• อัศศิริ-ธรรมโชติ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kob_korkown@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-31
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 89764
  • ส่ง msg :
  • โหวต 48 คน
ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
ทะเลของอัศศิริ หลากหลายด้วยผู้คนและ แง่คิดมุมมองต่อความเป็นไปในแบบอัศศิริ ธรรมโชติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ussiri-thummachoti
วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550
Posted by อัศศิริ-ธรรมโชติ , ผู้อ่าน : 1741 , 11:48:27 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

    	   น้ำค้าง มวลไม้ ดวงจันทร์ และ ฯลฯ ของเสน่ห์ วงษ์กำแหง
    		โดย   กฤช เหลือลมัย
      ในงานวรรณกรรม โดยเฉพาะกวีนิพนธ์สัจนิยมแนวขนบ ดวงจันทร์มักถูกนำมากล่าวถึงอยู่เสมอๆ
      เทหวัตถุบนฟากฟ้าชิ้นนี้เป็นที่มาของเรื่องราวมากมาย ศาสตร์โบราณที่มนุษย์คิดค้นเพื่ออธิบายความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวต่างๆ มักมีดวงจันทร์มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ไม่ว่าจะดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ หรือระบบปฏิทินแบบจันทรคติ
      ในทางศาสนา ชาวฮินดูก็มีเรื่องเล่าถึงที่มาที่ไปของ “พระจันทร์” หนึ่งในเทวดานพเคราะห์อันมีบุคลาธิษฐานเกี่ยวกับดวงจันทร์ไว้อย่างพิเศษพิสดาร
      จารึกเขมรโบราณสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบที่ปราสาทเขาพระวิหาร มีคำกล่าวสาปแช่งผู้ที่ทำลายหลักศิลาจารึกว่า จง “..ไปลงนรก ตราบเท่าที่พระอาทิตย์และพระจันทร์ยังคงอยู่..” 
      นั่นหมายถึงชั่วนิรันดร์ ! 
      หากจะสืบค้นการปรากฏของดวงจันทร์ในวรรณคดีไทย โดยเฉพาะกลอนนิราศ คงคัดตัวอย่างมาได้มากมาย กวีไทยแต่โบราณมักเปรียบหญิงคนรักว่างามดั่งดวงจันทร์วันเพ็ญ ขณะเดียวกัน ดวงจันทร์ข้างแรมก็มักเป็นสัญลักษณ์ของความหม่นหมอง โศกเศร้า ไม่สมหวังในรัก
      ทว่าหลังจากยานอวกาศอพอลโล ๑๑ ของสหรัฐอเมริการ่อนลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อต้นทศวรรษ ๒๕๑๐ ข้อมูลความรู้ที่ “เป็นจริง” เกี่ยวกับดวงจันทร์ก็ค่อยๆ ทยอยเผยแพร่ออกมา นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นความขรุขระบนพื้นผิวของดวงจันทร์ด้วยภาพถ่าย ทฤษฎีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสามสิบกว่าปีมานี้ทำให้เรา “เห็น” ดวงจันทร์ในมิติด้านวิทยาศาสตร์มากกว่ามิติอื่นๆ
      เด็กชายวัยรุ่นสมัยผมจะต้องแกล้งทำเป็นชมสาวว่า “แก้มเธอนี่ช่างสวยเนียนเหมือนพระจันทร์เลยเชียวนะจ๊ะ” ซึ่งเด็กสาวเมื่อได้ยินเข้าก็จะต้องทำเป็นโกรธกระฟัดกระเฟียด เพื่อว่าใครๆ จะได้เห็นว่าพวกเธอนั้นทันสมัยกับข้อมูลดวงจันทร์ที่
เปลี๊ยนไป๋ นั่นเอง
      “ความรู้” ชุดใหม่นี้ แน่นอนว่าย่อมทำให้ความรู้สึกด้านสุนทรียะที่มีต่อดวงจันทร์ผิดแผกไปจากเดิม
      อย่างน้อย ก็ทำให้เนื้อเพลง “..ดวงจันทร์ งามพักตร์ พิศเพียงพระจันทร์..” ออกแนวเชยๆ ไป ในขณะที่ “..จันทร์ที่ดูสดใส นั้นเป็นอย่างใจ เธอหรือเปล่า..” นั้น วัยรุ่นยังพอรับได้
      ………………………………….
      โชคดีที่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ กวีไทยผู้เขียนงานแนวสัจนิยม/ธรรมชาตินิยมบางคนดูเหมือนมิได้ถูกโยกคลอนด้วย “ความรู้” ชุดดังกล่าว
      บทกวีขนาดสั้นเพียงแปดบรรทัดที่ตีพิมพ์อยู่ใน พระจันทร์โบราณ รวมบทกวีของเสน่ห์ วงษ์กำแหง ยืนยันว่าเขาเป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้น
      โดยเฉพาะบท “น้ำค้าง” ที่ขอนำมากล่าวถึงในที่นี้
      “น้ำค้าง” นับว่าเป็นบทกวีที่โดดเด่นบทหนึ่งของเสน่ห์ วงษ์กำแหง กลอนสองบทของเขาบรรยายฉากรัตติกาลอย่างรวบรัด เรียบง่าย อ่านครั้งแรกอาจผ่านเลยไปอย่างไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ แต่ครั้นพิจารณาถึงเสียงที่เล่า มุมมอง และวิธีการอธิบาย ก็ต้องนับว่านี่เป็นฉากรัตติกาลที่น่าสนใจฉากหนึ่ง ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยการใช้ตาเพียง “ชั้นเดียว”
      (ในเบื้องต้น ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากลีลากลอนของเสน่ห์ในบทนี้ลื่นไหลพลิกพลิ้วแพรวพราวด้วยสัมผัส และรุ่มรวยด้วยคำกวี จะทำให้ “สาร” ในแนวธรรมชาตินิยมที่เขาอาจตั้งใจสื่อนั้นถูกละเลยไปจนหมดหรือไม่ ?)
      โดยผ่านเสียงเล่าของผู้รู้ (สัพพัญญู) เสน่ห์ทำให้ดวงจันทร์ มวลไม้ น้ำค้าง ฯลฯ ทั้งหมดในฉากกลายเป็นบุคลาธิษฐานที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในวิธีคิดเชิงกวีนิพนธ์เหนือจริงที่มีกลิ่นไอแบบขนบโบราณ
      ฉากรัตติกาลของเสน่ห์เป็นดังนี้
            น้ำค้างหยดรดหลั่งยังภาคพื้น 
      ใบไม้ชื้นดอกไม้ฉ่ำด้วยน้ำใส 
      จันทร์แจ่มดวงฟ้ากระจ่างพร่างผืนไพร 
      มวลไม้ได้รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์ 
      เหมือนอิ่มทิพย์ลิบหล้าจากฟ้าฝาก 
      ใบต้นรากเอิบเอมเกษมสันต์ 
      เต็มเขาเขียวผืนป่าช้านานครัน 
      น้ำค้างกลั่นหยาดเกลี้ยงเลี้ยงโลกเรา 
      ในบทนี้ เมื่อกวีฉายภาพให้เห็นมวลไม้ฉ่ำน้ำค้างซึ่ง “รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์” นั้น แม้เราจะพยายามเข้าใจความเปรียบว่ากวีหยิบยืมอาการ “ชื่นชม” ซึ่งเป็นกิริยาอาการของมนุษย์ไปอธิบายต้นไม้ แต่เราก็คงอดที่จะคิดเชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับ “แสง” ตามความรู้เดิมที่เรามีอยู่ไม่ได้ 
      ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กายภาพที่รู้กันทั่วไปก็คือ แสงจันทร์ในยามราตรีไม่มีผลใดๆ ต่อต้นไม้ แสงที่จะมีประโยชน์ต่อต้นไม้คือแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน เพราะมันมีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงเพื่อย่อยสลายอาหารของพืช
      น้ำค้างก็ไม่มีผลต่อต้นไม้เช่นกัน เนื่องจากถึงแม้เรารู้ว่าการดูดซับน้ำโดยใบไม้จะเป็นไปได้ (พืชอาจใช้ใบดูดซับน้ำได้บ้าง แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับที่รากดูดซับได้) แต่เราก็ย่อมรู้ว่า ตอนกลางคืนเป็นเวลานอนของพืช ไม่ใช่เวลาสังเคราะห์แสงดังที่กล่าวแล้ว
      ดังนั้น ฉากในบทกวี “น้ำค้าง” นี้ เมื่อมองด้วยสายตาของความเป็นจริง จึงย่อมผิดพลาดคลาดเคลื่อนด้วยประการทั้งปวง
      แต่แน่นอนว่า กวีนิพนธ์ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะอธิบาย และตีความกันด้วย “ตาชั้นเดียว” โดยอาศัยกรอบเกณฑ์ง่ายๆ เช่นนี้ได้
      ผมคิดว่า เสียงเล่าของสัพพัญญูในบทกวีนี้ทำหน้าที่เปิดเผยเรื่องราวในอีกแง่มุมหนึ่งโดยผ่านตัวบท..เขา (หรือเธอ ?) เล่าถึงบรรยากาศกลางแสงจันทร์ การซึมซาบของน้ำจากหยาดน้ำค้างและการชื่นชมจันทร์ในบทแรกถูกอธิบายไขความในบทที่สองว่าเป็นที่มาของสภาวะ “อิ่มทิพย์ลิบหล้าจากฟ้าฝาก” จนทั้งใบ ต้น ราก “เอิบเอมเกษมสันต์” ความสมบูรณ์ของต้นไม้ ป่าไม้ที่เขา/เธอเห็นนั้น “เต็มเขาเขียวผืนป่าช้านานครัน” แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการพรรณนาฉากรัตติกาลฉากหนึ่งเท่านั้น แต่ดูเหมือนกวีซาบซึ้งกับสิ่งที่สัมผัสรู้จนแทบจะกล่าวได้ว่า วรรค “เหมือนอิ่มทิพย์ฯ” นั้นเป็นความรู้สึกของกวีเอง หาใช่ของต้นไม้ไม่ (และในอีกแง่หนึ่ง การ “อิ่มทิพย์” นี้ก็คือการปฏิเสธความเป็นจริงทางกายภาพ อันได้แก่ระบบการย่อยสลายอาหารของพืชไปเลยโดยสิ้นเชิงนั่นเอง)
      ในแง่นี้ จึงเหมือนว่ากวีกำลังอธิบายความในเชิงบุคลาธิษฐานสองชั้น (หรือกลับด้าน ?) คือกวีเกิดความรู้สึกทางอารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับที่ต้นไม้รู้สึก ซึ่งความรู้สึกของต้นไม้นี้ก็ได้ถูกเปรียบเทียบกับความรู้สึกของมนุษย์มาก่อนหน้าแล้ว
      หากพิจารณาจากกรอบคิดนี้ กวีอาจกำลังเรียกร้องให้มนุษยชาติกลับไป “รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์” ในความหมายของการเคารพ อ่อนน้อม และให้คุณค่าแก่ธรรมชาติ อย่างที่ “มวลไม้” กระทำอยู่ในบทกวีก็เป็นได้
      และวรรคสุดท้ายที่สรุปว่า “น้ำค้างกลั่นหยาดเกลี้ยงเลี้ยงโลกเรา” นั้น นอกจากจะยืนยันอีกครั้งถึงการอยู่เหนือ “ความเป็นจริง” แล้ว ยังเสมือนเสนอคำอธิบาย/คำประกาศอันอาจถือเป็นหัวใจของงานแนวธรรมชาตินิยมที่เสน่ห์หลงใหล
      นั่นก็คือเรามักได้ยินเสมอว่า โลกจะดีขึ้น – เลวลงได้ก็ด้วยมือ “เรา”..เราซึ่งคือมนุษย์ ตามแนวคิดมนุษย์นิยม ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปได้ก็ด้วยผลพวงการกระทำของมนุษย์เท่านั้น แต่ในบทกวีบทนี้ “น้ำค้าง” ซึ่ง “กลั่นหยาดเกลี้ยง” นั้นทำหน้าที่ “เลี้ยงโลกเรา” แน่นอนว่าโลกในบทกวีบทนี้ย่อมมีความหมายครอบคลุมถึงมนุษย์ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น “โลก” (ในความคิดของกวี) จึงอาจดำรงอยู่ด้วยมือของธรรมชาติ (บทกวีใช้สัญลักษณ์น้ำค้างและดวงจันทร์) ก็ได้เช่นกัน หาใช่มนุษย์มีบทบาทเพียงผู้เดียวแต่อย่างใดไม่
      และความที่กวีเลือกพูดถึงน้ำค้าง แทนที่จะเป็นฝน ใช้ฉากกลางคืน แทนที่จะเป็นกลางวัน ก็ทำให้สารที่สื่อออกมามีลักษณะแฝงเร้นมากกว่าโจ่งแจ้ง เพราะหากกวีกล่าวว่าฝนเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงโลก ก็คงทำให้ความรู้สึกเหนือจริงลดน้อยลงไป (เพราะฝนนั้นหล่อเลี้ยงโลกได้จริงๆ ในเชิงปริมาณน้ำ) ถ้าเป็นอย่างนั้น พลังของแนวคิดแบบธรรมชาตินิยมอาจไม่เด่นชัดเท่านี้ก็ได้
      แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ “ความรู้” เรื่องดวงจันทร์ น้ำค้าง ต้นไม้ ฯลฯ ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมีผลต่อการ “อ่าน” บทกวีบทนี้หรือไม่ ? อย่างไร ?
      ผมคิดว่ามีแน่นอนครับ อย่างน้อยก็สองระดับ
      ระดับแรก คือปฏิเสธบทกวีนี้ไปเลย เพราะตรรกะที่กวีนำมาใช้เล่าเรื่องนั้นเป็นเท็จ ดังได้กล่าวแล้ว
      ระดับที่สอง คือซาบซึ้งกับการใช้บุคลาธิษฐานที่เหนือจริงไปกว่าความรับรู้แบบสมัยใหม่ (แน่นอนว่าบุคลาธิษฐานนั้น “เหนือจริง” อยู่แล้ว แต่เสน่ห์ใช้มันในระดับเหนือสัจจะขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เช่น ถึงมวลไม้จะสามารถ “รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์” ได้จริงๆ แต่ก็ไม่มีผลในเชิงสังเคราะห์แสง เป็นต้น) เราอาจลองสมมุติดูว่า ถ้าแสงจันทร์ช่วยสังเคราะห์แสงได้จริง บทกวีก็คงอ่อนพลังลงกว่านี้ไม่น้อย
      “ความรู้” ในที่นี้จึงอาจนำมาซึ่ง “ความรู้สึก” ได้หลากหลายรูปแบบ แล้วแต่ผู้อ่านจะเลือกใช้/ไม่ใช้ เพื่อประกอบการตีความและทำความเข้าใจบทกวีอย่างไร
      …………………………………………
      อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สมควรช่วยกันขบคิดต่อก็คือ การใช้บุคลาธิษฐานนั้น ในระยะยาวจะเหมาะกับงานแนวธรรมชาตินิยมหรือไม่ ? เพราะแก่นแกนของบุคลาธิษฐานก็คือการเอาอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ไปใส่ให้กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็แทบจะคือแก่นแกนของหลักการ “มนุษย์นิยม” นั่นเอง) เมื่อคำนึงถึงจุดนี้ ก็ดูเหมือนว่าบรรดากวีนักธรรมชาตินิยมที่ใช้วิธีนี้ต่างตกอยู่ในอาการ “ขว้างงูไม่พ้นคอ” คือในที่สุดก็ยังจะต้องนำเอาอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์เข้าไปตีกรอบ เปรียบเทียบ ตลอดจนอธิบายปรากฏการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติอยู่ดี
      ดังนั้น ทำไปทำมา วิธีการบางอย่างก็อาจกลายเป็น “กับดัก” ได้ง่ายพอๆ กับ “ทางออก”
      บทกวี “น้ำค้าง” ของเสน่ห์ วงษ์กำแหง อาจมาถึงจุดสูงสุดจุดหนึ่งในการใช้กลวิธีนี้แล้ว แต่เราน่าจะหวังได้ว่า เสน่ห์ (และ/หรือกวีคนอื่นๆ) จะค้นพบหนทางการ “สื่อ” เพื่ออธิบาย “สาร” ในแนวธรรมชาตินิยมที่เขารักได้อย่างพิเศษพิสดารกว่านี้ ในงานกวีนิพนธ์ชิ้นต่อๆ ไป
      และนั่น คงจะเป็นทิพยวิมานของการเสพบทกวีแนวธรรมชาตินิยมอย่างแท้จริง..




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 13.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

กวีแนว ECO ที่น่ารื่นรมย์


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 02/10/2007 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LOSTGEO

ตามมาอ่านครับ...

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
inmoon วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 14.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

ปล. + 1 V. ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
inmoon วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 14.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

บ่ายๆ ค่ะ
....... วันนี้ สบายตาค่ะ ....... จะรออ่านที่น่าสนใจในลำดับต่อๆ ไปค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Hudjung วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 10.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hudjung

ถึงดวงจันทร์จะมีอพอลโลไปเหยียบ แต่อรรถรสของบทประพันธ์คือจินตนาการที่หล่อเลี้ยงดวงใจให้ชุ่มชื่นใจ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
tatuk วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 07.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tatuk
เรานี่แหละ ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์! 

วิจารณ์ได้ลึกซึ้งครับพี่
เจาะเพียงจันทร์ก็กระจ่างนวลชวนเคลิบเคลิ้ม

อยากให้พี่อัศวิจารณ์งานกวีท่านอื่นๆ อีกครับ


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
MoneyPenny วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 03.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moneypenny
If you like me...run away now!

บทกวีก็คือบทกวี ให้คุณค่าทางจิตใจ โดยใช้ตาอ่าน และใจดื่มด่ำ

หากจะค้นหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือข้อเขียนสมจริงคงต้องไปอ่านบทความ หรืองานวิจัยอะไรไปจะดีกว่า


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
inmoon วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 00.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

ปล. 2 แต่ท่อนสุดท้ายของบทความนี้ ... ท้าทายยิ่งค่ะ ... จะถ่ายทอดความรู้สึกผ่านธรรมชาติอย่างไรหนอ ให้มีเสน่ห์ พิเศษพิสดาร ล้ำกว่าใช้ความรู้สึก อารมณ์ มุมมองของมนุษย์ มาพรรณนา ! หากพบเห็น นำมาให้อ่านด้วยน่ะค่ะ - น่าสนใจมากค่ะ
ปล. 3 ไม่รู้เข้าใจถูกรึเปล่านี้ - ไปก่อนน่ะค่ะ ก่อนตุ่มตาแตก - ปุ่มสมองชำรุด ค่ะ ฮ่าๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
inmoon วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 00.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

ต้นดึกคะ
.............
แวะมาอ่านโดยตุ่มตา ชั้นที่ 2 ค่ะ
ส่วนตัวแล้ว เห็นว่า คงไม่น่าจะมีคนส่วนใหญ่ ใช้เหตุผลดื่มด่ำบทกวีน่ะค่ะ หากจะมี น่าจะเป็นด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น ผู้วิจารณ์ น่ะค่ะ ที่จะเคี้ยวๆ สังเคราะห์บทกวีโดยการใช้เหตุผล หลักความจริงมาจับอารมณ์กวีนิ
แต่เรื่องที่นำมาลงนี้ มีสาระและมุมที่น่าสนใจมากค่ะ
มีเรื่องที่ไม่รู้มาก่อน มีมุมที่ไม่เคยมองมาก่อน 2 ชั้น 1/2 กระมัง .... ดีค่ะ ที่คุณอัศฯ นำมาเผยแผ่ให้ผู้สนใจได้อ่านกันค่ะ
ปล. แต่ลดความหนาของตัวอักษรน่ะค่ะ - ปวดตาชั้นใน-ค่ะ ........ ขอบคุณบทความดีๆ ค่ะ ..........

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 23.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

บางทีเวลานิดแต่งบทกลอน ก็มักคิดถึงความถูกต้องในความจริงเสมอๆค่ะ ทำให้บางทีก็ติดขัดแต่งไม่ออก เป็นเพราะความเคยชินกับวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ เพราะความที่เรียนสายวิทย์มา

นิดนรี

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
inmoon วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

สวัสดีค่ะ
...........
แวะมาอ่านค่ะ โอ้ ... คงต้องอ่าน 2 ชั้น ค่ะ ...
ปล. ตัวหนังสือหนา อ่านลำบากเหมือนกันค่ะ ขนาดตา 2 ชั้นน่ะเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พีร์ระพิชญ์ วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Ravi
กวีแก้ว  แววหวัง  ดั่งถวิล แว่วยิน จินต มรรคสมัย ลอบแดด แผดอ่อน ร่อนรำไร อโณไทย ไต่เลียบ เหยียบผิวทราย ฯ.ฯ

บทกวี ไม่น่าจะมีขนบเกินงามน่ะครับ
บทกวี แปลงบทโศลกจาก จิตใจแท้จริงออกมา

การนำเสนอรูปแบบ ก็อยู่ที่คนสร้าง ผลิตคำ และ สื่อสารออกมา

สิ่งตายตัว ซึ่งนำมาจัดแบ่ง การจำแนก กวีนิพนธ์ ก็ไม่น่าทำให้มันเฝือเกินไป

ยิ่งทุกวันนี้ บทกวีมีใครบ้างเหลียวแล บทกวีซึ่งกลั่นมาจากห้วงสำนึก บางครั้งไม่มีใครใส่ใจมัน

สุดท้ายเวลาอาจจะ ไม่หวลกลับมาสู่ตัวกวีก็เป็นไปได้น่าครับ (เหมือนท่าน อังคาร หรือ พงษ์เทพ กระโดนฯ)

เพราะการผลิตงานของ สองคนนี้ช่วงแรกก็ไม่มีคนชอบ แถมยังไม่ได้รับการยอมรับด้วยซ้ำ

แต่นั่นมันยุคสมัย ที่ผ่านมาน่ะครับ ที่คนหันกลับไปทำความเข้าใจกับตัวบทกวีและตัวกวีเอง

แล้วเราคิดว่าคนในยุคนี้เขายังคิด เหมือนคนรุ่นที่ผ่านมาฤาครับ



ขอ คารวะ ด้วยความอ่อนด้อย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
noopuk วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 11.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konmanruk
นับหนึ่งถึงร้อย++++++เพื่อรอคอยคนๆหนึ่งให้กลับมา++++++

เรื่องนี้เจิมทันอ่ะ.....

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ ...

แวะมาทัก ก่อนจะไปซุกตัวในอ้อมกอดของเมืองน่ารักอีกหลายวัน ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]