• สุธน_หิญ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : utopiathai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-05-22
  • จำนวนเรื่อง : 166
  • จำนวนผู้ชม : 207295
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
ยูโทเพียไทย
รัฐสวัสดิการ + ภาษีเดี่ยวจากที่ดิน = เจริญสุขทั่วหน้า + ไร้วิกฤตฟองสบู่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/utopiathai
วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน 2554
Posted by สุธน_หิญ , ผู้อ่าน : 1205 , 01:13:41 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สุธน หิญ (ยินดีให้เผยแพร่ต่อด้วยความขอบคุณ)

คนทั่วไปพอมีเงินขึ้นมาก็จะพากันหาซื้อที่ดินเก็บไว้ ถ้าเป็นรายย่อยก็อาจเป็นเพียงสองสามเท่าของที่ดินที่แต่ละคนควรมี เมื่อบวกกับการเก็งกำไรของรายใหญ่อีกจำนวนมาก ซึ่งบางรายมีที่ดินรวมเป็นมูลค่านับร้อยล้านบาท ก็ทำให้ราคาที่ดินทั่วไปสูงกว่าที่ควรมาก และหมายถึงว่าคนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนจนฐานล่างของสังคม จะไม่มีที่ดินเพียงพอสำหรับการอยู่อาศัยและทำกิน และต้องเช่าที่ดินจากคนอื่นโดยค่าเช่าสูงกว่าที่ควรเหมือนกัน

ผมขอทบทวนถึงลักษณะอาการที่ระบบภาษีของเรา (และแทบทุกประเทศ) ซึ่งเอื้อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดิน ทำให้เกิดการเก็งกำไรที่ดินไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายย่อย และทำให้เกิดความทุกข์ยากแก่คนจน กลายเป็นคนจนซ้ำซาก (แม้ไม่คิดถึงผลของการเก็งกำไร ก็ยังมีความไม่ยุติธรรมเนื่องจากการได้ครอบครองที่ดินมากน้อยดีเลวผิดกัน) และข้อเสนอให้เก็บภาษีที่ดินแทนภาษีอื่นๆ

ขออธิบายก่อนว่า
1.
ยังมีภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ควรเก็บ เช่น
ก) การได้รับเอกสิทธิ์และสัมปทานต่างๆ
ข) การนำทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญขึ้นมาใช้หมดเปลืองไป
ค) การก่อมลภาวะ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่จะกลายเป็นขยะมลพิษ เช่น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งล้าสมัยเร็ว ทั้งนี้ควรเก็บค่ากำจัดจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าล่วงหน้าทันทีที่ผลิตหรือนำเข้า

2.
ภาษีที่ดินในบทความนี้เก็บเท่าหรือเกือบเท่ากับค่าเช่าที่ดินรายปีที่ควรเป็น
ก) ไม่ว่าจะให้เช่าหรือไม่ หรือจะใช้ประโยชน์ใดๆ หรือไม่
ข) ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งปรับปรุง (เพราะไม่ควรเก็บภาษีจากการทำงานและการลงทุนผลิตและค้า)

3.
เพื่อมิให้เจ้าของที่ดินเดือดร้อนเกินไป ควรค่อยๆ เก็บภาษีที่ดินเพิ่มขึ้น เช่นใช้เวลาสัก 30 ปี เพิ่มปีละ 3.3 %


4. ถ้าได้ภาษีที่ดินไม่มากพอที่จะแทนภาษีอื่นๆ ทั้งหมด ก็ยอมให้เก็บภาษีอื่นๆ ได้เท่าที่จำเป็นจริงๆ (แต่แม้ในสหรัฐฯ ศ. Mason Gaffney ก็บอกว่าได้มากเกินพอ The Hidden Taxable Capacity of Land: Enough and to Spare 3 ก.ค. 2008 http://economics.ucr.edu/papers/papers08/08-12old.pdf )


5. อีกวิธีหนึ่ง อาจนำภาษีที่ดินที่เก็บได้มาแจกราษฎรทุกคนเท่าๆ กัน รวมถึงเด็กเพิ่งเกิด โดยถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของแผ่นดินไทยเท่าเทียมกัน (ในกรณีนี้จะยังต้องมีภาษีอื่นๆ อยู่ตามเดิม) หรือจะแบ่งรายได้จากภาษีที่ดินทำทั้งสองอย่างก็ได้ คือ แจกราษฎรบ้าง เลิก/ลดภาษีอื่นๆ บ้าง แล้วแต่จะลงประชามติกันตามวิถีประชาธิปไตย

เหตุที่ที่ดินมีราคา/ค่าเช่า เพราะที่ดินนั้นๆ ให้ประโยชน์สูงกว่าที่ดินชายขอบหรือขอบริมแห่งการผลิต (margin of production) คำนี้หมายถึงที่ดินที่เลวที่สุดที่ใช้กันอยู่ ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นที่ดินที่ดีที่สุดที่จะหาได้โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน
1.
ความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินนั้นเหนือกว่าที่ดินชายขอบ
2.
ประชากรเพิ่ม ราคาที่ดินก็สูงขึ้น เช่นในกรณีที่ต้องขยายขอบริมแห่งการผลิตออกไปยังที่ดินที่เลวลง ที่ดินเดิมๆ ก็มีประโยชน์สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ของขอบริมแห่งการผลิตแห่งใหม่
3.
เมื่อคนเราทำงานมากขึ้นเป็นการทั่วไป (รวมทั้งแม่บ้านออกทำงานด้วยจากเดิมที่พ่อบ้านทำงานคนเดียว) ราคา/ค่าเช่าที่ดินก็จะสูงขึ้น เช่น ถ้าเดิมทำงานได้ผลผลิต 8 หน่วยในที่ดินของตน ส่วนที่ขอบริมแห่งการผลิตได้ผลผลิต 2 หน่วย ที่ดินของตนก็มีค่าเช่า 8-2 = 6 หน่วยของผลผลิต ครั้นพอขยันทำงานเป็นสองเท่า ได้ผลผลิต 16 หน่วย ขณะเดียวกันที่ขอบริมแห่งการผลิตก็จะได้ผลผลิต 4 หน่วย ดังนั้นที่ดินของตนก็มีค่าเช่า 12 หน่วย คือเป็นสองเท่าเหมือนกัน
4.
เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า การสนองความต้องการของมนุษย์ก็ทำได้มากขึ้น ดีขึ้น ประณีตขึ้น และต้องใช้ที่ดินมากขึ้นไปด้วย ประโยชน์ที่ไหลเข้าเจ้าของที่ดินก็ยิ่งสูงขึ้น ความต้องการที่ดินที่เพิ่มมากขึ้นก็เช่น สนามกอล์ฟ สวนสนุก อู่ต่อเรือสำราญ แหล่งพักผ่อน-ผจญภัย ตลอดไปถึงแหล่งที่จะให้วัตถุดิบสำหรับสร้างสิ่งต่างๆ เหล่านั้น และคนที่อยู่ชั้นบนๆ ของสังคมก็ต้องการที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยกว้างขวางขึ้น เช่น มีสระว่ายน้ำ สวนเล็กบ้างใหญ่บ้าง ลำธาร-น้ำตกประดิษฐ์ ฯลฯ อยู่ภายในบริเวณบ้านนั่นเอง
5.
การมารวมกันเป็นชุมชนเมือง ประชากรหนาแน่น มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้การร่วมมือกันด้วยการแบ่งงานผลิตสินค้าและบริการแล้วเอามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ที่ดินก็แพงขึ้น
6.
ราษฎรเสียภาษีให้รัฐเอาไปใช้ดูแลความสงบเรียบร้อยปลอดภัยไร้โจร คอยป้องกันอัคคีภัย สร้างถนน ท่อระบายน้ำเสีย มีพนักงานเก็บกวาด ตรวจตราป้องกันการก่อมลพิษ และบริการประชาชนด้านอื่นๆ อีก ก็ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นหรือแม้เพียงดำรงความน่าอยู่เดิมไว้ ราคาที่ดินก็สูงขึ้นหรือดำรงราคาเดิมอยู่ได้
7.
การเก็งกำไรสะสมที่ดินเป็นการทั่วไปก็ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น

ทั้งหมดนี้เจ้าของที่ดินไม่ต้องทำอะไร (ยกเว้นข้อ 7 เก็งกำไร) ก็ได้ค่าเช่า/ราคาที่ดินสูงขึ้นเรื่อยๆ ตรงข้ามกับค่าแรงที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากการขยายการผลิตออกไปยังที่ดินที่เลวลง

เหตุที่ควรเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีอื่นๆ
1.
ที่ดินคือเงื่อนไขของชีวิต มนุษย์ทุกคนจะมีชีวิตอยู่ได้ก็ต้องมีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในโลกนี้
2.
ที่ดินผิดกับทรัพย์สินอื่น เพราะมนุษย์มิได้ใช้แรงงานและทุนผลิตขึ้นมา
3.
ค่าเช่า/ราคาที่ดินไม่ได้เกิดเพราะเจ้าของที่ดิน แต่เกิดจากความต่างกันของที่ดินตามธรรมชาติบ้าง จากราษฎรมารวมกันเป็นชุมชนเพื่อความสะดวกในการผลิตและการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันบ้าง จากภาษีที่ทำให้เกิดส่วนบริหาร/บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานแก่ส่วนรวม ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
4.
การเก็งกำไรกักตุนสินค้าต่างกับการเก็งกำไรกักตุนที่ดิน เพราะสำหรับสินค้า เมื่อราคาสูงขึ้น จะมีผู้อื่นหันมาผลิตสินค้านั้นมากรายขึ้น ราคาก็ลด แต่ที่ดินมีจำกัด เมื่อคนมีเงินกักตุนกันไว้มากๆ ราคาขึ้นสูง คนจนหมดโอกาสมีที่ดิน ต้องเช่าที่ดินจากคนอื่น
5.
การซื้อที่ดินไม่ถือว่าเป็นการลงทุน ในทรรศนะของส่วนรวม เพราะการลงทุนที่แท้คือการลงทุนที่ก่อผลผลิตและบริการ ส่วนการซื้อที่ดินเป็นแค่การซื้อสิทธิ์สืบต่อกันเพื่อเรียกรับผลตอบแทนจากการทำงานและการลงทุน
6.
ที่ดินที่มีคุณค่าเหนือกว่าที่ดินชายขอบ (ขอบริมแห่งการผลิต) ย่อมมีค่าเช่า ยิ่งให้ผลตอบแทนได้สูง ยิ่งมีค่าเช่ามาก โดยเฉพาะคือที่ดินในชุมชนหรือเมืองในทำเลดี ค่าเช่าที่ดินจึงก่อผลดีโดยการหักผลตอบแทนออกไปจากผลผลิตรวม ทำให้ผลตอบแทนส่วนที่เหลือเป็นค่าแรงและดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะเกิดความเท่าเทียมกันแม้จะใช้ที่ดินดีเลวแตกต่างกัน (คือจะลดลงมาเหลือเท่ากับผลตอบแทนที่ขอบริมแห่งการผลิตเหมือนๆ กัน) เพียงแต่ว่าค่าเช่าที่ดินควรเป็นสมบัติของทุกคนในสังคมโดยเท่าเทียมกัน แทนที่จะให้ไปตกอยู่แก่เอกชนผู้ถือสิทธิ์ที่ดิน
7.
ผลตอบแทนจากการทำงานและการลงทุนผลิตแล้วเอามาแลกเปลี่ยนกันควรเป็นสิทธิของแต่ละบุคคลมากกว่าผลตอบแทนจากการครอบครองที่ดิน เพราะการแลกเปลี่ยนซื้อขายผลผลิตกันแสดงว่าทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ (ถ้าไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่มีการซื้อขาย) นั่นคือเป็นการร่วมมือแบ่งงานกันทำระหว่างบุคคลในสังคม (แม้จะดูว่ามีการแข่งขันกันก็ตาม) ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้นกว่าต่างคนต่างทำเพื่อกินเพื่อใช้ของตนเอง ก็เกิดความอยู่ดีกินดีแก่บุคคลส่วนมากในสังคมที่ร่วมมือกัน เป็นการทำให้ได้ผลสมตามความมุ่งหมายของทุกรัฐบาลอยู่แล้ว จึงน่าจะให้รางวัลแทนที่จะปรับเขาให้ท้อใจด้วยภาษีซึ่งถ่วงการผลิต

ผลร้ายของการเก็บภาษีที่ดินน้อยไปและเก็บภาษีอื่นๆ มากไป
1.
สังคมมีความแตกต่าง เกิดการแตกแยก
2.
ผิดศีลข้ออทินนาทาน เอาจากกลุ่มอื่นไปให้แก่กลุ่มเจ้าของที่ดินด้วยวิธีการภาษี โดยภาษีและกิจกรรมของส่วนรวมไปทำให้สังคมมีความน่าอยู่และปลอดภัยขึ้น ที่ดินก็เลยแพง จึงมีการเก็งกำไรที่ดินกันในวงกว้างทั่วไป ที่ดินก็ยิ่งแพงขึ้น คนยากคนจนหรือจะแข่งขันด้วยได้ จำใจต้องยอมเป็นผู้เช่า ต้องเสีย 2 ต่อ ทั้งค่าเช่าที่ดิน ทั้งภาษีอื่นๆ
3.
ภาษีปัจจุบันเป็นตัวถ่วง แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ดูตัวอย่างสหรัฐฯ เขากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีลดภาษีมาหลายต่อหลายหนแล้ว
4.
การไม่เก็บภาษีที่ดินหรือเก็บน้อยไปก็กลับเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจซ้ำเข้าไปอีก เพราะที่ดินถูกเก็งกำไรเก็บกักกันไว้เฉยๆ มากมาย หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ทำให้การจ้างงานน้อย และค่าแรงต่ำ ผลตอบแทนต่อการใช้ทุนเครื่องงทุ่นแรงก็ต่ำ
5.
ภาษีเงินได้ ภาษีกำไร พวกนี้ไปลดรายได้จริงของคนทำงานและผู้ลงทุน
6.
ภาษีทางอ้อมจำพวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีขาเข้า ไปทำให้ของแพง และทำให้ความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศลด ไม่ดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเหมือนฮ่องกง สิงคโปร์
7.
ราคา/ค่าเช่าที่ดินและบ้านแพงกว่าที่ควร แฟลต/คอนโดในเมืองก็มีน้อย เกิดปัญหาต้องเดินทางเช้าเข้าเมืองเย็นกลับออกนอกเมืองติดขัดอัดแอเสียเวลามาก เกิดปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมหรือชุมชนแออัดในเมือง การย้ายบ้านก็ยากเพราะต้องใช้เงินมาก
8.
เพราะที่ดินมีราคา จึงมีคดีที่ดินเป็นภาระแก่ศาลยุติธรรมมากมาย คนจำนวนมากต้องเสียเงินเสียเวลาขึ้นศาลกันนานๆ ระหว่างนั้นที่ดินก็อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์

(
ถ้าเก็บภาษีที่ดินเท่าค่าเช่าศักย์ ราคาที่ดินจะเป็นศูนย์หรือเกือบศูนย์ คนเราจะเลือกซื้อขายที่ดินได้ง่าย แม้ราคาที่ดินจะเป็นศูนย์ เอาเป็นหลักทรัพย์ค้ำกู้ไม่ได้ แต่การซื้อขายที่ดินเองก็คงไม่ต้องกู้แล้ว และก็จะทำให้คนเรากู้หนี้เพื่อลงทุนอย่างอื่นเกินตัวไม่ได้ ถือว่าถูกหลักเศรษฐกิจพอเพียง)

ในระบบปัจจุบัน คนจนเดือดร้อนเพราะ
1.
ค่าเช่าที่ดินซึ่งควรเป็นของส่วนรวม (รวมทั้งคนจน) กลับเข้ากระเป๋าเจ้าของที่ดิน
2.
จึงต้องเก็บภาษีอื่นๆ มาก ซึ่งทำให้ของแพง ต้นทุนผลิตสูง ความสามารถแข่งขันต่ำ และลดกำลังใจที่จะลงแรงงลงทุนผลิต
3.
เกิดการเก็งกำไรสะสมที่ดินซึ่งทำให้ขอบริมแห่งการผลิตยิ่งขยายออกไปยังที่ดินซึ่งผลิตภาพต่ำลง ค่าเช่าที่ดินเดิมยิ่งสูง แปลว่าส่วนที่เหลือเป็นค่าแรงและดอกเบี้ยยิ่งต่ำ อีกทั้งเมื่อที่ดินถูกเก็บไว้ไม่ใช้ประโยชน์หรือทำประโยชน์น้อยไปก็ยิ่งลดโอกาสที่แรงงานจะเข้าใช้ที่ดินเพื่อการผลิตทำมาหากิน ทำให้เกิดการสูญเปล่า การว่างงานมากขึ้น ค่าแรงต่ำ นอกจากนี้การเก็งกำไรที่ดินยังทำให้เศรษฐกิจขึ้นลงเป็นวัฏจักรที่รุนแรงมากขึ้นด้วย
4.
จึงยิ่งทำให้คนจนอ่อนแอ กลายเป็นเหยื่อแก่นายทุนและผู้อื่นซ้ำเข้าไปอีก

เมื่อรัฐไม่เก็บภาษีที่ดินเท่าหรือเกือบเท่าค่าเช่าศักย์แล้ว "เฉลี่ยกลับคืนสู่ประชาชน" หรือ "เลิก/ลดภาษีอื่นๆ ชดเชยกัน" ก็ย่อมทำให้เจ้าของที่ดินเป็นฝ่ายได้เปรียบผู้ทำงานและผู้ลงทุน (แต่ผู้ทำงานและผู้ลงทุนที่มีรายได้มากหน่อยสามารถมีฐานะเป็นเจ้าของที่ดินได้ด้วย) ผู้ที่เสียเปรียบมากที่สุดคือคนจนมีแต่แรงงานขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นฐานล่างของสังคมและช่วยตัวเองได้น้อยที่สุด

คนจนมีรายได้น้อยไม่พอหรือแทบไม่พอรายจ่าย ย่อมไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการเก็งกำไรสะสมเก็บกักที่ดินกันอย่างกว้างขวางทั่วไป (นอกจากที่ดินผืนเล็กๆ ทำเลเลวๆ)

และจะมีการเก็งกำไรสะสมเก็บกักที่ดินกันอย่างกว้างขวางทั่วไปอยู่เสมอ ตราบเท่าที่ระบบภาษียังเอื้อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดิน 

หลายคนมีความเห็นค้านข้อเสนอให้เก็บภาษีที่ดินเพื่อความเป็นธรรมและแก้ความยากจน เพราะคิดว่าที่ดินลดความสำคัญลงเรื่อยๆ เราสามารถสร้างตึกสูงเป็นคอนโดมิเนียมหลายสิบชั้นซ้อนกันขึ้นไปให้ผู้คนเข้าอาศัยอยู่ได้จำนวนมาก เทคโนโลยีเจริญก้าวไกล บริษัทผลิตซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมแบบไมโครซอฟต์ทำเงินได้มหาศาล ไม่เห็นจะต้องใช้ที่ดินมากเลย ก็ถูกครับ แต่ถูกเป็นบางส่วน เทคนิคการสร้างตึกสูงทำให้ใช้ที่ดินน้อยลงได้ แต่มันก็ต้องใช้ต้นทุนสูง คุ้มเฉพาะกับที่ดินราคาแพงย่านชุมชนหนาแน่นเท่านั้น ซ้ำยังทำให้ราคาที่ดินย่านนั้นสูงขึ้นไปปอีก ส่วนซอฟต์แวร์นั้นก็ไม่ได้ทำให้เกิดข้าวปลา เครื่องอุปโภคบริโภคยังต้องอาศัยที่ดินผลิตขึ้นมา โดยการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ และเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าก็กลับไปเพิ่มความสามารถสนองความต้องการทางวัตถุให้แก่มนุษย์มากขึ้นดีขึ้น คนมีอันจะกินก็ต้องการบ้านใหญ่ๆ ที่ดินกว้างๆ มีห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส แม้แต่สวนหย่อม น้ำตกจำลอง ฯลฯ ในบริเวณบ้านของตนเอง ต้องการการพักผ่อน ท่องเที่ยว ผจญภัย หาความสำราญมากขึ้น ต้องการเครื่องเล่น สวนสนุก บ้านที่สอง เรือสำราญ เรือยอช์ต รถนอนหรือบ้านเคลื่อนที่ เครื่องบินส่วนตัว บัลลูน เดี๋ยวนี้ก็ถึงขั้นขึ้นอวกาศกันแล้ว ซึ่งทั้งหลายที่ว่านี้ล้วนใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นทั้งนั้น

บางคนบอกว่าความยากจนแก้ได้ด้วยการให้การศึกษา ข้อนี้ทำให้แรงงานมีผลิตภาพสูงขึ้นก็จริง แต่ถ้าเข้าใจหัวข้อเหตุที่ที่ดินมีราคา/ค่าเช่าแล้ว ก็จะรู้ว่าถ้าการศึกษาของประชาชนสูงขึ้นเป็นการทั่วไป ที่ดินก็จะมีราคา/ค่าเช่าสูงขึ้นตามมา เพราะการมีผลิตภาพสูงขึ้นเป็นการทั่วไปนั่นเอง

บางคนบอกว่าไม่ควรเก็บภาษีที่ดินแรงๆ เพราะคนเราสะสมที่ดินไว้เพื่อความมั่นคงส่วนตัวยามแก่เฒ่า บางคนบอกว่าชาวนาชาวไร่ก็ยากจนอยู่แล้วยังจะต้องมาเสียภาษีที่ดินแรงๆ อีก ปัญหาเช่นนี้ขอให้นึกถึงชาวนาที่เช่านาคนอื่นทำหรือคนจนไร้ที่ดินที่เป็นลูกมือตามฟาร์มต่างๆ หรือมาขายแรงงานในเมือง เขามิยิ่งลำบากกว่าหรือ? ค่าแรงก็ต่ำ แล้วยังเสียภาษีทางอ้อมที่ผู้ผลิตผู้ค้าผลักภาระให้ผู้บริโภค ซึ่งเป็นภาษีถอยหลังหรือภาษีอัตราถดถอย (regressive tax - ถือว่าคนจนกลับต้องเสียมากเมื่อเทียบส่วนกับรายได้ เพราะเขาใช้จ่ายใกล้เคียงหรือมากกว่ารายได้ แต่คนรวยจ่ายน้อยกว่ารายได้) เราจะยังคงรักษาความเป็นอภิชน (elite หรือ aristocrat) เหนือพวกเขาอยู่หรือ? ชาวนาซึ่งมีที่ดินแต่พอควรอาจได้ลดภาษีอื่นๆ มากกว่าภาษีที่ดินที่เสีย (และถ้าใช้วิธีนำภาษีที่ดินมาเฉลี่ยให้แก่ทุกคนเท่ากัน ชาวนาเหล่านี้ก็น่าจะได้มากกว่าเสีย) การไม่เก็บภาษีที่ดินให้เต็มที่จะทำให้ยังมีการเก็งกำไรหรือแสวงประโยชน์จากที่ดินได้ แบบที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่เคยให้เช่าในอัตราต่ำมากเพื่ออช่วยเหลือคนจนนั้นก็เลยมีค่าเซ้ง (โอนสิทธิการเช่า) สูงๆ ซึ่งการเก็งกำไรที่ดินนั้นก่อความเดือดร้อนแก่คนจนและเศรษฐกิจส่วนรวมของชาติดังที่กล่าวแล้วในหัวข้อท้ายๆ สำหรับท่านที่สามารถสะสมที่ดินไว้เพื่อความมั่นคงส่วนตัวยามแก่เฒ่าก็อาจมีบำนาญหรือรายได้ทางอื่นอยู่แล้ว ก็กรุณาปล่อยให้ที่ดินเป็นความมั่นคงของส่วนรวมร่วมกันร่วมกับคนที่มีฐานะต่ำกว่าท่านและลำบากกว่าเพราะความไม่เป็นธรรมด้วยเถิด อีกทั้งผมก็เสนอไม่ให้เก็บภาษีที่ดินเต็มอัตราทันที แต่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ใช้เวลา 30 ปี ก็น่าจะพอสมควรแล้ว

ปัญหาเกี่ยวเนื่องกับการเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีอื่นๆ นี้ผมได้เขียนไว้แล้วในหนังสือความยากจนที่ไม่เป็นธรรม บทที่ 7 รวม 13 ปัญหา หน้า 93-118 ที่ http://utopiathai.webs.com/UnjustPoverty.html  

ก่อนจบขอกล่าวว่าเฮนรี จอร์จโจมตีความไม่ยุติธรรมในการให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่เอกชนอย่างยืดยาว แต่แล้ว . . .
" ข้าพเจ้าไม่เสนอให้ ซื้อ หรือ ริบ กรรมสิทธิ์ของเอกชนในที่ดิน กรณีแรกจะเป็นการไม่ยุติธรรม กรณีที่สองไม่เป็นสิ่งจำเป็น จงปล่อยให้บุคคลที่ยึดถือที่ดินอยู่ขณะนี้ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เขาพอใจจะเรียกว่าเป็น “ของเขา” ต่อไปถ้าเขาต้องการ ปล่อยให้เขาเรียกมันต่อไปว่าเป็นที่ดิน “ของเขา” ปล่อยให้เขาซื้อขายและให้เป็นมรดกและทำพินัยกรรมยกให้กันได้ เราอาจจะปล่อยให้พวกเขาเก็บเปลือกไว้ได้โดยไม่มีอันตรายถ้าเราเอาเนื้อในออกมาแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องริบที่ดิน จำเป็นแต่เพียงจะต้องริบค่าเช่าเท่านั้น

"ทั้งการที่จะเก็บค่าเช่ามาเป็นสาธารณประโยชน์นั้นก็ไม่จำเป็นว่ารัฐจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการให้เช่าที่ดินด้วย ซึ่งมีทางทำให้เกิดฉันทาคติ การสมรู้ยินยอม และการฉ้อราษฎร์บังหลวงขึ้นได้ ไม่จำเป็นจะต้องจัดตั้งจักรกลใหม่ขึ้นมาอีกแต่ประการใด จักรกลเช่นนี้มีอยู่แล้ว แทนที่จะขยายมันออก ทั้งหมดที่เราจะต้องทำก็คือทำให้มันง่ายขึ้นและลดขนาดของมันลงเท่านั้น โดยการให้เจ้าของที่ดินได้รับเปอร์เซ็นต์จากค่าเช่าบ้าง ซึ่งอาจจะน้อยกว่ามูลค่าและความสูญเสียในการที่องค์การของรัฐจะเป็นผู้ให้เช่าที่ดินเองมาก และโดยการใช้ประโยชน์จากจักรกลที่มีอยู่แล้วนี้ เราก็อาจจะทำให้เกิดสิทธิของส่วนรวมร่วมกันในที่ดินได้โดยการเก็บค่าเช่ามาเป็นสาธารณประโยชน์"

(จาก Progress and Poverty ที่ Henry George เขียนไว้กว่า 130 ปีแล้ว หน้า 405 ภาคไทยที่ http://utopiathai.webs.com/ProgressAndPoverty.html ขอบคุณครับ).




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2011 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]