• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันพุธ ที่ 5 เมษายน 2560
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 437 , 18:38:20 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

#คุณยืนหยัดในสิ่งที่คุณเชื่อมากแค่ไหน?

##หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์

------------------------------------------------

.

นับตั้งแต่ได้ดู Batman ไตรภาคของผู้กำกับมากฝีมือ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ไม่คิดว่าจะสามารถชื่นชอบซูเปอร์ฮีโร่ตัวไหนได้อีก จนกระทั่งได้รู้จักกับตัวละครอย่างสตีฟ โรเจอร์ ความคิดที่ว่านั้นก็เปลี่ยนไป

.

 

ซูเปอร์ฮีโร่ทุกตัวจะมีจะมีพลังพิเศษ

และการมีพลังพิเศษก็แสดงถึงการมี “ภาวะผู้นำ” ในตัวของซูเปอร์ฮีโร่ตัวนั้น

แต่การที่เราจะดูว่าซูเปอร์ฮีโร่ตัวไหนมี “ภาวะผู้นำ” มากกว่ากันนั้น

เราต้องมาทำความเข้าใจคำว่า “ภาวะผู้นำ” ให้ถ่องแท้เสียก่อน

.

สัญชาตญาณพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ก็คือการดิ้นรนต่อสู่เพื่อเอาชีวิตรอด

ด้วยเหตุนี้ เราส่วนใหญ่จึงคิดและทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง

แต่คนที่คิดและทำเพื่อตนเองเพียงฝ่ายเดียวจะไม่มีทางทำให้คนเรามี “ภาวะผู้นำ” ได้

เพราะ “ภาวะผู้นำ” มีจุดเริ่มต้นมากจากการคิดและทำเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตนเอง

.

จากหลักคิดข้างต้น ตัวละครซุเปอร์ฮีโร่ใน Marvel ทุกตัว ล้วนมี “ภาวะผู้นำ” ด้วยกันทั้งสิ้น

เพราะเมื่อผู้บริสุทธ์ถูกคุกคาม พวกเขาล้วนเข้าต่อสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลกโดยนึกถึงผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้งเสมอ

.

แต่บรรดาซุเปอร์ฮีโร่ของ Marvel ทุกตัว ตัวละครของ สตีฟ โรเจอร์ หรือ กัปตันอเมริกา คือคนที่มี “ภาวะผู้นำ” มากที่สุด

.

เหตุผลที่ตำแหน่งซูเปอร์ฮีโร่ที่มี “ภาวะผู้นำมากที่สุด” ตกเป็นของกัปตันอเมริกา ไม่ใช่เพราะเขามีตำแหน่งกัปตันในการนำทีม Avengers เข้าต่อกรกับเหล่าศัตรูแต่อย่างใด

แต่เหตุผลที่เขาได้ตำแหน่งนี้เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนที่มี “ความคิดถูกต้องเที่ยงตรง” มากที่สุด

.

พลังของซูเปอร์ฮีโร่แต่ละตัวมีที่มาแตกต่างกัน

แต่ “พลังพิเศษ” ทุกชนิด ไม่ต่างจากไฟ

ขึ้นชื่อว่า “ไฟ” แล้ว ย่อมเผาผลาญได้ทุกสิ่งแม้แต่ตัวของมันเอง

ดังนั้น คนที่จะใช้ประโยชน์จากไฟได้ก็คือคนที่มีสติมากพอที่จะใช้ไฟไปในทางสร้างสรรค์  ไม่ใช่ทำลาย

คุณคงไม่ไว้ใจให้คนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องไฟแต่เป็นคนสติไม่ดี ถือไฟแช๊คหรือไม้ขีดไฟกับเชื้อเพลิง จริงไหมครับ

.

จากเหตุผลข้อนี้ ทำให้ “พลังพิเศษ” ที่แท้จริงที่ซูเปอร์ฮีโร่ทุกคนจำเป็นต้องมีมากกว่าพลังพิเศษในด้านอื่นๆของตน ก็คือ “คุณธรรมในใจ” ที่สูงมากพอเพื่อที่จะสามารถควบคุมตนเองไม่ให้ใช้พลังอำนาจที่มีไปในทางที่ผิด

.

#พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง

และความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำเอาพลังพิเศษไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น

แต่คือความรับผิดชอบต่อการไม่นำ “พลังพิเศษ” ที่มีไปใช้ในทางในทางทำลายหรือเพื่อสนองความทะเยอทะยานของตนเอง ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ ซูเปอร์ฮีโร่คนนั้นจะต้องมีจิตใจที่หนักแน่นในความดีมากพอ

.

มาทำความรู้จักตัวสตีฟ โรเจอร์ หรือกัปตันอเมริกาของเราให้มากขึ้นดีกว่า แล้วคุณจะได้ทราบว่า ทำไมผมถึงบอกว่า โรเจอร์มีภาวะผู้นำมากที่สุด

------------------------------------------

.

#พลังที่คู่ควรย่อมเป็นของคนที่คู่ควร

ในช่วงที่สงครามนาซีอุบัติ รัฐบาลสหรัฐรับสมัครพลเรือนเพื่อไปรบยังแนวหน้า มีชายผู้รักชาติหลายคนได้ไป แต่นั่นไม่ใช่กับคนตัวเล็ก ผอมกะหร่องและมีโรคประจำตัวยาวเป็นหน้ากระดาษเช่นโรเจอร์

สิ่งที่ทำให้คนที่ดูเหมือนอ่อนแอเช่นโรเจอร์เข้าตา ด๊อกเตอร์อับราฮัม เออร์สไกน์ มากที่สุด เห็นจะเป็นคุณสมบัติด้านจิตใจที่พร้อมต่อการต่อสู้ไม่ว่าในสงครามไหนๆมากกว่า

.

หนังทำให้ผู้ชมได้รู้จักแก่นแท้ของตัวละครตัวนี้ผ่านฉากหลักๆ 4 ฉากคือ

1) ให้ผู้ชมได้รู้ว่าคนอ่อนแอด้านร่างกายอย่างโรเจอร์ หากต้องต่อสู้ก็ต่อสู้ชนิดไม่ยอมถอย จนมีคำพูดที่เขามักพูดติดปากเวลาถูกคนอื่นอัดว่า “ให้อยู่อย่างนี้ทั้งวันยังได้เลย” รวมไปถึงการพยายามกรอกใบสมัครปลอม 5 ครั้ง แล้วล้มเหลวด้วย

2) เมื่อโรเจอร์ถูก ด๊อกเตอร์ถามว่า “ที่อาสามา เหตุผลเพราะอยากไปฆ่าพวกนาซีใช่ไหม?”  หนังทำให้ผู้ชมได้รู้จักโรเจอร์ว่าเขาเป็นคนรักความยุติธรรมที่ไม่กระหายสงครามว่า “ผมไม่ได้อยากฆ่าใคร แค่ไม่ชอบคนพาล ไม่ว่าพวกไหนทั้งนั้น”

3) ฉากการนำธงประจำหน่วยที่ไม่เคยมีใครนำมันลงมาได้เอาลงมาอย่างง่ายดายสะท้อนให้เห็นว่าคนอย่างโรเจอร์เป็นพวกใช้สมองก่อนใช้กำลัง

4) ฉากที่ผู้พันฟิลลิปแกล้งโยนลูกระเบิดไปยังกลุ่มทหารที่ยืนฝึกอยู่เพื่อทดสอบ การที่โรเจอร์กระโดดไปทับระเบิดเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ในขณะที่เพื่อนทหารคนอื่นๆที่ตัวใหญ่กว่าเขาต่างกระโดดหาที่กำบัง ทำให้ ด๊อกเตอร์เออร์สไกน์ รู้ว่าตนเองตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกมอบโอกาสให้โรเจอร์

.

ด๊อกเตอร์ให้เหตุผลที่เลือกคนที่อ่อนแอเพียงภายนอก แต่เข้มแข็งที่ภายในเช่นโรเจอร์มาเพื่อเข้าโครงการด้วยเหตุผลว่า

“คนแข็งแกร่งอยู่กับการมีพละกำลังมาตลอด อาจจะละเลยความสำคัญของมัน แต่คนอ่อนแอจะตระหนักถึงคุณค่าของพลัง และยังเข้าใจผู้ทนทุกข์”

.

แต่ สตีฟ โรเจอร์ เอง มีพลังพิเศษอยู่ในตัวเองก่อนที่เขาจะได้รับพลังพิเศษจากด๊อกเตอร์เสียอีก

พลังพิเศษที่ว่านี้ก็คือ “การมีจิตใจที่ดีงาม” ที่เป็นต้นทุนสำคัญในการใช้ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าความอ่อนแอนั้นจะเป็นทางด้านร่างกายหรือว่าจิตใจ

การเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงและมีความคิดที่ถูกต้องเที่ยงตรงของโจเรอร์นี่เองที่ทำให้ ด๊อกเตอร์เชื่อว่าเขาจะสามารถควบคุมตนเองได้มากพอที่จะไม่นำพลังพิเศษที่ได้รับไปใช้ทำสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ

การมีคุณธรรมสูงและมีความเที่ยงธรรม เกิดจากการมีความคิดที่ถูกต้องเที่ยงตรงไม่เอนเอียงไปตามอิทธิพลของความรักและความกลัว และสิ่งนี้เองที่ใช้แยกคนที่เป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังพิเศษ” ออกจาก “วายร้ายที่มีพลังพิเศษ”

------------------------------------------

.

#มนุษย์ทุกคนมีพลังพิเศษอยู่ในตัว

แต่ที่คนเราสำเร็จและล้มเหลวต่างกัน เป็นเพราะมี “ภาวะผู้นำ” ที่ไม่เท่ากัน

“ภาวะผู้นำ” คือคุณสมบัติที่จะทำให้คุณสามารถนำ “พลังพิเศษ” ในตนเองออกมาใช้สร้างความสำเร็จและทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นได้

“พลังพิเศษ” จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน แต่ “ภาวะผู้นำ” เป็นสิ่งที่คุณต้องสร้างมันขึ้นมา

.

#ทุกพลังพิเศษในตัวคุณมีจุดเริ่มต้นเสมอ

หลังจากได้รับพลังพิเศษจาก ด๊อกเตอร์อับราฮัม เออร์สไกน์ จนตนเองมีร่างกายจาก”ดี” พัฒนาเป็น “ดีเยี่ยม” แล้ว สตีฟ โรเจอร์ก็ยังไม่มีโอกาสไปร่วมรบยังแนวหน้าตามที่ตนต้องการ แต่กลับถูกคนใหญ่คนโตในรัฐบาลให้รับหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้แทนโดยมีจุดประสงค์หลักอยู่ที่การระดมเงินบริจาคไปซื้ออาวุธให้แนวหน้า

แม้โรเจอร์จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในบทบาทที่เขาได้รับ แต่เขาก็ยินดีทำเพราะเห็นว่ามันคือการช่วยประเทศทางหนึ่ง

.

แต่ภารกิจเดินสายเล่นละครสัตว์ของกัปตันอเมริกาก็จบลงเมื่อเขาได้รับการดูถูกดูแคลนจากเหล่าทหารกองร้อย 107  ทหารแนวหน้ากลุ่มนี้คาดหวังผลลัพธ์ที่ต่างออกไปมาก

.

จากการบุกเดี่ยวเข้าไปยังฐานของไฮดร้าเพื่อช่วยเหลือทหารกองร้อย 107 ที่ถูกจับเป็นเชลยราว 400 นายออกมาได้สำเร็จเป็นจุดเริ่มต้นบทบาทหน้าที่ของ “กัปตันอเมริกา” อย่างแท้จริง

การช่วยเหลือเพื่อนทหารจำนวนมากในสถานการณ์ที่ใครก็มองว่าสิ้นหวังเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่ส่งผลให้สตีฟ โรเจอร์ กลายเป็นฮีโร่คนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ และนั่นคือสิ่งที่ตอกย้ำการมี “ภาวะผู้นำ” ในตัวของเขาอีกครั้ง

.

“พลังพิเศษ” ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเรา หากไม่ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นด้วยคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ก็มักถูกทำให้ปรากฎภายใต้สถานการณ์วิกฤตบางอย่าง ในนาทีวิกฤตที่ต้องการการตัดสินใจเช่นนั้น บุคคลผู้มี “ภาวะผู้นำ” อย่างแท้จริงจะเปิดเผยตัวตนออกมา

“ภาวะผู้นำ” เป็นพลังพิเศษอย่างหนึ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตำแหน่ง แต่เกิดจากการมีบุคลิกที่คนทั่วไปยอมรับจนเชื่อมั่นที่จะเดินตาม

ความสามารถในการสร้างพลังใจให้แก่ผู้คนและหลอมรวมผู้คนที่มีความสามารถที่แตกต่างกันให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันและทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันได้ ก็เป็นอีกหนึ่งพลังพิเศษที่คนที่มีภาวะผู้นำจำเป็นต้องมี นั่นก็เพราะบางภารกิจก็ยากเกินกว่าที่คนๆเดียวจะทำให้สำเร็จได้

.

สรุปแล้ว จุดเริ่มต้นความเป็นซูเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลกของสตีฟ โรเจอร์ มีที่มาจาก 3 ปัจจัย คือ

1) ความเป็นคนใจงามที่มีอยู่ในตัวของสตีฟ โรเจอร์ ตลอดเวลา

2) โอกาสที่ ด๊อกเตอร์อับราฮัม เออร์สไกน์ มอบให้เพราะมองเห็นจิตใจที่งดงามและความมีคุณธรรมสูงของเขา

3) การตัดสินใจบุกเดี่ยวช่วยเชลยซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นายทหารทั้งหลายมองว่า “เป็นไปไม่ได้”

----------------------------------------

.

ในภาคที่ 2 ตอน Winter Soldier  กัปตันอเมริกาของเราได้แสดงให้เราเห็นถึงการเป็นคนที่มี “ความคิดถูกต้องเที่ยงตรง” และการหนักแน่นในความดีของเขา

เมื่อ S.H.I.E.L.D หน่วยงานข่าวกรองที่ดีที่สุดถูกแทรกแซงโดยองค์กรไฮดร้าและกำลังจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายสังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก เขาชี้นำให้ นิค ฟิวรี่ รอง ผู้อำนวยการของ S.H.I.E.L.D และคนอื่นๆทำลายองค์กรนี้แทนการปกป้อง เพราะถ้าหากองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันหรือยับยั้งปัญหากลายเป็นปัญหาเสียเอง การตัดสินใจยุติบทบาทขององค์กรนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” และดีที่สุดสำหรับคนทั้งหมด

.

แต่ความเชื่อของด๊อกเตอร์อับราฮัม เออร์สไกน์ ผู้สร้างกัปตันอเมริกาขึ้นมาก็ถูกทดสอบอีกครั้งในภาค 3 ตอน Civil War

ภาคนี้หนังตั้งคำถามกับผู้ชมว่า #คุณยืนหยัดในสิ่งที่คุณเชื่อมากแค่ไหน?

.

มีคำกล่าวว่า “สิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความรู้กับความไม่รู้คือ ความคิดเห็น” และโดยหลักแห่งนิสัยแล้ว ความคิดเห็นใดก็ตามที่ผลักดันให้คุณทำสิ่งใดซ้ำๆ ไม่นานความคิดเห็นนั้นจะกลายเป็นความเชื่อที่คอยชักใยการกระทำของคุณ

การต่อสู้กันเองของทีมอเวนเจอร์ในกัปตันอเมริกา ภาค 3 ก็มาจากความเชื่อ

.

ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่เชื่อในการประนีประนอม ส่งผลให้เกิดสนธิสัญญาโคโซเวีย และส่ง ผบ.รอส มากล่อมคนที่มีปมในการพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างโทนี่ สตาร์ค เชื่อว่าการที่ทีมอเวนเจอร์ยอมเซ็นสัญยาและอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจที่โลกให้ความเห็นชอบ จะทำให้พลังพิเศษและผลร้ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งที่ถูกรับรองด้วยกฎหมาย

.

สตีฟ โรเจอร์คิดต่างออกไป ในการปกป้องโลกให้ปลอดภัยกว่าเดิม หลายๆครั้งอาจใช้วิธีประนีประนอมไม่ได้ ดังนั้น การยอมลงนามในสนธิสัญญาจึงเท่ากับเป็นการสละสิทธิ์ที่จะเลือกวิธีต่อสู้กับศัตรูได้อย่างอิสระตามสถานการณ์

.

ในชีวิตจริง เป็นเรื่องปกติเหลือเกินที่คนเราจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

แต่น่าแปลกที่มนุษย์เรียนรู้น้อยมากที่จะ “แตกต่างได้ แต่ไม่แตกแยก”

นั่นเพราะจากอดีตจนถึงปัจจุบัน การล่มสลายของอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ระดับจักรวรรดิไล่ลงมาจนถึงบริษัทใหญ่เล็กต่างๆ ล้วนเกิดจากความไม่ลงรอยกัน การทะเลาะเบาะแว้ง และขาดความสามัคคีของคนภายในองค์กรด้วยกันทั้งสิ้น

.

การขาดความสามัคคีก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆที่มักนำพาผู้คนในทีมหรือองค์กรเดียวกันให้ทะเลาะเบาะแว้งกันก็คือ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องผลประโยชน์!

.

#ผลประโยชน์ไม่ตรงกันมีหลายระดับ

1) ผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนตัวไม่ตรงกัน

2) ผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวมไม่ตรงกัน

3) ผลประโยชน์ส่วนรวมกับส่วนรวมไม่ตรงกัน

.

ซึ่งทั้ง 3 ก็สร้างปัญหาได้มากพออยู่แล้ว แต่หากความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการทำงานไม่ตรงกันอีกด้วยก็จะยิ่งทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขได้ยากขึ้นไปอีก

หรือโฟกัสให้เล็กลงมาอีกก็จะเป็นระดับตัวตนกับสังคมรอบข้าง  ความขัดแย้งสำหรับระดับนี้ก็คือ การที่คุณพยายามทำในสิ่งที่เป็นความฝัน แล้วคนอื่นบอกว่า “เป็นไปไม่ได้”

เมื่อคุณเจอเสียงคัดค้านแบบนี้บ่อยๆ คำถามที่คุณต้องตอบตนเองให้ได้ในทุกวันก็คือ “คุณยืนหยัดในสิ่งที่คุณเชื่อมากแค่ไหน?”  ทั้งเป้าหมายและวิธีทำ

.

แต่มีความขัดแย้งส่วนที่ลึกที่สุดและเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทุกวันกับคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นคุณหรือผม

ความขัดแย้งส่วนที่สึกที่สุดนี้ก็คือ “ความขัดแย้งในความคิดของเราเอง” ระหว่างเสียงของข้างที่ “ถูกใจ” กับ เสียงของข้างที่ “ถูกต้อง”

เมื่อใดที่คุณตัดสินใจทำบางสิ่งเพราะความรักหรือเพราะความกลัว ในสันนิษฐานไว้ได้เลยว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ “ถูกใจ”

แต่การตัดสินใจทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” ต้องอาศัยความคิดที่ถูกต้องเที่ยงตรงและปราศจากอารมณ์ใดๆเข้าครองงำ

.

เหตุการณ์ในชีวิตหลายเหตุการณ์ มักท้าทายการตัดสินใจของคุณอยู่ตลอดเวลาว่า คุณจะเลือกข้างที่ “ถูกใจ” หรือว่า “ถูกต้อง”

การทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่า “ถูกใจ” ต้องการการมี “ภาวะผู้นำ” ที่มากที่สุดในตัวของคุณ

การทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่า “ถูกใจ” ต้องการการมี “คุณธรรมในใจ” ที่สูงที่สุดในตัวคุณ

การทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่า “ถูกใจ” ต้องการการมี “ความคิดถูกต้องเที่ยงตรง” ที่มากที่สุดของคุณ

.

การตัดสินใจทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” อาจไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์

แต่การตัดสินใจทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” คือวิธีตัดสินใจที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์

.
#หากคุณมีความเชื่อว่าคุณเป็นคนดี และคุณเป็นคนดีจริงๆอย่างที่คุณเชื่อ

แม้เหตุการณ์ที่คุณเจอจะยากต่อการตัดสินใจเพียงใด

คุณจะไม่ลังเลใจในการทำสิ่งที่ “ถูกต้อง”

คำถามคือ #คุณยืนหยัดในสิ่งที่คุณเชื่อมากแค่ไหน?

.

.

#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ

#XDreamเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง

#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]