*/
  • วนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noi_build@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 343105
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
เพลงโปรด

เทียนน้อย โดยวง ฆราวาส

View All
<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by วนา , ผู้อ่าน : 3780 , 14:41:12 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณพ่อ (เสรี  ชมภูมิ่ง) ปราชญ์คนสำคัญของเมืองแป้...เกี่ยวกับบ้านเก่า ๆ ในเมืองแพร่ โดยเฉพาะบ้านหลังนี้ บ้านของท่านเอง บ้านของคนทำป่าไม้ และเลี้ยงช้าง...

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เป็นแฟนหนังสือต่วยตูน น่าจะรู้จักนักเขียนมากฝีมือท่านนี้ดี... คุณพ่อเสรี ซึ่งต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะเรียกว่า คุณพ่อ เล่าให้ฟังว่าเกิดมาก็เห็นบ้านหลังนี้ เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้น บ้านก็เหมือนบ้านชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป หลังคามุงด้วยหญ้าคา พื้น (ฟาก) และฝากทำด้วยไม้ไผ่...

ทั้งนี้ด้วยเหตุผลของสงคราม ทำให้เจ้าหลวงเมืองแพร่ ได้บัญญัติกฎหมายให้ราษฎรทั่วไปปลูกบ้านในลักษณะเช่นนี้ เพื่อง่ายต่อการรื้อถอน อพยพเคลื่อนย้าย.....

สภาพของบ้านปัจจุบันคือเรือนปั้นหยา แบบล้านนา ทำด้วยไม้สักทั้งหลัง ส่วนเสาบ้านประกอบด้วยไม้หลากหลายชนิด ทั้งไม้สัก ไม้เต็งรัง ไม้แดง และที่สำคัญ คือ ไม้ค้ำ (ไม้ค้ำนี้ เป็นชื่อพันธุ์ไหม้ชนิดหนึ่ง เรียกว่า ไม้ตะค้ำ) เป็นเสามงคลของบ้าน ภายใต้ความเชื่อที่ว่า จะช่วยค้ำจุนบ้านให้มั่นคงปลอดภัยกับผู้อยู่อาศัย...

คุณพ่อเล่าให้ฟังถึงเรื่องการทำป่าไม้ในเมืองแพร่...ส่วนใหญ่คนทำไม้ในเมืองแพร่นั้น เป็นผู้รับเหมาทำไม้ต่อจากบริษัทที่เข้ามารับสัมปทานไม้ในเมืองแพร่ ซึ่งช่วงนั้น (สมัยรัชกาลที่ 5) มีอยู่ด้วยกัน 2 บริษัท คือ อีสต์เอเชียติก และบอมเบย์เบอร์มา (ของอังกฤษ ที่มีสำนักงานอยู่ที่อินเดีย) ต่อมาบอมเบย์ฯ เลิกสัมปทานไป จึงโอนสัมปทานทั้งหมดให้บริษัท อีสต์เอเชียติกแต่เพียงผู้เดียว บ้านของคุณพ่อเสรีก็เช่นเดียวกัน รับจ้างทำไม้จากบริษัทดังกล่าว ลูกจ้างทำไม้และเลี้ยงช้าง ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าขมุ จากเมืองหลวงพระบาง

ขมุเหล่านี้มีผู้นำกลุ่ม ที่เรียกว่า "นายฮ้อย" เป็นคนพามาทำงาน ในสมัยนั้นไม่มีกฎหมายแรงงานต่างด้าว การกวาดต้อนกลุ่มขมุเข้ามาทำงานเป็นเรื่องที่ทำกันได้อิสระ มากันที ประมาณ 200 กว่าคน ระยะเวลาการจ้างงานประมาณ 2 ปี เมื่อขมุพวกนี้มาทำงานครบ 2 ปี นายฮ้อยที่พามาก็จะมารับตัวกลับไป แล้วนำขมุกลุ่มใหม่มาเปลี่ยนแทน คนงานขมุบางคนได้เมียเป็นคนเมือง ก็แต่งงานมีลูก มีหลานอยู่ที่เมืองแพร่นี้ ไม่เดินทางกลับลาวอีกต่อไป ตั้งรกรากอยู่ถาวรที่แพร่เลยก็มีหลายคนเหมือนกัน....

ขมุพวกนี้ ว่ากันว่า เชี่ยวชาญการเลี้ยงช้าง การทำป่าไม้ในสมัยนั้น สัตว์สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ช้าง เพราะต้องใช้ชักลากไม้ในป่า บ้านพ่อเสรีจึงมีปางช้าง ซึ่งมีช้างในความดูแลหลายเชือกด้วยกัน โดยมีควาญขมุเป็นคนดูแล แต่คุณพ่อบอกว่า ก็ไม่ใช่ว่าขมุทุกคนจะเลี้ยงช้างเป็น บางคนก็ต้องมาฝึกกันอีกทีเหมือนกัน

เล่ามาถึงตอนการจ้างแรงงานกันบ้าง...คุณพ่อเล่าว่า ค่าแรงจ้างงานขมุนั้น เดือนละ 8 บาท ส่วนใหญ่คนงานขมุเหล่านี้ไม่ค่อยเบิกค่าแรงมาใช้ คงฝากเงินไว้ที่นายจ้าง บางคนครบ 2 ปี ถึงจะคิดเงินกันที ใครมีความจำเป็นต้องใช้เงินก็เบิกเงินกันที แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเบิกใช้ เพราะค่ากินอยู่นั้นอยู่ที่นายจ้างทั้งหมด เมื่อครบ 2 ปี คนงานขมุเหล่นี้ก็มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำเวลากลับบ้านที่ลาว

ในสมัยนั้น เครื่องคิดเลขยังไม่มี ลูกคิดก็อย่าได้หวัง การนับเงินเดือนของคนงาน ออกจะเป็นเรื่องยุ่งยาก...แต่คนโบราณที่ทรงภูมิปัญญา ก็มักคิดหาวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก...เมื่อไม่มีเครื่องมือดังกล่าว บ้านพ่อเสรีจึงต้องเก็บเมล็ดมะขามไว้จำนวนมาก เวลานับเงินกันที ก็นำเมล็ดมะขามมาแทนจำนวนเงิน 1 เมล็ด เท่ากับ 1 บาท เงินเดือน ๆ ละ 8 บาท ก็กองไว้เป็นกอง ๆ กองละ 8 เมล็ด เท่ากับเงินเดือน 1 เดิอน...พ่อเสรีบอกว่า คนงาน 20 คน บางทีนับกันตั้ง 2 วันกว่าจะแล้วเสร็จ...

เมื่อได้จำนวนเมล็ดมะขามตามจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแล้ว ก็ถึงเวลาจ่ายเงิน...เงินที่ใช้จ่ายค่าแรงในสมัยนั้น ก็มีทั้งเงินรูปีของอินเดีย และเหรียญเงินของไทย แต่เงินที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้คือเหรียญเงิน ที่ทำจากแร่เงินแท้ ๆ เหรียญละ 1 บาท ....ถึงแม้ว่าในสมัยนั้นเมื่อกว่า 70 ปีมาแล้ว เงินปลอมก็มีเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน มีเงินปลอมที่ทำขึ้นจากตะกั่ว...ฉะนั้น เวลาจ่ายเงิน ก็จะต้องมีการตรวจสอบเงินกันว่าจริงหรือปลอม โดยเวลาจ่ายเงิน จะต้องมีมีดโลหะ 1 เล่ม เป็นเครื่องมือทดสอบ เงินจริงหรือเงินเก๊...ใช้วิธีฟังเสียงเอา

นับเงินกันทีละเหรียญ เวลาหยิบขึ้นมา 1 เหรียญ ก็โยนลงไปบนมีด แก๊ง! 1 บาท แก๊ง! 2 บาท แก๊ก...เก๊ นี่ไม่ใช่ละ หยิบออก...นับเสร็จครบจำนวนเวลาที่ทำงาน ก็จะบรรจุใส่ถุงผ้าที่ตัดเย็บมาเป็นทรงกระบอกยาวคล้ายหลอด กว้างขนาดเท่าหนึ่งเหรียญเงิยนพอดี แล้วทำเป็นสายสะพาย เวลาพกก็สะพายเฉียงพาดบ่า แบบที่เรียกว่าสะพายแล่ง เวลาหยิบใช้ก็หยิบใช้ได้เพียงทีละเหรียญเท่านั้น เวลาเบิกเงินจากบริษัทฯ มาจ่ายเงินทีนั้น ว่ากันว่า ต้องเอากระบุงไปใส่กันเลยทีเดียว...ลีลาการเล่าของคุณพ่อ พร้อมลีลาการทำท่าประกอบ สนุกสนานมาก.....

ทีนี้มาถึงเวลาเหล่าขมุนำช้างออกจากป่ามาบ้านบ้าง...ว่ากันว่า คนงานมากมาย บริเวณบ้านคุณพ่อ ซึ่งกว้างขวางถึง 3 งาน (300 ตารางวา) บ่อน้ำกว้างใหญ่ของบ้านที่ขุดไว้ ไม่เพียงแต่เพื่อในคนบ้านใช้บริโภค หากบ่อน้ำนี้ยังเผื่อแผ่ถึงเพื่อนบ้านในชุมชนได้มาตักใช้นำไปอุปโภคบริโภคได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ถึงกระนั้น บ่อน้ำที่กว้างไปด้วยน้ำใจ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับเหล่าคนงานมากมายเหล่านั้น คุณแม่ของคุณพ่อเสรี จึงต้องเกณฑ์คนงานเหล่านี้ไปที่แม่น้ำแม่ยม ซึ่งห่างออกจากตัวบ้านไปมากพอสมควร ไปอาบน้ำ สางเหา กันริมฝั่งน้ำนั่นเลยทีเดียว..ลองนึกภาพตาม ริมฝั่งน้ำที่คราคร่ำไปด้วยเหล่าคนและช้าง อาบน้ำ สางเหา เล่นน้ำกัน เป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวาไม่น้อยเลยทีเดียว..........

เรือนปั้นหยาของพ่อเสรี มีชานกว้างขวาง หลังคาเปิดโล่ง ... คุณพ่อเล่าว่าสมัยเด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นกันบนชานเรือนนี่แหล่ะ วิ่งกันจนเหนื่อย ฤดูร้อน อากาศร้อนจัด ก็ชวนกันออกมากางมุ้งนอนกันบริเวณชานบ้าน อากาศจะเย็นสบายกว่าในห้องมากมายนัก....ชานกว้างเหล่านี้ของหลาย ๆ บ้านมีเรื่องราวเล่าขานน่ารัก ๆ  ของตำนานหนุ่มจีบสาว สาวจีบหนุ่ม...บ้านใดที่มีลูกสาว พื้นที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่ส่งสัญญาณการเลือกคู่ ... หากวันใดชานบ้านไหน มีเสียงปั่นฝ้าย...เวลาค่ำๆ นั่นคือสัญญาณที่หนุ่ม ๆ จะรับรู้ได้เลยทีเดียวว่า สาวเจ้าในบ้านหลังนั้น เปิดรับให้หนุ่ม ๆ ที่สนใจจะสมัครเป็นเขย ได้มีโอกาสมาทำคะแนนให้สาวเจ้าเลือกคู่.... การไปบ้านสาวนั้น ส่วนใหญ่ก็ไปกันเป็นทีม มีสะล้อ ซอ ซึง ขับเพลงกันไปเป็นหมู่ ๆ เมื่อไปถึงก็จะมีการสนทนากันด้วยภาษาคำ ที่เป็นโค้ดลับ อันมีนัยยะ...แอบแฝงซ่อนเร้นไว้ ชอบหรือไม่ชอบจะมีคำสื่อออกมาอย่างแยบคาย บทร้อยกรองที่ว่านี้เรียกว่า “จ๊อย” ที่ชายหนุ่มสมัยก่อนใช้เวลาแอ่วสาว เช่นว่า

“...เดิ้กมามอกนี้ นอนหลับบ่เป็น กั๋มม์เหยซอนเวร ตี้แปงแห่งซ้า ผ่อไปตางไหน เป๋นเหมยหมอกฝ้า กึดเถิกกันยาตี้ฮัก...”

 “...เดิ้กมามะม้อย น้ำก้อยต๋องเต๋ย ลุกเต๊อะ สาวเฮย ปี้มาแอ่วอู้...”

หรือ  “....น้องได้ถึงสุข ละข้าปี้ตุ๊ก กำฟู่ต้นรอยลืม...”

คำต่อว่าต่อขาน ออกอาการงอนก็มีให้เห็น เช่นว่า “...เกี๊ยว หมากเต๊อะ ปลูข้าบ่อหอม บ่มีไผตอม เก๊ามันบ่อ้วน...”

“...ปออดใจ๋กิ๋น ปลูดินยอดด้วน บ่อเหมือนปลูคำบ้านเปิ้นนั้น กันว่าบ่กิ๋นหล้างขอปอย้ำ มันตึง ฝากส้มขมเก็บ

เป็นไงคะ ลีลาการจีบสาว...รายละเอียดยังมีอีกมากมาย...แต่เนื่องจากติดขัดปัญหาคุณพ่ออายุมากแล้ว...ข้าพเจ้าจึงรบกวนเวลามาพอสังเขป

จบตอนค่ะ

เสียดายแต่ว่า ไม่ได้เก็บภาพมาให้ชมกัน...อ่านแล้วก็จินตนาการเอาตามสบายเลยค่ะ....ไว้คราวหน้าแก้ตัวใหม่นะคะ/วนาค่ะ

ขอขอบคุณ

หนังสือ แอ่วเหนือ...เสรี  ชมภูมิ่ง (สำหรับบทจ๊อย จีบแม่หญิง)

ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะชมค่ะ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
วาริท_วิมล วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 13.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waritwimol
Right to Respect

แหม.... ชอบจริงเลยทั้งอาการงอน อาการจีบสาวของ จาวเหนือเนี่ย ผมว่าจะมาแปลเป็นภาษาใต้อยู่นะ

ไม่มีภาพเหรอครับ คุณวนา บรรยายซะอยากเห็นเรือนปั้นหยาเลย ... นักเดินทาง ช่างภาพอย่างคุณวนาไม่น่าพลาด

กำลังตามย้อนไปเก็บ เอนทรีย้อนหลังนะครับ

และขอบคุณที่ไปเยี่ยมเยียนกัน รวมถึงของบ้านสาวน้อยต้นน้ำด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สีน้ำฟ้า วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 14.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prettybluesea
จิ้มเม้าส์ที่ชื่อล็อกอินแวะไปบ้านริมธาร และบ้านสิรินทร์ จิตร์เกษมบ้างนะคะ

แจมเคยซื้อหนังสือ..เล่มนี้นะ จำได้ๆ แต่ว่าย้ายบ้านแล้วน้านพไม่ให้เอาหนังสือลงเกาะ ให้เขาไปหมดแล้ว

เฮ้อ... อยากได้อีกจัง เดี๋ยวลองไปหาที่เดอะบุ้คดูซะหน่อยแล้ว จำได้คราวที่แล้วซื้อจากเดอะบุ้ค กระบี่

ขอบคุณมากนะคะ สำหรับเรื่องเล่า ชอบค่ะ .. ชอบมากๆ



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สีน้ำฟ้า วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 14.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prettybluesea
จิ้มเม้าส์ที่ชื่อล็อกอินแวะไปบ้านริมธาร และบ้านสิรินทร์ จิตร์เกษมบ้างนะคะ

ว้าว.. (จริงๆ อยากกรี๊ด แต่ต้องรักษาภาพพจน์สาวเรียบร้อย ฮา)

ชอบจังค่ะ.. เรื่องนี้ เห็นบอกว่าจะมีแก้ตัวใหม่ แสดงว่าต้องไปอีก ..

ฝากถามพ่อลุงค่ะ..

"เดิ้กมาหม้อยหม้อย น้ำย้อยตี๋นก๋อน....." แล้วอะไรต่อ

สีน้ำฟ้าเป็นเด็กที่อยู่กับยาย ยายเลี้ยง ยายชอบเล่านิทานและเล่าค่าวให้ได้ฟัง ได้ยินเสมอๆ

บทนี้ จำไม่ได้.. ยายก็เสียชีวิตไปแล้ว (ตอนอายุครบหนึ่งร้อยปีพอดี ปี 2549) ..

มีโอกาสถามพ่อลุงให้ด้วยนะคะ คิดถึงยาย...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน