*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343404
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม 2551
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 9141 , 10:44:06 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เพราะวนเวียนอยู่แต่ในจังหวัดแพร่ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงวันนี้....อีกทั้งโอกาสที่ได้คลุกคลีกับคนทำหม้อห้อม ย้อมสีธรรมชาติฉบับดั้งเดิมที่แท้จริง...."วนา" จึงอยากจะเล่าเรื่องหม้อห้อมสักนิด

แพร่นั้น มีคำขวัญประจำจังหวัดว่า "หม้อห้อม ไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม" เพราะกิจกรรมนอกห้องเรียน ที่จะต้องพาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้ สมบัติซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ทำให้ตัวเราเองนั้นก็พลอยได้รับความรู้ตามเด็ก ๆ ไปด้วย

หากเราได้ยินคำว่า "หม้อห้อม" หลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงเสื้อสีน้ำเงิน ตัดเย็บแบบเรียบง่าย บางคนอาจจะนึกถึง ท่าน พลตรีจำลอง ศรีเมือง คำว่า "หม้อห้อม" นั้นมาจากคำว่า "หม้อ + "ห้อม"

คนเรานั้นหากเกิดรู้สึกลึกซึ้งกับสิ่งใด ๆ ก็มักจะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่ง ๆ นั้น มากยิ่งขึ้น เหมือนที่ข้าพเจ้ากำลังหลงรักสีฟ้าคราม ของหม้อห้อมเข้าเต็มเปา จำได้ว่าสมัยเรียนมัธยม ตนเองนั้นเป็นคนชอบใส่เสื้อหม้อห้อมมาก ต้องใส่จนสีของมันซีดจาง มันเป็นความเก๋า เป็นความคลาสสิคในความรู้สึกของข้าพเจ้าตอนนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ความหมายเลยว่า เหตุใดเค้าถึงเรียกเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มนั้นว่า "ม่อฮ่อม"

ปีที่แล้วข้าพเจ้ารู้ว่า "หม้อห้อม" เค้าเขียนกันแบบนี้ ในขณะที่ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติคำศัพท์ในพจนานุกรมไว้ว่า เขียนได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทั้ง "ม่อฮ่อม" และ "หม้อห้อม" ตรงนี้ผู้ใหญ่ในแวดวงวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่ ผู้เป็นต้นตำรับหม้อห้อมที่แท้จริง ได้ทำหนังสือยืนยันไปยังราชบัณฑิตยสถาน ว่าคนแพร่ทั้งหมดขอให้ใช้คำว่า "หม้อห้อม" เท่านั้น "หม้อ" อันหมายถึงภาชนะที่ใส่น้ำห้อมสำหรับย้อมผ้า ส่วน "ห้อม" ก็มาจากต้นห้อมที่นำมาทำน้ำย้อมนั่นเอง "ม่อฮ่อม" ที่เขียนแบบนี้ หาความหมายมิได้

สีฟ้าครามสวยของหม้อห้อมก่อกำเนิดจากต้นไม้ ๓ ชนิด คือ ต้นคราม ต้นห้อม และต้นเบิก(หรือห้อมเครือ) แต่ส่วนผสมที่จะกลั่นกรองออกมาเป็นน้ำย้อมห้อมอันสวยงามนั้น ประกอบไปด้วยเปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้หลาย ๆ อย่างเช่น อ้อย เพกา มะกรูด กล้วย เหล่านี้เป็นอาหารของน้ำห้อมที่จะต้องหมักบ่มดูแลเอาใจใส่จากผู้มีใจรักที่จะทำงานนี้จริงๆ การดูแลสีย้อมห้อมต้องทะนุถนอมเหมือนเลี้ยงเด็กอ่อน ต้องมีเวลาเติมออกซิเจน ควบคุมความเป็นด่างของน้ำหมัก สังเกตสี หาก "ห้อม" ป่วย ต้องได้รับการเยียวยาแก้ไข ห้อมที่จะใช้ย้อมได้ต้องเป็นหม้อที่มีสุขภาพดีเท่านั้น

"พี่ยอม" คนดูแลน้ำย้อมห้อม เล่าว่า การดูแลสีย้อมหม้อห้อม ต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ต้องมาคอยดูฟองสี แต่ก่อนใช้การทดสอบความพร้อมของน้ำห้อมด้วยการชิมน้ำหมัก ปัจจุบัน เชี่ยวชาญแล้วใช้วิธีดูสี ดูฟองอากาศก็สามารถรู้ได้ว่า หม้อไหน สุขภาพดี พร้อม "ย้อม" หม้อไหน ป่วย ต้องได้รับการเยียวยา ดูแลกันถึงขนาดนี้ ชาวบ้านจึง "ถอดใจ" หันไปใช้สี "เคมี" กันหมด ย้อมได้ปริมาณมาก ขายได้ราคาถูกกว่า ผลผลิตก็ได้มากกว่า การย้อมแบบธรรมชาติ

เหล่านี้นี่เองจึงทำให้หม้อห้อมย้อมธรรมชาติค่อย ๆ หมดไปเพราะคนทำถอดใจ และหม้อห้อมย้อมเคมีก็เข้ามาแทนที่ เพราะสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องรอเวลาถึง ๓ เดือน ย้อมได้ปริมาณมาก และราคาถูก

หากแต่ว่า ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายลงไปแล้วหล่ะคะ จะเยียวยาแก้ไขกันได้อย่างไร ผลกระทบจากการย้อมสีเคมีเป็นอย่างไรนั้น หลาย ๆ พื้นที่ที่ทำก็จะรู้ดี หากเราได้ไปซื้อผ้าหรือมีโอกาสได้เข้าใกล้แหล่งย้อมผ้าหม้อห้อมเคมีราคาถูก ๆ ลองถามดูว่า นานเท่าใดแล้ว ที่พวกเขาไม่ได้ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างบ่อน้ำบาดาลมาใช้ในการอุปโภคบริโภค คำตอบก็คือ ตั้งแต่ย้อมผ้าด้วยสารเคมีนี่แหล่ะ และใช่ว่าสารเคมีเหล่านี้จะมีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากสารแต่ละอย่างยังเป็นพิษต่อร่างกายของผู้สวมใส่เสื้อผ้าอีกด้วย อีกทั้งการบำบัดน้ำเสียของเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตนั้น ยุ่งยากสลับซับซ้อนยิ่งกว่ากระบวนการผลิตหม้อห้อมแบบดั้งเดิมเสียอีก

ขณะที่หม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติ มีต้นทุนทาง ปัญญา สูง กว่าจะได้สีฟ้าสวย กินเวลาการหมักถึง ๓ เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้น และต้องคอยดูแทบจะวันเว้นวันเลยทีเดียว การทำหม้อห้อมธรรมชาติจึงได้ผลผลิตน้อย แต่งดงาม และราคาต้นทุนสูง สีฟ้าครามที่ได้จะไม่เป็นสีน้ำเงินเข้มอย่างที่เห็นทั่ว ๆ ไป หากแต่เป็นสีฟ้าอ่อนสวยงามและตกสีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลาย ๆ คนไม่เข้าใจทำไมผ้าย้อมธรรมชาติถึงราคาแพง หากแต่ถ้าเราคิดชั่งน้ำหนักดู ราคาที่เราจ่ายสูงกว่าปกติ ซื้อคืนความเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมวลมนุษย์กลับคืนมา มันก็คุ้มค่าเพียงพอแล้วมิใช่หรือ หากแต่ใช่เพียงแค่นั้น ชาวบ้านหลาย ๆ พื้นที่ได้มีงานทำ ไม่ว่าจะเป็นงานทอผ้าหรือการปลูกคราม เพื่อส่งผลผลิตป้อนแหล่งผลิตหม้อห้อมธรรมชาติ

กลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับกองทุนเงินแสน เงินล้าน มีหลักการแบบชาวบ้าน ๆ ง่าย ๆมีชีวิตจิตใจ เป้าหมายในชีวิตหวังเพียงความสงบสุข ไม่ยื้อแย่ง ไม่แข่งดี พอมีงานทำอยู่กับบ้านได้ดูแลลูกหลานอย่างไม่เดือดร้อน................แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

การคืนธรรมชาติสู่ธรรมชาติ หรือการคืนชีวิตตนเองสู่ธรรมชาติ คงเป็นหนทางเดียวที่เราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างผสมกลมกลืนและมีความสุข ข้าพเจ้าหวัง อยากให้หลาย ๆ คนหันมาตระหนักกับภาวะวิกฤติของโลกที่เรากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ขณะนี้ และทำไมจะต้องมานั่งเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง นั่นก็เป็นเพราะว่า หากเริ่มที่เรา จากหนึ่ง มันย่อมพัฒนาเป็นสอง...สาม...สี่ ไปเรื่อย ๆ นอกจากจะหลงใหลในสีฟ้าครามแล้ว ข้าพเจ้าก็หลงใหลผ้าฝ้ายธรรมชาติทุกชนิด พยายามทุกวิถีทางที่จะใช้มันอย่างเต็มที่ โดยใช้ผ้าย้อมเคมีให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหวังต่อไปว่าจะเลิกใช้มันได้ในที่สุด

ข้าพเจ้ามีตัวอย่างคนของโลก ที่สะท้อนความรัก ความหวงแหน ธรรมชาติ มรดกวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของท้องถิ่นของตนและโลกใบนี้ไว้อย่างน่าชื่นชม

คนของโลก
รู้ย้อมสีได้หลายหลาก
ใช้กันมาก ก็คือสีครามสวย
มาวันหนึ่งมีเคมีให้ร่ำรวย
สะดวกด้วย
ย้อมธรรมชาติจึงจางไป
ก็ลืมว่าวิถีแห่งธรรมชาติ
โลกสะอาดอากาศดีงามสดใส
ไม่ก่อเกิดมลภาวะ ขยะ
เกลื่อนกลาดไป
ไม่วุ่นวาย หาทาง กำจัดมัน
จนวันนี้ พวกเรา นั้นเลือกได้
ให้ร่างกาย จิตใจพบสุขสันต์
?ผ้าย้อมสีธรรมชาติ?
เลี่ยงสารพิษ สารพัน
ปลอดภัยครัน วันสุข มีที่เรา

บทประพันธ์ โดย คุณวุฒิไกร ผาทอง ๑ ในผู้ฟื้นฟูการทำผ้าหม้อห้อมย้อมธรรมชาติของ จ. แพร่ สะท้อนความรู้สึกผ่านบทประพันธ์ออกมาอย่างเห็นภาพชัดเจนเลยทีเดียว คุณวุฒิไกร หรือ "พี่ไกร" ของข้าพเจ้า มีเส้นทางสายหม้อห้อมย้อมธรรมชาติที่น่าสนใจทีเดียว เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

การที่คน ๆ หนึ่งจะคืนสิ่งแวดล้อมที่ดี ๆ กลับสู่ธรรมชาติมันช่างยากเย็นเสียนี่กระไร แต่ คนเราหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น แม้จะต้องผ่านอุปสรรค แต่เส้นทางการอนุรักษ์ธรรมชาติและมรดกวัฒนธรรมของของพี่ไกร ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปแล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือ ก็คือการให้ทุกคนหันกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติ และพิษภัยของสารเคมีต่าง ๆ ส่วนนี้คงเป็นส่วนที่หลาย ๆ คนต้องช่วยกันจริงไหมคะ????

บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในกรุงเทพฯ หลังเรียนจบ ไม่คิดหางานทำในกรุงเทพเหมือนคนอื่น ๆ หากมุ่งกลับบ้าน สร้างงานที่บ้านเกิด ช่วยกิจการงานของทางบ้านที่ทำงานโรงบ่มใบยา จนจับพลัดจับผลูให้มาทำงานเกี่ยวกับผ้าทอมือ ผ้าทอสีธรรมชาติ จนเกิดความหลงใหลและศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "หม้อห้อม"

เมืองแพร่ เป็นเมืองหนึ่งในแคว้นล้านนา มีเสื้อหม้อห้อมเป็นสัญลักษณ์ที่รู้จักกันแพร่หลาย มีกระบวนการย้อมหม้อห้อมจากธรรมชาติสืบทอดกันมายาวนานในภูมิภาค ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความหลากหลายทางฐานธรรมชาติดั้งเดิมที่มีอยู่

แต่ก่อนนี้พื้นที่แห่งนี้มีป่าไม้ดงหนา ชุ่มชื้น เหมาะสำหรับพืชที่ให้สีครามอย่างต้นห้อมแพร่พันธุ์อยู่ได้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นสั่งสม ให้ผู้คนสังเกตว่าต้นไม้นี้ให้สีได้ และเรียนรู้ถึงวิธีการย้อมจากใบสด ๆ จากการหมักกรองกากออก ตีกับปูนขาวหรือปูนแดง ไม่มีปูนก็เผาเปลือกหอย ตะกอนที่ได้ถึงจะนำมาหมักแช่กับน้ำด่างจากขี้เถ้า เติมอาหารด้วยกล้วย อ้อย สัประรด เติมสีด้วยเปลือกไม้ ความรู้นี้มักจะถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เป็นของมีค่า เคลือบไว้ด้วยความเชื่อว่า "หม้อห้อม" มีวิญญาณที่ต้องปฏิบัติตอบอย่างคนต่อคน

แต่แล้ว!!! เมื่อวันเวลาผ่านไป กลับเป็นวิธีการที่ยุ่งยากลำบาก กระแสการใช้สีสำเร็จรูปเข้ามาแทนที่ ความสะดวกสบายที่ได้รับ ทำให้การย้อมหม้อห้อมธรรมชาติแบบดั้งเดิมหายไป............

ตัว "พี่ไกร" เองนั้น มิได้สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มคนย้อม "หม้อห้อม" แต่อย่างใด แต่จากสัมผัสที่ตนเองได้รับจากการสวมใส่ผ้าฝ้ายทอมือจากธรรมชาติแล้วพบว่า มันสวมใส่สบาย ยิ่งเก่ายิ่งสวย ตัดเย็บง่าย ใช้งานได้นาน อีกทั้งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีคุณค่าและกำลังจะสูญหายไป หากไม่ช่วยกันรักษา

การเริ่มต้นจากความ "ไม่รู้" เป็นเรื่องยากลำบาก พี่ไกรเริ่มศึกษาเรื่องครามจากหนังสือ จากการพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ จากครูอาจารย์ ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญ ไปนั่งดูคุณยายในหมู่บ้านทอผ้า ไปชิมน้ำหม้อห้อม ไปดูการตีคราม ทดลองปลูกต้นคราม ศึ่กษาขั้นตอนการผลิตและวิธีการทำ ปัญหาอุปสรรคที่พบเจอ แทบสิ้นเนื้อประดาตัว เริ่มติดหนี้คนทอผ้า ทอแล้วไม่มีเงินซื้อผ้า คนทอก็มีภาระหนี้สิน ปัญหาโยงใยกันไปเป็นทอด ๆ พอเข้าตาจนจริง ๆ พี่ไกรก็คิดจะเลิกแล้ว เพราะถอดใจ ไม่รู้จะทำยังไงดี แต่เพชรดีย่อมเปล่งประกาย คนที่เห็นคุณค่าและพร้อมจะยืนเคียงข้างก็มี ในหมู่คนทอผ้า ๒๐ คน มี ๔ คน ยอมให้ติดหนี้ แถมยังเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป

ในที่สุดฟ้าก็ประทาน ขุนศึกคู่ใจมาให้พี่ไกร สองคน คนหนึ่งเป็นมือย้อม และคนหนึ่งเป็นมือทอ สามแรงแข็งขันช่วยกันคิดช่วยกันทำ คิดแผนการผลิตและการจำหน่าย การขายในระยะแรกจะเน้นเรื่องความแตกต่างเรื่องความสวยไปก่อน ไม่ตีเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะว่าคนยังรับไม่ค่อยได้ แต่ค่อย ๆ จัดนิทรรศการให้คนเข้าใจไปเรื่อย ๆ ตามกำลัง

ญาติ ๆ พี่ไกรถามว่า แล้วมันจะคุ้มค่าหรือ??? แล้วจะร่ำรวยหรือ??? พี่ไกรบอกว่า เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่รำรวย อยู่ได้วัน ๆ ก็น่าจะพอ จะให้กู้เงินมาทำใหญ่โตแล้วจัดการไม่ไหว ให้กิจกรรมที่เรารักหลุดมือไปเป็นของคนทุนหนากว่า มันก็คิดมากน่ะ การทำแบบนี้ ถึงไม่ได้ร่ำรวย แต่อย่างน้อยก็ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก สินค้าของพี่ไกรราคาค่อนข้างสูง คนที่ใช้ก็จะเป็นเฉพาะคนที่เข้าใจถึงข้อดีของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจริง ๆ เข้าใจคุณสมบัติของผ้าฝ้าย (ว่าสวมใส่สบาย ใส่แล้วเย็นในหน้าร้อน หรืออุ่นในตอนอากาศหนาว) เข้าใจในเรื่องงานฝีมือ (เพราะทำยาก ใช้เวลานาน ทำด้วยใจ แต่ละผืนจะมีความแตกต่าง ทำซ้ำอีกไม่ได้) พี่ไกรหวังว่า คนที่ใช้ผ้าของเขาก็คงสัมผัสได้ถึงความสุขที่กอรปกันเป็นผืนผ้า แล้วพลอยเป็นสุขไปด้วยขณะที่ใช้ พร้อมทั้งสุขใจที่ได้ใช้ของดี สุขใจที่ได้ช่วยเหลือธรรมชาติ

กระแสความต้องการผ้าย้อมครามธรรมชาติมีมากขึ้น มีการขยายกำลังการผลิต เพิ่มพื้นที่ เพิ่มคนทอผ้า และมีการเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการหม้อห้อมย้อมธรรมชาติรายอื่น ๆ เกิดเป็นเครือข่ายระหว่างกัน มีความร่วมมือในเชิงการแข่งขันให้เกิดหม้อห้อมคุณภาพ ขณะนี้หลาย ๆ คนเริ่มจะเรียนรู้และเข้าใจ พี่ไกรบอกว่า ภูมิใจที่ลูกค้าของพี่ไกร เข้าใจถึงความแตกต่างของหม้อห้อมย้อมเคมีและหม้อห้อมธรรมชาติ ที่มีคุณค่าในรูปแบบที่เรียบง่าย ไม่ปรุงแต่งซับซ้อน มีความสุขใจในการใช้ ที่ไม่ต้องกังวลใจกับพิษภัยจากเคมี.....

ณ วันนี้ พี่ไกรต้องหาพื้นที่ปลูกห้อมให้มากขึ้น ก็ช่วยสร้างรายได้แก่ชาวบ้านที่ปลูก เพราะพี่ไกรก็รับซื้อเองทั้งหมด ผ้าที่ย้อมส่งไปทอตามหมู่บ้าน สร้างรายได้ให้กลุ่มช่างทอผ้า เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นทอด ๆ

มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่นๆ ก็ตรงที่มีสติปัญญาแยกแยะถูกผิดว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ โดยเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน พี่ไกรบอกว่า ฝันว่า วันหนึ่ง ข้างหน้านั้น ชาวแพร่หลาย ๆ คนในหมู่บ้าน จะกลับไปอยู่แบบย้อนยุค ทำงานอยู่กับบ้าน ใกล้ลูกใกล้หลาน ไม่ต้องเติมน้ำมันเสียค่าเดินทางมาทำงานในเมือง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูไว้เป็นออมสิน แต่ละเช้าขึ้นมาก่อนตะวันจะฉาย ก็เก็บยอดต้นห้อมสัก ๙-๑๐ กำมือแช่น้ำไว้ รอให้ถึงอีกเช้ากรองเอาแต่น้ำมาค่อยตีหม้อห้อมกับปูน รอให้อีกหนึ่งเช้าก็กรองเอาส่วนที่ตกตะกอนมาเป็นครามเปียก ไว้ทำตามกรรมวิธีย้อมหม้อห้อมต่อ?

และขอฝันต่ออีกหน่อยว่า ฝันเห็นนักท่องเที่ยว มาทึ่งกับวิถีความสุขแบบนี้ แล้วมาเลือกหยิบเลือกซื้อผ้าย้อมเองที่ชาวบ้านขาย มาเลือกซื้อผ้าที่พ่อค้านำไปออกแบบประยุกต์ทอเป็นผ้า เป็นเสื้อที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่เมืองแพร่..................!!!!!

ชีวิตคนเรา จะสั้นจะยาวไม่ใช่สิ่งสำคัญ สำคัญว่าดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าเพียงใด อย่ามัวหลงคิดว่าชีวิตของตนยังอีกยาวไกล เพราะถึงยามที่ต้องจากไป จะนึกเสียดายก็สายเสียแล้ว ชีวิตของนักปฏิบัติธรรมอย่างพี่ไกร เป็นชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติของชีวิตจริง ๆ เป็นบุคคลที่ข้าพเจ้าทึ่ง แสนทึ่ง กับวิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการใช้ชีวิต ระยะหลัง ๆ มานี้ ทุกครั้งที่ไปทำงานที่แพร่ ข้าพเจ้าและเพื่อนพ้องจะต้องไปฝากท้องอาหารเย็น ไว้กับฝีมือทำกับข้าวของป้าสน ขุนศึกเบื้องขวาของพี่ไกร ทุกครั้งพี่ไกรจะบอกว่า ตักเท่าไหร่ก็ได้ กินเท่าไหร่ก็ได้ให้อิ่ม จะตักกี่ครั้งก็ไม่ว่า ขออย่างเดียว ตักไปกินแล้วอย่ากินให้เหลือ ท่านจันทร์เคยบอกว่า เราควรจะสนับสนุนคนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นจริงดังว่า อย่างที่พี่ไกรเล่าไว้ว่า ยามใดที่พบอุปสรรค ก็จะมีเพื่อนในแวดวงปฏิบัติธรรมด้วยกันยื่นมือเข้ามาช่วย หรือไม่ก็ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อยู่เสมอ ไม่เคยอับจนหนทางเลยจริง ๆ

เคยมีคำถามว่า ร้านของพี่ไกรอยากจะทำอะไรบ้างเกี่ยวกับหม้อห้อมในตอนนี้ พี่ไกรว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากได้งบประมาณจากรัฐมาสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มกันระหว่างแม่ครูในหมู่บ้าน ก็จะเป็นการเติมพลังใจ เติมน้ำมันตะเกียงที่ริบหรี่ ให้คนที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ มีชีวิตต่อไปได้อีก แต่ถ้ายังไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงด้วยตนเอง ก็อย่ามาสนับสนุนจะดีกว่า เพราะหากไม่เข้าใจปัญหาและเห็นว่าทางนี้เป็นหนทางที่จะร่วมกันแก้ไขได้ มันก็เปล่าประโยชน์ ซึ่งพี่ไกรว่า อย่าหาว่าอวดดีเลย ก็เพราะอยากให้ทุกฝ่ายสบายใจนั่นเอง

มนุษย์เราทุกคนมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การศึกษา หน้าที่การงาน และสิ่งที่ได้พานพบ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ความคิดและทัศนคติของมนุษย์แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า ช่างปั้น ช่างวาดทั้งหลายที่อยู่ในตัวเรา จะเลือกปั้น เลือกวาดให้เราเป็นอะไรเท่านั้น...........

ห้องปฏิบัติการย้อมหม้อห้อม หน้าตาเป็นแบบนี้หล่ะค่ะ ที่เห็นนี่แหล่ะค่ะ "หม้อห้อม" หม้อ ก็คือ โอ่งหมักนั่นเองค่ะ ส่วน "ห้อม" ก็คือไอ้น้ำสีน้ำเงินที่อยู่ในโอ่งนั่นเองค่ะ

ป้าสนและพี่ยอม ขุนศึกซ้ายขวาของพี่ไกรค่ะ มีความสุขจนข้าพเจ้านึกอิจฉาทุกครั้งที่ไปพบเจอ ความสุขที่ว่าคืออะไรหรือ? สองคนนี้ได้ทำงานที่ตนเองรัก ได้คลุกคลีอยู่กับความงดงามของธรรมชาติ ได้ถักทอผืนผ้างามด้วยมือทั้งสองข้าง ที่อยากจะปั้นแต่งให้ออกมาสวยงามขนาดไหนก็ได้ ทำเสร็จแล้วก็เก็บไว้ชื่นชมเอง ไม่อยากจะขาย เพราะแต่ละชิ้น ผลิตได้ครั้งเดียวเท่านั้น ทำใหม่ ก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว!!!

พี่พยอม มือย้อม "หม้อห้อม" ของพี่ไกร เป็นคนเฝ้าดูแล ทะนุถนอม "ห้อม" ในหม้ออย่างใกล้ชิด พร้อมคิดค้นสูตรที่จะพัฒนาให้สีของหม้อห้อมสวยวันสวยคืน ในภาพ พี่ยอมกำลังสาธิตการสกรีนเสื้อด้วย "ห้อม" สูตรแห้งให้เด็ก ๆ ที่ข้าพเจ้าและเพื่อนพ้องพาไปเรียนรู้กรรมวิธีการย้อมผ้าหม้อห้อมธรรมชาติดู พี่ยอมบอกว่าคิดสูตรอยู่ตั้งนาน กว่าจะได้สีที่ใกล้เคียงกับห้อมที่เป็นน้ำ.........น่าทึ่งมากค่ะ

อดีตสาวโรงงาน ที่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหม้อห้อมมีแค่ ศูนย์ ทำได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เกิดจากความรัก ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้วล่ะค่ะ

เวลาข้าพเจ้าได้พูดคุยกับพี่ยอม จะได้เห็นดวงตาเป็นประกาย เปี่ยมไปด้วยความรัก เวลาพี่ยอมพูดถึงน้ำย้อมห้อม ก็ไม่ต่างอะไรกับที่มีแม่พูดถึงลูกน้อย เป็นข้อคิดที่ข้าพเจ้าได้ตระหนักว่า การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ นั้น เราก็ต้องอยู่ด้วยความรักอย่างบริสุทธิ์ใจจริง ๆ จำได้ว่าสมัยเรียนมัธยมปลาย ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่เป็นสวนกล้วยไม้ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า กล้วยไม้ในสวนนั้น ต้องเปิดเพลงคลอเบา ๆ ให้ฟังทุก ๆ เช้า มันจะส่งผลให้กล้วยไม้ออกดอกสวยงดงาม ได้ผลผลิตดี........

ป้าสน ช่างทอผ้าขุนศึกเบื้องขวาคู่ใจของพี่ไกรค่ะ เส้นฝ้ายที่ย้อมห้อมเป็นสีครามสวยแล้ว ส่วนหนึ่งถูกส่งออกไปตามหมู่บ้านเพื่อทอเป็นผืน อีกส่วนป้าสนทอเองที่บ้าน ไม่หวงวิชาเสียด้วยค่ะ ชวนข้าพเจ้าให้ลองทอ แต่ความที่กลัวของป้าจะเสีย เลยไม่กล้า...นอกจากทอผ้าได้สวยแล้วกับข้าวฝีมือป้าสนก็ชั้นหนึ่งจริง ๆ ค่ะ

ไปทีไร "วนา" ก็เสียเงินทุกทีไป แต่ไม่เสียดายหรอกค่ะ ซื้อชิ้นหนึ่ง ใส่ไปได้ตั้งนาน มีความสุขเสียอีกด้วย เพราะรู้สึกปลอดภัย สบายใจว่าอย่างน้อยการทำเช่นนี้ ก็ไม่ทำร้ายโลก ถึงจะช่วยได้ไม่มาก แต่หากช่วยกันหลาย ๆ คน อีกหน่อยมันก็คงจะดีไปเองจริงไหมคะ...........เริ่มที่ตัวเราวันนี้ก่อน คนอื่นค่อยว่ากันอีกที



ที่เห็นนี้คือโรงย้อมหม้อห้อม ฐานปฏิบัติการที่พี่ยอมหวงแหนมากค่ะ บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นมาก พี่ไกรเป็นคนรักต้นไม้ จึงปลูกต้นไม้ไว้ทั่วบริเวณเลยค่ะ มีจามจุรีต้นใหญ่ ๆ หลายต้นที่ให้ร่มเงา ทำให้บริเวณนี้ไม่ร้อนเลยจนนิดเดียว เป็นสถานที่ทำงานที่น่าอิจฉามาก ๆ

 

ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ ที่ทำงานร่วมกันในโครงการฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมมีชีวิต และปลูกฝังจิตสำนึกรักท้องถิ่นให้กับกลุ่มยุวชนเมืองแพร่ พาเด็ก ๆ มาเรียนรู้การทำผ้าหม้อห้อมย้อมธรรมชาติ และให้เด็ก ๆ ทดลองทำหม้อห้อม เริ่มตั้งแรกออกแบบมัดลาย และลงมือย้อมด้วยตนเอง อย่างที่เห็นในภาพนี่แหล่ะค่ะ

นี่คือผ้าที่เรามัดย้อมเสร็จกันใหม่ ๆ เตรียมจะซักน้ำสะอาดค่ะ

ลวดลายเสื้อ ก็เกิดจากการมัดหนังยางอย่างที่เห็นนี่แหล่ะค่ะ

นอกจากการมัดย้อมน้ำห้อมแล้ว เรายังสามารถสร้างสรรค์งานด้วยการวาด โดยใช้ตะกอนโคลนที่ได้จากการหมักอีกด้วย

เด็ก ๆ สนุกกับการสร้างสรรค์ลายเสื้อตามจินตนาการ

เมื่อทำเสื้อเสร็จ หลาย ๆ คนบ่นว่า ไม่อยากนำไปขายเลย เพราะสวยจนอยากจะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติของตนเอง เป็นความภาคภูมิใจของเด็ก ๆ ทุกคนเลยหล่ะค่ะ

ตัวนี้ ฝีมือการมัดย้อมของ "วนา"เอง..................แหะ แหะ...ขี้เหร่ซะไม่มี

ย้อมแล้วก็นำมาซักล้างให้สะอาด............

ซักล้างสะอาดแล้ว ก็นำมาตากให้แห้งแบบที่เห็นนี่แหล่ะค่ะ

ลวดลายที่เห็นนี้ เป็นฝีมือมัดย้อมของเด็ก ๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ

แต่ละลายก็สวยแปลกตาไปคนละแบบ ที่สำคัญ ไม่มีผืนใดที่ลวดลายเหมือนกันเลยซักผืนเดียว

"พี่ยอม" ครูสอนการหมัก การย้อมผ้าให้กับพวกเราและเด็ก ๆ กำลังสาธิตวิธีการ "โจก" หม้อห้อม หรือการเติมออกซิเจนให้ หม้อห้อมนั่นเองค่ะ

พี่ยอมเล่าว่า หากวันใดหมัก จน "เจ้าตัวหม้อห้อม" โผล่ขึ้นมา วันนั้นเราจะได้สีหม้อห้อมที่สวยที่สุด ซึ่งเจ้าตัวหม้อห้อมที่ว่านี้ ลักษณะคล้ายฟองอากาศใหญ่ ๆ ซึ่งพี่ยอมเล่าว่า คล้ายเยื่อของผลมะนาว หากไปโดนก็จะสลายตัวไป ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่หากเกิดขึ้นเมื่อใด วันนั้น จะได้เสื้อหม้อห้อมสีสวยมาก

เวลาย้อมก็ทำแบบนี้แหล่ะค่ะ นำผ้าที่มัดลายแล้ว มาย้อมในโอ่งหมักห้อม แบบนี้ค่ะ

หากอยากจะได้สีครามสวยเข้ม จะต้องขยำ ๆ จนสีห้อมซึมเข้าผ้าให้มากที่สุด เอาขึ้นมาผึ่งซักพัก แล้วย้อมใหม่ ขยำ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าสีจะเข้ม จากนั้นค่อยนำไปซักน้ำสะอาด

ที่เห็นอยู่ในหม้อนี่แหล่ะค่ะ ที่พี่ยอมแกหวงมาก บอกว่ากว่าจะคิดสูตรได้ก็ทดลอง ทดสอบอยู่นานพอสมควร

ข้าพเจ้าเห็นสีฟ้าติดอยู่รอบ ๆ หม้อ ก็ว่า สีสวยจริง ๆ พี่ไกรบอกว่า จริง ๆ สีมันไม่ได้สวยหรอก แต่เพราะใจเราคลั่งสีฟ้าคราม ทำให้เห็นอะไรที่เป็นสีฟ้าครามโดดเด่นสะดุดตาและดูสวยงามไปหมด..............อืม....ก็คงจะจริงอย่างที่พี่ไกรว่าแหล่ะค่ะ

ที่เห็นนี้คือสีจริง ๆ ของน้ำหมัก "หม้อห้อม"นะคะ

สีโคลนจะเป็นเหลืองอมเขียวค่ะ และตอนที่เราย้อมใหม่ ๆ สีจะออกเขียว แต่พอนำขึ้นมาโดนอากาศ สีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มทันทีเลยหล่ะค่ะ

ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อตัวเรา เพื่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อประเทศของเรา เพื่อธรรมชาติ และสุดท้ายเพื่อโลกของเราทุกคนค่ะ

ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รายรอบ "แก้ววรรณณา" อาณาจักรหม้อห้อมของพี่ไกร ร่มรื่นมากที่สุดเลยค่ะ น่าเสียดายอีกไม่นานก็จะถูกตัดทิ้งหมด เพราะบริเวณนี้กำลังถูกทางการเวนคืนเพื่อขยายสนามบินประจำจังหวัดแพร่

มูลค่าที่ดิน คงพอจะตีเป็นราคาออกมาได้ แต่คุณค่าของหม้อห้อมนี่สิ..............มันจะประเมินออกมาได้อย่างไร............บอกที


เรื่องและภาพโดย : วนา
ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะชม




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
หนุมานชาญสมร วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 07.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง มีเรื่องให้ค้นห มีความงามให้จดจำ มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

-ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีๆมาฝากครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 21.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

"หม้อห้อม" เมืองเหนือ....ใส่แล้วก็เท่พอๆกะยีนส์เมืองนอกเหมือนกันนา....

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

มีเสื้อหม้อห้อม ทุ่งโฮ้ง จ.แพร่ อยู่ตัวหนึ่งค่ะ ใช้มานามาก ตอนนี้ สีจาง แต่เก๋าเก่าสวยดี

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
wullopp วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 18.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

โหวตให้อีก 1 คะแนน... // นี่เป็นบทความสารคดีที่ดีมากๆ ครับ มีภาพพร้อมคำบรรยาย แถมด้านซ้ายมีหน้าต่างให้พักสายตา...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ริบหรี่ วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 15.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/twitty
..............เพียงแค่แสงริบหรี่..ริมทางมืด คดเคี้ยว และสูงชัน

ผมสงสัยมานานแล้วว่าเสื้อหม้อห้อมนี้จะมีต้นฉบับมาจากการแต่งกายของลาวพวน เพราะที่ทุ่งโฮ้งนั้น พวน ทั้งนั้นครับ ส่วนพื้นเพเดิมของแพร่เป็นไทยใหญ่ (เงี้ยว) ลองไปสืบดูนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณเรื่องดีๆและขอโหวตให้กับความยอดเยี่ยมครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
บก.จิ๊บ วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 11.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Banjib
http://www.oknation.net/blog/Rivin

ได้รู้จัก ได้ชื่นชอบ และใส่หม้อห้อมอยู่เป็นประจำ

ครั้งหนึ่งเคยไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนเมืองแป้

รู้ซึ้งถึงชีวิตชาวแป้ กับหม้อห้อมที่ไม่มีวันจะแยกจากกันได้

ขอบคุณความรู้ที่ล้วงลึกหม้อห้อมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ขอบคุณหลายๆ เด้อที่นำชม ของดีเมือง แป้

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
tatuk วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tatuk
เรานี่แหละ ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์! 

ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันความรู้ใหม่ๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน