*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343402
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน 2551
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 2858 , 13:13:21 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ข้าพเจ้า เพิ่งกลับมาสู่วิถีชีวิตประจำวันในเมืองหลวง หลังจากปลดแอกตัวเองจากพันธนาการไปชั่วคราว เพื่อไปทำงานในจังหวัดทางภาคเหนือ ครั้งนี้ยอมรับกับตัวเองว่า สังขารคนเราเป็นของไม่เที่ยงจริง ๆ การทำงานอย่างสมบุกสมบันในครั้งนี้ ทำให้ได้รู้ซึ้งถึงคำว่าเหนื่อยแทบขาดใจก็คราวนี้เอง แต่กระนั้น ในความเหนื่อย ก็เต็มไปด้วยรสชาดของชีวิต และความสุขที่เกิดจากการทำงาน ทำอะไรก็ได้ที่ใจรัก ก็ทำให้เกิดปิติทั้งนั้นแหล่ะค่ะ คุณว่าจริงมั๊ย

ทุกครั้งที่ออกเดินทางไปทำงานนอกพื้นที่หรือไปต่างจังหวัด ข้าพเจ้ามักเก็บบันทึกการเดินทางด้วยภาพถ่ายและบันทึกประจำวันเสมอ และทุกครั้ง ก็อดไม่ได้ที่อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ของการเดินทาง การพบปะผู้คน หรือการทำงานกับผู้คนในที่ต่าง ๆ แก่เพื่อนร่วมโลกเสมอ ๆ ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย เหมือนทุกครั้งที่ผ่าน ๆ มา ทั้งนี้เพื่อ หนึ่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สอง แบ่งปันประสบการณ์ ทั้งดีและไม่ดี เผยแง่มุมชีวิตของผู้คนในที่ต่าง ๆ ที่เราประทับใจและไม่ประทับใจ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นอีกหน่อยก็เท่านั้นเอง

ครั้งนี้ข้าพเจ้าไปนานกว่าทุกครั้ง คือเป็นเวลาถึง สิบกว่าวัน กับการตระเวนไปในที่ต่าง ๆ ของสองจังหวัด คือ แพร่ และลำปาง สำหรับแพร่ซึ่งต้องไปเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว ได้เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว ครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับจ.แพร่ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปที่นั่นพอดี คือ ประเพณีห่มผ้าพระธาตุ ซึ่งน่าสนใจมาก (ที่ว่าน่าสนใจเพราะไม่เคยเห็นนั่นเอง) นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังนำภาพพุทธสถาน(วัด)ต่าง ๆ ที่น่าสนในจังหวัดลำปาง เฉพาะในเวียงมาฝากให้ดูเพลิน ๆ ค่ะ เป็นความงามที่น่าประทับใจมาก ๆ

มีคนบางคนบอกว่า การสร้างวัด ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือพระสุปฏิปัณโณต่างหาก แต่ในสายตานักศึกษาประวัติศาสตร์อย่างข้าพเจ้า วัดคือร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา ที่ประจักษ์ชัดได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน วัดคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ที่จะทำให้เราสามารถสืบค้นต่อไปได้ถึงวิถีชีวิต ศิลปะ ตลอดจนการดำเนินชีวิตของผู้คนในอดีต ต่างคนต่างก็มองในมุมมองที่ต่างกัน ไม่มีใครบอกได้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่เห็นนี้คือขบวนแห่ผ้าห่มพระธาตุ ผู้ที่มาร่วมทำบุญกันเช้าวันนั้น ก็จะร่วมกันจับผ้าห่มพระธาตุผืนใหม่ แล้วเดินวนรอบพระธาตุสามรอบ ก่อนนำผ้าขึ้นห่มพระธาตุ

ที่เห็นลายจุด ดำ ๆ เต็มผืนผ้า นั่นคือ รายชื่อของผู้ที่มาร่วมทำบุญ เมื่อทำบุญเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเขียนชื่อตัวเอง ครอบครัว คนที่ตัวเองรัก และญาติผู้ล่วงลับไปแล้วลงบนผืนผ้า เพื่อจะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลได้ทั่วถึงกัน ตามความเชื่อของคนที่นั่น ส่วนข้าพเจ้า ก็แอบไปสลักชื่อไว้เหมือนกันค่ะ (ขอมีส่วนร่วมด้วยคน)

กลุ่มเด็กตรงกลาง ๆ นั่นคือนักเรียนของข้าพเจ้า เนื่องจากพิธีเริ่มในเวลาเช้าตรู่ จึงสอยเด็กไปร่วมงานได้ประมาณ 5-6 คนเท่านี้แหล่ะค่ะ แต่ดูทุกคนก็ตั้งอกตั้งใจกันจริง ๆ เพราะเป็นงานห่มพระธาตุครั้งแรกของชุมชนแห่งนี้ค่ะ

สิ่งที่ทำขึ้น เกิดจากศรัทธามากกว่าจะทำเพื่อพิธีกรรมหรือหวังผลทางพุทธพาณิชย์ ท่านหัวหน้าชุมชนกล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการรื้อฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ ก็ได้แรงบันดาลใจจากทีมงานของข้าพเจ้าที่เข้าไปผลักดันให้ชุมชนเกิดสำนึกรักพื้นถิ่น และอยากจะเก็บประเพณีอันดีงามเอาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษารากเหง้าของตนเองต่อไป (งานนี้ก็เป็นปลื้มหล่ะค่ะ) ถือว่าไม่เหนื่อยเปล่าเสียทีเดียว

การห่มผ้าพระธาตุ ก็ห่มกันแบบนี้แหล่ะค่ะ มีสามเณร 3 รูป ปีนขึ้นไปห่ม ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า ไม่เน้นว่าต้องห่มให้สวย ห่มไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น แต่แค่นี้ก็เสี่ยงพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ

ระหว่างที่เณรกำลังห่มผ้าพระธาตุอยู่ ด้านล่างก็จะมีพระสงฆ์สวดจนข้างบนห่มผ้าเสร็จ ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ห่มเสร็จแล้ว ก็เป็นแบบนี้ค่ะ

วัดสวย ๆ ที่แพร่ค่ะ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ อยู่ที่อ. เวียงต้า ชื่อวัดต้าเวียง อุโบสถเก่าแก่มากมีอายุหลายร้อยปีทีเดียว ครั้งแรกเจ้าอาวาสวัดอยากจะรื้อเพื่อสร้างใหม่ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจที่จะอนุรักษ์ไว้และเปลี่ยนเป็นบูรณะปฏิสังขรณ์แทน

วัดหลวง ที่จ. แพร่เหมือนกันค่ะ

ของที่แพร่คงพอแค่นี้ ทีนี้เรามาดูสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า "วัด" ของจ.ลำปางกันบ้าง ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมากค่ะ ดูความสวยงาม ร่องรอยของศิลปะ และศรัทธาของผู้สร้าง

ที่เห็นนี้คือ พระธาตุที่วัดบุญวาทย์ วัดที่เจ้าบุญวาทย์ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของนครลำปางเป็นผู้สร้างเอาไว้ วัดนี้เล็กนิดเดียว ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมากค่ะ

ภายในอุโบสถวัดบุญวาทย์ ในหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัดนี้ไว้ว่า หากต้องการเข้าชมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ ที่ว่ากันว่า วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ต้องติดต่อเจ้าอาวาสก่อนเพื่อขออนุญาต

ข้าพเจ้าเก้ ๆ กัง ๆ อยู่นาน อยากเข้าไปดู เพราะเห็นประตูโบสถ์เปิดแง้มอยู่ ไม่กล้าเข้าไปโดยพลการ มีคุณลุงอายุราว 60 กว่า ๆ ท่าทางใจดีเดินมา ข้าพเจ้าจึงเข้าไปถามว่า เข้าไปดูได้หรือไม่ คุณตอบด้วยความเมตตาว่า ได้สิลูก ทำไมจะไม่ได้ ข้าพเจ้าถามต่อว่า ขอถ่ายรูปได้หรือไม่ ลุงตอบว่า ตามสบายเลย จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ ข้าพเจ้ายกมือไว้ขอบคุณ คุณลุงเลยถามต่อว่า "มาคนเดียวเหรอ?" ข้าพเจ้าตอบรับ แล้วจึงเดินเข้าไปภายในอุโบสถ อยากจะบอกว่าคุณลุงใจดีจังเลยค่ะ เพราะก่อนหน้านั้น หลาย ๆ คนปฏิเสธที่จะพูดคุยกับข้าพเจ้า (ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)

1 ในหลายสิบภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดบุญวาทย์ สะท้อนวิถีชีวิตได้อย่างน่าชมทีเดียวค่ะ

เดินมาเรื่อย ๆ ก็มาเจอนี่เลย หออะม๊อก เป็นป้อมปืนโบราณของเมืองลำปาง ปัจจุบันเหลือเท่าที่เห็นนี่แหล่ะค่ะ

วันแรกในลำปางนั้น ข้าพเจ้าใช้วิธีการกางแผนที่แล้ว เดิน โดยจะตั้งเป้าหมายไว้ว่า วันนี้เราจะเดินไปในย่านไหน แล้วเก็บข้อมูลย่านนั้นให้หมด โดยระหว่างเดิน ก็สำรวจเส้นทาง และวิถีชีวิตของผู้คนไปในตัวด้วย ขอบอกว่า กลางวันของลำปางร้อนมาก

จากหออะม๊อก เดินไปตามแผนที่ในเส้นทางที่กำหนดไว้ ก็จะมาพบนี่เลย วัดเชตวัน ตอนแรกถามชาวบ้านว่า วัดหัวเวียงอยู่ตรงไหน? ปรากฏว่าคนไม่รู้จัก เพราะชื่อหัวเวียง เป็นชื่อเดิมของวัดนี้ ต้องบอกว่า วัดเชตวันอยู่ตรงไหนคะ คนถึงจะรู้ วัดนี้มีอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรมรูปทรงแปลกตาค่ะ ไว้ว่าง ๆ จะไปค้นคว้ามาบอกค่ะ ว่าเป็นศิลปะประเภทไหน วันนี้ดูรูปเพลิน ๆ ไปก่อน

ผ่านมาตะวันเกือบจะตรงหัวแล้ว ข้าพเจ้าเพิ่งเที่ยวได้สองวัดเอง เดินมาตั้งไกล จากวัดเชตวันมา ก็แวะซื้อน้ำ นี่ร้านนี้เลย คุณป้าบอกว่า ตู้เย็นไม่ได้เสียบปลั๊ก เพราะค่าไฟแพง ป้าใช้วิธีแช่ในถังน้ำแข็ง (อืมส์เข้าท่า)แต่ปรากฏว่าป้าไม่ได้แช่น้ำเอาไว้ ข้าพเจ้าบอกว่า ไม่เป็นไร ดื่มแบบไม่เย็นก็ได้ คุณป้าผู้อารี บอกไม่ได้ ป้าจะบริการน้ำแข็ง ว่าแล้วก็ตักน้ำแข็งใส่แก้วมาให้ 1 แก้ว ข้าพเจ้าเลยถือโอกาสนั่งพักซะเลย

ระหว่างนั้นข้าพเจ้าก็คุยกับป้า เพราะเห็นแล้วว่าป้าต้องไม่ "ธรรมดา" แน่ ๆ เลย ร้านของป้าขายกล้วยปิ้ง แบบทับให้แบนแล้วทานกับน้ำจิ้มซึ่งทำจากกระทิ ซึ่งป้าตั้งชื่อร้านว่า "ร้านทูลเกล้า ทูลกระหม่อม" ภายในร้านประดับรูปภาพของป้าในอิริยาบถต่าง ๆ กันขณะเข้าถวาย"กล้วยปิ้ง"ของป้า แด่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ รวมทั้งในหลวงและพระราชินีของเราด้วย

"ป้า" เป็นคนน่าสนใจจริง ๆ ป้าเป็นคนโสด อุทิศตนเพื่อสาธารณประโยชน์ส่วนรวม ป้าบริจาคเลือดตั้งแต่สาวจนแก่ บริจาคจนเค้าไม่รับบริจาคแล้วเพราะอายุมาก

"ป้าเกลียดมัน"!!!!!! "อีพวกพม่า ป้าไม่คบ มันมาตีบ้านเมืองของเรา"เป็นประโยคที่ป้าบอกข้าพเจ้าอย่างดุดัน "มัน"ที่ว่า คือคนลำปางเชื้อสายพม่าที่มีอยู่มากมายในจังหวัดลำปาง คนพวกนี้เข้ามาหากินในจ.ลำปางในยุคที่การทำสัมปทานป่าไม้กำลังรุ่งเรือง ราวสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง ป้าว่า ถ้ารู้ว่าใครเป็นพม่าจะไม่คบหาสมาคมเด็ดขาด ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะแก้ความเข้าใจของป้าเสียใหม่ แต่ดูเหมือนเรื่องจะยาว จะเลือกที่จะนิ่งเสีย คุยไปคุยมาจึงรู้ว่า ป้าเป็นคนผักไห่ อยุธยานั่นเอง

เลือดอยุธยาของป้านั้นเข้มข้นจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ป้าเคยอาศัยอยู่ในอยุธยาเพียง 15 วัน เมื่ออายุ 3 ขวบ และทำมาหากินตั้งรกรากอยู่ลำปางถึง 55 ปีเต็ม ป้าตบท้ายด้วยว่า ป้าสงสัยว่าตัวเองเป็นทหารพระนเรศวรกลับชาติมาเกิด....ซะอย่างนั้น

ก่อนจะลาจากป้ามา ฉันถามทางคร่าว ๆ ในจุดหมายต่อไปของฉัน ป้าบอกทางอย่างเต็มอกเต็มใจ และทิ้งท้ายด้วยว่า ป้าไม่ได้เป็นแม่ค้าอย่างเดียวนะ ป้าเป็นแผนที่ ป้าเป็นป้ายบอกทาง ป้าเป็นห้องน้ำ และบางครั้งก็เป็นแหล่งข้อมูล.........ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นจริงตามนั้น

และก่อนจากมา ข้าพเจ้าก็ไม่ลืมที่จะ "ชิม" กล้วยปิ้งที่เคยขึ้นโต๊ะเสวย หลายครั้งหลายครา แหม!! ก็อร่อยสมคำล่ำลือน่ะคะ

คนผ่านทางอย่างข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากป้านภา คุณป้าผู้อารี ซึ่งป้าก็บอกว่า ที่คุยกันวันนี้ "ป้าได้ความรู้ใหม่ ๆ จากหนูเยอะเลย" "หนูก็ได้ความรู้ใหม่ ๆ จากป้าเหมือนกันค่ะ" เราจบบทสนทนากันเพียงเท่านั้น ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ขอบคุณค่ะป้า ที่ทำให้หนูได้รู้ว่า "มิตรอยู่ไม่ไกลจากปากเรานั่นเอง"

จากร้านป้านภามา ข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำวัง เพื่อจะมาชม สถาปัตยกรรมล้านนาผสมพม่า ของคหบดีลำปางเชื้อสายพม่า ที่สร้างไว้อย่างสวยงาม และทายาทได้อนุรักษ์เอาไว้ เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เรียกว่า "บ้านเสานัก"

คำว่า "เสานัก" แปลว่ามีเสามาก นั่นเอง บ้านหลังนี้มีเสาถึง 166 ต้น มากจริง ๆ เลยค่ะ เป็นบ้านเก่าที่สวยงามมาก

และนี่เลย สิ่งที่ประทับใจมาก ค่าเข้าชม บ้านเสานัก ราคา 30 บาท ซึ่งวันนั้น คงมีข้าพเจ้าเพียงคนเดียวเสียกระมัง

ราคา 30 บาทนี้ รวมเครื่องดื่มและอาหารว่าง ซึ่งได้แก่ น้ำมะขามเย็นเฉียบ ข้าวแต๋น 2 ชิ้น และกล้วยไข่ 5 ผล อิ่มไปเลยล่ะค่ะ อาหารว่างชุดนี้ก็เลยกลายเป็นอาหารกลางวันของข้าพเจ้าไปเลย 1 มื้อ ประทับใจค่ะ

อย่างนี้เรียกว่า เต็มใจบริการอย่างจริงใจ

ไว้มาต่อวันพรุ่งนี้ค่ะ วันนี้ขอทิ้งท้ายไว้ด้วย ภาพอุโบสถหลังนี้ พรุ่งนี้จะมาเฉลยค่ะ ว่าชื่อวัดอะไร ซึ่งเป็นวัดที่ข้าพเจ้าลงความเห็น(คนเดียว) ว่า มีความงดงามที่สุดในบรรดาวัดที่ได้ชมมา

บันทึกไว้ด้วยความรัก

เรื่องและภาพ โดย วนา  12 มีนาคม 2550


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน