*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343404
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2551
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 2957 , 13:46:18 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เหตุการณ์นี้...เป็นเรื่องราวในความทรงจำที่งดงาม ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 6 เดือน ...และได้เริ่มต้นขึ้นบ้างแล้วอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา.....
.
ผ่อบ้าน....แอ่วเมือง

10 ก.ค. 2550

"วนา" เพิ่งลงจากรถไฟที่สถานีสามเสน เมื่อเช้ามืด เวลา 05.00 น. วันนี้เองค่ะ เก็บกักความเหนื่อยล้าบวกความสุขใจอย่างเต็มเปี่ยมมาจากเมืองแพร่ เช้านี้เข้ามาเยี่ยมชมเวปพระจันทร์ ก็พบเรื่องราวน่าสนใจมากมาย เมื่อวันก่อนออกเดินทาง ข้าพเจ้าได้แปะกระทู้ทิ้งท้ายไว้ 1 กระทู้ เช้านี้ก็พบว่า มีผู้มีแสดงความคิดเห็นไว้ 1 คน พร้อมบอกกล่าว อยากฟังเรื่องราวของจ. แพร่ เพราะยังไม่เคยไป

ถึงแม้จะแค่ 1 ความคิดเห็น "วนา" ก็ยินดีตอบสนอง และถึงแม้ไม่มีเลย ก็ยังต้องการจะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ดีแหล่ะค่ะ ความจริงเรื่องของจ.แพร่นั้น ข้าพเจ้าได้เคยบอกเล่าไว้หลายกระทู้แล้วเช่นกัน หรือพูดตรง ๆ ก็คงจะแทบทุกครั้งที่เดินทางไปทำงานที่แพร่เลยทีเดียว เมื่อกลับมา ก็อดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวน่าสนใจของที่นั่นกลับมาฝากกัน

แพร่เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคเหนือที่ไม่ค่อยมีใครใคร่จะสนใจกันเท่าใดนัก ดังคำที่ท่านจันทร์เคยบอกไว้ว่า เป็นจังหวัดก้นซอย คือที่ที่มีคนสนใจกันน้อยถ้าหากจะพูดกันในแง่ของความน่าสนใจเรื่องการท่องเที่ยว

แต่เชื่อมั๊ยคะ!!! แพร่เคยเป็นอันดับหนึ่งของเมืองน่าอยู่ที่สุดในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว หากแต่ปีนี้ตกลงมาเป็นอันดับ ๔ ซึ่งนั่นก็ทำให้คนแพร่ไม่ได้นิ่งนอนใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แพร่นั้นเล็กแต่สภาพทางภูมิศาสตร์เท่านั้นเองค่ะ หากแต่น้ำใจคนแพร่นั้นยิ่งใหญ่จริง ๆ

การไปทำงานครั้งนี้ ข้าพเจ้าถือว่าเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่ข้าพเจ้าได้ลงไปที่พื้นที่แห่งนี้ แต่ก็ยอมรับค่ะว่า ความเหนื่อยนั้นคุ้มค่า การได้มาเห็น มาร่วมทำงาน มาร่วมสัมผัสกับคนที่นี่ นับเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง บอกไม่ถูกว่าจะเล่าเรื่องไหนก่อน แต่ยังไงก็จะเล่าทุกเรื่องแน่ ๆ วันนี้ข้าพเจ้าจึงเลือกเรื่องที่คิดว่าเป็น "ความโดดเด่น" ที่สุดก่อน นั่นคือ

งาน "ผ่อบ้าน แอ่วเมือง ครั้งที่ ๑" ของชาวเมืองแพร่เค้าหล่ะค่ะ เป็นการร่วมย้อนอดีตกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กินลม ชมวิว นั่งโดยสารบนสามล้อถีบ หรือนำรถจักรยานมาเข้าร่วมกันเที่ยวชุมชน โดยขี่เลียบเมฆ (กำแพงเมือง) พร้อมมีวิทยากรที่จะมาให้ความรู้และสาระหลาย ๆ แง่มุมตามจุดแวะที่สำคัญ ๆรอบ ๆ บริเวณกำแพงเมือง

แค่เห็นใบปลิว "วนา" ก็ตื่นเต้นแล้ว ในงานนี้เขาว่ากันว่า สารถีสามล้อเมืองแป้นั้น อายุมากที่สุดถึง ๘๕ ปี และทุกวันนี้ก็ยังถีบรถอยู่ ในฐานะหนึ่งในทีมงานการจัดงานครั้งนี้ และไม่ใช่คนแพร่โดยกำเนิดและภูมิลำเนา แต่ข้าพเจ้าก็อดจะดื่มด่ำจนรู้สึกขนลุกไม่ได้ กับพลังของลูกหลานชาวแพร่

ทุกวันนี้ คนเมืองแพร่ ไม่ค่อยใช้สามล้อถีบกันแล้วหลาย ๆ คนใช้รถเครื่อง หรือมอเตอร์ไซค์ เพราะสะดวกและรวดเร็ว เมื่อนาน ๆ มีคนใช้ที ค่าโดยสารก็เลยสูงนิดหน่อย นั่นเป็น ๑ ในหลาย ๆ เหตุผลที่ไม่ยอมใช้รถโดยสารประเภทนี้ของคนที่นี่ บางคนก็อายที่จะใช้โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ทุกวันนี้สามล้อจึงเป็นพาหนะกึ่งสัญลักษณ์ ที่มีไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้บริการเที่ยวชมเมือง

การจัดงานนี้ขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้คนแพร่ให้หันมาตระหนักในของดีที่มีอยู่ และหันกลับมาใช้กันอีกครั้ง การใช้สามล้อถีบ ช่วยลดมลภาวะที่เป็นพิษจากควันรถเครื่อง ช่วยเสริมสร้างรายได้ให้ชาวสามล้อถีบ งานนี้ก็ทำให้คุณลุงสารถีสามล้อถีบทั้งหลาย ต่างกระชุ่มกระชวยไปตาม ๆ กันเลยหล่ะค่ะ

นอกจากสามล้อถีบแล้ว กลุ่มคนทำงานนี้ขึ้นก็ต้องการให้กลุ่มคนเมืองในวัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คนสูงอายุ คนหนุ่มสาว วัยรุ่น และกลุ่มเด็กเล็ก ๆ ได้มีกิจกรรมร่วมกัน เรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเมืองร่วมกัน ผ่านการบอกเล่าของผู้รู้ของแต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็น พ่อเฒ่า แม่เฒ่า ตุ๊(พระ)ลุง ผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิต ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาตลอดชั่วอายุของตนเอง มาบอกเล่าให้ลูกหลานและกลุ่มผู้สูงอายุที่ความจำมักจะลืมเลือนไปบ้างแล้วได้รื้อฟื้นและได้สัมผัสดื่มด่ำกับบรรยากาศเหล่านั้น แม้จะเพียงผ่านการบอกเล่าก็ตามที

การฟื้นฟูวัฒนธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ชาวแพร่หลาย ๆ คนที่ "โหยหาอดีต" ต้องการอยากให้สิ่งดีงามหลาย ๆ อย่างที่อยู่คู่บ้านเมืองกลับคืนมา อีกทั้งอยากจะรักษาสิ่งที่มีอยู่ ให้คงอยู่ตลอดไปและปลูกฝังละอ่อนน้อยทั้งหลายให้ได้ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งดีงามที่ตนเองมีอยู่อย่างเข้มแข็งและน่าชื่นชมทีเดียวค่ะ

ต้องขอชื่นชมในพลังของคนที่นี่จริง ๆ ค่ะ ก่อนวันงาน ๑ วันเราประชุมกันเคร่งเครียดทีเดียว กับการจัดการงานในครั้งนี้ และความที่ไม่ทราบจำนวนผู้มาร่วมงาน เพราะไม่มีใครแจ้งล่วงหน้า จึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า จะมีผู้คนมาร่วมเป็นจำนวนเท่าใด

แต่เมื่อถึงเวลาที่นัดหมาย ผู้คนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มสว. หรือผู้สูงวัยนั่นเองค่ะ และเด็ก ๆ ต่างทะยอยกันมาลงชื่อเข้าร่วมกิจกรรม อย่างล้นหลามทีเดียวค่ะ ซึ่งก็เรียกได้ว่า เกินความคาดหมายอย่างมาก รถสามล้อถีบที่เตรียมไวให้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งหลายถึง ๓๐ คัน จึงไม่เพียงพอ จนทำให้บางคันต้องนั่งเบียดกันถึง ๒ คน แต่ก็ไม่เป็นปัญหาแต่ประการใด ทุกคนต่างตื่นเต้น สนุกสนาน

ขบวนก็เริ่มออกจากจุดเริ่มต้นที่วัดหัวข่วง ตรงกันข้ามกับบ้านหนังสือ ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของพวกทีมงานนั่นแหล่ะค่ะ ภาพที่เห็นนี้ ขบวนออกไปแล้ว "วนา" มัวแต่ยืนเก็บภาพ ก็รั้งท้ายอยู่เกือบจะหลุดขบวน ก็ต้องรีบปั่นจักรยานตามไป กว่าจะทันขบวนได้ ก็ถึงกับลงมายืนขาสั่นทีเดียวค่ะ นี่แหล่ะค่ะ ผลของการไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่เหนื่อยค่ะ แต่เมื่อยขามากเลย.................

ตามจุดแวะสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ก็จะมีวิทยากรมาให้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และตำนานต่าง ๆค่ะ อย่างที่เห็นในภาพนี้ เป็นจุดแวะที่วัดหลวง ซึ่งเคยเป็นวัดสำหรับเจ้าหลวงเมืองแพร่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา ที่นี่ ก็มีท่านเจ้าอาวาสมาให้ความรู้และสาระในแง่มุมที่น่าสนใจต่าง ๆ ของวัดนี้

บางคนบอกว่า ฟังแล้วรู้สึกน้ำตาซึมเลยทีเดียว


ขบวนจักรยานและสามล้อถีบ ก็จะแวะเข้าตรอกซอกซอยอย่างที่เห็นในภาพนี้แหล่ะค่ะ...............

ตรงนี้คือบริเวณวัดหัวข่วง หลังจากขี่ชมเมืองรอบหนึ่งแล้วโดยยังไม่แวะสถานที่ใดเลย ขบวนรถมาบรรจบที่จุดเริ่มต้นตรงนี้อีกครั้ง เพื่อรับฟังคำบรรยายจากผู้รู้และท่านเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ ซึ่งจะเป็นเรื่องตำนานของพระธาตุหัวข่วงที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก

นี่คือความงาม ขณะขี่รถเลียบเมฆหรือกำแพงเมือง สองข้างทางต้นไม้เขียวชะอุ่มเลยทีเดียวค่ะ ในบรรยากาศยามเย็นเวลาประมาณ ๕ โมงกว่า ๆ เป็นภาพที่งดงามมาก ความโหยหิวธรรมชาติของคนกรุงเทพฯ อย่างข้าพเจ้านั้น ยอมรับเลยค่ะว่า ประทับใจอย่างมาก เป็นความงามที่ปราศจากการปรุงแต่ง หากแต่ความเป็นธรรมดา ธรรมชาตินี้เองกลับปรุงแต่งอารมณ์ของข้าพเจ้าให้สุนทรีได้อย่างน่าทึ่งทีเดียวค่ะ....................

ตรงนี้คือจุดแวะที่ประตูยั้งม้า ผู้รู้บอกว่า จริง ๆ แล้วตรงนี้ที่ถูกต้องคือประตูเลี้ยงม้า ตามตำนานกล่าวว่า เวลามีกลุ่มพ่อค้า หรือผู้ที่เดินทางมาเมืองแพร่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามไม่ได้รับอนุญาตให้นำม้าเข้าไปในบริเวณเมืองได้ กลุ่มคนเลี้ยงม้าก็จะนำม้ามาผูกเลี้ยงไว้บริเวณประตูเมืองด้านนี้ ซึ่งติดกับแม่น้ำ แม่แคม เป็นพื้นที่ที่กว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับเป็นที่พักม้าและคนเลี้ยงม้าค่ะ

ถึงขบวนจะใหญ่และยาวเหยียดอย่างที่เห็นนี้ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและตำรวจจราจรในการอำนวยความสะดวกอย่างดีเลยค่ะ

ในฐานะผู้สังเกตุการณ์และได้รับมอบหมายให้เก็บภาพทั้งเคลื่อนไหวและภาพนิ่งตลอดงาน ทำให้ตัว "วนา" เอง มักจะหลุดขบวนเสมอ ๆ ทำให้เดือดร้อนถึงคุณตำรวจเค้าหล่ะค่ะ ที่จะต้องคอยโบกรถให้ผ่านไปโดยปลอดภัยทุกครั้ง ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงนะคะ

ที่เห็นในรถนี้ คือแม่เฒ่าที่เป็นที่เคารพนับถือของชุมชน มาให้ความรู้เกี่ยวกับประตูมาน ซึ่งเป็นประตูเมืองที่สำคัญอีกประตูหนึ่งของเมืองแพร่ ซึ่งเมืองแพร่นั้นมีประตูสำคัญ ๆ สี่ประตูด้วยกัน ได้แก่ ประตูเลี้ยงม้า ประตูชัย ประตูมาน อีกประตูหนึ่งข้าพเจ้าจำมิได้เสียแล้ว ก็ต้องขออภัยค่ะ

แม่เฒ่า เล่าเรื่องได้สนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลาทีเดียวค่ะ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริง ๆ ค่ะ

ต้นไม้ที่เห็นนี้ อยู่บริเวณตรงประตูมานค่ะ ตอนกลุ่มจักรยานจอดรถฟังแม่เฒ่าเล่าเรื่อง ชาวบ้านหลาย ๆ คนแถวนั้นคิดว่ามีการชุมนุมประท้วงอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ต่างจอดรถมองกันอย่างสนใจทีเดียวค่ะ

ขบวนผ่านประตูชัย ซึ่งปัจจุบันบริเวณนี้เป็นตลาด..................

เมื่อขบวนผ่านตามบ้าน หลาย ๆ คนตะโกนแซวกันโหวกเหวกเป็นที่สนุกสนาน อย่างคุณป้าคนนี้ พาเจ้าหมาน้อยมายืนโบกขาให้ขบวนจักรยาน ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม....

ตรงนี้ ขบวนรถจอดบริเวณบนกำแพงเมือง หรือบนเมฆ รับฟังเรื่องราวจากคุณตา เกี่ยวกับประวัติบ้านช่างทอง โดยมีทายาทบ้านช่างทองยืนฟังอยู่ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ....

จุดสิ้นสุดของขบวนแอ่วเมือง มาจบที่ "บ้านวงศ์บุรี" ผู้สร้างบ้านนี้คือ แม่เจ้าบัวถา อดีตชายาคนแรกของเจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย แต่ท่านทั้งสองไม่มีทายาท แม่เจ้าจึงหย่าขาดจากเจ้าหลวงเพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหลวงได้ทรงเษกสมรสใหม่อีกครั้งกับแม่เจ้าบัวไหล เพื่อให้มีทายาทสืบวงศ์ตระกูล

หลังจากหย่าขาดจากเจ้าหลวง แม่เจ้าบัวถา ได้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา และพักอาศัยอยู่ที่นี่จนสิ้นอายุขัย ปัจจุบันทายาท ซึ่งเป็นลูกหลานของแม่เจ้าบัวถาเป็นผู้ดูแลอยู่ บ้านหลังนี้ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ สำหรับนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป

ขบวนรถเข้ามาจอดในบริเวณบ้านวงศ์บุรีแล้วค่ะ.............!!!

ที่จุดสุดท้ายของบ้านวงศ์บุรี ก็จะมีน้ำและขนมจัดเตรียมไว้สำหรับทุกคน รวมเวลาทั้งสิ้นที่ใช้ไปก็ประมาณ ๓ ชั่วโมงค่ะ เรียกเหงื่อได้ไม่น้อยทีเดียว สำหรับการผ่อบ้าน แอ่วเมืองในครั้งนี้

สังเกตุมั๊ยคะ ว่าเกือบทุกคนร่วมกันใส่ "หม้อห้อม" ของดีคู่บ้านคู่เมือง ที่ชาวเมืองแพร่ยังอนุรักษ์ไว้อย่างน่าชื่นชมทีเดียวค่ะ ทุก ๆ วันศุกร์ของที่นี่ เด็กนักเรียนรวมทั้งคุณครู ก็จะสวมใส่หม้อห้อมเป็นเครื่องแบบกันค่ะ

สิ้นสุดการ "ผ่อบ้าน แอ่วเมือง" ก็ถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกหน้าบ้านวงศ์บุรีค่ะ

เสร็จสิ้นงานกันด้วยความสุข ข้าพเจ้าและเพื่อนพ้อง กลับถึงบ้านเวลา ๔ ทุ่มโดยประมาณ เราปั่นจักรยานจากบ้านวงศ์บุรี เพื่อกลับบ้านพักกันในยามค่ำคืน ต่างปวดแข้งปวดขา เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตาม ๆ กัน ในความเหน็ดเหนื่อยนั้น มันก็มีความสุขแห่งความสำเร็จเจือปนอยู่ด้วยตลอดเวลา อย่างคำที่ท่านจันทร์เคยบอกว่า สุขเกิดในลำดับแห่งทุกข์ และทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข ซึ่งหมายถึง สุขทุกข์เกิดดับสลับกันไป แต่ในความรู้สึกของข้าพเจ้าในครั้งนี้ ทุกข์และสุขมันน่าจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เป็นสุขและทุกข์เจือปนกันไปอย่างที่ประมวลออกมาแล้วมันเปี่ยมสุข มากกว่าเปี่ยมทุกข์จริง ๆ ค่ะ...................


บันทึกไว้ด้วยรอยยิ้ม....บนความเหนื่อยล้า..ต้องหาโอกาสออกกำลังให้มากกว่านี้ ^_^
เรื่องและภาพโดย : วนา
ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะชม


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
กัสโต้ วันที่ : 24/05/2008 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/custo
LIFE IS BEAUTIFUL WHEN YOU WALK SLOWLY

อ่านแล้วน้ำตาซึม ขอบคุณที่มีโครงการดีๆ แบบนี้

ตอนเรียน เคยนั่งสามล้อ ไปโรงเรียนด้วย เท่ห์จัง

ต้องหาโอกาสไปเยือนบ้านวงศ์บุรี ให้ได้

ตอนอย่ ไม่เห็นคุณค่า ตอนจากมา แล้วอยากไป คนเรา

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
มนุษย์ล้อติดปีก วันที่ : 11/05/2008 เวลา : 08.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/0899259792

คะเจ้า...เก๊าะคนแป่เจ๊า....แห่ระเบิด

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LOSTGEO


หวัดดีนะครับ..คุณวนา

บันทึกด้วยรอยยิ้ม..คนอ่านก็ยิ้มไปด้วยเช่นกัน

กิจกรรม...ผ่อบ้าน แอ่วเมือง..น่ารักนะครับ

ได้ออกกำลังขา..และได้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และตำนาน...

เมืองแพร่..นั้นยังคงเสน่ห์เฉพาะตัวเสมอนะครับ..ผมไม่ได้เที่ยวในเมืองนัก..แต่เคยไปทำงานที่แก่งเสือเต้นอยู่ค่อนเดือน...

ก็เขียนบันทึกความประทับใจถึงคนเมืองสองได้หลายหน้าทีเดียวเลยครับ

ขอบคุณที่ทำให้ระลึกนึกถึงอีกครั้ง

มีความสุขเสมอนะครับ

(เอ่อ..ว่าแต่ว่าง ๆ หลังเขียนบันทึก...ก็ไปขยับเส้นสายบ้างนะครับ..เดี๋ยวปั่นตามบรรดาท่าน สว. ไม่ทัน แหะ แหะ)

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
redribbons07 วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

เห็นสามล้อถีบแล้วนึกถึง ชลบุรี สมัยก่อนก็มีเยอะ

เหมือนกัน ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
นาฬิกาลืมเวลา วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 21.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamline

คนเมืองแป้ต้องต้องนุ่งหม้อห้อมจากทุ่งโฮ้ง
แพร่เป็นเมืองที่สวยงามน่าอยู่มากครับ (บ้านเกิดแม่ผมเอง) มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งกำแพงเมืองที่เป็นคันดิน ต้นสัก และบ้านที่สร้างด้วยไม้สักเยอะมากๆ
ตามที่เรื่องนี้นำเสนอเลยครับ
ได้บรรยากาศแพร่ดีจัง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นาฬิกาลืมเวลา วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 21.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamline

คนเมืองแป้ต้องนุ่มหม้อห้อมจากทุ่งโฮ้ง
แพร่เป็นจังหวัดที่น่าอยู่มาก (บ้านเกิดแม่ผมเอง)
เห็นแล้วอยากแวะไปอีก ชอบกำแพงเมืองกับต้นไม้ในเมือง สวยดีครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
komyos วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 18.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..

สวัสดีเจ้า..


หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ยายเม้าท์เองค่ะ วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 13.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaimout
"เม้าท์"  กันไหมคะ? คุณๆขา....

เมือง แป้ คนงาม เมืองงาม เพื่อนๆที่มาจากเมือง แป้ ก้เป้นคนใจดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 13.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าเที่ยวมากเลยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน