• usakanay
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-10-04
  • จำนวนเรื่อง : 191
  • จำนวนผู้ชม : 119203
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
มีเรื่องมาเล่า มีข่าวมาบอก
สัพเพเหระ จิปาถะเรื่องราว เอามาบอกกล่าว เล่าขานสู่กัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/usakanay
วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน 2561
Posted by usakanay , ผู้อ่าน : 893 , 20:43:15 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน TheSuphan โหวตเรื่องนี้

พระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์เสด็จไปฝรั่งเศสกับออกพระวิสูตรสุนทร จริงหรือ

อนุสนธิจากละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ทำให้มีเรื่องมาเล่าสองเรื่องเข้าไปแล้ว ครั้งนี้ขอเล่าถึงนิยายภาพเรื่อง       “ Poum Tiya et le Roi-Soleil”(๑) ซึ่งเขียนโดยคุณ Béatrix Saule(๒) อดีตผู้อำนวยการหญิงพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ณ พระราชวังแวร์ซายส์และตริอานง และวาดภาพประกอบโดย Emmanuel Guibert  เป็นเรื่องเล่าจากความบันดาลใจในการต้อนรับคณะราชทูตสยาม ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ในปีพ.ศ.๒๒๒๙ ผ่านตัวละครสมมติคือ เจ้าชายภูมิทิยา (Poum Tiya) et หลุยส์-มารีส์ เดอ ฟาเวรอลส์(Louis-Maris de Faverolles)เด็กชายฝรั่งเศส ซึ่งผู้เขียนได้สอดแทรกเข้าไปในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ครั้งนั้น  คุณ Béatrix Saule เขียนเรื่องเล่านี้ไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๘ ได้จัดทำเป็นหนังสือออนไลน์ในเว็บทางการของพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านหรือดูภาพฉบับสมบูรณ์ได้ตามลิงก์(๓)ที่แนบท้าย ส่วนที่จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มนั้นสามารถหาซื้อได้จาก Amazone.com แต่คงเหลืออยู่จำนวนไม่มากเพราะจัดพิมพ์มานานมากแล้ว

คุณ Béatrix Saule ผู้เขียนเรื่องนี้เหมือนคุณลอมแพงผู้เขียนเรื่องบุพเพสันนิวาส (แต่น่าจะกลับกันมากกว่า) ตรงที่เธอเรียนจบมาทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เหมือนคุณลอมแพงแต่เธอมีอายุมากกว่าและจบมาก่อน อีกอย่างหนึ่งคือเธอได้แทรกตัวละครเข้าไปในคณะราชทูตสยามเพื่อให้เป็นตัวเดินเรื่องระหว่างพิธีเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ เหมือนที่คุณลอมแพงแทรกแม่การะเกดเข้าไปในประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่ผลงานการเขียนเรื่องนี้ของเธอเกิดขึ้นก่อนเรื่องบุพเพสันนิวาสของคุณลอมแพง

ขอเล่าเรื่องโดยสรุปเป็นตอนๆตามภาพ ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับตัวละครสำคัญกันก่อน  คนแรกคือ Poum Tiya ผมให้ชื่อไทยๆว่า ภูมิทิยา ซึ่งมีความหมายว่า ผู้เป็นเลิศในแผ่นดิน เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ เจ้าชายน้อยซึ่งมีพระชันษาเพียง๑๐ พรรษา ได้ติดตามคณะราชทูตซึ่งสมเด็จพระบิดาโปรดเกล้าให้ไปเจริญพระราชไมตรีกับฝรั่งเศสในปีพ.ศ.๒๒๒๙  คนที่สองคือ หลุยส์-มารีส์ เดอ ฟาเวรอลส์ มหาดเล็กวัยเยาว์ของพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ (น่าจะเปรียบได้กับ มหาดเล็กไล่กา สมัยร.๕ของไทย…usakanay) ซึ่งเป็นคนนำพาเจ้าชายน้อยชาวสยามค้นพบความอลังการของพระราชวังแวร์ซายส์  ทั้งสองเป็นตัวละครสมมติซึ่งผู้เขียนเรื่องสอดแทรกเข้าไปในเหตุการณ์จริงครั้งกระนั้น  Le Roi-Soleil เป็นพระราชสมัญญานามของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔

เจ้าชายภูมิทิยา พระชันษา ๑๐พรรษา ทรงมีความอยากรู้เหตุบ้านการเมืองในขณะนั้น  พระองค์ทรงทราบว่าสมเด็จพระราชบิดาทรงกลัดกลุ้มพระทัยเรื่องพวกวิลันดาที่เข้ามาในพระราชอาณาจักร ทรงซักถามทางแก้จากพระราชมารดาแต่ก็หาได้คำตอบไม่ พวกข้าราชบริพารก็ปิดปากเงียบ  จนพระองค์ต้องซักถามพระสหาย  ออกขุนศรีวิสารวาจา (หรือหมื่นสุนทรเทวา หรือพี่เดชของแม่การะเกดในเรื่องบุบเพสันนิวาส) ซึ่งก็ได้คำอธิบายว่าสยามต้องพึ่งท้าวต่างแดนผู้ยิ่งใหญ่เช่น จักรพรรดิจีน หรือพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ของฝรั่งเศสเพื่อคานอำนาจพวกวิลันดา ต่อมาพระองค์แอบเสด็จออกจากวังไปพบกับพวกบาทหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามากับราชทูตเดอ โชมองต์ เพื่อขอให้สอนภาษาฝรั่งเศสให้ พวกบาทหลวงตกลงโดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าพระองค์ต้องสอนภาษาไทยเป็นการแลกเปลี่ยน ต่อมาเมื่อคณะของมองซิเออร์ เดอ โชมองต์จะเดินทางกลับฝรั่งเศส สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงแต่งคณะราชทูตเดินทางไปพร้อมกัน (เป็นครั้งที่สาม ครั้งแรกไปเรือแตกที่นอกฝั่งมาดากัสการ์ ครั้งที่สองไปตามหาคณะแรกไปถึงฝรั่งเศสแต่ไม่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ ครั้งนี้มีออกพระวิสูตรสุนทร(โกษาปาน)เป็นราชทูตหัวหน้าคณะ มีออกหลวงกัลยาณราชไมตรี เป็นอุปทูต และขุนศรีวิสารวาจาเป็นตรีทูต....usakanay)  

ก่อนกำหนดวันเดินทางหนึ่งวันสมเด็จพระนารายณ์ทรงกำชับคณะราชทูตเรื่องงานราชการต่างๆและเรื่องให้นำสินค้าบางชนิดกลับมาด้วย เช่น กระจก๕๓๒บานสำหรับตกแต่งพระราชวังที่กรุงศรีอยุธยาและที่ละโว้ มาลาห้าสิบสี่ใบ แก้วเจียรนัย ๔๓๐๒ชิ้นสำหรับทำเครื่องประดับช้างพัง๑๒๕๗ชิ้น ช้างพลาย๗๒๒ ชิ้น นอกจากนั้นก็มีอาวุธ กล้องดูดาว ผ้าปูโต๊ะ ผ้าถัก อีกจำนวนหนึ่ง (เชื่อว่าผู้เขียนได้นำข้อมูลเหล่านี้มาจากการบันทึกของทางราชสำนักฝรั่งเศสซึ่งได้จัดทำไว้ตั้งแต่สมัยนั้น คงไม่ได้เขียนขึ้นมาลอยๆ...usakanay) 

เรือรบฝรั่งเศสสองลำออกจากสยาม เมื่อวันที่๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘  ...วันเดียวกันนี้ ณ พระราชวังแวร์ซายส์  หลุยส์-มารีส์ เดอ ฟาเวรอลส์กำลังถูกโบยโดยผู้ปกครอง  เหตุเพราะชวนเพื่อนๆมหาดเล็กประจำห้องบรรทมเล่นซ่อนหากันบนหลังคาพระราชวัง ซึ่งอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม และทำให้นายMaritnot ช่างนาฬิกานิ้วเกือบขาดเพราะไปตีระฆังบอกเวลาขณะเขากำลังซ่อมลานนาฬิกาอยู่

เรือรบ L’Oiseau และเรือฟรีเกต La Maligne  ซึ่งนำคณะของมองซิเออร์ เดอ โชมองต์กลับฝรั่งเศส(คณะราชทูตไทยเดินทางมาด้วย) ใช้เวลารอนแรมในทะเลยาวนานถึงหกเดือนโดยไม่เจอพายุเลย จนเข้ากลางเดือนมิถุนายนพ.ศ.๒๒๒๙ จึงถึงอ่าวหน้าเมืองเบรสต์  เมื่อเรือมาถึง ทางฝรั่งเศสยิงปืนใหญ่เรือและปืนใหญ่บนบกต้อนรับ ๖๐๐ นัด เจ้าชายภูมิทิยาทอดพระเนตรเห็นเรือในอ่าวมากมาย ทรงนับได้ถึงหกสิบลำก็นับต่อไม่ไหว ขณะเทียบท่าพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเรือของกองทัพเรือหลวงฝรั่งเศส(La Marine Royale)หลายลำ ล้วนเป็นเรือรบขนาดใหญ่ทั้งสิ้น เช่น Le Soleil royal , La Couronne , La Reine

 เมื่อขึ้นบกแล้วการเดินทางเข้ากรุงปารีสช่วงแรกใช้แคร่นอนคานหาม ออกหลวงกัลยาณราชไมตรี ถึงกับให้ความเห็นว่าเหมือนเสลี่ยง ออกหลวงกัลยาณราชไมตรีผู้นี้มีอายุมากแล้วเคยเป็นทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับจีน คนฝรั่งเศสเรียกทูตท่านนี้ว่า “คนจีน” (le Chinois) (อาจจะเป็นด้วยรูปร่างหน้าตาเหมือนคนจีน…usakanay)  การเดินทางช่วงต่อไปใช้รถม้า เจ้าชายภูมิทิยาทรงเสด็จไปบนรถม้าคันเดียวกับออกพระวิสูตรสุนทร และ “คนจีน” โดยประทับนั่งต่ำกว่าพระราชสาส์น พระราชสาส์นนี้จารึกบนแผ่นทองคำบรรจุอยู่ในกระบอกสามชั้น ชั้นแรกทำด้วยทอง ชั้นสองเงิน ชั้นสามไม้ขัดเงา คลุมด้วยผ้าไหมเงินและดอกไม้สดซึ่งต้องเปลี่ยนทุกวัน

ณ ที่พักระหว่างทางแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจัดให้ท่านราชทูตนอนในห้องชั้นล่าง แต่ท่านไม่ยอม ท่านต้องการนอนบนห้องชั้นบนสุดซึ่งเป็นห้องใต้หลังคา ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดให้คนติดตามและคนรับใช้ (ปกติห้องใต้หลังคาใช้เป็นห้องเก็บของหรือให้คนที่มีฐานะต่ำกว่าพักอาศัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มาก...usakanay) ท่านบอกว่าตามธรรมเนียมไทยนายจะนอนต่ำกว่าบ่าวไม่ได้ และอีกประการหนึ่งท่านจะต้องอยู่ในห้องที่ประดิษฐานพระราชสาส์น ซึ่งเป็นของสูง ดังนั้นท่านจะต้องนอนในห้องใต้หลังคา  เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจำต้องยอม

ในที่สุดการเดินทางก็มาถึงกรุงปารีส เจ้าชายภูมิทิยาทรงตื่นเต้นที่ได้ทอดพระเนตรเห็นตึกรามบ้านช่องที่สูงตระหง่านและมีผู้คนมากมาย  “คนจีน” (ออกหลวงกัลยาณราชไมตรี) อุทานในทำนองเปรียบเทียบกับที่เคยเห็นในเมืองจีน

ณ ที่พำนักของคณะราชทูต บ้านเลขที่ ๑๐ ถนนทูร์นอง(Rue de Tournon) เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสคนหนึ่งเข้ามาพบคณะราชทูตโดยมีเด็กชายตามมาด้วยหนึ่ง เด็กคนนี้ใส่เสื้อแขนยาวสีแดงที่ปลายแขนเป็นแถบสีน้ำเงิน เมื่อเปิดหมวกแสดงความเคารพแล้วชายผู้นี้ได้เรียนกับคณะว่า พระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ จะให้เข้าเฝ้า ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ในวันที่๑กันยายน  เสร็จแล้วหันมาทางเจ้าชายภูมิทิยาทำความเคารพและกล่าวต่อไปว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงทราบว่าพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามเสด็จมาในคณะด้วย จึงโปรดให้เข้าเฝ้าในวันเดียวกัน  ระหว่างนั้นเด็กชายซึ่งอยู่ด้านหลังทำท่าเลียนแบบตลอดเวลาจนเจ้าชายภูมิทิยาทรงกลั้นพระสรวลไว้ไม่ไหว

เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าชายภูมิทิยา ทรงดีพระทัยมากแต่อดตื่นเต้นไม่ได้ ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ พระองค์ทรงตื่นบรรทมแต่ย่ำรุ่ง พอประทับรถม้าที่นั่งได้ก็ทรงบรรทมหลับมาตลอดทาง

เจ้าชายทรงสดุ้งตื่นเมื่อมาถึง จากประตูพระราชวังทอดพระเนตรเห็นอาคารเรียงเป็นแนวอยู่ข้างหน้า ใหญ่โตราวกับเมืองทั้งเมือง  “คนจีน” ไม่วายอุทานว่าช่างใหญ่โตเหมือนที่เคยเห็นในเมืองจีนเลย

พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสตกแต่งปราสาทราชวังด้วยสีแดง สีน้ำเงินและสีทอง หลังคามุงด้วยกระเบื้องหินชนวนขอบทอง ผนังก่อด้วยอิฐ ช่างเหมือนกับสีเสื้อผ้าที่ข้าราชสำนักของพระองค์สวมใส่จริงๆ เจ้าชายน้อยชาวสยามทรงคิดเช่นนั้น

รถม้านำคณะราชทูตผ่านประตูรั้วถึงสองชั้น ก่อนจะมาหยุดที่หน้าห้องพักคอยที่จัดไว้รับรองคณะทูตานุทูต เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบอกว่าเมื่อทุกอย่างพร้อมจะมาเรียนเชิญ

ท่านราชทูต เจ้าชายและคณะผู้ติดตามอีกแปดคนถูกจ้องมองผ่านทางหน้าต่างจากผู้สอดรู้สอดเห็นอย่างไม่เกรงใจ  ขณะกำลังล้างหน้าล้างตัวก่อนเข้าเฝ้า  นี่กระมังถึงกล่าวว่าชาวสยามเป็นคนรักความสะอาด อาบน้ำวันละกว่าหนึ่งครั้ง

คณะราชทูตใส่เสื้อคอปิดมีเพชรประดับสองเม็ด  สวมเสื้อคลุมตัดเย็บด้วยผ้าไหมทับอีกชั้นหนึ่ง รัดเอวด้วยผ้าคาดแทนเข็มขัด สวมรองเท้าหนังหุ้มส้น ท่านราชทูตและเจ้าชายสวมหมวกผ้าที่ขอบหมวกคาดด้วยเครื่องประดับรูปดอกไม้ทองคำซึ่งบอบบางมากจนสั่นไหวยามเดิน ระหว่างการรอนแรมในทะเลหมวกเหล่านี้ชำรุดเสียหาย เมื่อมาถึงกรุงปารีสคณะราชทูตได้ให้ช่างทองซ่อมแซม ช่างถึงกับออกปากว่าหมวกเบาเกินไป ท่านราชทูตโต้กลับเสียงเขียวว่าถ้าหนักมากนักมันก็เหมาะสำหรับใส่บนหัวสัตว์ไม่ใช่บนหัวคน

ถึงตอนนี้เจ้าชายอยากเสวยชอกโกแลตและขนมปังชิ้นเล็กๆที่มีคนนำมาถวาย แต่ออกขุนศรีวิสารวาจาห้ามไว้ก่อน เกรงว่าจะทำให้ฉลองพระองค์สกปรก  เจ้าชายถึงกับพระพักตร์งอทรงหลบไปประทับใกล้หน้าต่าง มีเสียงดังเหมือนใครเคาะแผ่นกระเบื้อง เจ้าชายทรงหันไปมองก็จำได้ว่าเป็นเด็กมหาดเล็กเสื้อแดงคนนั้นนั่นเอง  สักครู่เดียวพระองค์ก็ทรงลงไปอยู่ในลานcour des Princes แล้วทั้งคู่ก็พากันออกไปนอกปราสาท

                                   

เด็กทั้งสองต่างแนะนำตัวกันและกัน  แล้วพากันเข้าไปในอาคารซึ่งมีพ่อครัว คนทำขนม ช่างทำดอกไม้ และอื่นๆขวักไขว่ไปหมด อาคารนี้เรียกกันว่าGrand Commun เป็นสถานที่ที่ข้าราชบริพารของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสกินอยู่หลับนอน มีโต๊ะอาหารสำหรับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมากินอาหาร ชั้นบนมีห้องมากมายถึง๖๐๐ห้อง  ขณะนั้นกลิ่นอาหารคาวหวานลอยอบอวลไปทั่ว เผอิญมีเด็กรับใช้ในครัวถือถาดผ่านมาพอดี หลุยส์-มารีส์ เข้าไปหยิบขนมชั้นฝรั่งสองชิ้นสำหรับเจ้าชายสยามและตัวเองคนละชิ้น เด็กรับใช้ทัดทานอย่างไรก็ไร้ผล

หลุยส์-มารีส์ชวนเจ้าชายภูมิทิยาเล่นซ่อนหา เขาพาพระองค์เข้าไปในสวนของพระราชวัง ในสวนมีแปลงต้นไม้ทำเป็นเขาวงกต เจ้าชายภูมิทิยาทรงคิดถึงเรื่องเล่าของ ออกหลวงกัลยาณราชไมตรีหรือ “คนจีน”  เรื่องเขาวงกตของเมืองจีน คงสวยงามและร่มรื่นด้วยไม้นานาพันธ์ไม่แพ้กัน

ทั้งคู่วิ่งเข้าออกไปตามทางที่ตัดและหักเลี้ยวไปมา ทางตัดแต่ละแห่งมีน้ำพุหนึ่งจุด ในเขาวงกตมีน้ำพุรวม๓๙จุด  น้ำพุแต่ละจุดมีชื่อตามนิทานอีสป เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ทันใดนั้น หลุยส์-มารีส์ รู้สึกว่าเจ้าชายภูมิทิยาหายไป หายไปตรงไหนหนอ ตรงอีกากับหมาจิ้งจอก หรือตรง กระต่ายกับเต่า เขาจำไม่ได้  รีบวิ่งย้อนไปดูพร้อมตะโกนเรียกสุดเสียง แต่ไร้ผล เขาพลัดหลงกับเจ้าชายเสียแล้ว ก็เขาวงกตทำไว้ให้คนหากันไม่เจอนี่นา เขาไม่น่าพาเจ้าชายมาเลย ป่านนี้ไม่กลัวแย่แล้วหรือ เขาคิดไปถึงผู้ปกครองนี่ถ้ารู้เข้าคงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง .... อีกด้านหนึ่งคณะราชทูตอยู่ระหว่างการรอคอย  ออกขุนศรีวิสารวาจามีอาการกระสับกระส่ายเมื่อรู้ว่าเจ้าชายยังไม่เสด็จกลับ  จึงส่งคนรับใช้ออกไปตาม

กลับมาที่เขาวงกต เจ้าชายภูมิทิยาทรงประทับนั่งขัดสมาธิรออยู่ตรงทางออก อย่างผู้ชนะ

เมื่อหลุยส์-มารีส์กับเจ้าชายพบกันแล้ว ทั้งคู่ก็พากันมาที่สระน้ำ Grand Canal (๔)  หลุยส์-มารีส์ อ้างพระราชโองการพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ให้คนแจวเรือกอนโดล่าลำหนึ่งพาไปที่La Ménagerie (๕) แต่เจ้าคนพายเรือไม่ยอม ทั้งคู่จึงไปพบเรือเอก Consolin หัวหน้าหน่วยเรือกอนโดล่า คราวนี้อ้างว่าเจ้าชายสยามต้องการไปดูบรรดาสัตว์ป่าที่ La Ménagerie    ได้ผล

แค่สิบนาทีเด็กทั้งสองก็มาถึง La Ménagerie  เจ้าชายภูมิทิยาทอดพระเนตรเห็นอาคารแล้วทรงเปรียบเหมือนกล่องใส่ใบชาขนาดใหญ่ หลุยส์-มารีส์ พาขึ้นไปที่เฉลียงชั้นบนของอาคารเพื่อทอดพระเนตรสัตว์ป่ามี เสือ สิงโต ช้าง ลิง ซึ่งถูกขังอยู่กรงด้านล่างโดยรอบอาคาร เจ้าชายน้อยประหลาดใจที่มีช้างแค่เชือกเดียว และพวกลิงไม่ได้อยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติแต่ถูกขังอยู่ในกรงช่างไม่เหมือนกับในสยาม  บริเวณใกล้เคียงมีสระน้ำสำหรับเลี้ยงปลาไว้เป็นอาหารของนกและสัตว์ปีกอื่นๆ พวกนี้อยู่อีกด้านหนึ่งของอาคาร

เจ้าชายภูมิทิยาไม่ทรงสนพระทัยพวกสัตว์ป่า แต่พระองค์ต้องการทอดพระเนตรสัตว์เลี้ยงธรรมดาๆ พวกลา วัว ไก่ หงส์ แพะ แกะ ซึ่งเลี้ยงอยู่ในคอก นี่ทำให้หลุยส์-มารีส์ แปลกใจมาก

la Ménagerie มีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ข้างใต้อาคาร หลุยส์-มารีส์ ชวนเจ้าชายภูมิทิยาลงไปในถ้ำ เขาถือคบเพลิงลงไปด้วย ในถ้ำมีท่อน้ำเจาะรูฝังอยู่ในดินตามทางเดิน เมื่อเจ้าชายเดินผ่านหลุยส์-มารีส์แอบเปิดก๊อกให้น้ำพุ่งออกมา  ทำให้เจ้าชายเปียกปอน ทรงสนุกสนานและทรงร้องขอให้เปิดน้ำอีก

เมื่อออกจากถ้ำแล้ว หลุยส์-มารีส์ถึงกับตกใจเมื่อเห็นพระมาลาผ้ามัสลินของเจ้าชายภูมิทิยาเปียกน้ำจนชุ่มห้อยล่องแล่ง

..เวลาเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่พิธีการเข้ามาเรียนคณะราชทูตว่าพิธีกำลังจะเริ่มแล้ว  และเมื่อรู้ว่าเจ้าชายภูมิทิยาไม่ได้ประทับอยู่ ณ ที่นั้น เขาบอกเพียงว่าพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสคงรอไม่ได้

ขบวนอัญเชิญพระราชสาส์นทองคำ ประกอบด้วยพลกลอง๓๖ พลแตร๒๔ เคลื่อนขบวนผ่านลานตรงมาที่บันไดทางเข้าของทูตานุทูต(grand escalier)ซึ่งนำไปสู่ท้องพระโรงใหญ่(Grand Appartement)สถานที่ซึ่งกษัตริย์ทรงออกรับคณะทูตานุทูต

ระหว่างอยู่ในเรือกอนโดล่าซึ่งพากลับ เสียงแตรและกลองดังแว่วมา หลุยส์-มารีส์และเจ้าชายภูมิทิยาต่างนิ่งเงียบแต่กระวนกระวายใจอยากให้ถึงไวๆ ที่ท่าเทียบเรือมีคนรับใช้สยามและมีทหารปืนยาวฝรั่งเศสคนหนึ่งยืนม้ารออยู่แล้ว  ทหารฝรั่งเศสนายนั้นไม่รอช้าคว้าตัวเจ้าชายภูมิทิยาขึ้นนั่งด้านหน้าแล้วบอกให้หลุยส์-มารีส์ กระโดดขึ้นนั่งท้ายม้า

เขาบังคับม้าให้วิ่งควบผ่านสนามหญ้าของพระราชวัง (tapis vert หรือAllée royale) ผ่านแปลงดอกไม้ลาตูน(parterre Latone) ผ่านแปลงน้ำ(parterres d’eau) พุ่งเข้าประตูจนมาถึงลานพระราชวัง  ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คณะราชทูตกำลังก้าวขึ้นบันไดทางเข้าของทูตานุทูต (grand escalier)

ช้าไปเสียแล้ว ทหารยามรักษาวังไม่สามารถแหวกฝูงชนที่อยากรู้อยากเห็นได้ เจ้าชายภูมิทิยาช่วยหลุยส์-มารีส์ตะโกนขอทางทั้งน้ำพระเนตร แต่ไร้ผล สภาพของเจ้าชายดูไม่สมฐานะ ฉลองพระองค์สกปรกด้วยขี้ฝุ่น พระมาลายับยู่ยี่เหมือนหมวกช่างไม้  หลุยส์-มารีส์ ปลอบพระทัยเจ้าชายแล้วพาอ้อมฝูงชนไปอีกด้านหนึ่ง

หลุยส์-มารีส์นำเจ้าชายภูมิทิยามาที่ลานด้านหนึ่ง พาขึ้นบันไดหินอ่อนescalier de Marble (๖) เข้าไปในพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน(appartement du Roi) พระตำหนักค่อนข้างว่างเปล่า ห้องแรกมีทหารยามอยู่สองสามคน ในห้องรับแขกปกติเคยมีคนพลุกพล่านกลับไม่มีคนเลย หลุยส์-มารีส์เล่าให้เจ้าชายฟังว่าพระเจ้าแผ่นดินเสวยที่ห้อง l’antichambre de Grand Couvert ต่อหน้าข้าราชบริพาร ยังความแปลกใจให้กับเจ้าชายอย่างยิ่ง

ขณะนั้นคณะราชทูตเข้ามาถึงโถงsalon de la Guerre ซึ่งเป็นโถงสุดท้ายของท้องพระโรงใหญ่(Grand Appartement du Roi)แต่เป็นโถงแรกของห้องกระจก(Gallerie des Glaces) เจ้าหน้าที่เพิ่งรื้อนั่งร้านสำหรับทาสีออกเมื่อวันก่อนและจะประกอบใหม่ในวันรุ่งขึ้น กลิ่นสีคละคลุ้งทั่วบริเวณ

เครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนารายณ์อยู่ที่นี่เอง มีแจกันทอง ถ้วยหยกทรงสูง ตู้และฉากบังตาจากญี่ปุ่น เครื่องลายครามจากจีน เหรียญทองคำกว่าสองหมื่นเหรียญ

ถึงตอนนี้ท่านราชทูตมีท่าทีพอใจ ความขุ่นเคืองเจ้าชายภูมิทิยาซึ่งหายไปค่อยคลายลงบ้าง

เมื่อเดินเข้ามาในห้องกระจกซึ่งมีเพดานโค้ง คณะชาวสยามต่างตื่นตะลึงกับความสวยงามของห้อง ตามทางเดินมีผู้คนมาเฝ้าดูอย่างหนาแน่น สุดปลายทางสูงขึ้นไปองค์เทวา....สุริยราชัน ประทับเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า

ออกหลวงกัลยาณราชไมตรี “คนจีน” ถึงกับอึ้งรำพึงอยู่ในใจ  ช่างยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้ากรุงจีนเสียอีก

พระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ ประทับบนบัลลังก์สีเงินขนาดใหญ่ บนยกพื้นเหนือบันได๙ขั้น ฉลองพระองค์ประดับด้วยอัญมณีพวกเพชร มรกตและทับทิม พระราชวงศานุวงศ์ซึ่งแวดล้อมพระองค์อยู่นั้นก็ทรงเครื่องประดับ อัญมณีเช่นเดียวกัน

ไม่ไกลนัก หลุยส์-มารีส์และเจ้าชายภูมิทิยา เล็ดรอดเข้าไปในห้องหนึ่ง ห้องนี้มีตู้เก็บของเรียงไปตามผนัง เมื่อเปิดดูก็ทำให้เจ้าชายประหลาดใจ เพราะมีวิกเกศาของพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ จัดเรียงบนชั้นอย่างเป็นระเบียบ หลุยส์-มารีส์เล่าว่าพระเจ้าหลุยส์ทรงสวมวิกตั้งแต่ตื่นบรรทม วันหนึ่งๆทรงเปลี่ยนวิกถึง๕ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ เมื่อเจ้าชายทรงอยากสวมวิกบ้าง หลุยส์-มารีส์ไม่ขัดข้อง เขาถือโอกาสนี้ใช้แปรงปัดฝุ่นที่ฉลองพระองค์ของเจ้าชาย ใช้แป้งฝุ่นกลบรอยสกปรกที่ฉลองพระบาท และทำให้พระมาลาที่เปียกน้ำคืนทรงด้วยการสวมลงไปบนที่แขวนวิก แค่นี้เจ้าชายก็กลับสง่างามสมฐานะดังเดิมแล้ว

เขาค่อยๆแง้มประตูห้องที่แสนหนัก

...ตอนนี้ทั้งคู่เข้ามาอยู่ในห้องกระจกแล้ว

เจ้าชายภูมิทิยาทรงแหวกแถวข้าราชบริพารที่ออกันหนาถึงเจ็ดชั้นเข้าไปอยู่ในขบวนของคณะราชทูตจนได้ เมื่อมาถึงหน้าที่ประทับ ท่านราชทูตเดินขึ้นบันไดเพื่อถวายพระราชสาส์นทองคำแด่พระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ เจ้าชายภูมิทิยาทรงก้าวตามขึ้นไปด้วยอาการพระชงฆ์สั่น

พระเจ้าหลุยส์ประทับยืนรับพระราชสาส์น แล้วทรงหันมาทางเจ้าชายภูมิทิยา ตรัสว่าทรงทราบว่าเจ้าชายพูดภาษาฝรั่งเศสได้ จึงทรงขอร้องให้เจ้าชายถวายรายงานเรื่องพระสุขภาพของพระราชบิดาและพระราชมารดา เจ้าชายไม่รู้ว่าจะทรงกราบทูลอย่างไรดี เนื่องจากพระองค์จากพระราชบิดามารดามานานเกือบหนึ่งปีแล้ว ทรงก้มพระพักตร์ต่ำ น้ำพระเนตรไหล กษัตริย์ฝรั่งเศสทรงแย้มพระสรวลแล้วทรงปลอบ ก่อนตรัสต่อว่าถ้าเจ้าชายเข้ามาในพระราชวังคราวหน้าพระองค์จะทรงพาไปชมสวน  และทรงรับรองว่าจะไม่ทำให้เปียกน้ำอีก ตรัสแล้วทรงหันไปทางหลุยส์-มารีส์ เดอ ฟาเวรอลส์ ซึ่งหน้าแดงเหมือนสีเสื้อ

พระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ทรงทราบเรื่องโดยตลอด

วันรุ่งขึ้นผู้ปกครองเด็กมหาดเล็ก เรียกหลุยส์-มารีส์เข้าไปพบแล้วบอกว่าพระเจ้าแผ่นดินให้ลงโทษเขาฐานประพฤติตัวไม่เรียบร้อย ให้ทำโทษจนกว่าคณะราชทูตสยามสิ้นสุดการพำนักที่นี่ หลุยส์-มารีส์ได้ยินถึงกับทอดสายตาต่ำกัดฟัน ผู้ปกครองกล่าวต่อว่าเขาจะต้องเป็นสุภาพบุรุษเกียรติยศประจำเจ้าชายสยามและติดตามพระองค์ท่านไปทุกแห่ง

หลุยส์-มารีส์กระโดดผึงด้วยความดีใจ

 

เรื่องเล่านี้ ผู้เขียนคือ Béatrix Saule น่าจะนำข้อมูลมาจากจดหมายเหตุหรือบันทึกของ มองซิเออร์เดอลาลูแบร์ มองซิเออร์เดอ โชมองต์ บาทหลวงกีย์ตาชาร์ด บาทหลวงเดอชัวซีร์ และชาวฝรั่งเศสคนอื่นๆที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์  ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งน่าจะนำมาจากประวัติของพระราชวังแวร์ซายส์ที่คนฝรั่งเศสได้บันทึกไว้ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเรื่อยมา และด้วยวิชาความรู้จากการศึกษา  ด้วยหน้าที่การงาน ของผู้เขียนทำให้มีข้อมูลในรายละเอียดมานำเสนอได้อย่างสมบูรณ์

ผู้เขียนเรื่องคุณ Béatrix Saule

ลิงก์ที่แนบท้าย เป็นเรื่องเล่าพร้อมภาพประกอบฉบับสมบูรณ์ เปิดให้เข้าไปอ่านได้ มีเสียงประกอบ(เสียงรถม้า) มีลิงก์อธิบายความหมายของศัพท์  ลิงก์ขยายความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเล่านี้น่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว (พระราชวังแวร์ซายส์) และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ฝรั่งเศสและ เป็นแบบเรียน(ภาษาและประวัติศาสตร์)สำหรับเด็กเล็กด้วยก็ได้

 ...usakanay

 

เครดิต เรื่องและภาพ จากเว็บ www.chateauversailles.fr

เชิงอรรถ :

(๑) ชื่อหนังสือซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ.๒๕๓๘ โดยสำนักพิมพ์อาร์ตลีส์(Artlys)  การจัดนำลงบนเว็บเป็นไปตามข้อตกลงระหว่าง ผู้เขียน ผู้วาดภาพ และองค์กรร่วมพระราชวัง-พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (la Réunion des Musées Nationaux - Grands Palais.) หนังสือได้รับรางวัล Saint-Exupéry-Valeurs Jeunesse 1995

(๒) Béatrix Saule ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้เกิดเมื่อ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๓ ที่จังหวัด Val-de-Marne เป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ เคยเป็นภัณฑารักษ์ใหญ่ของหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมฝรั่งเศส(Patrimoine) และทำงานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ณ พระราชวังแวร์ซายส์และตริอานงตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๑๓ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการใหญ่ของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งนี้ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๓ ถึง๒๕๕๙ เธอมีผลงานเป็นหนังสือเกี่ยวกับงานในสายอาชีพหลายเล่มและยังมีผลงานเป็นสื่อมัลติมีเดียด้วย เธอจบจากมหาวิทยาลัยปารีส1-ปองเตออง-ซอร์บอนน์ ด้านการศึกษาขั้นสูง(DES) และจบจาก L’École de Louve ด้วย

(๓) www.chateauversailles.fr/grands-formats/poum-tiya

(๔)Grand Canal สระน้ำขนาดใหญ่ในพระราชวังแวร์ซายส์ ขุดเป็นรูปไม้กางเขน มีพื้นที่๒๒เฮกตาร์ กว้าง๖๒เมตร ยาวตามแนวเหนือ-ใต้๑.๕ กิโลเมตร ยาวตามแนวออก-ตก ๑.๖ กิโลเมตร

(๕)la Menagerie อาคารทรงหกเหลี่ยมหลังคาโดมอยู่ด้านทิศใต้สุดของสระน้ำ  ล้อมรอบด้วยลานลานหกเหลี่ยมเช่นเดียวกัน ในอดีตสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔ มีกรงสัตว์ป่าอยู่โดยรอบ เป็นเสมือนสวนสัตว์

(๖)escalier de Marble เป็นบันไดที่นำไปสู่ที่ประทับของพระราชินีและที่ประทับของกษัตริย์

 Poum Tiya เป็นชื่อตัวละครนำในเรื่อง (ผมให้ชื่อภาษาไทยว่า ภูมิทิยา ซึ่งมีความหมายว่า ผู้เป็นเลิศในแผ่นดิน) le Roi-Soleil หรือแปลเป็นไทยว่า สุริยราชัน เป็นพระราชสมัญญานาม ของพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
TheSuphan วันที่ : 02/04/2018 เวลา : 09.26 น.
https://www.facebook.com/PeatJade

ขอบคุณเรื่องราว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน