• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันพุธ ที่ 25 เมษายน 2561
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 723 , 18:56:07 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทักษะการเป็นผู้นำ...เครื่องมือชิ้นสำคัญที่ผู้นำจำเป็นต้องมี

-----------------------------------

.

-1- Knowledge (ความรู้)

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้นำทุกคนคือการมี “ภาวะผู้นำ”

แต่สิ่งที่จะทำให้ผู้นำบริหารทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิผลคือการมี “ทักษะการเป็นผู้นำ”

ในการบริหารทีม ผู้นำจึงจำเป็นต้องมีทั้งสองอย่างนี้คู่กันเสมอ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

.

เมื่อคุณต้อง “นำ” ใครสักคน นั่นหมายถึงคุณมี “ทีม”

เมื่อคุณต้องบริหารทีม นั่นหมายถึงคุณต้องการ “ทักษะการเป็นผู้นำ”

ทักษะการว่ายน้ำของคุณไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการอ่านตำราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการลงมือปฏิบัติและหมั่นฝึกฝนบ่อยๆ ฉันใด

ทักษะการเป็นผู้นำของคุณก็ไม่สามารถเชี่ยวชาญได้จากการอ่านตำราเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงมือปฏิบัติและหมั่นฝึกฝนบ่อยๆ ฉันนั้น

.

ด๊อกเตอร์ สตีเฟ่น อาร์. โควี่ ผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับภาวะผู้นำและการบริหารหลายเล่ม ให้คำจำกัดความคำว่า “ภาวะผู้นำ” ไว้ว่า “#การทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ต้องมีใครสั่ง"

แน่นอนว่าคนที่ไม่มี “ภาวะผู้นำ” จะต้องรอให้มีคนอื่นมาสั่งให้ทำหรือไม่ทำอะไร แต่คนที่มี “ภาวะผู้นำ” ตัวจริง หากเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นเรื่องที่ดี เขาจะมีประสงค์อิสระและลงมือทำสิ่งนั้นด้วยตนเอง

.

อันที่จริงทักษะที่ผู้นำจำเป็นต้องมีจริงเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมีหลายอย่าง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ทักษะที่ผู้นำจะไม่มีไม่ได้เลยนั่นคือ

1) ทักษะการคิดและตัดสินใจ

2) ทักษะการมอบหมายงานและติดตามผลงาน

3) ทักษะการประเมินผลการปฏิบัติงาน

4) ทักษะการบริหารความขัดแย้ง

.

>>> ทักษะที่หนึ่ง : ทักษะการคิดและตัดสินใจ

เฮนรี่ แอล. โอเฮอร์ตี้ นักอุตสาหกรรมผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า “ผมจ้างคนมาทำงานให้ผมได้ทุกอย่าง ยกเว้นคิดเป็น กับ ทำงานตามลำดับความสำคัญ”

ความสามารถในการคิดและตัดสินใจได้เอง(โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง)กับความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่คุณสมบัติที่จะหาได้ในคนที่เป็นผู้ตาม

เราทุกคนคิดและตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว

แต่สิ่งที่แยก “ผู้นำ” ออกจาก “ผู้ตาม” ก็คือความกล้าในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองคิดและตัดสินใจ

.

ผู้นำอาจไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้ง แม้ในสถานการณ์ปกติ

แต่ถ้าคุณอยากเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จและได้รับความเคารพนับถือจากทีม

คุณต้องตัดสินใจให้ถูกต้องมากพอ แม้ในยามที่สถานการณ์ไม่ปกติ และ รับผิดชอบการตัดสินใจของคุณเองทุกครั้ง

.

การตัดสินใจได้ดี(รวดเร็วและถูกต้อง)ภายใต้สภาพแวดล้อมที่กดดันหรือในสถานการณ์วิกฤติคือทักษะที่ผู้นำต้องฝึกฝน

ไม่มีผู้นำที่ไหนสามารถออกคำสั่งให้สถานการณ์เลวร้ายไม่ต้องเกิดขึ้นได้

แต่ผู้นำที่มีประสิทธิภาพเลือกได้เสมอว่าจะรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้นด้วยอารมณ์เช่นใด

.

นอกเหนือจากการตัดสินใจในเวลาที่อาจจะยากต่อการตัดสินใจแล้ว สิ่งสำคัญที่มาควบคู่กับการตัดสินใจทุกครั้งคือ ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัดสินใจลงไป

ในฐานะผู้นำ คุณไม่สิทธิปัดความรับผิดชอบที่เกิดจากการตัดสินใจของคุณไปให้คนในทีมได้

.

>>> ทักษะที่สอง : ทักษะการมอบหมายงานและติดตามผลงาน

เมื่อคุณได้รับมอบโปรเจ็คมา หรือคิดโปรเจ็คได้ หน้าที่ของคุณคือการมอบหมายงานให้กับคนที่เหมาะสมนำไปปฏิบัติ

ทักษะนี้ต้องอาศัยความเข้าใจในธรรมชาติของคนอยู่พอสมควร แต่คุณจะเก่งขึ้นได้หากคุณทำงานกับคนนานพอ

.

การมอบหมายงานตามความเหมาะสมก็ใช้หลัก SWOT คือ ให้วิเคราะห์จุดแข็ง(Strength) และจุดอ่อน(Weakness) ของคนในทีมของคุณ จากนั้นก็วิเคราะห์โอกาส(Opportunity) กับ อุปสรรค(Treat) ก่อนจะมอบหมายงานให้ตามความเหมาะสมโดยพุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จสูงสุด คือคนที่รู้ว่าจะมอบหมายให้ใครมาทำงานของตนให้สำเร็จ

.

สิ่งที่ผู้นำต้องกำหนดใจอยู่เสมอก็คือ #งานทุกงานมีเวลาเริ่มงานและเวลาจบงานเสมอ

ดังนั้น ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ เมื่อมอบหมายงานไปแล้ว ต้องมีการติดตามความคืบหน้าของงานที่มอบหมายไปเป็นระยะด้วยเพื่อจะได้หาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที

.

>>> ทักษะที่สาม : ทักษะการประเมินผลการปฏิบัติงาน

เมื่องานทุกชิ้นจบลง หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้นำที่มีประสิทธิภาพก็คือการประเมินผลการทำงานของทีมนั่นเอง

ทักษะการทำงานของคนในทีมจะมีการพัฒนาขึ้นจากการทำงานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้

ผู้นำที่ทำการประเมินผลการทำงานของคนในทีมนี้จำเป็นต้องมีทักษะการพูดที่อยู่ในเกณฑ์ดี นั่นเพราะการประเมินงาน ต่างจากการ บ่นหรือจับผิด

.

แต่การประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาทักษะของผู้ปฏิบัติงานผ่านการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง และผู้นำจึงมีหน้าที่อุดช่องว่างของปัญหานี้ด้วยการเติมเต็มทักษะที่ทีมของตนยังไม่มีให้เต็ม

การจะทำให้คนในทีมยอมรับและมุ่งทำงานโดยใช้งานเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนตนเองได้นั้น คุณในฐานะ ผู้นำ จะต้องพูดคุยกับ คนในทีมแต่ละคนพร้อมกับกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาทักษะให้แก่พวกเขา โดยในการมอบหมายงานแต่ละครั้ง ทั้งคุณในฐานะผู้ประเมินและคนในทีมแต่ละคนของคุณในฐานะผู้ถูกประเมิน ต้องรู้ว่า ผลงาน 100% ของงานชิ้นนั้นอยู่ตรงจุดไหน เพื่อที่เมื่อคุณต้องประเมินผลการทำงานเวลาที่ผลงานออกมาแล้วได้ไม่เต็ม 100% คุณกับคนในทีมของคุณจะได้พูดคุยด้วยภาษาเดียวกัน

และภาษาที่พูดคุยแล้วมีปัญหาน้อยที่สุดคือ การพูดจาภาษางาน

.

ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงาน ผู้นำจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นประเด็นในการให้คำแนะนำ แต่จะให้ระดับผลงาน 100% เต็มเป็นที่ตั้งโดยชี้ให้ผู้ได้รับการประเมินเห็นว่าส่วนไหนเขาทำได้ดีแล้ว และส่วนไหนที่ส่วนที่เขาจำเป็นต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้งานนั้นสำเร็จทันเวลา

สิ่งหนึ่งที่ผู้นำที่ด้อยประสิทธิภาพจะเป็นกันก็คือ การประเมินผลการทำงานโดยไม่ให้แนะทางการแก้ไขปัญหาหรือแนวทางในการพัฒนาทักษะเพื่อการทำงานที่ดีขึ้น

.

