• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205177
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2560
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 481 , 06:41:05 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่หมี โหวตเรื่องนี้

วันนี้คุณใช้คำถามได้เชี่ยวชาญแค่ไหน?

---------------------------------------

 

.

ไม่ว่าตอนนี้คุณจะเป็นนักสืบ, นักขาย หรือ นักฝึกอบรม

มีคุณสมบัติมากมายที่คุณต้องมีเพื่อการทำงานทั้งสามสาขาอาชีพให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น...

การเป็นคนช่างสังเกต และมีความจำดี

การบุคลิกภาพที่เป็นมิตร เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย

การเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น กัดไม่ปล่อย

การเข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์

การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบอาชีพ

.

แต่มีทักษะอย่างหนึ่งที่ทั้งสามอาชีพต้องมีเหมือนกัน

ทักษะนั้นได้แก่ “ทักษะการตั้งคำถาม”

.

หากคุณมีอาชีพเป็นนักสืบ ทักษะการตั้งคำถามจะทำให้คุณปิดคดีได้สำเร็จ

หากคุณมีอาชีพเป็นนักขาย ทักษะการตั้งคำถามจะทำให้คุณปิดการขายได้สำเร็จ

หากคุณเป็นนักฝึกอบรม ทักษะการตั้งคำถามจะทำให้คุณปิดจ๊อบงานฝึกอบรมของคุณได้ 100% ตามความคาดหวังของหลักสูตร

.

#ทักษะการตั้งคำถามคืออะไร?

.

เบน เฟล์ดแมน นักขายเทวดาในธุรกิจประกันชีวิต กล่าวไว้ว่า

“หัวใจสำคัญของการขายคือการตั้งคำถามที่รบกวนจิตใจ”

.

การมีทักษะในการตั้งคำถามที่ดีจะเปลี่ยนนักขายธรรมดาให้เป็นนักขายที่ลูกค้ารักใคร่

เพราะหมดยุคสมัยแล้วกับนักขายที่พูดถึงแต่สินค้าแบบน้ำไหลไฟดับแล้วขายได้

นักขายที่มีชั้นเชิงจะรู้จักป้อนคำถามที่จำเป็นไม่กี่คำถามเพื่อค้นหาปัญหาและความต้องการของลูกค้า

จากนั้นเขาก็จะตั้งคำถามเพื่อสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นกับลูกค้าคนนั้นเพื่อสร้างความต้องการซื้อให้เกิดขึ้น

.

นักขายธรรมดาจะเรียนรู้วิธีการตอบข้อโต้แย้งเพื่อเอาชนะคำปฏิเสธของลูกค้า

แต่นักขายมืออาชีพจะใช้กระบวนการนำเสนอที่ถูกต้องทำลายข้อโต้แย้งที่จะเกิดขึ้นในการขายของตน

.

คำตอบที่ดีอาจทำให้ลูกค้าเห็นว่าคุณเป็นคนฉลาด

คำถามที่ดีจะทำให้ลูกค้ายอมรับในตัวคุณ

คำถามที่ดีจะทำให้โค้ชหรือเทรนเนอร์สามารถปลดล๊อคผู้เรียนจากสิ่งที่ปิดกั้นศักยภาพของผู้เรียนอยู่

คำถามที่ดีจะทำให้คุณค้นพบแนวทางที่จะผลักดันตนเองไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

คำถามคือ วันนี้คุณใช้คำถามได้เชี่ยวชาญแค่ไหน?

.

สมัยที่ผมฝึกอบรมตัวแทนประกันชีวิตให้กับบริษัทประกันอยู่

มีคำถาม 4 ข้อที่ผมให้นักขายทั้งใหม่และเก่าถามและตอบตนเองให้ได้ทุกครั้งก่อนนำเสนอสินค้าให้ลูกค้า

.

คำถามทั้ง 4 ข้อเหล่านี้คือ

1) ทำไมลูกค้าจำเป็นต้องซื้อสินค้าตัวนี้?

2) ทำไมลูกค้าจำเป็นต้องซื้อสินค้าตัวนี้ของบริษัทของคุณ?

3) ทำไมลูกค้าจำเป็นต้องซื้อสินค้าตัวนี้กับคุณ?

4) ทำไมลูกค้าจำเป็นต้องซื้อสินค้าตัวนี้วันนี้?

.

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอย่างไร

คุณสังเกตหรือไม่ว่ามีพลังบางอย่างซ่อนอยู่ในคำถามชุดนี้

.

ในทางจิตวิทยา เวลาที่ใครสักคนถามเราว่า “ทำไม(คุณถึงทำหรือไม่ทำอย่างนั้น)”

ไม่ว่าคุณจะตอบอะไรไป คำตอบนั้นจะมีพลังต่อตัวผู้ตอบคำถามเองมากกว่าผู้ถาม

คำตอบต่อคำถามว่า “ทำไม” นั้นเป็นการมองหาเหตุผลหรือตอกย้ำถึงสาเหตุแห่งการตัดสินใจ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” อะไรบางอย่างเสมอ

.

หากนักขายทำการบ้านโดยการตอบคำถาม 4 ข้อนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว ในการขายสินค้าจะพบกับข้อโต้แย้งจากลูกค้าน้อยมากหรืออาจจะไม่เจอเลยก็ได้ นั่นเพราะคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ได้ครอบคลุมข้อโต้แย้งเกือบทั้งหมดของลูกค้าไว้แล้ว

.

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำถามทั้ง 4 ข้อนี้คืออะไร

1) เป็นความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าของนักขาย

คุณจะตอบคำถามข้อนี้ลูกค้าได้หากคุณมีความรอบรู้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่คุณขาย รู้ข้อดีข้อเสียและข้อจำกัดของสินค้า สามารถเปรียบเทียบสินค้าและบริการของตนเองกับสินค้าและบริการของบริษัทอื่นในเชิงบวกโดยไม่ทับถมหรือโจมตีได้

คำถามคือคุณรู้จักสินค้าคุณดีพอจะให้ลูกค้าเชื่อมั่นจนตัดสินใจซื้อได้หรือยัง ?

.

2) เป็นความรู้เกี่ยวกับบริษัทที่นักขายสังกัดอยู่

คุณรู้จักองค์กรของคุณดีมากพอที่จะสร้างความไว้วางใจให้ลูกค้าได้หรือไม่

.

3) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพของนักขาย

คุณต้องตอบลูกค้าให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์แบบเดียวกัน ทำไมลูกค้าควรฝากชีวิตของเขาไว้กับคุณ คุณแตกต่างจากนักขายคนอื่นอย่างไร โดดเด่นในงานของคุณอย่างไร

.

4) เป็นเรื่องที่จะชี้ว่านักขายจะได้ใบสั่งซื้อในวันนี้หรือไม่

การตอบคำถามข้อนี้ได้จะทำให้คุณเอาชนะข้อบ่ายเบี่ยงและการผัดผ่อนของลูกค้า นักขายหลายคนทำข้อ 1 – 3 ได้ดี แต่ไม่ได้งานเพราะตอบข้อ 4 ไม่ได้

ที่ว่าตอบไม่ได้นี้ ผมหมายถึงนักขายตอบตนเองไม่ได้ว่าทำไมลูกค้าของเขาต้องซื้อสินค้านี้ในวันนี้

และนี่คือทัศนคติเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่คุณขายครับ

.

ยกตัวอย่าง คำปฏิเสธที่ลูกค้ามักใช้ปฏิเสธตัวแทนประกันชีวิตเป็นประจำเวลาที่ถูกนักขายปิดการขายครั้งแรกนั่นคือคำพูดที่ว่า “ขอคิดดูก่อน”

หากนักขายคนนั้นเป็นนักขายพื้นๆ เขาจะรีบตอบลูกค้าไปตามสคริปต์ที่ฝึกมาเพื่อโน้มน้าวจูงใจลูกค้าให้ซื้อทันที

ต่างจากนักขายมืออาชีพที่จะค้นหาสาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจ ซึ่งการตั้งคำถามอย่างเช่น “ทำไมไม่ตัดสินใจทำในวันนี้ล่ะครับ?” เป็นต้น

.

การถามลูกค้ากลับเช่นนี้ทำให้ลูกค้าต้องคิดหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมาเพื่อยืนกรานคำปฏิเสธของตนเองเมื่อครู่แล้ว

ที่น่าแปลกคือยิ่งลูกค้าพยายามหาคำตอบที่ดูสมเหตุสมผลมาให้คุณมากเท่าไหร่ คำตอบของเขาจะยิ่งดูไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นเท่านั้น

เพราะหลักของการทำประกันชีวิตนั้น ลูกค้าจำเป็นต้องทำในวันที่สุขภาพร่างกายยังปกติดีอยู่

ความไม่พร้อมด้านการเงิน แก้ไขไม่ยาก แต่ความไม่พร้อมด้านสุขภาพ แก้ไขไม่ได้

.

ดังนั้น หากลูกค้าไม่ติดปัญหาเรื่องสุขภาพ การจูงใจให้ทำประกันชีวิตด้วยเหตุผลทางด้านการออมเงินที่การันตีผลตอบแทนที่ชัดเจนแน่นอนตามสัญญาจะเป็นสิ่งที่ไม่มีลูกค้าคนไหนปฏิเสธได้ ซึ่งนั่นทำให้นักขายน่าจะพออนุมานได้ว่า ลูกค้ารายนั้นอาจมีความไม่พร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อประกันชีวิตตามจำนวนทุนประกันที่นักขายเสนอไป

ทางแก้ก็คือ แสดงความเข้าใจในปัญหาที่แท้จริงที่เขาเผชิญอยู่และช่วยลูกค้าหาวิธีทางออกที่ทำให้เขาสามารถเริ่มต้นการออมได้ในวันนั้นในทันทีโดยให้โฟกัสไปที่ความคุ้มครองที่จะมีผลทันทีหลังกรมธรรม์ได้รับการอนุมัติจากบริษัท เป็นต้น

นี่คือวิธีการนำเสนอที่ win – win ทั้งสองฝ่าย

.

แม้คำถามว่า “ทำไม” จะมีประโยชน์ในการขายก็ตาม และเป็นคำถามที่สามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งลูกค้าและนักขายจำนวนมากมาแล้วก็ตาม

แต่ในชีวิตประจำวันของเรา คนส่วนใหญ่กลับใช้คำถามนี้กันน้อยมาก

.

จะดีกว่าไหม ถ้าคุณจะถามว่า.....

“ทำไมลูกถึงทำอย่างนั้น?”  ก่อนจะลงโทษลูกๆของคุณเวลาพวกเขาทำผิด

“ทำไมคุณถึงทำเช่นนั้น?”  ก่อนจะตำหนิลูกน้องที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคุณ

“ทำไมถึงคิดว่าตัวคุณจะทำไม่ได้ล่ะ?”  ก่อนจะให้กำลังใจใครผ่านทัศนคติของคุณเพียงด้านเดียวโดยไม่รับฟังความรู้สึกหรือความคิดเห็นของเขาก่อน

“ทำไมคุณถึงคิดว่ามันไม่มีประโยชน์กับคุณล่ะ?”  ก่อนที่จะรีบตอบข้อโต้แย้งลูกค้าที่ปฏิเสธสินค้าของคุณ

.

ทักษะการตั้งคำถามมีส่วนช่วยให้ผมบรรลุผลลัพธ์สุดท้ายของงานฝึกอบรมได้เป็นอย่างดี

นั่นคือการทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงพลังพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวของผู้ฝึกอบรมเอง

ซึ่งการบรรลุผลลัพธ์สุดท้ายเช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากผมใช้แต่ประโยคบอกเล่าในการฝึกสอน

.

ตัวอย่างเช่น ถ้าผมต้องให้ใครสักคนทำกิจกรรมที่ยากลำบากซึ่งเขาไม่คุ้นเคยเพื่อฝึกทักษะที่จำเป็นต้องฝึก

การพูดให้กำลังใจทำนองว่า “คุณทำได้อยู่แล้ว” อาจได้ผลดีไม่เท่าคำพูดทำนองว่า “มีเหตุผลอะไรไหมที่จะทำให้คุณทำสิ่งนี้ไม่สำเร็จ?”

หรือการตำหนิทำนองว่า “ทำไมคุณทำไม่ได้ทั้งๆที่คนอื่นเขาทำได้หมด” อาจได้ผลดีไม่เท่าคำพูดทำนองว่า “คุณคิดว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้คุณก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้”

.

งานที่แท้จริงของนักขายคือการทำให้ลูกค้าคิด(ว่าทำไมเขาจึงจำเป็นต้องซื้อสินค้าและบริการจากคุณในวันนี้)

งานของนักฝึกอบรมก็เช่นกัน

การตั้งคำถามทำนองนี้ นอกจากจะทำให้ผู้เรียนได้ “คิด” ด้วยตนเองว่าอะไรคือสิ่งที่ปิดกั้นศักยภาพของเขาและเขามีวิธีไหนบ้างในการจัดการกับอุปสรรคที่ขว้างกั้นนั้นแล้ว ยังเป็นการแสดงให้ผู้เรียนได้รับรู้ด้วยว่าผู้ฝึกสอนไม่ตัดสินหรือชี้นำในสิ่งที่ต้องการสอนเพียงอย่างเดียว

.

เฮอร์คูลต์ ปัวโรต์ ตัวละครนักสืบของอกาธา คริสตี้ ราชินีนวนิยายสืบสวนสอบสวน กล่าวไว่ว่า

“ให้ระวังคนที่โกหกให้ดี” (เพราะคนที่กล้าพอที่จะโกหก ก็จะค่อยๆกล้าทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องอะไรอีกก็ได้)

.

ในการติดต่อสื่อสาร คุณจะเจอกับเหตุผล 2 ชุดเสมอ

เหตุผลชุดแรกคือเหตุผลที่ฟังแล้วดูดี

เหตุผลชุดที่สองคือเหตุผลที่แท้จริง(ซึ่งคู่สนทนาจะไม่มีทางบอกคุณเด็ดขาด)

.

หากคุณไม่สามารถเปิดใจคู่สนทนาของคุณได้ คุณก็ไม่มีทางทำให้คู่สนทนาของคุณเปิดปากพูดความจริงได้เช่นกัน

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสืบ นักขาย หรือ นักฝึกอบรม

วิธีเดียวที่คู่สนทนาของคุณจะไม่โกหกและยอมบอกความจริงหรือเหตุผลที่แท้จริงกับคุณก็คือ การรับฟังปัญหาของเขาด้วยความจริงจังและจริงใจ

.

คำถามว่า “ทำไม” นอกจากจะทำให้คุณได้รู้เหตุผลที่แท้จริงของอีกฝ่ายที่เราต้องเกี่ยวข้องในทุกระดับความสัมพันธ์ว่า อะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ทำ หรือ ไม่ทำ ของเขาและเธอคนนั้นแล้ว 

ประโยชน์อีกอย่างที่จับต้องไม่ได้ แต่มีอยู่จริงและคู่สนทนาของคุณสัมผัสได้เสมอก็คือ เขาจะรู้สึกว่าคุณให้เกียรติเขาด้วยการ “รับฟัง” โดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินพวกเขา

ในครั้งต่อไป ก่อนที่คุณจะด่วนแสดงความคิดเห็น, ให้คำชี้แนะ, ตำหนิ หรือตัดสินใคร

ทำไมไม่ลองใช้คำถามว่า “ทำไมคุณถึง.......”  นี้ดูก่อนล่ะครับ

.

ผู้บริหารส่วนมากต้องการให้เทรนเนอร์สอนอะไรนักขายก็ได้ที่เรียน 2-3 ชั่วโมงแล้วสามารถตอบข้อโต้แย้งลูกค้าและปิดการขายได้ในทันที

แต่สิ่งที่ผมพยายามปลูกฝังให้นักขายที่ผมฝึกสอนมักต่างออกไปจากความต้องการของผู้บริหารเหล่านั้น

นั่นก็เพราะผมมองว่าการแก้ข้อโต้แย้งเป็นเรื่องของทัศนคติ

ซึ่งการแก้ปัญหาที่ทัศนคติเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

ไม่ว่าทัศนคติที่ว่านี้จะเป็นทัศนคติของคนขายหรือทัศนคติของคนซื้อก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่ผมต้องฝึกสอนเรื่องการขาย ซึ่งรวมถึงการตอบข้อโต้แย้งลูกค้าด้วย

ผมจึงเพาะเมล็ดพันธุ์ความคิดให้พนักงานขายที่เข้าอบรมด้วยการคำถาม 4 ทั้งข้อนี้ก่อนเสมอ

.

การขายคือการถ่ายเทความเชื่อเกี่ยวกับสินค้าและบริการจากผู้ขายไปสู่ผู้ซื้อ

ทัศนคติของผู้ซื้อสินค้าและบริการจึงสำคัญน้อยกว่าของผู้ขาย

.

มันสำคัญมากที่เวลาคุณขายสินค้าอยู่ คุณมีทัศนคติต่อตัวสินค้า, ต่อบริษัท, ต่อตัวคุณเอง และต่อความจำเป็นเร่งด่วนของสินค้าอย่างไร

ข้อโต้แย้งจากปากของลูกค้ายังไม่น่ากลัวเท่าข้อโต้แย้งจากใจของคุณเอง

ถ้าข้อโต้แย้งในใจของคุณมีมาก โอกาสขายได้ก็มีน้อย

คุณยิ่งลดข้อโต้แย้งในใจของคุณลงได้มากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จในงานขายมากขึ้นเท่านั้น

.

เมื่อทัศนคติต่อสิ่งสินค้าและบริการของคุณดีขึ้น บวกกับเทคนิคการขายที่คุณได้ฝึกอบรมมาแต่แรก ทั้งสองสิ่งนี้ก็มากเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนทัศนคติที่ลูกค้ามีต่อสินค้าและบริการของคุณ, ต่อบริษัทของคุณ, ต่อตัวคุณ และต่อความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีสินค้านั้นในวันนั้น

มีสินค้าและบริการหลายอย่างที่ส่งผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตอย่างเช่น ประกันชีวิต

และเมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการจากทัศนคติที่เปลี่ยนไป ชีวิตของลูกค้าก็จะเปลี่ยนไป

เมื่อชีวิตลูกค้าเปลี่ยนไป แน่นอนว่าความสำเร็จที่ได้จากการทำหน้าที่ของคุณก็จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ คำว่า “ทำไม” จึงเป็นคำถามเปลี่ยนชีวิตในความเห็นของผม

.

น่าเสียดายที่นักขายส่วนใหญ่ที่กำลังเบื่อกับการตอบข้อโต้แย้งลูกค้าอาจหลงลืมหรือรู้ตัวแต่ไม่ยอมรับว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงที่วิธีคิดภายใน ไม่ใช่แสวงหาเทคนิคการตอบข้อโต้แย้งขั้นเทพจากภายนอก

คิดง่ายๆครับ เมื่อคุณแก้ปัญหา(ความคิด)ของตนเองได้ คุณจึงสามารถแก้ปัญหา(ความคิด)ของลูกค้าได้

ข้อโต้แย้งที่แก้ได้ยากที่สุดเกิดขึ้นจากใจของเราเอง

มันเป็นกำแพงที่ขวางกั้นนักขายที่มีทัศนคติลบไม่ให้ออกไปพบเจอความสำเร็จที่ต้องการได้

เมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้และคุณรู้สึกว่าคุณยังไม่รู้จริงในคำตอบทั้ง 4 ข้อและยอมรับว่ายังมีทัศนคติลบกับบางข้ออยู่ จงรีบขจัดมันออกไปเสีย อย่าให้ทัศนคติลบนั้นเติบโตเป็นข้อโต้แย้งในใจของคุณเอง

“ถ้าการกำจัดทัศนคติลบออกจากความคิดของคุณเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณไปสู่ความสำเร็จที่คุณต้องการได้ ทำไมคุณไม่กำจัดทัศนคติลบออกไปวันนี้เลยล่ะครับ ?”

. .
.
#ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้

##หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์

.

.

#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ

#XDREAMเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา

#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2017 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]