*/
  • นักวิชาการนอกคอก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-28
  • จำนวนเรื่อง : 36
  • จำนวนผู้ชม : 75030
  • จำนวนผู้โหวต : 13
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม 2553
Posted by นักวิชาการนอกคอก , ผู้อ่าน : 1638 , 07:39:44 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประเทศไทยกับนโยบายกู้แหลกแจกสิบทิศและรัฐสวัสดิกู 

ยุคพระเอกลิเก

โดย.....คนนอกคอก

ได้มีโอกาสฟังผู้รู้ทั้งหลายวิจารณ์เรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศไทยทั้ง กรู ในแวดวงวิชาการ ธนาคาร สื่อมวลชน เรื่องการบริหารจัดการในยุค “คนรูปหล่อ”ที่เข้ามาบริหารประเทศก็เอาใจช่วยไม่ใช้ว่าชอบความหล่อนะ เพราะเห็นว่าตั้งแต่ท่านเข้ามาบริหารโดยจัดตั้งรัฐบาลที่ค่ายทหารก็มีเรื่องวุ้นๆไม่เลิกมีคนตายและคนบาดเจ็บจำนวนมาก ประเทศก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ราคาน้ำมันโลก เศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างเช่น สหรัฐ  ยุโรป และที่กำลังจะเป็นปัญหาคือวิกฤติเศรษฐกิจหมู 4 ตัว ( PIGS )  คือประเทศโปรตุเกส อิตาลี กริช สเปน ซึ่งมีเจ้าหนี้คือ เยรอมันและฝรั่งเศส   บวกเข้ากับปัจจัยภายใน คือปัญหาการเมืองภายในยิ่งทำให้รัฐบาลต้องเร่งหาหนทางแก้ไขปัญหาก่อนที่ประเทศจะไปกันใหญ่ ทุกภาคส่วนก็จับตามองดูว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการสร้างความปรองดองของคนในประเทศ 

“นโยบายเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ” ได้มีโอกาสดูสื่อทางทีวีและหนังสือพิมพ์เรื่องการเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ก็คิดในใจทันที่ว่านี้กำลังจะเกิดการเลือกตั้งใหม่หรืออย่างไรเพราะอะไรถึงคิดเช่นนั้นก็รัฐบาลออกนโยบายเอาใจข้าราชการขนาดนี้ คำถามถามว่า “ ปัจจุบันนี้ข้าราชการรายได้ไม่พอใช่หรือ หรือว่าเงินเดือนน้อยไปหรือ หรือว่าการบริหารจัดการเงินในกระเป๋าไม่เป็นจึงเป็นหนี้ ”   แล้วประชาชนที่เสียภาษีเข้าคิดอย่างไร เพราะเงินที่รัฐบาลเอาไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการ นั้นเป็นเงินภาษีประชาชน และที่สำคัญหน่วยงานของรัฐให้บริการประชาชนดีแค่ไหน  พัฒนาความรู้ความสามารถให้ทับเทียมกับเงินที่จะได้รับแล้วหรืออย่างไร    ฝากรัฐบาลไปคิดบ้างคงดี  เพราะเท่าที่สัมผัสมาในการไปใช้บริการของหน่ายงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจทีไรมักจะพบความรู้สึกที่แย่มากจริงๆ เห็นประชาชนเป็นผู้ไปติดต่อเป็นผู้ไปร้องข้อให้ช่วย ทั้งที่ประชาชนเป็นผู้ให้เงินเดือนข้าราชการอยู่ ตรงนี้ต้องคิดให้มากเรื่องของ“ระบบศักดินาแอบแฝง” ที่มันฝังอยู่ในระบบข้าราชการ ใครๆชอบพูดว่าประเทศเราสองมาตรฐาน แต่ผู้เขียนว่าไม่ใช่เพราะอะไรเพราะประเทศเราไม่มีมาตรฐานมากว่า คนรวยไปติดต่อข้าราชการ กับต่าสี ตาสา ยายมา ยายมี ได้รับการบริการต่างกันมาก  คราวนี้มาดูการบริการการเงินของรัฐบาลกันเพื่อที่จะได้เข้าใจง่ายๆแล้วจะรู้ว่าทำไม่ผมจึงเขียนบทความนี้

รายรับ รัฐบาล

รายจ่าย รัฐบาล

   ภาษี             = 70 %

  รัฐวิสาหกิจ  = 30%

 

รายจ่ายประจำ (เงินเดือนข้าราชการ)  70%

ลงทุนภาครัฐ  20%

ใช้หนี้เงินกู้  10%

ไม่พอก็กู้............................

ตัวเลขที่นำมานี้ชี้ให้เห็นว่าเงินรายได้มาจากที่ไหนแล้วจะบริหารจัดการอย่างไร ตัวเลขผู้ที่เสียภาษีปัจจุบันไม่ถึง 10 ล้านคน ทั้งที่ประเทศเรามีประชากร 60 ล้านคน รัฐบาลทุกชุดที่เข้าบริหารประเทศมุ่งเน้นการขยายฐานการเก็บภาษีคือจะมุ่งหาเงินกับคนชั้นกลางให้มากขึ้น เก็บแหลกทุกอย่างไม่ว่าจะหลบหลีกหนีก็จะตามไปเก็บนอกจากคนชั้นกลางก็จะขยายไปยังชาวไร่ ชาวนา แค่นี้ยังไม่พ่อยังนำระบบการเก็บภาษีทางอ่อมมาใช้กับคนทุกคนโดยไม่เลือกว่าเข้าจะยากดีมีจนอย่างไรขอเพียงมีเงินซื้อของเป็นพอ นั้นคือภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7 % หลายคนคิดไม่ถึงว่าตนเองก็เสียภาษีทุกวัน เพราะคิดว่าถ้าฐานเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี   ภาษีทางอ้อมนี้เป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรม  ถ้ารัฐบาลไม่ปฎิวัติระบบภาษีใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคนทุกชนชั้น ประเทศไทยเห็นถ้าคงลำบาก  และที่สำคัญถ้าข้าราชการ และนักการเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีรายได้จากเงินภาษีประชาชนยังทำตัวเป็นเทวดาเห็นประชาชนเป็นขี้ค่า มีความสุขสบายบนความเหนื่อยยากของประชาชน สุดท้ายก็ดูถูกประชาชน ไม่ต่างอะไรกับคนเนรคุณชาติ

“นโยบายรัฐสวัสดิการแจกแหลก ไม่มีก็กู้ เพื่อที่พรรคกูจะได้อยู่ต่อไป ” ผมได้มีโอกาสเขียนเรื่องนี้มาแล้วแต่ขอขยายต่ออีกนิดเพราะว่าครั้งที่แล้วริบไปหน่อย เพราะติดสอนเด็กๆอยู่ทำให้เวลาน้อย นักวิชาการหลายท่านก็วิจารณ์นโยบายนี้พอสมควร แต่ที่เห็นตรงกันคือเราได้กรณีศึกษาจาก ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศที่จัดระบบกลไกลทางเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการที่ปะสบผลสำเร็จมากที่เดียว ประชาชนของประเทศสวีเดนได้รับยกย่องว่ามีคุณภาพมากที่สุดประเทศหนึ่งในการแข่งขั้นในตลาดแรงงาน

            ตัวอย่างการจัดระบบรัฐสวัสดิการประเทศสวีเดน

1 ปี    -     25 ปีรัฐบาลดูแลตั้งแต่เกิดมีค่าเลี้ยงดูรักษาพยาบาล ฟรีหมด เรียนฟรีจนถึงระดับสุสุด

26 ปี      -    65 ปี เสียภาษีให้กับรัฐบาลรักษาพยาบาล ฟรีหมด                       

66 ปี  -     ตาย  รักษาพยาบาล ฟรีหมด มีบำนาญให้ 80% ของรายได้เดือนสุดท้าย

กลับมาดูประเทศไทยของเราบ้าง และมาดูนโยบาลของรัฐบาลไทยที่ฝันอยากให้ประเทศเป็นรัฐสวัสดิการ หลักการทางเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวไว้ว่า “ทุกอย่างไม่มีของฟรี” มันมีต้นทุนทั้งนั้นการที่ปะเทศสวีเดนประสบความสำเร็จในการจัดรับสวัสดิการนั้นก็เพราะประเทศสวีเดนมีการเก็บภาษีได้มาก  เมื่อเทียบกับรายได้มวลรวมประชากรของประเทศ ประมาณ 80% จึงทำให้ประเทศมีเงินทุนสำรองมาก มีเงินบริหารประเทศมาก และที่สำคัญรัฐบาลก็นำเงินภาษีประชาชนกลับคืนสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเด็กแรกเกิดรัฐบาลส่งเช็คของขวัญให้ถึงบ้านเลยดูแลจนเรียนจบมีงานทำไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว ทำงานแล้วค่อยเสียภาษีให้รัฐบาล  เกษียณอายุรัฐบาลก็ดูแลจนตาย รักษาฟรี เรียนฟรี  จะเห็นได้ว่าทุกอย่างไม่ได้มาฟรีรัฐให้ก่อนดูแลก่อนทำงานได้ก็ช่วยรัฐแก่ตัวไปรัฐก็ดูแล นี้ประเทศรัฐสวัสดิการ

                แล้วประเทศไทยละแจกฟรี 2,000 บาท ประกันราคาข้าวไม่พอรัฐจ่ายให้ ให้เงินช่วยเหลือชาวนาที่ปลุกข้าวไม่ได้เพราะไม่มีน้ำ  รถเมล์ฟรี  รถไฟฟรี เรียนฟรี 12 ปี  มันต่างกันมากกับรัฐสวัสดิการ “นี่มันนโยบายหาเสียง”  คราวนี้มาดูความเป็นไปได้ของการดำเนินนโยบายของรัฐว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ประการแรก การจัดรัฐสวัสดิการประเทศต้องมีรายได้เพียงพอ แล้วรายได้ของรัฐมีอะไรบ้าง 1 ภาษี 2 รัฐวิสาหกิจ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเก็บภาษีได้ไม่เกิน     30 % ต่อรายได้มวลรวมประชาติ แล้วจะบริหารอย่างไร คำตอบคือ กู้ใช้ไหม ถ้ารัฐบาลกู้ก็จะทำให้เกิดหนีสาธารณะและใครจ่ายคำตอบคือประชาชนผู้เสียภาษี แค่นี้ก็จบแล้วฝันสลายรัฐสวัสดิการมีทฤษฎีไหนบ้างที่กล่าวว่าการบริหารประเทศคือการกู้มาแจกฟรี

                แล้วถามว่าถ้าอนาคตประเทศไทยจะจัดการบริหารแบบรัฐสวัสดิการให้ประสบผลสำเร็จจะทำได้หรือไม่คำตอบคือต้องวางรากฐานของประเทศให้พร้อมเสียก่อน แล้วอะไรคือรากฐานของประเทศที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศละ  นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ชื่อ Prof.Gary Becker ซึ่งได้รางวัล Nobel Prize 1990 ได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับทุนมนุษย์  Human Capital Investment  หรือที่เรียกว่าการลงทุนกับการศึกษานั้นเอง โดยมีเงื่อนไขว่าใครลงทุนก่อนได้ก่อน ใครลงทุนเร็วได้เร็ว ใครลงทุนมากได้มาก ถ้าการลงทุนการศึกษาได้ดีก็จะได้กำไรดี ถ้าเลือกได้ไม่ดีก็ได้กำไรน้อย  จะเห็นได้ว่าการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ถ้าเราต้องการให้เงินทุนสำรองของประเทศมีมาก ภาษีเก็บได้มาก มีเงินมาจัดรัฐสวัสดิการเพียงพอ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ ทำให้คนอีก 50 ล้านคนที่เหลือมีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องทำให้เขามีเงินในกระเป๋ามากๆ แล้วรายได้มากๆจะมาจากไหน  ก็การจ้างแรงงานที่มีฝีมือ ค่า OT การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพก็จะขายได้ราคาดี การเพิ่มมูลค่าของสินค้า สร้างแบรนให้กับสินค้า เศรษฐกิจก็จะดี ต้นทุนการผลิตก็จะต่ำ รายได้ก็จะเพิ่ม รัฐบาลก็จะจัดเก็บภาษีได้เกินดุล รัฐก็มีเงินมาพัฒนาประเทศ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่พัฒนา Productivity และผลิตภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่พัฒนาทุนมนุษย์  Human Capital Investment  นั้นคือการพัฒนาการศึกษาที่ไม่ใช้เน้น ปริมาณ (Quantity)  แต่เน้นคุณภาพ (Quality) และที่สำคัญคือต้องไม่ใช่เรียนฟรี 12 ปี แต่ต้องจัดให้คนที่มีความสามารถที่จะเรียนต้องได้เรียน “คำว่าสามารถที่จะเรียนนี้ไม่ใช้มีเงินมากหรือรวยมากนะหมายถึงมีกำลังสติปัญญาและความมุ่งมั่นตั้งใจจะพัฒนาตนเอง”โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายรัฐจะต้องจัดบริการฟรี ถ้ารัฐยังไม่สามารถจัดการศึกษาให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงทุกชนชั้น ยังจัดระบบการศึกษาแบบกระจุกอยู่ในเมืองหลวง และให้โอกาสคนรวยเข้าถึงระบบการศึกษาได้มากกว่าคนจนที่มีสติปัญญา สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์ก็จะเป็นคนกลุ่มน้อยของสังคมคือคนมีอันจะกิน เช่น นักการเมืองส่งลูกเรียนสูงๆเพื่อมาเป็นนักการเมือง ข้าราชการส่งลูกเรียนสูงๆเพื่อมาเป็นข้าราชการ  นายทุนส่งลูกเรียนสูงๆก็เพื่อมาโกงประเทศต่อไป จะเห็นได้ว่าประเทศไทยเราชนชั้นปกครองมักจะเน้นการสืบทอดอำนาจ หรือเรียกว่า ทายาท ชาวนาชาวไร่ คนหาเช้ากินค่ำ บ้างคนหาเช้าไม่พอกินค่ำ ไม่มีโอกาสที่ได้เข้าถึงวงจรอุบาทนี้หลอก เพราะเหตุนี้จึงได้กล่าวว่ารัฐจะพัฒนาประเทศ ควรปฎิรูปการศึกษาก่อน ถ้า Productivity ของคนไทยดีก็จะสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ และเราก็จะได้เดินเข้าสู่กระบวนการพัฒนาแบบยังยืนต่อไป

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
indexthai วันที่ : 12/07/2010 เวลา : 09.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เปรียบเทียบ รูปแบบการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ 3 รูปแบบ

http://bit.ly/c1ZoGt

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลุงวอ วันที่ : 12/07/2010 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน