• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม 2560
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 846 , 05:30:26 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

#ความนับถือตัวเอง...จุดเริ่มต้นของชีวิตเปี่ยมคุณค่า
---------------------------------

-1- Knowledge (ความรู้)
สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการเหมือนกันอย่างหนึ่งนอกเหนือจากความต้องการทางด้านร่างกายที่สามารถตอบสนองได้ด้วยปัจจัยสี่แล้ว ก็คือการได้รับ “การยอมรับ” ซึ่งเป็นความต้องการทางใจชนิดหนึ่ง
.
อับราฮัม มาสโลว์ (1908 – 1970) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็นลำดับขั้นดังนี้
1) ความต้องการทางกาย ได้แก่ ความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศ การขับถ่าย และอื่นๆ
2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยจากสิ่งต่างๆ (Security)
3) ความต้องการความรักความรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วม (Belonging and love need)
4) ความต้องการการยอมรับจากผู้อื่น (Self - esteem needs)
5) ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ (Self - actualization)
.
การได้รับการยอมรับจากผู้อื่น (Belonging and love need) ซึ่งเป็นความต้องการอันดับสามตามลำดับความต้องการของมาสโลว์ ไม่ได้เป็นความต้องการที่ทำให้ชีวิตคุณมีความสุขและมีชีวิตที่มีประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
แต่การยอมรับที่จะทำให้ชีวิตคุณมีความสุขและมีประโยชน์มากที่สุดคือความต้องการในลำดับที่สี่ นั่นคือ “การนับถือตัวเอง (Self - esteem)”
.
#การนับถือตัวเองคืออะไร?
เราแบ่งบุคลิกภาพของมนุษย์ได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆคือ ชอบเก็บตัว กับ ชอบเข้าสังคม
แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบุคลิกภาพแบบไหน มนุษย์ทุกคนก็ยังถือว่าเป็น “สัตว์สังคม” ที่ต้องการ “การเห็นคุณค่า” และ “การยอมรับ” จากสังคมที่เขาอยู่อาศัยอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นสังคมใหญ่ๆอย่างเช่น ชุมชน หรือประเทศ หรือสังคมเล็กๆอย่างเช่นครอบครัว หรือที่ทำงาน
แต่การเห็นคุณค่าและการได้รับการยอมรับที่ดีและมีประโยชน์สูงสุดต่อชีวิต คือการที่คุณมองเห็นคุณค่าในตนเองและยอมรับในคุณค่าที่มีในตนเองนั้นให้ได้เสียก่อน ซึ่งเราเรียกการมองเห็นคุณค่าและการยอมรับคุณค่าในตนเองเช่นนี้ว่า “การนับถือตนเอง (Self - esteem)”
.
“การนับถือตัวเอง (Self - esteem)” จะเป็นคนละเรื่องกับ “การหลงตัวเอง” เพราะการนับถือตัวเองจะเกิดจากการมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงและมีอยู่จริงในตัวของเขาเอง แต่การหลงตัวเองจะเป็นความรู้สึกเย่อหยิ่งทะนงตนที่เกิดจากคุณค่าที่คิดว่าตนเองมี แต่ไม่ได้มีคุณค่านั้นจริงๆ
.
มนุษย์ทุกคนต้องการที่จะได้รับการยอมรับนับถือและการให้เกียรติจากผู้อื่นเสมอ
การไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นในระดับครอบครัวหรือ ที่ทำงาน หรือในระดับสังคมที่ใหญ่กว่าอย่างเช่นในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ อาจส่งผลให้คนบางคนกลายเป็นคนที่มีความนับถือตัวเองต่ำ
คนที่มีความนับถือตัวเองต่ำจะพยายามแสวงหาความมีชื่อเสียงเพื่อให้ผู้อื่นเกิดการยอมรับโดยคิดว่า เมื่อเขาเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้อื่นแล้ว เขาจะมีความนับถือตัวเองเพิ่มมากขึ้น
.
ความต้องการการยอมรับนับถือนี้จึงเป็น “แรงจูงใจ” สำคัญที่ทำให้มนุษย์เราตัดสินใจลงมือทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อจะได้รับการยอมรับนับถือจากภายนอก
คนที่ต้องการการยอมรับนับถือจากภายนอกตามความต้องการอันดับที่สามของมาสโลว์ จะพยายามทำกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคมที่เขาต้องการให้ยอมรับ ซึ่งการทำเช่นนั้นทำให้เขารู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคมนั้นได้
แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป หรือเสื่อมจากการยอมรับที่เคยได้นั้น การทำสิ่งที่มีคุณค่าของเขาจะหยุดตามไปด้วยเพราะขาด “แรงจูงใจ”
.
ต่างจากการทำสิ่งที่มีคุณค่าที่เกิดจากการนับถือตัวเองอย่างแท้จริงตามอันดับขั้นที่สี่ของมาสโลว์
พวกเขาจะทำในสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง ไม่ว่าจะมีรางวัลเป็นการตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะเป็นหน้าที่โดยตรงของเขาหรือไม่ก็ตาม เพราะการตระหนักชัดในคุณค่าที่แท้จริงในตัวของพวกเขานั่นเอง
.
ในความเป็นจริง การได้รับการยอมรับนับถือและเกียรติจากภายนอกจะไร้ความหมาย หากเราไม่ได้รู้สึกนับถือตัวเองและให้เกียรติตนเองจากคุณค่าที่มีภายใน
ด้วยเหตุนี้ คุณจึงไม่สามารถที่จะเกิด “ความนับถือตัวเอง”อย่างแท้จริงได้โดยการแสวงหาชื่อเสียงหรือการยอมรับจากผู้อื่นภายนอก นอกเสียจากคุณจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำสิ่งที่มี “คุณค่าและประโยชน์” ต่อผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จให้ได้เสียก่อน
.
เมื่อคุณผ่านบททดสอบที่ท้าทายเกี่ยวกับคุณค่าในตัวของคุณเองนั้นได้สำเร็จแล้ว คุณจะเกิดความภาคภูมิใจและเกิดการยอมรับนับถือคุณค่าที่แท้จริงของตัวเองจากภายใน ซึ่งแน่นอนว่านอกจากความสำเร็จที่เปี่ยมคุณค่านั้นจะทำให้คุณเกิด “การนับถือตัวเอง (Self - esteem)” แล้ว ความสำเร็จที่เปี่ยมคุณค่านั้นจะทำให้คนอื่นๆเกิดการยอมรับนับถือในตัวคุณอย่างแท้จริงและยั่งยืนไปพร้อมๆกันด้วย
และคุณค่าที่คนทุกคนในสังคมสามารถได้รับประโยชน์ร่วมกันนี่เองคือ #ประโยชน์ที่แท้จริงของการนับถือตัวเอง
--------------------------------------
.
-2- Skill (ทักษะ)
มีหนังเรื่องหนึ่งที่สามารถใช้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง Self - esteem ได้ดี นั่นคือหนังอนิเมชั่นเรื่อง “How To Train Your Dragon : อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร”
.
ตามหลักการเขียนนิยายหรือสร้างหนังนั้น ตัวละครที่ดีต้องมีความขัดแย้ง
หนังอนิเมชั่นเรื่องนี้เดินเรื่องผ่านตัวละครที่มีความขัดแย้งที่น่าสนใจมากอย่าง “ฮิคคัพ” ลูกชายของ “สโตอิค” หัวหน้าหมู่บ้านไวกิ้ง
ฮิคคัพเป็นคนรูปร่างเล็กซึ่งไม่เหมาะกับการเป็น “นักฆ่ามังกร” เลยแม้แต่นิดตาม “ค่านิยม” ขอไวกิ้ง แต่เขากลับมีความฝันอยากจะเป็นนักฆ่ามังกรจนความพยายามในการพิสูจน์ตัวเองของเขาทำให้ชาวบ้านไวกิ้งต้องคอยเดือดร้อนอยู่บ่อยๆ
.
เพราะความที่เขามีบุคลิกภาพภายนอกและวิธีคิดภายในบางอย่างที่ไม่ได้มาตรฐานของนักฆ่ามังกรตามแบบอย่างของไวกิ้งนี่เอง ทำให้ “สโตอิค” พ่อของเขาที่เป็นผู้นำหมู่บ้านไวกิ้งเบิร์กนี้ มอบหมายงานให้ฮิคคัพไปเป็นผู้ช่วย ก๊อบเบอร์ ที่เป็นช่างทำอาวุธของพวกไวกิ้ง และยังเป็นครูฝึกสอนไวกิ้งรุ่นใหม่ให้ต่อสู้กับมังกรด้วยเพื่อคอยไม่ให้ไปก่อเรื่องที่ไหน
.
พวกไวกิ้งเชื่อในความยิ่งใหญ่ของการเป็นชนชาตินักรบที่แข็งแกร่งของตนเองจึงนิยมการแสดงออกไปในทางชอบใช้กำลังในการเอาชนะมากกว่าใช้สมอง
แต่การมีรูปร่างที่ไม่อำนวยให้ทำงานสายบู๊ของฮิคคัพทำให้เขากลายเป็นคนที่ชอบใช้สมองมากกว่าใช้กำลัง เมื่อบวกกับการเป็นคนช่างสังเกตและชอบจดบันทึกของเขา ทำให้เขาผลิตเครื่องยิงซึ่งเป็นอาวุธที่เป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายความขัดแย้งให้กับตัวเขาเองได้สำเร็จในเวลาต่อมา
.
ความขัดแย้งที่หนังเรื่องนี้ใช้เป็นธีมในการนำเสนอก็มีครบทั้งสองอย่างคือความขัดแย้งภายนอกและความขัดแย้งภายใน
.
ความขัดแย้งภายนอกของฮิคคัพเกิดจากการที่ “ความเป็นตัวเขา” ไม่ว่าจะรูปร่างภายนอกหรือความเชื่อภายในมันไม่เข้าพวกกับค่านิยมหรือ “ความเชื่อเก่าแก่” ของชาวไวกิ้งในหมู่บ้าน
ความต้องการการการยอมรับจากคนอื่นอย่างมากนี่เองที่เป็นแรงผลักดันให้ฮิคคัพประดิษฐ์คิดค้นเครื่องไม้เครื่องมือต่างที่จะใช้ฆ่ามังกรขึ้นมาทดแทนตัวเขาเองที่รูปร่างเล็กกระจ้อยร่อย
ความขัดแย้งภายในของฮิคคัพเกิดจากการที่เขา มีโอกาสฆ่า “เพลิงนิล” มังกรสายพันธุ์ที่ไวกิ้งเชื่อว่ามีความดุร้ายและอันตรายที่สุด แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ฆ่าและปล่อยมันไป
.
จากมิตรภาพระหว่างฮิคคัพกับเพลิงนิลซึ่งต่อมาเข้าตั้งชื่อมันว่า “เขี้ยวกุด” ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี่เองที่ทำให้ “ความเชื่อ” เรื่องความดุร้ายและอันตรายของมังกรที่ถูกฝังหัวมาตั้งแต่เกิดของเขาเปลี่ยนไป
พวกมังกรดุร้ายเพราะมันหวาดกลัวมนุษย์ การแสดงความดุร้ายคือวิธีป้องกันตัวเองของพวกมังกร
.
ฮิคคัพเคยไม่ได้รับการยอมรับจากพวกเพื่อนๆจากการเรียนในห้องเรียนวันแรกๆ
แต่หลังจากเขาได้ผูกมิตรและคลุกคลีอยู่กับ “เขี้ยวกุด” ก็ทำให้เขาเข้าใจมังกรมากขึ้น
ความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างของสัตซอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ไม่ใช่ไวกิ้งที่มากขึ้นนี้เองที่ทำให้ฮิคคัพสามารถปราบมังกรทุกตัวในห้องเรียนได้สำเร็จโดยไม่ต้องฆ่าหรือใช้กำลังเหมือนที่ไวกิ้งส่วนใหญ่ทำ
.
ความสามารถที่โดดเด่นเช่นนั้นทำให้ฮิคคัพก็ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นที่อิจฉาของ แอสทริด เพื่อนร่วมห้องเรียนที่คิดว่าตัวเธอเองมีความแข็งแกร่งและเก่งกาจกล้าหาญกว่าฮิคคัพ
.
หนังทำให้ผู้ชมได้เห็นความเชื่อเกี่ยวกับความไม่เอาไหนในตัวฮิคคัพผ่านการสนทนาสองสามฉาก
ฉากแรก ฮีคคัพกับพ่อของเขา
ก่อนสโตอิค พ่อของฮิคคัพจะล่องเรือพาไวกิ้งไปจัดการกับพวกมังกรในรอบแรก เขาบอกกับลูกชายของเขาว่า “เจ้าเป็นได้ทุกอย่าง ฮิคคัพ แต่ไม่ใช่นักฆ่ามังกรแน่”
เขาพยายามปลูกฝังความเชื่อเกี่ยวกับไวกิ้งให้ฮิคคัพเสมอด้วยคำพูดทำนองว่า
“เมื่อเจ้าพกขวานเล่มนี้ เจ้าพกศักดิ์ศรีของไวกิ้ง เจ้าต้องเดินเหมือนไวกิ้ง ต้องพูดเหมือนไวกิ้ง ต้องคิดเหมือนไวกิ้ง ...ไม่เอาแบบนี้” ซึ่งฮิคคัพมองว่าการที่พ่อของเขามีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเขาแบบเหมารวมทั้งหมดนั้นมันไม่ถูกต้อง ลึกๆเขาก็เชื่อว่าเขามีดีอยู่เช่นกัน
.
ฉากที่สอง ฮิคคัพกับแอสทริด
เมื่อแอสทริคเห็นฮิคคัพไม่จริงจังในการฝึกซ้อมสู้มังกร เธอจึงตำหนิและเตือนสติเขาว่า “เจ้าเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องขำหรือไง อีกหน่อย พ่อแม่จะส่งต่อศึกนี้ให้เรา ไปคิดเอาเองว่าจะอยู่ข้างไหน”
.
แต่เมื่อฮิคคัพปราบมังกรทุกตัวเสียอยู่หมัด เธอจึงเกิดความสงสัยและแอบตามฮิคคัพไปโดยบอกกับฮิคคัพว่า “ไม่เคยมีไวกิ้งเก่งอย่างเจ้ามาก่อน โดยเฉพาะคนอย่างเจ้า เปิดปากออกมา เจ้าแอบมาฝึกกับใครใช่ไหม”
และนั่นทำให้เธอได้รู้ว่า เขาฝึกการเอาชนะมังกรจากมังกรนั่นเอง
แม้แอสทริดรู้ทราบความจริงเกี่ยวกับ “เขี้ยวกุด” แล้ว แต่ฮิคคัพก็ขอร้องให้เธอช่วยยังปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อนเพราะพวกเขาไม่มีทางอธิบายให้ไวกิ้งในหมู่บ้านโดยเฉพาะพ่อของเขาเองเข้าใจและยอมเปลี่ยนความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับมังกรที่มีมา 300 ปีได้ง่ายๆเหมือนแอสทริดอย่างแน่นอน
.
แต่เนื่องจากฮิคคัพได้รับเลือกจากแม่เฒ่าประจำหมู่บ้านให้เป็นคนสังหารมังกรเพราะเขาสามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน ความลับเรื่อง “เขี้ยวกุด” กับเขาจึงถูกเปิดเผยขึ้น ซึ่งทำให้สโตอิคโกรธมากและจับ “เขี้ยวกุด” ขังไว้รวมกับมังกรตัวอื่น
เมื่อพ่อของฮิคคัพนำทัพเรือไวกิ้งออกทะเลอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าไปกำจัดมังกรที่รังใหญ่ของมันโดยให้ “เขี้ยวกุด” นำทางไป นี่คือช่วงเวลาที่ฮิคคัพจะต้องตัดสินใจให้ได้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่เขาควรทำเพื่อพิสูจน์ “คุณค่าที่แท้จริง” ในตัวของเขา
.
พวกเราทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง แต่จากการขาดความรักในวัยเด็ก หรือการเลี้ยงดูที่ไม่เอาใจใส่ อาจนำไปสู่ “ความเชื่อผิดๆ” เกี่ยวกับตัวคุณเองได้ และนั่นส่งผลให้คุณหลงลืมและละเลยที่จะมองเห็น “คุณค่า” ที่มีอยู่ในตัวคุณเองไป
ฮิคคัพของเราก็เช่นกัน การโดนพ่อคาดหวังบนความเชื่อผิดๆ หรือการถูกเพื่อนๆวัยเดียวกันหรือชาวไวกิ้งในหมู่บ้านเบิร์กมองด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจในคุณค่าที่แท้จริงของตัวฮิคคัพ ทำให้เขาเรียกร้องการยอมรับด้วยการพยายามพิสูจน์ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเขาอยู่นานจนเขาเกือบสิ้นหวังในตัวเขาเอง
ดังนั้น ก่อนที่คุณจะไปดูบทสรุปของหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ คุณจำเป็นต้องทำกิจกรรมเพื่อค้นหาและทำความรู้จักกับ “คุณค่าที่แท้จริง” ในตัวคุณกันก่อน
.
## กิจกรรมของคุณ ##
1) ให้คุณเขียน “ข้อดี” ของตัวคุณเองลงไปในกระดาษอย่างน้อย 10 ข้อ (ซึ่งผมเชื่อว่าข้อดีของคุณมีมากกว่านี้แน่)
2) ให้คุณเขียน “ข้อเสีย” ที่ตัวเองต้องการปรับปรุงแก้ไขอย่างน้อย 10 ข้อ
3) ให้คุณเขียน “ข้อดี” ที่ซ่อนอยู่ใน “ข้อเสีย” ของคุณมาข้อละ 1 อย่างเป็นอย่างน้อย (นี่คือวิธีฝึกยอมรับและใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของเราเอง ถ้าคุณฝึกข้อที่สามนี้บ่อยๆ วันหนึ่งคุณกลายเป็นคนมองโลกในแง่ดีและจะมองเห็นโอกาสในวิกฤติได้เสมอ)
4) นำเอา “ข้อดี” และ “ข้อดีที่ซ่อนอยู่ในข้อเสีย” ทั้งหมดของคุณออกมาทำในสิ่งที่มีประโยชน์กับผู้คนให้เป็นนิสัย โดยไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทนจากการลงมือทำนั้น (อย่างที่บอกครับ ทุกคุณค่าจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยบททดสอบบางอย่างก่อนเสมอ)
--------------------------------------
.
-3- Attiude (ทัศนคติ)
คำว่า “การนับถือตัวเอง (Self - esteem)” นี้ เป็นคำที่หลายคนอาจรู้จัก แต่น้อยคนนักจะเข้าใจ
.
มีข้อเท็จจริง 3 ข้อ เกี่ยวกับ “คุณค่าในตัวเอง” ที่ต้องทำความเข้าใจ
>>> ข้อเท็จจริงที่หนึ่ง >>>
มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเสมอ ส่วนคุณจะเห็นคุณค่าในตัวเองนั้นหรือไม่ หรือคนอื่นจะยอมรับคุณค่านั้นในตัวคุณหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกัน
มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างเสมอ ดังนั้น คุณค่าของมนุษย์จึงไม่ได้หมายถึงการต้องทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แม่ที่ตระหนักรู้ในคุณค่าของความเป็นแม่และทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกของตนเองเป็นอย่างดีตามความสามารถก็ถือว่าเธอได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่าแล้ว ไม่ว่าคุณค่าของเธอนั้นจะได้รับการยอมรับจากคนอื่นหรือไม่ก็ตามที
.
>>> ข้อเท็จจริงที่สอง >>>
การได้รับการยอมรับ มี 2 แบบ คือ #การได้รับการยอมรับในความเหมือน กับ #การได้รับการยอมรับในความต่าง
แอสทริดต้องการพิสูจน์คุณค่าในตัวเองด้วยการทำให้ชาวไวกิ้งยอมรับในความเหมือนกันของเธอ ซึ่งต่างจากกรณีของฮิคคัพ
ฮิคคัพเป็นตัวอย่างได้ดีในเรื่องการพิสูจน์คุณค่าในตนเองจนผู้อื่นยอมรับในความแตกต่างของเขา
.
>>> ข้อเท็จจริงที่สาม >>>
ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการยอมรับในความเหมือนหรือความต่าง ทุกคุณค่าที่คุณมีล้วนต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยบททดสอบหรืออุปสรรคบางอย่างก่อนเสมอ ก่อนที่คุณจะได้มันเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง
.
ขณะที่ฮิคคัพยืนมองกองเรือไวกิ้งกำลังแล่นออกไปพร้อมกับเจ้าเขี้ยวกุด เพื่อนของเขา เขาได้แต่นึกตำหนิตัวเองที่เป็นคนทำทุกอย่างพังหมดเช่นเดิม
“300 ปี ข้านี่แหละ ไวกิ้งคนแรกที่จะไม่ฆ่ามังกร” ฮิคคัพพูดกับแอสทริดด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่นแต่เจ็บปวด
“และเป็นคนแรกที่ขี่ด้วย” แอสทริดให้กำลังใจ
เมื่อถูกแอสทริดคาดคั้นถึงการที่เขามีโอกาสฆ่าเพลิงนิลได้แต่กลับไม่ฆ่าว่า “ฆ่าไม่ได้ หรือ ไม่ฆ่า”
ฮิคคัพจึงเปิดเผยความรู้สึกในตอนนั้นให้เธอฟังว่า “ที่ข้าไม่ฆ่าเพราะพวกมันก็หวาดกลัวไม่ต่างจากข้า มองเห็นพวกมันแล้ว ข้ามองเห็นตัวเอง”
.
เมื่อเคยทำเรื่องโง่ๆมามากพอแล้ว ก็ถึงเวลาต้องทำเรื่องบ้าๆบ้าง
และนี่คือวิธีที่ฮิคคัพใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดของเขา
ฮิคคัพแนะนำวิธีขี่มังกรให้แก่เพื่อนๆทุกคน จากนั้นก็ขี้มังกรนำเพื่อนๆของเขาตามไปจนถึงรังใหญ่ซึ่งตอนนั้นก็เป็นตอนที่พ่อของเขาและเหล่าไวกิ้งกำลังเสียเปรียบมังกรยักษ์อยู่พอดี
การเห็นไวกิ้ง(และเป็นไวกิ้งเด็กด้วย) ขี้หลังมังกรเป็นสิ่งที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้เกิดกับสโตอิคและเหล่าไวกิ้งที่พบเห็นอย่างมาก ภาพที่เห็นมันทำให้ค่านิยมเกี่ยวกับมังกรที่พวกเขาถูกปลูกฝังมา 300 ปีเริ่มเปลี่ยนไป และทำให้ความเชื่อที่พวกชาวบ้านเคยมีเกี่ยวกับตัวฮิคคัพเปลี่ยนไป
.
สโตอิคได้เห็นมิตรภาพที่ไวกิ้งกับมังกรมีต่อกัน เขาจึงกล่าวขอโทษด้วยความสำนึกผิดที่เขามองลูกตนเองผิดมาตลอด
เขาเตือนลูกชายด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูกอย่าขึ้นไปเสี่ยงเลยนะ” แต่คำทัดทานนี้ไม่ได้ผล เพราะฮิคคัพได้กล่าวคำพูดเช่นที่ไวกิ้งทุกคนจะกล่าวกันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ
“เราเป็นไวกิ้ง มันเป็นความเสี่ยงในอาชีพอยู่แล้ว”
.
ฮิคคัพต้องสูญเสียขาไปข้างหนึ่งเพื่อแลกกับการพาเขี้ยวกุดบินไปจัดการกับเจ้ามังกรยักษ์ตามวิธีการของเขา แต่วิธีที่เขาใช้ก็สำเร็จ และจากความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขานั้นนำมาซึ่งผลลัพธ์ 3 ประการ คือ
1) เขาได้ปกป้องไวกิ้งแห่งหมู่บ้านเบิร์กจากมังกรยักษ์ได้สำเร็จ
2) ไวกิ้งทุกคนในหมู่บ้านรวมถึงสโตอิค พ่อของเขา ทุกคนเปลี่ยนค่านิยมและความเชื่อ 300 ปีที่เคยมีต่อมังกรและสามารถใช้ชีวิตร่วมกับมังกรในฐานะเป็น “สัตว์เลี้ยง” ชนิดหนึ่งได้อย่างมีความสุข ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถเลี้ยงเจ้าเขี้ยวกุดได้อย่างเปิดเผย
3) นอกจากฮิคคัพจะได้รับการยอมรับพ่อของเขาและจากไวกิ้งทุกคนในหมู่บ้าน ชัยชนะในครั้งนี้ยังทำให้เขาได้ “ความนับถือตัวเอง” เป็นรางวัลอีกด้วย
.
ในโลกที่ยากจะเชื่อไปเสียทุกอย่างในสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน
การจะพิสูจน์ในคุณค่าที่แท้จริงของคุณนั้นอาจไม่ใช่เรื่องยากนัก เมื่อเทียบกับการตอบตัวคุณเองให้ได้ว่าอะไรกันแน่คือคุณค่าที่แท้จริงในตัวของคุณ
มันเป็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวคุณจริงๆ หรือเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นบอกคุณว่ามันคือคุณค่าของคุณกันแน่
ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องค้นหาคุณค่าที่แท้จริงของคุณให้พบและยืนหยัดเพื่อมันให้ได้
เพราะหากคุณไม่ยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง คุณอาจตกหลุมพรางไปกับความเชื่อผิดๆอะไรก็ได้
.
ในการเป็นที่ยอมรับของคนอื่น สิ่งที่แรกที่ต้องตอบตนเองให้ได้คือ คุณต้องการให้เขายอมรับในความเหมือนหรือความต่างในตัวคุณ
หากคุณค่าที่แท้จริงที่คุณต้องพิสูจน์คือความเหมือน คุณก็ต้องผ่านบททดสอบที่สังคมนั้นๆตั้งเงื่อนไขไว้ให้ได้ให้หมดเพื่อที่คุณจะได้เป็นเหมือนพวกเขา
แต่หากคุณค่าที่แท้จริงที่คุณต้องพิสูจน์คือความต่าง ซึ่งไม่เหมือนกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ (ที่ความเหมือนทำให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัยตามความต้องการอันดับที่สองของมาสโลว์) คุณก็ไม่ต้องน้อยใจหรือกังวลใจแต่อย่างใด
เพราะข้อดีของความต่างก็คือ ยิ่งคนอื่นทำเหมือนกันมากเท่าไหร่ สิ่งที่คุณทำจะยิ่งแตกต่างมีเอกลักษณ์มากขึ้นเท่านั้น
.
เมื่อคุณตอบตนเองได้แล้วว่าอะไรคือคุณค่าที่แท้จริงในตัวคุณและคุณได้พิสูจน์คุณค่านั้นด้วยการใช้มันทำสิ่งที่มีประโยชน์กับผู้คนจนเป็นผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์แล้ว
ความนับถือตัวเองที่เกิดจากคุณค่าที่ได้รับการพิสูจน์แล้วนั้นของคุณจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ทรงคุณค่าต่อทุกชีวิตอย่างแท้จริง
.
.
#ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้
##หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์
.
#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ
#XDreamเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา
#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2017 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]