• แมวเหมียวสิบชีวิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wholeinone.trainer@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 179
  • จำนวนผู้ชม : 205171
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
โค้ชธนา Excellent Habit Coach
สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ หรือติดต่อฝึกอบรม/บรรยาย Tel : 084-9775245
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/trainthetrain
วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน 2561
Posted by แมวเหมียวสิบชีวิต , ผู้อ่าน : 440 , 19:08:51 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ลิงเขียว โหวตเรื่องนี้

-1-

จากการที่มีการประหารชีวิตนักโทษหลักจากประเทศไทยไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานถึง 9 ปี

ทำให้วันนี้ไม่มีประเด็นไหนในโลกโซเชียลร้อนแรงเท่ากับเรื่อง “ควรยกเลิกโทษประหารหรือไม่?” อีกแล้ว

.

“กฎหมาย” คือเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อทำให้การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเป็นไปด้วยความสงบสุข และเป็นสิ่งที่คนในสังคม(ส่วนใหญ่)เห็นชอบร่วมกัน

แต่กฎหมายถูกบัญญัติโดยมนุษย์ และถูกบังคับใช้โดยมนุษย์ ซึ่งต่างรู้กันว่าเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตด้วย “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล” แม้ว่าในการตัดสินใจหลายๆครั้งในชีวิตของพวกเราจะบอกว่าใช้เหตุผลคิดมาอย่างรอบคอบแล้วก็ตาม

.

“กฎหมาย” ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่มนุษย์ที่มีเหตุผลใช้เหตุผลคิดกันมาอย่างรอบคอบและรอบด้านมากที่สุด

การที่กฎหมายในหลายๆประเทศไม่ว่าจะพัฒนาแล้วหรือด้อยพัฒนาก็ตามยังต้องมี “โทษประหารชีวิต” อยู่ ทั้งนี้ก็เพราะคนสังคมยัง”เชื่อ” ว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการประหารชีวิตนั้นมีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

แต่บทลงโทษของกฎหมายทุกมาตรา ไม่ได้บัญญัติขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อการแก้แค้น เพราะนั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของกฎหมาย และตัวผู้พิพากษาที่มีอำนาจตัดสินคดีให้ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายนั้นก็ต้องใช้ดุลยพินิจอย่างหนักก่อนเคาะไม้ใช้อำนาจลงไป

.

ที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้ในวันนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะให้ผู้อ่านตอบคำถามต่อประเด็นว่า “เราควรยกเลิกโทษประหารหรือไม่?”

และผมจะไม่ขอกล่าวพาดพิงคดีใดคดีหนึ่งเป็นบรรทัดฐานในการเขียน เพราะต้องยอมรับว่าผมไม่ได้ตามข่าวอย่างละเอียดเนื่องจากไม่อยากรับรู้ถึงความรุนแรงป่าเถื่อนที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเอง

แต่ประเด็นที่ผมจะนำมาเขียนในวันนี้คือเรื่องเกี่ยวกับ “นิสัย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าผมเข้าใจลึกซึ่งเป็นอย่างดีในระดับที่ปุถุชนคนหนึ่งจะเข้าใจถึงประโยชน์และโทษของมันได้จนกระทั่งนำมันมาเป็นรากฐานในการใช้ “ชีวิต”

.

-2-

 สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากกว่าตัวข่าวคือ “อารมณ์” ของผู้ที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมากมายในกระทู้หรือโพสต่างๆ

“ความคิดเห็น” เหล่านั้นแทบทุกคอมเม้นเป็นไปในทิศทางที่ต้องการให้ฆาตกรใจโฉดตายตกไปตามกัน และควรเป็นแบบที่ทรมานที่สุดเท่าที่ความป่าเถื่อนในจิตใจของคนที่คอมเม้นนั้นจะสามารถจินตนาการไปถึงได้ด้วยจะยิ่งดีมาก

.

ผมอ่าน ผมก็อินไปกับเขาด้วยนะ อินจนผมนึกในใจว่า...

หากให้เอาตัวฆาตกรที่ต้องโทษประหารเพราะการกระทำที่ป่าเถื่อนของตนไปผูกไว้ที่หลักประหารแบบที่ใช้ประหารนักโทษสมัยก่อน โดยให้รายล้อมไปด้วยผู้คอมเม้นที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเหล่านั้น ผมเชื่อว่าฆาตกรคนนั้นจะต้องตายจากการรุมประชาทัณฑ์ในเวลาไม่กี่นาที

.

แน่นอนครับ ทุกคนที่ได้ทำเช่นนั้นย่อมได้รับความสะใจในตอนนั้น

แต่หลังจากอารมณ์โกรธแค้นได้คลี่คลายลง คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “จิตใต้สำนึก” ของตนเอง

.

มนุษย์เราถูกควบคุมด้วยกฎของนิสัย

และกฎของนิสัยมี 2 ข้อ คือ

1) คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณทำซ้ำๆไม่ว่าคุณจะชอบผลลัพธ์ของมันหรือไม่

2) เมื่อคุณเคยชินกับการทำสิ่งใดแล้ว คุณจะทำสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้นในครั้งต่อไปไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี

.

ในเมื่อฆาตกรที่ “ยินดีในการฆ่าผู้อื่น” ยังถูกคนในสังคมส่วนใหญ่มองว่าสมควรตาย

ทำไมคิดว่า “การยินดีในการฆ่าฆาตกร” จะทำให้ความเป็นมนุษย์ในตัวคุณสูงกว่าตัวฆาตกรคนนั้นเล่า?

.

ผมไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดให้กับคำถามที่สำคัญอย่างเช่นเราควรมีหรือควรยกเลิกโทษประหารหรอกครับ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมาโดยตลอดพอๆกับการเชื่อเรื่อง “นิสัย” นั่นคือ

#เหรียญทุกเหรียญมีสองด้านเสมอ

.

ไม่ว่าวันนี้ ประเทศไทยหรือทุกประเทศในโลกจะยกเลิกโทษประหารชีวิต คุณมั่นใจแค่ไหนว่าคนชั่วหรืออาชญากรรมจะลดน้อยลง

หรือในทางกลับกัน

หากประเทศไทยหรือทุกประเทศในโลกยังคงบังคับใช้โทษประหารอย่างเคร่งครัด คุณมั่นใจได้แค่ไหนว่าจะไม่มีการทำฆาตกรรมมนุษย์อย่างอำมหิตโหดเหี้ยมด้วยฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองอีก

.

ผมเชื่อว่าคุณเองก็ไม่มีคำตอบที่เชื่อว่าดีที่สุดให้กับเรื่องนี้จริงไหมครับ

และคงไม่มีคำตอบไหนดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุดตลอดกาลอีกด้วย

เพราะทุกสิ่งเป็นเรื่องของความเหมาะสมในแต่ละยุคสมัยจริงไหมครับ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป กฎหมายก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรับใช้ความสงบสุขของคนในสังคมในยุคนั้นๆ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานมากแค่ไหน สิ่งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

นั่นคือ “กฎศีลธรรม”

.

ในขณะที่อารมณ์ของผมกำลังดำดิ่งไปกับเนื้อหาของข่าวนี้และคอมเม้นที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรง

มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นในใจ

“หากการฆ่าผู้อื่นตามระบบกฎหมายเป็นสิ่งที่ควรทำ เหตุใดศีลห้าซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของมนุษยชาติ ข้อที่หนึ่งจึงว่าด้วยการไม่ฆ่าสัตว์?”

.

-3-

#ว่าด้วยการทำชั่ว

1) มีโอกาสทำแต่ไม่ทำ = คนดี

2) ไม่มีโอกาสทำเลยไม่ทำ = ยังไม่ดี

3) ไม่มีโอกาสทำหาโอกาสทำ = คนไม่ดี

ตอนนี้ความเป็นมนุษย์ของคุณอยู่ระดับไหน?

.

คนที่ไม่มีทรัพย์สินของตนเองแต่หาโอกาสจะกระทำความผิด แน่นอนว่าคนเหล่านี้คือคนไม่ดี 100% ไม่ว่าจะในทางกฎหมายหรือทางศีลธรรม

ส่วนคนที่ไม่ชั่วทำเพราะไม่สบโอกาสจะทำ คนเหล่านี้ก็ยังไม่จัดเป็นคนดี 100% พวกเขาเป็นคนดีตราบเท่าที่ยังไม่ถูกจับได้ไล่ทันเท่านั้น ดังนั้น ทางกฎหมาย พวกเขายังเป็นคนดี แต่ในทางศีลธรรม พวกเขาคือคนไม่ดี

.

ส่วนคนที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ฆ่าผู้อื่นอย่างเช่น ประหารฆาตกรใจโฉดได้อย่างชอบธรรม

แน่นอนว่า ต่อให้คุณทำ คุณก็ยังเป็นคนดีในสายตาของกฎหมายอยู่

แต่ถ้าคุณเลือกที่จะไม่ทำ คุณจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบ #เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ ซึ่งคนแบบนั้นจะมีความสุขได้ง่ายกว่าในโลกที่เริ่มจะอยู่ยากขึ้นทุกวันใบนี้

.

ผมเชื่อว่าเราทุกคน หากมีสติมากพอ ก็ล้วนปรารถนาที่จะมีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์กันทุกคน จริงไหมครับ?

โลกนี้มี “นักโทษ” เพราะคนๆนั้นใช้ชีวิตโดยปล่อยให้ “อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล” มาโดยตลอดจนติดเป็นนิสัย

แต่โลกนี้จะกลับมาน่าอยู่มากขึ้น หากเราทุกคนใช้ชีวิตแบบ “เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์”

.

คนที่ใช้ชีวิตตามอารมณ์เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่สูญเสียความเป็นมนุษย์ในตัวเองไปเพราะฆ่ามนุษย์ด้วยกัน

คุณคงไม่ยอมให้ความเป็นมนุษย์ในตัวคุณค่อยๆลดน้อยถอยลงไปเพียงเพราะการสะสม “การยินดีในการฆ่า” จนเป็นนิสัยไปอีกคนจริงไหมครับ?

.

เพราะตามกฎของนิสัย 2 ข้อที่กล่าวมาแล้ว เมื่อจิตใจคุณยินดีในการฆ่าบ่อยๆ จิตใต้สำนึกของคุณจะไม่ปฏิเสธที่จะทำหากมีโอกาส

และเมื่อคุณยินดีในการฆ่าผู้อื่นจนชิน(แม้ผู้นั้นจะสมควรถูกฆ่ามากแค่ไหนก็ตาม) คุณจะยินดีในการฆ่าได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆในครั้งต่อไป

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราต้องสมาทานศีลทุกวันเพื่อปฏิญาณกับตนเองว่าเราจะไม่ทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมจนติดเป็นนิสัย

เพราะสิ่งที่น่ากลัวกล่าการทำผิดศีลห้า ก็คือการทำผิดศีลห้าจนเป็นนิสัย

.

สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้สูญเสียอาจดูไม่เป็นธรรมและไม่สาสมกับความอำมหิตเมื่อเปรียบเทียบความสิ่งที่นักโทษประหารได้กระทำ

แต่เราทุกคนจะเรียกร้องความ “ยุติธรรม” ได้อย่างไร

“ความยุติธรรม” ทางธรรมชาติแท้จริงที่ไม่มี “อารมณ์” มาเกี่ยวข้อง ได้ถูกทำลายลงตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำผิดศีลธรรมอันเป็นบทบัญญัติเพื่อความสุขทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

ดังนั้นจะคาดหวัง “ความยุติ” ที่แท้จริงของ “กฎหมาย” ที่เกิดจากมนุษย์ที่ยังตกเป็นทาสของอารมณ์ได้อย่างไร

.

-4-

ผมเองไม่ใช่คนโลกสวย ขอยืนยันไว้ตรงนี้

แต่เนื่องจากบทความนี้อาจทำให้คนที่กำลังถูก “อารมณ์” ครอบงำอยู่และไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมเขียนจำนวนมากมายไม่ชอบขี้หน้าผมแบบไม่ต้องมีอะไรเป็นการส่วนตัวมาก่อนเลยก็เป็นได้

ดังนั้นผมจึงขอชี้แจงไว้ตรงนี้ว่าการที่ผมอดรนทนไม่ได้จนต้องมาบันทึก “ความรู้สึกนึกคิด” ต่างๆไว้ในรูปของบทความชิ้นนี้ก็เพราะว่า

บทความชิ้นนี้จะคอยเตือนผมผู้ซึ่งฝึกฝนเรื่องนิสัยมาโดยตลอดว่าในวันที่ผู้คนในสังคมถูก”อารมณ์” ครอบงำจนมี “ความคิดเห็น” เช่นนี้ ผมต้องต่อสู้กับ “อารมณ์” ของตนเองเพื่อคงความเป็นคนที่มี “เหตุผล” ไว้มากแค่ไหนที่ “จะทำ” หรือ “ไม่กระทำ”บางสิ่งที่เกิดจากการถูกชี้นำโดย “ความคิดเห็น” ส่วนใหญ่ของคนในสังคม

.

ไม่ว่าจะเป็น “นักโทษ” หรือ “เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย”

ไม่ว่าจะเป็น “ญาติฆาตกร” หรือ “ญาติของผู้เคราะห์ร้าย”

ไม่ว่าจะเป็น “คุณ” หรือ “ผม”

ไม่มีใครอายุยืนได้ถึง 200 ปี

เราทุกคนล้วนเป็น “นักโทษประหาร” กันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว

.

บ้างตายที่เตียงโรงพยาบาลจากโรคภัยไข้เจ็บ บ้างตายที่ข้างถนนจากอุบัติเหตุ

บ้างตายเพราะความประมาทเลินเล่อของตนเอง บ้างตายเพราะความประมาทเลินเล่อของผู้อื่น

บ้างตายจากความตั้งใจของตนเอง บ้างตายจากความตั้งใจของผู้อื่น

ความตายเหล่านี้เป็น “โทษประหาร” ที่ไม่มีการแจ้งให้พวกเราทราบล่วงหน้า

และมันไม่เคยอิงกับการทำถูกหรือการทำผิดของเรา

มันจองจำเราทุกคนไว้ในคุกที่เรียกว่า “ชีวิต”

แต่ “ชีวิต” จะเป็นสิ่งที่ทำคุ้มค่าแก่การเกิดมาหรือไม่

อยู่ที่วันนี้คุณยกระดับความเป็นมนุษย์ในตัวคุณให้สูงมากพอกว่าสัตว์เดรัจฉานได้มากแค่ไหน

.

.

#ขอให้ผมช่วยได้อีกคน

#โค้ชธนา





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2018 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]