• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันเสาร์ ที่ 17 มีนาคม 2561
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 907 , 13:46:30 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การให้อภัย...ของขวัญยิ่งใหญ่ที่ใครๆก็ต้องการ

------------------------------

.

-1- Knowledge (ความรู้)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทานทั้งปวง”

แต่การให้ธรรมเป็นทานเป็นการให้เพื่อมุ่งยกระดับความคิดและจิตใจของผู้อื่นเป็นสำคัญ

ยังมีการให้อีกชนิดหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ซึ่งการให้ชนิดนี้เป็นการให้เพื่อมุ่งยกระดับความคิดและจิตใจของตนเองเป็นหลัก

การให้ที่ว่านี้คือ “อภัยทาน” หรือการให้อภัย

.

มนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้กฎของนิสัย

และ #กฎของนิสัย มี 2 ข้อ

1) คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณทำซ้ำๆ ไม่ว่าคุณจะชอบผลลัพธ์ของมันหรือไม่

2) เมื่อคุณทำสิ่งใดซ้ำๆจนเกิดเป็นความเคยชินแล้ว ครั้งต่อๆไป คุณจะทำสิ่งนั้นง่ายขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น เรื่องที่ดีหรือเรื่องที่ไม่ดี

.

การใช้ชีวิตตามความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เป็นนิสัยอย่างหนึ่ง

การใช้ชีวิตด้วยการปล่อยวาง ก็เป็นนิสัยอย่างหนึ่ง

คนโลภก็เป็นทุกข์เพราะความโลภ คนโกรธก็เป็นทุกข์เพราะความโกรธ คนหลงก็เป็นทุกข์เพราะความหลง

คุณใช้กิเลสตัวไหนนำทางชีวิต คุณก็จะเป็นทุกข์เพราะกิเลสตัวนั้น

คำเดียวที่จะทำให้คุณหลุดพ้นจากความทุกข์เพราะกิเลสทั้ง 3 นั้นได้ ก็คือคำว่า “ปล่อยวาง”

การปล่อยวางกิเลสทั้ง 3 ลงจากใจคือ “วิถีแห่งการหลุดพ้น”(จากการเวียนว่ายตายเกิด)

.

จากการถูกกิเลส 3 ตัวนั้นบงการให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ “ใจ(ความคิด)” ของคนเราก่อเกิดเป็นอารมณ์ความรู้สึกดีและร้ายต่างๆอยู่ตลอดเวลา

เมื่อคุณตัดสินใจเลือกทำสิ่งใดไปในขณะที่จิตใจยังเต็มไปด้วยกิเลส การกระทำนั้นย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ทำให้ชีวิตของคุณและคนอื่นไม่มีความสุข

ในหลักสูตร “คุณภาพใจ” ผมจึงแนะนำให้ผู้เรียนฝึก “สติ” ด้วยการฝึกควบคุม “ใจ(ความคิด)” ของตนเอง โดยการ “รับรู้แล้วปล่อยวาง” แทน “การรับรู้แล้วปรุงแต่ง” ก่อนจะใช้ “จิตใจ” ที่ไม่ขุ่นมัวเพราะปราศจากการชักนำของกิเลสทั้ง 3 นั้น ตัดสินใจเลือกวิธีการตอบสนองที่ไม่ทำให้ใครเสียประโยชน์ และจะยิ่งดีมากหากการตัดสินใจนั้นทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ด้วย

.

แต่เนื่องจากในบางกรณี สิ่งเร้าที่เข้ามากระทบประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคุณอาจทำให้คุณ(ผู้ที่ยังไม่ได้ฝึกคุณภาพใจหรือฝึกฝนอยู่แต่ยังไม่ชำนาญ) เกิดความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ หรือหนักมากหน่อยก็รู้สึกโกรธเกลียดและอยากโต้ตอบเอาคืนด้วยความอาฆาตพยาบาท

ในภาวะจิตเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะ “รับรู้แล้วปล่อยวาง” ความรู้สึกโกรธแค้นในใจนั้นลง หากยังไม่ได้ทำอะไรบางสิ่งเพื่อเป็นการบรรเทาความขุ่นข้องหมองใจนั้น

เพื่อให้คุณสามารถไปต่อได้ การให้อภัย จึงเป็นส่วนที่เข้ามาแทรกตรงจุดนี้

.

ในสถานการณ์เช่นนี้ คุณต้องกำหนดใจเช่นนี้ว่า...

“การปล่อยวาง” กิเลสทั้ง 3 ตัวในใจตนเองลง คือ “เป้าหมาย”

ส่วน “การให้อภัย”(คนที่ทำผิดคิดร้ายต่อคุณ) คือ “เครื่องมือ” ที่จะทำให้คุณบรรลุ “เป้าหมาย”

คุณจะไม่สามารถปล่อยวางความรู้สึกลงได้ หากคุณยังไม่ได้ให้อภัยคนที่ทำผิดคิดร้ายต่อคุณได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เมื่อคุณฝึกใช้ “สติ” ควบคุมความคิดของคุณให้ “ให้อภัย” คนอื่นที่ทำผิดคิดร้ายต่อคุณจนเป็นนิสัย นั่นเท่ากับว่าคุณกำลังฝึกใจตนเองให้ “รับรู้แล้วปล่อยวาง” อันเป็นบันไดขั้นแรกของการ “ปล่อยวาง” กิเลส 3 ตัวลงจากใจของคุณเองตาม “เป้าหมาย” ที่ผมกล่าวไว้เมื่อครู่

.

เมื่อคุณอ่านข้อความข้างต้นจนเข้าใจเหมือนที่ผมเข้าใจ คุณจะรู้ได้ว่า

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการให้อภัยผู้อื่นจึงเป็นการปลดปล่อยจิตใจของคุณจากความทุกข์ที่เกิดจากความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาทที่แผดเผาใจคุณอยู่

ในเรื่องของการให้อภัยคนที่ทำไม่ดีกับคุณ คุณมีศัตรูคนเดียวให้เอาชนะนั่นคือตัวคุณเอง

.

ทุกครั้งที่คุณให้อภัยคนที่ทำผิดคิดร้ายต่อคุณ คนแรกที่ได้รับความสุขใจคือตัวคุณเอง

ส่วนคนที่ได้รับการให้อภัยแล้วนั้นเขาจะคิดได้หรือไม่ หรือจะคิดได้เมื่อไร นั่นเป็นธุระของเขา ไม่ใช่ของคุณ

.

ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์จะมอบให้แก่กันและกันได้ก็คือการให้อภัย

การให้อภัย คือของขวัญยิ่งใหญ่ที่ใครๆก็ต้องการ

เหตุที่การให้อภัยเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันมาจาก “จิตใจ” ของคนที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น

อหิงสกะ ฆ่าคนมาเกือบพัน หากไม่ได้รับการให้อภัยจากคนเช่นพระพุทธเจ้า จะไม่มีวันได้กลายมาเป็น “องคุลิมาลเถระ” ได้

เทวทัต คิดร้ายและทำร้ายพระพุทธเจ้ามานับครั้งไม่ถ้วน หากไม่ได้รับการให้อภัยจากคนเช่นพระพุทธเจ้า จะไม่มีวันได้กลับมาเกิดและมีโอกาสบรรลุธรรมในชาติสุดท้ายตามคำทำนายของพระพุทธเจ้าได้

ด้วยเหตุนี้ มหาตมะคานธี จึงกล่าวว่า “คนที่อ่อนแอ ไม่เคยให้อภัย การให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนที่เข้มแข็ง”

.

ด๊อกเตอร์ นโปเลียน ฮิลล์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ปรัชญาชีวิต ศาสตร์แห่งความสำเร็จ” ว่า “เมื่อมีคนทำไม่ดีต่อคุณ คุณได้รับโอกาสให้อยู่เหนือชีวิตของคนๆนั้นด้วยการให้อภัย นั่นเพราะการให้อภัยไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นอภิสิทธิ์”

คุณถือลูกกุญแจดอกนั้นในมือ คุณจึงมีสิทธิ์เลือกได้เสมอว่าจะใช้มันล็อคกุญแจเพื่อกักขังตัวคุณกับคนที่ทำไม่ดีกับคุณไว้ในคุกแห่งความทุกข์ หรือจะใช้มันปลดล็อคแม่กุญแจเพื่อปลดปล่อยคุณและคนที่ทำไม่ดีกับคุณออกไปสู่อิสรภาพที่ทุกชีวิตปรารถนา

.

“อโหสิกรรม” แปลตรงตัวว่า ไม่มีสิ่งใดต้องกระทำอีกแล้ว

การ “อโหสิกรรม” ที่จะนำไปสู่ “การให้อภัย” กันได้จึงหมายถึงการเลิกก่อเวรก่อกรรมต่อกันและกันในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น....

ทางกาย (การกระทำ=ทำร้ายร่างกาย ลงไม้ลงมือด้วยตนเองหรือจ้างผู้อื่นให้ทำให้ โดยมีจุดประสงค์ให้เจ็บหรือให้ตาย)

ทางวาจา (คำพูด= กล่าวโทษ ตำหนิติเตียน ด่าทอด้วยคำหยาบคาย การดูถูก เยาะเย้ยถากถางให้เจ็บใจ สบประมาท ) หรือ

ทางใจ (ความคิด = อิจฉาริษยาอาฆาตพยาบาท มุ่งร้าย)

.

อารมณ์ในโลกนี้มี 2 อย่าง คืออารมณ์ที่น่าพอใจ กับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ

เมื่อมีอารมณ์ที่น่าพอใจมากระทบประสาทสัมผัส คนเรามักรับรู้แล้วปรุงแต่งความคิดจนก่อเกิดเป็นความรู้สึกยินดีและลุ่มหลงยึดติด

แต่เมื่อมีอารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจมากระทบ คนเราจะรับรู้แล้วปรุงแต่งความคิดจนเกิดเป็นความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ โกรธเกลียดชิงชังเคียดแค้นอาฆาตพยาบาท

.

เมื่ออารมณ์อันไม่น่าปรารถนาเหล่านั้นเกิดขึ้นใจจิตใจของคุณ คุณมีทางเลือก 2 ทาง นั่นคือ โต้ตอบเอาคืน กับ ปล่อยวาง

แน่นอนว่า คนที่ไม่ได้ฝึกฝนจิตใจตนเองแล้ว การโต้ตอบเอาคืนถือเป็นตัวเลือกที่น่าจะทำให้คุณรู้สึกสะใจ(แต่ขณะนั้นทุกคนจะนึกว่ามันคือความสุขซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่) ยิ่งเห็นคนที่ทำผิดคิดร้ายกับคุณพินาศมากแค่ไหน คุณน่าจะยิ่งมีสะใจมากขึ้นเท่านั้น

.

เนลสัน แมนเดอล่า กล่าวว่า “ความโกรธ ก็เหมือนกับการที่คุณดื่มยาพิษแล้วหวังให้ผู้อื่นตาย”

ยิ่งคุณโกรธเกลียดผู้อื่นมากเท่าไหร่ จิตใจของคุณก็จะยิ่งเร่าร้อนและเป็นทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

ไม้ขีด ก่อนที่มันจะเผาสิ่งใดได้ สิ่งแรกที่ถูกเผาก่อนก็คือตัวของมันเอง

ไฟคือความโกรธแค้นในใจคุณก็เช่นกัน

ก่อนที่มันจะเผาใครให้เร่าร้อนได้ มันได้เผาความสุขในใจของคุณไปเรียบร้อยแล้ว

.

ดังนั้น หากคุณมองดูเขาด้วย “จิตใจที่เมตตา” แล้วเห็นว่าคนที่ทำผิดคิดร้ายต่อคุณก็ต้องการการให้อภัยไม่ต่างจากคุณ คุณจะไม่เลือกวิธีตอบโต้เอาคืนซึ่งเป็นวิธีที่เสียประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่ช้าก็เร็ว

แต่คุณจะเลือกวิธีที่ประเสริฐกว่านั่นคือ การปล่อยวาง

การปล่อยวางอารมณ์ทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจลงนั้น แก้ได้ด้วยการพิจารณา #สามัญลักษณะ 3 อย่างชีวิต คือ

อนิจจัง (ไม่เที่ยง)  ทุกขัง (เป็นทุกข์)  อะนัตตา (ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง)

.

ทุกสิ่งเริ่มต้นที่ใจ ก็ต้องจบที่ใจ

อารมณ์ความรู้สึกทั้งดีและร้ายต่างๆที่เกิดจากการปรุงแต่งความคิดของคุณเองก็เช่นกัน ทั้งหมดคือ “สัมภาระทางใจ”

“สัมภาระทางกาย” ที่มากเกินไปย่อมเป็นอุปสรรคที่ทำให้นักเดินทางไปถึงจุดหมายที่ตนเองต้องการช้าลงฉันใด

“สัมภาระทางใจ” ที่มากเกินไปย่อมเป็นอุปสรรคที่ทำให้นักเดินทางที่ต้องการความสุขไปถึงจุดหมายของตนเองช้าลงฉันนั้น

คุณยิ่งปล่อยวางอารมณ์ต่างๆที่เป็น “สัมภาระทางใจ” เหล่านั้นลงได้รวดเร็วเท่าไหร่

คุณยิ่งเดินหน้าต่อไปสู่จุดหมายที่คุณต้องการได้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้นเท่านั้น

.

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบและไม่เคยทำผิด แม้แต่ตัวของคุณเอง

ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการให้อภัย จึงอยู่ที่การตระหนักรู้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบแม้กระทั่งตัวคุณเอง

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความโกรธในใจของคุณจะเบาบาง ความเมตตาในจิตใจจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้น

.

เวลาที่คนอื่นทำผิดคิดร้ายกับคุณ คุณต้องมองให้เห็นว่า ความผิดนั้นเกิดจาก กิเลส 3 ตัว คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ในใจของคนๆนั้นบงการให้เขาคิด, พูดและกระทำเช่นนั้น

หากเอากิเลสทั้ง 3 ออกจากใจของเขาแล้ว เขาก็จะเป็น “คนดีคนหนึ่ง” ไม่ต่างจากคุณ

กิเลส 3 ตัวเหมือนพิษงู หากรีดเอาพิษหรือความชั่วร้ายออกจากใจได้ คนๆนั้นก็ย่อมเป็นคนที่ไม่มีพิษภัยต่อใคร

กิเลสสามตัว คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ว่ามันจะอยู่ในใจของคุณหรือของใครก็ตาม มันจะคอยบงการให้เราทำสิ่งชั่วร้ายต่างๆ

ดังนั้น ถ้ามีสิ่งใดที่คุณฆ่าแล้วชีวิตคุณจะมีความสุขมากขึ้น สิ่งนั้นก็คือกิเลสทั้ง 3 ภายในใจของคุณเอง

.

คนรู้ธรรมะ ชอบชนะผู้อื่น แต่คนมีธรรมะ จะชอบชนะตัวเอง

ในเกมชีวิตที่แต่ละคนมุ่งหมายที่จะเป็นที่หนึ่ง ผู้แพ้ย่อมเป็นทุกข์ ผู้ชนะย่อมก่อเวร

พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจเกมของโลกนี้ดี ท่านจึงไม่เคยสอนให้เราไปต่อสู้เพื่อเอาชนะใครที่ไหน

พระองค์สอนให้เราเอาชนะจิตใจ(ที่ถูกกิเลสบงการ)ของตัวเราเอง

การชนะใจตนเองโดยไม่ปล่อยให้กิเลส 3 ตัวนั้นมาบงการชีวิตเราได้ ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และจะไม่กลับมาแพ้อีก

.

#สรุป ...ความสุขในชีวิตมี 2 แบบ คือ

>>> อามิสสุข คือความสุขที่ต้องอิงด้วยสิ่งของต่างๆภายนอก

>>> นิรามิสสุข  คือความสงบภายในใจ เป็นความสุขที่ไม่จำเป็นต้องอิงด้วยสิ่งของภายนอกใดๆ

คนจำนวนมากที่ถูกอวิชชา(ความไม่รู้) ครอบจิตใจ เมื่อพวกเขาหลงผิด(โมหะ)โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดของชีวิตไว้ที่อามิสสุขคนกลุ่มนี้จะหาทางสนองความต้องการ(โลภะ)ของตนเองด้วยวิธีการต่างๆนานา ซึ่งมักเป็นวิธีที่ทำให้คนอื่นเสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น การโกหกหลอกลวง, การฉ้อฉล, การทรยศหักหลัง, หรือหนักที่สุดก็คือทำลายล้างคู่แข่งของตนให้หมดสิ้นไป (โกธะ)

.

หากจะมีการ “ฆ่า” สิ่งใดแล้วชีวิตคุณจะมีความสุขมากขึ้น

สิ่งที่คุณจะ “ฆ่า” นั้นขอให้เป็น “ความโลภ ความโกรธ ความหลง” ในใจของคุณเอง

เนื่องจากการฆ่า ความโลภ ความโกรธ และความหลงในใจเสียได้ ย่อมทำให้ชีวิตของคุณเข้าถึง “การปล่อยวาง” ได้สำเร็จ

.

ความทุกข์ทั้งปวงมีความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นบ่อเกิด

กรรมชั่วที่เกิดจากกิเลสทั้งสามตัวนั้นนำมาซึ่งทุกข์

การปล่อยวางคือ “วิถีแห่งการหลุดพ้น”

เมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถเข้าถึง “การปล่อยวาง” ได้อย่างแท้จริง

เมื่อนั้น ชีวิตของคุณจะได้พบกับนิรามิสมุข อันเป็น “ความสงบแห่งจิตใจ” ที่แท้จริง

---------------------------------

.

-2- Skill (ทักษะ)

### กิจกรรมของคุณ ###

1) ฝึกมองให้เห็นกิเลสที่บงการความคิด, คำพูดและการกระทำของคุณอยู่ แล้วระบุออกมาให้ได้ว่า ในสถานการณ์นั้น

กิเลสตัวไหน บงการให้คุณทำเช่นนั้น

2) ฝึก “สติ” ให้เท่าทันความคิด(อารมณ์ความรู้สึก)ที่เกิดขึ้น ก่อนจะฝึก “ปล่อยวาง” อารมณ์ความรู้สึกทางลบนั้นให้เร็วที่สุด

3) หากอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นคืออารมณ์โกรธเกลียด จงฝึกให้อภัยด้วยหลักคิดทั้งหมดใน Knowledge ข้างต้น ก่อนจะ “ปล่อยวาง” ความรู้สึกโกรธเกลียดชิงชังลง

-----------------------------

.

-3- Attitude (ทัศนคติ)

มีหนังเรื่องหนึ่งที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับคำว่า “การให้อภัย” ได้เป็นอย่างดี หนังเรื่องที่ว่านั้นคือ “Shaolin 2010 เส้าหลินสองใหญ่”

เรื่องราวเริ่มขึ้นในช่วงที่ประเทศจีนตกอยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อแม่ทัพจีนต่างช่วงชิงความเป็นใหญ่ด้วยเข่นฆ่ากันเองเพื่อครอบครองเมืองและขยายขอบเขตอำนาจของตนให้มากที่สุด

ขณะที่โหวเจี่ย (รับบทโดยหลิวเต๋อหัว) แม่ทัพที่ได้รับชัยชนะในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนจนหลงระเริง กำลังตามฆ่าแม่ทัพคู่อริที่หนีไปขอความช่วยเหลือจากวัดเส้าหลิน  และหลังจากโหวเจี่ยสังหารนายพลคู่อริต่อหน้าต่อตาพระวัดเส้าหลินแล้ว เขายังได้เขียนถ้อยคำดูถูกวัดเส้าหลินไว้ที่แผ่นป้ายอีกด้วย

.

แต่แล้วเหมือนบาปกรรมติดจรวด เมื่อโหวเจี่ยนัดพบกับแม่ทัพที่เป็นพี่น้องร่วมสาบานกันเพื่อหวังจะฆ่าเสีย เขาก็ต้องพบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อถูก เฉาหมั่น (รับบทโดยเซี๊ยะถิงฟง) รองแม่ทัพและลูกน้องคนสนิทหักหลัง ด้วยการซ้อนแผนกำจัดเขาอีกคนพร้อมกันในคราวเดียว

จากการถูกลูกน้องของตนเองทรยศในครั้งนี้ ทำให้ลูกสาวของโหวเจี่ยเสียชีวิต และนั่นทำให้ภรรยา (รับบทโดยฟานปิงปิง) โทษว่าเป็นความผิดของโฮวเจียเนื่องจากเขาก่อกรรมทำเข็ญไว้มากนั่นเอง

ที่สุดแล้ว ที่พึ่งสุดท้ายที่โหวเจี่ยใช้บรรเทาความทุกข์ในใจก็คือวัดเส้าหลิน  ซึ่งเป็นที่ที่ตัวเองเคยดูถูกเหยียดหยามไว้

.

เมื่อเขาใช้ชีวิตภายในวัดเส้าหลินนั้น เขายิ่งได้รู้จักกับวิถีชีวิตของคนในวัดเส้าหลิน รวมถึงได้รู้จักกับหูเต่า หลวงจีนผู้ทำหน้าที่พ่อครัว (รับบทโดยเฉินหลง) มากเท่าใด เขาก็ยิ่งมองเห็นความสงบสุขที่แท้จริงในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น 

แต่แล้วโหวเจี่ยก็ต้องพบกับเหตุการณ์เดียวกับที่ตัวเองเคยเป็นแม่ทัพ เมื่อเฉาหมั่น  ยกกำลังทหารมากมายเพื่อทำลายวัดเส้าหลินและเข่นฆ่าชาวบ้าน  ก็มีเพียงแต่โหวเจี่ยและพระวัดเส้าหลินเท่านั้นที่จะหยุดยั้งทุกอย่างได้

.

ความขัดแย้งที่ตัวละครอย่างโหวเจี่ยต้องแก้ไขนั้น เป็นโจทย์ที่น่าสนใจมากๆ เขาเคยทำสิ่งที่นับว่าชั่วช้าที่สุดมามากจนยากที่จะให้อภัย แต่เมื่อเขาได้สติ(เกิด #ดวงตาเห็นธรรม) เขาจึงพบว่าสิ่งที่เขาคิดว่า “ได้” นั้น เขาล้วนต้องเสียทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเขาไปเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เขาได้รับความทุกข์ใจแสนสาหัสอย่างแท้จริง ไม่ใช่การไม่ได้ครอบครองในทุกสิ่งที่ตนต้องการ แต่เป็นการสูญเสียทุกสิ่งที่เขารักและเคยครอบครองต่างหาก 

เมื่อโหวเจี่ยสำนึกผิดกลับใจมาขอบวช บรรดาหลวงจีนต่างคัดค้านกันเซ็งแซ่ ไต้ซือเจ้าอาวาสได้เตือนสติหลวงจีนเหล่านั้นด้วยจิตใจที่เมตตาว่า “สัตว์โลกล้วนมีพุทธภาวะ อันความทุกข์นั้นนำมาซึ่งปัญญา หากเขาสับสน ดวงตาเขาก็อาจใกล้มองเห็นธรรม”

(หมายเหตุ : #ดวงตาเห็นธรรม คือความเข้าใจในหลักเหตุและผล รู้ว่าจะสร้างเหตุอะไรเพื่อผลอะไร รู้ว่าต้องงดเว้นสิ่งใดเพื่อไม่ให้เกิดผลอะไร เป็นพื้นฐานของความรู้ผิดชอบชั่วดี เป็นสัมมาทิฎฐิที่แท้จริง)

.

การกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อนของเฉาหมั่น ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเอาชีวิตกับตัวโหวเจี่ยเองก็ดี การฆ่าชาวบ้านที่บริสุทธิ์จำนวนมากก็ดี หรือการฆ่าครูมวยของวัดเส้าหลินก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่เลวร้ายจนยากจะให้อภัยได้

แต่ในใจโหวเจี่ยตอนที่ได้สติแล้ว เข้าใจได้ไม่ยากว่า จิตใจของเฉาหมั่นในขณะนั้นก็ต้องการคนที่อดทนและพร้อมจะให้อภัยเขาเพื่อนำเขากลับมาสู่แสงสว่างอีกครั้งให้ได้เช่นเดียวกัน

หากทุกคนจ้องแต่จะแก้แค้น จิตใจก็จะมืดมัวจนแสงแห่งเมตตาส่องลงมาไม่ได้ เมื่อจิตใจไร้ซึ่งแสงแห่งเมตตา เมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะที่รอวันเติบโตในจิตใจของคนที่หลงผิดก็จะไม่สามารถเจริญงอกงามขึ้นมาได้

โหวเจี่ยเข้าใจเรื่องนี้ได้ถ่องแท้ก็เพราะว่าเขาเคยเป็นเช่นเฉาหมั่นมาก่อน และก็ได้พระวัดเส้าหลินนี่แหละที่อดทนและมีเมตตาธรรมเพียงพอที่จะสอนเขาให้เขากลับตัวเป็นคนดีจนค้บพบความสงบ(อันเป็นความสุขที่แท้จริง)เช่นในวันนี้ได้

.

หนทางแห่งการบรรลุธรรม อยู่ที่การแก้ไข ไม่ใช่แก้ตัว

ดังนั้น โหเจี่ยทำให้คนอย่างเฉาหมั่นหลงผิดกลายเป็นคนโหดเหี้ยมที่ยอมทำชั่วทุกอย่างเพื่อสนองความโลภของตนเอง จึงมีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่จะปลดปล่อยเฉาหมั่นและทำให้สำนึกผิดในสิ่งที่ทำได้ แม้ความพยายามจะทำเช่นนั้นโหวเจี่ยเองต้องสละชีวิตตนเองก็ตาม แต่นั่นก็คือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

.

หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ต้นศรีมหาโพธิ์ ก็ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาวัตรคือการเทศนาโปรดสัตว์โลกที่จิตใจยังมืดบอดอยู่ด้วยกิเลสตัณหา เป็นเวลายาวนานถึง 45 พรรษาก่อนที่จะดับขันธปรินิพพานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ทรงประสูติและตรัสรู้  รวมพระชนมายุได้ 80 พรรษา

เป็นที่รู้กันว่า 35 พระชันษาก่อนการตรัสรู้ แม้พระองค์จะเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่พระองค์ก็ใช้ชีวิตเช่นปุถุชนคนธรรมดา ซึ่งมีทั้งทำผิด(ใจใครไป)บ้าง ถูก(ใจใคร)บ้าง  มีสติบ้าง หลงสติไปบ้าง  แต่หลังจากบรรลุธรรม พระองค์ก็ไม่เคยประมาทในการใช้ชีวิตอีกเลย และไม่ว่าภารกิจในการเทศนาสั่งสอนสัตว์โลกให้ตื่นจากกิเลสจะเป็นงานที่หนัก แต่พระองค์ก็ทรงทำด้วยจิตใจที่เบิกบาน จึงได้ชื่อว่าเป็น “พุทโธ” คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน 

.

ตอนที่โหวเจี่ยสู้กับเฉาหมั่นในหอไตร โหวเจี่ย มีโอกาสฆ่าเฉาหมั่นเพื่อยุติเรื่องเลวร้ายทุกอย่างได้ถึงสามครั้ง  แต่เขาเลือกที่จะไว้ชีวิต ในขณะที่เฉาหมั่นก็อาศัยชีวิตที่ได้คืนมานั้นพยายามฆ่าผู้ให้ชีวิตต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

มีคำพูดที่โหวเจี่ยพูดด้วยใจที่เมตตาว่า “มีสติสักทีซิ!!!” และในฉากที่คานหล่นลงทับเฉาหมั่น แต่โหวเจี่ยผลักเฉาหมั่นให้พ้นทางจนตัวเองต้องถูกคานท่อนนั้นทับจนเสียชีวิตแทน เฉาหมั่นจึงได้สติ

เฉาหมั่นพยายามจะยกไม้ท่อนนั้นออก แต่ไม่เป็นผล นึกว่าจะจบไปเฉยๆ แต่ผู้กำกับเบนนี่ ชาน ก็ได้จัดซีนที่ผมถือว่าเป็นซีนที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูหนังมา นั่นคือ ฉากที่แรงระเบิดทำให้ท่อนไม้เคลื่อนที่และร่างโฮ่วเจียลอยละลิ่วหล่นมายังฝ่ามือของพระพุทธรูปองค์ใหญ่  เหมือนผู้กำกับต้องการจะสื่อว่า คนเราไม่ว่าจะเคยเลวแค่ไหน แต่ถ้าในที่สุดกลับตัวกลับใจได้ทัน ก็จะไม่ตายไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ตายในร่มโพธิ์แห่งการบรรลุธรรม และการตายเพื่อคุณธรรม ไม่ใช่เพื่อกิเลส เช่นนี้ พุทธองค์ไม่ทรงทอดทิ้ง

เฉาหมั่นเห็นภาพนี้ก็ยิ่งเกิดความสังเวชกับการกระทำของตนเองมากยิ่งขึ้นว่าการกระทำของเขา ทำให้เขาอยู่ไกลศาสนา ไกลความสุขที่เขาแสวงหามากยิ่งขึ้นทุกที

.

ชีวิตคนเราประกอบด้วยองค์ประกอบไม่ต่างจากชีวิตโหวเจี่ยสักเท่าไหร่ นั่นคือต้องการการยอมรับนับถือ อยากได้ทุกสิ่งที่ยังไม่มีมาเป็นของตนเอง ทั้งหมดเพราะโลภะเป็นตัวผลักดัน เมื่อทุ่มเททุกอย่างโดยไม่จำกัดวิธีเพื่อให้รุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน ยิ่งจิตใจมืดบอดด้วยอวิชชามากเท่าไหร่ วิธีการก็ยิ่งต่ำช้าเลวทรามมากขึ้นเท่านั้น เหมือนโหวเจี่ยชนะสงครามมาหลายครั้ง ก็จะเกิดโมหะที่หนาแน่นเข้าครอบงำ และเมื่อต้องสูญเสียความรุ่งโรจน์นั้นไป โทสะก็ทำงานได้อย่างรวดเร็ว วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ในจิตใจไม่สิ้นสุด

จิตใจของผู้ใดเข้าถึง “พุทธภาวะ” ชีวิตของผู้นั้นก็จะมีแต่ความสงบสุข

.

เมื่อโหวเจี่ยกลับจากการปีนทำความสะอาดป้ายวัดเส้าหลินที่เคยเขียนคำสบประมาทไว้ เขาเจอเณรเต่ากำลังร่ายรำมวยอยู่ เขาถามเณรน้อยไปว่า “อากาศหนาวขนาดนี้ ทำไมเจ้าถึงยังฝึกอยู่นะ?” เณรเต่าตอบว่า “ที่ข้าฝึกก็เพราะว่าหนาวนี่แหละ”

เรายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือการ “ปล่อยวาง” ได้ตราบใด

เราก็ยังต้องใช้อารมณ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะอารมณ์อันไม่น่าพอใจ เป็นเครื่องมือในการฝึกฝนจิตใจตนเองอยู่ตราบนั้น

.

ท่านไต้ซือเตือน หูเต่า ผู้ไม่กล้าออกไปใช้ชีวิตนอกเส้าหลิน เพราะคิดว่าตนเองเป็นได้แค่พ่อครัว ว่า “ทองหนึ่งแท่งกับโคลนหนึ่งกอง อะไรมีประโยชน์มากกว่ากัน?” 

หูเต่าตอบว่า “ทอง”  ไต้ซือเลยเตือนสติว่า “ต้นไม้งอกบนทองได้ไหมหล่ะ  อย่าประเมินค่าตัวเองต่ำ คนทุกคนล้วนมีคุณค่าอยู่ในตัว”

.

แม้บุคคลที่มุ่งทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเช่นพระพุทธเจ้ายังมีคนที่หลงผิดคิดร้ายเช่นพระเทวทัตคอยตามรังควานเลย แล้วคนธรรมดาเช่นเราล่ะ

ในความเป็นจริงของชีวิตเราทุกคนก็ไม่ต่างจากชีวิตของพระพุทธเจ้า นั่นคือหากไม่มีคนที่ยังหลงผิดและทำทุกอย่างเพียงเพื่อสนองกิเลสของตนเองแบบพระเทวทัตมาคอยผจญหรือสร้างอุปสรรคให้เราด้วยวิธีการต่างๆนานา พระพุทธเจ้าคงไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญบารมีจนถึงที่สุดก่อนจะบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายได้

คนที่ทำไม่ดีกับคุณก็เช่นกัน หากคุณไม่ได้อาศัยจิตใจที่ยิ่งใหญ่และหนักแน่นในความดีของคุณเองมากพอจนสามารถมองเขาด้วยสายตาและจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยเมตตาได้ คุณอาจมองข้ามคุณค่าของชีวิตในแบบที่เขามีซึ่งเป็นคุณค่าที่ใครๆก็คิดไม่ถึงก็เป็นได้

.
.
#ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้

##หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์

.

.

#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ

#XDREAMเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา

#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]