสนามหลวง เพื่อก่อสร้างอาคารศาลฎีกาหลัง

ใหม่สูง ๓๑.๗๐ เมตร   แม้จะไม่ขัดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๑ เห็นชอบโครงการทุบทําลายกลุ่มอาคารศาลฎีกาตามที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเสนอเพื่อก่อสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่   โดยมี

เงื่อนไขว่าจะต้องไม่สูงเกินกว่ากลุ่มอาคารในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งกระทรวงยุติธรรมระบุว่ามีค่าเฉลี่ยความสูงประมาณ ๓๒ เมตร

๒.  ก่อนหน้านี้การก่อสร้างต่างๆเป็นไปตามมติคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๕๒๔ กําหนดความสูงของอาคารในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในนี้จะต้องไม่เกิน ๑๖ เมตร   และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมติดังกล่าวในปีเดียวกัน  ทั้งนี้มีรายละเอียดที่กําหนดไว้ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องกําหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลงใช้ หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ภายในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน ในท้องที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พ.ศ.  ๒๕๒๘ การที่สํานักงานศาลยุติธรรมขอมติคณะรัฐมนตรีก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่า ๑๖ เมตรในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน จึงเป็นหน่วยงานรัฐแห่งแรกที่กระทําการอันจะเป็นแบบอย่างในการขอเว้นจากสิ่งที่ชอบอันสังคมควรให้ความเคารพคุณค่าความสําคัญ

1. กลุ่มอาคารศาลฎีกาเป็นอาคารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ด้านการยุติธรรมของชาติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จัดสร้างศาลหลวงหรือศาลสถิตย์ยุติธรรม ขึ้นเพื่อเป็นที่ประชุมขุนนาง    ตุลาการ ขุนศาล ทุกกระทรวง  ต่อมาได้ปรับปรุงก่อสร้างอาคารศาลฎีกาขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่ระลึกการฉลองเอกราชสมบูรณ์ทางการศาลในปี๒๔๘๑ โดยการออกแบบภายนอกอาคารใช้แนวคิดสากลอันเป็นอัตลักษณ์ของอาคารศาลทั่วโลก              

กลุ่มอาคารศาลฎีกา คือกลุ่มอาคารรูปตัววี (V) ประกอบด้วยอาคาร ๓ ส่วน  ได้แก่ 

อาคารส่วนแรก  คือ อาคารปลายตัววีด้านหลังอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เพื่อใช้เป็นที่ทําการกระทรวงยุติธรรม สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกแห่งเอกราชสมบูรณ์ทางการศาล เมื่อไทยสามารถแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจากสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับนานาชาติได้สําเร็จ ก่อสร้างปี ๒๔๘๒ แล้วเสร็จและทําพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๔    โดยมีพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา  (ประธานคณะผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี ปัจจุบันใช้งานเป็นที่ทําการสํานักประธานศาลฎีกาและส่วนบริหารของสํานักงานศาลยุติธรรม                   

อาคารส่วนที่สอง  คือ อาคารปีกตัววีฝั่งที่ติดกับคลองคูเมืองเดิมที่สร้างต่อเนื่องกับอาคารหลังแรกเพื่อใช้เป็นอาคารศาลอาญา และศาลอุทธรณ์ได้ก่อสร้างในปี๒๔๘๔แล้วเสร็จและทําพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๖ โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ปัจจุบันใช้งานเป็นศาลอาญากรุงเทพใต้ 

อาคารส่วนที่สาม  คือ ส่วนปีกอาคารฝั่งถนนราชดําเนินในเป็นอาคารศาลฎีกาในปัจจุบัน เดิมเป็นอาคารศาลสถิตยุติธรรมในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ได้ถูกรื้อทิ้งในปีพ.ศ. ๒๕๐๒  และก่อสร้างเสร็จเป็นอาคารศาลฎีกาปีพ.ศ. ๒๕๐๖ แม้เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในช่วงหลัง แต่คงรูปแบบและเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับอาคารสองส่วนแรกอย่างกลมกลืนกัน 

                           

2. ได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น  ในปีพ.ศ. ๒๕๕๐  

ด้วยเหตุที่เป็นอาคารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ด้านการยุติธรรมของชาติ อีกทั้งยังมีรูปแบบสง่างามและมีเอกลักษณ์ที่สอดคล้องกับการก่อสร้างในยุคแรก มีความเหมาะเจาะงดงามอย่างเรียบง่าย และลงตัวทางสถาปัตยกรรม กลุ่มอาคารศาลฎีกาจึงเป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้เป็นอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์  และต่อมายังได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีในงานสถาปนิก’๕๒ ในปี พ.ศ.  ๒๕๕๒ ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย      

 

ความเห็น                                                         

๑. การทุบทําลายกลุ่มอาคารศาลฎีกาดังกล่าวเป็นเสมือนการทําลายสมบัติอันล้ำค่าของชาติ

๒. กลุ่มอาคารศาลฎีกาดังกล่าวยังมีสภาพภายนอกแข็งแรง หากปรับปรุงภายในให้สอดคล้องกับวิถีการใช้งานในปัจจุบันก็จะเพียงพอใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นการจะก่อสร้างอาคารหลังใหม่ที่มีมูลค่าถึง ๓,๗๐๐ ล้านบาท น่าจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของแผ่นดินโดยไม่มีเหตุอันควร                   

๓. ในภาพรวม แม้อาคารศาลฎีกาที่จะก่อสร้างใหม่นี้จะตั้งใจออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ให้มีความงดงาม ทว่า ขนาดความใหญ่โต ในด้านความสูงและความยาวของอาคารหลังใหม่นั้นเกินกว่าความสูงของกลุ่มอาคารในพระบรมมหาราชวัง ดังนั้นแทนที่จะเสริม แต่กลับจะเด่น ข่มทั้งพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งเป็นกลุ่มอาคารสําคัญที่สุดในย่านบริเวณหัวแหวนกรุงรัตนโกสินทร์นี้

๔. ในที่สุดแม้จะไม่มีการทุบรื้ออาคารหลังเดิม แต่หากมีการก่อสร้างในสถานที่แห่งอื่น โดยใช้แบบอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ซึ่งมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบทรงไทยคล้ายวัดในพระพุทธศาสนา ลักษณะดังกล่าวขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของศาลที่เกี่ยวข้องการพิพากษาคดีความที่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต                        

๕. การจะดําเนินการประการใดที่กระทบต่อมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาตินับเป็นกรณีของนโยบายสาธารณะ สมควรที่ผู้รับผิดชอบนโยบายจะต้องรับฟังความเห็นของประชาชนตามมาตรา ๕๗ แห่ง

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

                                                                                                               

การดําเนินการโดยภาคประชาชน

๑.  เวทีเสวนาและนิทรรศการสาธารณะโดยภาคประชาชน  ๕ ครั้ง นับแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นมา ทั้งนี้ สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมได้รวบรวมเครือข่ายรวม ๑๔ องค์กรจัดเสวนา เรื่อง  “  อาคาร

ศาลฎีกา  :  แพร่งของการอนุรักษ์หรือพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์  ”เมื่อ  ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑  เพื่อเผยแพร่ความรู้

ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการสู่ประชาชน และให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์  เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพในการร่วมกําหนดนโยบายสาธารณะ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมด้วยจิตสํานึกสาธารณะของพลเมืองในการเฝ้าระวังมรดกของชาติ   โดยในการเสวนาทั้ง ๕ ครั้งมีเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอนอาคารศาลฎีกาดังกล่าว

 

องค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน และภาคประชาชนรวม ๑๔ องค์กร อาทิ สถาบันไทยคดีศึกษา อิโคโมสไทย สมาคมสถาปนิกสยาม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เครือข่ายผังเมืองเพื่อสังคม บางกอกฟอรั่ม ชมรมสยามทัศน์ ฯลฯ จัดเวทีพูดคุยที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑

                  

๒. เรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษร 

 ๒.๑  นอกจากเครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม โดยนางภารนี สวัสดิรักษ์ ประธานเครือข่ายฯ และ อิโคโมสไทย แล้ว สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมได้นําส่งผลการเสวนาสาธารณะ ครั้ง ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑    ให้ประธานศาลฎีกา โดยส่งสําเนาให้คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ผ่านเลขานุการฯ ในฐานะคณะผู้ดูแลกํากับตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในฐานะที่ในอดีตเมื่อพ.ศ.๒๕๓๑กระทรวงฯได้นําเรื่องการรื้อ-สร้างอาคารศาลฎีกาขอมติจากคณะรัฐมนตรี อธิบดีกรมศิลปากร ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  มีเพียงกรุงเทพมหานครที่แจ้งการดําเนินการในความรับผิดชอบให้สมาคมฯทราบเมื่อ ๑๑ กุมภาพันธ์๒๕๕๒                   

 ๒.๒ สมาคมฯได้ทําหนังสือติดตามขอทราบผลการพิจารณาเรื่องอาคารศาลฎีกาไปยังประธานศาลฎีกาเมื่อ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒                        

๒.๓  ในการประชุมนัดแรกในปี๒๕๕๒ ของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าเมื่อ ๙ มีนาคม ๒๕๕๒ นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมในฐานะกรรมการฯ ได้ทําหนังสือรายงานเรื่องผลการเสวนาสาธารณะ เรื่อง “อาคารศาลฎีกา : แพร่งของการอนุรักษ์หรือพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ ”  ถึงประธานคณะกรรมการฯ โดยตรงและมอบสําเนาให้เลขาฯ ขอให้พิจารณาเร่งรัดให้บรรจุเรื่องการรื้อถอนและก่อสร้างอาคารศาลฎีกาใหม่ไว้ในการประชุมนัดต่อไป เพื่อให้ทันการณ์ก่อนที่จะมีการรื้ออาคารลงไปและได้ติดตามทวงถามอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพิจารณาแผนการดําเนินงานในกรุงรัตนโกสินทร์และล่าสุดเมื่อ ๑๗ สิงหาคม   ๒๕๕๒   ได้มีรายงานว่า

ศาลฏีกายังมิได้ส่งรายละเอียดข้อมูลโครงการก่อสร้างอาคารที่ทําการศาลฏีกาให้ตามที่ฝ่ายเลขานุการฯมีหนังสือขอไป ตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๒

 

มีบทความเดิม ข้อเสนอในการปกป้องสมบัติชาติ มรดกแห่งประวัติศาสตร์ ที่เคยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามลิ้งก์

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/27/entry-1                                                                                                                                  

 

๒.๔  นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้รวบรวมเครือข่าย  ๒๒ องค์กร และบุคคลทั่วไปอีก ๑๕ ราย   ยื่นหนังสือลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดินขอคัดค้านการทุบทําลายกลุ่มอาคารศาลฎีกา  และขอให้ผู้รับผิดชอบจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีการอนุรักษ์กลุ่มอาคารศาลฎีกาในฐานะมรดกทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมของชาติ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติศาสตร์สังคมผ่านตึกรามบ้านช่องอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้แจ้งเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๒ ว่าได้รับการชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานจากสํานักงานศาลยุติธรรมแล้วจึงมีความเห็นว่าในชั้นนี้ยังไม่ปรากฎการกระทําที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ ฯลฯ ตามความในมาตรา ๑๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ตามมาตรา ๒๘ (๓) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

และได้เสนอแนะไปยังสํานักงานศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณาในเรื่องการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เสนอข้อคิดเห็นแล้ว ทั้งนี้หากมีข้อเท็จจริงประการอื่นใดที่แตกต่างไปจากคําวินิจฉัยนี้ให้แจ้งสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว

๒.๕  เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ เครือข่ายด้านอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย ดร.เดโช สวนานนท์ นายกสมาคมอิโคโมสไทยและคณะ  ดร.วันชัย มงคลประดิษฐ์  ประธานกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลป

สถาปัตยกรรมและคณะ พร้อมด้วย นายวสุ โปษยะนันทน์ ประธานกรรมาธิการอนุรักษ์ด้านศิลปสถาปัตยกรรมไทยประเพณีและคณะแห่งสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ นางภารนี สวัสดิรักษ์

ประธานเครือข่ายผังเมืองเพื่อสังคม และนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมได้เข้าพบอธิบดีกรมศิลปากร  ซึ่งต่อมาอธิบดีกรมศิลปากร ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่วธ.๐๔๐๓  /๓๓๒๓ ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ ถึงประธานศาลฎีกา ยืนยันว่ากลุ่มอาคารศาลฎีกาเป็นโบราณสถานตามนิยามที่กฎหมายกําหนด

๒.๖ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๓ นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายด้านอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในงาน

สถาปัตยกรรม และเครือข่ายด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เพิ่มเติมให้สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทราบข้อมูลเรื่องที่กรมศิลปากร ได้ยืนยันให้ประธานศาลฎีกาทราบว่ากลุ่มอาคารศาลฎีกาเป็นโบราณ

สถานตามนิยามที่กฎหมายกําหนดการรื้อทําลายโบราณสถานโดยหน่วยราชการเองนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างในการที่หน่วยราชการไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แล้วจะสามารถบังคับใช้กฎหมายกับประชาชน

ได้อย่างไร

๒.๗ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ในการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ที่ทําเนียบรัฐบาล ผู้แทนกรมศิลปากรได้ตอบคําถามความคืบหน้าเรื่องนี้ว่าสํานักงานศาลฎีกาได้

ขอความร่วมมือจากกรมศิลปากรเพื่อร่วมแก้ปัญหาซึ่งยังไม่สามารถเรียนให้ที่ประชุมทราบรายละเอียดได้  

๒.๘ เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔  ในการประชุมคณะกรรมการ คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ที่ทําเนียบรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการฯ รับทราบความเป็นโบราณสถาน ๒ อาคารของ

กลุ่มอาคารศาลฎีกาและมีมติว่ากรณีศาลฎีกาควรดําเนินการตามแนวทางของโครงการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่ออนุรักษ์พระราชวังสราญรมย์ ตามที่คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ได้มีมติ

เมื่อ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๑ โดยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ออกทั้งหมด และปรับปรุงพื้นที่ตามแนวคิดด้านภูมิสถาปัตยกรรมของโครงการ เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อแรกสร้าง ในการดําเนินโครงการได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระองค์ได้ทรงวินิจฉัยให้เป็นอาคาร ๓ ชั้น สถาปัตยกรรมเดิม สามารถดําเนินการก่อสร้างโดยไม่ได้นําเรื่องและแบบแปลนเสนอคณะกรรมการฯ  ทั้งนี้คณะกรรมการฯเห็นว่าโครงการก่อสร้างอาคารที่ทําการศาลฎีกาได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงไม่มีอํานาจที่จะพิจารณาให้ความเห็น สมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงดําเนินการตามหน้าที่ต่อไป

ข้อเรียกร้องสุดท้าย            

โดยที่การมีมติเมื่อ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๑ ของคณะคณะกรรมการคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าเรื่องโครงการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่ออนุรักษ์พระราชวังสราญรมย์ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๑ เห็นชอบโครงการทุบทําลายกลุ่มอาคารศาลฎีกาตามที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเสนอเพื่อก่อสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่สูงเกินกว่ากลุ่มอาคารในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งกระทรวงยุติธรรมระบุว่ามีค่าเฉลี่ยความสูงประมาณ ๓๒ เมตรนั้น เป็นมติในอดีตที่น่าจะถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญที่มีศักดิ์เหนือกว่า การดําเนินการรื้อถอนโบราณสถานนอกจากไม่สามารถ

ทําได้โดยถูกกฎหมายแล้ว การดําเนินการใดๆกับกลุ่มอาคารศาลฎีกาในปัจจุบัน น่าจะถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หาใช่ถือปฏิบัติตามมติใดๆที่เกิดขึ้นก่อนที่ประเทศไทย

จะได้มีการคุ้มครองสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ทั้งนี้ตามมาตรา ๕๗ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คําชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมี

ผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนําไปประกอบการพิจารณาใน

เรื่องดังกล่าว

การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสําคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ         

 

บัดนี้มีข้อมูลตามภาพถ่ายและบทความหนังสือพิมพ์แนบท้ายว่าขณะนี้  (ธันวาคม ๒๕๕๕)  มีการรื้อถอนส่วนประกอบของกลุ่มอาคารศาลฎีกาในส่วนอาคารส่วนที่สอง อาคารปีกตัววีฝั่งที่ติดกับคลองคูเมืองเดิมที่

สร้างต่อเนื่องกับ อาคารส่วนแรก ปลายตัววีด้านหลังอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์     

 

ข้าพเจ้าทั้งหลายตามรายนามแนบท้ายจึงขอเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิประชาชนตามมาตรา ๕๗ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยด่วนด้วย โดยรัฐต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ                                                                                                                                                              

ผู้สรุป ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๕   : นางจุฬา   สุดบรรทัด                 

นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมวาระปัจจุบัน

 

ข้มูลเพิ่มเติม

 

อีโคโมสต์ไทย จัดเสวนา [หยุด]รื้อ โบราณสถาน ศาลฎีกา [...] วันเสาร์ที่ 5 มกราคม 56 ตามลิ้งก์ http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/26/entry-1

หมายเหตุ : บทความย้อนหลัง

"เหตุผลที่ควรระงับ การรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกา (โดยทันที)" โดย ชาตรี ประกิตนนทการ ม.ศิลปากร

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=254402251355830&set=t.100004878248310&type=3&theater

 

องค์กรใหญ่ มีความเห็นไม่ตรงกัน ขาดคนกลางมาไกล่เกลี่ย ...การอนุรักษ์มรดกชาติ มีปัญหา

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/24/entry-2

 

ประวัติศาสตร์ที่มีลมหายใจ (เฮือกสุดท้าย) คงจะหายสาบสูญ ถ้าเราไม่ช่วยกัน (ส่งเสียง)

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/24/entry-1

 

"คณะกรรมการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ ค้านศาลฎีกาทุบอาคารเก่า ชี้ไม่มีใครกล้าทัดทานเพราะกลัวอำนาจศาล" ตามลิ้งก์ http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/23/entry-1

 

"ข่าวเดียวกัน ออกมาพร้อมๆ กันจาก 2 หน่วยงาน แต่สับสน"

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=256110064518382&set=t.100004878248310&type=3&theater

 

กรมศิลป์ ฝ่ากระแส เสือกระดาษ ไร้อำนาจ “เดินหน้า ค้านทุบศาลฎีกา” จาก Thairathonline

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2012/12/25/entry-1

 

มีบทความเดิม ข้อเสนอในการปกป้องสมบัติชาติ มรดกแห่งประวัติศาสตร์ ที่เคยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=rattanakosin&date=27-12-2012&group=1&gblog=109

 

ไร้“ราก”ไร้“ประวัติศาสตร์”ใครจะปกป้อง“กลุ่มอาคารศาลฎีกา”โดนรื้อไปมากแล้ว แล้วมรดกชาติจะเป็นยังไง

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2013/01/02/entry-1

ท่านใดที่สนใจ ร่วมเป็นเครือข่าย ปกป้อง มรดกเมือง มรดกของเรา เข้าไปกด like ที่ Facebook “Urban Heritage – มรดกเมือง มรดกของเรา” ตามลิ้งก์ http://www.facebook.com/UrbanHeritageThai 

 

 

 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 04/01/2013 เวลา : 22.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ประเทศกำลังตกอยู่ในสภาพบ้านแตกครับ
เริ่มจะไม่มีใครฟังใครกันแล้ว...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน