• ผู้ชายเจ้าชู้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ultra-presale@outlook.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-08
  • จำนวนเรื่อง : 70
  • จำนวนผู้ชม : 374662
  • ส่ง msg :
  • โหวต 30 คน
ผู้ชายเจ้าชู้ชวนชิม
ผู้ชายเจ้าชู้ชวนชิม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ultrataro
วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2552
Posted by ผู้ชายเจ้าชู้ , ผู้อ่าน : 6030 , 00:00:48 น.  
หมวด : อาหาร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

ช่วงนี้ก็ใกล้ถึงเทศกาลกินเจกันแล้วนะครับ วันนี้ผมจะมาย้อนรอยพาตะลุยเทศกาลกินเจที่เยาวราชและตลาดน้อย ปี พ.ศ. 2550 ครับ  แต่ก่อนอื่น ผมขอพูดถึงประวัติและความหมายของ การกิจเจ ก่อนนะครับ

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนกระทั่งขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เราจะเห็นธงสีเหลืองมีตัวหนังสือสีแดง ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปตามร้านอาหาร 2 ข้างถนน นั่นบ่งบอกให้รู้ว่า เป็นช่วงเวลาของเทศกาลกินเจ  เทศกาลกินเจมีที่มาอย่างไรนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะมีเรื่องเล่าของการกินเจมากมาย


เรื่องที่ 1
ชาวจีนกินเจเป็นการบำเพ็ญกุศลเพื่อรำลึกถึงวีรชน 9 คน ซึ่งเรียกว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งได้ต่อสู้กับชาวแมนจูอย่างกล้าหาญถึงแม้จะแพ้ก็ตาม ชาวบ้านได้พากันถือศีลกินเจนุ่งขาวห่มขาวเพราะเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยชำระจิตวิญญาณเกิดความเข้มแข็งทางร่างกายและจิตใจ


เรื่องที่ 2
เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว


เรื่องที่ 3
ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ


เรื่องที่ 4
กินเจเพื่อเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง “กษัตริย์เป๊ง” เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย) ในขณะที่เสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่อีกทอดหนึ่ง


เรื่องที่ 5
1500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข้มแข็งและมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ 4 แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดที่มากกว่าหลายเท่าตัวโอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ

จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วยแต่ชาวบ้านจะพ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญ ลีฮั้วก่าย

คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบเศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืนผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย

เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไสจึงได้ศึกษาตำราการกินเจของเศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้ แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นและให้มีพิธียกอ๋องส่องเต้ (พิธีเชิญพระอิศวรมาเป็นประธานในการกินเจ)


เรื่องที่ 6
ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตนตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่า แม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินแต่อาหารเจและตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อซัว ตั้งอยู่บนเกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียงถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น

ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูกจึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อเล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้เพื่อนบ้านก็หนีไป โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาและต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เล่าเซ็งจึงขอตามนางไป

เมื่อถึงเขาโพถ้อซัวขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบไหว้พระโพธิสัตว์นั้น เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูปที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเดินทางกลับเขาได้แยกทางกับหญิงสาวและได้พบเด็กชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่จึงเข้าไปถามไถ่ได้ความว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว เขาจึงพาไปอยู่ด้วยแล้ววันหนึ่งหญิงสาวที่นำทางไปเขาโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ด้วย ทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

หญิงสาวผู้นั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่เนืองนิตย์ นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชายแล้วประพฤติตนใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาวและประเพณีกินเจจึงเริ่มขึ้น


งานเทศกาลกินเจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือที่ภูเก็ตที่มีไม่ว่าจะเป็นผู้คนจากทั้งในประเทศหรือต่างประเทศต่างล้วนไปที่ภูเก๊ตเมื่อถึงคราวเทศกาลกินเจ    งานเทศกาลกินเจที่ภูเก๊ตจะมีทั้งหมด 9 วัน 9 คืน โดยกลางคืนวันที่หนึ่ง จะมีพิธียกเสา "โกเด้ง" ขึ้นที่หน้าศาลเจ้า หรืออ๊าม เพื่อใช้เป็นที่แขวนตะเกียงทั้ง 9 ดวง และอัญเชิญดวงวิญญาณของยกอ๋องฮ่องเต้ หรือ พระอิศวร และ กิวอ๋องไตเต หรือ ราชาผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้า มาประทับ

- เช้าวันรุ่งขึ้นมีการจุดธูปขนาดใหญ่ ตั้งเครื่องเซ่นและเผาไม้หอม เพื่อบูชาเจ้าประจำอ๊าม

- หลังพิธีการกินเจ หรือชาวภูเก็ตเรียก "การกินผัก" ผ่านไป 3 วัน จะถือว่าตัวเองมีความสะอาดแล้ว หรือเรียกว่า "เช้ง" ในตอนค่ำมีพิธีการเชิญเจ้าเข้าทรงอีก 2 องค์ คือ "ลำเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนเกิด และ "ปักเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนตาย และทำพิธี "ปั้งกุ้น" หรือพิธีปล่อยพระ หรือการจัดทหารของเจ้าไปรักษาศาลเจ้าทั้ง 5 ทิศ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย และภูตผีมาทำลายพิธี ความสนุกสนานเริ่มขึ้นตรงนี้ เมื่อการเชิญทหารเต็มไปด้วยร่างทรงของตัวละคร อาทิ เห้งเจีย บู๊สง เป็นต้น

- ในวันที่เจ็ด เริ่มพิธี บูชาดาว เพื่อขอความเป็นสิริมงคล รักษาโรคภัยไข้เจ็บ

- สองวันสุดท้าย เป็นความตื่นเต้นท้าทาย เมื่อมีการจัดขบวนพิธีแห่อย่างมโหฬาร เพื่อนำเกี้ยวไปรับพระจำหลักที่สะพานหิน เป็นการระถึงวันที่ควันธูปจากมณฑลกังไสมาถึงภูเก็ต ในขบวนแห่จะมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง หรือ คนทรงเจ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จะเห็นภาพของการใช้ของมีคมต่างๆ ทิ่มแทงตามร่างกาย มีทั้งง้าว ลูกตุ้มเหล็กฟาดหน้าฟาดหลัง เอาขวานจามหลัง หรือเอาเหล็กแหลมทิ่มแทงร่างกาย หรือแทงลิ้น จนกระทั่งเฉือนลิ้นตัวเองออกมา โดยท้าทรงเหล่านั้นอ้างว่าไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ขณะเป็นร่างทรง ม้าทรงจะเดินเต้น ไปทั่วเมือง ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้เพื่อให้เจ้าไปโปรดและมีการจุดประทัดตลอดเส้นทาง ทั้งเกาะปกคลุมด้วยควันธูปและประทัด

- วันที่เก้า จะมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือ พิธี "โก๊ยโห้ย" หรือพิธีลุยไฟสะเดาะเคราะห์ ม้าทรง หรือเจ้าจะเดินผ่านกองไฟ ที่มีถ่ายร้อนแดงเป็นระยะทางกว่า 2 ฟุต และตามด้วยผู้ที่ถือศีลกินเจที่มีความมั่นใจว่าตัวเองสะอาดแล้ว ก็สามารถร่วมลุยไฟได้ด้วยเช่นกัน ในตอนกลางคืนจะมีพิธีปีนบันไดมีด สูงประมาณ 12 เมตร และจบลงที่ยามดึกของคืนวันที่ 9 จะมีการแห่พระไปส่งทะเลบริเวณสะพานหิน และนำเสาโกเต้งลงดับโคมไฟทั้ง 9 เป็นเสร็จพิธีกินเจที่ภูเก็ต

Jj001.jpg picture by ultrataro

ความหมายของคำว่า "เจ"

คำว่า เจ ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า อุโบสถ ดังนั้นการกินเจก็คือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 โดยไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว  แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมนำการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ ฉะนั้นความหมายก็คือคนกินเจมิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ

แจ ไม่ได้แปลว่า อุโบสถ

ในภาษาจีนมี(กลุ่ม)คำหรือวลีที่ใช้อักษรแจเป็นตัวประกอบร่วมด้วยหลายคำ แต่คำว่าโป๊ยกวนแจไก่ ซึ่งเป็นศัพท์ของทางพุทธศาสนา ดูจะเป็นคำที่นิยมหยิบยกมาใช้อธิบายความหมายของอักษรแจเสมอมา

โป๊ยกวนแจไก่ แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีลแปด”ที่เรารูจักกันดี  คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ” คนทั่วไปจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องกินเจทำให้แปลอักษร แจ ว่า “อุโบสถ” หากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว  "อุโบสถ" เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า "โบสถ์"

การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น)

ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี  ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด  เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื  ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี

แจ จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า  ในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำว่า  ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา

"เจียะแจ" เป็นการออกเสียงตามสำเนียงถิ่นแต้จิ๋ว ศัพท์คำนี้ใช้และเป็นที่เข้าใจแต่ทางตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะแถบลุ่มอารยะธรรมหลิ่งหนาน ในมณฑลกวางตุ้ง อันเป็นแหล่งอาศัยดั่งเดิมของคนแคะ แต้จิ๋ว กวางตุ้งและไหหนำ ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย เจียะแจตรงกับคำว่า ชือซู นภาษาจีนกลาง (สำเนียงปักกิ่ง)

"เจียะ"  ในภาษาถิ่นใต้ หากใช้ในความหมายของคำกิริยา แปลว่า กิน

"แจ"  แปลว่า บริสุทธิ์ 

"เจียะแจ" ตรงกับคำไทยที่นิยมใช้กันว่า กินเจ จึงแปลว่า การกินอาหารที่บริสุทธิ์ตามความเชื่อ(ในลัทธิกินเจ) ซึ่งหมายความถึงอาหารที่ไม่คาวหรือไม่เจือปนซากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ รวมทั้งไม่ปรุงใส่พืชผักต้องห้าม

คำว่าเจียะแจนี้ชาวจีนฮกเกี้ยนทางปักษ์ใต้แถบจังหวัดภูเก็ตเรียกต่างออกไปว่า เจียะไฉ่  ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “กินผัก” แต่มีนิยามหรือความหมายตรงกับคำว่าเจียะแจที่กล่าวข้างต้น

 

หลักธรรมในการกินเจ

ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป” ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามรถมีชีวิตอยู่ได้

การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเองและดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ

- ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
- ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน
- ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน

การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย ดังนั้นการกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกันคนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่

ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้

- งดเว้นเนื้อสัตว์หรือทำอันตรายต่อสัตว์
- งดนม เนย และน้ำมันที่มาจากสัตว์
- งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
- งดผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น ผักชี กระเทียม หัวหอม ต้นหอม กุยช่าย รวมทั้งใบยาสูบ สิ่งเสพติดและของมึนเมาต่างๆ
- รักษาศีลห้า
- รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
- ทำบุญทำทาน
- นุ่งขาวห่มขาว

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด

Jj001.jpg picture by ultrataro

ธงสีเหลือง ตัวหนังสือสีแดง แต่งกายสีขาว ที่เป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลกินเจ มีความหมาย

สีแดง เป็นสีที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นสีศิริมงคล ดังจะเห็นได้ว่าในงานมงคลต่างๆ ของคนจีนไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง วันตรุษจีน

สีเหลือง เป็นสีสำหรับใช้ในราชวงศ์ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้เพียงคนสองกลุ่มเท่านั้น กลุ่มแรกคือกษัตริย์ซึ่งเห็นได้จากหนังจีน เครื่องแต่งกายและภาชนะต่างๆ เป็นสีเหลืองหรือทองซึ่งคนสามัญห้ามใช้เด็ดขาด กลุ่มที่สองคืออาจารย์ปราบผีถ้าท่านสังเกตในหนังผีจีนจะเห็นว่าเขาแต่งกายและมียันต์สีเหลือง

สีขาว ตามธรรมเนียมจีนสีขาวคือสีสำหรับการไว้ทุกข์ สีดำที่เราเห็นกันอยู่ในขณะนี้เป็นการรับวัฒนธรรมตะวันตก ถ้าท่านสังเกตในพิธีงานศพของจีนจะเห็นลูกหลานแต่งชุดสีขาวอยู่

สีแดง เหลือง และ ขาว ต่างล้วนเชื่อมโยงในที่มาของเทศกาลกินเจ

 

 

อ้างอิง
www.elib-online.com
เวป วิกิพีเดีย
อาหารเจ สำนักพิมพ์แสงแดด กรุงเทพฯ
เปิดตาที่สาม พิสูจน์ความงามแห่ง เทศกาลกินเจภูเก็ตโดยธีรภาพ โลหิตกุล

 

---------------------------

 

อ่า...จบเรื่องประวัติและความหมายของการกินเจแล้วครับ ^0^  ที่นี้มาตะลุยเยาวชราช+ตลาดน้อย ปี พ.ศ. 2550 กันครับ ^^

7.jpg picture by ultrataro

ซุ้มอาหารเจที่ได้รับเชิญมา

"ถ้ามาเทศกาลเจที่เยาวราชห้ามพลาดตรงซุ้มด้วยประการทั้งปวงนะครับ  เพราะเขาได้รวบรวมร้านเด็ดๆไว้ตรงนี้แล้วครับ"

8.jpg picture by ultrataro

โรงทาน ของคู่กับเทศกาลกินเจ

9.jpg picture by ultrataro

เดินเข้ามาที่ถนนเยาวราชก็จะมีซุ้มอาหารเจวางขาย(แต่ผมว่ารสชาติงั้นๆนะสู้ตรงซุ้มขาวไม่ได้)

10.jpg picture by ultrataro

ผัดไทยโบราณมีอยู่หลายซุ้ม แต่ซุ้มนี้ผมว่ารสชาติใช้ได้ที่สุดแล้วครับ(ผมตามชิมมันเกือบทุกซุ้มเลย =_=")

11.jpg picture by ultrataro

ส้มตำเจ  อืมมม...รสชาติก็อร่อยมั้ง =_="

ผมไม่ชอบทานส้มตำครับ =_="

12.jpg picture by ultrataro

ก๋วยจั๊บนายเอ๊ก version เจ

อร่อยไปอีกแบบครับ

13.jpg picture by ultrataro

แวะซื้อขนมเปี๊ยะเจชิ้นเล็กๆซักชิ้น

ขนมเปี๊ยะร้านนี้น่ะ ฮอเจี๊ยะ!!

14.jpg picture by ultrataro

ก๋วยจั๊บนายเล็ก Version เจ

15.jpg picture by ultrataro

อ่า...เข้าไม่ถึงครับก็เลยอดทาน

คนมากมายล้านแปด

แต่เดิมร้านี้มีทีเด็ดที่น้ำซุปเผ็ดร้อน(พริกไทยป่น) +หมูกรอบ

16.jpg picture by ultrataro

ก๋วยเตี๊ยวหลอด(หน้าศาลเจ้ากวางตุ้ง) version เจ

ไม่มีที่นั่งก็เลยอด=_="

17.jpg picture by ultrataro

ราดหน้าอยู่อี่ Version เจ

อร่อยครับ

18.jpg picture by ultrataro

เดินวกกลับมาตรงซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ

หมี่ผัดร้านนี้อร่อยครับอยู่หน้า 7/11

19.jpg picture by ultrataro

เอาล่ะมาต่อกันที่ตลาดน้อยครับ ^0^

20.jpg picture by ultrataro

มาเทศกาลเจที่ตลาดน้อยต้องไม่พลาด ขนมครกต้นตำรับครับ

21.jpg picture by ultrataro

ขนมรังผึ้งมีอยู่หลายร้าน แต่ร้านนี้อ่อยสุด เดินเข้ามาเลยร้านขนมครกไปนิดนึงครับ

22.jpg picture by ultrataro

เดินเข้าไปทางโรงเจ

23.jpg picture by ultrataro

หมี่หวานร้านนี้ก็ทีเด็ดครับ

24.jpg picture by ultrataro

ขนมตุบตั๊บ

ที่ชื่อนี้ เพราะ เวลาทำเขาจะเอาฆ้อนไม้มาทุบถั่ว+น้ำตาล เสียงจะดัง ตุบ ตั๊บ เป็นจังหวะ ก็เลยเรียกกันว่า ขนมตุบตั๊บ

25.jpg picture by ultrataro

ที่ตลาดน้อยมี 3 ร้านครับ คือ เอี๊ยมเหลือง เอี๊ยมขาว และร้านตรงโรงเจ ผมชอบทานร้านเอี๊ยมขาวครับ  ร้านนี้ยังขายโสเภณี นักร้องนำวง Potato ด้วยนะครับ ก็ กระหรี่ปั๊บ ใง =_=" ยังจะเล่นมุขอีก 55555

26.jpg picture by ultrataro

ถึงโรงเจล่ะครับ

27.jpg picture by ultrataro

แวะไห้วเจ้าซักแป๊บ

28.jpg picture by ultrataro

เทียน ยักษ์

29.jpg picture by ultrataro

ธูปยักษ์

จริงๆมี ธูปแบบขดวงๆที่จะแขวนบนหลังคาด้วยครับ

ที่ต้องถวายเทียน ธูป ก็เพราะเชื่อกันว่าเป็นการต่อชะตาชีวิตครับ

30.jpg picture by ultrataro

สิงโตต้องคลุมปิดหัว

ที่ต้องคลุมเพราะว่า ช่วงเทศกาลกินเจนั้นจะห้ามไม่ให้สิงโตออกล่าเหยื่อ เพราะถือว่า ผิดศีลครับ  แบบนี้สิงโตก็ต้อง diet ไป 9 วัน 9 คืน

31.jpg picture by ultrataro

เดินออกไปกินต่อ

32.jpg picture by ultrataro

แวะซื้อหมี่กลับบ้าน

หมี่ร้านนี้น่ะ สุดยอดดดดดดดดดดด

อร่อยมากมายครับ เขาจะขายเฉพาะจอนเจเท่านั้น ขายถุงละ 32 บาท (ครึ่งโล)  หมี่ของร้านนี้สามารถเอามาทำผัดหมี่หรือหมี่หวานได้หมดครับ  

ฮอเจี๊ยะ!!!!!!!!

33.jpg picture by ultrataro

ร้านเขาจะขายแต่เส้นหมี่อย่างเดียว

มีทั้งแบบลวกแล้วกับยังไม่ลวกครับ

เส้นหมี่จะมีแบบเส้นใหญ่(ทำผัดหมี่) และเส้นเล็ก(ทำหมี่หวาน)

34.jpg picture by ultrataro

เย็นตาโฟเจ ร้านนี้อร่อย

35.jpg picture by ultrataro

อิ่วก๋วยร้านนี้อร่อย(ผมไม่แน่ใจว่า สะกดถูกหรือเปล่านะครับ)

 

ทีนี้เรามาทำหมี่หวานกันครับ ^^

36.jpg picture by ultrataro

เส้นหมี่(ก็ที่ซื้อมาจากตลาดน้อย) ผมเอาแบบเส้นใหญ่มาทำหมี่หวานนะครับ (ชอบส่วนตัวตัว)จริงๆแล้วต้องเป็นแบบเส้นเล็กนะครับ

ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องมีกระดาษสีแดงที่บะหมี่ =_+"

37.jpg picture by ultrataro

ยีๆเส้นหมี่ให้แตกตัว

ครึ่งโลนี่เยอะแฮ่ะ ก็เลยแบ่งเป็น 4 ส่วนเอา

38.jpg picture by ultrataro

ต้มเส้นหมี่ 

ต้องรอให้น้ำเดือดปุดๆก่อนนะครับถึจะใส่เส้นหมี่ลงไป ต้มประมาณ 3-4 นาทีครับ  อย่าต้มนานนะครับเพราะเส้นจะอึด

39.jpg picture by ultrataro

ต้มเสร็จเอาเส้นมาจุ่มในน้ำเย็นแล้วสะบัดน้ำออก

40.jpg picture by ultrataro

น้ำเชื่อมก็ใช้น้ำตาลกรวดต้มกับใบเตย

(ผมจะมีติดตู้เย็นเป็นประจำอยู่แล้ว)

41.jpg picture by ultrataro

ใส่เส้น เทน้ำเชื่อม โปะน้ำแข็ง

อร่อยๆๆๆเส้นหมี่เหนียวนุ่มได้ทีมากๆครับ

ฮอเจี๊ยะ!!

 

 

 

ปล.

- เรื่องในblog ชวนชิมวันนี้ เป็นของปี พ.ศ.2550 นะครับ

- กินเจปีที่แล้ว (2551) ที่ตลาดน้อย คนน้อยลงกว่าปี 2550 (น้อยสมชื่อครับ=_=") หวังว่ากินเจปีนี้ คนจะเยอะขึ้นนะครับ

- กินเจปีนี้ เยาวราช+ตลาดน้อยจะเป็นอย่างไรน้า?...ผมจะตั้งใจรอนะครับ ^0^ กินเจปีนี้ รู้สึกจะตรงกับวันที่ 18 ตุลาคม นะครับ (ไม่แน่ใจ)

- ลองๆไปกันดูนะครับที่เยาวราชและตลาดน้อย แต่ผมแนะนำที่ตลาดน้อยมากกว่าครับ  เพราะร้านที่เยาวราชสามารถหาทานได้ตอนปกติอยู่แล้วครับ  แต่ที่ตลาดน้อยส่วนใหญ่จะมีเฉพาะช่วงเจเท่านั้น

- ถ้าไปตลาดน้อยก็อย่าลืมซื้อเส้นหมี่เขานะครับ อร่อยๆๆๆอร่อยๆๆๆๆๆ

- นอกจาก เยาวราช+ตลาดน้อยแล้วกินเจปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะไปตะลุยที่สวนหลวง(เชียงกง หลังมาบุญครอง+ศาลเจ้าซิกเซียม้าแถวๆหัวลำโพงครับ) และภูเก็ต สำหรับภูเก๊ตนี่เป็นความฝันเลยล่ะครับ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปซักที

- ช่วงนี้ เวลามีเท่าเดิมแต่เวลาว่างน้อยลง แปลกนะครับ คนเราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แต่การบริหารจัดการเวลาของแต่ละคนทำให้คนแต่ละคนมีเวลามากน้อยไม่เท่ากัน ผมคงต้องบริหารจัดการเวลาดี ๆ ล่ะ

- ตอนนี้ผมยังคงเป็น นักวิจัยต๊อกต๋อย อยู่ครับ T.T ทำงานวิจัยจนลืมหางานไปเลยแฮะ +_+"

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สมดุล วันที่ : 22/10/2009 เวลา : 19.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

In Google search of the ‘ N-Function ’ creates a new life to Thai Farmers. How to raise the National Infrastructure Economy? With the Atomic Technology working most likely the Nuclear Agriculture Visit… http://www.ainews1.com

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
4BANK วันที่ : 06/10/2009 เวลา : 22.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

ความรู้เพียบ ขอบคุณครับ
ผมชอบหมี่หวาน หากินได้ยากครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 06/10/2009 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

ง่า น่ากินวุ้ย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
INDYLOVE วันที่ : 06/10/2009 เวลา : 17.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

แล้วปีนี้กินเจเริ่มตั้งแต่เมื่อไรคะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]