• tumkrubb
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : patsakorn45@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 44
  • จำนวนผู้ชม : 92536
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
TUMKRUBB'S BLOG
บล็อกแห่งนี้มีสาระ ณ ทุกเรื่อง ทั้งการเมืองการกินการท่องเที่ยว หรือจะเป็นการอื่นอื่นเยอะทีเดียว เชิญทุกท่านเหลียวมองผ่านมาอ่านกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tumkrubb
วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม 2555
Posted by tumkrubb , ผู้อ่าน : 4389 , 10:16:57 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          ปกติบล็อกนี้จะจัดหนักเรื่องการเมือง และเรื่องอื่น ๆ ตามแต่อยากจะโพสบ้างเป็นครั้งคราว มาคราวนี้ก็ว่าด้วยสาระความรู้ ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ หรือผ่านเลยไป ซึ่งจริง ๆ ก็มาจากการที่เวลาว่าง ๆ ก็บังเอิญไปขุดค้นมาแท้ ๆ ครับ แล้วเห็นว่ามีสาระที่อยากให้ทุก ๆ คนได้ทราบกัน ก็เลยขอนำมาฝากกันครับ

 

          เวลาไปไหนมาไหน จะไปติดต่อธุระอะไร เราก็มักจะได้ยินคำว่า “ในเวลาราชการ” เสมอ ๆ หรือการไปติดต่อราชการ ก็ต้องไปติดต่อตาม “วันและเวลาราชการ” ถ้าไปผิดเวลาประตูปิดนี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ เพราะราชการมักทำตามเวลา เว้นเสียแต่ว่าจะมีอะไรเร่งด่วนจริง ๆ

          วันหยุด เป็นวันที่คนทำงานรอคอย เพราะนั่นเป็นวันที่หลาย ๆ คนได้หยุดพักผ่อนจากการงานต่าง ๆ ไม่ต้องห้อยโหนรถไฟฟ้า เบียดรถเมล์ไปทำงาน (แต่จะไปเบียดกันตามห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารต่าง ๆ แทน ๕๕๕+) วันหยุดในแต่ละวันนั้น อยู่ดี ๆ จะให้หยุดกันเฉย ๆ แบบไม่มีเหตุผลก็ไม่ใช่นะครับ แต่ที่หยุดนั้น ก็เพราะเพื่อให้ระลึกถึงความสำคัญของวันนั้น ๆ หรือเพื่อให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ไปร่วมงาน ร่วมเทศกาลต่าง ๆ ตามประเพณีที่มีมาครับ แต่ในที่นี้จะขอเล่าถึงวันหยุดราชการของบ้านเราก่อนครับ

          ช่วงว่าง ๆ ก็ได้ไปค้นหาเรื่องเกี่ยวกับวันหยุดของบ้านเราจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมประกาศข่าวสารของทางราชการ เวลาทางราชการมีประกาศอะไร ก็จะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญคำสั่งศาล หรือแม้แต่ประกาศเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทางราชการ ซึ่งในเว็บไซต์สามารถหาราชกิจจานุเบกษาย้อนหลังได้ มีเยอะมากจริง ๆ ครับ แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ไปค้นจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับเรื่องของวันหยุด ก็จะสามารถย้อนอดีตไปได้ไกลถึงปีพุทธศักราช ๒๔๕๖ หรือเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีที่แล้วนั่นเองครับ

          วันหยุดราชการนั้น ในอดีตแต่ละหน่วยงานก็จะหยุดไม่เหมือนกัน ไม่เป็นมาตรฐาน จนต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงออก “ประกาศกำหนดวันหยุดราชการนักขัตฤกษ์ พระพุทธศักราช ๒๔๕๖” ขึ้น ซึ่งประกาศและมีผลในช่วงปลายปี คือ วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๔๕๖ (ในขณะนั้นเราถือเอาวันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่) เพื่อให้การหยุดของราชการนั้น เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งตามประกาศดังกล่าว ได้อธิบายเหตุผลของการหยุดในวันหยุดต่าง ๆ ไว้ ๓ อย่าง คือ
          ๑. เพื่อการพักผ่อนร่างกาย
          ๒. เพื่อการแสดงความเคารพต่อพระราชวงศ์
          ๓. เพื่อการแสดงความเคารพต่อศาสนา

          ซึ่งการหยุดนักขัตฤกษ์ในขณะนั้น มีกำหนดในการหยุด คือ

พระราชพิธีตะรุษะสงกรานต์ แลนักขัตฤกษ์
(๒๘ มีนาคม – ๑๕ เมษายน)
๑๙ วัน

วิสาขะบูชา
(๗ – ๙ พฤษภาคม)
๓ วัน

เข้าปุริมพรรษา
(๖ – ๑๒ กรกฎาคม)
๗ วัน

ทำบุญพระบรมอัษฐิพระพุทธเจ้าหลวง
(๒๓ ตุลาคม)
๑ วัน

ทำบุญพระบรมอัษฐิ แลพระราชพิธีฉัตรมงคล
(๙ – ๑๒ พฤศจิกายน)
๔ วัน

เฉลิมพระชนมพรรษา
(๓๐ ธันวาคม – ๓ มกราคม)
๕ วัน

มาฆะบูชา จาตุรงค์สันนิบาต
(๑ มีนาคม)
๑ วัน

          โดยที่วันหยุดทางสุริยคติ ที่กำหนดวันและเดือนแน่นอนแล้ว ก็จะเป็นไปตามกำหนดทุกปี ส่วนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งอาศัยวันข้างขึ้นข้างแรมตามแบบจันทรคติ ก็จะใช้วันเพ็ญ (วันที่พระจันทร์เต็มดวง) ในการกำหนดวัน และอาจมีวันหยุดพิเศษอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

 

          จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงมีการประกาศวันหยุดราชการนักขัตฤกษ์ใหม่ โดยออกประกาศเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ ซึ่งมีการเลิกหยุดหลาย ๆ วันในช่วงต้นปี และเปลี่ยนแปลงวันหยุดบางวันให้เหมาะสม คือ

ตะรุษะสงกรานต์
(๓๑ มีนาคม – ๓ เมษายน)
๔ วัน

**วันที่ระลึกมหาจักรี
(๖ เมษายน)
๑ วัน

วิศาขะบูชา
(ขึ้น ๑๔ ๑๕ และ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖)
๓ วัน

เข้าปุริมพรรษา
(ขึ้น ๑๔ ๑๕ และ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘)
๓ วัน

วันสวรรคตแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
(๒๓ ตุลาคม)
๑ วัน

**เฉลิมพระชนม์พรรษา
(๗ – ๙ พฤศจิกายน)
๓ วัน

**พระราชพิธีฉัตรมงคล
(๒๔ – ๒๖ กุมภาพันธ์)
๓ วัน

           หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ และการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และการขึ้นครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวันหยุดราชการอีกครั้งหนึ่ง โดยพันเอกพระยาพหลพลหยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ออก “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันหยุดราชการ” ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๔๘๐ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคมปีเดียวกัน ซึ่งประกาศวันหยุดราชการไว้ ดังนี้

วันตรุษสงกรานต์ (New Year)
(๓๑ มีนาคม – ๒ เมษายน)
๓ วัน

วันจักรี (Chakri Day)
(๖ เมษายน)
๑ วัน

วันวิสาขะบูชา (Visakha Buja)
(ขึ้น ๑๕ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ หรือเดือน ๗ แล้วแต่กรณี)
๒ วัน

**วันขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ (Constitution Petition Day)
(๒๔ มิถุนายน)
๑ วัน

**วันรัฐธรรมนูญชั่วคราว (Provisional Constitution Day)
(๒๗ มิถุนายน)
๑ วัน

วันเข้าพรรษา (Buddhist Lent)
(ขึ้น ๑๕ และ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘)
๒ วัน

วันเฉลิมพระชนม์พรรษา (The King’s Birthday)
(๒๐ กันยายน)
๑ วัน

วันรัฐธรรมนูญ (Constitution Day)
(๙ – ๑๑ ธันวาคม)
๓ วัน

วันมาฆะบูชา (Magha Buja)
(เพ็ญเดือน ๓ หรือเดือน ๔ แล้วแต่กรณี)
๑ วัน

          จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ปลายพุทธศักราช ๒๔๘๒ ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ออก “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ” ซึ่งเริ่มครอบคลุมถึงเรื่องเวลาทำงานของราชการตามปกติด้วย โดยกำหนดให้ข้าราชการทำงานตามเวลา คือ ทำงานตั้งแต่เวลา ๐๙:๐๐ น. – ๑๖:๐๐ น. โดยหยุดพักกลางวันเวลา ๑๒:๐๐ น. – ๑๓:๐๐ น. ส่วนวันเสาร์หยุดครึ่งวัน คือ ทำงานตั้งแต่เวลา ๐๙:๐๐ น. – ๑๒:๐๐ น. สำหรับวันอาทิตย์ให้ถือเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ และได้เปลี่ยนแปลงวันหยุดราชการดังนี้ 

วันตรุษสงกรานต์และขึ้นปีใหม่ (New Year)
(๓๑ มีนาคม – ๑ เมษายน) 
๒ วัน

วันจักรี (Chakri Day)
(๖ เมษายน)
๑ วัน

วันวิสาขะบูชา (Visakha Buja)
(ขึ้น ๑๕ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ หรือเดือน ๗ แล้วแต่กรณี)
๒ วัน

**วันชาติ (National Day)
(๒๓ – ๒๕ มิถุนายน)
๓ วัน

วันเข้าพรรษา (Buddhist Lent)
(ขึ้น ๑๕ และ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘)
๒ วัน

**วันเฉลิมพระชนม์พรรษา (The King’s Birthday)
(๒๐ – ๒๑ กันยายน)
๒ วัน

วันรัฐธรรมนูญ (Constitution Day)
(๙ – ๑๑ ธันวาคม)
๓ วัน

วันมาฆะบูชา (Magha Buja)
(เพ็ญเดือน ๓ หรือเดือน ๔ แล้วแต่กรณี)
๑ วัน

          อนึ่ง ทางราชการกำหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของราชการ และโรงเรียนทั่วไป แต่สำหรับโรงเรียนที่ใช้วัดเป็นสถานศึกษา ให้หยุดในวันพระ 

          ในปีต่อมา คือ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการบังคับใช้ “พระราชบัญญัติปีประดิทิน พุทธศักราช ๒๔๘๓” ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การให้ปีปฏิทินเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม และสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม (หรือพูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นแบบที่เราถือกันในปัจจุบันตามแบบสากลนั่นแหละครับ) ซึ่งหมายความว่าปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ มีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น และจากการออกกฎหมายดังกล่าว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงวันหยุดราชการในวันขึ้นปีใหม่ คือ หยุดวันขึ้นปีใหม่ ๓ วัน คือ วันที่ ๓๑ ธันวาคม วันที่ ๑ และ ๒ ธันวาคม

          และในปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ เกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนอินโดจีนกับฝรั่งเศสขึ้น และได้ยุติลงโดยการลงนามในสัญญาพักรบ เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ จนต่อมา เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๔ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้เพิ่มเติมวันหยุดราชการอีก ๑ วัน คือ วันลงนามในสัญญาพักรบระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินโดจีนฝรั่งเศส โดยหยุดในวันที่ ๒๘ มกราคม ของทุกปี และได้ยกเลิกวันหยุดราชการดังกล่าวในปี ๒๔๘๗ ในสมัยที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          ต่อมาในปลายปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ ในสมัยที่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้วันปิยมหาราช (Chulalongkon Day) เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมอีก ๑ วัน และลดการหยุดในวันขึ้นปีใหม่ให้เหลือเพียง ๒ วัน คือ วันที่ ๓๑ ธันวาคม และ ๑ มกราคม
          เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ สงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง และมีการลงนามในสัญญาสันติภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ อีกทั้งในปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติสืบต่อมา จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวันหยุดราชการขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในขณะนั้น นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้ออกประกาศเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๔๘๙ โดยกำหนดให้วันที่ ๑๖ สิงหาคม เป็นวันหยุดราชการ เนื่องในวันประกาศสันติภาพ (Peace Proclamation Day) และเปลี่ยนแปลงวันเฉลิมพระชนมพรรษา มาหยุดในวันที่ ๕ และ ๖ ธันวาคมแทน

          ต่อมา ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ ๒ ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๙๑ ให้หน่วยงานราชการใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี สตูล ยะลา และนราธิวาส ให้หยุดวันพฤหัสบดีครึ่งวัน ตั้งแต่เวลา ๑๒:๐๐ น. และหยุดวันศุกร์เต็มวัน เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติและการประกอบศาสนกิจทางศาสนา ตลอดจนความสะดวกในการติดต่อราชการของประชาชน

          และในวันที่ ๖ สิงหาคม ปีเดียวกัน ได้ออก “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ พ.ศ. ๒๔๙๑” ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงวันหยุดราชการจากที่ผ่าน ๆ มา ดังนี้
          ๑. วันขึ้นปีใหม่หยุดวันที่ ๒ มกราคม เพิ่มเติมอีก ๑ วัน (รวมหยุด ๓ วัน)
          ๒. กำหนดให้หยุดในวันสงกรานต์ (Songkran) ๓ วัน คือ วันที่ ๑๓ – ๑๕ เมษายน
          ๓. วันชาติหยุดเพียง ๑ วัน (จากเดิม ๓ วัน) คือ หยุดเฉพาะวันที่ ๒๔ มิถุนายน
          ๔. วันเข้าพรรษาหยุดเพิ่มเติมในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ อีก ๑ วัน (รวมหยุด ๓ วัน)
          ๕. ยกเลิกการหยุดราชการในวันประกาศสันติภาพ
          ๖. วันเฉลิมพระชนมพรรษาหยุดเพิ่มเติมในวันที่ ๔ ธันวาคม อีก ๑ วัน (รวมหยุด ๓ วัน)
          ๗. วันรัฐธรรมนูญหยุดเพียง ๑ วัน (จากเดิม ๓ วัน) คือ วันที่ ๑๐ ธันวาคม
          ส่วนเวลาทำงานก็ยังคงเหมือนเดิม ตามประกาศฉบับที่ผ่าน ๆ มา

          ต่อมา ก็ได้มีการออกประกาศเปลี่ยนแปลงวันหยุดต่าง ๆ เรื่อยมา ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพสังคมในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

          ในปลายปี ๒๔๙๓ มีการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ ๒) กำหนดเพิ่มเติมให้วันที่ ๒๔ ตุลาคม อันเป็นวันสหประชาชาติ (United Nations Day) ให้เป็นวันหยุดราชการอีก ๑ วัน และเพิ่มวันหยุดราชการในวันรัฐธรรมนูญ โดยหยุดวันที่ ๙ และ ๑๑ ธันวาคม รวมหยุด ๓ วัน

          อนึ่งเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคมในปีเดียวกับ ทำให้รัฐบาลได้ออกประกาศฉบับที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ โดยเปลี่ยนแปลงวันหยุดดังนี้
          ๑. กำหนดให้หยุดในวันฉัตรมงคล (Anniversary of H.M. the King’s Coronation) โดยให้หยุดในวันที่ ๕ พฤษภาคม
          ๒. กำหนดให้หยุดวันพืชมงคล (Harvest Festival) ๑ วัน โดยวันพืชมงคลจะถือเอาวันข้างขึ้นเดือน ๖ ที่เป็นอุดมฤกษ์ที่เหมาะสม ซึ่งสำนักพระราชวังจะกำหนดวันดังกล่าวเป็นปี ๆ ไป
          ๓. หยุดเพิ่มเติมในวันชาติอีก ๒ วัน คือ วันที่ ๒๔ และ ๒๖ มิถุนายน (รวมหยุด ๓ วัน)
          และต่อมา รัฐบาลได้ออกประกาศฉบับที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๙๕ โดยให้หยุดเพิ่มในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินี (The Queen’s Birthday) ในวันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกปี

          ส่วนประกาศฉบับที่ ๕ นั้น ไม่สามารถหาเอกสารจากแหล่งใด ๆ ได้ จึงไม่ขออธิบายในที่นี้

          จนกระทั่งในปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ คณะรัฐมนตรีปรึกษาแล้วเห็นว่า วันหยุดราชการที่ประกาศที่ผ่านมานั้น มีวันหยุดมากเกินไป ไม่เหมาะสมต่อการบริการราชการ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ จึงได้ออกประกาศฉบับที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๙๗ โดยประกาศให้มีวันหยุดราชการดังนี้

วันขึ้นปีใหม่ (New Year)
(๑ มกราคม)
๑ วัน

วันมาฆะบูชา (Makha Bucha)
๑ วัน

วันจักรี (Chakri Day)
(๖ เมษายน)
๑ วัน

วันฉัตรมงคล (Anniversary of H.M. the King Coronation)
(๕ พฤษภาคม)
๑ วัน

วันพืชมงคล (Harvest Festival)
(สำนักพระราชวังจะได้กำหนดเป็นปี ๆ ไป)
๑ วัน

วันวิสาขะบูชา (Wisakha Bucha)
๑ วัน

วันชาติ (National Day)
(๒๔ มิถุนายน)
๑ วัน

วันเข้าพรรษา (Buddhist Lent)
๑ วัน

วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระบรมราชินี (The Queen’s Birthday)
(๑๒ สิงหาคม)
๑ วัน

วันเฉลิมพระชนมพรรษา (The King’s Birthday)
(๕ ธันวาคม)
๑ วัน

วันรัฐธรรมนูญ (Constitution Day)
(๑๐ ธันวาคม)
๑ วัน

          ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ รัฐบาลขณะนั้นได้กำหนดวันหยุดเพิ่มเติม โดยออกประกาศฉบับที่ ๘ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๙๙ ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานราชการหยุดเพิ่มเติมในวันแม่ คือ วันที่ ๑๕ เมษายน และวันเด็ก คือ วันจันทร์สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม          ซึ่งสรุปได้ว่า ตามประกาศฉบับนี้ได้ยกเลิกวันหยุดราชการที่หยุดหลาย ๆ วันให้เหลือวันเดียว และยกเลิกการหยุดในวันสงกรานต์ วันปิยมหาราช และวันสหประชาชาติ แต่ในเวลาต่อมาอีกประมาณ ๒ เดือน คือในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ได้มีการออกประกาศฉบับที่ ๗ ซึ่งกำหนดให้วันสหประชาชาติ คือ วันที่ ๒๔ ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการอีก ๑ วัน (ซึ่งเท่ากับว่ายังคงหยุดในวันสหประชาชาติต่อไป โดยไม่มีการเว้นช่วงใด ๆ)

          และในปีเดียวกัน รัฐบาลก็ได้ออกประกาศฉบับที่ ๙ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๙ เพื่อเปลี่ยนวันหยุดประจำสัปดาห์ โดยหยุดในวันพระ (วันธรรมสวนะ) แทนที่การหยุดครึ่งวันในวันเสาร์ โดยมีผลบังคับใช้กับหน่วยราชการทั้งหมด และรวมถึงโรงเรียนทั่วประเทศอีกด้วย เพื่อให้เป็นวันหยุดสำหรับบำเพ็ญศาสนกิจ อีกทั้งทำให้ข้าราชการและประชาชนได้ระลึกถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา และยึดมั่นในพระรัตนตรัย นำไปสู่การประพฤติตนในทางที่ถูกที่ควร และเกิดความสงบเรียบร้อยต่อสังคม แต่การหยุดดังกล่าวก็ได้ยกเลิกไป และกลับมาหยุดครึ่งวันในวันเสาร์เช่นเดิม เมื่อรัฐบาลในสมัยของนายพจน์ สารสิน ออกประกาศฉบับที่ ๑๐ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๐๐

          และในอีก ๘ วันต่อมา คือ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๐๐ ก็ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๑ ซึ่งได้กำหนดให้หยุดในวันหยุดราชการดังนี้

วันขึ้นปีใหม่ (New Year)
(๑ มกราคม)
๑ วัน

วันมาฆะบูชา (Makha Bucha)
๑ วัน

วันจักรี (Chakri Day)
(๖ เมษายน)
๑ วัน

วันสงกรานต์ (Songkran)
(๑๓ เมษายน)
๑ วัน

วันฉัตรมงคล (Anniversary of H.M. the King Coronation)
(๕ พฤษภาคม)
๑ วัน

วันพืชมงคล (Harvest Festival)
(สำนักพระราชวังจะได้กำหนดเป็นปี ๆ ไป)
๑ วัน

วันวิสาขะบูชา (Wisakha Bucha)
๑ วัน

วันชาติ (National Day)
(๒๔ มิถุนายน)
๑ วัน

วันเข้าพรรษา (Buddhist Lent)
๑ วัน

วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระบรมราชินี (The Queen’s Birthday)
(๑๒ สิงหาคม)
๑ วัน

วันปิยมหาราช (Chulalongkon Day)
(๒๓ ตุลาคม)
๑ วัน

วันเฉลิมพระชนมพรรษา (The King’s Birthday)
(๕ ธันวาคม)
๑ วัน

วันรัฐธรรมนูญ (Constitution Day)
(๑๐ ธันวาคม)
๑ วัน

          จนกระทั่งในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นยุคที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๒ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ ซึ่งกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดประจำสัปดาห์ใหม่ คือ          ซึ่งสรุปได้ว่าประกาศฉบับดังกล่าว กำหนดให้หยุดเพิ่มเติมในวันสงกรานต์ คือ วันที่ ๑๓ เมษายน อีก ๑ วัน และวันปิยมหาราช คือ วันที่ ๒๓ ตุลาคม อีก ๑ วัน ตลอดจนยกเลิกการหยุดในวันสหประชาชาติ คือ วันที่ ๒๔ ตุลาคม และได้ใช้เป็นหลักในการกำหนดวันหยุดราชการในเวลาต่อมา ซึ่งวันหยุดราชการบางวันก็ได้มีการเพิ่มเติมหรือยกเลิกได้ตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

          ๑. เวลาทำงาน ให้เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา ๐๘:๓๐ น. – ๑๖ :๓๐ น. โดยให้หยุดกลางวันในช่วงเวลา ๑๒:๐๐ น. – ๑๓:๐๐ น.
          ๒. วันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือ วันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยหยุดเต็มวันทั้ง ๒ วัน
          ๓. สำหรับหน่วยงานราชการใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี สตูล ยะลา และนราธิวาส กำหนดให้วันพฤหัสบดีและวันศุกร์เป็นวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ โดยหยุดเต็มวันทั้ง ๒ วัน
          โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๒ ซึ่งเวลาทำงานของราชการดังกล่าวนั้น (เรียกง่าย ๆ ว่าเวลาราชการ นั่นแหละ) ก็ยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน ยกเว้นเรื่องวันหยุดราชการใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เปลี่ยนมาเป็นหยุดในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ในปี ๒๕๐๖

           ต่อมา ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๓ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๐๓ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการที่สำนักนายกรัฐมนตรีมีประกาศให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันชาติแทน จึงได้ยกเลิกการหยุดของราชการในวันที่ ๒๔ มิถุนายน

          และในปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๐๕ ซึ่งกำหนดให้หยุดในวันอาสาฬหบูชา คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (ถ้ามีเดิอน ๘ ๒ หนให้ใช้หนหลัง) เป็นวันหยุดประจำปีเพิ่มเติมอีก ๑ วัน และในปลายปีเดียวกัน ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๕ ซึ่งเพิ่มวันหยุดในวันขึ้นปีใหม่อีก ๑ วัน คือ วันที่ ๓๑ ธันวาคม รวมเป็นหยุด ๒ วัน

          ในปีต่อมา ได้ยกเลิกการหยุดประจำสัปดาห์ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ สำหรับหน่วยงานราชการใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้หยุดในวันเสาร์และวันอาทิตย์เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการทั่วไป ตามประกาศฉบับที่ ๑๖ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๖

          และเมื่อคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ ซึ่งพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๗ เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๕ โดยเปลี่ยนชื่อวันจักรี ซึ่งหยุดในวันที่ ๖ เมษายนของทุกปี เป็น “วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติของพระองค์ในโอกาสพิเศษดังกล่าว

          ต่อมาในเดือนเมษายน ๒๕๓๒ ในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๘ กำหนดวันหยุดเพิ่มเติมในวันสงกรานต์ โดยให้หยุดในวันที่ ๑๒ – ๑๔ เมษายน แต่ในปี ๒๕๔๐ สมัยที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๙ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๐ ให้หยุดวันสงกรานต์ในวันที่ ๑๓ – ๑๕ เมษายน เพื่อให้ได้กลับไปร่วมเทศกาลให้ตรงกับธรรมเนียมประเพณีที่ถือกันมาแต่โบราณ

          และล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ได้มีประกาศฉบับที่ ๒๐ ซึ่งกำหนดให้วันตรุษจีน ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นวันหยุดราชการอีก ๑ วัน สำหรับหน่วยราชการใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล อีกด้วย

 

          โดยสรุปแล้ว ในปัจจุบัน รัฐบาลได้กำหนดเวลาทำงาน และวันหยุดราชการสำหรับหน่วยงานราชการต่าง ๆ โดยทั่วไป ดังนี้

เวลาทำงาน

วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา ๐๘:๓๐ น. – ๑๖:๓๐ น.
(พักกลางวัน ๑๒:๐๐ น. – ๑๓:๐๐ น.)
หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ (เต็มวัน)

 

วันหยุดราชการ

วันขึ้นปีใหม่ (New Year)
(๓๑ ธันวาคม และ ๑ มกราคม)
๒ วัน

วันมาฆบูชา (Makha Bucha)
(ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ หรือเดือน ๔ แล้วแต่กรณี)
๑ วัน

วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ (Chakri Day)
(๖ เมษายน)
๑ วัน

วันสงกรานต์ (Songkran)
(๑๓ - ๑๕ เมษายน)
๓ วัน

วันฉัตรมงคล (Anniversary of H.M. the King Coronation)
(๕ พฤษภาคม)
๑ วัน

วันพืชมงคล (Harvest Festival)
(สำนักพระราชวังจะได้กำหนดเป็นปี ๆ ไป)
๑ วัน

วันวิสาขบูชา (Wisakha Bucha)
(ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือเดือน ๗ แล้วแต่กรณี)
๑ วัน

วันอาสาฬหบูชา (Asarnha Bucha)
(ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘)
๑ วัน

วันเข้าพรรษา
(แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘)
๑ วัน

วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
(The Queen’s Birthday)
(๑๒ สิงหาคม)
๑ วัน

วันปิยมหาราช (Chulalongkorn Day)
(๒๓ ตุลาคม)
๑ วัน

วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(The King’s Birthday)
(๕ ธันวาคม)
๑ วัน

วันรัฐธรรมนูญ (Constitution Day)
(๑๐ ธันวาคม)
๑ วัน

            อนึ่ง สำหรับหน่วยงานราชการบางหน่วย จะมีวันหยุดราชการพิเศษเพิ่มเติมนอกจากนี้อีก คือ โรงเรียนต่าง ๆ จะหยุดในวันครู คือ วันที่ ๑๖ มกราคม และกระทรวงกลาโหม จะหยุดในวันกองทัพไทย คือ วันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีอีกด้วย

         วันนี้วันหยุดสิ้นปี ใครจะไปฉลองกันที่ไหนก็ขอให้ฉลองกันด้วยความปลอดภัย มีสติทุกคน และปีใหม่ก็จะได้เริ่มทำในสิ่งที่ดี ๆ และใช้วันหยุดนี้ให้คุ้มค่า โดยนึกถึงความสำคัญของวันหยุดต่าง ๆ ที่มีในประเทศของเราครับ

          แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ เดี๋ยวว่าง ๆ จะเล่าถึงเรื่องของวันหยุดธนาคารกันอีกครั้ง เมื่อมีเวลานะครับ

          สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๖ ครับ.

 

ที่มาของข้อมูล :
รวบรวมและสรุปจาก
เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษา http://www.ratchakitcha.soc.go.th
และสำนักนายกรัฐมนตรี http://www.cabinet.thaigov.go.th/





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kaikhong วันที่ : 31/12/2012 เวลา : 11.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaikhong
เมนูจานเด็จ  กับ  นาย Kaikhung Fusion หน่อย ๆ สวย อร่อยครับ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน