• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205178
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม 2560
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 512 , 15:46:27 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วิธีรับมือกับการถูกประเมินผลงานที่ไม่เป็นธรรม

หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์

------------------------------------------

.

 

 

แน่นอนว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

แต่ “เงิน” ที่คุณได้รับจากงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน, คอมมิชชั่น หรือโบนัส ต่างเกิดจากผลลัพธ์ของงานทั้งสิ้น

และสิ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าเงินเดือน, คอมมิชชั่น หรือโบนัสของคุณจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็คือการประเมินผลการทำงาน ครับ

.

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะของตำแหน่งงานที่ต้องถูกประเมินเพียงอย่างเดียว หรือเป็นหัวหน้างานที่ต้องประเมินผลการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยและถูกหัวหน้างานที่สูงขึ้นไปกว่าคุณประเมินคุณด้วย

ปัญหาที่เจอคือ หากคุณถูกหัวหน้างานของคุณประเมินผลงานแบบไม่เป็นธรรม คุณจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร?

.

อันดับแรกเลยคุณต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า คำว่า “ไม่เป็นธรรม” นั้น เป็นข้อเท็จจริง หรือ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคุณที่คุณคิดเอาเอง

.

โดยปกติ องค์กรจะรับหรือจ้างพนักงานโดยดูจาก “คุณสมบัติ” ที่ผู้สมัครคนนั้นมี และใช้การทดลองงานเป็นเครื่องมือในการฝึกงานเพื่อให้พนักงานคนนั้นเรียนรู้เนื้องานตามหน้าที่ (Job Description) ที่ได้ชี้แจงและตกลงกันไว้ตอนสัมภาษณ์

ในองค์กรที่รับสมัครพนักงานด้วยวิธีนี้ก็มักจะใช้ (KPI) เป็นตัวชี้วัดผลการทำงานเป็นหลัก

.

แต่มีองค์กรจำนวนมากในปัจจุบันที่นิยมใช้ Competency เป็นหลักในการประเมินผลการทำงาน

Competency (สมรรถนะในการทำงาน) นี้คือ คุณสมบัติในการทำงานที่องค์กรคาดหวังจากตัวคุณ

.

เนื่องจากองค์กรจะตั้งมาตรฐานความสำเร็จในระดับสูงสุดที่ตนเองต้องการขึ้น จากนั้นจะระบุ “สมรรถนะ” ที่พนักงานในองค์กรของตนเองจำเป็นต้องมีเพื่อการบรรลุความสำเร็จในระดับสูงสุดนั้น และพัฒนาพนักงานไปตาม Roadmap การฝึกฝนและพัฒนาที่องค์กรจัดทำขึ้น

จากนั้นองค์กรจะผนวกการพัฒนาพนักงานและการประเมินผลการทำงานของพนักงานนั้นๆเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุดจากการการทำงานบนคุณสมบัติที่ได้รับการพัฒนาแล้วของพนักงานคนนั้น

เพราะด้วยวิธีประเมินผลการทำงานเช่นนี้ พนักงานจะไม่ใช่แค่ทุ่มเททำงานเพื่อความสำเร็จของงานเท่านั้น แต่จะทุ่มเทเพื่อพัฒนาตนเองให้มีความสามารถที่มากขึ้นตามที่องค์กรคาดหวังสำหรับการบรรลุความสำเร็จในมาตรฐานที่สูงขึ้นด้วย

.

ดังนั้น ข้อดีจากการที่องค์กรใช้ Competency เป็นหลักในการประเมินผลงานของคุณก็คือ คุณจะได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของคุณไปสู่ระดับมืออาชีพในสายงานของคุณตาม Roadmap การพัฒนาบุคลากรขององค์กรของคุณได้ไม่ยาก

คุณจะเป็นได้มากกว่าที่คุณเคยคิดว่าคุณจะเป็นได้ และได้ตระหนักว่าคุณมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตนเองมากแค่ไหน หากองค์กรไม่ได้ใช้วิธีวัดผลงานแบบนี้ในการผลักดันศักยภาพนั้นออกมา

แต่ข้อเสียคือ คุณจะต้องทนรับกับแรงกดดันที่เกิดจากการประเมินมาตรฐานผลงาน เพราะ Competency ไม่ได้วัดผลงานจากความสามารถที่คุณมี(ในตอนนี้) แต่จากมาตรฐานการทำงานที่องค์กรคาดหวังว่าคุณจะพัฒนาให้มีในเวลาที่เขากำหนด

.

แต่ไม่ว่าองค์กรของคุณจะใช้วิธีใดในการประเมินผลการทำงาน ยังไงก็ยังจำเป็นต้องใช้ “หัวหน้างาน” ในแต่ละระดับชั้นในการประเมินผลการทำงานอยู่ดี

.

------------------------------------------------

.

ทุกความสัมพันธ์ในชีวิตของคนเรา จะมีจุดยืนของความสัมพันธ์อยู่ 4 แบบ (จุดยืนของชีวิต) ได้แก่

แบบที่หนึ่ง : คุณแพ้ ผมชนะ

แบบที่สอง : คุณชนะ ผมแพ้

แบบที่สาม : คุณแพ้ ผมแพ้ (เราแพ้)

แบบที่สี่ : คุณชนะ ผมชนะ (เราชนะ)

การไม่เข้าใจกันจะทำให้ความสัมพันธ์ทุกประเภทเกิดปัญหาในสามแบบแรก

.

ในเรื่องการถูกประเมินผลการทำงานก็เช่นกัน

ในงานแต่ละตำแหน่งของแต่ละแผนก ก็จะมีดัชนีที่ใช้ชี้วัดประสิทธิภาพของงานแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ที่องค์กรกำหนดขึ้น

แต่ทุกดัชนีชี้วัดที่ใช้นั้นจะสะท้อน “ความเป็นจริง” ได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับตัว “ผู้ทำการประเมิน” เป็นสำคัญ

ซึ่งผู้ที่ทำการประเมินก็จะได้แก่ “หัวหน้างาน” ในแต่ละระดับชั้นขึ้นไป

ดังนั้น เมื่อใช้ “คน” เป็นผู้ทำการประเมิน มันจึงเป็นไปได้ที่จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น

เพราะธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล

.

คุณอาจจะโชคดี เจอองค์กรที่ดี เจอหัวหน้างานที่ดี เจอเพื่อนร่วมงานที่ดี และได้รับการประเมินงานที่ดี

แต่ถึงคุณไม่ได้โชคดี คุณก็ยังต้องทำงานเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนไปใช้ในชีวิตประจำวันอยู่มิใช่หรือ

ด้วยความจำเป็นเช่นนี้ ตามความเห็นส่วนตัวของผม

หัวหน้างานของคุณจะเป็นคนที่เที่ยงธรรมหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น!!! เพราะเป็นปัจจัยภายนอกที่คุณควบคุมไม่ได้

แต่ประเด็นอยู่ที่คุณรับมือกับหัวหน้างานที่ไม่ยุติธรรมนี้อย่างไร

ซึ่งคุณเป็นเจ้าของความคิด และ “ความคิด” เป็นเพียงสิ่งเดียวในโลกนี้ที่คุณควบคุมมันได้ 100%

.

>>> #วิธีที่คุณใช้รับมือกับปัญหาจะบอกให้รู้ว่าคุณเป็นคนเช่นไร

.

จากจุดยืนของชีวิต หรือ ความสัมพันธ์ 4 แบบ ข้างต้น

หากคุณเจอหัวหน้างงานที่ไม่เที่ยงธรรม (ไม่ขอขยายความแล้วกันว่าหมายถึงหัวหน้างานแบบไหน เพราะผมรู้ว่าคุณรู้) และคุณยอมให้เขาประเมินผลงานแบบไม่เป็นธรรม โดยเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทนทำงานที่ต้องทำต่อไปด้วยใจเป็นทุกข์

คุณจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบที่หนึ่งทันที คือนั่น คุณแพ้ เขาชนะ

.

หากคุณไม่ยอมรับผลการประเมินที่ไม่เป็นธรรม และโวยวายหรือแสดงความไม่พอใจการประเมินนั้นอย่างออกนอกหน้า แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของคุณกับหัวหน้างาน จะเป็นความสัมพันธ์แบบที่สอง คือคุณชนะ เขาแพ้

แต่คุณจะชนะเขาได้ในตอนนั้นเท่านั้น!

มันจะเป็นเช่นนั้นได้ไม่นาน เพราะทั้งคุณและหัวหน้างาของคุณก็จะทำงานกันด้วยความรู้สึกกินแหนงแคลงใจ และไม่มีความสุข และเขาที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าและรู้สึกถูกลูบคมให้สูญอำนาจ อาจใช้อำนาจในทางไม่ชอบโดยทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานของคุณเกิดปัญหาได้ในที่สุด

จากความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงในแบบที่สอง จะนำทั้งคุณและหัวหน้างานของคุณมาสู่ความสัมพันธ์แบบที่สามคือ แพ้ทั้งคู่

.

การไม่ลงรอยกันระหว่างหัวหน้างานกับผู้ใต้บังคับบัญชา ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของงาน

จนในท้ายที่สุด องค์กรก็จะได้รับผลกระทบและเสียประโยชน์ไปด้วยจากการขาดความสามัคคีของคนในองค์กร

.

พนักงานบางคนอาจประชดองค์กรของคุณหรือหัวหน้างานของคุณด้วยการทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเพื่อให้องค์กรหรือหัวหน้างานของคุณเสียประโยชน์

แต่หากพิจารณาให้ดี การทำเช่นนี้ คุณเองในฐานะพนักงานเสียประโยชน์มากกว่าองค์กรหรือหัวหน้างานของคุณแน่นอน เพราะเมื่อองค์กรหรือหัวหน้างานของคุณล้ม คุณในฐานะพนักงานย่อมล้มลงด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ต่างกันตรงที่ว่า เขาเหล่านั้นล้มลงบนฟูก ซึ่งการล้มลงของคุณเจ็บกว่าของพวกเขามาก

พนักงานบางคนอาจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการตัดสินใจลาออก

แต่หากพิจารณาอย่างมีสติ การตัดสินใจลาออกอาจเป็นการเพียงการเปลี่ยนสถานที่ที่จะมีปัญหาของคุณเท่านั้น

นั่นเพราะ วิธีคิดก่อให้เกิดพฤติกรรม พฤติกรรมก่อให้เกิดผลลัพธ์  ดังนั้น หากวิธีคิดเกี่ยวกับคนและงานของคุณไม่เปลี่ยน การลาออกแล้วหาที่ทำงานใหม่จึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับคุณแน่

.

แล้วจะทำอย่างไรให้จุดยืนทางความสัมพันธ์มันออกมาแบบที่สี่ คือ “เราชนะ” ได้หล่ะ ในเมื่อหัวหน้างานของคุณเป็นคนแบบนี้

นี่คือคำถามสำคัญที่มีความสุขและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณเป็นรางวัล

----------------------------------

.

เพื่อทำให้คุณสามารถสร้างจุดยืนทางความสัมพันธ์แบบที่สี่คือ เราชนะ ให้เกิดขึ้นได้

คุณต้องทำความเข้าใจ “ข้อเท็จจริง” บางอย่างให้ดีเสียก่อน

.

อันดับแรก คุณต้องแบ่งงานเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ก่อน คือการทำงานเพื่อตนเองในฐานะของคนทำงานอิสระหรือผู้ประกอบการ กับ การทำงานเพื่อคนอื่นคือการทำงานในฐานะของพนักงานหรือลูกจ้าง

ไม่ว่าคุณจะทำงานประเภทไหนอยู่ในตอนนี้

หากคุณต้องการให้งานที่คุณทำมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อบรรลุความสำเร็จที่มากขึ้นอันจะนำไปสู่เงินเดือนที่สูงขึ้น คอมมิชชั่นที่มากขึ้น และโบนัสที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่คุณจะไม่ทำไม่ได้เลยก็คือ “การประเมินผลงานของตัวคุณเอง” ในแต่ละวัน ว่าเป็นไปตามมาตรฐานงานที่องค์การของคุณกำหนดไว้หรือไม่

งานทั้งสองประเภทนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ต้องทำการประเมินผลงานคนแรกไม่ใช่หัวหน้างานของคุณ แต่คือตัวคุณเอง!

คุณคือ QC ในงานที่คุณรับผิดชอบ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่ทำเพื่อคนอื่น หรือ งานที่คุณทำเพื่อตัวคุณเอง

.

โอกาสที่ความสำเร็จในงานที่คุณต้องรับผิดชอบจะออกมาต่ำกว่าเกณฑ์จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก

หากคุณทำงานนั้นด้วยความทุ่มเทเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถเพื่อให้ผลลัพธ์ของงานนั้นออกมาดีที่สุด และ มีการประเมินผลงานของสิ่งที่คุณทำอย่างเที่ยงธรรมเป็นระยะๆในเวลาที่เหมาะสม เพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้งานที่ต้องรับผิดชอบนั้นประสบผลสำเร็จตามดัชนีชี้วัดผลงานที่องค์กรของคุณหรือตัวคุณเองในฐานะผู้ประกอบการตั้งไว้

.

มีคำกล่าวว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”

ดังนั้น การทำงานด้วยวิธีคิดและวิธีทำเช่นนี้ ผลสำเร็จของงานนั้นย่อมสะท้อนคุณค่าในตัวคุณได้เป็นอย่างดีว่าคุณเป็นผู้ที่สามารถทำงานได้สำเร็จตรงตามมาตรฐานที่องค์กรตั้งไว้ หรือทำงานได้ตามมาตรฐานงานที่ตัวคุณเองตั้งไว้

และผลของงานนั้นจะเป็นเกราะคุ้มกันภัยที่แท้จริงให้คุณในกรณีที่คุณถูกคนบางคน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างานที่ไม่เป็นธรรมนั้น หรือเพื่อนร่วมงานที่นิสัยไม่ดีบางคนเอารัดเอารัดเอาเปรียบ

.

แต่ย่อมเป็นไปได้ครับที่ แม้คุณจะทำงานได้อย่างดีเยี่ยม และผลของงานของคุณก็เป็นที่ประจักษ์ชัดเช่นนั้น แต่คุณกลับ <<< รู้สึก >>> ว่าตนเองถูกประเมินผลงานแบบไม่เป็นธรรม

อะไรคือปัญหาที่แท้จริงในเรื่องนี้?

.

#การไม่เข้าใจกัน คือปัญหาของทุกความสัมพันธ์ในสังคม

และการไม่เข้าใจกันของคนเราส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ การไม่เปิดใจคุยกันให้ชัดเจนในจุดยืนหรือบทบาทของตนนั่นเอง

.

ในการรับสมัครพนักงานทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลที่ทำหน้าที่คัดกรองบุคลากรแทนองค์กร นอกจากจะมีหน้าที่ในการแจ้งผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการทำงานให้องค์กรแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องแจ้งให้พนักงานใหม่ทราบทุกครั้งคือบทบาทและหน้าที่ที่พนักงานต้องมีเพื่อความสำเร็จร่วมกันของทั้งตัวลูกจ้างเองและองค์กร

เพราะองค์กรใดๆก็ตามจะประสบความสำเร็จได้ยากมาก หากชีวิตของลูกจ้างที่ทำงานให้องค์กรนั้นๆล้มเหลวจาก “การทำงานอย่างมีความสุขในองค์กรของเขาเอง”

การพูดคุยให้รับทราบและเข้าใจในจุดยืนของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง, พนักงานระดับหัวหน้างานทุกระดับ รวมไปถึงลูกจ้างและพนักงานในทุกแผนกจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การที่พนักงานแต่ละระดับชั้นในองค์กรต่างทำงานในหน้าที่รับผิดชอบของตนเองด้วยการตระหนักรู้ในคุณค่าและเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองที่มีต่อองค์กรได้ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในทุกระดับที่องค์กรต้องการ

.

ความสำเร็จที่องค์กรปรารถนา ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม แท้จริงแล้วก็คือความปรารถนาของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

แต่ความปรารถนาของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนั้น จะสำเร็จได้มากกว่าหรือน้อยกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้ ทั้งหมดเกิดจากการทำงานของคนอีกกลุ่มหนึ่งนั่นคือพนักงานหรือลูกจ้าง

พนักงานหรือลูกจ้างเหล่านั้นไม่ได้คาดหวังสิ่งที่ยิ่งใหญ่ใดมากไปกว่าการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามสัดส่วนของงานและบทบาทหน้าที่ที่พวกเขารับผิดชอบ

.

ดังนั้น หากทั้งองค์กรเองก็ดี ผู้บริหารทุกระดับที่ต้องทำหน้าที่แทนองค์กรในการดูและพนักงานให้ทำงานให้ได้ตามความคาดหวังขององค์กรก็ดี ตัวพนักงานทุกระดับที่ต้องการใช้งานที่ตนเองรับผิดชอบเป็นสะพานก้าวข้ามไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ดี ต่างพูดคุยกันอย่างเปิดใจและทำความเข้าใจในจุดยืนของกันและกันให้ดี

องค์กรนั้นย่อมเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จที่แต่ละคนปรารถนาได้โดยปราศจากอุปสรรคภายในใดๆมาขัดขวางได้อย่างแน่นอน และทุกคนก็จะสามารถมีความสุขจากการต้องตื่นขึ้นในตอนเช้าเพื่อไปทำงานให้สำเร็จในทุกวัน

เพราะทุกคนจะรู้ดีว่า หากทำงานไม่สำเร็จจนทำให้องค์กรล้มเหลว นั่นเท่ากับว่า ทุกชีวิตที่ต้องอาศัยองค์กรนั้นอยู่ก็จะล้มเหลวตามไปด้วย

แต่หากพวกเขาทุ่มเททำงานในบทบาทหน้าที่ของตนเองจนประสบความสำเร็จตามที่องค์กรคาดหวังได้ นั่นก็เท่ากับว่า ทุกชีวิตที่ต้องอาศัยองค์กรนั้นประสบความสำเร็จตามไปด้วยเช่นกัน

.

ข้อดีของการฝึกคิดและรับมือกับปัญหาเรื่องการถูกประเมินงานไม่เป็นธรรมตามวิธีที่ผมแนะนำนี้ นอกจากจะช่วยทำให้คุณทำงานได้อย่างเต็มกำลังเพื่อให้ผลงานของคุณอยู่ในระดับที่ดีจนทุกฝ่ายได้ประโยชน์ได้แล้ว ยังจะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอื่นๆในชีวิตของคุณเองได้อีกด้วย

เพราะในความเป็นจริงแล้ว การประเมินงาน หรือ คำวิพากษ์วิจารณ์ ต่างก็จัดเป็น “ความคิดเห็นส่วนตัว” ของคนที่ต้องทำหน้าที่ประเมินหรือคนที่วิพากษ์วิจารณ์คุณคนนั้นเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้

ซึ่งคุณน่าจะรู้สัจธรรมทุกชีวิตของหนึ่งอยู่แล้วว่า “ไม่มีใครไม่ถูกนินทา”

.

แม้กระทั่งคนที่ดีและทำดีมามากอย่างพระพุทธเจ้าหรือ แม้แต่ในหลวงรัชกาลที่ ๙  ในพระบรมโกศ ก็ยังไม่วายที่จะถูกผู้อื่นตัดสิน, ประเมิน หรือ วิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่พวกท่านทำอยู่ดี

ดังนั้น หน้าที่ของคุณไม่ใช่การวิ่งหนีหรือหลบหลีกคำพูดเหล่านั้น แต่คือการพิสูจน์ตัวคุณเองด้วย “ผลของงาน” ที่คุณต้องทำ ด้วยการทำงานในบทบาทหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดตามความมาตรฐานงานสูงสุดที่คุณคาดหวังจากตัวคุณ ไม่ใช่จากมาตรฐานงานสูงสุดที่ผู้อื่นคาดหวังจากตัวคุณ

ซึ่งผมเชื่อว่า หากคุณต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุขและประสบความสำเร็จ

คุณคงจะไม่ตั้งมาตรฐานงานของคุณไว้ต่ำจนเกินไป จริงไหมครับ

.

หวังว่าบทความชิ้นนี้น่าจะเป็นทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นให้คุณกับใครอีกหลายๆคนที่ยังต้องอาศัยประโยชน์จากการทำงานให้องค์กรอยู่ และทำให้ตัวคุณสามารถมีวิธีคิดและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อการทำงานในองค์กรให้มีความสุขและประสบความสำเร็จตามที่ทุกฝ่ายคาดหวังครับ

-------------------------------------------------

.

"คุณมีความสุขและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาแล้วหรือยัง ?”

ถ้ายัง...และต้องการผลลัพธ์ใหม่ให้ชีวิต...ติดต่อโค้ชธนา

ผมพร้อมให้บริการด้วยหลักสูตรออนไลน์ที่การันตีผลลัพธ์ใหม่ให้ชีวิตของคุณ

.

ทำความรู้จักหลักสูตรออนไลน์ของโค้ชธนาตามลิงค์แนบ

https://web.facebook.com/pg/SpiritualeyebyThana/shop/?ref=page_internal

ทำความรู้จักโค้ชธนาให้มากขึ้นตามลิงค์แนบ

https://web.facebook.com/SpiritualeyebyThana/posts/458283247894793:0

.

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรหรือสมัครเรียนออนไลน์ In box มาที่เพจได้เลยครับ

.

#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ

#XDreamเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา

#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]