*/
  • vincentoldbook
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mycompatriot_thailand@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-25
  • จำนวนเรื่อง : 160
  • จำนวนผู้ชม : 336425
  • จำนวนผู้โหวต : 279
  • ส่ง msg :
  • โหวต 279 คน
Besame Macho

Besame Macho By Cesaria Evora _Latin Music

View All
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม 2551
Posted by vincentoldbook , ผู้อ่าน : 2385 , 03:57:14 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

..

อภิชน ผู้ครองโลก ..

ความนำ..

"พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้าง ทุกคน...แต่ถึงที่สุดแล้วพระองค์อยู่ข้างผู้ที่มีเงินมาก และมีกองทัพแสนยานุภาพเกรียงไกร"

- ชอง อานุยห์ นักการละคร ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยผลงานละครโศกนาฏกรรมท้าทายสังคม และการปะทะกันระหว่างโลกอุดมคติกับโลกที่เป็นจริง

@ นี่คือเรื่องราวของอำนาจ ..

เรื่องราว ของความเป็นจริงที่ว่า อำนาจกระจุกตัว อยู่ในมือของกลุ่มคนจำนวนน้อยนิด ที่กระจายอยู่ทั่วโลก อธิบายว่าพวกเขาคือใคร แตกต่างจากชนชั้นผู้นำในอดีตอย่างไร และแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาอย่างไรบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังพยายามสืบค้น และอธิบายถึงผลกระทบที่บุคคลเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของพวกเรา และพวกเขากำลังทำอะไรกับโลกในยุคสมัยของเรา

อำนาจยากยิ่งที่จะวัดหยั่งเชิงปริมาณ ความมั่งคั่งมักเป็นที่มาของอำนาจ โดยทั่วไปแล้วตำแหน่งหน้าที่ ก็สามารถแปลงเป็นอำนาจได้ แหล่งที่มาของอำนาจ ที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็นการใช้กำลังและความรุนแรงที่เหนือกว่า แต่บางครั้งอำนาจก็มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน เช่น การเข้าถึงแหล่งปัจจัยทรัพยากรสำคัญ และความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีมาตรวัดมาตรฐานใดๆ ที่สามารถ บ่งบอกปริมาณโดยรวมของอำนาจ

ดังนั้นวิจารณญาณ โดยอัตวิสัยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการตัดสินว่าใครมีอำนาจมากกว่าใคร และการจะตัดสินว่าใครที่กุมอำนาจ และใครปราศจากอำนาจ เป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งกว่าเพราะหลายคนที่มีอำนาจสูงสุดมักใช้อำนาจอย่างแอบแฝง หรือนานๆ จะใช้อำนาจสักครั้ง มีคนจำนวนไม่มากนักที่มีพลังอำนาจระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของหนังสือเล่มนี้ หลายคนที่เราคิดว่ามีอำนาจมหาศาล แต่แท้ที่จริงแล้วอาจมีอิทธิพลน้อยมากต่อวิถีของโลก แต่บุคคลที่น่าเกรงขาม ยิ่งกว่าอาจจะเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญภายในท้องถิ่นหรือภายในประเทศเท่านั้น

อภิชนผู้ครอบครองโลกในยุคปัจจุบัน ก่อกำเนิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และมีพลังอำนาจเหนือกว่าคนกลุ่มใดในโลก สมาชิกแต่ละคนของกลุ่มอภิชนมีศักยภาพในการโน้มน้าวครอบงำวิถีชีวิตของผู้คน นับเป็นล้านๆ ในนานาประเทศทั่วโลก พวกเขาใช้พลังอำนาจอย่างมีพลวัต และมักเพิ่มศักยภาพด้วยการพัฒนา ความสัมพันธ์กับอภิชนอื่นๆ ยุคสมัย ของการครองอำนาจชั่วชีวิตได้ผ่านพ้นไปแล้ว อภิชนโดยส่วนใหญ่มีอำนาจเพียงชั่วคราว บุคคลที่จะอยู่ในชนชั้นนี้ได้ต้องครอบครองอำนาจยาวนานพอที่จะส่งอิทธิพลต่อโลกหรือต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มอภิชน

การดำรงอยู่ของชนชั้นอภิชน เป็นสิ่งที่ ไม่อาจปฏิเสธ พวกเขาเป็นใครกัน ประมุขของรัฐ เหล่าซีอีโอของบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ยักษ์ใหญ่วงการสื่อ มหาเศรษฐี ที่ดำเนินกิจกรรมการลงทุนขนาดใหญ่ อย่างต่อเนื่อง นักธุรกิจด้านเทคโนโลยี ผู้กุมอำนาจในธุรกิจน้ำมัน ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้บัญชาการกองทัพ ผู้นำแกนนำทางลัทธิศาสนา นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน ผู้โด่งดังเป็นที่ชื่นชมยกย่องระดับโลก รวมถึงแกนนำกลุ่มก่อการร้าย และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอันน่าหวาดหวั่น พวกเขาเหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในชนชั้นอภิชน

เมื่อกำหนดหลักคิดเกี่ยวกับอภิชนเช่นนี้แล้ว คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ กลุ่มอภิชนในโลกมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน จากกรอบข้างต้นบวกกับการสืบค้นผ่านแหล่งข้อมูลสาธารณะ ผมและผู้ร่วมวิจัยได้ค้นพบและคาดคะเนว่า ในโลกนี้มีบุคคลที่อยู่ในข่ายอภิชนประมาณ 6,000 คนเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดเล็กพอที่จะสามารถ วิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยกระบวนการทางตรรกะ และมีขนาดใหญ่พอที่จะครอบคลุมประชาคมนานาชาติทุกภาคส่วน จากแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ การทหาร และนวัตกรรมการสร้างสรรค์ โลกจำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลเหล่านี้ในการ ขับเคลื่อน พวกเขาคือตัวแทน คือผู้กุมอำนาจสำคัญในภาคส่วนต่างๆ ของโลก

คำถามที่ผมถูกถามมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ มีรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ไหม น่าจะระบุรายชื่อของสมาชิกกลุ่มอภิชนทุกคน บางคนที่ไม่ใช่อภิชนก็อยากรู้เพื่อประดับความรู้ตาม กระแสแฟชั่นไฮโซฯของยุคสมัย แต่โดยส่วนใหญ่ที่ตั้งคำถามกับผม เป็นบุคคล ในกลุ่มอภิชนหรือบุคคลที่กำลังจะก้าวเข้าสู่แวดวงอภิชน เพื่อที่จะได้รู้ว่า ใครอินและใครเอาต์ ในสังคมอภิชนระดับโลก แต่การระบุรายชื่อบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ทันทีที่เผยแพร่ลิสต์รายชื่อเหล่านี้ออกไป มันก็ล้าสมัยไปแล้ว สมาชิกจำนวนมากของอภิชนอยู่ในกลุ่มได้เพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่พวกเขาอยู่ในตำแหน่งเพียงชั่วคราว บางคนก็เกษียณอายุการทำงาน บางคนก็เสียชีวิต บางคนประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีเรื่องอื้อฉาวจนครองตำแหน่งไว้ไม่ได้

นอกจากจะแอบแฝงตัวอยู่ เบื้องหลัง แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้ดำรงตำแหน่งใช้อำนาจและแสดงบทบาทได้ดีกว่าจนเกิดความขัดแย้ง ทุกปีสมาชิกของกลุ่มอภิชนบ้างก็ถูกถอดออกจากตำแหน่ง บ้างก็ถูกจำคุก บ้างก็ถึงจุดจบในเชิงตะกอน หรือถูกฝังอยู่ใต้ปฐพี ด้วยเหตุนี้ผมจึงพยายามระบุชื่อบุคคลในชนชั้นอภิชนให้น้อยที่สุด แต่พยายามกล่าวถึงตัวแบบ ตัวอย่างที่เป็นแบบแผนในภาพรวมมากกว่า ผมได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าผมกำลังพยายามวาดภาพของสิ่งที่มีพลวัต

บางคนก็บอกว่า การใช้คำว่า อภิชน หรือชนชั้น มีความเสี่ยงในการจุดประเด็นการต่อสู้ทางชนชั้นในแง่มุมวิชาการทฤษฎีมาร์กซิสม์ แต่ต้องเข้าใจว่าในยุคนี้การ ก้าวข้ามกำแพงชนชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจสามารถทำได้ง่ายมากมายและหลากหลายมากกว่าในอดีต ถึงแม้กรอบคิดในแง่ชนชั้นจะยังดำรงอยู่ ในส่วนนี้ผมจะแสดงให้เห็นต่อไป ถึงอย่างไรผมก็พยายามอธิบายภาวะการกระจายอำนาจ และความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมบนโลกใบนี้ จุดยืนของผมคือความพยายามที่จะบ่งชี้ว่า ยังมีหลายเรื่องที่เราละเลยและมองข้ามไปในโลกที่เป็นจริง ท่ามกลางความเสื่อมถอยของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเหนือสิ่ง อื่นใดคือ จริยธรรม

ความเป็นจริงของโลกทุกวันนี้ ความมั่งคั่งร่ำรวยของประชากรหลักพันคน สูงเป็นสองเท่าของรายได้ประชากรโลกที่ยากจนที่สุดจำนวน 2,500 ล้านคน แม้ว่ามนุษยชาติจะมีความก้าวหน้า หลากหลายด้านจนถึงยุคปัจจุบัน แต่ความไม่เท่าเทียมกันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ และผมเชื่อว่าจะเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด น่าหวั่นเกรงมากที่สุดสำหรับมนุษยชาติ

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือส่งเสริม ความเห็นดีเห็นชอบ หรือให้ดำเนินตามรสนิยมของกลุ่มบุคคลที่มั่งคั่งและทรงอำนาจของโลก ขอบอกว่าผมรังเกียจพฤติกรรมบางอย่างอันน่าขยะแขยงของกลุ่มบุคคลที่บริจาครายได้ร้อยละ 1 ของทรัพย์สินที่หามาได้ให้กับสังคม (ห่างชั้นจากท่านแอนดรูว์ คาร์เนกี้ ที่บริจาคเพื่อการกุศลถึงร้อยละ 80 ของรายได้ที่หาได้มาชั่วชีวิต)

พวกเราได้แต่ถูกคุกคาม ฉกฉวยประโยชน์จากกลุ่มคนที่กุมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวด้วยความหวาดหวั่นโดยที่ไม่สามารถต่อกรได้

..

อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (1)

" โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของทุกคน แต่ไม่เพียงพอต่อความโลภของคนเพียงคนเดียว "

- มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอินเดีย ในการต่อสู้เพื่อเอกราช ได้รับการยกย่องทั่วโลกจากการต่อสู้ ด้วยหลักอหิงสา

" ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ บงการเรื่องต่างๆ ให้สำเร็จได้ดังใจ โดยที่คนอื่นๆ มองว่าเป็น สิ่งที่ต้องเป็นไป "

- เล่าจื๊อ ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า เขียนหนังสือชื่อ วิถีแห่งเต๋า บรรยายถึงปรัชญาวิถีชีวิต ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ รวมถึงปรัชญาทางการเมือง

@ อภิชนแห่งโลกยุคปัจจุบัน ..

ในที่นี้จะมุ่งเน้นไปที่บุคคลผู้ทรงอำนาจอิทธิพลระหว่างประเทศ มากกว่าจะคำนึงถึงความมั่งคั่งร่ำรวย หรือการประสบความสำเร็จอย่างสูงในสาขาใดสาขาหนึ่ง โรมัน อับราโมวิช นายทุนคณาธิปไตยชาวรัสเซีย ผู้ว่าการเขตปกครองตนเองไซบีเรีย และเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซีในอังกฤษ เป็นบุคคลหนึ่ง ส่วนเบอร์จิต โรสซิ่ง วัย 83 ปี ผู้มีความมั่งคั่ง 11,000 ล้านดอลลาร์จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ Tetra Laval แต่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ คงจะไม่ใช่ แต่ร็อกสตาร์สาว ชาวโคลัมเบีย ชาคีร่า ดาราภาพยนตร์ชื่อก้องโลกจำนวนหนึ่ง มุกเกส อัมบานี ประธานฝ่ายบริหารกลุ่มอุตสาหกรรม รีไลแอนซ์ของอินเดีย และอานิล น้องชาย จัดอยู่ในกลุ่มอภิชนด้วยเช่นกัน

ส่วนมาร์กาเรต แทตเชอร์ มิกคาอิล กอบาชอฟ คาลอส เมเน็ม และมหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด เคยอยู่ในกลุ่มอภิชน แต่ในขณะนี้บทบาทของพวกเขาไม่มีเลย หรือมีน้อยมาก ขณะที่ ลีกวน ยู บิลล์ คลินตัน และเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ยังคงมีอิทธิพลในระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับ โอซามา บินลาเด็น ชาวจีนหลายร้อยคนกำลังจะ ก้าวขึ้นสู่อภิชนในอนาคตอันใกล้นี้ ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ มีบุคคลเพียง ไม่กี่รายที่อยู่ในข่ายอภิชน

อภิชนแต่ละคนคือหนึ่งในล้าน ในประชากรโลกจำนวน 6,000 ล้านคน พวกเขามีจำนวนประมาณ 6,000 คน กระจายอยู่ในทุกสาขาอาชีพ และทุกกิจกรรม บางส่วนก็พบเห็นหรือระบุได้โดยง่าย เช่น ผู้นำรัฐบาลของประเทศที่มีบทบาทสูง ในเวทีระหว่างประเทศ บุคคลที่มีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ทรัพยากร ซึ่งสามารถโน้มน้าวจูงใจบุคคลอื่นๆ ผู้นำทางการทหารที่มีศักยภาพในการส่งกองทัพข้ามพรมแดน ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบรรษัทยักษ์ใหญ่กว่า 2,000 บริษัท ทั่วโลก มหาเศรษฐีเกือบหนึ่งพันคน อัจฉริยะผู้มั่งคั่งในวงการดอตคอม นักลงทุนใจกล้าในจีน บรรดาชีกในดินแดนอาหรับ เหล่านักลงทุนรายใหญ่ที่วอลล์สตรีต ลอนดอน และเมืองหลวงทางการเงินอื่นๆ ตลอดจนถึงศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักประพันธ์ และผู้นำทางศาสนา

สิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของคน กลุ่มนี้ คืออำนาจ อำนาจที่ครอบงำผู้คนเป็นล้านๆ หรือพันล้าน ไม่จำกัดอยู่ภายในประเทศเดียว แต่เป็นพลังอำนาจที่สามารถข้ามพรมแดนของชาติ พวกเขาสามารถสร้างงานให้คนนับล้านๆ เคลื่อนย้ายตลาด ดำเนินการเชิงรุก ปลุกกระแส และเปลี่ยนแปลงความเชื่อความศรัทธาที่ยึดถือมายาวนาน คุณพบเห็นและรู้จักบุคคลเหล่านี้ได้จากสถานะและบทบาทอันโดดเด่นของพวกเขาในชีวิตประจำวัน

พลังอำนาจของอภิชน ก่อกำเนิดมาจากสติปัญญา ตำแหน่งหน้าที่ และโชค หรืออาจทั้งสามปัจจัยรวมกัน บางครั้งอำนาจของพวกเขาก็มาจากความมั่งคั่งทางการเงินส่วนตัว

การทำงานหนัก หรือการอุทิศตัวให้กับศาสนา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วปัจจัยด้านตำแหน่งหน้าที่มีบทบาทสูง ต่อการครอบครองอำนาจ เช่น การดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูง หรือผู้บัญชาการกองทัพ บ่อยครั้งที่อำนาจเกิดจากการที่คุณอยู่ถูกที่ และถูกเวลา บางครั้งมันก็ไม่ได้มาจากตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นผลพลอยได้จาก จุดอ่อนความบกพร่อง ความหลงผิด ความหยาบคายดุดัน การยึดมั่นถือมั่นต่อแนวคิดอุดมการณ์หนึ่งเดียวอย่างซื่อสัตย์ และความโลภทั้งทางกายภาพและชื่อเสียง

นอกเหนือจากสมาชิกของชนชั้นอภิชน ที่มองเห็นได้โดยง่ายแล้ว ยังมีกลุ่มสมาชิก ที่ยากจะระบุบทบาทและกิจกรรม บุคคลเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในเงามืด หรือไม่ก็พยายามแสวงหาเกราะกำบังพรางตัวในการแสดงบทบาท บุคคลเหล่านี้โดยส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้สังคมโลก สมาชิกประกอบไปด้วย องค์การก่อการร้ายระหว่างประเทศ ตระกูลอาชญากร ข้ามชาติ ซึ่งปฏิบัติการจากฮ่องกง ยุโรป ละตินอเมริกา จนถึงรัสเซีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนกลุ่มนี้กำกับควบคุมการค้าที่ผิดกฎหมายทุกชนิด ยาเสพย์ติด อาวุธสงคราม สินค้าปลอม หลีกเลี่ยงภาษี ตลอดจนถึงการค้ามนุษย์

อภิชนทางธุรกิจ..

ภายในชนชั้นอภิชน กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ ผู้นำทางธุรกิจและการเงิน !!!

เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ พลังอำนาจของคนกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในเขตแดนของประเทศหนึ่ง ประเทศใดเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ การก่อกำเนิดของบรรษัทข้ามชาติ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ช่วยขับเคลื่อน กระแสโลกาภิวัตน์ จนถึงขณะนี้องค์กรเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้แสดงบทบาทกลุ่มใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในเวทีระหว่างประเทศ

บรรษัทเหล่านี้มีมากกว่า 1,500 บรรษัท ที่มียอดขายและสินทรัพย์เกินกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ บุคคลที่ดูแลบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้คือบุคคลที่มีอำนาจระดับโลกอย่างแท้จริง ตรงข้ามกับนักการเมืองจำนวนมาก ที่มีอำนาจจำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศของตน

ปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดในโลก ยุคปัจจุบัน คือการอุบัติขึ้นของบรรดาบรรษัทข้ามชาติ อันส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม บางครั้งองค์กรเหล่านี้มีบทบาทเทียบเท่าหรือสูงกว่าชาติ-รัฐ และมีผลประโยชน์ที่แตกต่างไปจากผลประโยชน์แห่งชาติ

เราจะเปรียบเทียบพลังอำนาจของชาติกับพลังอำนาจของบรรษัทยักษ์ใหญ่ได้อย่างไร ในปี 2006 จีดีพีโดยรวมของโลกอยู่ที่ 65 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนผลประกอบการของบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลก 250 บริษัท รวมกันประมาณ 13.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือหนึ่งในห้าของจีดีพีรวมของโลก แต่ก็สูงกว่าจีดีพีของสหรัฐและสหภาพยุโรป ถ้าเปรียบเทียบโดยตรงกับประเทศ เอ็กซ์ซอนโมบิล มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศสวีเดน (ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจอันดับที่ 20 ของโลก) วอล-มาร์ตอยู่ระหว่างอาร์เจนตินากับฮ่องกง และเจนเนอรัล มอเตอร์ เหนือกว่าเปรู

ถ้ามองจากตัวเลขเพียงอย่างเดียวอาจจะยังไม่กระจ่างชัด บรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่ มีความยืดหยุ่นในกิจกรรมและความเคลื่อนไหวข้ามชาติ เหนือกว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศมาก หากกฎเกณฑ์ข้อจำกัดของประเทศหนึ่งมีมาก บรรษัทเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปยังอีกประเทศหนึ่ง และในความเป็นจริง ธุรกิจขนาดยักษ์ เหล่านี้เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หลากหลายกลุ่มในสังคม กิจกรรมของ บรรษัทเหล่านี้อิงอยู่กับผลประโยชน์ของนักการเมือง นักล็อบบี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง สื่อที่ทรงอิทธิพล และพยายามสร้างประเด็นอภิปรายสาธารณะทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ บรรษัทเหล่านี้พร้อมที่จะแสวงหาพันธมิตร แนวร่วม ในผลประโยชน์คู่ขนานไปด้วยกัน เพื่อขยายขอบเขตพลังอำนาจ ในการแสวงหาประโยชน์สูงสุด

ธุรกิจเหล่านี้ดำเนินไปเพื่อตอบสนองต่อผู้ถือหุ้น หรือฉกฉวยประโยชน์สูงสุดเพื่อความมั่งคั่งของคนกลุ่มเดียว ดำเนินไปรับใช้ตลาดและผู้บริโภค หรือรองรับความโลภของผู้บริหาร และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ใส่ใจว่าประเทศและสังคม โดยรวมจะเป็นอย่างไร หรือจะดำเนินไป ในทิศทางไหน

บางคนบอกว่าวิกฤตและโอกาสสามารถเดินไปเคียงคู่กัน แต่ในโลกยุคใหม่ โลกที่อภิชนครอบครองอำนาจยิ่งใหญ่ อย่างที่ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ บางทีโลกอาจจะต้องเผชิญวิกฤต วิกฤต และวิกฤตหายนะ แล้วโอกาสจึงค่อยๆ คืบคลานเข้ามา


..

อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (2)

"โลกทุกวันนี้ตัดสินกันด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และ การบุกเบิกคือสิ่งที่แยกแยะว่าใครคือผู้นำ และใครคือผู้ตาม"

- สตีฟ จ็อบส์ ประธานซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกปัจจุบัน

บาป 7 ประการ

"เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ หาความสุขสำราญใจโดยไม่ยั้งคิด ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี ค้าขาย โดยไม่มีหลักศีลธรรม วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ"

- มหาตมะ คานธี สำนวนแปล กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย

@ หน่วยทางเศรษฐกิจ ..

ที่มียอดขายหรือจีดีพีสูงเกินกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอำนาจอิทธิพลทางเศรษฐกิจ มากที่สุดในโลก มีจำนวนทั้งสิ้น 172 ราย เป็นประเทศจำนวน 83 ประเทศ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวน 89 บริษัท โครงสร้างการกำกับดูแลและเหตุผลในการดำรงอยู่ของ 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มหนึ่งยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติ อีกกลุ่มหนึ่งขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และบรรดาผู้บริหารระดับสูงกับกรรมการบริหาร บุคคลเหล่านี้คือ อภิชน ผู้ทรงอำนาจอิทธิพลในโลก

คำถามก็คือ พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน และสิ่งใดที่มีความสำคัญต่อพวกเขา เพราะสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญระดับโลกด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม 89 บริษัทยักษ์ใหญ่ข้างต้นมีจำนวน 77 บริษัทที่ตั้งอยู่ 2 ฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก โดยอยู่ในสหรัฐ 46 บริษัท และยุโรป 31 บริษัท 8 บริษัทอยู่ในญี่ปุ่น แน่นอนว่าธุรกิจที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่เหล่านี้ กำหนดเป้าหมายลำดับความสำคัญของตนอย่างไร ต้องส่งอิทธิพลและผลกระทบไปในวงกว้าง โดยเฉพาะ กับองคาพยพทางการเมืองที่พึ่งพาการสนับสนุนจากธุรกิจยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนได้แก่ การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในสหรัฐ ผู้สมัครแข่งขันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ขึ้นอยู่กับศักยภาพของเครือข่ายบริษัทและอุตสาหกรรมที่สนับสนุนนักการเมืองผู้นั้น ในโตเกียว บรัสเซลส์ นิวยอร์ก หรือที่อื่นๆ

ธุรกิจต่างๆ ไม่เพียงสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมล็อบบี้โน้มน้าวทางการเมือง แต่ยังช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งก่อนหน้าและหลังจากการปฏิบัติงาน กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของอำนาจและอิทธิพล ปัจจัยสำคัญ อีกประการ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายทางภูมิศาสตร์ของความมั่งคั่งในอนาคต ซึ่งน่าจะเคลื่อนตัวไปสู่จีน อินเดีย และบรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจเกิดใหม่ เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่งว่าการที่พลังอำนาจ และอิทธิพลทางเศรษฐกิจเคลื่อนย้ายจากสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จะส่งผลอย่างไรต่อบริษัทต่างๆ และประเทศต่างๆ บ้าง

แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะระบุถึงขอบเขตอำนาจของบรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลกให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ล้วนให้ภาพของความมหึมา

กลุ่มบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก 2,000 บริษัท มียอดขายรวมกันเท่ากับ 24 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และมีสินทรัพย์รวมกันกว่า 88 ล้านล้านดอลลาร์ (เทียบกับมูลค่าในตลาดของสินทรัพย์ที่ค้าขายกันในตลาดทุนทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 140 ล้านล้านดอลลาร์ ตามประมาณการของแม็กคินซี่) ในด้านกำลังคนบริษัทเหล่านี้มีพนักงานรวมจำนวนเกือบ 70 ล้านคนทั่วโลก ถ้าพนักงานแต่ละคนต้องดูแลเกื้อหนุนบุคคลอื่นๆ อีก 4 คน นั่นหมายความว่า บริษัทเหล่านี้เกื้อกูลโดยตรงต่อประชากรโลกจำนวน 350 ล้านคน แต่ในทางปฏิบัติจริงตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่า เพราะกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทยังก่อให้เกิดการค้าและสร้างงานต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการตัดสินใจของบุคคลไม่กี่พันคนซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง กรรมการบริหารบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตผู้คนนับพันล้านคน การตัดสินใจของพวกเขามีอิทธิพลต่อการสร้างหรือลดตำแหน่งงาน สภาวะการทำงาน และมาตรฐานของสิ่งแวดล้อม ที่ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดยืนของนักการเมืองในท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่โลกมีประชากรประมาณ 3-4 พันล้านคน ที่พยายามดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน  และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม มีประชากรที่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของคนกลุ่มน้อยที่เป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่าของประชากรโลกที่มีงานทำมั่นคงพอสมควร

การก่อกำเนิดของบริษัทยุคใหม่ที่มีพลังอำนาจสูง พร้อมกับผู้นำที่มีบทบาทความสำคัญสูง เป็นปรากฏการณ์ใหม่อย่างแท้จริง ในอดีตบริษัทยักษ์ใหญ่มีบทบาทและอิทธิพลสำคัญนับตั้งแต่ยุคของ Dutch East India Company และ Hudson"s Bay Company อันเป็นจักรกลสำคัญของลัทธิพาณิชย์นิยมอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดินิยมอังกฤษ แต่ไม่อาจเทียบเคียงได้กับอำนาจและอิทธิพลของบรรษัทยักษ์ใหญ่ในโลกเศรษฐกิจของยุคปัจจุบัน แม้แต่เมื่อ 25 ปีก่อนสัดส่วนทางเศรษฐกิจของบรรษัทใหญ่ ก็มีขนาดเล็กกว่าในปัจจุบันมาก

ในปี ค.ศ.1983 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดจำนวน 500 บริษัท มีรายได้เท่ากับร้อยละ 15 ของจีดีพีโดยรวมของโลก ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็นประมาณร้อยละ 30 ลองเปรียบเทียบอีกแง่มุมหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของบริษัทในเครือข่ายระหว่างประเทศ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในปี 1962 บริษัทใหญ่ที่สุด 100 บริษัท มีบริษัทในเครือจำนวน 1,288 บริษัทในต่างประเทศ

มาในปี 1998 บริษัทใหญ่ที่สุด 100 บริษัท มีบริษัทในเครือที่อยู่ต่างประเทศมากกว่า 10,000 บริษัท ซีเมนส์กลุ่มธุรกิจวิศวกรรมของเยอรมนี เป็นบริษัทใหญ่อันดับ 22 ของโลกนับจากยอดขาย มีปฏิบัติการมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ส่วนฮิวเลตต์-แพคการ์ด อันดับ 24 มีปฏิบัติการอยู่ใน 170 ประเทศ

การรวมศูนย์อำนาจในประชาคมการเงินระหว่างประเทศ ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าจับตา ไม่ได้มีเพียงตลาดในสหรัฐ (ซึ่งมีสินทรัพย์มูลค่า 50 ล้านล้านดอลลาร์) หรือตลาดในยุโรป (สินทรัพย์เกือบ 30 ล้านล้านดอลลาร์) ที่ครอบงำตลาดทุนโลกมูลค่า 140 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เหล่าสถาบันทางการเงินต่างๆ ก็มีบทบาทและอิทธิพล ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ตามข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บสในปี 2006 ระบุว่า มีธนาคารและสถาบันทางการเงินยักษ์ใหญ่จำนวน 14 รายที่บริหาร จัดการสินทรัพย์อย่างน้อย 1 ล้านล้านดอลลาร์ สถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดของโลกจำนวน 50 อันดับมีสินทรัพย์รวมกัน เกินกว่า 36.5 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่า 1 ใน 4 ของสินทรัพย์โดยรวมของโลก สถาบันการเงินใหญ่ที่สุดในโลก 100 อันดับครอบครองสินทรัพย์โดยรวมประมาณ 42.94 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของสินทรัพย์โดยรวมของโลก

เพื่อแสดงภาพการกระจุกตัวของพลังอำนาจทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คงต้องมองไปที่ตัวแบบในสหรัฐอีกครั้ง เพราะค่อนข้างมีการบันทึกสถิติข้อมูลที่ชัดเจน และยากที่จะปกปิด เฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2001 นักลงทุนที่ ร่ำรวยที่สุดซึ่งมีจำนวนร้อยละ 10 ถือครองหุ้นถึงร้อยละ 85 ของหุ้นทั้งหมดในตลาด ขณะที่อภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดจำนวนร้อยละ 1 ครอบครองความมั่งคั่งถึง 1 ใน 3 ของความมั่งคั่งโดยรวมของสหรัฐ คงไม่จำเป็นต้องกล่าวในรายละเอียดว่ากลุ่มบุคคลที่กุมความมั่งคั่งอยู่ในขณะนี้ และกลุ่มคนที่มั่งคั่งจากการครอบครองหุ้นจะมีอำนาจและอิทธิพลเพียงใดภายในองค์กรธุรกิจนั้นๆ คนเหล่านี้คือผู้ชี้ชะตาเหล่าผู้บริหาร บอร์ดบริหาร และในกรณีที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ คือการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นล้านๆ ทั้งพนักงาน ครอบครัว ลูกค้า และซัพพลายเออร์ทั่วโลก

การกระจุกตัวของพลังอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหมดตามที่ได้กล่าวไปนี้ ยังไม่น่าตื่นตระหนกเท่าการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในกลุ่มกองทุนเฮดจ์ฟันด์


..

อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (3)

"ยิ่งเราบินสูงขึ้นเท่าไหร่ คนที่บินไม่ได้ยิ่งเห็นเราเล็กลง"

"การสร้างความเท่าเทียม มีสองแนวทาง คือการฉุดทุกคนให้ลงมาอยู่ระดับเดียวกัน และการยกระดับทุกคนให้ขึ้นไปอยู่ที่ระดับเดียวกัน"

- เฟรดริช นิตเช่ นักวิชาการ นักปรัชญา นักวิจารณ์สังคมและวัฒนธรรม ชาวเยอรมัน หนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกปรัชญาอัตถิภาวนิยม ( existentialism) และปรัชญาหลังสมัยใหม่ (postmodern)

@ เฮดจ์ฟันด์ หรือกองทุนประกันความเสี่ยง ..

หรืออีกนัยหนึ่งเป็นกองทุนเพื่อการเก็งกำไร ได้เติบโตขึ้นอย่างทวีคูณ และมีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ จากการดูแลเงินลงทุนจำนวน 221,000 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1999 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2007 แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เฮดจ์ฟันด์ดำเนินกลยุทธ์การเก็งกำไรค่าเงิน พันธบัตร หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน และทองคำ และประมาณกันว่า เฮดจ์ฟันด์ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 10,000 กองทุนทั่วโลก ดำเนินการค้าปริมาณร้อยละ 30 ถึงร้อยละ 50 ในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้สำคัญทั่วโลก เพื่อทำเงินจากความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของราคาในแต่ละวัน

นั่นหมายความว่าบรรดาบุคคลที่ควบคุมกิจกรรมการซื้อขายของกองทุนเหล่านี้ ร่วมกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กลุ่มหนึ่ง และนักลงทุนมืออาชีพจำนวนหนึ่ง เป็นผู้มีบทบาทหลักในการกำหนดราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทเป็นความรับผิดชอบสำคัญสูงสุดประการหนึ่งของประธานผู้บริหาร ดังนั้นการเข้าซื้อหุ้นหรือการปฏิเสธโดยบุคคลกลุ่มนี้ จึงเป็นปัจจัยตัดสินชะตากรรมของเหล่าผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์บางรายดำเนินการเชิงรุกมากกว่าผู้จัดการกองทุนรายอื่นๆ ในการแปลงเงินลงทุนเป็นอำนาจ ในการปฏิรูปองค์กร ตัวอย่าง เช่น เอ็ดดี้ แลมเพิร์ต มหาเศรษฐีเฮดจ์ฟันด์ ใช้แนวทางการลงทุนเชิงรุกโดยเข้าซื้อเคมาร์ต แล้วควบรวมกิจการกับเซียร์ ปลดผู้บริหารของเซียร์ และเข้าไปตัดสินใจทางการค้าและการตลาดของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ที่เพิ่งควบรวมกิจการด้วยตนเอง พนักงานถูกลดจำนวนลง ขณะที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นเกือบสิบเท่า

ยิ่งไปกว่านั้น เฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่สุด 300 กองทุนครอบครองสินทรัพย์ถึงร้อยละ 85 ของสินทรัพย์โดยรวมของเฮดจ์ฟันด์ทั้งหมด โดยที่ 100 อันดับแรกครอบครองสินทรัพย์สูงถึงร้อยละ 60 นั่นเท่ากับว่ากลุ่มนักลงทุนเพียงแค่หยิบมือ เป็นผู้ขับเคลื่อนการลงทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินชะตากรรมของกลุ่มผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีจำนวนพอๆ กัน แต่มีอำนาจและอิทธิพลสูงต่อโลกในยุคปัจจุบัน

ดังนั้นภาพที่ปรากฏรางๆ ในขณะนี้ก็คือ อำนาจในโลกนี้ไม่เพียงกระจุกตัวอยู่ในคนแค่กลุ่มเดียว แต่เป็นการกระจุกตัวอย่างยิ่งยวดอยู่ในกลุ่มคนจำนวนน้อยนิด สังคมโลกนอกจากจะแบ่งออกเป็นกลุ่มคนที่อยู่ส่วนยอด กับกลุ่มคนนอกส่วนยอดแล้ว ในส่วนยอดยังมีกลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือที่ทรงพลังอำนาจสูงสุด

@ กฎ 80/20

อีกวิธีการหนึ่งในการมองส่วนแบ่งของอำนาจและทรัพยากรในโลก ได้แก่ การใช้หลักคิดการจัดลำดับช่วงชั้นทางสังคม (social stratification) ตามหลักการกระจาย 80/20 จากการสังเกตการณ์ของวิลเฟรโด โปเรโร นักเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา ชาวอิตาเลียนเชื้อสายฝรั่งเศส เขาศึกษาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ ในหลายพื้นที่ของโลก กล่าวคือประชากรร้อยละ 20 จะมีรายได้ถึงร้อยละ 80 ของรายได้ประชากรทั้งหมด

แม้ว่าเมื่อนำหลักการนี้ไปใช้ในระดับโลกอาจจะเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงพอสมควร เพราะตามรายงานการศึกษาปี 2006 ของ World Institute for Development Economics Research (UNU-WIDER) ในสังกัดสหประชาชาติ ระบุว่า ทุกวันนี้ประชากรโลกส่วนยอดร้อยละ 10 ครอบครองความมั่งคั่งถึงร้อยละ 85 ของโลก ขณะที่ประชากรโลกครึ่งหนึ่งที่อยู่ส่วนล่างมีทรัพย์สินรวมกันประมาณเพียงร้อยละ 1

ถ้ามองให้ลึกลงไป ในกลุ่มชนชั้นสูงซึ่งมีเพียงร้อยละ 10 ครอบครองความมั่งคั่งถึงร้อยละ 85 ของโลก แต่อันที่จริงมีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นในกลุ่มนี้ที่ครอบครองความมั่งคั่งถึงครึ่งหนึ่งของโลก และมีเพียงร้อยละหนึ่ง ที่ครอบครองความมั่งคั่งรวมกันถึงร้อยละ 40

ด้วยการเปรียบเทียบโดยตรงและการสำรวจเชิงลึกบ่งชี้ว่า มีแบบแผนบางอย่างที่หลายคนมองข้าม หรือไม่อาจมองเห็นจากกรอบคิดที่มีอยู่เดิม นั่นคือแบบแผนที่สังเกตการณ์ได้ยากยิ่ง ภายในชนชั้นนำยังมีชนชั้นอภิชน ที่อยู่เหนือกว่าชนชั้นนำธรรมดา คุณอาจจะคิดว่าตนเองคือผู้บริหาร คือชนชั้นนำแล้ว แต่เป็นความคิดที่ผิดเพราะยังมีบุคคลที่อยู่สูงกว่าไปอีกชั้น และจงอย่าเสียใจเพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของอภิชนคนเหล่านี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าอยากเข้าใจวิถีของอภิชน จงอย่ามองที่ชนชั้นนำหรือผู้บริหารผู้ปกครองแบบดาดๆ แต่จงมองไปที่อภิชนที่อยู่เบื้องหลัง สัดส่วนของการกระจายแบ่งปันอำนาจอาจไม่ใช่ 80/20 เสมอไป แบบแผนที่อยู่เหนือขึ้นไป อาจจะเป็น 90/10 หรือบางครั้งก็เป็น 99/1 ภายใต้รูปแบบแอบแฝง และการฉกฉวยประโยชน์นานารูปแบบ ซึ่งไม่มีใครมองเห็น แต่ด้วยกลไกแห่งประวัติศาสตร์และเงื่อนเวลา ความลับไม่เคยมีในโลกนี้ ยกเว้นคนที่ปิดหูปิดตา และมองอยู่แต่ในมุมอับ แบบแผนเช่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก แต่ดำเนินไปในทุกสังคม ชุมชน ของโลก ดังจะได้อรรถาธิบายต่อไป

ก้าวพ้นไปจากภาคส่วนทางธุรกิจ เราลองมาดูการกระจุกตัวในอีกภาคส่วนหนึ่ง นั่นคือแวดวงการทหาร ในโลกมีกำลังทหารระดับกองทัพแห่งชาติ ประมาณ 200 กองทัพ แต่มีเพียง 30 ถึง 40 กองทัพที่ครอบครองอาวุธ ที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง และมีน้อยกว่า 20 ชาติที่มีศักยภาพในเชิงจรวดพิสัยไกลหรือขีปนาวุธ มีอย่างน้อย 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มีเพียง 6 ประเทศที่กองทัพมีกำลังพลประมาณ 5 แสนนายหรือมากกว่า มี 3 กองทัพอากาศที่มีเครื่องบินมากกว่าหนึ่งพันเครื่อง และมีเพียงหนึ่งเดียวที่มีศักยภาพและแสนยานุภาพสูงพอ ทั้งด้านเทคโนโลยี กำลังพล การครอบครองจุดยุทธศาสตร์ การเงิน และทรัพยากร ที่จะทำสงครามระดับโลก แต่ถึงกระนั้นยุทธวิธีของกำลังทหารอเมริกันในอิรัก อิหร่าน และอัฟกานิสถาน ก็บ่งชี้ให้เห็นว่ากองทัพของสหรัฐต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโดยเร่งด่วน

มองไปที่แวดวงลัทธิศาสนาของโลก ซึ่งมีพัฒนาการ ต่อยอด แตกแขนง ผสมผสาน ตีความบิดเบือน เสื่อมถอย มานานนับพันปี และถูกนำมากล่าวอ้าง แสดงบทบาทเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และการครอบงำในทางใดทางหนึ่ง ปัจจุบันโลกที่เราดำรงชีวิตอยู่ มีศาสนา นิกาย ลัทธิ กลุ่มกิจกรรมตามความเชื่อถือศรัทธา ประมาณ 4,300 สาขา ในทุกทวีป ทุกอารยธรรมโบราณและอารยธรรมยุคใหม่ แต่มีน้อยกว่า 20 ลัทธิที่มีผู้ผูกพันมากกว่าหนึ่งล้านคน น้อยกว่า 8 สาขา ที่มีผู้เชื่อถือมากกว่าหนึ่งร้อยล้าน และมีเพียงสองที่มีผู้ศรัทธานับถือมากกว่าหนึ่งพันล้านคน (โลกยังมีกลุ่มคน ที่หันหลังให้ศาสนา ไม่ยอมรับนับถือลัทธิศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น

กลุ่มที่ปฏิเสธพระเจ้า และกลุ่มที่นับถือปาฏิหาริย์ของผีสาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบศาสนาใดๆ รวมจำนวนมากกว่า หนึ่งพันล้านคน) ซึ่งหมายความว่ามีเพียงศาสนาคริสต์กับอิสลามเท่านั้น ที่มีอำนาจอิทธิพลสูงมากในเชิงศรัทธา ความเชื่อถือโดยรวมของโลก ดังนั้นคงไม่อาจปฏิเสธว่า บรรดาผู้นำ แกนนำในศาสนาทั้งสองต้องมีอำนาจ และอิทธิพลอย่างสูงต่อวิถีของโลก ส่วนลัทธิความเชื่ออื่นๆ คงเป็นเพียงความเชื่อของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เคยชี้นำวิถีของโลก และกลุ่มคนที่เชื่อถือศรัทธาก็ไม่เคยแสดงบทบาทใดในการชี้นำ แก้ไขปัญหาที่แท้จริงของประชากรโลกโดยรวม ยังไม่ต้องนับการแก้ไขปัญหายืดเยื้อเรื้อรังภายในประเทศของตนเอง

@ อภิชนยุคใหม่

หลังจากค่อยๆ มองภาพอภิชน ผู้ทรงอำนาจ และครอบครองความมั่งคั่งในโลกยุคปัจจุบัน จากบรรทัดฐาน หลักคิด วิถีปฏิบัติข้ามพรมแดนชาติ สามารถอธิบายภาพรวมของกลุ่มคนอันสูงส่งได้ดังนี้ นอกเหนือจากผู้บริหารประเทศประมาณ 120 คน หรือมากกว่าที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ยังมีผู้นำกองทัพขนาดยักษ์จำนวนหนึ่ง ผู้บริหารของบรรษัทข้ามชาติประมาณ 2,000 คน สถาบันการเงินและบริษัทลงทุนที่ร่ำรวยที่สุด 100 อันดับ เหล่าผู้นำองค์กรเอ็นจีโอที่มีบทบาทระดับโลก และสถาบันองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำทางจิตวิญญาณจากลัทธิศาสนาต่างๆ นานา และต้องไม่ลืมแกนนำกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ แกนนำกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ เพราะบทบาทที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ มีมากเกินกว่าที่หลายคนเข้าใจ

จากนั้นเราจะมาดูบทบาทของเหล่านักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และนักวิชาการที่มีอิทธิพลระดับโลก


..

อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (5)

"พวกเราชาวอิสราเอล ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ ท่านโมเสสเท่าใดนัก ท่านนำพาพวกเราเดินทางอพยพรอนแรมกลางทะเลทราย ยาวนานกว่า 40 ปี เพื่อมาครอบครองดินแดนผืนเดียวในตะวันออกกลางที่ปราศจากน้ำมัน"

- โกลดา แมร์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของอิสราเอล ผู้ร่วมก่อตั้งประเทศอิสราเอล ได้รับการขนานนามว่าเป็น สตรีเหล็ก นำพาอิสราเอลผ่านพ้นมรสุมสงคราม และวิกฤตนานา

"จงอย่าเดินเข้าหาแพะทางด้านหน้า และจงอย่าเดินเข้าหาม้าทางด้านหลัง แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จงอย่าเดินเข้าหา คนโฉดเขลา ไม่ว่าจะทางด้านใด"

- สุภาษิตยิว

@ การเข้าถึงและการจำกัด

สำหรับสมาชิกของอภิชน ยังมีสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ อัญมณี หรือน้ำมัน นั่นคือการเข้าถึง สิ่งหนึ่งที่เงินและอำนาจซื้อไม่ได้ คือ เวลา ดังนั้นการเข้าถึงจึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะการเข้าถึงจะเป็นประโยชน์ อย่างสูงต่อการบริหารเวลา ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และปัจจัยด้านอำนาจอิทธิพลกับ ผลประโยชน์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเวลาจึงมีความสำคัญยิ่ง จากการพูดคุยกับประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำรัฐบาล เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้นำกองทัพ หลายร้อยคนในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และเป็นการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกข้อมูล ทรรศนะ และนำมาประเมินวิเคราะห์ มากกว่าการสัมภาษณ์เพื่อรับฟังและถ่ายทอดในสิ่งที่พวกเขา อยากจะพูด คำบ่นที่ผมได้ฟัง บ่อยครั้งมากที่สุด เป็นความหงุดหงิด เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านเวลา

ดังนั้น ตารางเวลาต่างๆ จึงถูกกำหนดขึ้นอย่างรอบคอบระมัดระวัง และจัดสรร ให้กับผู้ที่เสนอสิ่งตอบแทนกลับคืนมาสูงสุดเท่านั้น ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นข้อตกลงทางธุรกิจการเงิน หรือข้อมูลวงในทางการเมือง หลายครั้งที่เป็นตำแหน่งหน้าที่ หรือ เกียรติยศ โดยทั่วไปแล้ว เป็นการเลือกพบปะกับบุคคลที่มีอำนาจอิทธิพลสูง บุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจได้โดยตรง บุคคลที่ควบคุมทรัพยากรสำคัญ และบุคคลที่มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย

กล่าวกันว่า การพบปะระหว่างบุคคลระดับนำที่แท้จริง จะเป็นประโยชน์มากกว่าการประชุมพบปะของคนกลุ่มอื่นใด เพราะมีน้อยคนมากที่จะเข้าใจถึงจุดยืน และสถานการณ์ที่เหล่าผู้นำกำลังเผชิญอยู่ ที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดีคลินตัน เคยกล่าวว่า คลินตันมีความสนิทสนม ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ของอังกฤษ กับประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ของรัสเซีย มาก เพราะบุคคลทั้งสองมีความเข้าใจถึงสถานการณ์ และปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่อย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากบรรดาคณะทำงานและที่ปรึกษาซึ่งแวดล้อมคลินตัน เพราะคนเหล่านี้อยู่ภายใต้อาณัติของคลินตัน และต้องแสดงความคิดเห็นหรือปฏิบัติตามความเห็นชอบหรือสั่งการของคลินตันเท่านั้น ดังนั้นชนชั้นนำใน ระดับเดียวกันจึงเป็นมิตรที่มีคุณค่า และในบางครั้งก็เป็นมิตรแท้ที่สามารถไว้วางใจได้ ดังเช่น กรณีของโทนี่ แบลร์

ปัจจัยด้านการเข้าถึงและการจำกัดวงมักเดินไปเคียงคู่กัน และไลฟ์สไตล์หลายด้านของอภิชน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ระหว่างปัจจัยทั้งสอง ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวช่วยประหยัดเวลาอันมีค่า และยังทำให้สามารถจัดการประชุมพบปะส่วนตัวแบบอภิชน

ถ้าเดินทางไปเยือนสำนักงานของอินทรา นูยี ซีอีโอสตรีชาวอินเดียของ ยักษ์ใหญ่เป๊ปซี่โค ในศูนย์บัญชาการอาณาจักรเป๊ปซี่ที่มหานครนิวยอร์ก แม้สถาปัตย์การออกแบบจะเป็นแบบโปร่ง และเปิด ประดับตกแต่งพันธุ์ไม้นานาพันธุ์บนพื้นที่หลายไร่ แต่ห้องชุดสำนักงานตกแต่งไม้ของนูยีตั้งอยู่ที่ชั้นผู้บริหาร ห้องทำงานของนูยีอยู่ตอนในสุด จะเข้าได้ต้องผ่านส่วนทำงานของแผนกเลขานุการเท่านั้น ทุกคนในสำนักงานล้วนสุภาพ และมีอัธยาศัยดี แต่สิ่งที่บ่งบอกต่อ ผู้เดินทางมาเยือนมีความชัดเจนห้องทำงานของนูยี คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศูนย์บัญชาการแห่งนี้

สำนักงานบางแห่งมีลักษณะ คล้ายคลึงราชสำนัก ครอบคลุมพื้นที่ กว้างขวางมากกว่านี้ ผู้ที่เดินทางไปเยือน มักต้องเดินทางผ่านห้องโถงยาว ผ่านจุดตรวจหลายด่าน ทั้งจากแผนกเลขานุการ และแผนกรักษาความปลอดภัย ดังเช่น สำนักงานของประธานกลุ่มอุตสาหกรรม แดวูในกรุงโซล เกาหลีใต้ เพนต์เฮาส์ของประธานเข้าได้โดยผ่านลิฟต์ส่วนบุคคลเท่านั้น ตั้งอยู่ที่ชั้นบนสุดของโรงแรมที่เขาเป็นเจ้าของ ภายในเต็มไปด้วยศิลปวัตถุเอเชียโบราณ ส่วนผู้นำทางการเมืองมักนิยมสำนักงานที่มองดูขลังและเป็นพิธีการมากกว่า เพื่อตอกย้ำถึงพลังอำนาจ และการจำกัดการเข้าถึงได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นหอประชุมในมหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในจีน ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล

การพบปะบุคคล หรือเข้าร่วมประชุมกับบุคคลระดับสูงเท่านั้น การรับประทานอาหารในภัตตาคารชั้นเลิศ หรือเข้าพักในโรงแรมรีสอร์ตหกดาว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศความร่ำรวย หรือการแสวงหาความสะดวกสบายสูงสุด แต่ยังเป็นความพยายามที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่พวกเขาต้องการเข้าถึง และกีดกันบุคคลที่ไม่ต้องการให้เข้าถึงพวกเขา

หลายครั้งการจำกัดการเข้าถึง อาจไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่หรูหรา ใหญ่โต โอ่โถง เสมอไป แต่อาจเป็นพื้นที่ที่สะดวกที่สุด จำกัดวงการเข้าถึงมากที่สุด ภายในระยะเวลาอันจำกัด

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่จะพบว่าถนนบางสายใน กรุงลอนดอน เช่น เคนซิงตัน พาเลซ การ์เดนส์ กลายเป็นแหล่งชุมนุมของ อภิชนโลก บนถนนสายนี้คุณจะได้พบกับ ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีอันดับห้าของโลกชาวอินเดีย พักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่ซื้อมาในราคา 57 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) ในปี 2004 ที่อยู่ใกล้กันเป็นสถานทูตของสิบประเทศ และบรรดาคฤหาสน์ของสมาชิกราชวงศ์กษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย สุลต่านของบรูไน โมกุลอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ โจนาธาน ฮันต์ และเด็กๆ ที่เพิ่งโตในชนชั้นอภิชน อาทิ เลน บลาวาตนิค ผู้มั่งคั่งจากธุรกิจ น้ำมันและอะลูมิเนียมในรัสเซีย ในโลกมีเพียงไม่กี่เมืองที่ดึงดูดสมาชิกของอภิชน ได้ทัดเทียมกรุงลอนดอน ทั้งแง่วิถีชีวิตของนครใหญ่ การเชื่อมโยงสัมพันธ์กับ ทุกมุมโลก กฎหมายภาษี การกระจุกตัวของชนชั้นนำและผู้สืบทอด สถาบันที่ หล่อหลอมชนชั้นนำ และโครงสร้างพื้นฐานสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อความต้องการมากด้านของอภิชน

อาจมีคนบางกลุ่มที่พยายามเข้าถึง และแสวงหาพื้นที่ดำรงอยู่ในชนชั้นอภิชน แต่อุปสรรคและปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ หรือความทะเยอทะยาน ล้วนอยู่ที่สถานภาพ และขีดความสามารถที่แท้จริงของคนเหล่านั้น

ปารีส ดูไบ เซี่ยงไฮ้ มอสโก มุมไบ โตเกียว ต่างมีสถานที่เฉพาะจำกัด เหมาะสมสำหรับอภิชน ส่วนบางพื้นที่ก็อาจจะมีลักษณะพิเศษที่อภิชนอาจจะไปรวมตัวกันอยู่ เช่น บางเมืองในฝรั่งเศส ลองไอส์แลนด์ หรือเวสต์ปาล์มบีช ในมลรัฐฟลอริดา

อีกด้านหนึ่ง สตีเฟน ชวาร์ซแมน อดีตผู้บริหารของ Blackstone Group ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลหนึ่ง ที่ทรงอิทธิพลสูงสุดทางด้านการเงินโลก มีบทบาทบนถนนสายการเงินการลงทุนวอลล์สตรีท มากกว่า 2 ทศวรรษ แต่ปัจจุบันเขาคือ ผู้มีบทบาทสำคัญในองค์กรที่ป็นแกนหลักในภาคสังคมอเมริกัน เขาดำรงตำแหน่งประธานสมาคม องค์กรการกุศลมากมาย

ชวาร์ซแมนผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มอภิชน เขากล่าวกับผมระหว่างรับประทานอาหารกลางวันในวันหนึ่งว่า "โลกทุกวันนี้เล็กลงกว่าเดิมมาก ตอนที่ผมเจรจาธุรกิจระดับโลก ผมพบว่ามีคนเพียงแค่ 20 ถึง 50 คนเท่านั้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจครอบคลุม ทุกพื้นที่ในโลก"

........................................

คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก  โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 10 - 28 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ ( 3991 - 3996)

คัดลอกจาก ..

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008april10p7.htm

เก็บมาฝากครับ !!!

เรื่องจริง ความอยุติธรรม ความโหดร้าย คุณธรรม ความดีงาม และ ความหวัง ที่เราควรเก็บมาคิด มีมุมมอง มีแง่คิด ให้เราได้ต่อยอดออกไป ..

โลกวันนี้บางทีเราไม่ต้องบินเหิรข้ามฟ้าไปไกลแสนไกลเพื่อมองให้เห็นมัน ..

เรามองเห็นมัน จากถ้วยกาแฟอุ่นๆ ..ตรงม้าหินอ่อนข้างบ้านได้ !!

วินเซนต์

 

    ขอบคุณดนตรีไพเราะจาก www.ijigg.com 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แม่หมี วันที่ : 09/07/2008 เวลา : 12.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อภิชนมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งโลก แต่ก็มีอำนาจเหลือประมาณ
....................

วันนีแม่หมีไม่ต้องข้ามขอบฟ้าไปไกลแสนไกล
แค่แวะมาบ้านนี้ ก็ได้อะไรกลับไปมากมาย ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ แค่คลิ๊กเข้ามาก็ค้นพบคุณค่า ขอบคุณมากๆค่ะ
+ 1 โหวตกับเรื่องประเทืองปัญญาและคุ้มค่ากับเวลาที่นั่งอ่าน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แม่มดขาว วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/superme
<<<< เ ส ม อ ม า แ ล ะ ต ล อ ด ไ ป >>> 

อ่านยังไม่จบอ่ะคะ ลงชื่อเน๊าะ ติดไว้

พึ่งถึง อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (1) จะมาต่อคะ เรื่องน่าสนใจคะ



แม่มดขาว

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

ดีจัง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ทนายแต๊ก วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 06.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร

ชอบข้อเขียนเรื่องอภิชนมากเลยครับ เคยอ่านในประชาชาติ ว่างๆต้องอ่านรอบสองครับ
ขอบคุรจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลานเทวา วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 04.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ข้อมูลเพียบเลย
อภิชน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน