*/
  • ชมวิวทิวทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 172
  • จำนวนผู้ชม : 413108
  • จำนวนผู้โหวต : 50
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
<< เมษายน 2013 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน 2556
Posted by ชมวิวทิวทัศน์ , ผู้อ่าน : 1207 , 17:41:12 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน เฟื่อง โหวตเรื่องนี้

 

คนสั่งรื้อ ไม่ทราบว่าทำการศึกษาในการอนุรักษ์อาคารทรงคุณค่ากันอย่างจริงจังหรือเปล่า

แต่คนคัดค้านการรื้อถอน เป็นผู้มีทักษะ มีความรู้ความเข้าใจ แต่ไม่มีอำนาจ ก็ไม่ทราบว่า ประธานศาลฎีกา จะเข้าใจ และปรับแนวทางการอนุรักษ์ให้เป็นไปตามหลักสากลหรือเปล่า ...ดูกันต่อไปครับ

 

วันนี้มีบทความจาก มติชนออนไลน์ เกี่ยวกับ "ข้อเสนอแนะและจดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกา กรณี รื้อ-สร้าง ศาลฎีกาใหม่" ลองอ่านกันดูครับ

Copy//นายชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกา ระหว่างจัดเสวนาหัวข้อ "ข้อเสนอแนะและจดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกา กรณี รื้อ-สร้าง ศาลฎีกาใหม่" เมื่อวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2556 เวลา 13.00 น. ณ ท้องพระโรง หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ  โดยรายละเอียดของจดหมายมีดังนี้

 

จดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกาเรื่อง การรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกา และ ข้อเสนอเพื่อพิจารณาสำหรับการก่อสร้างอาคารศาลฎีกาใหม่

 

เรียนประธานศาลฎีกา

ตามที่เป็นข่าวว่าสำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการก่อสร้างกลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่โดยตัดสินใจรื้อกลุ่มอาคารเดิมลงเกือบทั้งหมดยกเว้นเพียงอาคารหลังที่1 ด้านหลังพระอนุสาวรีย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เพียงเท่านั้น

 

การตัดสินใจดังกล่าวนำมาซึ่งกระแสคัดค้านอย่างกว้างขวางในสังคมโดยมีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบคือหนึ่งคุณค่าประวัติศาสตร์และสถานะความเป็นโบราณสถานของอาคารที่ถูกรื้อ,สอง ความสูงอาคารใหม่ที่มากถึง 31.70 เมตร มากกว่ากฏหมายกำหนด 2 เท่า, สาม ประเด็นการศึกษาผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบอันเต็มไปด้วยโบราณสถานสำคัญของชาติ ว่าได้คำนึงถึงมากน้อยเพียงใด, และสี่ ประเด็นการขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ในการพิจารณาดำเนินโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมากถึง 2,525 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูลวิชาการยืนยันในความไม่เหมาะสมของโครงการนี้ที่ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านจากทั้งนักวิชาการ และภาคประชาชนจากหลากหลายภาคส่วน แต่การรื้อถอนเพื่อสร้างอาคารศาลฎีกาใหม่ก็ยังดำเนินต่อไป โดยมิได้มีการทบทวนข้อคัดค้านจากหลายๆ ฝ่าย ไม่แม้กระทั่งพิจารณาชะลอโครงการไปก่อนเพื่อเปิดเวทีสาธารณะแลกเปลี่ยนข้อมูลทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

 

การยืนยันดำเนินโครงการก่อสร้างกลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่โดยไม่รับฟังข้อเสนอทางวิชาการต่างๆได้นำไปสู่กระแสคัดค้านที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆดังเห็นได้จากแถลงการณ์โดยองค์กรภาคประชาชนหลายองค์กรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาซึ่งไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ สำคัญที่สุดคือ อธิบดีกรมศิลปากรได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ทำการรื้อถอนกลุ่มอาคารศาลฎีกา เมื่อต้นปี พ.ศ. 2556

 

ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดคำถามและข้อสงสัยมากมายจากสังคม อันอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในสถาบันตุลาการในอนาคต

 

ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยศิลปากรในฐานะสถาบันการศึกษาที่รับผิดชอบผลิตบัณฑิตและสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวได้มีความห่วงใยต่อสถาบันตุลาการเป็นอย่างสูงจึงใคร่ขอเสนอความเห็นทางวิชาการต่อประธานศาลฎีกาในฐานะผู้บริหารสูงสุดผ่านไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายในสำนักงานศาลยุติธรรมที่รับผิดชอบโครงการนี้เพื่อพิจารณาทบทวนแนวทางในการดำเนินการก่อสร้างกลุ่มอาคารศาลฎีกาอีกครั้ง โดยมีข้อเสนอที่สำคัญทั้งสิ้น 6 ประการ ดังต่อไปนี้

 

ประการที่หนึ่ง เป็นที่ชัดเจนว่า อาคารหลังที่ 1 และหลังที่ 2 ในกลุ่มอาคารศาลฎีกาปัจจุบันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่ระลึกในการได้รับเอกราชทางการศาลโดยสมบูรณ์,มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่,และมีสถานะเป็นโบราณสถานตามที่กฏหมายกำหนดคุณค่าเหล่านี้ได้รับการยืนยันชัดเจนจากอธิบดีกรมศิลปากรตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ. 2553. ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาคุณค่าดังกล่าว สำนักงานศาลยุติธรรมควรพิจารณารื้อฟื้นอาคารหลังที่ 2 ซึ่งถูกรื้อลงทั้งหมดแล้ว ด้วยวิธีการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ (Reconstruction) โดยเป็นการปฏิสังขรณ์เฉพาะเปลือกอาคาร (Facade) ในลักษณะเดิม. ส่วนพื้นที่ภายใน สำนักงานศาลยุติธรรมสามารถออกแบบตามความต้องการสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องปฏิสังขรณ์ให้เหมือนลักษณะเดิมก่อนถูกรื้อแต่อย่างใด

 

ประการที่สอง สำนักงานศาลยุติธรรมควรพิจารณาทบทวนการตีความเรื่องสถานะความเป็นโบราณสถานของอาคารหลังที่2อีกครั้งเพื่อให้พระราชบัญญัติโบราณสถานยังคงเป็นกฏหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ สามารถปฏิบัติได้จริงต่อไปในอนาคต. ทั้งนี้ เนื่องจากการแถลงข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โฆษกศาลยุติธรรมเสนอว่า อาคารหลังที่ 2 ไม่มีสถานะเป็นโบราณสถาน เพราะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานอย่างเป็นทางการ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา. ซึ่งการตีความดังกล่าวจะทำให้การปกป้องโบราณสถานของชาติในอนาคต ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป. เพราะการขึ้นทะเบียนโบราณสถานต้องใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปี. ดังนั้นหากเทียบเคียงกรณีของอาคารศาลฎีกาไปใช้ในอนาคต ย่อมนำไปสู่มาตรฐานในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ เจ้าของโบราณสถานสามารถรื้อทำลายโบราณสถานที่กำลังอยู่ระหว่างรอขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการได้ เพราะยังไม่เป็นโบราณสถาน และยังไม่ถูกคุ้มครองจากกฏหมาย  

 

ประการที่สาม รูปแบบสถาปัตยกรรมอาคารศาลฎีกาใหม่ แม้จะได้รับการออกแบบตามฉันทลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรมไทยอย่างถูกต้องสมบูรณ์. แต่ด้วยความสูงที่มากถึง 31.70 เมตร สูงเกินกว่าที่กฏหมายอาคารในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในกำหนดไว้ถึง 2 เท่า ย่อมเป็นการทำลายมาตรฐานในการบังคับใช้กฏหมายความสูงอาคาร และจะทำให้กฏหมายฉบับนี้ขาดความชอบธรรมในการบังคับใช้กับอาคารหลังอื่นในอนาคต. แม้ในกรณีนี้จะได้รับอนุมัติพิเศษจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2531 แล้วก็ตาม. แต่ประเด็นเรื่องความถูกต้องชอบธรรมของการงดเว้นกฏหมายนั้น จะกลายเป็นความด่างพร้อยต่อสำนักงานศาลยุติธรรมในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นหน่วยงานเดียวที่ได้รับอภิสิทธิ์ในการของดเว้นกฏหมาย. อีกทั้งเหตุผลของการได้รับสิทธิพิเศษตามที่ทางสำนักงานศาลยุติธรรมแถลงผ่านสื่อต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลที่สมควรจะต้องของดเว้นกฏหมายแต่อย่างใด. ดังนั้น หากสำนักงานศาลยุติธรรมยืนยันสร้างอาคารหลังใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างอาคารมีความสูงไม่เกิน 16 เมตร เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายเอาไว้. สำนักงานศาลยุติธรรมควรเป็นผู้นำในการปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด มิใช่แสดงเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องด้วยการหลีกเลี่ยงกฏหมาย ด้วยการของดเว้นเป็นกรณีพิเศษ

 

ประการที่สี่ นอกจากประเด็นเรื่องการหลีกเลี่ยงกฏหมายแล้ว ความสูงที่มากถึง 31.70 เมตร ยังนำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับผลกระทบต่อทัศนียภาพโบราณสถานสำคัญระดับชาติที่มีอยู่ในพื้นที่. ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมควรทำการเปิดเผยแบบก่อสร้างจริงสู่สาธารณะ และดำเนินการศึกษาผลกระทบในเชิงทัศนียภาพต่อโบราณสถานโดยรอบอย่างชัดเจน เป็นวิชาการต่อไป. อีกทั้งการเปิดเผยแบบก่อสร้างสู่สาธารณะยังเป็นการแสดงถึงความโปร่งใสของสำนักงานศาลยุติธรรมในการดำเนินโครงการนี้ต่อประชาชนด้วย

 

ประการที่ห้า ในส่วนของอาคารหลังที่3ด้านถนนราชดำเนินในซึ่งจะถูกรื้อถอนในอนาคตแม้กรมศิลปากรมิได้กำหนดให้เป็นโบราณสถาน แต่เนื่องจากรูปแบบสถาปัตยกรรมมีความสอดคล้องกับอาคารหลังที่ 1 และ 2 อีกทั้งสภาพของอาคารยังอยู่ในสภาพดีมาก. ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมควรพิจารณาเก็บรักษาเปลือกอาคาร (Facade) หลังที่ 3 เอาไว้เช่นเดียวกัน และเลือกวิธีการปรับเปลี่ยนเฉพาะพื้นที่ใช้สอยภายในแทน ซึ่งความก้าวหน้าทางวิชาสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมในปัจจุบัน สามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในได้หลากหลายและตอบสนองความต้องการได้อย่างเต็มที่ และไม่แตกต่างจากการรื้อสร้างใหม่แต่อย่างใด

 

ประการที่หก สำนักงานศาลยุติธรรม ควรพิจารณาระงับโครงการรื้อถอนและก่อสร้างกลุ่มอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ทั้งหมดออกไปก่อน. พร้อมทั้งเปิดเวทีวิชาการสาธารณะขึ้นเพื่อให้ทุกภาคส่วนที่มีความเห็นแตกต่างกันได้เข้ามาร่วมกันเสนอความเห็นและข้อมูลทางวิชาการเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมต่อไป

 

สุดท้ายนี้ในนามของอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งมีความเคารพในสถาบันตุลาการเป็นอย่างสูงอยากจะเรียนประธานศาลฎีกา ผ่านไปยังสำนักงานศาลยุติธรรม ให้พิจารณาข้อเสนอข้างต้นอย่างละเอียด และใคร่ขอเรียกร้องให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ,อนุรักษ์อาคารอันเป็นประวัติศาสตร์การยุติธรรมที่สำคัญ,รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการเคารพปฏิบัติตามกฎหมายที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตามแนวนโยบายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน

ขอแสดงความนับถือ

ชัยชาญ ถาวรเวช

อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

 27 เมษายน 2556

....................................................................

อ้างอิงลิง้ก์มติชนออนไลน์ ขอขอบคุณ มา ณ ที่นี้ครับ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367060601&grpid=03&catid&subcatid



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน