• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-25
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 55132
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
Best Media Award
วันจันทร์ ที่ 12 มีนาคม 2561
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 840 , 14:59:37 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

แผนสกัด “ยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่” จากหมูสู่ “มนุษย์”

 

              สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดให้มีการประกวดข่าวยอดเยี่ยมติดต่อกันมานานกว่า 40 ปี  หรือที่เรียกกันว่ารางวัล "อิศรา อมันตกุล" ของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล โดยประกาศผลในวันที่ 5 มีนาคม ซึ่งตรงกับ “วันนักข่าว”ของทุกปี เพื่อประกาศเกียรติคุณให้แก่หนังสือพิมพ์และผู้เป็นเจ้าของผลงานข่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นในเกิดการพัฒนาวิชาชีพนักข่าวและเป็นแรงจูงใจในการผลิตผลงานข่าวที่มีคุณภาพเพื่อประโยชน์ของสังคม

           โดยปีนี้ หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" คว้ารางวัลข่าวยอดเยี่ยมปี 2560  จาก รายงานข่าวสืบสวนเรื่อง แผนสกัด ยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ จากหมูสู่มนุษย์” 

        ย้อนความเป็นมาของรายงานข่าวพิเศษชิ้นนี้ เกิดขึ้นหลังวงการแพทย์สหรัฐอเมริการายงานการพบ “คนไข้” มียีนแบคทีเรียดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ “เอ็มซีอาร์-วัน” (MCR-1) คนไข้รายนี้มีอาการดื้อยาอย่างรุนแรง แม้แต่ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านแบคทีเรีย “โคลิสติน” (colistin) ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุดยังใช้ไม่ได้ผล นับเป็นครั้งแรกที่พบผู้ป่วยอาการแบบนี้ในสหรัฐอเมริกา

           การพบคนไข้ดื้อยารายนี้ถือเป็นสัญญาเตือนขั้นร้ายแรง...เนื่องจาก “ยาโคลิสติน” เป็นเหมือนยาวิเศษ ช่วยรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาจากเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลหรือ เชื้อแบคทีเรีย “เอบอม” (A-bomb) ที่พบในท่อช่วยหายใจ สายสวน ฯลฯ

         ทุกวันนี้ประเทศไทยมีคนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาชนิดต่าง ๆ ประมาณวันละ 100 ราย หรือปีละเกือบ 4 หมื่นราย

          หลังจากนั้น วงการแพทย์ได้พยายามสืบหาว่าต้นตอของเชื้อมหันตภัยตัวนี้มาจากแหล่งใด มีการแพร่ระบาดมากน้อยแค่ไหน ด้วยการส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก เพื่อเฝ้าระวังและช่วยกันสืบหาข้อมูล…จนกระทั่งพบหลักฐานว่าเชื้อตัวนี้อาจแพร่จากฟาร์มหมูสู่คนเลี้ยงหรือคนในฟาร์มก่อนแพร่มายังผู้อื่นที่ไม่ได้เข้าไปสัมผัสในฟาร์มหมูโดยตรง

        จากข้อมูลข้างต้นประมาณช่วงปี 2559  “คมชัดลึก” ส่งนักข่าวลงพื้นที่ฟาร์มหมูของไทย เพื่อสืบสวนเกี่ยวกับการใช้ยาอันตรายโคลิสตินและเชื้อดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ จนกระทั่งพบว่าฟาร์มหมูไทยหลายแห่งลักลอบใช้ยาโคลิสตินเถื่อน และไม่ได้ใช้เป็นยาเท่านั้น แต่กลับนำมาใช้เป็นส่วนผสมในสูตรอาหารให้หมูกินทุกวัน

           โดยเจ้าของฟาร์มและผู้เลี้ยงหมูไม่ได้รับรู้เลยว่า ตัวเองกำลังเป็นส่วนหนึ่งในการแพร่ระบาดมัจจุราชแห่งยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มียารักษา                       

         ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ “ยาโคลิสติน” ที่ใช้กันทั่วไปในฟาร์มหมูหลายแห่งนั้น ไม่ได้ผ่านการรับรองจาก “อย.” หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่เป็น “ยาโคลิสตินเถื่อน” หรือยาไม่มีทะเบียน

         การสืบข้อมูลเชิงลึกพบเจ้าของฟาร์มหมูส่วนใหญ่ ถูกชักชวนจากนายทุนและเซลส์ขายยาที่คิดค้นสูตรอาหารหมูสยอง ที่นำผงยาโคลิสตินผสมในอาหารหมู  หวังผลป้องกันโรคท้องร่วงหรือโรคอื่นๆ สูตรอาหารนี้ใช้แพร่หลายทั่วไปทั้งในคอก “ลูกหมู” และ “หมูขุน”

             แต่การเข้าไปหาข้อมูลจากฟาร์มหมูไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฟาร์มส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เชื้อโรคจากบุคคลภายนอกเข้ามาแปดเปื้อนในพื้นที่เพาะเลี้ยงหมู เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้ป่วยง่ายและไวต่อการรับเชื้อโรคจากคนหรือสิ่งแวดล้อม แต่ทีมข่าว “คมชัดลึก” ไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรค พยายามขอความร่วมมือจากหลายฝ่าย จนกระทั่งเจ้าของฟาร์มรับจ้างเลี้ยงหมูในสุพรรณบุรีรายหนึ่งอนุญาตให้ทีมข่าวเข้าไปเยี่ยมชมฟาร์ม พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่ามีหมูอยู่ประมาณ 400 ตัวรับเลี้ยงหมูจากนายทุน ที่จะส่งยาให้ใช้ฉีดตั้งแต่ยังเป็นลูกหมูจนโตเป็นหมูขุน รวมถึงรวมถึงอาหารจะส่งมาให้เป็นถุงสำเร็จรูป โดยไม่รู้มาสูตรอาหารในถุงนั้นมีอะไรเป็นส่วนผสมบ้าง 

           สำหรับจังหวัดนครปฐม แหล่งฟาร์มหมูสำคัญของประเทศไทยนั้น ทีมข่าวสืบพบข้อมูลการใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดผสมในอาหารสำหรับเลี้ยงหมูเช่นกัน ทั้งในฟาร์ม “ลูกหมู” และ “หมูขุน” โดยต้นทุนค่ายาหลักหมื่นถึงแสนบาทต่อเดือน  สาเหตุที่เริ่มใช้เกิดจากกลุ่มธุรกิจขายผลิตภัณฑ์จากหมู ส่งทีมเซลล์ขายสินค้ามาติดต่อชักชวนให้เจ้าของฟาร์มเข้าไปเป็นเครือข่าย “คอนแทรคฟาร์ม  ตัวแทนบริษัทเหล่านี้จะพาเกษตรกรไปดูงานฟาร์มตัวอย่างที่อ้างว่าประสบความสำเร็จ เพื่อชักจูงให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน แล้วทางบริษัทจะรับซื้อลูกหมูทั้งหมด แต่มีเงื่อนไขต้องซื้อยา วัคซีนและอาหารจากบริษัทต้นสังกัดเท่านั้น

            เมื่อทีมข่าวนำถุงขยะใส่ขวดยาใช้แล้วจากฟาร์มลูกหมูขนาด 300 ตัวแห่งหนึ่งมาตรวจสอบรายละเอียด พบขวดยาใช้แล้วในถุงขยะจำนวนทั้งสิ้น 96 ขวด มีทั้งยาเถื่อน ยาอันตรายและยาห้ามใช้ โดยเฉพาะยาโคลิสตินผิดกฎหมาย ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญโดยได้รับความร่วมมือจากคณะเภสัช จุฬาฯ ในการวิเคราะห์ขวดยาทั้งหมด   ทำให้พบจุดน่าสนใจว่ายาเหล่านี้อยู่ในฟาร์มหมูได้อย่างไร โดยยาเถื่อนราคาถูกกว่าถึง 5 เท่า ทำให้มีการใช้อย่างแพร่หลาย

          ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญครั้งแรก ที่ยืนยันว่ามีการลักลอบใช้ยาโคลิสตินเถื่อนและปัญหาการควบคุมการกระจายของยาปฎิชีวนะ “โคลิสติน”

        การลักลอบวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ผลิตยาปลอมหรือยาเถื่อนที่ไม่มีทะเบียนเข้ามาในไทยนั้น ทำได้ 2 วิธี ได้แก่ 1.การลักลอบนำเข้ามาโดยตรงจากชายแดน  2.ใช้วิธีการนำเข้าผ่านชายแดนไทยอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ได้ส่งไปที่โรงงานผลิตยาหรืออาหารสัตว์ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แต่นำมาลักลอบขายให้เกษตรกรโดยตรงแทน

          อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี คือ 1 ผู้บริโภคอาจมีอาการ “ไตวาย” เพราะยาที่ใช้ผสมเป็นอาหารสัตว์ อาจไปตกค้างในเนื้อหรือฮอร์โมนของสัตว์ กลายเป็นพิษสะสมในตัวผู้บริโภค  2 “โคลิสติน” โคลิสตินมีคุณสมบัติพิเศษสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกายได้หลายส่วน เช่น ปาก ลำไส้ ผิวหนัง และแบคทีเรียสามารถพัฒนาตัวเองให้ดื้อยาโคลิสติน อาจถ่ายทอดยีนดื้อยาไปให้แบคทีเรียตัวอื่นในร่างกายมนุษย์ด้วย

           นอกจากการลงพื้นที่แล้ว ทีมคมชัดลึกสืบค้นจากเอกสารงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยืนยันกาพบเชื้อดื้อยามรณะเอ็มซีอาร์วันในประเทศไทย จนพบงานวิจัยเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนทั้งของไทยและต่างประเทศ ว่ามีผู้ป่วยคนไทยติดเชื้อเอ็มซีอาร์-วัน แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นจังหวัดนครปฐม แหล่งเลี้ยงหมูสำคัญของไทยหลังสุ่มตรวจ 4 ฟาร์มเจอเชื้อตัวนี้ 2 ฟาร์ม หมายถึงร้อยละ 50

           เมื่อเชื้อรายตัวนี้อยู่ในฟาร์มหมู คนเลี้ยงหมูมีโอกาสไปสัมผัสจนติดเชื้อเข้าร่างกายด้วย หากคนเลี้ยงหมูรายนี้เกิดอาการป่วยด้วยโรคบางชนิดที่จำเป็นต้องใช้ยาต้านปฏิชีวนะโคลิสตินก็จะใช้รักษาไม่ได้ผล เพราะร่างกายรับเชื้อดื้อยาโคลิสตินเข้ามาในร่างกายแล้ว กลายเป็นคนไข้ดื้อยาโคลิสตินทั้งที่ไม่เคยรักษาด้วยยาชนิดนี้มาก่อน

              ทีมข่าวคมชัดลึกสัมภาษณ์เปิดใจเจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับรายหนึ่ง ที่ยอมรับว่าใช้ยาโคลิสตินผสมในอาหารให้หมูกินมายาวนาน จนเชื่อว่าอาการป่วยปริศนาของตัวเองเกิดจากการสัมผัสยาตัวนี้ต่อเนื่องหลายปี หลังจากเลิกใช้อาการป่วยก็หายไป

               ในอีกด้านหนึ่ง คมชัดลึกรายงานทางออกของปัญหาข้างต้นด้วย หากเกษตรกรไม่ต้องการใช้ยาโคลิสตินอีกต่อไป โดยใช้วิธีทำฟาร์มปลอดสารพิษหรือใช้วิธีการเลี้ยงแบบปลอดยา ฯลฯ ด้วยการรายงานข่าวตัวอย่างฟาร์มหมูที่ประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างให้ศึกษาต่อยอด          

                หลังจากรายงานข่าวเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง  อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงนามคำสั่งควบคุมการใช้ยาโคลิสตินอย่างจริงจัง พร้อมบทลงโทษ  นอกจากนี้หน่วยงานรัฐ เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายแพทย์และเภสัชรวมถึงนักวิจัยได้ร่วมกันคิดค้นและวางแผนการทำงาน เพื่อร่วมมือกันสกัด มหันตภัย “ยีนดื้อยา” สายพันธุ์ใหม่จากฟาร์หมูไทย โดยเฉพาะการศึกษาค้นคว้าเฝ้าระวังเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาอันตรายจากฟาร์มหมู ว่าจะแพร่ระบาดสู่คนได้ทางใดบ้างทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ผ่านน้ำทิ้งจากฟาร์หมูหรือสิ่งปฏิกูลไปสู่พื้นที่รอบ ๆ ฟาร์มหมู เช่น แหล่งดิน แหล่งน้ำ พืชสัตว์เลี้ยง สัตว์ปีก แมลงวัน ฯลฯ

          ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2543 และในปี 2552 มูลค่าการผลิตและนำเข้า "ยาปฏิชีวนะ” หรือ ยาต้านจุลชีพ ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท เปรียบเทียบเป็นมูลค่ามากกว่าการผลิตและนำเข้ายาสำคัญจากโรคอื่น เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดมูลค่า 9,200 ล้านบาท ยาระบบประสาทส่วนกลาง 9,000 ล้านบาท และยารักษามะเร็ง 7,900 ล้านบาท

           หากเปรียบเทียบกับสถิติระดับนานาชาติของเว็บไซต์ amr-review.org พบว่า ในแต่ละปีมีคนไข้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาทั่วโลกปีละ 7 แสนคน คาดว่าอีก 30 ปีข้างหน้า หรือภายในปี ค.ศ.2050 ผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจพุ่งไปถึงชั่วโมงละ 1,000 คน หรือปีละ 10 ล้านคน เอาชนะตัวเลขผู้ป่วยมะเร็ง ที่เสียชีวิตปีละ 8 ล้านคน เฉพาะในเอเชียปี ค.ศ. 2050 อาจสูงถึง 4.7 ล้านคน !?!

            หากเชื้อดื้อยาโคลิสตินตัวใหม่ “เอ็มซีอาร์-วัน” แพร่ระบาด ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทีมข่าวคมชัดลึกจึงตั้งใจเกาะติดและยังนำเสนอรายงานข่าวนี้อย่างต่อเนื่อง 

       เพื่อให้คนไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตื่นตัว และตระหนักรู้เท่าทันการใช้ยาอันตรายในฟาร์มหมู โดยเฉพาะธุรกิจยาสัตว์เถื่อน และเพิ่มความระมัดระวังปัญหาเชื้อดื้อยาจากสัตว์สู่มนุษย์

 

 

กองบรรณาธิการ คมชัดลึก

 6 มีนาคม 2561

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน