• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน 2560
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 538 , 07:04:49 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สุรศักดิ์ โหวตเรื่องนี้

ความรู้กับปัญญาสิ่งไหนจ่ายแพงกว่ากัน?

-------------------------------------

 

.

หากคุณมีเงิน 10,000 บาท คุณจะนำไปลงทุนในอะไรให้ได้ผลตอบแทนสูงสูด?

.

คำตอบต่อคำถามนี้จะสะท้อนสิ่งที่คนๆนั้นให้ความสำคัญ

หากคำตอบของคุณคือ นำไปเล่นหุ้น ก็บ่งบอกได้ว่าคุณโฟกัสไปที่ความร่ำรวยแบบใช้เงินทำงานให้

หากคำตอบของคุณคือ นำไปฝากธนาคาร ก็บ่อบอกว่าคุณโฟกัสไปที่ความมั่นคงปลอดภัย

หากคำตอบของคุณคือ นำไปลงทุนในธุรกิจที่คุณทำอยู่ ก็บ่งบอกว่าคุณโฟกัสไปที่ความมั่งคั่งมั่นคง

แต่หากคำตอบของคุณคือ นำไปลงทุนในความรู้ ก็บ่งบอกว่า คุณโฟกัสไปที่การเป็นคนมีความรู้

.

มีคำกล่าวทางการตลาดที่หลายคนนิยมใช้จูงใจให้คนมาสมัครเรียนในหลักสูตรฝึกอบรมของตนว่า

“ความรู้อาจราคาแพง แต่ความไม่รู้ ราคาแพงกว่ามาก”

ฟังแล้วก็จี๊ดใจ แต่ได้อารมณ์เพราะทั้งคุณและผมก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน

เมื่อกลับมาที่ปุจฉาราคา 10,000 บาทของเราที่ว่า...

“หากคุณมีเงิน 10,000 บาท คุณจะนำไปลงทุนในอะไรให้ได้ผลตอบแทนสูงสูด?”

จากข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธได้ข้างต้น

คำตอบที่น่าจะทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นมากที่สุดก็คือการนำเงิน 10,000 บาท ไปลงทุนในการศึกษาหาความรู้ครับ

.

แต่หลายคนอาจไม่ทราบหรือเข้าใจผิดไปว่า “การมีความรู้” กับ “การมีปัญญา” เป็นคนละเรื่องกัน

และถ้าหากถามว่า ระหว่าง “ความรู้” กับ “ปัญญา” สิ่งไหนที่ราคาแพงกว่ากัน

คำตอบที่ถูกต้องคือ “ความรู้” ครับ

แต่หากเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่าระหว่าง “ความรู้” กับ “ปัญญา” สิ่งไหนทำให้ชีวิตคุณมีความสุขและประสบความสำเร็จได้มากกว่ากัน

คำตอบที่ถูกต้องคือ “ปัญญา” ครับ

.

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า “ความรู้” ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนเป็นสิ่งที่คุณต้องลงทุนเพื่อที่จะได้มันมา

โดยคุณอาจต้องลงทุนด้วยเวลา อย่างเช่นการดูรายการที่ให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ

หรืออาจต้องลงทุนทั้งเวลาและตัวเงิน อย่างเช่น การซื้อหนังสื่อมาอ่าน, การเข้าฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ หรือสัมมนาในเรื่องต่างๆที่คุณสนใจ

ซึ่งการทำสิ่งเหล่านี้ ย่อมทำให้คุณเป็นคนที่ “มีความรู้” ได้ไม่ยาก

ต่างจากการเป็นคน “มีปัญญา” ที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีเดียวเท่านั้น นั่นคือการนำความรู้ไปลงมือทำ

.

หากคุณอยากเป็นคนที่ “มีความรู้”

หัวใจบัณฑิต ทั้ง 4 ข้อ คือ สุ จิ ปุ ลิ ช่วยคุณได้

สุ >>> ได้แก่การฟัง

จิ >>> ได้แก่การคิด

ปุ >>> ได้แก่การถาม

ลิ >>> ได้แก่การเขียน

หากไร้ซึ่งการฟัง คิด ถาม เขียน เสียแล้ว บุคคลผู้นั้นก็ยากที่จะเป็นบัณฑิตได้

การ “มีความรู้” จึงเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ด้วยหัวใจบัณฑิต

แต่การ “มีปัญญา” จะเกิดขึ้นได้ด้วยการนำ “ความรู้” ที่ร่ำเรียนมาไปลงมือปฏิบัติเท่านั้น

.

ไม่ว่าจะเป็น “ความรู้” หรือ “ปัญญา” ล้วนมีราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อที่จะครอบครองมันทั้งนั้น

สรุปง่ายๆก็คือ

อยากได้ความรู้ ต้องจ่ายด้วยเงินและเวลา

แต่ถ้าอยากได้ปัญญา ต้องจ่ายด้วยเวลาและการลงมือทำ

.

สมมุติคุณอยู่กรุงเทพ แล้วต้องการเดินทางไปเชียงใหม่

ความรู้จะเปรียบเหมือนต้นทางที่คุณอยู่ นั่นคือสุวรรณภูมิ

ส่วนปัญญาจะเปรียบเหมือนปลายทางเชียงใหม่ที่คุณจะไปให้ถึง

คุณไม่มีทางถึงเชียงใหม่ได้ด้วยการแค่ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วนั่งรออยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

.

การเปลี่ยน “ความรู้” เป็น “ปัญญา” ก็เช่นเดียวกัน

คุณไม่สามารถหอบเอาตำรับตำรามากมายหลายเล่มติดตัวไปกับคุณได้

สิ่งที่คุณสามารถนำไปได้คือ “ปัญญา” ที่เกิดจากการนำ “ความรู้” ในตำรับตำราเหล่านั้นไปปรับใช้จนตกผลึกเป็นประสบการณ์แล้วเท่านั้น

.

เมื่อคุณจ่ายเงินซื้อความรู้ที่คุณจำเป็นต้องมีเพื่อความสำเร็จที่คุณต้องการแล้ว

สิ่งที่คุณต้องจ่ายอันดับต่อมาเพื่อเปลี่ยน “ความรู้” นั้นไปเป็น “ปัญญา” ก็คือการนำความรู้ที่เรียนรู้นั้นไปปรับใช้เพื่อให้มันตกผลึกเป็นประสบการณ์ของคุณ

ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อการเป็น “คนมีปัญญา” จึงย่อมแพงกว่าราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อการเป็น “คนมีความรู้” มากนัก เพราะคุณต้องจ่ายมันด้วยความล้มเหลวจากการลงมือทำจนกว่าจะเข้าใจในบทเรียนนั้นๆดีพอ

.

ความล้มเหลวเป็นค่าเล่าเรียนที่แพงที่สุดสำหรับการเป็นคน “มีปัญญา” ในเรื่องต่างๆ

ถ้าคุณล้มเหลวเรื่องเงินและเรียนรู้จากมัน คุณก็จะเก่งเรื่องเงิน

ถ้าคุณล้มเหลวเรื่องงานและเรียนรู้จากมัน คุณก็จะเก่งเรื่องงาน

ถ้าคุณล้มเหลวเรื่องชีวิตคู่และเรียนรู้จากมัน คุณก็จะเก่งเรื่องชีวิตคู่

ถ้าคุณล้มเหลวเรื่องสุขภาพและเรียนรู้จากมัน คุณก็จะเก่งเรื่องสุขภาพ

คุณล้มเหลวในเรื่องใด หากคุณเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น

คุณก็มีแนวโน้มที่จะมีปัญญา(เก่ง)ในเรื่องนั้นมากขึ้น

.

เจ้าชายสิทธัตถะถือว่าเป็นบุคคลที่ทรงความรู้มากที่สุดในยุคนั้นเพราะพระองค์ทรงเรียนศาสตร์ทั้ง 16 ศาสตร์จนเจนจบตั้งแต่ทรงพระเยาว์

แต่เมื่อพระองค์ตัดสินใจออกผนวช พระองค์ต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี กว่าจะบรรลุคำตอบในสิ่งที่พระองค์แสวงหา นั่นคือหนทางดับทุกข์

พระองค์จะไม่มีทางได้รับคำตอบได้เลยหากพระองค์ไม่ได้จ่ายราคาแห่งความสำเร็จด้วยการบำเพ็ญเพียรด้วยพระองค์เอง

การบำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยวิธีที่ถูกต้องที่โคนต้นอัสสัตถะนั้นได้มอบ “ปัญญา” ที่ใช้ในการตรัสรู้ให้แก่พระองค์

เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ต้นอัสสัตถะนั้นจึงถูกเรียกเสียใหม่ว่า “ต้นโพธิ์” ที่แปลว่าต้นไม้แห่งการตื่นรู้หรือการตรัสรู้

เช่นเดียวกับความรู้ที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ คงเป็นได้เพียงต้นอัสสัตถะเท่านั้น ไม่ใช่ต้นโพธิ์

.

คนมีความรู้มักมุ่งที่จะชนะผู้อื่น

แต่คนมีปัญญาจะมุ่งที่การชนะตนเอง

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัส่ว่า

“นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา” แปลว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี”

.

การจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ว่าจะด้วยจำนวนเงินหลักใดก็ตาม

ค่าของมันจะเป็นศูนย์ทันทีเมื่อคุณสักแต่เรียน แต่ไม่นำความรู้ที่เรียนไปลงมือทำ

การประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจำวัน คือเครื่องมือที่ช่วยแปลงคนที่ “มีความรู้” ไปสู่การเป็นคนที่ “มีปัญญา” ที่ดีที่สุด

.

มีเหตุผลที่น่าฟัง 2 ข้อที่ทำให้คุณต้องยอมจ่ายเงินเป็นหลัก 10,000 เพื่อซื้อความรู้

เหตุผลข้อที่หนึ่ง : เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินและสิ่งที่ประเมินค่าด้วยเงินไม่ได้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่รู้

เหตุผลข้อที่สอง : เพื่อเป็นการลงทุนในศักยภาพที่จะสร้างรายได้ที่มากกว่าตัวมันเองอีกหลายร้อยหลายพันเท่า

.

ผมไม่รู้หรอกครับว่าคุณจะยอมจ่ายเงินเป็นหลักหมื่นด้วยเหตุผลข้อใด

แต่สำหรับผมเอง...ผมจ่ายด้วยเหตุผลข้อที่สองเป็นหลัก

.

ผมคงบอกไม่ได้หรอกว่าผมเสียเงินและเวลาไปมากมายแค่ไหนตั้งแต่จำความได้เพื่อทำให้ผมกลายเป็นคนที่ “มีความรู้”

แต่ผลลัพธ์ที่ผมได้จากการลงทุนใน “ความรู้” เหล่านั้นเพียงแค่เปลี่ยนตัวแทนประกันชีวิตรายได้หลักพันไปสู่การเป็นเทรนเนอร์มีรายได้หลักหมื่นให้ผมเท่านั้น

แต่ความมหัศจรรย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผมอยากจะบอกให้ทุกคนได้รับทราบก็คือ

มันมีความแตกต่างกันมากระหว่างการเป็นคนที่ “มีความรู้” กับการเป็นคนที่ “มีปัญญา”

เพราะตอนที่ผม “มีความรู้” ผมได้แค่อ่านตำราที่คนอื่นเขียน

แต่เมื่อผม “มีปัญญา” ผมกลับทำตำราให้คนอื่นเรียนและออกแบบหลักสูตรที่ใช้ฝึกสอนคนอื่น

.

ความแตกต่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผมไม่ได้นำสิ่งที่ผมเรียนรู้มาทั้งหมดนั้นไปประยุกต์ใช้จนเกิดเป็นทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จที่ผมต้องการ นั่นคือการได้เป็นวิทยากรอิสระ

และความแตกต่างนี้กำลังจะส่งให้ผมเปลี่ยนจากการเคยมีรายได้หลักหมื่นไปสู่การมีรายได้หลักล้านจากอาชีพนี้ตามเป้าหมายที่ผมตั้งไว้(ซึ่งผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ)ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนักฝึกอบรม

ผมจึงหวังว่าบทความชิ้นนี้จุดประกาย “การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้” ให้เกิดขึ้นกับทุกคนที่มีเป้าหมายชีวิตเช่นเดียวกับผม

.

ผมเชื่อมาโดยตลอดว่าพลังที่แท้จริงของความรู้อยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

และนั่นคือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้คุณเข้าถึงการเป็นคนที่ “มีปัญญา” ได้อย่างแท้จริง

.

เป็นกำลังใจให้ทุกคนเดินตามความฝันครับ

.

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้

หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์

.

.

#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ

#XDREAMเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา

#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]