*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343105
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม 2551
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 17860 , 18:49:20 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังบรรยายในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง ความสุขในสังคมสมัยใหม่: จิตวิญญาณ สังคม และวิทยาศาสตร์ จึงเก็บเกี่ยวธรรมะบรรยายที่น่าสนใจจากพระคุณเจ้าพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่าน ว. วชิรเมธี ผู้ได้รับการกล่าวขานว่า ธรรมะจากท่านนั้น เป็นธรรมะอินเทรนด์

                               

พระคุณเจ้าได้เล่าประสบการณ์เมื่อครั้งไปเยือนประเทศภูฏาน (เจ้าของประเทศออกเสียงว่า พู – ถาน) อย่างเป็นทางการในฐานะตัวแทนคณะสงฆ์จากประเทศไทย ท่านว่า ภูฏานเป็นดินแดนแห่งความสุขแหล่งสุดท้ายของโลก

               

พระมหากษัตริย์ของภูฏานทั้งพระองค์ที่ ๔ และพระองค์ที่ ๕ ในปัจจุบัน (เจ้าชายจิกมี)พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รัก ทำไมจึงเป็นที่รัก เพราะเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นต้นธารของความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)

ทำไมบ้านนี้ เมืองนี้ จึงเป็นดินแดนแห่งความสุขแหล่งสุดท้ายของโลก มองในแง่ภูมิศาสตร์ เพราะเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขา แต่หากมองในแง่นั้นอย่างเดียว ยังไม่ใช่มองอย่างพุทธ เราต้องมองที่เหตุปัจจัย มองลึกเข้าไปถึงปรัชญาการพัฒนาประเทศ คือ พุทธปรัชญา ภูฏานนั้นเป็นเมืองพุทธ ความสุขที่แท้จริงของประเทศภูฏานก็คือพุทธศาสนา ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ยันชาวบ้านธรรมดา ล้วนนั่งสมาธิเป็นกิจวัตรประจำวัน เดินไปตามถนน หนทางเราจะเห็นคนหนุ่มคนสาว คนแก่คนเฒ่า ถือกระบอกมนตราติดมืออยู่เป็นประจำ แล้วก็แกว่งกระบอกมนตรา สวดมนต์ ทุกหนทุกแห่งตามหลังคาบ้าน จะเห็นธงปักอยู่ทุกหนทุกแห่ง ในผืนธงนั้นมีมนตราจารึกอยู่ เรียกว่า ธงมนตรา เมื่อลมพัดธงก็จะพัดพามนตราไปปกคลุมทั้งประเทศ ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้ประชาชนทั้งประเทศเป็นมังสวิรัติ ชนชั้นนำเป็นชาวพุทธโดยแท้ เค้าเลี้ยงวัวไว้ เพื่อรีดแต่นมเท่านั้น

พระคุณเจ้านิยามความเป็นภูฏานไว้ว่า

 “ภูฏาน เมืองกิเลสพักร้อน”

 ส่วนประเทศไทย เป็น “เรือนเพาะชำกิเลส” นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ประเทศเรา ขาดความสุขมวลรวมประชาชาติ

ที่ภูฏานชนชั้นนำบริหารประเทศอย่างมีสติไม่ตื่นไปกับกระแสโลก ประชาชนก็ซึมซับรับเอาไว้ ถึงกับมีเรื่องเล่าว่า

" มีนกกะเรียนฝูงหนึ่ง เคยบินเข้ามาในหมู่บ้านทุกปี ปีที่แล้ว รัฐบาลนำไฟฟ้าเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้น นกกระเรียนจำนวนหนึ่งมาจับอยู่ที่สายไฟฟ้าแรงสูง ไฟช๊อตนกตาย ชาวบ้านประท้วง บอกเอาเสาไฟฟ้าออกไป เราจะเอานก สุดท้ายไม่เอาไฟฟ้า ขอให้นกให้มีชีวิตอยู่ร่วมกับคน" นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่า พุทธธรรมได้ฝังรากลงลึกเข้าไปในวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่

ย้อนกลับมาเมืองไทยของเราซึ่งก็เป็นเมืองพุทธที่ ขึ้นชื่อมากว่าพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก แต่

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธแต่ทำไมทรุดลง???

เป็นเรื่องที่น่าคิด ความเป็นมนุษย์ของเรา เราเป็นพุทธทางวัฒนธรรม มากกว่าโดยเนื้อหาสาระ

ที่ท่านนำเรื่องภูฏานมาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า ประเทศที่นำหลักการทางพุทธศาสนาไปใช้ในการบริหารประเทศแล้วได้ผล ยังมีอยู่จริงในโลกนี้ ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความสุข ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “ในบรรดาคนที่มีความสุข ฉันเป็นหนึ่งในนั้น” ในโลกนี้จะมีซักกี่คนที่พูดได้แบบนี้ ส่วนมากจะพูดกันว่า ในบรรดาคนที่มีความทุกข์ในโลก ฉันอยู่อันดับต้น ๆ

นี่แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาของศาสนาแห่งความสุข

เป้าหมายของศาสนาคือ นิพพาน ซึ่งมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วิมุติ วิมุติมีอีกชื่อหนึ่งว่า สันติคือความสงบ

มีพระพุทธพจน์หนึ่งกล่าวว่า นิพพานฺ ปรมฺ สุขขฺ นิพพานเป็นบรมสุข

สุขอื่นยิ่งกว่าสันติสุขไม่มี ฉะนั้น มองในแง่เป้าหมาย พุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาแห่งความสุข และในแง่วิธีการ พระองค์ตรัสไว้ในอริยสัจ ๔ว่า

“ทุกข์มีไว้สำหรับเห็น สุขมีไว้สำหรับเป็น”

แต่คนส่วนใหญ่ “ทุกข์มีไว้สำหรับเป็น สุขมีไว้สำหรับคิดถึง”

สรุปได้ว่า

๑.             พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของศาสนาแห่งความสุข

๒.            ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความสุข

๓.            เป้าหมายของศาสนาก็คือมรรคา

ปริศนาธรรมที่ช่างได้ทิ้งไว้ในพระพุทธรูป พระโอฐแย้มละไมอยู่เป็นนิจอันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความสุข นั่นคือ ปริศนาธรรม ดวงพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าจะสะท้อนให้เห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความสุข

ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เราควรเป็นหน่วยความสุขเคลื่อนที่ ไปไหน ไปนั่งใกล้ใคร ควรระบายความสุขให้แก่ผู้คนรอบข้าง ทุกวันนี้เราเป็นอย่างนั้นหรือไม่???? ถ้าเราบอกว่าเราเป็นชาวพุทธ แต่ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ แสดงว่าเราต้องผิดพลาดในแง่ใดแง่หนึ่ง ส่วนในแง่ไหนนั้น เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะต้องพิจารณากันเอาเอง

นิยามแห่งความสุข ในแนวของพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือชั่ง ตวง วัด อย่างเช่น ความสุขในใจเรา บางทีเราวัดไม่ได้ แต่เราสามารถรู้ได้ สัมผัสได้ ฉะนั้น ฝรั่งจำนวนมากพยายามจะวัดสิ่งที่เป็นนามธรรม ด้วยกฎเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรม พอวัดไม่ได้ก็ไม่อยากจะทำวิจัยแล้ว  แต่ในทัศนะของพุทธศาสนา ความสุข นิยามได้ ความสุขคืออะไร ความสุขคือสภาวะที่ทำได้ง่าย หมายความว่า เมื่อสภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว เราสามารถรับมือกับมันได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องจำใจยอมรับ จำใจทำ

ประเภทของความสุข มี ๒ ประเภท คือ

๑.             ความสุขทางกาย  คือสุขที่แสดงผลออกมาทางกาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น 

๒.            ความสุขทางใจ คือ เจตสิกสุข คือใจที่เป็นสุข

ในทางธรรมมะความสุขมีอยู่ ๒ ประเภท

๑.    ความสุขในโลก หรือ โลกียสุข คือความสุขที่กิเลสของเราได้รับการพะเน้าพะนอ เช่น ตาอยากเห็น เราก็ให้มันเห็น  ลิ้นอย่างลิ้มรส ก็ได้ลิ้ม กายอยากสัมผัส ก็ได้สัมผัส ฯลฯ

๒.    ความสุขที่อยู่เหนือโลก หมายความว่า เป็นความสุขที่เกิดจากสภาพที่แท้จริงของใจ เกิดจากปัญญารู้เท่าทันความจริงของโลก

บ่อเกิดแห่งความสุข

๑.    เกิดจากกาม = กามสุข กามคือวัตถุหรือกิเลส ที่น่าใคร่น่าปรารถนา น่าพอใจ กามสุข คือสุขที่เกิดจากการสนองตามประสาทสมผัสทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

๒.    ฌาณสุข คือ ความสุขเกิดจากการภาวนา มีความลึกซึ้งทางจิตเพิ่มขึ้น เป็นความสุขของคนที่ฝึกจิต เช่น การปฏิบัติสมาธิแล้วเกิดความดื่มด่ำลึกซึ้ง

๓.   วิมุติสุข คือ ความสุขเกิดจากจิตหลุดพ้นสิ้นเชิงจากพันธนาการของกิเลสทั้งปวง

ชาวโลกบอกว่า “ตามความอยากไปแล้วสุข”

ชาวพุทธบอกว่า “อยู่เหนือความอยากแล้วสุข”

มหาตะมะ คานธี กล่าวไว้ว่า “ทรัพยากรที่มีอยู่นั้น เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลกได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนโลภเพียงคนเดียว”

วิธีสร้างความสุข  

เราจะสร้างความสุขกันอย่างไร ความจริง บ่อเกิดของความสุขอยู่ตรงไหน เราก็สร้างความสุขกันตรงนั้นนั่นแหล่ะ

กามสุข  -    คือความสุขที่เกิดจากกาม วิธีการก็คือ ก้าวเข้าไปหาและสนองตอบประสาทสัมผัสทั้ง ๖ อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

ฌานสุข    -    ฝึกสมาธิ ภาวนา วิปัสสนากรรมฐาน

วิมุติสุข     -     เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้จิตรู้เท่าทันความเป็นจริง

 แต่วิธีอย่างนี้ฟังดูอุดมคติมากไปหน่อย  วิธีสร้างความสุขให้ง่ายกว่านั้นอีก มี อยู่ ๕ ข้อ

๑.             สร้างความสุขจากเสพหรือสนองตอบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่เป็นการสร้างความสุขพื้นฐาน ตาอยากดูรูป พาไปดู หูอยากฟังเสียงเพราะ ก็พาไปฟัง จมูกอยากดมกลิ่นหอม ก็พาไปดม

๒.            สร้างความสุขจากการพัฒนาใจให้มีคุณธรรม เช่นพ่อแม่มีเมตตาต่อลูก ยอมลำบากเพื่อให้ลูกของตนเองมีความสุข ” เป็นปรัชญาการทำงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราคือ “ความสุขของฉัน คือการทำให้คนอื่นมีความสุข” อย่างนี้ เป็นความสุขที่เกิดจากความมีเมตตา

๓.            รู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิตไม่ยึดติดกับความสุข หมายความว่าอยู่กับโลกแต่ไม่หลุดโลก ใจที่ขาดสติ จะปล่อยให้ทุกข์ตามธรรมชาติกลายมาเป็นทุกข์ในใจของตนเอง ทุกข์ทางกาย ไม่จำเป็นต้องให้ใจต้องเป็นทุกข์ด้วย มันจะกลายเป็นทุกข์สองต่อ

๔.            สร้างความสุขจากการปรุงแต่งใจให้เป็นสุข รู้จักฝึกจิตฝึกใจให้มองโลกในแง่ดี เกิดมาในโลก อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวโดนนินทา นี่คือการปรุงแต่งใจให้เป็นสุข

๕.            พัฒนาปัญญาให้เข้าถึงอิสรภาพ รู้แจ้งจริงในความจริงของโลก เหมือนดอกบัวเกิดในน้ำ แต่ลอยพ้นน้ำขึ้นไป ตรงนี้เกิดขึ้นได้จากการเจริญวิปัสสนา กรรมฐาน และมีจิตที่หลุดพ้น เป็นอิสระจากกิเลสอย่างถาวร อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา

วิธีปฏิบัติต่อความสุข อย่าประมาทในความสุข มีอยู่ ๔ ประการ

๑.             ไม่เอาทุกข์ทับถมใจที่ไม่เป็นทุกข์ หมายความว่า ตามธรรมชาติอันเป็นธรรมดาของชีวิต ใจของเราทุกข์ มีพุทธดำรัสตรัสไว้ว่า จิตโดยแท้นั้นผ่องใส แต่กายที่ทุกข์นั้น ถ้าเราไม่เอาใจเข้าไปแบกทุกข์ ใจก็ไม่ทุกข์ แต่มนุษย์จำนวนมากมีชีวิตที่เป็นทุกข์ เพราะเอาใจเข้าไปแบกทุกข์ แกว่งเท้าหาเสี้ยน ทุกข์จริงนั้นไม่มี แต่ใจเราไปแกว่งหามันเอง

๒.            สุขที่ชอบธรรม หมายความว่า เวลาแสวงหาความสุขนั้น ขอให้แสวงหาแต่ความสุขโดยชอบธรรม สุขที่ไม่ชอบธรรมไม่ต้องเอามา เช่นความสุขที่ติดในกามารมณ์ สุขที่ชอบธรรมนิยามง่าย ๆ ว่า ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน ทำจิตใจให้สดชื่นเบิกบานแจ่มใส

๓.            ต้องไม่ยึดติดในความสุขในชอบธรรม เช่นการยึดติดในสมาธิ เสพติดสมาธิมาก ๆ จะขี้เกียจ หลงลืมโลก ลืมหน้าที่ หากขาดสติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มีความสุขโดยชอบธรรม ก็จงอย่าประมาท

๔.            ความสุขของมนุษย์นั้นมีพัฒนาการ เรามีความสุขจากกามแล้วก็ยังไม่พอ ต้องพัฒนาไปจนถึงจิตที่เป็นวิมุติสุขด้วย

เรียบเรียงจากธรรมบรรยายโดย พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี (ว. วชิรเมธี)

แสดงธรรมที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

โดย : วนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

คนในโลกนี้ล้วนแสวงหาความสุข
หนีความทุกข์
พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักดับทุกข์
เพื่อเข้าถึงความสุขที่แท้จริง
แต่คนกลับให้ความสนใจ
คำสอนในพุทธศาสนาน้อยมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หนึ่งมิตรชิดใกล้ วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/skylove
นิราศรักหน้าถ้ำ : ร่ายโคลงร่ำเมรัยอาลัยรัก / กลุ่มเขียนข้าว 

เป็นข้อมูลที่ดีมากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน