• สุธน_หิญ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : utopiathai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-05-22
  • จำนวนเรื่อง : 166
  • จำนวนผู้ชม : 207009
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
ยูโทเพียไทย
รัฐสวัสดิการ + ภาษีเดี่ยวจากที่ดิน = เจริญสุขทั่วหน้า + ไร้วิกฤตฟองสบู่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/utopiathai
วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน 2554
Posted by สุธน_หิญ , ผู้อ่าน : 2537 , 23:16:24 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

(ส่วนที่กล่าวไว้ในเรื่องนี้เป็นของสำนักเฮนรี จอร์จ ผมนำมาลงเฉพาะคำจำกัดความและตัวกฎ มีอธิบายเพิ่มเล็กน้อย ถ้าท่านต้องการคำอธิบายมากขึ้นก็โปรดดูหนังสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม – เศรษฐศาสตร์ที่ลงถึงราก ที่ http://utopiathai.webs.com/UnjustPoverty.html
หรือดูภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.henrygeorge.org/def2.htm 

นิยามศัพท์ถือว่าสำคัญ เพราะจะต้องแยกให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนระหว่าง ทุน กับ ที่ดิน และผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิตทั้งสองปัจจัยนี้ มาสมัยนี้เองนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งก็พยายามเลี่ยงไม่เรียกผลตอบแทนต่อทุน ว่า ดอกเบี้ย เพราะเกรงจะสับสนกับดอกเบี้ยของเงินตรา ซึ่งเงินตรานี้มิใช่ทุน แต่เป็นตัวแทนของทุน ในคำว่า เศรษฐศาสตร์ เอง สำนักเฮนรี จอร์จก็ไม่กล่าวถึงความหายากของทรัพยากร แต่ความหายากก็หมายถึงต้องลงแรงลงทุนมากขึ้นเพื่อให้ได้มา ฯลฯ

สัจพจน์ทางเศรษฐกิจ (Economic Axioms)
1. มนุษย์ย่อมหาทางบำบัดความต้องการของตน โดยใช้ความพยายามแต่น้อยที่สุด
(Man seeks to gratify his desires with the least exertion.)
2. ความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด (Man’s desires are unlimited.)

นิยามศัพท์ทางเศรษฐกิจ
1. เศรษฐศาสตร์ (Economics หรือเดิม Political Economy) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยสภาพ (Nature) ของเศรษฐทรัพย์และบรรดากฎธรรมชาติซึ่งเป็นตัวควบคุมการผลิตและการวิภาค (แบ่ง) เศรษฐทรัพย์
(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 – วิชาว่าด้วยการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่างๆ ของชุมชน มี 2 สาขา คือ เศรษฐศาสตร์จุลภาค ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ภาคที่ศึกษาปัญหาเศรษฐกิจส่วนเอกชน หรือ ปัญหาการหาตลาดเป็นต้น และ เศรษฐศาสตร์มหัพภาค ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ภาคที่ศึกษาปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวม เช่น ปัญหาเรื่องรายได้ของประชาชาติ การออมทรัพย์ของประชากร ปัญหาการลงทุน)

2. เศรษฐทรัพย์ (Wealth) คือวัตถุทั้งหลายนอกเหนือไปจากตัวมนุษย์ ซึ่งผลิตขึ้นด้วยแรงงานมนุษย์ เพื่อใช้บำบัดความต้องการของมนุษย์ หรือช่วยในการผลิตสิ่งที่มนุษย์ต้องการ และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน
(ศัพท์บัญญัติ อังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน รุ่น 1.1 แปล Wealth ว่า ความมั่งคั่ง, ทรัพย์สิน และแปล Economic Goods ว่า เศรษฐทรัพย์, สินค้าเศรษฐกิจ)

เศรษฐทรัพย์ต้องมีลักษณะเฉพาะครบทั้ง 4 ประการ คือ
1. เป็นวัตถุ
2. ผลิตด้วยแรงงานมนุษย์ (อาจมีทุนเป็นเครื่องช่วยผลิต แต่ทุนก็คือเศรษฐทรัพย์ที่ใช้แรงงานมนุษย์ผลิต การผลิตเองหมายรวมถึงการแลกเปลี่ยนด้วย)
3. สามารถสนองความต้องการของมนุษย์ หรือช่วยในการผลิตสิ่งที่มนุษย์ต้องการ
4. มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน

จากที่กล่าวจะเห็นว่าที่ดินมิใช่เศรษฐทรัพย์ เพราะมิได้ใช้แรงงานมนุษย์ผลิต แต่แต่ละบุคคลก็ถือว่าที่ดินเป็นทรัพย์สินที่มีค่า การมีเงินตรากระดาษมากสำหรับประเทศไม่ได้แสดงว่าประเทศนั้นมั่งคั่งถ้าไม่มีทองคำหรือสิ่งมีค่าอื่นๆ หนุนหลังไว้เท่าเทียมกัน เงินตราไม่สามารถสนองความต้องการของมนุษย์ได้โดยตรง แต่มนุษย์แต่ละคนก็อยากมีเงินตรา สำหรับแต่ละบุคคลนิยามศัพท์ที่แตกต่างจากความหมายทั่วไปเช่นนี้ไม่มีความหมายอะไร ถึงอย่างไรเขาก็จะถือว่าที่ดินและเงินตราเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของเขาอยู่ดี นักบัญชีและผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นต้องใช้ศัพท์พวกนี้ในความหมายทำนองเดียวกัน แต่นักเศรษฐศาสตร์ต้องรู้จักแยกว่าอะไรคือทรัพย์สินในทัศนะของปัจเจกชน อะไรคือทรัพย์สินในทัศนะของสังคมส่วนรวม

การผลิตหรือผลิตกรรม (Production) คือ กระบวนการทั้งหลายในการประดิษฐ์และการนำเศรษฐทรัพย์จากแหล่งกำเนิดไปสู่ผู้บริโภค (โปรดสังเกตว่า การนำสิ่งของไปให้ถึงมือผู้บริโภค หรือการขนส่ง ก็ถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการผลิตด้วย)
มนุษย์ไม่สามารถก่อเกิดหรือเนรมิต (create) สิ่งของขึ้นมาจากความว่างเปล่าแบบพระเจ้าสร้างโลก ในการผลิตเราต้องใช้วิธีเปลี่ยนแปลงจากสสารและพลังงานที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ

การผลิตแยกออกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
ก. การเพาะเลี้ยง (Growing) หรือเกษตรกรรม คือการใช้พลังงานตามธรรมชาติในการเติบโตและแพร่พันธุ์ ซึ่งก็คือการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์นั่นเอง
ข. การดัดแปลง (Adapting) หรืออุตสาหกรรมและการขนส่ง คือการเปลี่ยนรูปแบบ โครงสร้าง ส่วนประกอบ หรือสภาพของสิ่งซึ่งมีอยู่แล้วให้เหมาะต่อการบริโภค รวมทั้งการเคลื่อนย้ายขนส่ง
ค. การแลกเปลี่ยนหรือปริวรรตกรรม (Exchanging) หรือพาณิชยการ คือการยอมเสียของสิ่งหนึ่งให้แก่ผู้อื่นไปเพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่งจากเขามาแทน การแลกเปลี่ยนนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนผลผลิตหรือเศรษฐทรัพย์กันโดยตรง (Barter) แบบโบราณก็ได้ หรือจะใช้เงินตราเป็นสื่อกลาง (Pecuniary Exchange) ก็ได้ ปริวรรตกรรมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตก็เพราะเป็นการกระทำเพื่อให้ผลผลิตกับความต้องการบริโภคของมนุษย์มาบรรจบกัน เป็นการก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ในความเป็นเจ้าของ (Ownership Utility หรือ Possession Utility) มากขึ้น

ปัจจัยการผลิต (Factors of Production)
1. ที่ดิน (Land) คือ เอกภพหรือสิ่งทั้งหลายนอกจากตัวมนุษย์และเศรษฐทรัพย์ คำว่า ‘ที่ดิน’ นี้นอกจากจะหมายถึงที่ว่าง (Space) แล้ว
ยังหมายความรวมถึงสิ่งทั้งหลายอันมีอยู่ตามธรรมชาติ หรือทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) ด้วย
2. แรงงาน (Labour) คือ ความพยายามทั้งปวงของมนุษย์ที่ใช้ในการผลิตเศรษฐทรัพย์
3. ทุน (Capital) คือ เศรษฐทรัพย์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน หรือในการผลิตเศรษฐทรัพย์สำหรับการแลกเปลี่ยน
(การประกอบการ ไม่ถือว่าเป็น ปัจจัยที่ 4 แต่ถือว่าเป็น แรงงาน ซึ่งส่วนมากเป็นทางสมอง)

วิภาคกรรม (Distribution) คือ การแบ่งผลผลิตออกไปเป็นการตอบแทนแก่เจ้าของปัจจัยการผลิตตามกฎธรรมชาติ ซึ่งแบ่งออกเป็น
1. ค่าเช่าที่ดิน (Rent) คือ ส่วนแบ่งสำหรับเจ้าของที่ดิน
2. ค่าแรง (wages) คือ ส่วนแบ่งสำหรับผู้ใช้แรงงาน
3. ดอกเบี้ย (Interest) คือ ส่วนแบ่งสำหรับเจ้าของทุน (บางท่านเลี่ยงไปใช้ ผลตอบแทนต่อทุน)

ขอบริมแห่งการผลิต (Margin of Production หรือ ที่ดินชายขอบ) คือ ที่ดินที่เลวที่สุดที่จำเป็นต้องใช้กัน ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นที่ดินที่ดีที่สุดที่จะหาได้โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน

ขอบริมแห่งการผลิตมีความสำคัญมาก เพราะเป็นฐานของกฎว่าด้วยวิภาคกรรมทั้งสามต่อไปนี้:

กฎว่าด้วยวิภาคกรรม (Laws of Distribution)
1. กฎว่าด้วยค่าเช่าที่ดิน (Law of Rent) ค่าเช่าที่ดินกำหนดได้ด้วยผลผลิตของที่ดินนั้น ๆ ในส่วนที่เกินกว่าผลผลิตจากขอบริมแห่งการผลิต ในเมื่อใช้แรงงานและทุนเท่ากัน
2. กฎว่าด้วยค่าแรง (Law of Wages) ค่าแรงทั่วไปถูกกำหนดด้วยผลผลิตที่แรงงานสามารถผลิตได้ ณ ขอบริมแห่งการผลิต
3. กฎว่าด้วยดอกเบี้ย (Law of Interest) ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นหรือต่ำลงเช่นเดียวกับค่าแรง และขึ้นอยู่กับขอบริมแห่งการผลิตเช่นเดียวกัน

โภคกรรม (Consumption) คือ การใช้เศรษฐทรัพย์ ทำให้เศรษฐทรัพย์สิ้นเปลืองไป เป็นการบำบัดความต้องการของมนุษย์ โภคกรรมคือจุดมุ่งหมายของการผลิต และทำให้เกิดการผลิต จะมีการผลิตหรือการขายได้หรือ ถ้าไม่มีการซื้อหรือการบริโภค

ตัวอย่างประเภทของบางสิ่ง (ที่ดิน แรงงาน เศรษฐทรัพย์ส่วนที่เป็นทุนและโภคทรัพย์ และ สิ่งที่ใช้แทนเศรษฐทรัพย์)
(จาก http://www.henrygeorge.org/def3.htm )

LAND (ที่ดิน)
Oil in the Ground
Fish in the Ocean
A Building Site
A Broadcast Frequency

LABOUR (แรงงาน)
Teaching
Ditch Digging
Computer Programming
Playing Music in the Subway

WEALTH FOR CONSUMPTION (เศรษฐทรัพย์ส่วนที่เป็นโภคทรัพย์)
Food on your table
A House You Live in

WEALTH USED IN PRODUCTION (เศรษฐทรัพย์ส่วนที่เป็นทุน)
Food in a Restaurant
Your Mom’s old House, which you Rent to Tenants
A Truck

CLAIMS ON WEALTH (สิ่งที่ใช้แทนเศรษฐทรัพย์)
A $100 Bill
A Certificate for 100 Shares of Microsoft

หมายเหตุ มีศัพท์เศรษฐศาสตร์เพิ่มเติมที่
1. http://www.landandfreedom.org/econ/terms.htm  
2. http://www.politicaleconomy.org/terms.htm
3. http://www.truefreetrade.org/aegloss.htm
และมี กฎธรรมชาติด้านเศรษฐศาสตร์ 26 กฎ ที่ http://www.oknation.net/blog/utopiathai/2011/06/16/entry-2




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สุธน_หิญ วันที่ : 13/03/2012 เวลา : 11.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/utopiathai
รัฐสวัสดิการ + ภาษีที่ดินเท่านั้น = อยู่ดีทั่วหน้า + ไร้วิกฤตฟองสบู่    facebook.com/suthon.hin

กฎมูลฐานในทางเศรษฐศาสตร์ หรือสัจพจน์หรือความจริงทางเศรษฐกิจ
มีอยู่ 2 ข้อ คือ

ก. มนุษย์ย่อมหาทางบำบัดความต้องการของตนโดยให้สิ้นเปลืองความพยายามแต่น้อยที่สุด (Men seek to gratify their desires with the least exertion.)
ข. ความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด หรือ อิจฉา หิ อันตโคจร (Men’s desires are unlimited.)

กฎข้อ ก. นั้น ก็คือถ้ามีทางไหนที่ลงทุนลงแรงน้อยแล้วได้สิ่งที่ตนประสงค์ มนุษย์ย่อมจะเลือกหนทางนั้น มนุษย์ย่อมจะพยายามหลีกเลี่ยงวิธีการที่สิ้นเปลืองแรงงานมากกว่า แต่ได้ผลเท่ากัน แม้ในเรื่องการออกกำลังกาย ซึ่งมีผู้ยกมาเป็นข้อคัดค้านเพื่อแสดงว่ากฎนี้ไม่จริงก็ตาม เพราะที่คนเราฝึกวิ่งนั้น มิใช่ว่าเขาต้องการจะออกแรงมาก แต่ต้องการให้ตนเองวิ่งได้เก่ง ถ้าเกิดมีวิธีที่จะทำให้คนเราวิ่งได้เก่งโดยไม่ต้องฝึกวิ่งบ่อยๆ (และไม่สิ้นเปลืองเงินทองมากด้วย) คนเราที่สติดีๆ ก็จะเลือกวิธีนี้

กฎนี้ในเมื่อเราได้ศึกษาต่อไป ก็จะเห็นได้ว่าจะทำให้มนุษย์ค้นคิดประดิษฐ์เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งยิ่งมีความสลับซับซ้อนและมีขีดความสามารถเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือ จะทำให้เกิดการปรับแต่งตามธรรมชาติในระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน (Exchange Economy) ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนต่อการทำงานในอาชีพสาขาต่างๆ มีความสมส่วนกันกับความยากง่ายในการประกอบอาชีพนั้นๆ (มีกล่าวต่อไปในบทที่ 2 ข้อ 4 ค.) แรงดึงดูดของโลกทำให้น้ำปรับระดับเข้าหากันได้ฉันใด กฎข้อ ก. นี้ก็ปรับให้ผลตอบแทนในอาชีพต่างๆ กันมีความเท่าเทียมกันได้ฉันนั้น การปรับแต่งทางเศรษฐกิจตามธรรมชาตินี้จะเรียกเสียว่าเป็นไปตาม “การประสานสอดคล้องทางเศรษฐกิจ” (Economic Harmonies) ด้วยมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) ตามความคิดของแอดัม สมิธ หรือตามกฎอุปทานอุปสงค์ (Law of Supply and Demand) ก็ได้ การปรับแต่งเช่นนี้มิใช่ว่าจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันขึ้นได้ตรงตัวทันทีเสมอไป ควรจะถือเป็นแต่เพียงแนวโน้ม ที่มีแรงผลักดันอยู่เสมอ เพราะว่ามีปัจจัยต่างๆ หลายประการที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันยังคงมีอยู่ต่อไปรวมทั้งความไม่สมบูรณ์ทีเดียวในการแข่งขันในตลาดเสรี ซึ่งรวมถึงความไม่คล่องตัวในการเคลื่อนย้ายสถานที่อยู่และแรงงาน หรือการเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งไม่อาจทำได้ทันทีที่ปรากฏว่าค่าแรงในอาชีพที่ทำอยู่ขณะนั้นต่ำลง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มนี้ก็จะพยายามปรับแต่งให้เกิดความเท่า เทียมกันได้พอสมควร กฎหรือความจริงข้อนี้อาจมีบางคนพูดว่าเป็นกิเลสหรือการแสวงกำไรสูงสุด เข้าทำนอง "ทุนนิยมสามานย์" ก็ลองคิดดูว่าทำได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ

ส่วนกฎข้อ ข. ความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น คงจะพอทราบกันดีอยู่แล้ว มีผู้กล่าวว่าคนเรากินได้อย่างมากก็ไม่เกินขนาดกระเพาะของตนเท่านั้น ก็จริงหรอกครับ แต่อาหารคนรวยนั้นอาจเป็นอาหารทะเลราคาแพง ของที่หาได้ยาก หรือมีการประดิษฐ์การปรุงที่ประณีตยุ่งยาก จานหนึ่งเป็นร้อยเป็นพันบาท ซึ่งคนจนจะใช้ซื้อกินได้นับร้อยมื้อ วิธีการทำอาหารที่นับวันแต่จะพิสดารยิ่งขึ้น และเป็นที่แพร่หลายแม้ในหมู่ผู้มีรายได้ปานกลาง ย่อมแสดงให้เห็นได้ดีถึงความไม่รู้จักพอของมนุษย์ คนจนอาจพูดว่ามีกระท่อม 1 หลังก็พอใจแล้ว แต่ถ้าเขาบังเอิญรวยขึ้น เขาจะพอใจกับกระท่อม 1 หลังนั้นหรือ ? ถ้ารวยยิ่งขึ้นไปอีก ก็อาจต้องการบริเวณสำหรับเป็นสวนไม้ดอก ต้องการบริเวณสำหรับเล่นกอล์ฟ หรือแม้แต่สวนพร้อมทั้งลำธาร น้ำตก ทุ่งหญ้า ป่าเขา เป็นของตนเองคนเดียว สำหรับพักผ่อนหรือล่าสัตว์ ต้องการมีเครื่องบินส่วนตัว เรือยอช์ตส่วนตัว ฮาเร็มส่วนตัว และในอนาคตต่อไปก็อาจจะต้องการยานอวกาศสำหรับท่องเอกภพ (Universe) ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น คนเรามักจะชอบหาข้อยกเว้นเหล่านี้ เพื่อยกเอาขึ้นมาแสดงว่ากฎนั้นไม่เป็นความจริง โดยหาได้เฉลียวใจไม่ว่า ข้อยกเว้นนั้นแหละที่พิสูจน์ว่ากฎนั้นเป็นความจริง เพราะถ้าไม่มีข้อยกเว้นก็ย่อมไม่ใช่กฎ

สำหรับกฎข้อ ข.นี้ ในหนังสือเล่มนี้ก็เพียงแต่จะมุ่งแสดงว่า เมื่อการผลิตเจริญก้าวหน้าขึ้น สามารถสนองความต้องการของมนุษย์ได้ดีขึ้นหลายหลากขึ้น มนุษย์ก็ยิ่งจะเพิ่มหรือปรับปรุงการผลิตขึ้นอีก เพื่อสนองความต้องการให้ได้มากหรือดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักสิ้นสุด จะต้องการวัตถุดิบสำหรับนำมาใช้ก่อสร้างทุนและผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ มากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ต้องใช้เนื้อที่บริเวณ (ที่ดิน) และทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นๆ นับเป็นเหตุผลสำหรับบทที่ 4 ข้อ 1 คือ ผลจากกฎธรรมชาติว่าด้วยวิภาคกรรม

ขออธิบายเพิ่มเติมเสียเลยว่า อุปสงค์หรือ Demand นั้น มักจะหมายถึงความต้องการที่สามารถสนองได้ หรือ Effective Demand คือไม่ใช่ความต้องการชนิดเพ้อฝันโดยไม่สามารถทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้

(จากหน้งสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม หน้า 4 - http://utopiathai.webs.com/UnjustPoverty.html )

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2011 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]