*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343105
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม 2551
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 3344 , 15:29:01 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แม้เรื่องราวที่จะเล่าขานต่อไปนี้...จะล่วงเลยผ่านไปกว่ากว่า ๑ ปี แต่ความทรงจำ ความอบอุ่น...กรุ่นกลิ่นอายของมิตรภาพ ก็ยังอบอวลในใจ...

บันทึกนี้ถูกจดจารไว้เมื่อ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๐

ข้าพเจ้า เพิ่งกลับจาก ฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อสองสามวันก่อน ก่อนไป เพื่อนท่านหนึ่ง อุตส่าห์เข้ามาโพสต์กระทู้ไว้ในเวปพระจันทร์ว่า หากเจออะไรดี ๆ ให้นำมาแบ่งปันกันบ้าง

ความจริง สิ่งที่จะนำมาเล่าให้ฟังนั้น ก็มีทั้งสิ่งที่ดี และไม่ดี เอาเป็นว่าจะเอาประสบการณ์สิบวันในฮานอยมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน

ข้าพเจ้าได้กลับไปเหยียบแผ่นดินเวียดนามอีกครั้ง ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ของเวียดนาม กับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ความประทับใจแรกยังคงเหมือนเมื่อหลายปีก่อน อากาศที่นั่นในช่วงเดือนมกราคมอย่างนี้ ยังคงหนาวเย็น ไร้แสงแดด เต็มไปด้วยหมอกครึ้มเป็นนิจอยู่ทั้งวัน สายลมอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศเคร่งขรึมไม่ใช่น้อย ภาพผู้คนนั่งจับกลุ่ม จิบชาอยู่หน้าบ้าน ยังคงมีให้เห็นอยู่ตลอดริมทางและร้านค้าริมถนน

ต้องยอมรับว่า 5 ปีที่ผ่านไปจากครั้งแรกที่เคยมาสัมผัสเมืองนี้ ข้าพเจ้าก็พบว่า ฮานอยเปลี่ยนแปลงไปมิใช่น้อย เมืองที่เคยสงบเงียบเมื่อครั้งกระโน้น เริ่มคึกคักมากขึ้น ตึกรามสูงใหญ่ ที่ข้าพเจ้าเคยบอกว่าเคยเห็นแต่ในเมืองโฮจิมินต์ซิตี้ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนที่นี่หลายแห่งเหมือนกัน ห้างสรรพสินค้า 1 ใน 2 แห่งของที่นี่ ขายสินค้าต่างประเทศหลากหลาย แต่เสน่ห์ของฮานอยก็ยังคงมีให้เห็น การกินอยู่ข้างถนนกัน ก็ยังคงเหมือนเดิม เนื่องจากอากาศหนาว ร้านเฝอ(ก๋วยเตี๋ยว)ร้อน ๆ ริมทาง ยังได้รับความนิยมจากวัยรุ่นหนุ่มสาวของเวียดนาม รวมทั้งเพื่อนบ้านแปลกหน้าอย่างข้าพเจ้าด้วย

ร้านก๋วยเตี๋ยวที่นี่ จะเปิดกันประมาณ 5 โมงเย็น มีให้เห็นทั่วไปริมถนน หากจะกินต้องรีบกินตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน เพราะบริเวณรอบ ๆ ยังคงสะอาดตา แต่หากปล่อยเวลาผ่านไปถึง ประมาณ 1 ทุ่ม หรือ 2 ทุ่ม ถนนบริเวณร้าน จะเต็มไปด้วยขยะ นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องเก็บมาคิดถึงวัฒนธรรมของคนที่นี่ คนเวียดนามยังคงคุ้นชินกับความสกปรก อยู่กับความสกปรกได้โดยไม่รู้สึกรังเกียจเท่าไหร่ เพราะเค้าถือว่า มีคนกวาดถนนคอยทำความสะอาดกันอยู่ตลอดเวลา ทุกคนจึงไม่แคร์ที่จะทิ้งอะไรก็ได้ที่เป็นขยะ ลงบนพื้นถนน

ในหน้าแรกของบันทึกประจำวันของข้าพเจ้าตั้งแต่ที่เท้าแตะแผ่นดินเวียดนาม จึงบันทึกไว้ว่า สิ่งที่เริ่มเข้ามาแทรกซึมวัฒนธรรมอันเข้มแข็งของเวียดนามนั้น คือความเจริญทางวัตถุที่เพิ่มขึ้น ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของเวียดนามเริ่มคลายตัวลงแล้ว กระแสนิยมตะวันตกเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาถึงฮานอยแล้ว วัยรุ่นหนุ่มสาวที่นี่ เริ่มทำตัวเหมือนพวกฝรั่ง มักจะนั่งกันเป็นคู่ ๆ ตามที่สาธารณะ และ.............โดยไม่อายสายตาของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาแม้แต่น้อย

ตลอด 10 วันที่อยู่ที่โน่น ข้าพเจ้าทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์ของเวียดนามโดยตลอด ดังนั้น เวลาในการสำรวจชีวิตประจำวันของคนที่นี่จึงมีเพียงช่วงตอนเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น ย่านที่ข้าพเจ้าไปพักอาศัยครั้งนี้ เป็นเขตทหาร จึงค่อนข้างเงียบ และมืดมากในตอนกลางคืน แต่กระนั้นข้าพเจ้าก็คิดว่า ที่นี่ยังมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง สำหรับนักท่องเที่ยวและคนต่างชาติ ถึงแม้ว่าบุคลิกของคนที่นี่จะแข็งกระด้างและตรงไปตรงมา แต่ในสิ่งที่เห็นก็แฝงไปด้วยความจริงใจ ซึ่งแตกต่างจากคนที่โฮจิมินต์ ที่บุคลิกดูจะ "รับแขก" มากกว่าคนฮานอย

เห็นไหมคะ ว่า แม้จะเชื้อชาติเดียวกัน สัญชาติเดียวกัน คนต่างที่ ก็ต่างบุคลิกกันอย่างชัดเจน การซื้อของที่นี่ จึงได้ราคาที่ถูกกว่า ลดได้คือลด ลดไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่มีการโก่งราคาเกินไปจนเรียกว่า "เว่อร์" แม้จะอยู่ในย่านการค้า แหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวก็ตาม และครั้งนี้ ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า อาหารที่นี่ค่อนข้างแพง หากจะเลือกกินในสิ่งที่พอจะคุ้นชิน และใกล้เคียงกับอาหารบ้านเรา

ข้าพเจ้าพยายามจะ "ลอง" กินอาหารของเค้า แต่ก็ยากลำบากพอสมควรในการทำใจ จากสิ่งที่เคยรับรู้ คนที่นี่บริโภคสุนัข แถมจากสารคดีของรายการถอดรหัส ก่อนเดินทางมานี่เกี่ยวกับเรื่องการส่งออกสุนัข จากเมืองไทยทางภาคอีสาน มาขายที่เมืองนี้อีก อีกทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ยังโชว์ตับไต ไส้พุงของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ประกอบอาหารกันแบบสด ๆ สร้างความสยองขวัญให้กับข้าพเจ้าพอสมควร อาหารที่ปลอดภัยสำหรับข้าพเจ้าที่สุดที่นี่คือ ข้าว ผัก และเต้าหู้ ซึ่งก็หากินได้ทั่วไปเช่นกัน ร้านอาหารข้างทางที่ข้าพเจ้าได้ลองชิม จึงเป็นเพียงร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งก็มีขายอยู่ทั่วไปเช่นกัน ถูก แถมอร่อยอีกต่างหาก แต่อย่างว่า ข้าพเจ้าก็บริโภคเพียง เส้นและผักเท่านั้น ส่วนเป็ด ขอบายค่ะ