หากสิ่งที่เขาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนคือพฤติกรรมส่วนตัวบางประการ(ซึ่งอย่างที่บอกว่าเราจะไม่โจมตีที่พฤติกรรมทั้งหมดหรือความเป็นส่วนตัวของเขา) ผู้นำก็ต้องเรียนรู้วิธีที่จะพูดให้ผู้ได้รับการประเมินเข้าใจได้ว่าเพื่อให้งานออกมาดีตามที่ทุกฝ่ายคาดหวัง ตัวเขาเองควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาเองบางประการ

การทำให้ผู้ได้รับการประเมินเข้าใจได้ถึงความจำเป็นของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นนี้ย่อมทำให้เขายินยอมพร้อมใจและนำคำแนะนของคุณไปปฏิบัติตามมากกว่าการออกคำสั่ง

.

ถ้าคุณให้เขาทำงานโดยไม่ฝึกสอนงานให้เขา มุ่งสนใจแต่ผลงานเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายคุณจะเป็นผู้นำที่ได้แต่ผลงานเท่านั้น ไม่สามารถได้ใจคนทำงาน

แต่ถ้าคุณให้เขาทำงานโดยโฟกัสไปที่ทักษะที่เพิ่มขึ้นเพื่อประสิทธิภาพของงานที่ดีขึ้น

ด้วยวิธีการบริหารเช่นนี้ คุณจะเป็นผู้นำที่ได้ทั้งผลงาน และคนทำงาน(เป็น)

.

>>> ทักษะที่สี่ : ทักษะการบริหารความขัดแย้ง

แน่นอนว่าเมื่อคนจำนวนมากกว่าหนึ่งคนทำงานร่วมกัน ย่อมต้องมีความขัดแย้งในเรื่องต่างๆเกิดขึ้นจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปบ้างเป็นธรรมดา

ผู้นำที่ดีจะสามารถบริหารความขัดแย้งของทีมได้โดยไม่สูญเสียความเป็นกลาง และสามารถทำให้ทุกคนในทีมหรือย่างน้อยก็ส่วนใหญ่ในทีมทุ่มเททำงานด้วยความเต็มใจเพื่อประโยชน์สูงสุดของงานมากกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเองได้

.

ถ้าคุณเป็นผู้นำทีม แต่คุณตัดสินใจทำทุกอย่างคนเดียวให้สำเร็จเพียงเพราะทีมเกิดขัดแย้งกัน คุณก็ไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริง

ผู้นำที่แท้จริงจะสามารถบริหารจัดการให้ทุกคนในทีมมีส่วนต่อความสำเร็จร่วมกันไม่มากก็น้อย

.

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้นำตัวจริงจำเป็นต้องมีเกี่ยวกับทักษะนี้ก็คือการไม่แสดงท่าทีในทางลบใดๆให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่คนในทีมของตนเอง

เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มแสดงท่าทีในทางลบ สิ่งที่หายไปก่อน “ตำแหน่งผู้นำ” ของคุณ ก็คือ “ภาวะผู้นำ” ในตัวคุณ

.

คนที่มีจิตใจเข้มแข็ง จะพูดถึงผู้อื่นในแง่บวก และคนที่มีจิตใจอ่อนแอ จะพูดถึงผู้อื่นในแง่ลบ

ดังนั้นก่อนที่ผู้นำที่มีประสิทธิภาพเช่นคุณจะพูดถึงบุคคลที่สาม จงสรรหาถ้อยคำที่จะพูดถึงคนๆนั้นให้ดี เพราะจากถ้อยคำเหล่านั้นของคุณ ผู้ตามของคุณจะทราบได้เช่นเดียวกันว่าคุณจะพูดถึงตัวเขาให้ผู้อื่นฟังเช่นไร หากคุณไม่ได้อยู่ต่อหน้าเขา

.

#สรุป... เกี่ยวกับ “ภาวะผู้นำ” และ “ทักษะการเป็นผู้นำ”

ในงานระดับหน่วยงานหรือองค์กรทุกงาน จะมีคนอยู่สองประเภทเสมอคือ คนที่ออกคำสั่ง(ให้ผู้อื่นไปปฏิบัติ) กับ คนที่รับคำสั่ง(นำคำสั่งที่ได้รับไปปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วง)

หากคนที่ออกคำสั่ง มีเพียงตำแหน่งผู้นำ แต่ขาด “ภาวะผู้นำ” และ “ทักษะการเป็นผู้นำ” หรือในทางกลับกัน คนที่รับคำสั่งขาด “ภาวะผู้นำ” กับขาด “ทักษะการเป็นผู้นำ” แน่นอนว่า องค์กรนั้นๆคงไม่อาจบรรลุเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ได้

.

ก่อนคุณขึ้นเป็นผู้นำ ความสำเร็จของคุณขึ้นอยู่ที่การพัฒนาตนเอง

เมื่อคุณขึ้นเป็นผู้นำแล้ว ความสำเร็จของคุณขึ้นอยู่กับการพัฒนาคนอื่น

ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่พอใจที่จะผูกขาดอำนาจไว้ที่ตนเองเพียงลำพัง แต่คือการสร้างผู้ที่จะทำหน้าที่ของผู้นำขึ้นมาทำหน้าที่แทนตนเอง

และหนทางเดียวที่คุณในฐานะผู้นำจะสร้างผู้นำขึ้นมาได้ก็คือการฝึกฝน “ทักษะการเป็นผู้นำ” ให้เขานั่นเอง

-----------------------------

.

-2- Skill (ทักษะ)

### กิจกรรมของคุณ ###

กิจกรรมที่ 1 : ให้คุณฝึกสอนทำงานให้ทีมงานของคุณผ่านการทำงานตามขั้นตอนทั้ง 4 นี้

1.1) แจ้งให้เขา(ทีมของคุณแต่ละคน)ทราบว่า อะไรคือระดับผลงาน 100% เต็มของงานที่เขารับผิดชอบในตำแหน่งของเขา

1.2) ตอนนี้ความสามารถและทักษะในงานของเขา(ทีมของคุณแต่ละคน) อยู่ที่ระดับไหนจาก 100% เต็ม

1.3) ในระหว่างการทำงานในตำแหน่งนั้นๆ เขา(ทีมของคุณแต่ละคน)ควรมีพัฒนาการของทักษะในเรื่องใดที่เพิ่มขึ้นบ้าง ในระยะเวลาเท่าใด และใช้สิ่งใดเป็นตัวชี้วัด

1.4) เมื่อถึงเวลาต้องประเมิน ให้ใช้เป้าหมายในการพัฒนาทักษะของเขาเป็นตัวตั้งโดยประเมินผลการทำงานตามความเป็นจริงพร้อมกับแนะนำสิ่งที่เขาต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มเติมเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในครั้งต่อไป

.

หมายเหตุ : หากไม่ใช่การทำงานตามหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง แต่เป็นการมอบหมายงานตามความเหมาะสมของผู้รับมอบงานอยู่แล้วเป็นครั้งคราว ก็ให้ใช้หลักการเดียวกันโดยให้ดำเนินการตามข้อ 1.1 กับ ข้อ 1.4 เท่านั้น

.

กิจกรรมที่ 2 : ให้อ่านฉากในหนังเรื่อง Saving Private Ryan ในหัวข้อ Attitude (ทัศนคติ) ด้านล่าง แล้วระบุว่าในแต่ละฉาก ผู้กองมิลเลอร์ใช้ทักษะการเป็นผู้นำข้อใดบ้างในการบริหารทีม

----------------------------------------

.

-3- Attitude (ทัศนคติ)

ในหนังเรื่อง “300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก” ผมเคยกล่าวว่าเป็นหนังที่สะท้อนเรื่อง “ภาวะผู้นำ” ที่ดีที่สุด

แต่หนังเรื่อง Saving Private Ryan ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก  ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดแห่งฮอลลีวู๊ด คือหนังที่สะท้อนเรื่อง  “ทักษะการเป็นผู้นำ” ได้อย่างยอดเยี่ยมและดีที่สุด(ในตอนนี้)

นักรบสปาร์ตั้นทุกคน ถูกฝึกให้มีทั้ง “ภาวะผู้นำ” และ “ทักษะการเป็นผู้นำ” เช่นเดียวกัน

ต่างจาก Saving Private Ryan ที่ทหารแต่ละคนถูกฝึกฝนให้รู้เท่าที่ตำแหน่งของตนจำเป็นต้องรู้เท่านั้น และอีกทั้งทหารจำนวนมากก็ไม่ได้มีภาวะผู้นำสมกับตำแหน่งหรือยศของตนเอง

.

หนังเล่าถึงทหารหมู่หนึ่งภายใต้การบังคับบัญชาของผู้กองมิลเลอร์ที่ได้รับมอบหมายคำสั่งพิเศษ ให้ออกตามหาทหารพลร่มนายหนึ่งซึ่งสูญเสียพี่ชายสามคนในสงครามครั้งนี้ เพื่อนำตัวกลับมาจากดินแดนข้าศึกที่เต็มไปด้วยอันตราย

ความขัดแย้งของหนังจะเป็นเรื่องของความสมเหตุสมผลของภารกิจที่ว่า...ทำไมทหาร 8 นายต้องเสี่ยงชีวิตตนเองเข้าไปในพรมแดนข้าศึกในช่วงสงครามเพื่อช่วยพลทหารเพียงคนเดียว

.

คนที่มีภาวะผู้นำมากที่สุดคนแรกในหนังเรื่องนี้ คือ เสมียนพิมพ์ดีดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา

หากเธอคิดว่าตนเองเป็นเพียงเสมียนพิมพ์ดีดที่ต้องพิมพ์โทรเลขเพื่อนำส่งให้กับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในการรบครั้งนั้น และงานตามหน้าที่ของตนไปวันๆโดยไม่มี “ภาวะผู้นำ” ภารกิจที่เป็นมูลเหตุในหนังเรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น

.

ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่คนที่มี “ภาวะผู้นำ” จะมีเหมือนกันนั่นคือ การเข้าอกเข้าใจผู้คน

เสมียนคนนี้คงเป็นแม่คนเหมือนกัน เลยเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายทั้งหมดในคราวเดียวกันได้เป็นอย่างดี และความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนี่เองที่ผลักดันให้เธอยอมเสียเวลา 2-3 นาที (เพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ต้องมีใครสั่ง) ในการค้นกองเอกสารที่เธอพิมพ์เสร็จไปแล้ว และเดินไปตรวจสอบดูรายชื่อที่โต๊ะของเสมียนอีกคนหนึ่ง จนทราบได้ว่าคุณนายไรอัน ได้เสียลูกชายไปแล้วด้วยกันถึงสามคน สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดโดยไม่ต้องมีใครสั่งเท่าที่หน้าที่ของเธอจะอำนวยก็คือการรายงานเรื่องสำคัญนี้ให้หัวหน้างานของเธอทราบก่อนที่อะไรๆจะสายเกินไป

ถ้าเธอไม่มีภาวะผู้นำ เธอคงทำไม่ต่างจากเสมียนทั่วๆไปที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์อย่างเดียวให้เสร็จแล้วรอเวลากลับบ้าน

.

ผู้กองมิลเลอร์ นอกจากจะมีภาวะผู้นำเต็มเปี่ยมแล้ว ยังเป็นนายทหารที่ฝึกฝน “ทักษะการเป็นผู้นำ” มาเป็นอย่างดีอีกด้วย

มีรายละเอียดการใช้ “ทักษะการเป็นผู้นำ” ให้เห็นในฉากหลายฉากมาก แต่ผมจะขอนำมาสรุปให้ฟังสัก 6 ฉากหลักๆ

.

>>> ฉากที่หนึ่ง

หลังจากผู้กองมิลเลอร์ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ฝ่าเข้าไปในพรมแดนข้าศึกเพื่อตามหาและช่วยเหลือพลทหารไรอันกลับมาแบบมีชีวิตแล้ว เขาก็มาถ่ายทอดคำสั่งต่อให้กับจ่าโฮเวิร์ด เพื่อจัดสรรกองกำลังหนึ่งหมู่ทันทีโดยคัดเอาทหารมากฝีมือที่ยังเหลือรอดอยู่ แล้วบอกให้โอนทหารในกองร้อยที่เหลือทั้งหมด ให้ไปเข้าร่วมกับกองร้อยเบเกอร์  ซึ่งพอจ่าโฮเวิร์ดโวยขึ้นว่า “ผู้กองจะยกกองร้อยของตนเองให้กับคนอื่นเหรอครับ” 

คำตอบที่น่าประทับใจและบ่งบอกภาวะผู้นำอีกหลายข้อก็หลุดมาจากปากผู้กอง นั่นคือ “นั่นไม่ใช่กองร้อยของฉัน มันเป็นของกองทัพ”

ในแง่ของการบัญชาการรบ เมื่อผู้กองไม่สามารถนำทหารทั้งหมดไปด้วย จึงต้องให้กองร้อยอื่นควบคุมดูแลต่อ

อีกนัยหนึ่ง หากชุดปฏิบัติการพิเศษที่เขารวบรวมขึ้นมาทำภารกิจล้มเหลวและไม่รอดทั้งหมด  อย่างไรเสียก็ต้องมีผู้บังคับชาอื่นมากำกับดูแลทหารในกองร้อยของเขาอยู่ดี

.

>>> ฉากที่สอง

ฉากที่ผู้กองมิลเลอร์ไปตามสิบโทอับฮัม เพื่อนำตัวไปใช้เป็นล่ามภาษาฝรั่งเศส แทนทหารล่ามในกองร้อยของตนที่ตายไปแล้วทั้งสองคน

ตอนที่สิบโทที่ไม่เคยอยู่หน่วยรบ ทำแต่งานแปลและแผนที่กำลังเตรียมข้าวของอย่างชุลมุนซึ่งมีทั้งเป้ใหญ่ลูกหนึ่งกับกล่องเครื่องพิมพ์ดีดจนดูวุ่นวายนั้น ผู้กองก็สอน #วิธีคิดเพื่อที่จะทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย ก็คือ ให้ใช้ดินสอแทนเครื่องพิมพ์ดีด และสัมภาระที่ไม่จำเป็นอื่นก็ให้ทิ้งไว้ เอาไปแต่ของที่จำเป็นต่อการเดินทางไกลจริงๆ เช่น หมวกเหล็กกับเป้ยังชีพเพียงลูกเดียวเท่านั้น  ...สำหรับอับฮัมแล้ว การเอาชีวิตรอดในสนามรบให้ได้ เป็นสิ่งที่ทหารสื่อสารต้องเรียนรู้

.

>>> ฉากที่สาม

ฉากที่สิบตรีไรเบนมีข้อกังขากับภารกิจว่า “ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตคน 8 คน เพื่อช่วยคนๆเดียว” และพยายามจะบ่น เลยถามผู้กองมิลเลอร์ว่า “ผู้กองไม่บ่นบ้างเหรอ”  

ผู้กองมิลเลอร์ตอบว่า เขาไม่บ่นลงล่าง ไม่บ่นกับผู้ใต้บังคับบัญชาในกองร้อย แต่ถ้าจำเป็นต้องบ่น ก็จะบ่นขึ้นข้างบนตามลำดับขั้นขึ้นไป ซึ่งการโวยขึ้นไม่ใช่โวยลง คือ “ทักษะการเป็นผู้นำ” ที่คนที่เป็นทำหน้าที่เป็นผู้นำต้องรู้ 

ผู้กองมิลเลอร์บอกทหารทั้งหมู่ของเขาว่า ถ้าต้องบ่นให้ผู้บังคับบัญชาฟัง เขาก็จะบ่นแบบนี้

“นี่เป็นภารกิจที่ดีเลิศครับท่าน จุดมุ่งหมายสูงส่งมากครับท่าน สมควรที่ผมจะต้องทุ่มสุดตัวครับ ยิ่งกว่านั้น ผมยังรู้สึกเห็นใจคุณแม่ของพลทหารเจมส์ ไรอัน และยินดีที่จะสละชีวิตของผม ชีวิตลูกหมู่ผม โดยเฉพาะนาย ไรเบน เพื่อบรรเทาทุกข์ให้เธอ”

นี่คือการบ่นของคนที่มีภาวะผู้นำที่ผมชื่นชอบมากๆ

.

>>> ฉากที่สี่

เมื่อผู้กองมิลเลอร์ตัดสินใจจะทำลายรังปืนกลที่คอยซุ่มยิงทหารในกองร้อยอื่นๆ ในภารกิจซ้อนภารกิจนี้ แม้ลูกหมู่หลายคนอย่างไรเบน, เมลลิซ และแจ๊คสัน จะไม่เห็นด้วย เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเอาชีวิตคนในทีมไปเสี่ยงอีกหลังจากเสียเพื่อน(คาปาลโซ่) ไปหนึ่งคนโดยไม่จำเป็นมาก่อนหน้านี้ แต่ผู้กองมิลเลอร์กลับยืนกรานที่จะกำจัดรังปืนกลกับข้าศึก 4 - 5 คนที่ดักซุ่มโจมตีเพื่อนทหารฝ่ายตนอยู่ให้จนได้ เนื่องจากเห็นว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นภัยมากกว่า 

สิบโทเมลลิซให้เหตุผลว่าเป้าหมายของเราคือการไปตามหาพลทหารไรอันให้พบและส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย ผู้กองมิลเลอร์จึงชี้แจงให้ทหารในทีมทุกคนเข้าใจตรงกันใหม่ว่า “จุดหมายสูงสุดของเราก็คือการชนะสงคราม”

.

การชนะสงครามคือเป้าหมายที่แท้จริงที่นำพาทหารทุกนายมาที่สมรภูมิแห่งนี้ การตามหาพลทหารไรอันเป็นแค่เนื้องานชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งในงานชิ้นใหญ่เท่านั้น

ถ้าเปรียบการที่บริษัทเติบโตมีกำไรเป็นเป้าหมายหลัก งานที่คุณทำอยู่ในแต่ละแผนกก็เหมือนเป็นงานชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่ง เป็นแค่ส่วนย่อยของงานที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบใหญ่เท่านั้น

การตัดสินใจจะทำลายรังปืนกลกระบอกนี้ของผู้กองมิลเลอร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เสมียนพิมพ์ดีดนางนั้นทำ มันคือการทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ต้องมีใครสั่งตามคำนิยามเกี่ยวกับ “ภาวะผู้นำ” ของ ด๊อกเตอร์ สตีเฟ่น อาร์ โควี่

.

ถ้าผู้กองมิลเลอร์ไม่มี “ภาวะผู้นำ” ที่มากพอและเอาแต่ธุระตัวเอง ก็คงไม่ต้องเสียทหารเสนารักษ์ (เวจ) ไปอีกหนึ่งนายให้กับภารกิจที่ซ้อนภารกิจในครั้งนี้

แต่เพราะผู้กองมิลเลอร์คิดว่าทหารทุกคนก็อยากกลับบ้านด้วยกันทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่พลทหารไรอัน ดังนั้นจึงไม่ควรมีใครต้องมาตายจากการถูกซุ่มยิงจากปืนกลของข้าศึกกระบอกนี้

ความทุกข์ใจถึงขีดสุดที่เห็นทหารในบังคับบัญชาของตนต้องตายลงจากการตัดสินใจส่วนตัวของเขาทำให้ผู้กองมิลเลอร์ต้องแอบไปนั่งร้องไห้อย่างหนักอยู่คนเดียวครู่หนึ่ง ความมี “ภาวะผู้นำ” ในตัวเขาทำให้ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอในจิตใจให้คนในทีมเห็นได้

.

>>> ฉากที่ห้า

เมื่อลูกหมู่อย่างไรเบนเริ่มแตกแถวโดยการฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา เพราะไม่เห็นด้วยที่มิลเลอร์ปล่อยเชลยเยอรมัน 1 คนที่จับได้ไปแทนที่จะยิงทิ้งเสียให้สิ้นเรื่องเพื่อแก้แค้นให้เพื่อนที่ตายไป อีกครั้งที่สิบโทแจ๊คสันและสิบโทเมลลิซต่างก็เห็นด้วย มีเพียงสิบโทอับฮัมและจ่าโฮเวิร์ดเท่านั้นที่อยู่ข้างเขา

การสลายความขัดแย้งของคนในทีมที่ผู้กองมิลเลอร์นำมาใช้ก็คือการนำประวัติส่วนตัวของเขาเองซึ่งค่าเรื่องตอนนั้นอยู่ที่ 300 ดอลล่าร์ มาเปิดเผยให้ลูกหมู่ทุกคนของเขาฟัง 

.

ผู้กองมิลเลอร์เล่าว่าเขาเคยเป็นครูสอนวิชาเรียงความมาก่อน แต่สงครามและการฆ่าคนทำให้เขาเปลี่ยนไปจนทุกคนในหน่วยทหารดูไม่ออกว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาเคยเป็นใคร มันเปลี่ยนไปมากจนเขากลัวว่าเขาจะจำตัวเองไม่ได้เช่นกัน

เขาเองก็อยากรีบทำภารกิจเสร็จๆแล้วกลับบ้านเหมือนทหารทุกคน แต่เขายิ่งฆ่าคนมากเท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้เขารู้สึกห่างไกลบ้านมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่ได้มองภาพความโหดร้ายของสงครามว่าเป็น “วีรกรรม” ...จะไปเล่าให้ใครฟังได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสมรภูมิ

.

>>> ฉากที่หก

ตอนที่ผู้กองมิลเลอร์เจอตัวพลทหารไรอันแล้ว ก็ติดปัญหาที่ไรอันไปสังกัดกองกำลังผสมซึ่งมีภารกิจในการปกป้องสะพานที่จะใช้เป็นเส้นทางเดินทัพของทหารยานเกราะ และด้วยความมี “ภาวะผู้นำ” ของพลทหารไรอัน ที่ตัดสินใจไม่ยอมกลับบ้าน เพราะเห็นว่าทหารที่นั่นทุกคนก็สู้มาไม่น้อยไปกว่าเขา หากเขามีสิทธิ์กลับบ้าน ทุกคนก็ควรมีสิทธิ์เช่นนั้นด้วย เป็นเหตุให้ผู้กองมิลเลอร์ต้องพาทีมของเขาอยู่ช่วยไรอันกับทหารหมู่นั้นตรึงกำลังตั้งรับข้าศึกเพื่อป้องกันสะพานซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญให้ได้นานที่สุดด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัด

จ่าโฮเวิร์ดเตือนผู้กองมิลเลอร์ ที่กำลังสับสนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี ด้วยคำพูดที่มิลเลอร์เคยบอกกับลูกหมู่ทุกคนไว้เองว่า “ถ้าทำสำเร็จ เราก็สมควรได้กลับบ้าน”

.

.

จะต้องใช้คนมากหรือน้อยก็ตาม แต่ทุกภารกิจจะสำเร็จได้ก็ด้วยการใช้คน

คน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้นำต้องบริหารจัดการให้ได้

ทุกภารกิจทางทหารต้องมีการสูญเสียไพร่พลเป็นเรื่องธรรมดา แต่ใช่ว่าทุกความสูญเสีย จะได้รับสิ่งที่คุ้มค่ากลับมาเสมอไป เพราะในทุกสมรภูมิสงคราม สิ่งที่เราจะหาแทบไม่ได้เลย ก็คือความยุติธรรม โดยเฉพาะคำสั่งที่ยุติธรรม

.

หลังจากผู้กองมิลเลอร์พยายามปกป้องสะพานและพลทหารไรอันอย่างเต็มกำลังจนตัวเองถูกยิง(โดยทหารเยอรมันที่เขาเองเป็นคนปล่อยไป) ก่อนที่ผู้กองมิลเลอร์จะสิ้นลม เขาดึงไรอันเข้ามาใกล้ๆแล้วพูดประโยคสั้นๆที่ไรอันต้องจดจำไปชั่วชีวิตนั่นคือ “อยู่ให้คุ้ม” 

.

การเสียชีวิตของทหาร  6 นาย ในภารกิจนี้ เพื่อแลกกับการให้พลทหารไรอันรอดชีวิตจากความเลวร้ายของสนามรบนั้น คุ้มไม่คุ้มอย่างไร เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ตอบยาก เช่นถ้าถามต่อว่า เกิดนายไรอันไปมีครอบครัว มีลูก แล้วต่อมาลูกของไรอันเติบโตไปเป็นคนไม่เอาไหนแล้วหันไปเอาดีเรื่องค้ายาเพติดที่ทำลายชีวิตคนอีกมากมาย ถ้าเรื่องออกมาเป็นเช่นนี้ การเสียสละชีวิตทหารแม้แต่คนเดียวในภารกิจนั้นก็ไม่ถือว่าคุ้มค่า

แต่ถ้าหากผู้กองมิลเลอร์และลูกหมู่ของเขาคิดไปถึงขนาดนั้น มันก็คงเป็นเรื่องที่ไกลกว่าเหตุ  เพราะในสถานการณ์ที่ต้องการ “การคิดและการตัดสินใจ” ที่ถูกต้องและรวดเร็วเช่นนั้น สำหรับทหารที่ถูกฝึกมาให้ทำตามคำสั่ง คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จลุล่วงอีกแล้ว

.

ในสมรภูมิสงคราม ผู้กองมิลเลอร์ที่อยู่ในฐานะผู้นำ จำเป็นต้องใช้ “ทักษะการเป็นผู้นำ” ของตนเองนำทีมทำภารกิจให้สำเร็จ เพราะชัยชนะในภารกิจคือใบเบิกทางให้ทหารทุกนายได้กลับบ้านอย่างสมเกียรติ

แต่ในสมรภูมิชีวิต เมื่อคุณอยู่ในฐานะผู้นำ คุณก็มีหน้าที่ต้องใช้ “ทักษะการเป็นผู้นำ” ของคุณ นำพาทุกคนในทีมไปสู่ชัยชนะในภารกิจให้ได้เช่นเดียวกัน เพื่อให้พวกเขาทุกคนมีสิทธิกลับบ้านอย่างสมเกียรติ

.
.
#ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้

##หากเห็นว่ามีประโยชน์โปรดช่วยแชร์

###เพื่อนๆท่านใดต้องการเรียนรู้เรื่องนี้ภาวะผู้นำและทักษะการเป็นผู้นำเพิ่มเติม Inbox มาพูดคุยได้ครับ

.

.

#โค้ชธนา คุณภาพใจกับนิสัยแห่งความสำเร็จ

#XDREAMเปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา

#งานเห็นผลคนเห็นธรรม by โค้ชธนา





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]