*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343105
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2551
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 2999 , 23:07:18 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บันทึกไว้เมื่อ ๕ กันยายน ๒๕๕๐

ผ่อบ้านแอ่วเมือง

ขี่จักรยานกินลมชมเมืองแพร่
สามล้อเหลียวแลหลากหลาย
ตามรอยขีดอดีตกาลรอบกาย
เรียนรู้ ปู่ ย่า ตา ยาย สงบเย็น

มองทุกมุมทุกเมืองมีเรื่องเก่า
อดีตกาลนานเนาไม่เน่าเหม็น
เล่าขานทุกถ้อยคำไม่ลำเค็ญ
มองเห็นข้างหลังเจ้าไม่เหงาใจ
.......โดยท่านจันทร์

อีกครั้งนะคะ กับบรรยากาศงานผ่อบ้านแอ่วเมือง ซึ่งเป็นครั้งที่ ๓ แล้วมาฝากกัน เหตุเพราะสถานที่ต่าง ๆ ที่ขบวนจักรยานและ รถสามล้อแวะชมนั้น ยังมิได้ซ้ำกันเลยแม้สักแห่งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติศาสตร์ของแต่ละที่ที่เดินทางไปชมนั้น ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ

คราวนี้หน้าที่ที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมาย คือคุมทีมเด็ก ๆ กว่า ๔๐ ชีวิต ให้อยู่ในระเบียบเรียบร้อยและปลอดภัยมากที่สุด อีกทั้งเด็ก ๆ เหล่านี้ควรจะได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ไม่มากก็น้อยในระหว่างติดตามทีมผ่อบ้านแอ่วเมืองโดยจักรยานและสามล้อ ตามความมุ่งหมายของงานที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้ที่เรียกเป็นภาษาเมืองว่า "หวั่นตีนซิ่น" หมายความว่า ติดตามผู้ใหญ่ไปเที่ยวนั่นเอง "หวั่น" น่าจะแปลว่าตาม ส่วนตีนซิ่น ก็คือชายผ้าซิ่นนั่นเอง หวั่นตีนซิ่น ก็คือการเดินตามผ้าซิ่น นั่นคือการตามผู้ใหญ่ไปเที่ยวและได้ศึกษาเรียนรู้ไปในตัวด้วย อันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่จะให้เด็ก ๆ เกิดกระบวนการเรียนรู้ไประหว่างเที่ยวเล่น

การดูแลเด็ก ๆ อายุระหว่าง ๖-๑๒ ปี เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมิใช่น้อย แล้วข้าพเจ้าและเพื่อนพ้องก็ค้นพบสัจธรรมว่า ทำไม? ครูถึงต้องมีไม้เรียว ทำไม? ครู ต้องดุ ทำไมครูที่น่ารักสุดสวย ต้องกลายเป็นนางยักษ์ไปในพริบตา.......!!!

หลังเสร็จงานวันนั้น พวกเรายกมือท่วมหัวแล้วพูดว่า ครูขา! ครูครับ! พวกเราขอโทษที่เคยดื้อกับคุณครูในเมื่อครั้งอดีต ตอนนี้รู้แล้ว ทำไมครูต้องจำจี้จำไช ถือไม้เรียวคอยขนาบพวกเรา มันเป็นเช่นนี้นั่นเอง....................

จุดเริ่มต้นของขบวนจักรยานในครั้งนี้ เริ่มต้นที่นี่ค่ะ "คุ้มเจ้าหลวง" ซึ่งเป็นคุ้ม หรือบ้าน ของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์อุดร เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ ก่อนที่แพร่จะถูกเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบนครรัฐ เป็นมณฑลเทศาภิบาล ในสมัยรัชกาลที่ ๕

เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์เป็นเจ้าครองนครแพร่องค์สุดท้าย เมื่อครั้งเกิดกรณีเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ทำให้เจ้าหลวงต้องลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง และสิ้นพระชนม์ที่เมืองหลวงพระบางนั่นเอง รูปปั้นที่เห็นบริเวณหน้าคุ้ม คือ รูปปั้นขององค์เจ้าหลวงขนาดเท่าองค์จริง

ต่อมาคุ้มแห่งนี้ได้ถูกจัดให้เป็นที่พักของผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่หรือที่เรียกว่า จวนผู้ว่าฯ นั่นเอง ปัจจุบัน ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามาดูแล จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของจังหวัดแพร่ ซึ่งเปิดบริการนักท่องเที่ยวทั่วไป และใช้เป็นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ ของจ.แพร่

อาคาร เป็นอาคารไม้ สถาปัตยกรรมแบบไทยผสมยุโรปซึ่งเป็นแบบสมัยนิยมในครั้งรัชกาลที่ ๕ ตัวอาคารทาสีขาวเขียว ด้านใน จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของเจ้าหลวงฯ ในอดีตค่ะ

กลุ่มคนเฒ่า หรือคนสูงอายุ กำลังนั่งรอลงทะเบียนเพื่อขึ้นรถสามล้อชมเมืองค่ะ

ขบวนสามล้อ ทยอยกันออกเดินทางจากคุ้มเจ้าหลวงแล้วค่ะ เนื่องจากการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว จึงมีผู้คนสนใจกันมาก จำนวนสามล้อจึงเพิ่มจากเดิมที่เตรียมไว้ ๓๐ คัน เป็น ๔๕ คันเลยทีเดียวค่ะ

โฉมหน้ารถสามล้อ ในระหว่างจอดรอเพื่อให้ผู้โดยสารลงไปฟังคำบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ ค่ะ

จุดแวะที่บ้านหลวงศรีฯ เป็นบ้านเก่าอีกหลังหนึ่งซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก และปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่พักอาศัยของทายาทรุ่นต่อ ๆ มา ซึ่งเจ้าของบ้านบอกว่า สถาปนิกผู้ออกแบบบ้านหลังนี้ เป็นคน ๆ เดียวกับที่ออกแบบพระที่นั่งวิมานเมฆเลยทีเดียวค่ะ

ข้าพเจ้าเคยได้มีโอกาสเข้าชมบริเวณด้านในของบ้าน ก็พบว่า เจ้าของยังคงเก็บรักษารูปแบบดั้งเดิมของตัวบ้าน อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ของบรรพบุรุษไว้อย่างครบถ้วนดีเยี่ยมทีเดียว เรียกได้ว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ

จุดแวะที่วัดเมธังฯ หรือวัดน้ำคือค่ะ เป็นอีกวัดหนึ่งซึ่งมีสถาปัตยกรรมงดงามมาก

วัดสระบ่อแก้ว เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพม่าค่ะ

จุดแวะสุดท้าย ก่อนกลับไปที่คุ้มเจ้าหลวงคือเรือนจำประจำจังหวัดค่ะ เด็ก ๆ สนใจกันมากอยากเข้าไปชมด้านใน แต่ทางเรือนจำไม่ได้อนุญาตให้เข้าชม มีเพียงแต่คำบรรยายเรื่องประวัติของเรือนจำแห่งนี้ ซึ่งก็ได้เปิดทำการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ นั่นเลยทีเดียวค่ะ

จากจุดแวะสุดท้าย ขบวนกลับมาจอดที่คุ้มเจ้าหลวงอีกครั้งเพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารร่วมกัน และตั้งวงสนทนา

ในครั้งนี้ ได้มีการออกร้านอาหารพื้นเมืองโบราณจากหลาย ๆ ชุมชน โดยทางทีมจัดงานได้แจกคูปองอาหารคนละ ๒๐ บาท

หากพูดถึงเงิน๒๐ บาทในกรุงเทพฯ ใคร ๆ ก็คงจะร้องยี้ว่า จะซื้ออะไรกินได้ ข้าวผัดหนึ่งจานยังซื้อไม่ได้เลย แต่ปรากฏว่าในงานนี้ อาหารราคาน้ำใจ ขายมิได้เอากำไร ขอเพียงรอยยิ้มแห่งความสุขของคนเฒ่า ของเด็ก ทุกคนได้อิ่มหนำ ได้เบิกบาน โดยเฉพาะกลุ่มคนเฒ่าที่ได้กินอาหารโบร่ำโบราณที่แทบจะไม่ได้เห็นกันแล้วในปัจจุบัน

อีกทั้งกลุ่มสามล้อ ก็เบิกบานกันที่สุด อาหารบางชนิดขายดี เพราะบางคนก็ซื้อกลับบ้าน เพราะนับวันจะหากินยากขึ้นทุกที อาหารที่ว่า คนแพร่เค้าเรียก"ตำเตา" "เตา" ก็คือสาหร่าย เหตุที่หายาก เพราะปัจจุบันนี้ แหล่งน้ำสะอาดที่จะให้เตาขึ้นนั้นแทบไม่เหลือแล้ว

น้ำสมุนไพรและอาหารพื้นบ้านโบราณ.............คึกคักทีเดียวค่ะ

ข้าวซอย............ก็มา

โฉมหน้าอาหารพื้นเมืองโบราณ...........ข้าวส้ม อ้อง(กระทง)ละ ๑๐ บาท ราคานี้ผู้ขายยังบ่นว่าสงสัยจะแพงไป คราวหน้าเหลือกระทงละ ๕ บาท หมดทุกอย่าง

อาหารพื้นบ้านของชนเผ่า "มะปี" ชนเผ่าที่มีบรรพบุรุษมาจากรัฐสิบสองปันนาทางตอนใต้ของประเทศจีน ทุกวันนี้ ชนเผ่านี้ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านของตนเองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น ภาษา มะปีมีภาษาพูดเป็นของตนเอง และวัฒนธรรมการออกแสวงบุญด้วยการขอทาน

ชนเผ่ามะปีเป็นชนเผ่าที่เคร่งครัดในเรื่องศาสนา ทุกวันโกน ก่อนวันพระ เวลาหนึ่งทุ่มตรง วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้านจะตีกลองเป็นสัญญาณแจ้งให้ชาวบ้านทราบว่า วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันพระ ทุกคนในหมู่บ้านจะร่วมกันถือศีลในวันพระและเตรียมตัวเพื่อมาทำบุญ เมื่อหมดวันทางวัดก็จะตีกลองสัญญาณให้ทราบอีกครั้งหนึ่งในเวลาหนึ่งทุ่มตรงเช่นกัน เป็นอันรู้กันว่า หมดช่วงเวลาการถือศีลแล้ว

มีเรื่องเล่าถึงการออกแสวงบุญด้วยการขอทานของชาวมะปี ช่วงเข้าพรรษา กลุ่มชาวมะปีจะออกเดินทางไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ พร้อมย่ามหนึ่งใบคาดหัวเอาไว้ พอไปถึงบ้านใคร ก็เป็นที่รู้กันว่า ชาวมะปีมาเพื่อให้ผู้คนได้ทำบุญ เจ้าของบ้านจะตักข้าวสาร ๑ ขัน ใส่ลงในย่ามของชาวมะปี ทุกคนจะรู้ว่า นี่ไม่ใช่การขอเพราะความยากไร้ แต่เป็นการขอ เพื่อให้ผู้ให้ได้บำเพ็ญบุญด้วยการทำทาน ซึ่งสิ่งนี้ ถือเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามที่กลุ่มคนเหล่านี้ยังคงรักษาเอาไว้

นอกจากนี้ ชาวมะปี ซึ่งหากเราเจอกันข้างนอก ก็คงจะดูไม่ออกว่าพวกเขาคือชาวมะปี ยังมีชื่อเรียกของตนเองที่เป็นภาษามะปีโดยเฉพาะ นอกเหนือจากชื่อซึ่งปรากฏในเอกสารราชการเช่น สำมะโนครัวอีกด้วยค่ะ

ได้อาหารแล้ว ก็ตั้งวงรับประทานอาหารกันตรงนั้นเลยค่ะ

เป็นภาพที่อบอุ่นทีเดียวค่ะ

วงสนทนาหลังเสร็จงาน ที่กลุ่มทีมงานใช้ชื่อว่า การถอดบทเรียนหลังกิจกรรม ก็เป็นการพูดคุย เพื่อนำไปสู่การทำงานในครั้งต่อไป................อันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของกิจกรรมผ่อบ้านแอ่วเมืองค่ะ

เก็บตกภาพจากงานถนนคนเดินมาฝากกันด้วยค่ะ ซึ่งก็มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายทีเดียว อย่างที่เห็นในภาพนี้ คือกลุ่มผู้สูงอายุ มาสาธิตกรรมวิธี "กว่าจะมาเป็นเส้น..ฝ้าย"ให้ชมกันค่ะ มีคนสนใจชมกันคับคั่งทีเดียว

ตรงนี้จะสอนทำของเล่นจากทางมะพร้าวอย่างเช่น ตัวตั๊กแตน หรือแมลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านหาได้ทั่วไปค่ะ ก็สอนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นอีกจุดหนึ่งที่เด็ก ๆ สนใจกันมากทีเดียว

และนี่เลยค่ะ.........ผลิตภัณฑ์จากเด็ก ๆ ในโครงการบ้านหนังสือ ซึ่งเป็นโครงการที่ "วนา"และเพื่อน ๆ ได้เข้าไปร่วมทำงานกับข่ายลูกหลานเมืองแพร่ค่ะ

น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำ EM ฝีมือเด็ก ๆ รายได้ก็สมทบทุนซื้อหนังสือเพื่อจัดทำห้องสมุดให้เด็ก ๆ ในชุมชนค่ะ ทำไป ๓๐ ขวด ก็ปรากฏว่า ขายหมดเกลี้ยงเลยค่ะ!!

แต่กว่าจะขายหมดเกลี้ยง พ่อค้าหน้าใสที่เห็นนี้ ก็เป็นลูกหลานเมืองแพร่อีกคนหนึ่งที่มาช่วยทำกิจกรรม ก็บรรยายสรรพคุณกันคอแหบคอแห้งเลยล่ะค่ะ ส่วนน้อง ๆ เจ้าของผลงานก็นั่งมองกันตาปริบ ๆ เพราะขายของไม่เป็น..........ทำได้แค่เพียงส่งยิ้มหวานให้ลูกค้าเท่านั้น.......!!!

บนเวทีวัฒนธรรม ก็จัดให้มีการแสดงของชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ ของจ.แพร่ค่ะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกันของเพื่อนมนุษย์ที่มีความต่างทางชาติพันธุ์ ซึ่งมีอยู่มากมายในจังหวัด

ที่เห็นนี้คือชนเผ่าตองเหลือง หรือ มาลาบรี (อ่านว่า มา-ลา-บรี) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งแฝงเร้นกายอยู่ตามป่าเขาของจังหวัดแพร่ วันนี้เขามาเปิดตัวแล้วบอกว่า พวกเขาเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนคนเมืองแล้ว ได้เรียนหนังสือ และพูดภาษาได้อย่างคนทั่ว ๆ ไป อีกทั้งได้ทำการแสดงวัฒนธรรมของชนเผ่าของเขาอีกด้วย ก็เป็นที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

ที่เห็นนี้คือเด็ก เผ่าม้ง ค่ะ ม้งก็เป็นชนเผ่าอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่บนที่สูงบนภูเขา วันนี้ก็นำศิลปะการแสดง การร้องเพลงด้วยภาษาม้งมาให้ชมกัน ก็เป็นที่สนุกสนานทีเดียว ที่น่าสนใจก็คือ เครื่องแต่งกายของเด็ก ๆ เหล่านี้ ซึ่งเล่าว่า กว่าจะได้ชุดออกมาสวยงามขนาดนี้ ก็ใช้เวลาในการทำเป็นปีเลยทีเดียว

ขอจบเรื่องไว้ที่ภาพนี้ค่ะ
ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะชม



เรื่องโดย : วนา
ภาพโดย : อลงกรณ์ จุฑาเกตุ (เปรี้ยง)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Chaiyon วันที่ : 24/05/2008 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Akemongkol

สวยงามแต้ๆ กึดถึงบ้านเฮาแต้เน้อ "เมื่อแป่เมืองงาม คนน้ำใจ๋ดี"

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
กัสโต้ วันที่ : 24/05/2008 เวลา : 15.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/custo
LIFE IS BEAUTIFUL WHEN YOU WALK SLOWLY

เห็นแล้ว คิดถึงบ้านจังเลยค่ะ เมือแป้ เมืองงาม ของเรา

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 24/05/2008 เวลา : 14.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

น่าไปตวยแต๊ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ท่านจันทร์ วันที่ : 23/05/2008 เวลา : 23.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prajan

ผ่อบ้าน แอ่วเมือง เรื่องแพร่

เหลียวแล มองหลัง ยังเห็น

ชีวิตชีวา ค่านิยม รวยร่มเย็น

แม้อาจจะ ยากเข็ญ เงินทอง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน