*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343404
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2551
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 8357 , 21:52:32 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โดยปกติ ภาวะรถติดในกรุงเทพฯนั้น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว และยิ่งช่วงเปิดเทอม บริเวณซอยสามเสน 13 นั้น ถือว่าเป็นเขตวิกฤติเขตหนึ่งทีเดียว เนื่องจากมีโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่บริเวณนี้หลายโรงเรียน ภาวะห่วงหา ห่วงใย อาทรของผู้ปกครองที่มีต่อบุตรหลาน ส่งผลให้ในบริเวณซอยแห่งนี้ มิเคยว่างเว้นจากสภาวะรถติดเลย ยกเว้นเวลาค่ำคืนดึกดื่นล่วงเลยไปแล้ว.......................

สามเสน เป็นชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพแห่งหนึ่ง ในอดีต บริเวณนี้ถือเป็นสถานที่ห่างไกลจากพระนคร ช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชากรเพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเขตพระนครออกไปทางทิศตะวันออก จนถึงทุ่งวัวลำพอง ทุ่งส้มป่อย และทุ่งสามเสน

บริเวณย่านสามเสนจึงมีเรื่องราวเค้าเงื่อนปรากฏอยู่หลายแห่งทั้งในนิทานปรัมปราเล่าสืบต่อกันมาถึงเรื่องพระลอยน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ สามแสน หรือสามเสน

มีเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า กาลครั้งหนึ่ง มีพระเจ้าไตรตรึงษ์ ครองเมืองพระนครอโยธยา มีพระราชธิดาทรงพระสิริโฉมงดงาม ความงามของพระองค์เลื่องลือไปทั่ว จนเจ้าชายไชยสงคราม โอรสของผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ เสด็จลงมาลักลอบได้เสียกับพระราชธิดา เมื่อความรู้ถึงพระเจ้าไตรตรึงษ์ว่า เจ้าชายแปลงกายเข้ามาทางท่อน้ำ จึงทำลอบดักไว้ เจ้าชายจึงติดลอบสิ้นพระชนม์ เมื่อเพื่อนเจ้าชายทราบข่าวจึงลงมาแก้แค้น โดยแปลงกายเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ลอยน้ำมาถึงเมืองอโยธยาก็หยุดนิ่งไม่ลอยต่อไป พระเจ้าไตรตรึงษ์ให้ฉุดพระพุทธรูปไว้ แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระพุทธรูปลอยมาถึงตำบลบางกอก ผู้คนพากันแตกตื่นช่วยกันฉุดพระพุทธรูปอีกแต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดต้องระดมคนจำนวนถึงสามแสนคนจึงสามารถฉุดพระพุทธรูปขึ้นมาได้ แต่พระพุทธรูปปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ก็หายไป นับแต่นั้นมาผู้คนจึงเรียกสถานที่นี้ว่า สามแสน ซึ่งต่อมาคงกร่อนเหลือเพียง ?สามเสน? เท่านั้น

อีกทางหนึ่ง ส. พลายน้อย เล่าถึงที่มาของชื่อสามเสน ไว้ในหนังสือ ร้อยแปด (ที่) กรุงเทพฯ อ้างว่าเป็นเรื่องที่ฝรั่งเขียนถึงสามเสน (แต่ไม่ได้ระบุว่าฝรั่งชื่ออะไร เขียนไว้ที่ไหน) พอสรุปได้ว่าบริเวณหมู่บ้านเขมร แต่เดิมมีโบสถ์โรมันคาทอลิก ซึ่งพ่อค้าใจบุญชาวโปรตุเกสชื่อ ทอมาส เป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม พวกคริสตังยกย่องให้ท่านเป็นนักบุญ (เซนต์ - Saint) จึงเรียกโบสถ์นี้ว่า ?ทอมัส เดอะ เซนต์? ด้วยเหตุที่ผู้สร้างยังมีชีวิตอยู่จึงใส่คำว่าเซนต์ไว้หลังชื่อ แต่ชื่อนี้อาจจยาวเกินไป ไม่สะดวกในการเรียกขาน จึงถูกตัดและเพี้ยนกลายเป็น ?ทามเสน? และ ?สามเสน? ตามสำเนียงไทยในที่สุด

เมื่อครั้งที่สุนทรภู่ กวีแห่งรัตนโกสินทร์ เดินทางโดยเรือไปยังพระพุทธบาท เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๓๕๐ ก็ยังได้กล่าวถึงความเป็นมาของชื่อสามเสนไว้ใน นิราศพระบาท ว่า

ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเนียก
เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี
ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง
เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน
แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ

ตอนนี้หากใครผ่านมาแถวสามเสน ซอย 13 อาจจะยังไม่ทราบว่าชุมชนแห่งนี้มีตำนานเล่าขานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวคาธอลิก ซึ่งมีเชื้อชาติแตกต่างกันถึงสามชนชาติ อันได้แก่ โปรตุเกส เขมร และญวน แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ร่องรอยของภาพวันวานยังคงหลงเหลือปรากฏให้คนรุ่นหลังได้ยลอยู่บ้างนะคะ

สำหรับวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้นั้น เนื่องจากชุมชนแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของชนต่างเชื้อชาติกันถึงสามเชื้อชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นแกนหลักของสังคม ยึดเหนี่ยวผู้คนเหล่านี้ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างผสมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั่นคือ ศาสนา ชุมชนแห่งนี้ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก การประกอบศาสนกิจทางศาสนา จึงเป็นเสมือนเชือกที่ผูกร้อยถักทอผู้คนเหล่านี้ให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน โดยต่างยึดหลักคำสอนที่เหมือน ๆ กัน นี่ถือเป็นพระกุศโลบายอันแยบคายของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองในสมัยนั้น พระองค์ต่างทราบดีว่า วิธีการลดข้อขัดแย้งที่ดีที่สุด ควรให้คนที่มี วัฒนธรรม ศาสนาคล้ายคลึงกันอยู่ร่วมกันในที่เดียวกัน ทรงพระราชทานที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและสร้างวัด แทบจะทันทีที่เกิดชุมชนขึ้น

จากการพูดคุยกับผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว ก็พบได้เลยทีเดียวว่า วัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับชนชาตินั้นแทบจะไม่มีให้เห็นเลย นอกจากต่างคนต่างทำมาหากินกันแล้ว กิจกรรมที่ทำร่วมกันในแต่ละปี ปีละไม่กี่ครั้งนั่นคือกิจทางศาสนานั่นเอง ผู้คนเหล่านี้มีกลุ่มพระสงฆ์หรือบาทหลวงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ชาวบ้านมักจะส่งบุตรชายของตนไปอยู่รับใช้พระสงฆ์ โดยเชื่อว่าการอยู่ใกล้พระ จะทำให้จิตวิญญาณของเด็ก ๆ เหล่านั้นใฝ่ดี ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา ได้เป็นผู้ช่วยพระสงฆ์ในการประกอบศาสนกิจ เช่นการเป็นเด็กช่วยมิซซา เด็กชายเหล่านี้จะถูกสอนให้อ่านคำสวดเป็นภาษาละติน การอ่านบทสวด ก็เหมือนชาวพุทธสวดมนต์ อ่านได้ แต่ไม่รู้ความหมาย การท่องสวด มีส่วนช่วยทำให้จิตใจสงบและเกิดสมาธิเท่านั้นเอง

แต่การเป็นเด็กช่วยมิซซานี้ก็มีส่วนทำให้เด็กเหล่านี้ มีความรับผิดชอบ มีสำนึกต่อชุมชนและส่วนรวม มีจิตใจเอื้ออาทรและเสียสละ บางคราว เด็ก ๆ เหล่านี้จะอาศัยนอนกับพระสงฆ์เพื่อฝึกท่องคำสวดซึ่งต้องสวดเป็นภาษาละติน ก็ทำให้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกันไปด้วย แต่ข้อจำกัดของเด็กช่วยมิซซานี้ก็อนุญาตเฉพาะเด็กชายเท่านั้นที่สามารถทำได้ ปัจจุบันก็อนุญาตผู้หญิงสามารถทำได้แล้ว

ดังนั้น ประเพณีหลัก ๆ ของผู้คนที่นี่ คือการทำมิซซาในวันคริสต์มาส มีการแสดงละครเพื่อรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า สำหรับคริสต์มาส นอกจากจะมีการประกอบพิธีกรรมสำคัญกันที่วัดแล้ว ก็ยังถือเป็นวันที่ครอบครัวจะกลับมาเจอกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันสักครั้งในหนึ่งปี จะมีการทำขนมของชาวญวนเรียกว่า บันแต๊ก (เขียนผิดต้องขออภัย) คือขนมข้าวต้มมัดไต้นั่นเอง โดยเกณฑ์พี่น้องมาช่วยกันทำ จุดประสงค์ ก็เพื่อให้ลูกหลานมาพบปะเจอะเจอกันนั่นเอง นอกจากนั้นจากการเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีมิซซาก็จะมีกันในทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว

สำหรับวิถีชุมชนในสมัยก่อน ชุมชนเขมรโปรตุเกส มักจะทำสวน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เช่นเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่เป็นต้น ชุมชนญวนนิยมการค้าขายและทำการประมง คนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการจับปลา และส่วนหนึ่งก็เข้ารับราชการในกรมทหารปืนใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ ผู้ซึ่งเติบโตมาในชุมชนนี้มาตลอดอายุ ๗๒ ปีของท่านได้เล่าว่า ชาวญวนนั้น มีลักษณะนิสัย ขยันขันแข็ง อดทน บ้านหลังเล็ก ๆ สามารถอยู่อย่างแออัดยัดเยียดได้ ขยันทำงาน พากเพียรและอดทน คนพวกนี้จึงมีฐานะมั่นคงเร็ว ในชุมชนสมัยก่อน ระหว่างชุมชนเขมร กับชุมชนญวนมีคลอง ๆ เล็ก ๆ คั่น ปัจจุบัน คลองก็ถมเป็นถนนใช้ร่วมกันหมดแล้ว แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างน่าชื่นชม หากมิได้ศึกษาประวัติศาสตร์ เรา ๆ ท่าน ๆ ก็มักจะคุ้นชินกับคำว่าชุมชนบ้านญวนสามเสน มิค่อยมีคนเอ่ยถึง ชุมชนเขมรและโปรตุเกสสักเท่าไหร่ แต่คำว่าชุมชนอะไรเหล่านั้น มันเป็นเพียงเรื่องราวในประวัติศาสตร์เท่านั้น ปัจจุบันคนเหล่านี้คือคนไทยอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าหลาย ๆ ครอบครัวของคงไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิม แต่ส่วนใหญ่ก็สูญหายลืมเลือนกันแทบจะหมดสิ้นแล้ว มาเซอร์สมหมายเล่าว่า ก่อนหน้านั้นในชุมชนญวน ก็จะพูดภาษาญวนกัน แต่ปัจจุบัน หาคนพูดภาษญวนแทบจะไม่มีแล้ว เด็ก ๆ รุ่นหลังเรียนรู้ภาษากันเป็นคำ ๆ เท่านั้น

สัญลักษณ์ที่ยังคงเห็นว่าเป็นชุมชนญวนนั้น คือการขายอาหารญวนดั้งเดิม อย่าง เช่น ปลากริมปลา ซึ่งเป็นอาหารเช้าของเด็ก ๆ ในสมัยเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อนนั้น ปัจจุบันยังคงมีให้เห็นในตลาดเช้าของบ้านญวน ขนมเบื้องญวน ปากหม้อญวน มีขายให้เห็นกันเช้าวันอาทิตย์ที่บริเวณหน้าโบสถ์เซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ ที่มีผู้คนมาชุมนุมกันอย่างคึกคักเพื่อร่วมกันประกอบศาสนกิจเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ นับเป็นภาพที่อบอุ่นมิใช่น้อย ในการที่ผู้คนมารวมตัวกันฉุดรั้ง ยึดเหนี่ยวเกี่ยวรั้งอดีตให้กลับมาให้มากที่สุด ความสวยงามของวันวานมักมีเสน่ห์เสมอ หากเรารู้จักรักและหวงแหนเก็บไว้ มันก็จะยังคงอยู่กับลูกหลานสืบไปอีกนานเท่านาน

แม้ศาสนาคริสต์จะได้ชื่อว่า เป็นเทวนิยม ชาวคริสต์เชื่อถือในพระเจ้าและยึดมั่นต่อศรัทธาที่มีแต่พระผู้เป็นเจ้า แต่สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งต่อศรัทธาคำสอนของชาวคริสต์ นั่นคือการยึดมั่นในหลักคำสอน และไม่วอกแวกไปกับกระแสความคลั่งไคล้ต่าง ๆ นานา อย่างเช่น กระแสศรัทธานิยมเทพของคนไทยในปัจจุบันขณะนี้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ทำให้ชุมชนที่มีความต่างทางชาติพันธุ์ถึงสามชนชาติแห่งนี้ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีขัดแย้งกันบ้างในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สุดท้ายแล้ว เมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับศาสนาหรือส่วนรวมเข้ามาข้องเกี่ยว ทุกคนก็พร้อมที่จะหันหน้ามาปรองดองกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ดังเช่นความเชื่อที่ชาวคริสต์ที่นี่เชื่อว่า มีการแสดงปาฏิหาริย์ของพระแม่ หรือท่านเซนต์ฟรังซีส เซเวียร์ ในยามที่เกิดภาวะคับขัน เกิดความระหองระแหงในชุมชน..........พระแม่หรือท่านเซนต์ ก็มักจะมาปรากฏตัวเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ทุกคน.................!!!!! ดังคำที่ว่า หากเชื่อในศรัทธา ปาฏิหาริย์จะบังเกิด....

เรื่องโดย : วนา

ไว้จะนำภาพมาให้ชมคราวหน้าค่ะ ขอเวลาไปค้นหาในคลังก่อนนะคะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน