• สุธน_หิญ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : utopiathai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-05-22
  • จำนวนเรื่อง : 166
  • จำนวนผู้ชม : 205748
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
ยูโทเพียไทย
รัฐสวัสดิการ + ภาษีเดี่ยวจากที่ดิน = เจริญสุขทั่วหน้า + ไร้วิกฤตฟองสบู่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/utopiathai
วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม 2557
Posted by สุธน_หิญ , ผู้อ่าน : 751 , 01:20:41 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ลุงตุ่ย โหวตเรื่องนี้

(ผสมผเสจากบทความ www.cooperativeindividualism.org/williams_karl_social_justice_kit.html, หนังสือ Progress and Poverty โดย Henry George ภาคไทย ที่ http://utopiathai.webs.com/ProgressAndPoverty.html, และบทความ Henry George 100 Years Later โดย M. Mason Gaffney, Ph.D. ที่ http://schalkenbach.org/rsf-1/henry-george/henry-george-100-years-later/)

“เมื่อทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกใช้อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของทุกคน และไม่ถูกยึดครองไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว นี่คือยุคแห่งความมั่งคั่งร่วมกันอันยิ่งใหญ่ด้วยสันติภาพและความรุ่งเรือง” – ขงจื๊อ (8 ปีก่อน พ.ศ. – พ.ศ.64)

“ผลแห่งแผ่นดินโลกคือสมบัติร่วมกันสำหรับทุกคน ซึ่งทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน” - Voltaire (ค.ศ.1694 - 1778)

“แผ่นดินโลก ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าประทานแก่มนุษย์เพื่อเป็นที่พักอาศัย, เป็นที่หาเลี้ยงชีพ และเป็นที่ค้ำจุน ไม่ควรเป็นสมบัติของบุคคล, บรรษัท, สมาคม หรือรัฐบาลที่มิใช่มิตรใดๆ มากไปกว่าอากาศหรือน้ำ” - Abraham Lincoln (ค.ศ.1809 - 1865)

“ปลดปล่อยการผลิตให้พ้นจากภาษี, ปฐพีโลกให้พ้นจากการผูกขาด, และมนุษยชาติให้พ้นจากความยากจน” - Henry George (ค.ศ.1839 -1897)

เศรษฐศาสตร์เพิ่งจะได้รับการยกฐานะเป็นสาขาวิชาหนึ่งของสังคมศาสตร์อย่างเป็นทางการในสมัย Adam Smith (ค.ศ.1723 – 1790) ผู้เขียนหนังสืออันโด่งดังที่เรียกกันอย่างย่อว่า "The Wealth of Nations" ท่านผู้นี้และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในระยะร้อยปีต่อมา (รวมทั้ง Henry George) ภายหลังถูกเรียกว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิก เพื่อให้ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกที่เกิดตามมาในปลายศตวรรษที่ 19 นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกสำคัญๆ เช่น Adam Smith, David Ricardo, และ John Stuart Mill ต่างประณามความเลวร้ายของการกระจุกตัวของกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเขาเรียกว่า “การผูกขาดที่ดิน” และในระยะเกือบยี่สิบปีนับแต่ ค.ศ.1880 Henry George ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากในดินแดนที่พูดภาษาอังกฤษเกิดความสนใจในหนังสือ "Progress and Poverty" ซึ่งยังคงเป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์ที่ขายดีที่สุดตลอดมาและที่นำพาเศรษฐศาสตร์คลาสสิกมาจนถึงข้อสรุปอันสมเหตุสมผล (logical conclusion) จอร์จได้แสดงสาเหตุของความไม่เป็นธรรมขั้นฐานรากทางสังคม ชี้ให้เห็นทั้ง “ความยุติธรรม” และ “ประสิทธิภาพ” (ผลดี) ของภาษีมูลค่าที่ดิน (Land Value Taxation – LVT) และผลร้ายของภาษีอื่นๆ ได้อย่างดียิ่งจนฝ่ายที่มีผลประโยชน์ได้เสียต้องหาทางหยุดยั้งจอร์จ ซึ่งคือสาเหตุให้เกิดเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิก รายละเอียดของเรื่องนี้มีอยู่ในหนังสือ “The Corruption of Economics” ของศาสตราจารย์ Mason Gaffney และ Fred Harrison (http://www.shepheard-walwyn.co.uk/book_details.asp?Bookid=230) ส่วนเรื่องย่อดูได้ที่ www.taxreform.com.au/essays/corrupt.htm

ในหนังสือ Progress and Poverty เฮนรี จอร์จอธิบายอย่างยืดยาวถึงความไม่เป็นธรรมของการปล่อยให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เมื่อถึงคราวพิจารณาหนทางปฏิบัติ เขากลับไม่เสนอให้ยึดที่ดินมาเป็นของรัฐ แต่ให้ยกเลิกภาษีอื่นๆ ทั้งสิ้น แล้วเก็บแต่ภาษีมูลค่าที่ดินเกือบเท่ากับค่าเช่าที่ดิน ประหนึ่งว่าเจ้าของที่ดินทุกคนเป็นผู้เช่าที่ดินจากรัฐ โดยเหลือค่าเช่าส่วนหนึ่งให้เป็นกำลังใจแก่เจ้าของที่ดินในการจัดการที่ดิน แทนที่จะให้รัฐต้องมาจัดการเอง สำหรับผมผู้ถอดความเพียงส่วนหนึ่งเป็นภาษาไทยขอเสริมว่าควรใช้เวลา 20 - 30 ปีในการเปลี่ยนแปลง โดยค่อยๆ เพิ่มภาษีที่ดินและค่อยๆ เลิก/ลดภาษีอื่นๆ เพื่อมิให้เกิดความเดือดร้อนเกินไปแก่ผู้ที่มีฐานะความเป็นเจ้าของที่ดินมากกว่าฐานะผู้ลงแรงกาย แรงสมอง และผู้ลงทุน ค่าเช่าที่ดินเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติตามส่วนกับประโยชน์อันอาจได้จากที่ดินนั้นๆ ซึ่งเจ้าของที่ดิน – ในฐานะเจ้าของที่ดิน – ไม่ได้ทำให้เกิด แต่เกิดจากการมีอยู่และกิจกรรมรวมทั้งภาษีของส่วนรวม ค่าเช่าที่ดินจะสูงมากในย่านที่ประชากรหนาแน่น มีโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้การร่วมมือกันด้วยการแบ่งงานผลิตสินค้าและบริการแล้วเอามาตกลงแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน เป็นไปโดยรวดเร็ว ค่าเช่าที่ดินนั้นทำให้เกิดความเสมอภาคโดยทำให้การลงแรงและลงทุนในที่ดินมากน้อยดีเลวผิดกันได้รับผลตอบแทนเท่าเทียมกัน ขอเพียงให้ค่าเช่าที่ดินไม่เข้ากระเป๋าเอกชน แต่ให้เข้ารัฐเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับส่วนรวมร่วมกันแทนภาษีอื่นๆ ความไม่ยุติธรรมขั้นฐานรากจะหมดไป ผลดีจะเกิดขึ้น เช่น จะไม่เกิดวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่อสังหาฯ เพราะการเก็งกำไรเก็บกักที่ดินจะหมดไป มีการทำประโยชน์ในที่ดินมากขึ้น คนมีงานทำมากขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น และสินค้าของกินของใช้จะถูกลงเพราะภาษีทั้งหลายถูกยกเลิก มีแต่ภาษีมูลค่าที่ดิน (ค่าเช่าที่ดิน)

ลีโอ ตอลสตอยกล่าวว่า “อาวุธสำคัญสำหรับต่อต้านคำสอนของเฮนรี จอร์จ คือ สิ่งที่ใช้เสมอมาเพื่อต่อต้านความจริงที่ปฏิเสธมิได้และแจ่มแจ้งในตัวเอง วิธีนี้ ซึ่งยังคงใช้กันอยู่ในกรณีของจอร์จ คือ การทำให้เงียบ”

ใครคือผู้ก่อกรรมนี้? ในสหรัฐฯ แผ่นดินเกิดของจอร์จ พวกเขาคือเจ้าของบริษัทรถไฟ นายธนาคาร และ เศรษฐีผู้มีอำนาจปกครอง ในระยะปลายของศตวรรษที่ 19 มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ มักได้รับทุนสนับสนุนจากผู้มั่งคั่ง ซึ่งรวมทั้งผู้จะต้องเป็นฝ่ายสูญเสียหากมีการปฏิรูปตามแนวของจอร์จ พวกเขากล่าวหาว่าความคิดของจอร์จรุนแรงแบบปฏิวัติและถอนการให้ทุนแก่นักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ยังคงความคิดของจอร์จไว้ในหลักสูตร ซึ่งก็เท่ากับเป็นการข่มขู่คนอื่นๆ ไปกลายๆ

เศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิกได้ละเว้นการพิจารณาแนวความคิดอันเหมาะสมเกี่ยวกับที่ดิน รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินถูกนำไปเป็นส่วนย่อยของทุนในสมการทางเศรษฐศาสตร์โดยไม่ใส่ใจกับสภาพและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่างกันของ ที่ดิน กับ ทุน นักเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกจำนวนมากพร่ำสอนว่าเราต้องยอมเสีย “ความยุติธรรม” เพื่อแลกกับ “ประสิทธิภาพ” ทำนองอยากได้อย่างหนึ่งก็ต้องยอมเสียอีกอย่างหนึ่ง (tradeoff) สิทธิโดยกำเนิด (birthright) ของเราถูกขายหรือมอบให้แก่ผู้ที่เกิดเข้ามาในโลกก่อนเรา คนจำนวนมากต้องจ่ายค่ามีที่ยืนอยู่ในโลกนี้ให้แก่บางคน

การศึกษาเศรษฐศาสตร์กลายเป็นเรื่องยาก เพราะข้อสมมต (assumptions) ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้แบบจำลองทำงานได้นั้นมักไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ใน ค.ศ.1891 สันตะปาปาลีโอที่ 13 ได้ออกหนังสือเวียน Rerum Novarum ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการค้านเศรษฐศาสตร์แบบจอร์จโดยทางอ้อม แต่สันตะปาปาก็รับพิจารณาจดหมายเปิดผนึกกราบทูลชี้แจงของจอร์จ และยกเลิกการคว่ำบาตร-คืนตำแหน่งให้หลวงพ่อ Edward McGlynn ผู้รณรงค์ต่อต้านความยากจนตามแนวของจอร์จ (http://www.oknation.net/blog/utopiathai/2011/06/16/entry-1)


ในอังกฤษ ในต้นศตวรรษที่ 20 เสียงข้างมากของสภาสามัญสนับสนุนแนวความคิดแบบจอร์จ ฝ่ายค้านคือสภาขุนนางซึ่งเป็นชนชั้นเจ้าที่ดินใช้ความพยายามเต็มที่เพื่อมิให้มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ผลที่ออกมาคือการจัดสวัสดิการสังคมพอเป็นเครื่องปลอบใจราษฎร แต่สภาขุนนางก็ถูกตัดอำนาจที่จะยับยั้ง (veto) กฎหมายภาษีตั้งแต่ ค.ศ.1909

ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914-18) ขบวนการจอร์จิสต์ก็ลดความสำคัญลงไป เพราะผู้คนต้องวิตกกังวลอยู่กับความเดือดร้อนต่างๆ ยามสงคราม

แนวความคิดของจอร์จนี้ได้มีการนำไปใช้เป็นบางส่วนในบางแห่ง เช่น ที่ไต้หวันและบางส่วนของรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศที่ใช้ค่อนข้างมากคือเดนมาร์กในตอนปลายของรอบสิบปีนับแต่ ค.ศ.1950 และตอนต้นของรอบสิบปีถัดไป ซึ่งได้ผลดียิ่งตามที่คาดการณ์ไว้ การว่างงานจำนวนมากเปลี่ยนเป็นการมีงานทำเกือบเต็มที่ การขาดดุลอย่างมากเปลี่ยนเป็นการเกินดุล อัตราเงินเฟ้อลดเหลือไม่ถึง 1% ขณะเดียวกันค่าแรงจริงก็เพิ่มขี้นทำสถิติ แต่เมื่อมีการรณรงค์โฆษณาให้ข่าวสารที่ก่อความเข้าใจผิดๆ อย่างขนานใหญ่ กฎหมายภาษีมูลค่าที่ดินก็ถูกยกเลิก ความรุ่งเรืองที่เด่นชัดของเดนมาร์กก็หายไปโดยรวดเร็วเช่นเดียวกับตอนที่เกิดขึ้น นี่แสดงถึงความเสียเปรียบทางการเมืองของเศรษฐศาสตร์แบบจอร์จ – มันเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคยอย่างมาก จึงยากยิ่งที่จะเข้าใจ และเป็นการง่ายที่จะถูกชักนำให้เห็นเป็นอย่างอื่น ฝ่ายซ้ายโจมตีว่าเป็นนายทุน ฝ่ายขวาก็ว่าเป็นสังคมนิยมบ้างคอมมิวนิสต์บ้าง ในการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านลัทธิภาษีที่ดินในเดนมาร์ก มีโพสเตอร์รูปหนึ่งแสดงครอบครัวที่เป็นสุขครอบครัวหนึ่งยืนอยู่นอกบ้านในขณะที่ถุงมือดำขนาดยักษ์ของลัทธิภาษีที่ดินกำลังเอื้อมลงมาทำท่าจะขโมยบ้านของครอบครัวนั้นไป

เฮนรี จอร์จได้กล่าวไว้ก่อนแล้วใน Progress and Poverty ภาค 8 บทที่ 2 หน้า 407 ว่า “เป็นการยากสำหรับชนกรรมาชีพที่จะเลิกคิดว่ามีความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างแท้จริงระหว่างทุนกับแรงงาน เป็นการยากสำหรับเจ้าของเคหสถานและกสิกรรายย่อยที่จะละความคิดที่ว่าการเอาภาษีทั้งหมดมารวมเก็บที่มูลค่าที่ดินก็คือการเก็บภาษีจากตนโดยไม่สมควร เป็นการยากสำหรับชนทั้งสองชั้นนี้ที่จะละความคิดที่ว่าการยกเว้นไม่เก็บภาษีจากทุนก็เท่ากับเป็นการทำให้คนที่รวยอยู่แล้วยิ่งรวยขึ้นไปอีก และทำให้คนจนยิ่งจนหนักขึ้น ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความนึกคิดที่สับสน แต่เบื้องหลังความไม่รู้และอคติ ยังมีผลประโยชน์ที่ทรงพลัง ซึ่งได้มีอิทธิพลในวงการหนังสือ การศึกษา และความคิดเห็นมาจนถึงบัดนี้ ความชั่วร้ายอันใหญ่ยิ่งมักจะละลายหายไปได้ยากเสมอ และความชั่วร้ายอันใหญ่ยิ่งซึ่งทำให้มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ต้องยากจนและขัดสนทั่วไปในอารยประเทศทุกแห่งนั้นจะไม่สิ้นไปได้โดยปราศจากการดิ้นรนต่อสู้อย่างรุนแรง”

ออสเตรเลียยังมีนโยบายภาษีที่ดินหลงเหลืออยู่บ้างในรูปของภาษีที่ดินของรัฐและท้องถิ่นในอัตราที่ต่ำมาก ประยุกต์ใช้อย่างผิดๆ และเข้าใจผิด ในสมัยที่ความคิดของจอร์จมีอิทธิพลสูง กรุงแคนเบอร์ราได้ถูกจัดตั้งเป็นดินแดนของลัทธิภาษีที่ดินเพื่อป้องกันมิให้นักเก็งกำไรที่ดินมาหากำไรจากการที่เมลเบิร์นหรือซิดนีย์อาจถูกเลือกเป็นเมืองหลวงของออสเตรเลีย สมัยนั้นมีผู้สนับสนุนลัทธิของจอร์จอยู่ทั้งในพรรคแรงงานออสเตรเลียและพรรคเสรีนิยม แต่สมัยนี้พรรคที่เข้าใจและสนับสนุนระบบภาษีมูลค่าที่ดินคือพรรคเดโมแครตและพรรคเขียว (Green) การเก็บภาษีมูลค่าที่ดิน และ เลิกภาษีอื่นๆ เป็นไปตามหลักผลประโยชน์ คือ จ่ายสำหรับสิ่งที่ท่านได้ ไม่ใช่สำหรับสิ่งที่ท่านทำ (Pay for what you take, not what you make.)

บทความนี้เสนอครั้งแรกเมื่อ 19 ก.ย. 2556.

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]