• อัศศิริ-ธรรมโชติ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kob_korkown@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-31
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 89763
  • ส่ง msg :
  • โหวต 48 คน
ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
ทะเลของอัศศิริ หลากหลายด้วยผู้คนและ แง่คิดมุมมองต่อความเป็นไปในแบบอัศศิริ ธรรมโชติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ussiri-thummachoti
วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550
Posted by อัศศิริ-ธรรมโชติ , ผู้อ่าน : 3073 , 14:45:50 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ในเรื่อง - นอกเรื่อง

อ่านวรรณกรรมไทยอย่างไรในสังคมไทยร่วมสมัย

บรรยายโดย ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ (รองศาสตราจารย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ณ หอประชุมพระพรหมพิจิตร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เวลา ๑๔.๓๐ - ๑๗.๐๐ น. วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

  กฤช เหลือลมัย: รายงาน

      รายการบรรยายพิเศษนี้จัดขึ้นโดยการประสานงานของชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์หนุ่มแห่งภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีความสนใจส่วนตัวต่องานเขียนด้านการวิจารณ์วรรณกรรม/วัฒนธรรมของ รศ.ชูศักดิ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ อ่าน (ไม่) เอาเรื่อง และ เชิงอรรถวัฒนธรรม มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยอาจารย์ชาตรีเล็งเห็นว่า มุมมองการทำความเข้าใจวรรณกรรมไทย อาจนำมาประยุกต์เพื่อใช้ตอบคำถามเกี่ยวกับว่าอะไรคือ “ความเป็นไทย” ในงานศิลปะสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ? ซึ่งนับว่าเป็นโจทก์ใหญ่ไม่เฉพาะแต่ในแวดวงสถาปนิก จิตรกร มัณฑนากร หากแต่รวมถึงผู้สนใจงานด้านไทยศึกษาทุกคนในปัจจุบันด้วย

      อนึ่ง เมื่อสังเกตจากผู้เข้าฟังบรรยาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “คนนอก” (ดูเหมือนมีนักเรียนสถาปัตย์เข้าฟังราวสิบคน) และภาระที่ตัวอาจารย์ชาตรีเองต้องทำแต่เพียงผู้เดียวในวันนั้น คือเป็นทั้งผู้ประสานงาน, ดำเนินรายการ, จัดโต๊ะ, ตั้งเครื่องเสียง, ทำป้ายหน้างาน ฯลฯ ก็แสดงให้เห็นว่า งานแบบนี้ หัวข้อทำนองนี้ ทางคณาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตย์ เจ้าของสถานที่ดูจะ “ไม่สนใจ” สนับสนุนให้มีขึ้นเอาเลย..นับเป็นบรรยายกาศเงียบเหงาวังเวงที่คุ้นเคยกันดีในหมู่ผู้จัด/นักกิจกรรมในสังกัดมหาวิทยาลัยเล็กๆ ละแวกหน้าพระลานแห่งนี้

      ………………………………………

      อาจารย์ชูศักดิ์เริ่มบรรยายโดยออกตัวว่า สิ่งที่จะพูดในวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากเนื้อความในหนังสือ อ่าน (ไม่) เอาเรื่อง ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่เกือบสิบปีก่อน ส่วนประเด็นหัวข้อที่กำหนดมานั้น อาจพิจารณาแยกแยะออกได้เป็นสามส่วนใหญ่ๆ คือ สังคมร่วมสมัย อ่านอย่างไร วรรณกรรมไทย ซึ่งอาจารย์ชูศักดิ์อธิบายแต่ละส่วนดังนี้

      สังคมร่วมสมัย มีคำอธิบายจากหลายคนว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่เริ่มก้าวข้ามผ่านจากความเป็น “วัฒนธรรมเขียน” เข้าสู่ “วัฒนธรรมภาพ” เน้นการสื่อสารด้วยภาพ เช่นภาพยนตร์ วิดีโอ อินเตอร์เน็ต ซึ่งถ้าดูเฉพาะพฤติกรรม ก็คล้ายว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง เพราะพฤติกรรมการอ่านในขณะนี้ คน “อ่าน” ด้วยวิธีคล้ายๆ กับดูภาพยนตร์ มากกว่าที่จะอ่านแบบอ่านหนังสือ คือเห็นหน้าหนังสือเหมือนกับจอภาพยนตร์ แล้วก็จะอ่านผ่านๆ ไปอย่างเร็วๆ

      จากสภาวะอันนี้ ก็เลยมีการถามกันว่า หรือการอ่านจะ “ตายแล้ว ?” หรือว่าวรรณกรรมจะ “ตายแล้ว ?”

      อาจารย์ชูศักดิ์เห็นว่า เพื่อจะตอบคำถามนี้ เราต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือการ “อ่าน” ?

      และที่ว่าอ่านนั้น “อ่าน” อะไร ?

      อาจารย์เห็นว่า การอ่านก็คือการพยายามเข้าใจ และตีความหมายในสิ่งที่อ่าน โดยยกตัวอย่างกรณีการดีเบตในประเด็นลงประชามติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ ซึ่งหนึ่งในฝ่ายที่คัดค้านการรับร่าง คือ รศ. ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้หยิบยกเอามาตรา ๒๐๙ ที่เป็นเสมือน “บทเฉพาะกาล” มาชี้ให้เห็นว่า เป็นความพยายามของผู้ร่างฯ ที่มีเจตนาจะแก้การกระทำผิดให้เป็นถูก เป็นการหมกเม็ดเพื่อรับรองการกระทำของ คมช. ไปจนถึงในอนาคต ในขณะที่ จรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรมอธิบายความในมาตราเดียวกันนี้ว่า ถ้าเป็นในกรณีการกระทำที่ “มิชอบ” ก็จะไม่คุ้มครอง และยังกล่าวต่อ รศ. ดร.วรเจตน์ว่า “อย่าตีความไปอย่างอื่น เปิดช่องให้มีการเล็ดรอดออกไปอย่างนั้นครับ..”

      คำโต้ตอบเพียงสองสามประโยคนี้เอง ที่อาจารย์ชูศักดิ์เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ปลัดจรัญยืนยัน “อำนาจของผู้ร่าง” ว่าเป็นผู้กำหนดนิยามความหมายที่ประหนึ่งถูกคุมขังอยู่ใน “คุก” ของภาษา ก็ดูเหมือนว่า รศ. ดร.วรเจตน์จะเป็นผู้มาเปิดคุกนั้นออกไป โดยการตีความของ รศ. ดร.วรเจตน์ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ความหมายของข้อความไม่จำเป็นต้องปรากฏเท่าที่ตัวบทแสดงให้เห็น แต่จะมีนัยยะอื่นๆ ซ่อนเร้นอยู่เสมอ ซึ่งการถกเถียงในลักษณะเช่นนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับการถกเถียงในวงการวรรณกรรมตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา

      การ “อ่าน” ยังอาจแบ่งได้อย่างน้อย ๓ แบบ คือ

      การอ่านตามใจนึก ได้แก่อ่านโดยเอาความชอบ/ไม่ชอบของผู้อ่านเป็นตัวตั้ง เอาประสบการณ์ของผู้อ่านไปตีความล้วนๆ เช่น นึกทึกทักเอาว่าตน (ตัวผู้อ่าน) เป็นแม่พลอยในนวนิยายเรื่องสี่แผ่นดิน เพราะตัวผู้อ่านมีสามีชื่อเปรมเหมือนกัน เป็นต้น

      อาจารย์ชูศักดิ์เชื่อว่า ผู้อ่านทุกคนทำเช่นนี้ไม่มากก็น้อย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปพูดให้ใครต่อใครฟังได้ อย่างไรก็ดี การ “อ่าน” แบบนี้ก็ต้องมีระบบระเบียบที่เป็นโครงสร้าง/กรอบกติกาบางอย่างกำกับอยู่ดี ไม่ใช่ว่าจะเลอะเทอะไปได้เรื่อยๆ เช่น ต้องอาศัยความสามารถทางภาษา การเข้าใจความหมายทางภาษาเป็นต้น

      การอ่านตามใจผู้แต่ง ได้แก่อ่านโดยเชื่อว่านักเขียนนั้น “รู้” ดีที่สุดว่าความหมายของวรรณกรรมที่ตนแต่งขึ้นนั้นคืออะไร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเชื่อ (และอาจถึงขั้นต้องไปถาม) ว่านักเขียนจะสื่ออะไร แต่เรื่องนี้ก็จะมีปัญหาในกรณีที่หาตัวผู้แต่งไม่ได้

      ในที่สุดก็จึงเกิดวิชาประวัติวรรณคดีขึ้นเพื่อสืบค้น/คาดเดาความหมายของผู้เขียน

      แต่อย่างไรก็ดี โดยนัยยะของการอ่านแบบนี้ บางครั้งเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่า เจตนารมณ์ “ขณะที่เขียน” นั้น นักเขียนต้องการจะสื่อเช่นนั้นจริงๆ หรือ ? เป็นไปได้ไหมว่า ในตอนแรก นักเขียนอาจตั้งใจไว้อย่างหนึ่ง แต่เมื่อเขียนๆ ไป ผลกลับออกมาอีกอย่างหนึ่ง เมื่อถูกถาม ก็จำต้องอธิบายไปอีกอย่างหนึ่ง ?

      อีกประการหนึ่ง งานวรรณกรรมนั้นอาจนับเป็นสิ่งสาธารณะ ดังนั้นจึงไม่ควรถูกนำไปผูกติดกับผู้แต่ง และที่สำคัญ ผู้แต่งนั้นจะอย่างไรก็ต้องใช้ภาษาเขียนในการสื่อให้รู้ ดังนั้นก็ยังจะต้องตกอยู่ภายใต้ “อาณัติของภาษา” ที่กำกับตัวตนเอาไว้อีกต่อหนึ่งอยู่ดี

      การอ่านตามใจความ ได้แก่การยึดตัวบทเป็นที่ตั้ง เพราะเชื่อว่าตัวบทวรรณกรรมสามารถ “สื่อ” ความหมายได้ด้วยตัวมันเอง และผู้อ่านย่อมมีความสันทัดทางภาษาที่จะตีความ “สาร” ที่ได้รับได้ดี

      แต่อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมนั้นมีลักษณะพิเศษ คือมีการระดมเครื่องมือทางภาษาจำนวนมากมาเพื่อสร้างตัวบทขึ้น ดังนั้น จึงมีความแตกต่างจากงานเขียนทั่วไปมาก ในกรณีของกวีนิพนธ์ บทกวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ บทหนึ่งชี้ให้เห็นประเด็นนี้ได้ชัดเจน

            ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว

            ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว

            น้ำค้างพร่างกลางหาว หาดื่ม

            ไหลหลั่งกวีไว้เช้า ชั่วฟ้าดินสมัยฯ

      บทกวีบทนี้ หากตีความตามตัวอักษร ก็อาจจะเผลอเข้าใจไปว่าผู้เขียนนั้นเป็นชีเปลือย (ไม่มีเสื้อผ้าใส่) หรือเป็นจิ้งหรีด (ดื่มกินน้ำค้าง) เอาทีเดียว ดังนั้น การ “อ่าน” วรรณกรรมจึงจำต้องอาศัยความสันทัดทางวรรณศิลป์อีกระดับหนึ่งมาใช้วิเคราะห์ ต้องเข้าใจการเปรียบเทียบ อุปมาอุปมัยในเชิงสัญลักษณ์ เป็นต้น

      …………………………………………….

      อาจารย์ชูศักดิ์ยังยกตัวอย่างแนวคิดด้านวรรณกรรม ในแนวโมเดิร์นและโพสต์โมเดิร์น ว่ามีการมองวรรณกรรมแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ดังตารางนี้

องค์ประกอบโมเดิร์น

โพสต์โมเดิร์น

ผู้สร้างกำหนดความหมายของงานชัดเจนเชื่อใน “มรณกรรมของผู้แต่ง” ไม่สามารถจะยึดกุมความหมายที่แน่นอนได้
ตัวงานมีเอกภาพ/อิสระ/เป็นความจริงตัว Text เป็นสัมพันธบท เป็นผลมาจากการสร้างรหัสของวัฒนธรรม เป็นสนามแห่งการสื่อความหมาย
ผู้รับ ผู้อ่านมีหน้าที่ “รับ” ถูกบงการโดยตัวบท หรือผู้เขียนร่วมผลิตความหมายให้ตัวบท และทั้งขัดขืน/ต่อต้านตัวบท
ความหมายในวรรณกรรมปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับผู้อ่าน วรรณกรรมถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ตัวบทเป็นทั้งผลิตผล และทำหน้าที่ผลิตซ้ำวาทกรรมนอกตัวบท ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเล่า ไม่ต่างอะไร กับวรรณกรรรม

      ต่อคำถามที่ว่า สังคมไทยมองวรรณกรรมอย่างไร ? จัดวางวรรณกรรมไว้ตรงไหน ? อาจารย์ชูศักดิ์เห็นว่า จากตัวอย่างแนวคิดทฤษฎีวรรณกรรมที่ยกตัวอย่างมานั้น ที่จริงก็ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเสรี/สอดคล้องกันนัก มีการขัดแย้ง/ขัดขวางกันอยู่ด้วย

      การ “อ่าน” ที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมกัน ดังที่ปรากฏอยู่เสมอนั้น  จึงเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาว่า ใครมีอำนาจในการตีความ ?

      ตัวอย่างที่ชัดเจนในสังคมไทยอาจดูได้จากความเห็นของปลัดจรัญ ภักดีธนากุล ที่กล่าวมาแล้ว คือสังคมไทยมักไม่อนุญาตให้มีการตีความการอ่านออกเป็นหลายๆ แบบ

      อาจารย์ชูศักดิ์ยังเห็นว่า วรรณกรรมในสังคมไทยนั้นยังมีหน้าที่อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือเป็นป้อมปราการของ “คุณค่าความเป็นไทย” ผ่านการแสดง “อัจฉริยภาพของการใช้ภาษาไทย” ดังนั้น การเสนอวิธีการอ่านที่แปลกๆ ออกไปจากขนบ/กระแสหลักจึงมักไม่ได้รับการยอมรับ เพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อการท้าทาย “ความเป็นไทย” ที่ยึดถือกัน

      ในแง่นี้ การอ่านวรรณกรรมในสังคมไทยก็คือการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายจารีตขนบเดิม และฝ่ายที่ท้าทายขนบ ถามว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ก็ต้องพิจารณาว่าสังคมไทยให้ค่ากับวรรณกรรมอย่างไร ?

      อาจารย์ชูศักดิ์เห็นว่า ดูเหมือนสังคมไทยจะเชื่อว่างานเขียนมีอยู่เพียง ๒ แบบ คือ วรรณคดี (งานสูงส่ง คลาสสิค) กับวรรณกรรม (งานหลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ มาจนถึงปัจจุบัน ไม่ต้องดีนักก็ได้) มีอยู่เพียงเท่านี้

      แล้วสังคมไทยให้ค่าวรรณคดี/วรรณกรรมอย่างไร ? อาจารย์ชูศักดิ์เห็นว่า ถ้าพิจารณาจากหลักฐานในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เช่น พระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ จะเห็นว่าคนยุคนั้นมองวรรณคดีว่าเป็นเพียงงานแสดงฝีมือ หรือทำขึ้นเพื่อบูชาพระศาสนา มิได้เห็นว่าเป็นแก่นสารสิ่งใด มีไว้เพื่อ “ปลงอนิจจังสังขาร์” เท่านั้น

      ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ในประกาศตั้งวรรณคดีสโมสร พ.ศ. ๒๔๕๗ ก็แสดงให้เห้นว่าวัตถุประสงค์ในการตั้งนั้นมีเหตุมาแต่การที่ชนชั้นสูงเริ่มเป็นห่วงว่าจะควบคุมการแต่ง/การอ่านหนังสือไม่ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีการพิมพ์เริ่มแพร่หลาย มีการเขียน การแปลวรรณกรรมต่างประเทศกันมากขึ้น เป็นความวิตกจริตของชนชั้นสูง

      ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ เกิด “คณะสุภาพบุรุษ” นิยามนักเขียนให้มีลักษณะเป็นสถาบัน เป็นวิชาชีพ

      จนในช่วงปัจจุบัน อังคาร กัลยาณพงศ์ ให้ความหมายของงานวรรณกรรมเอาไว้ว่า

       ขอบทกวีมีขึ้นประดับโลก ช่วยดับโศกทั่วฟ้ามหาสถาน

      นำสัตว์พ้นอาภัพสรรพภัยพาล  เริ่มกาลพระศรีอารยเมตไตรยฯ

      อาจารย์ชูศักดิ์มองว่า การต่อสู้ขับเคี่ยวกันของวรรณกรรมแบบต่างๆ ในสังคมไทยนั้นมีตัวอย่างให้เห็นชัดในช่วงก่อน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีการต่อสู้กันของกลุ่มวรรณกรรมแนวมาร์กซิสต์ เช่น กลุ่มของบรรจง บรรเจิดศิลป์ และอัศนี พลจันทร์ (นายผี) กับกลุ่มวรรณกรรมแนวอนุรักษ์นิยม สมัยนั้นมีการวิเคราะห์โต้เถียงกันมากระหว่างการมอง/ให้คุณค่าวรรณกรรมของสองแนวทางนี้

      การถกเถียงยุติลงหลังเหตุการณ์เดือนตุลา ตั้งแต่นั้นมา วรรณกรรมไทยก็เริ่มเข้าสู่กระแสเสรีนิยม ซึ่งมองวรรณกรรมไม่ต่างจากที่อังคาร กัลยาณพงศ์มอง คือให้คุณค่าว่าเป็นงานที่มีพลังกอบกู้จิตวิญญาณมนุษย์ แนวคิดนี้กลายเป็นที่ยอมรับเชื่อถือมาอย่างยาวนาน

      มาถึงปัจจุบัน กระแสการขับเคี่ยวย้อนยุคไปเหมือนสมัยก่อน คือฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า วรรณกรรมเป็น “มรดกชาติ” ต้องเชื่อมโยงมิติของการสืบทอด หวนหาอดีต ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าวรรณกรรมเป็น “ประดิษฐกรรม” ที่สัมพันธ์กับบริบททางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ อีกทั้งมุ่งตั้งคำถามไปยังอำนาจมืดที่ฉาบเคลือบแอบแฝงอยู่กับสถาบัน องค์กร วิธีคิดต่างๆ

      อย่างไรก็ดี อาจารย์ชูศักดิ์ออกตัวว่า นี่เป็นเพียงการแบ่งอย่างกว้างๆ ในความเป็นจริงอาจไม่ได้มีการแยกขั้วกันขนาดนี้ก็ได้

      …………………………………………….

      ในช่วงท้าย อาจารย์ชูศักดิ์ได้อ่านบทกวี “ประสาทโสมนัส” อันเป็นบทกวีขนาดยาวบทหนึ่งซึ่งรวมอยู่ในหนังสือกวีนิพนธ์ ในเวลา (สำนักพิมพ์รูปจันทร์, ๒๕๔๑) ของแรคำ ประโดยคำ

      หลากเส้นตรงหน้าลายตานัก

      นำชักตาให้ไล่ตามเส้น

      กวาดตามองเรื่อยไปใจเย็นเย็น

      ย่อมเห็นย่อมรู้อยู่แก่ตา

      หลากชื่อตรงหน้าลายตาด้วย

      ชื่อช่วยเสริมเส้นให้เพ็ญค่า

      ไล่ชื่อเรื่อยไปใจปรีดา

      รู้ชื่อนานาสารพัน

      หลากสีตรงหน้าลายตาเหลือ

      ชวนเชื่อตามสีที่เสกสรร

      ดูสีเรื่อยไปใจเคลิ้มครัน

      ย่อมฝันยันดาลหวานคำนึง

      จึงภาพตรงหน้าพร่าเลือนสภาพ

      ใจอาบอมฤตเสียนิดหนึ่ง

      แล้วลอยด้นดั้นไม่พรั่นพรึง

      จนถึงดินแดนแม้นฝันประทาน

      ซ่อนอยู่หลังสีที่เสกสรร

      อัศจรรย์ยังมีหมื่นสีประสาน

      แก่อ่อนปานกลางต่างตระการ

      ต่างวิญญาณตามสีที่ดาษดา

      ยังเส้นเล็กแคบแนบเนียนขยาย

      ไม่เป็นลายเหลื่อมเร้นเส้นเรขา

      ไพศาลเหลือเชื่อเนื้ออาณา

      กว้างกว่าที่นึกลึกกว่าคิด

      อีกชื่อแปลกแปลกเมื่อแรกเห็น

      แตกยิบย่อยเป็นชื่อเร้นสถิต

      แฝงนัยไปตามนามชนิด

      บอกเส้นสีชีวิตพิสดาร

      หลากเส้นตรงหน้าปรากฏชัด

      บ้างตัดบ้างต่อส่อสัณฐาน

      จำพรากถวิลจินตนาการ

      มาพบพานภาพเก่าให้เฝ้ามอง

      เห็นชื่อหลากหลายยังลายพร้อย

      เด่นด้อยโดยลำดับชวนจับจ้อง

      อีกสีอ่อนเข้มเต็มจำลอง

      ล้วนสำนองใจเห็นเป็นสำคัญ

      พลิกผ่านเรื่อยไล่ไปจนจบ

      รู้ครบโลกกระดาษวาดโลกฝัน

      กระหยิ่มใจไหวหวำเกินรำพัน

      ตื้นตันเป็นโชคเห็นโลกแล้ว

      เมื่ออ่านจบ อาจารย์ชูศักดิ์ถามผู้ฟังว่า กวีผู้แต่งต้องการจะสื่อสารอะไรในบทกวีบทนี้ ? จากนั้นจึงอธิบายว่า ในส่วนตัว อาจารย์เห็นว่า กวีกำลังอธิบาย “แผนที่” ซึ่งเปรียบเสมือนโลกกระดาษที่ย่อส่วนสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นจริงลงมาไว้ในแผ่นกระดาษ จึงมีทั้งความตื่นตาตื่นใจต่อเส้น สี ขนาด ขอบเขต รูปทรง และลวดลายต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า

      และที่ชวนฉงนคือในบทจบ ดูคล้ายกับกวีจะรู้สึกว่าตัวได้ “บรรลุ” ถึงความเข้าใจบางอย่าง (เป็นต้นว่าล่วงรู้สภาพภูมิประเทศจริงๆ ในที่ซึ่งตนก็ไม่เคยไป) ด้วยการทอดทัศนาแผนที่ ซึ่งเปรียบเสมือน “โลกกระดาษ” ใบสมมุตินั้น

      ซึ่งถ้าเข้าใจตามนี้ ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า กวีคิดว่าการได้เห็น “สิ่งจำลอง” (คือแผนที่) เท่านั้นก็เทียบเท่ากับการได้เห็นของจริง สถานที่จริงแล้วหรือ ?

      “ประสาทโสมนัส” จึงเป็นบทกวีอีกแบบหนึ่งที่อาจารย์ชูศักดิ์คิดว่าน่าสนใจ ตรงที่ความซับซ้อนของมันได้สร้างความขุ่นใจให้คนอ่าน/นักวิจารณ์ ด้วยความคลุมเครือ กำกวม ไม่ชัดเจนของตัวบท ทำให้เมื่ออ่านจบแล้วเกิดความรู้สึกว่าหาทางออกไม่ได้

      ……………………………………..

      ช่วงสุดท้ายเป็นการร่วมแสดงความเห็น ซึ่งมีผู้สนใจแสดงความเห็นพอสมควร

      ผศ. ดร.สายวรุณ น้อยนิมิตร (คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) เสนอการ “อ่าน” บทจบของ “ประสาทโสมนัส” อีกแบบหนึ่งว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า บทนี้กวีต้องการประชด ว่าในที่สุดแล้ว ตัวกวีเองก็ติดหลงอยู่ในกับดักของโลกจินตนาการ ไม่สามารถล่วงรู้โลกของความเป็นจริงได้อยู่ดี

      อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ผู้ดำเนินการอภิปรายตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า ในขณะที่วงการสถาปัตยกรรมไทยมีคำถามค้างคามานานแล้วว่า อะไรคือ “ความเป็นไทย” ในงานสถาปัตยกรรม ? ซึ่งเป็นปัญหาที่จนปัจจุบันก็ยังคงถกเถียงกันอยู่มากในแวดวงสถาปนิก แต่เท่าที่ฟังการบรรยายมา รู้สึกว่าอาจารย์ชูศักดิ์จะไม่กล่าวถึง “ความเป็นไทย” ในวงการวรรณกรรมเลย ? ในวงการวรรณกรรมไม่สงสัย หรือไม่มีใครถามคำถามนี้กันบ้างเลยหรือ ? หรือว่าแค่เขียนเป็นภาษาไทยก็เป็น “ไทย” แล้ว ?

      คำถามนี้ทำให้อาจารย์ชูศักดิ์ถึงกับกล่าวว่า เป็นประเด็นที่เกือบไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย และว่า เท่าที่สังเกต ก็เป็นอย่างที่อาจารย์ชาตรีเสนอมา คือเมื่อนักเขียนเขียนงานเป็นภาษาไทย ก็ดูเหมือนไม่มีปัญหาใดๆ ส่วนที่จะมีปัญหา ก็คือในแง่การวิจารณ์ กล่าวคือเมื่อใดที่นักวิจารณ์วรรณกรรมนำทฤษฎีใหม่ๆ ของตะวันตกมาใช้ เขาจะถูกตั้งคำถามทันทีว่า วิธีการเช่นนั้น “ไม่ไทย” ดังนั้นจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นกรอบในการวิจารณ์วรรณกรรมไทยได้

      อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นความเป็นไทยในวงวรรณกรรมดูเหมือนไม่ใช่เรื่องซีเรียส เพราะปัจจุบันก็มักได้ยินกันเสมอว่า วรรณกรรม (ที่ได้รับรางวัล) เรื่องนั้นเรื่องนี้ มีความเป็น “สากล” แต่ขณะเดียวกันก็ยังผูกติดอยู่กับความเป็น “ไทย” ? ซึ่งฟังแล้วก็ชวนสับสนไม่น้อย

      กฤช เหลือลมัย (กองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ) ร่วมแสดงความเห็นในประเด็นนี้ว่า เคยได้ยินว่ามีความวิตกอยู่เหมือนกันเกี่ยวกับความ “ไม่ไทย” ของงานบางประเภท เช่น กลอนเปล่า ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ถึงกับมีการเสวนาเรื่องนี้กันที่วัดเทพธิดาราม กรุงเทพฯ เท่าที่เห็นคือ ก่อนหน้านี้มีความกังวลใจกันในหมู่แวดวงกวีและนักเขียนไทยจำนวนหนึ่งว่า กลอนเปล่ามีความ “ไม่ไทย” อยู่มาก เพราะอาจจะมีที่มาจาก Blank Verse ของฝรั่ง แต่เมื่อสุจิตต์ วงษ์เทศได้อธิบายในวันนั้นว่า กลอนเปล่ามีอยู่ในวรรณคดีไทยมาช้านานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ในเอกสารโบราณสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ก็ดูเหมือนว่าความกังวลนั้นจะมลายสิ้นไปในพริบตา ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าประหลาด ที่เพียงแค่เราสามารถนิยามกลอนเปล่าให้มี “ที่อยู่” ในประวัติวรรณคดีไทยได้ ปัญหาก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

      กฤชยังเห็นว่า ประเด็นที่อาจารย์ชูศักดิ์หยิบยกบทกวี “ประสาทโสมนัส” มา “อ่าน” นับเป็นเรื่องสนุกที่ได้เห็นมุมมองการตีความบทกวีแบบใหม่ๆ แต่ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกว่าการจะสามารถเข้าถึงและตีความได้ลุ่มลึกเพียงนั้นมันก็เรียกร้องความรู้ ความสันทัดจัดเจนในการอ่านวรรณกรรมมากเกินระดับปกติธรรมดา ทีนี้สำหรับผู้อ่านทั่วไป ถ้าเขา “ไม่อ่าน” คือไม่อยากจะอ่าน อยากรอแต่การบอก การป้อนความคิดให้ จะหาทางออกกันอย่างไร ?

      กฤชขยายความต่อไปว่า ยังมีปัญหากรณีการ “อ่านไม่ออก” คือยังอ่านแบบใหม่ๆ ไม่ได้อีกด้วย ดังเช่นกรณีการอ่านนวนิยายเรื่อง คำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ ที่แม้แต่นักวิจารณ์ระดับแนวหน้าของเมืองไทยหลายคน (รวมทั้งตัวอาจารย์ชูศักดิ์เองด้วย) ก็ยังต้องใช้เวลากว่ายี่สิบปีในการที่จะสามารถ “อ่าน” นวนิยายเรื่องนี้ได้อย่างเป็นอิสระจากการบงการโดยตัวบทอันทรงพลังของชาติ กอบจิตติ

      ดังนั้น สิ่งที่อาจารย์ชูศักดิ์หวังจะให้เกิดมีขึ้น คือการอ่านแบบใหม่ๆ นั้น น่าจะเป็นเรื่องยากมากๆ

      กรณีนี้ อาจารย์ชูศักดิ์เห็นว่า แม้การสลัดกรอบความคิดจะทำได้ยาก แต่หากมีผู้พยายามนำเสนอการตีความที่ต่างจากเดิมมากขึ้น ก็คงมีผลในแง่ที่การตีความใหม่นั้นจะค่อยๆ ทำลายความขลังของตัวบท และทำหน้าที่เสมือน “คำเชื้อเชิญ” ที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากจะลองอ่านความหมายของตัวบทให้ต่างออกไปจากเดิมได้บ้าง

      กฤชตั้งข้อสังเกตอีกว่า การตีความใหม่นั้น ความหมายของมันก็น่าจะคือ “การวิจารณ์” นั่นเอง ซึ่งน่าสังเกตว่าในช่วงนี้ การวิจารณ์วรรณกรรมมีน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ? กฤชเสนอว่า เป็นไปได้ไหมที่จะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมการเขียน/อ่านของคนไทย ที่ทำให้ความกล้าที่จะตีความ กล้าที่จะวิจารณ์งานของผู้อื่นมีไม่มากอย่างที่ควรเป็น ? สังคมไทยมีอะไรที่เป็นปัญหาขัดขวางวัฒนธรรมการวิจารณ์ ? ในมุมมองของกฤช เป็นไปได้ไหมว่า “วิถีแบบพุทธ” ที่มักสอนให้มองแต่ด้านดี (ห้ามพูดด้านร้ายของคนอื่น) – ยึดถือคัมภีร์ (เคารพตัวบท) – เชื่อฟังครูบาอาจารย์ (ห้ามโต้แย้งถกเถียง) จะเป็นอุปสรรคต่อวัฒนธรรมการวิจารณ์วรรณกรรม ที่มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมตะวันตก ?

      อาจารย์ชูศักดิ์กล่าวว่า เห็นด้วยกับประเด็นนี้ส่วนหนึ่ง แต่ที่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหามากๆ ก็คือการวิจารณ์ที่ดีนั้นจำเป็นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาคกันเสียก่อน ทว่าในสังคมไทยดูเหมือนมี “เพดานที่มองไม่เห็น” ครอบอยู่ การพูดคุยในเรื่องบางเรื่องที่ทำไม่ได้ในปัจจุบันทำให้การวิจารณ์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ จึงจะต้องรอให้เงื่อนไขนี้หมดไปเสียก่อน และว่า ในวัฒนธรรมไทยมีคำกล่าวอยู่คำหนึ่ง คือ “เจ้าว่างาม ก็งามไปตามเจ้า” นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การวิจารณ์ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ต้องคล้อยๆ ตามกันไปเมื่อจะกล่าวถึงอะไรสักอย่าง

      อย่างไรก็ดี อาจารย์ชูศักดิ์มองว่า สภาพการณ์ในปัจจุบันดูเหมือนมีแนวโน้มดีขึ้นบ้าง เริ่มยอมรับกันมากขึ้นว่าการวิจารณ์นั้นไม่ใช่การมุ่งตำหนิ แต่เป็นเสมือนการแลกเปลี่ยนความคิดกันมากกว่า

      …………………………………………..

      การพูดคุยในหอประชุมพระพรหมพิจิตรจบลงราว ๑๗.๐๐ น. หากแต่การสนทนาหน้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ระหว่างอาจารย์ชูศักดิ์และผู้สนใจกลุ่มเล็กๆ ยังคงอ่อยอิ่งอยู่ต่อไปอีกราวเกือบครึ่งชั่วโมง

      เราคงต้องขอบคุณอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ สำหรับความพยายามที่จะเปิดโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของวรรณกรรมขึ้นที่วิทยาเขตแคบๆ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ที่เชื่อกันตลอดมาว่าคือสำนักตักศิลาของวงการศิลปะสถาปัตยกรรมไทย

      และคงต้องหวังร่วมกันว่า ในวันข้างหน้า ที่นี่จะมีรายการดีๆ เช่นนี้ให้ได้ฟังกันอีกหลายครั้ง และหลายๆ ครั้ง





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ฮาริส วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 02.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Haris

แวะมาอ่านครับ
การอ่านในโลกอินเตอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ ยิ่งบทความยาว ๆ
สมาธิของเราถูกดึงไปสู่ข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ มากมายกายกอง ทั้งที่เป็นสาระและไร้สาระ เรียกได้ว่า
"ข้อมูลท่วมสมอง แต่จับอะไรแทบไม่ได้"
ยังไงก็ตาม มันก็เป็นวิธีการเข้าถึงความรู้อย่างกว้าง ๆ โลกมันเปลี่ยนไปเสมอนี่ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 14.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ

แวะมาทัก ก่อนจะไปสู่อ้อมกอดของเมืองที่น่ารัก..หลายวัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]