สิ่งที่ชอบมากกับการใช้ชีวิตระยะสั้น ๆ ที่นี่ คือการเดิน ถนนที่นี่เดินง่าย จากผังเมืองที่ดีเดินไปทางไหนก็ไม่หลง การเดินไปกินข้าว ซื้อของจึงเป็นเรื่องที่ไม่ลำบากอะไรนัก ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ จากอีกหลาย ๆ ประเทศที่มาประชุมในงานเดียวกันนี้ จึงใช้เวลาในตอนเลิกงาน แก้อาการคิดถึงบ้านด้วยการเดิน ไปหาอาหารพื้นเมืองของที่นี่กินกัน เดินไปย่านเมืองเก่า อากาศที่หนาวเย็น การเดิน ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แถมยังได้ออกกำลังกายไปในตัว

แหล่งพักผ่อนของคนที่นี่คือ บริเวณรอบ ๆ Lake หรือ บึง Lake ที่ว่านี้ ชื่อ Hoan Kiem Lake เป็นย่านเก่าแก่ของเมือง ที่เรียกว่า Old Quarter ซึ่งมีถนน 36 สาย แต่ละสาย ขายสินค้าต่างประเภทกัน วันแรกข้าพเจ้าเจอ ถนนรองเท้า ทั้งเส้นถนนขายแต่รองเท้า ถนนกระเป๋า ถนนเสื้อผ้า ถนนผ้าพันคอ วันเดียว 4 ถนน ขาแทบลาก แต่เราก็ไม่ได้ซื้ออะไรกัน เพราะมันมากเสียจนไม่รู้จะซื้ออะไร แต่สินค้าในย่านนี้จะไม่แพงมากเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวมีให้เห็นไม่มาก เหมือนโฮจิมินต์ มนต์ขลังแห่งความเป็นคอมมิวนิสต์ของเมืองนี้ยังกรุ่นกำจายอยู่ทั่วไป

เมื่อตอนต้น ข้าพเจ้าพูดถึงความเคยชินกับความสกปรกของคนที่นี่ เพราะสิ่งข้าพเจ้าได้พบเห็นเกือบจะทุกวัน คือการใช้ฟุตบาทริมถนนเป็นห้องน้ำ ทั้งหญิง ทั้งชาย ทำให้ถนนนั้นมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ตลอดเส้นทาง เพื่อนหญิงชาวสิงคโปร์คนหนึ่งของข้าพเจ้า รู้สึกรับไม่ได้อย่างแรง วันที่สอง เค้าชวนข้าพเจ้าไปหาซื้อผ้าปิดปากกันฝุ่น และกันกลิ่น.......บอกว่า ไม่ไหว ไม่เคยเจอ........เอ้า ก็ว่ากันไป

สิ่งที่น่าทึ่ง ของที่นี่ คือพิพิธภัณฑ์ รัฐบาลทุ่มเทเต็มที่กับการสร้างพิพิธภัณฑ์ ข้าพเจ้าไม่ได้พูดถึงความหรูหราของพิพิธภัณฑ์ เพราะที่นี่ก็เป็นตึก ธรรมดา ๆ การจัดแสดงก็ไม่ได้วิจิตรพิศดาร สื่อก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหมือนของสิงคโปร์ แต่สิ่งที่รัฐบาลทุ่มเทงบประมาณให้ คือห้องเก็บวัตถุโบราณของที่นี่ หลังจากการซ่อมแซมรักษาศิลปวัตถุทั้งหลายแล้ว มีห้องเก็บอย่างดี พร้อมควบคุมอุณหภูมิเพื่อไม่ให้ความชื้นทำลายศิลปวัตถุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หลาย ๆ ประเทศที่มาร่วมประชุม รวมทั้งประเทศไทยเอง ก็ไม่เคยมีและทุ่มเทให้ขนาดนี้

เป็นสิ่งที่ประทับใจมาก คนเวียดนาม หวงแหนประวัติศาสตร์ หวงแหนวัฒนธรรม และปลูกฝังลูกหลาน เด็กทุกคนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของตนเอง และถูกปลูกฝังให้รักและหวงแหน รวมทั้งภาคภูมิใจในชาติของตนอีกด้วย ลัทธิชาตินิยมของเวียดนามแตกหน่อออกผล เพราะบุคลิกอันเป็นลักษณะเฉพาะของคนเวียดนาม นั่นคือ ความเป็นนักสู้ กระตือรือร้น ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นี่คือสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุด

คือชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีเงินเช่าร้าน ก็สามารถเปิดร้านตัดผมราคาย่อมเยาได้

ภาพแม่ค้าหาบคอนสินค้าใส่สาแหรก ไม้คาน เดินหาบขาย มีคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

สาวเวียดนาม ขึ้นชื่อว่ารักสวยรักงามที่สุด นี่คือร้านทำเล็บข้างทางเช่นกัน

ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด กำลังเริ่มจะตั้งร้าน เพื่อต้อนรับลูกค้าในยามค่ำคืน
สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้า เกิดคำถามในใจว่า เอ!! คนที่นี่เค้าทำอาหารเย็นกินกันหรือเปล่า เพราะเห็นคนนิยมออกมากินเฝอร้อน ๆ กันข้างนอก ในยามอากาศหนาวเช่นนี้

คนที่นี่ เค้าออกกำลังกายกันง่าย ๆ แบบนี้หล่ะค่ะ เครื่องออกกำลังกายทั้งหลายแหล่ หรือฟิตเนส เซ็นเตอร์ ไม่มีให้เห็นที่นี่ หรือพูดง่าย ๆ ณ ตอนนี้ว่า คงไม่ได้กินเงินของคนที่นี่หรอกค่ะ

สิ่งที่ประทับใจมาก ๆ อีกอย่างคือ การเก็บรักษาต้นไม้ของที่นี่ ข้าพเจ้าพบว่า ทั้งฮานอย และโฮจิมินต์ มีต้นใม้ใหญ่ ๆ สองข้างทางของถนน ข้าพเจ้าเคยเห็นภาพเปรียบเทียบ เมืองเก่ากับเมืองใหม่ สิ่งที่แตกต่างคืออาคารบ้านเรือนที่ผิดแบบออกไป แต่สิ่งที่ยังคงเดิม คือ เส้นทาง และต้นไม้ใหญ่ ในภาพจะเห็นว่า ข้าพเจ้าเก็บภาพได้เพียง 1 ส่วน 3 ของต้นเท่านั้น

ภาพที่เห็นคือห้างสรรพสินค้า 1 ใน 2 แห่งของที่นี่ ที่ว่ากันว่า ตอนเปิดใหม่ ๆ ผู้คนต่างเดินทางไปที่นี่กันแน่นขนัด เพื่อไปลองขึ้นบันไดเลื่อนของที่นี่ ข่าวนั้นแพร่ภาพมาที่เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน

และ การข้ามถนนที่นี่ ก็ยังคงเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น การข้ามถนนแต่ละครั้ง ต้องกลั้นหายใจ เดิน เดิน และเดิน ห้ามหยุดให้รถจอดให้เด็ดขาด เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะไม่มีวันข้ามถนนได้ เราต้องเดินและเดิน และเดิน รถจะหลบเราไปเอง .....โอย!!! หัวใจจะวายทุกครั้งที่ข้าม..................

บริเวณ Hoan Kiem Lake ที่เห็นลิบ ๆ ไกล ๆ นั่นคือวัดค่ะ ลักษณะคล้าย ๆ ศาลเจ้า ข้างในมีรูปเคารพ และเต่ายักษ์ ซึ่งว่ากันว่า เป็นขององค์จักรพรรดิที่เลี้ยงไว้ในบึงแห่งนี้

ไซโล หรือ ไซโค ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าคำไหนออกเสียงถูกต้อง คล้าย ๆ สามล้อถีบบ้านเรา สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเวียดนาม ซึ่งคนเวียดนามเลิกใช้แล้ว วันนี้ จึงเป็นของแปลกสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ลองสัมผัสชีวิตของคนเวียดนาม

รถแบบนี้ เป็นอะไร ผู้โดยสารตายก่อน เพราะเป็นฝ่ายออกหน้า ซึ่งต่างจากสามล้อถีบบ้านเรา ซึ่งผู้โดยสารจะนั่งข้างหลัง แต่คนที่นี่เค้าขับรถกันไม่เร็ว ข้าพเจ้า จึงไม่เคยเห็นอุบัติเหตุในเมืองนี้ ตลอดระยะเวลา 10 วัน ที่นี่

ส่วนจัดแสดงกลางแจ้งของ Ethnology Museum หรือพิพิธภัณฑ์ชนกลุ่มน้อยของเวียดนาม ซึ่งมีถึง 54 กลุ่ม แบ่งตามกลุ่มภาษาที่ใช้ และ 1 ในนั้น ก็มีกลุ่มไทยด้วย ซึ่งภาษาและวัฒนธรรม ใกล้เคียงของเรามาก

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นพิพิธภัณฑ์ในดวงใจของข้าพเจ้าที่สุด ข้าพเจ้าชอบมาก ทั้งส่วนจัดแสดงภายในและภายนอก แนวคิดในการนำเสนอดีมาก ๆ ความประทับใจจากครั้งแรกที่เคยมาที่นี่ ครั้งนี้ จึงไม่ยอมพลาดที่จะหาเวลามาเที่ยวที่นี่อีก ซึ่งอยู่ห่างจากฮานอย โดยรถยนต์ประมาณ 30 นาที


ภาพภายในบ้านของส่วนจัดแสดงกลางแจ้งที่เรียกว่า Long House ซึ่งเป็นบ้านของชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่า The Ede อีเด ความพิเศษของบ้านนี้คือ มีความยาวมาก หลาย ๆ ครอบครัว จะอยู่รวมกันในบ้านหลังเดียว โดยครอบครัวต่อ ๆ ไป ก็จะสร้างห้องต่อออกไปเรื่อย ๆ ทำให้บ้านยาวออกไปเรื่อย ๆ 1ห้อง ต่อ 1 ครอบครัว

ภาพภายนอกของ long house หลังนี้อยู่กันประมาณ 6 ครอบครัว

ที่เห็นนี่คือบ้านดินค่ะ เป็นของชนเผ่าจาม ชนเผ่าดั้งเดิมที่อยู่ในอาณาจักรนี้ในส่วนของเวียดนามตอนกลาง ก่อนจะถูก อาณาจักรไดเวียต หรือเวียดนามปัจจุบันรุกราน จนต้องอพยพหนีไปอยู่ กัมพูชาบ้าง ไทยบ้าง ก่อนจะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในเวียดนาม คนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมค่ะ

นี่คือเส้นทางไปอ่าว ฮาลองเบย์ (Halong Bay) แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฮานอย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1998 ระยะทางจากฮานอย ไปฮาลองเบย์ ประมาณ 170 กิโลเมตร แต่เราใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง สืบเนื่องจากกฎหมายการขับรถที่นี่ จำกัดให้ใช้ความเร็วได้ประมาณ 60 กม. ต่อ ชม. เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง การไปฮาลองเบย์นั้น สามารถไปเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับได้

บริเวณท่าเรือที่อ่าว ฮาลองเบย์ เป็นครั้งแรก ที่ไปเที่ยวทะเลที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้

เรือสรรพสินค้า ที่รองรับนักท่องเที่ยวทางน้ำ

หมอกที่ลงจัด เพราะอากาศเย็นมาก ทำให้ความงามของฮาลองเบย์ลดไปมากกว่าครึ่งจากที่เคยเห็นภาพโฆษณาตามหน้าหนังสือ แต่กระนั้นที่นี่ก็เป็นความภาคภูมิใจของคนเวียดนาม ในการที่จะนำเสนอเพื่อนบ้านต่างชาติอย่างข้าพเจ้า

นี่คือความงามภายในถ้ำ บนเกาะ ๆ หนึ่งในจำนวนหลายสิบเกาะของอ่าวฮาลอง ที่เพื่อนไกด์สาวชาวเวียดนามบอกว่า ทุกอย่างธรรมชาติสร้างขึ้น ยกเว้น ไฟสีต่าง ๆ และทางเดินคอนกรีตที่ยูเนสโก ในนามของ มรดกโลกได้มาสร้างเอาไว้ ให้ถ้ำแห่งนี้ สะดวกต่อการท่องเที่ยวชมความงามของนักท่องเที่ยว

ซึ่งนั่น เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการของมรดกโลก ที่ทำให้ความงามของถ้ำแห่งนี้กลายเป็นของปรุงแต่ง ซึ่งผู้คนท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์จัดการใด ๆ อีกทั้งสิ้น เพราะที่แห่งนี้ได้กลายเป็นมรดกของโลกไปแล้ว หาใช่มรดกของคนเวียดนามอีกต่อไป

ตราสัญลักษณ์อันอัปลักษณ์ (ในสายตาของข้าพเจ้า) ที่ประกาศความเป็นมรดกโลกของที่แห่งนี้ เพื่อนชาวเวียดนามบอกว่า หลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ก็จะมีกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทางยูเนสโกตั้งขึ้น เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ดี เพราะรัฐบาลเวียดนามเอง ไม่เคยจัดการอะไรจริงจังมากนัก

ระหว่างทางขากลับ ได้ผ่านทุ่งนาของเวียดนาม ที่นี่เค้ายังใช้ควายไถนากันอยู่ เท่าที่ผ่าน ไม่เคยเห็นชาวนาที่นี่ ใช้รถไถคูโบต้า หรืออื่น ๆ กันเลย ยังคงใช้วัวควาย ทำนากันอยู่ ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักและสดใส มันให้ความรู้สึกว่า มนุษย์เรา ควรจะใกล้ชิดโลกให้มากเข้าไว้ เพราะปัจจุบันนี้ เรากำลังหนีโลกกันมากขึ้นทุกที เท้าของเราแทบจะไม่ได้แตะพื้นดินกันแล้ว.........................

พื้นที่ป่าชายเลนของฮาลองเบย์ สมบูรณ์มากค่ะ

ขอจบเรื่องไว้แต่เพียงเท่านี้ เวียดนามเป็นเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกับเรา ที่ข้าพเจ้าคิดว่า คนไทยใส่ใจต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างเวียดนามน้อยมาก หลายคนหวาดระแวงในการที่จะเดินทางไปที่โน่น ส่วนใหญ่ที่ไปกันก็คือการไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ ไปซื้อหาสินค้าราคาถูก ต่อรองสินค้า และพูดจากับคนท้องถิ่นด้วยสีหน้าดูถูก (ซึ่งข้าพเจ้าพบเห็นมากับตัว ในวันที่ไปเดินใน old quarter คนเหล่านั้นไม่คิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนไทย ส่งภาษาไทยคุยกันด้วยถ้อยคำที่แย่มาก)

ความจริงแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันนี้ ต่างมีเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ที่ใกล้เคียงกันมาก ข้าพเจ้าพบเห็นชนกลุ่มน้อยของเวียดนามอย่างเช่น กลุ่มไทย ที่ใช้ภาษาและการแต่งกายคล้ายกับไทยในสมัยก่อน บรรพบุรุษของคนเหล่านี้น่าจะอพยพมาพร้อมกับบรรพบุรุษของเรา แต่หยุดตั้งถิ่นฐาน ณ จุดนั้น

ข้าพเจ้าพบว่า คำว่า"แม่"ในภาษาเวียดนามใช้คำ "แม่" เหมือนกับเรา เด็ก ๆ มักจะเรียกแม่ว่า "แม่เอ้ย" และเรียกพ่อ ว่า "บอ" การเรียกคนที่อายุน้อยกว่า ก็จะมีคำว่า "เอ้ย" ต่อท้าย ซึ่งก็เหมือนภาษาที่ใช้กันในบ้านเรา

ข้าพเจ้าจึงมีความรู้สึกว่า พวกเราคงเป็นพี่น้องกัน เรามีรากมาจากที่เดียวกันแน่ ๆ วัฒนธรรมเราแตกต่างกันไป ก็เพราะพัฒนาการโลก แต่รากที่หยั่งลึกก็ยังคงประสานกันอยู่ใต้โลกที่เรามองไม่เห็น ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ภาษา ไม่ใช่อุปสรรคในการคบหาเป็นเพื่อนพ้องกัน ต่างคนต่างผ่านช่วงเวลาอันยาวนานกันมา ทำให้เรามีความต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ที่โน่น ไม่มีวัด ไม่มีพระเดินบิณฑบาตให้เห็นอย่างบ้านเรา ทั้ง ๆ ที่เป็นเมืองพุทธ แต่เพราะเป็นนิกายมหายาน จึงแตกต่างจากบ้านเรา แต่ที่โน่น ไม่มีการจี้ชิงวิ่งราว ไม่มีคดีข่มขืน สาว ๆ เดินกลางคืนตามสวนสาธารณะ ที่มืด ๆ ได้อย่างปลอดภัย คนทุกคนเหมือนรู้จักกันหมดทั้งประเทศ สังเกตจากน้ำเสียงของพวกเค้าแม้ในการ

เพราะงั้น ข้าพเจ้ายังยืนยันคำเดิมที่เคยพูดไว้ว่า ถึงแม้ว่าประเทศนี้กำลังพัฒนา..........แต่จิตใจของคนที่นี่ก็ดูเหมือนจะถูกพัฒนาแล้ว.........



บันทึกไว้ด้วยความรักและประทับใจ

คิดถึงเพื่อนสาว ๆ ชาวเวียดนามทุกคนที่พาข้าพเจ้าตะลุยฮานอย ด้วยมอเตอร์ไซค์

เรื่องและภาพ โดย วนา

ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะชม



 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 25/05/2008 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LOSTGEO


หวัดดีนะครับ..คณวนา

อืม...ผมเชื่อแล้วแหละ..ว่าคุณเป็นนักบันทึกจริง ๆ ...เพราะดูจากจำนวนเรื่องที่เล่ามา...กับเวลาที่เริ่มเปิดบ้าน...แล้วก็ทึ่ง แหะ แหะ

แถมแต่ละเรื่องมีคุณภาพ ทั้งเนื้อหา ความยาว รูปภาพ ครบถ้วน...ผมสนใจกับทุกเรื่องทำนองนี้นะครับ...แต่คงต้องเดินตามไปช้า ๆ...

เรื่องราวเกี่ยวกับเวียตนาม..ผมสนใจกับประเด็นที่คุณวนาเล่าว่า...

"ความงามของถ้ำแห่งนี้กลายเป็นของปรุงแต่ง ซึ่งผู้คนท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์จัดการใด ๆ อีกทั้งสิ้น เพราะที่แห่งนี้ได้กลายเป็นมรดกของโลกไปแล้ว หาใช่มรดกของคนเวียดนามอีกต่อไป"

เพิ่งคุยกันถึงเรื่องนี้...กับรุ่นพี่คนหนึ่ง...ตอนนั่งอยู่ฝั่งลาว...เพราะจะชวนกันไปชม..แต่ก็ไม่แน่ใจนัก..ว่าไปแล้วจะเป็นอย่างที่หวังหรือเปล่า

รวมถึงอีกประเด็นหนึ่ง..ซึ่งผมเคยไปฟังเสวนาที่สถาบันปรีดี..ข้อมูลบอกว่่า..เวียตนามตอนนี้มีเปอร์เซ็นต์หย่าร้างสูงถึง 200 กว่า %...

ฟังแล้วผมก็เกือบไม่เชื่อ...แต่หากเป็นจริง..มันก็คงสะท้อนถึงรูปแบบการพัฒนาได้ไม่มากก็น้อย...

ผมยกมาเล่า..เผื่อแลกเปลี่ยนอะไรกันได้บ้าง

ขอบคุณและขอให้มีความสุขกับการเดินทางเสมอครับ...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Supawan วันที่ : 25/05/2008 เวลา : 19.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

กำลังเขียนซีรี่ย์เวียดนามพอดีเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/05/2008 เวลา : 16.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ชอบร้านตัดผม..แต่คงไม่(กล้า)ใชบริการครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน