• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม 2560
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 1052 , 05:47:42 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

#เทคนิคการโปรแกรมจิตเพื่อชีวิตที่ทรงพลัง
--------------------------------------------

.

-1- Knowledge (ความรู้)
มนุษย์เราค้นพบความจริงที่ว่า เราใช้ความสามารถเพียง 10% ของความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่เท่านั้น
พลังอีก 90% ที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเรายังไม่เคยถูกนำมาใช้ด้วยสาเหตุหลายประการ
สาเหตุเหล่านั้นทำให้คนบางคนล้มเหลวอยู่เป็นนิตย์ กับทำให้คนบางคนประสบความสำเร็จแต่หาความสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้เลย
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเป็นเช่นนั้น และเราจะนำเอาพลังอีก 90% มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นได้อย่างไร บทความนี้มีคำตอบครับ
.
หากให้อธิบาย NLP ในแบบที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจได้ง่ายที่สุด คุณต้องทำความเข้าใจกับกฎธรรมชาติให้ดีเสียก่อน
เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีต่างๆที่ถูกคิดค้นมา หรือหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อทำให้มนุษย์มีความสุขและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ทั้งหมดนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนกฎธรรมชาติเหล่านั้นทั้งสิ้น
.
กฎธรรมชาติเหล่านั้นมีอะไรบ้าง?
กฎธรรมชาติเรื่องที่หนึ่ง : กฎแห่งเหตุและผล (Law of Cause & Effect)
กฎธรรมชาติเรื่องที่สอง : กฎแรงดึงดูด (Law of Attraction)
.
มีข้อเท็จจริงตามธรรมชาติเรื่องหนึ่งที่ควบคุมเราทุกคนอยู่ แต่ยังไม่มีใครบัญญัติมันเป็นกฎออกมาเท่านั้นเอง
กฎธรรมชาติที่ว่านั้นก็คือ “#คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณเชื่อ”
#ความเชื่อจะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตคุณ
.
มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการที่ทำให้มนุษย์ทุกคนจะเป็นไปตามสิ่งที่ตนเองเชื่อเสมอ
>>> สาเหตุที่หนึ่ง : ความเชื่อส่งผลต่อนิสัยของเราทุกคน
>>> สาเหตุที่สอง : เมื่อเราเชื่อเรื่องใดอย่างจริงจัง ความเชื่อจะผลักดันให้เราทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นจริง
ด้วยเหตุนี้ เราทกคนจึงต้องระวังสิ่งที่เราจะเชื่อให้ดี
.
หากพลังของคำกล่าวที่ว่า “คุณคิดเช่นไร คุณจะเป็นเช่นนั้น” ให้ผลลัพธ์ได้ 100% (ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น)
พลังของคำกล่าวที่ว่า “คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณเชื่อ” นี้สามารถให้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการได้ถึง 1,000%
และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะ “ความเชื่อ” คือผลลัพธ์ของการที่คุณทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆจน “จิตใต้สำนึก” ของคุณยอมรับในพฤติกรรมเช่นนั้นของคุณ และพฤติกรรมที่เราทำบ่อยๆซ้ำๆนี่เองก่อเกิดสิ่งที่เรียกว่า “นิสัย”
เมื่อผลของการลงมือทำซ้ำๆนั้นก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างจนถึงระดับ “นิสัย”แล้ว มันจะกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตให้แก่คุณ
.
เมื่อเราทำบางสิ่งที่ผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องในอดีต
หลายคนดำเนินยังคงใช้กรอบความเชื่อเช่นนั้นซ้ำๆในทุกวันจนกลายเป็นนิสัย
“กรอบความเชื่อ” เช่นนั้นก็จะค่อยๆถูก “พฤติกรรมที่คุณทำซ้ำๆจนกลายเป็นนิสัย” ทำให้สูงขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกรอบความเชื่อนั้นได้กลายเป็นกำแพงที่สูงใหญ่ซึ่งจะคอยเหนี่ยวรั้งขัดขวางคุณไว้ไม่ให้คุณพบกับความสุขที่แท้จริง(ความสงบใจความเบาใจปลอดโปร่งโล่งใจเป็นอิสระจากอารมณ์ทุกข์ทั้งปวง) และปิดกั้นศักยภาพที่แท้จริงที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จที่คุณปรารถนา
.
ยกตัวอย่าง เด็กชาย ก. เคยแอบขโมยเงินในกระปุกเก็บเศษเหรียญของพ่อเพื่อนำไปซื้อของเล่นที่ตนเองอยากได้ และบังเอิญคุณพ่อของเขาจับได้ ท่านจึงดุด่าว่ากล่าวเด็กชาย ก.
การถูกตำหนิเช่นนั้นทำให้เด็กชาย ก. ที่ไม่ได้มีนิสัยขี้ขโมย รู้สึกน้อยใจและรู้สึกโกรธที่พ่อของตนเองลำเอียง ซื้อของเล่นให้แต่ลูกสาวคนเล็กของท่านโดยไม่สนใจความต้องการของเขาซึ่งเป็นลูกชายคนโตของตนเองเลย
เมื่อเด็กชาย ก. มีความเชื่อเช่นนี้ในตอนนั้น ความเชื่อเช่นนั้นจะกำหนดพฤติกรรมที่เด็กชาย ก. จะแสดงออกต่อๆไปในแต่ละวันที่เหลือ
หากไม่มีการปรับเปลี่ยนทิศทางความเชื่อหรือ “กรอบความเชื่อ” นี้ให้ถูกต้อง ความเชื่อที่คอยควบคุมบงการพฤติกรรมของเด็กชาย ก. อาจทำให้ชีวิตของเขาไม่มีความสุขเพราะเขาจะมองเห็นแต่พ่อที่เต็มไปด้วยความลำเอียงในทุกวัน มองเห็นแต่น้องสาวที่เป็นคนที่ทำให้ตนเองไม่ได้รับความรักและการเอาใจใส่ อีกทั้งความเชื่อเช่นนั้นบดบังการเห็นคุณค่าในตัวคุณเองของเด็กชาย ก. จนหมดสิ้นเพราะเขาจะคอยฝังหัวว่าตนเองเป็นเด็กไม่ดีที่ขโมยเงินพ่อ เป็นต้น
.
ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม คุณก็น่าจะพอมองออกว่าชีวิตของเด็กชาย ก. จะเป็นชีวิตที่มีความสุขหรือมีความทุกข์มากกว่ากัน
แน่นอนว่าการไม่เห็นคุณค่าในตนเองของเด็กขาย ก. นั้นเป็น “กรอบความเชื่อ” ที่จะทำให้เขาเลือกแสดงพฤติกรรมต่างๆที่ไม่ลงรอยกับคนในครอบครัว เริ่มสร้างโลกที่ปลอดภัยสำหรับความรู้สึกของเขาเอง และตีตัวออกห่างจากครอบครัวของตนเอง
จนท้ายที่สุด การรู้สึกว่าขาดความรักจากคนในครอบครัวจะทำให้เขาเลือกที่จะต่อสู้ปัญหาต่างๆในชีวิตตามลำพัง เพราะการยอมรับความรักความเห็นใจและความเข้าใจจากครอบครัว มันขัดกับ “กรอบความเชื่อ” ของเขา และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่า “กรอบความเชื่อ” ในเรื่องรักลำเอียงของพ่อเขานั้นถูกต้อง
.
ตามกฎแรงดึงดูด เราโฟกัส “ความคิด” ไปที่สิ่งใด เราก็จะเริ่มมองหาและดึงดูดบุคคลและสถานการณ์ที่จะช่วยยืนยันว่า “ความคิดเช่นนั้นของเราถูกต้อง” ให้เข้ามาในชีวิตมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเด็กชาย ก. มองหาข้อผิดพลาดของพ่อของเขาในเรื่องความลำเอียงมากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งเจอสถานการณ์ที่ทำเขาเชื่อว่าพ่อเขาลำเอียงมากขึ้นเท่านั้น
.
แน่นอนว่าถ้าเด็กชาย ก. ทำสำเร็จ เขาจะกลายเป็นคนประสบความสำเร็จที่มีปมในใจบางอย่างที่ทำให้มีพฤติกรรมขัดแย้งและไม่อาจพบความสุขที่แท้จริงจากความสำเร็จของตน
ความสุขที่เขาคิดว่าเขามีจะไม่สามารถทำจิตใจที่มีบาดแผลของเขาสงบลงได้เลย
เมื่อเขาเห็นคนอื่นๆมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ภาพเหล่านั้นจะบาดหูบาดตาและสร้างความร้อนลุ่มให้เกิดขึ้นในจิตใจของเขา ต่อให้เขาใช้ความไม่พอใจนั้นเป็นพลังขับเคลื่อนตนเองไปสู่ความสำเร็จก็ตามที แต่ยิ่งแรงขับภายในเช่นนี้ทำให้เขาสำเร็จได้มากเท่าไหร่ เขาเองก็จะยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่เป็นสุขมากขึ้นเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน หากเด็กชาย ก. ทำไม่สำเร็จ ความเชื่อของเขาจะเติบโตไปบนเส้นทางแห่งความล้มเหลวโดยความอ่อนแอเปราะบางในจิตใจของเขาจะชักนำให้เขากล่าวโทษครอบครัวของเขาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขามีชีวิตที่ล้มเหลว
จะเห็นได้ว่าเมื่อ “กรอบความเชื่อ” ของเราไม่ถูกต้อง” การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตและสามารถมีความสุขได้อย่างแท้จริงเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย
.
เราทุกคนล้วนเคยทำสิ่งผิดพลาดในอดีตมาด้วยกันทั้งนั้น
และคงไม่มีใครไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า...เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้
แต่ถึงแม้เราจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดไม่ได้
แต่เราทุกคนสามารถ #เปลี่ยนความเชื่อ ที่เรามีเกี่ยวกับอดีตที่ผิดพลาดของเราได้
และตรงจุดนี้นี่เองที่ศาสตร์ NLP เข้ามาเกี่ยวข้อง
.
NLP (Neuro - Linguistic Programming) ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยศาสตราจารย์ ริชาร์ด แบนด์เลอร์ และผู้ช่วย ดร. จอห์น กรินเดอร์ แห่งมหาวิทยาลัยซันตาครูซ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ศาสตร์ NLP ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา และแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วในหมู่นักจิตบำบัด จิตแพทย์ นักเจรจาต่อรอง นักขาย และนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ
.
NLP มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ ตามชื่อย่อ คือ N L และก็ P
Neuro หมายถึง ระบบประสาทหรือระบบสมองที่ออกคำสั่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย (จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก)
Linguistic หมายถึง คำพูดหรือภาษา
Programming หมายถึง การตั้งค่า การป้อนรหัส หรือการใส่ชุดคำสั่ง ให้กับบางสิ่งเช่น คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
เมื่อนำคำทั้งสามมารวมกัน ศาสตร์ NLP จึงหมายถึง “ศาสตร์ที่ว่าด้วยการ *ใส่ชุดคำสั่งใหม่ ให้ *สมองหรือจิตใต้สำนึกของคุณ โดย *การใช้ภาษาที่ถูกต้อง อันจะส่งผลให้เกิดรูปแบบพฤติกรรมใหม่ที่จะสร้างผลลัพธ์ใหม่ให้เกิดขึ้น”
.
คำพูดหรือภาษาที่นัก NLP ใช้ จะแบ่งเป็นสองชุดใหญ่ๆ
ชุดคำถามที่ถูกต้อง กับ ชุดคำพูดเพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ (บท Self Talk)
คำถามที่ถูกต้องจะนำไปสู่คำตอบที่ถูกต้อง
เมื่อได้คำตอบที่ถูกต้องที่สามารถปลดล๊อคความเชื่อผิดๆของคุณออกไปแล้ว นัก NLP ก็จะให้แนะนำให้คุณพูดกับตนเองด้วยชุดคำพูดหรือบท Self Talk ที่ออกแบบมาแล้วสำหรับผลลัพธ์ใหม่ที่ต้องการ ต่อเนื่องไปประมาณ 21 วันขึ้นไป
.
การพัฒนาตนเอง (Self-development) ในเรื่องใดๆก็ตาม ผู้ออกแบบหลักสูตรมักโปรแกรมหลักสูตรมักใช้ “ทฤษฎีสร้างนิสัยใน 21” หรือ “ 21-Day Habit Theory " ของ Dr. Maxwell Maltz เป็นแนวทางในการออกแบบโปรแกรมหรือหลักสูตรฝึกอบรมดังกล่าว
.
สาระสำคัญของทฤษฎีนี้ ก็คือ การกระทำใดก็ตามจะ "ตกผลึก" กลายเป็น "นิสัย" ได้นั้นต้องอาศัยการกระทำที่สม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นเวลา 21 วัน ขึ้นไปจึงจะเห็นผล
หัวใจสำคัญในทฤษฎีนี้ คือการสร้างภาพลักษณ์ของตัวตนในจิต (Self Image) ซึ่งเราต้องเชื่อก่อนว่า เราสามารถเป็นคนในแบบที่เราปรารถนาที่จะเป็นได้ เพราะการกระทำ ความรู้สึก พฤติกรรม ตลอดจนความสามารถของคนเรานั้น จะสอดคล้องกับภาพลักษณ์ในจิตใจของตัวเขาเสมอ
ดังนั้น ตราบใดที่ “ความเชื่อ” ในใจของเราไม่ถูกเปลี่ยน “พฤติกรรม” ของเราก็จะถูกครอบงำอยู่ในความเชื่อหรือภาพลักษณ์เดิมๆอยู่ร่ำไป
จากการศึกษาค้นคว้าต่อของท่าน ได้พบว่าคนเราต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 21 วัน จึงจะสามารถปรับตนเองให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียแขนขาหรือคนรัก การเปลี่ยนงาน หรือแม้กระทั่งการเริ่มความสัมพันธ์ใหม่กับใครก็ตาม รวมถึงการสร้าง “นิสัยใหม่” ที่เราต้องการด้วย
----------------------------------------
.
-2- Skill (ทักษะ)
ผมเองก็มี Self Talk ที่ผมใช้อยู่ชุดหนึ่ง ซึ่ง Self Talk ชุดนี้เป็นประสบการณ์ตรงของผมเองเกี่ยวกับ NLP
.
สมัยที่ผมทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง
หากใครคลุกคลีอยู่ในธุรกิจประกันชีวิต จะทราบดีว่าตัวแทนประกันชีวิต เป็นอาชีพที่ไม่ได้รับเงินเดือน และไม่มีออฟฟิศ
แต่ที่บริษัทแห่งนี้ มีออฟฟิศให้ตัวแทนใช้เป็นพื้นที่ในการประชุมงานและทำงานด้านเอกสาร
ผู้บริหารของบริษัทนี้มีกฎให้ตัวแทนประกันชีวิต(ที่ไม่ได้รับเงินเดือนในฐานะลูกจ้าง)ทุกคนต้องเข้า “ประชุมเช้า” ที่ออฟฟิศ 2 รอบ คือเวลา 7.30 น. (ที่นั่นเรียก Tea Time) รอบหนึ่ง กับ 8.30 น. อีกรอบหนึ่ง เพื่อประชุมงาน, ร่วมกันแชร์ความรู้, ฝึกซ้อมบทขาย และ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันและกัน
และก่อนจะเข้าสู่การ “ประชุมเช้า” เวลา 8.30 น. ตัวแทนประกันชีวิตทุกคนจะต้องยืนขึ้นเพื่อกล่าว “คำปฏิญาณ” ซึ่งมีข้อความดังนี้
.
>>> ข้าพเจ้าจะประสบความสำเร็จด้วยความเชื่อมั่นในตนเองและเป้าหมายสำคัญที่แน่นอน
>>> ข้าพเจ้าเชื่อมั่นต่อเพื่อนร่วมงานและบริษัท
>>> ข้าพเจ้าเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้านับถือ
>>> ข้าพเจ้าเชื่อในการสวดวิงวอนด้วยความศรัทธา
>>> ข้าพเจ้าเชื่อว่าความสำเร็จย่อมเกิดจากความพยายามอย่างเฉลียวฉลาดมิได้อยู่ที่โชคชะตา และมิอาจได้มาด้วยเล่ห์เหลี่ยม หรือความเห็นแก่ตัว
>>> ข้าพเจ้าจะขับไล่ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยาและการดูถูก ด้วยการสร้างความรักต่อเพื่อนมนุษย์
>>> ข้าพเจ้าจะให้อภัยต่อผู้อื่นซึ่งกระทำผิดต่อข้าพเจ้า และไม่กล่าวร้ายต่อผู้ใด แม้นข้าพเจ้าไม่ชอบเนื่องจากว่าท่าทีในทางลบต่อคนอื่นๆไม่เคยนำความสำเร็จมาสู่ผู้ใด
>>> ข้าพเจ้าจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ข้าพเจ้าหวังจะได้รับการปฏิบัติตอบจากพวกเขา
>>> ขอให้ความมีน้ำใจดี ความขยันอดทน และความจริงใจของข้าพเจ้า ผลักดันให้ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จตามความปรารถนาด้วยเทอญฯ
.
เสียงกล่าวคำปฏิญาณเช่นนี้ดังกึกก้องทั่วออฟฟิศทุกวันทำงานจันทร์ – ศุกร์
ผมกล่าวคำปฏิญาณเช่นนี้ทุกเช้า(แม้ไม่ใช่วันทำงานปกติ)และดำเนินชีวิตตาม “กรอบความเชื่อ” ทั้ง 8 ข้อนี้อยู่นานเกือบ 8 ปี ก่อนจะเลิกอาชีพนี้ไปเมื่อปี 2554
แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 6 ปีแล้วก็ตาม เสียงคำปฏิญาณที่ผมพูดทุกวันยังคงดึงกึกก้องอยู่ในจิตใต้สำนึกของผมตลอดเวลา และผมเชื่อว่าที่ผมมีผมเป็นเช่นทุกวันนี้ได้เกิดจากคำปฏิญาณนั้นไม่มากก็น้อย
.
ตัวแทนบางคนก็ประสบความสำเร็จจากบท Self Talk ชุดนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังล้มเหลวกันอยู่
สาเหตุที่ทำให้ Self Talk ชุดนี้ใช้ไม่ได้ผลกับตัวแทนประกันชีวิตส่วนใหญ่ที่นั่น เกิดจากการใช้ “บท Self Talk” สร้างความเชื่อใหม่ๆเลย โดยไม่ได้ใช้ “ชุดคำถามที่ถูกต้อง” ปลดล๊อคความเชื่อที่ไม่ถูกต้องให้กับตัวแทนประกันชีวิตแต่ละคนก่อนนั่นเอง
แต่สำหรับตัวผมเอง คำปฏิญาณทั้ง 8 ข้อนั้นได้สร้างเส้นทางพฤติกรรมใหม่ให้กับชีวิตของผม และได้มอบผลลัพธ์ใหม่ที่น่าสนใจกว่าแค่ “ค่าคอมมิชชั่นและความก้าวหน้า” จากงานตัวแทนประกันชีวิตนั้นให้กับผม
เมื่อผมรู้ว่าผมเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อะไรและตั้งเป้าหมายสำคัญที่แน่นอนให้ตนเอง บท Self Talk ที่ผมพูดกับตนเองมาตลอดหลายปีนั้นก็นำพาผมมาสู่อาชีพที่ผมปรารถนาจะเป็น นั่นคือ “อาชีพนักฝึกอบรม”
.
จากตัวอย่างข้างต้น หากใช้ศาสตร์ NLP แก้ปัญหาชีวิตให้กับเด็กชาย ก.
นักจิตบำบัด หรือโค้ชด้าน NLP จะต้องใช้ “ชุดคำถามที่ถูกต้อง” ค้นหาว่ากรอบความเชื่อใดที่ปิดกั้นศักยภาพและความสุขในตัวของคนๆนี้ และปลดล๊อคความเชื่อที่ไม่ถูกต้องของเด็กชาย ก. ได้แล้ว
นัก NLP จะออกแบบภาษาพูด หรือ Self Talk ที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่นัก NLP และเด็กชาย ก. ต้องการ ให้เด็กชาย ก. นำไปฝึกพูดกับตนเองซ้ำๆสม่ำเสมอ
ก่อนที่คุณจะได้รับ “ผลลัพธ์ใหม่” ได้ คุณต้องการเป็น “คนใหม่” เสียก่อน
บท Self Talk ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีนั้นจะเป็นการกำหนด “ค่านิยม” หรือ “หลักในการดำเนินชีวิต” แบบใหม่ เพื่อการได้เป็น “คนใหม่” ที่เด็กชาย ก. ต้องการ
และเมื่อเด็กชาย ก. ดำเนินชีวิตด้วย “ค่านิยม” ใหม่ตาม “กรอบความเชื่อใหม่” ที่ถูกออกแบบไว้นานมากพอ
ความเข้มข้นของการลงมือทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตาม “กรอบความเชื่อใหม่” นั้นจะค่อยๆกลายเป็น “พฤติกรรม” หรือ “นิสัย” ที่ช่วยผลักดันให้กฎแรงดึงดูดเริ่มทำงาน ตามหลักการที่ว่า...
ยิ่งเราโฟกัส “ความคิด” ไปที่สิ่งใด เราก็จะเริ่มมองหาและดึงดูดบุคคลและสถานการณ์ที่จะช่วยยืนยันว่า “ความคิดเช่นนั้นของเราถูกต้อง” ให้เข้ามาในชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น
.
##กิจกรรมของคุณ##
ออกแบบชุดคำถามเพื่อปลดล๊อคเด็กชาย ก. และสร้างบท Self Talk เพื่อผลลัพธ์ใหม่ที่เด็กชาย ก. ต้องการ
-----------------------------------------
.
-3- Attitude (ทัศนคติ)
หากคุณเคยศึกษา “ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง” ของซิกมันต์ ฟรอยด์ คุณก็จะทราบว่า...
เวลาที่คุณใช้ชีวิตด้วย “จิตสำนึก” คุณใช้พลังเพียง 10% ของ “พลังจิต” ทั้งหมด
แต่ “จิตใต้สำนึก” เปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็งส่วนที่อยู่ใต้น้ำซึ่งมีพลังมากถึง 90% ของจิตทั้งหมด
.
ใครบ้างไม่อยากนำเอาพลังอีก 90% ที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้
แต่การที่คุณจะใช้ศาสตร์ NLP นำพลังอีก 90% ที่เหลือมาใช้เพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จอย่างยั่นยืนได้นั้น คุณต้องยอมให้ “ความเชื่อ” ในใจของคุณถูกเปลี่ยนเสียก่อน
ศาสาตร์ NLP ใช้ได้ผลกับคนที่ยอม(ให้ตนเองถูก)เปลี่ยนความเชื่อเท่านั้น
.
“กฎแรงดึงดูด” จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคุณมีสองสิ่งนี้
เป้าหมาย(Purpose)ที่ชัดเจน กับ การลงมือทำ(Action)ที่ชัดเจน
มีคนจำนวนมากที่มีเป้าหมาย แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองปรารถนาได้
นั่นเพราะการมี “เป้าหมายที่ชัดเจน” อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
ต้องอาศัย “การลงมือทำที่ชัดเจน” เพื่อการบรรลุใน “สิ่งที่ต้องการจะมีและจะเป็น” นั้นอีกด้วย
เราจึงไม่ต้องพูดถึงคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเกิดมาเพื่อเป็นอะไร(คนที่ไม่มีเป้าหมาย)
.
วิธีที่จะดึงพลังที่ซ่อนอยู่อีก 90% ในจิตใต้สำนึกออกมาใช้โดยอาศัยหลักของศาสตร์ NLP ก็คือ การเขียนระบุสิ่งที่คุณต้องการอย่างชัดเจน (เป้าหมายที่ชัดเจน) ลงไปในกระดาษเพื่อส่งสาส์นถึง “จิตใต้สำนึก” ของคุณ
แต่มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่คุณต้องทราบ นั่นคือ
“จิตใต้สำนึก” จะรับฟังสิ่งที่คุณบอกกับมันโดยการเขียนและพูด แต่ “จิตใต้สำนึก” จะเชื่อในสิ่งที่คุณลงมือทำ
.
ปัญหาหรืออุปสรรคใดในชีวิตที่คุณใช้แก้ไขหรือทางออกไม่ได้ด้วยการใช้ “จิตสำนึก” ปกติของคุณ
“จิตใต้สำนึก” จะหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องและดีที่สุดสำหรับปัญหาหรืออุปสรรคนั้นมาให้คุณเอง
คุณแค่ต้องมี “เป้าหมายที่ชัดเจน” กับ “การลงมือทำที่ชัดเจน” มากพอเท่านั้นเอง
สองสิ่งนี้จะทำให้สิ่งที่คุณต้องการสื่อสารกับ “จิตใต้สำนึก” ของคุณชัดเจนมากยิ่งขึ้นจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชีวิตหรือผลลัพธ์ใหม่ที่คุณต้องการได้สำเร็จ
.
“ผลลัพธ์” ที่จะเกิดขึ้นเป็นปัจจัยภายนอกที่คุณควบคุมไม่ได้
มีแต่ “การลงมือทำที่ชัดเจน” ในแต่ละวันของคุณเท่านั้นที่เป็นปัจจัยภายในที่คุณสามารถควบคุมได้ 100%
.
“การลงมือทำที่ชัดเจน” ของคุณ จะทำให้คุณเห็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “เป้าหมายที่ชัดเจน” ของคุณปรากฏตัวขึ้นมากมายเพื่อคอยช่วยเหลือและผลักดันคุณให้บรรลุเป้าหมายที่คุณต้องการได้
“การลงมือทำที่ชัดเจน” ของคุณ จะทำให้คุณเห็นหนังสือบางเล่มหรือฉากบางฉากในหนังบางเรื่องที่ช่วยทำให้คุณเกิดความคิดแบบปิ๊งแว้บที่สามารถแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่กำลังเผชิญอยู่อย่างน่าประหลาด
“การลงมือทำที่ชัดเจน” ของคุณ จะทำให้คุณได้รับโอกาสที่มาในรูปแบบต่างๆมากมายที่ตัวคุณเองแทบไม่เชื่ออยู่เสมอ
“ปรากฏการณ์” แปลกๆที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่คุณเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคุณไม่ขวนขวายทำตัวคุณให้มี “คลื่นความถี่” ที่ใกล้เคียงกับปรากฏการณ์เหล่านั้นเสียก่อน
.
## สรุปเกี่ยวกับศาสตร์ NLP ##
ความเชื่อที่ถูกต้อง นำไปสู่ การเห็นคุณค่าที่แท้จริงในตนเองและผู้อื่น (NLP มีบทบาทตรงจุดนี้)
การเห็นคุณค่าที่แท้จริงในตนเองและผู้อื่น นำไปสู่ การการตั้งเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง (NLP มีบทบาทตรงจุดนี้)
เป้าหมายที่ชีวิตที่ถูกต้อง นำไปสู่ การลงมือทำที่ถูกต้อง
การลงมือทำที่ถูกต้อง นำไปสู่ ผลลัพธ์ใหม่ที่ถูกต้อง
.
“กฎแรงดึงดูด” จะทำให้คุณมีความสุขและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับว่า “เป้าหมาย” กับ “การลงมือทำ” ของคุณเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการนั้นมีความ “ชัดเจน” มากน้อยเพียงใด
เพราะที่สุดแล้ว คุณจะได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ ไม่ใช่จากการคิด แต่จากการลงมือทำ
และ“การลงมือทำ” คือส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณได้รับผลลัพธ์แน่นอน 100% ตาม “กฎแห่งเหตุและผล”
.
เพราะที่สุดแล้ว #เราทุกคนจะเป็นในสิ่งที่เราเชื่อเสมอ
ดังนั้นจงเลือกสิ่งที่คุณจะเชื่อให้ดี
พลังแห่ง “ความเชื่อ” ที่ถูกต้องตาม “ค่านิยมใหม่” ที่คุณเขียนขึ้น บวกกับพลังแห่ง “การลงมือทำที่ชัดเจน” ที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อพิสูจน์สิ่งที่คุณเชื่อ จะทำให้คุณข้ามพ้นอุปสรรคขวากหนามต่างๆไปได้และทำให้คุณสามารถประสบความสำเร็จตาม “เป้าหมายที่ชัดเจน” ของคุณ และทำให้คุณมีความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้อย่างแน่นอน
.
.
#ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้
##หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์
.
.
#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ
#XDREAMเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา
#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา


หมายเหตุ : บทความนี้ถูกเขียนโดยใช้หลักในการเสนอองค์ความรู้แบบ KSA เพื่อนๆท่านใดสนใจฝึกฝนตนเอง สามารถลองฝึกทำกิจกรรมในส่วนของ Skill ได้เลยนะครับ

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2017 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]